ก้าวให้พ้นจากความคิดแบบไพร่

tags:

สิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาคและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของบุคคลใด บุคคลนั้น จะต้องตื่นรู้ หวงแหนและต่อสู้เพื่อพิทักษ์รักษาไว้ด้วยตนเอง ถ้ามีใครมากระทำละเมิด ล่วงล้ำก้ำเกิน

เช่นเดียวกับ สิทธิ เสรีภาพ ควาเสมอภาคและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ของกลุ่มชนใด กลุ่มชนนั้น จะต้องตื่นรู้ หวงแหนและต่อสู้เพื่อพิทักษ์รักษา ไว้ด้วยตนเอง ถ้ามีใครมากระทำละเมิด ล่วงล้ำก้ำเกิน

ที่เรียกว่า การตื่นรู้ ก่อนอื่น หมายถึง การต่อสู้กับความคิด ค่านิยมและ วัฒนธรรมที่ชนชั้นปกครองได้มอมเมา ครอบงำอยู่ในหัวของแต่ละคน การต่อสู้เพื่อพิทักษ์รักษาสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาคและ ศักดิ์ศรีความเป็น มนุษย์ของแต่ละคนและแต่ละกลุ่มชนกับกลุ่มผู้ขูดรีด เอาเปรียบและกดขี่ข่มเหง ไม่อาจเกิดขึ้นได้ ถ้าไม่ต่อสู้กับมลพิษในหัวของแต่ละคน แต่ละชุมชนเสียก่อน

ด้วยเหตุนี้ การปลดแอกทางสังคม ก่อนอื่นจึงต้อง ปลดแอกทางความคิด ของตนก่อน ซึ่งไม่มีใครทำแทนให้ได้ เป็นเรื่องที่แต่ ละคน แต่ละกลุ่มชน จะต้องทำกันเอง ดังคำเก่าๆที่ว่า "เสรีภาพ จักสมปองต้องต่อสู้"

เช่น ตอนที่มีการประกาศเลิกทาสในสังคมไทย ก็ยังมีทาสจำนวนมาก ที่ยังขอเจ้าทาสว่า ตัวขอเป็นทาสต่อไป ไม่อยากออกไปเป็นไท เพราะคิดว่า อาศัยอยู่กับเจ้าทาส ก็ดีอยู่แล้ว ไม่ต้องรับผิดชอบอะไร อย่างไรเสียเจ้าทาสก็มีอาหารให้กินแน่นอน ขืนออกไปเป็นไท ตนเองไม่มีทุนรอน ไม่มีความรู้ ไม่เคยทำมาหากินเอง อาจอดตายก็ได้

หรือในสังคมปัจจุบัน ทั้งๆ ที่ไทย ได้พ้นจากสังคมเจ้า-ไพร่ มาถึง ๗๕ ปีแล้ว ก็ยังมีคนที่ไม่อยากเป็นเสรีชน ไปขออาสาเป็นไพร่ในสังกัดเจ้านายผู้มีอิทธิพล ในสังคมไทย เพื่อขอความปกป้องคุ้มครอง พึ่งพาอาศัยอิทธิพลอำนาจ ของเจ้านาย โดยตนเองจะต้องถวายการรับใช้ ส่งส่วย บรรณาการตอบแทน ในรูปแบบต่างๆ ดังที่นักวิชาการบางคนเรียกว่า ระบบอุปถัมภ์

ยิ่งเจ้านาย มีอิทธิพลอำนาจ มากเพียงใด ก็ยิ่งมีคนไปถวายตัวมากเพียงนั้น ดังนั้น สำหรับ"เจ้าแห่งเจ้า"นั้น กล่าวได้ว่า มีคนเสนอตัวไป ให้เลือกใช้สอยได้อย่างไม่หมดสิ้น ล่าสุดที่มีฝรั่งคนหนึ่งไปศึกษารวบรวมมา ก็บอกว่า เขามีไพร่ในสังกัดของเขา มีถึงประมาณ ๔ ถึง ๕ พันคน

ที่จริงฝรั่งคนนั้น อาจสามารถศึกษารวบรวมได้เพียงเฉพาะส่วนที่เปิดเผย เพราะเรื่องการใช้อิทธิพลอำนาจของพวกเจ้า ส่วนมากเป็นเรื่องผิดกฎหมาย จึงมักหลบๆ ซ่อนๆ แอบทำกันหลังม่านทั้งนั้น จำนวนไพร่ในสังกัดของเขาจึงอาจมากว่าตัวเลขของฝรั่งคนนั้นเป็นหลายสิบเท่าก็ได้

พวกไพร่เหล่านี้ เชื่ออย่างงมงาย ว่าเจ้านายของพวกเขา มีบุญญาธิการแต่ กำเนิด ฟ้าส่งมาให้เป็นเจ้าคนนายคน บ้างว่า มีดาววาสนาส่องอยู่ที่หน้าผาก การถวายตัว หมอบกราบติดตามรับใช้ มีแต่จะทำให้ตัวเจริญรุ่งเรือง เจ้านายเขาก็มีแต่จะมั่นคงสถาพร ไปชั่วฟ้าดินสลาย เป็นต้น

ปัญหาของกลุ่มชนที่ยากจน เสียเปรียบ เช่น กรรมกร ชาวนา และคนทุกข์ คนยากกลุ่มใดๆ จึงต้องให้พวกเขาลุกขึ้นมาต่อสู้ แก้ปัญหาด้วยตัวของเขาเอง การช่วยเหลือและการให้การศึกษาแนะนำ เป็นเรื่องที่สมควรทำ ในฐานะเป็นพี่น้องร่วมชาติ แต่ต้องไม่ล้ำเส้นไปเป็นการรับเหมาทำแทน

การรับเหมาทำแทน แบบอัศวินม้าขาว ล้วนเป็นเรื่องหลอกลวง ของพวกอภิสิทธิ์ชน

คนทุกข์ คนยาก จะเรียนรู้ด้วยประสพการณ์ของตนเองว่า การเข้าร่วม สนับสนุนกลุ่มเจ้า หรือกลุ่มนายทุนใหญ่ ผลสุดท้าย ตนเองจะได้รับเพียง ประโยชน์ โภคผลเพียงเล็กๆ น้อยๆ และชั่วคราว ตราบใดที่ชนชั้นนำเหล่านั้น ยังใช้ประโยชน์พวกเขา้เป็นหินรองเท้าได้

แต่ในที่สุดแล้ว ชนชั้นนำเหล่านั้น จะไม่แก้ และไม่มีวันแก้ปัญหาทาง โครงสร้างที่เป็นสาเหตุรากฐานของความยากจนทั้งชนชั้นของพวกเขาได้

มีแต่การเข้าร่วมสนับสนุนกลุ่มชนที่ก้าวหน้าที่สุดในสังคมไทย - คนงานปกคอสีขาว (white collar)--ปัญหาลักษณะโครงสร้าง ที่เป็นสาเหตุรากฐานของความยากจนทั้งชนชั้นของพวกเขา จึงจะสามารถ แก้ไขได้อย่างแท้จริง

ศรศิลป์

เสรีภาพ จักสมปองต้องต่อสู้
เสรีภาพ จักสมปองต้องต่อสู้

อ่านอย่างประทับใจไปจนถึงตัวเข้มที่ว่า

การรับเหมาทำแทน แบบอัศวินม้าขาว ล้วนเป็นเรื่องหลอกลวง ของพวกอภิสิทธิ์ชน

ทำให้อดนึกไม่ได้ว่า สงสัยเป็นใบเหลืองใบที่หนึ่ง ที่เตือนดิฉันที่แอบไปเขียนเกือบเชียร์คุณทักษิณไว้ที่อย่าเห็นปวงชนเป็นไพร่ ทาส หรือขอทาน หรือเปล่าคะ? (อิอิอิ)

อย่างไรก็ตาม การทำให้คนรู้จักพิทักษ์ "สิทธิ" ของตน มักถูกมองว่า ไปเสี้ยมให้คนนั้นมัน "หัวหมอ" แล้วจะทำอย่างไร จึงจะทำให้ผู้คนที่ยังสับสนเรียนรู้ถึงเขตแดนที่แบ่งโดยเส้นกั้นบางๆ นี้

ไม่ง่ายนะคะท่านทั้งหลาย แต่ถ้าบอกว่า ไม่ง่ายก็ไม่ต้องทำ พูดเช่นนั้น ก็จะเรียกได้ว่า ชุ่ยเกินไป

อาจจะต้องให้ความบีบคั้นทางอารมณ์ (รวมถึงทางกาย) เป็นตัวบีบให้ผู้คนได้ตระหนักถึงสิ่งที่เราทุกคนควรมีมาตั้งแต่เกิดมาบนโลกนี้ เขียนไปก็ยังนึกถึงยายไฮไม่หายเลย พับผ่าสิ

ขอเสริมหน่อยว่า คนบางกลุ่มที่บอกตัวเองว่าฉันเป็นกบฏ เป็นนักบุญ นักปฏิวัติ อย่างพวกเรดการ์ด หรือพวกทหารกองทัพปลดแอกที่เที่ยวไปปลดแอกให้คนธิเบต คนมองโกเลียอย่างทารุณนั้น คนพวกนี้มัวเมาไม่ต่างจากไพร่ อาจแย่กว่าด้วยซ้ำเพราะพวกเขาไม่ยอมรับว่าตนถูกครอบงำ

คนบางคน (หรือจะเป็นส่วนมากก็อาจเป็นได้)เป็นกบฏเพราะการเป็นเช่นนั้นมันทำให้เขารู้สึกมีตัวตน รู้สึกมั่นคง ก็ดูสิว่าบางพวกขนาดเชื่อว่าแนวทางที่ยึดถือนั้นเป็นวิทยาศาสตร์แล้วก็ยังอุตส่าห์ต้องมายกย่องบูชาตัวบุคคล ก็เพื่อพะนอกิเลสแบบไพร่ พะนอความต้องการทางอารมณ์แบบมนุษย์ขี้เหม็นที่ต้องการความอบอุ่น ต้องการรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของอะไรที่ยิ่งใหญ่กว่า และท้ายที่สุดก็ต้องหาศัตรูไว้เป็นยากำลังด้วย จึงจะครบวงจร
กลายเป็นว่าพวกมันน่ะผิดหมด ถ้าพวกเราแล้วถูกหมด ดังนั้นเรามีสิทธิจะต้มยำทำแกงอะไรพวกมันก็ได้ทั้งนั้น แล้วความเลวร้ายในนามของหลักการ ในนามของอุดมคตินั้น มันร้ายกาจกว่าความเลวร้ายจากสันดานดิบเสียอีก

เสรีชนไม่มียี่ห้อ ถ้ายังมียี่ห้อก็ยังไม่ใช่เสรีชน

ซาร์ตบอกว่า ความมีเสรีของมนุษย์นั้นเป็นคำสาป (ไม่ใช่พร)
มนุษย์ที่ตระหนักในเสรีภาพนั้นโดดเดี่ยว ไร้ที่กำบัง คนส่วนใหญ่เกลียดแอกแต่ก็เกลียดเสรีภาพ ปลดแอกอันหนึ่งแล้วก็ต้องหาอันใหม่ใส่ต่อ

นี่ไม่ใช่การพยายามจับผิดกันนะครับ แต่ผมเห็นว่าเป็นเรื่องที่เราต้องตระหนักจริงๆ ไม่งั้นเนื้อหาเดิมๆ มันก็จะเวียนกลับมาในรูปแบบใหม่ๆ เรื่อยไป

อ.ทร.

ศรศิลป์

คุณ อ.ทร.ที่รัก
ติดตามอ่านข้อเขียนและความเห็นของคุณมาหลายแห่งหลายหน
ขอแสดงความนับถือในจุดยืนของคุณ

จุดยืนของศรศิลป์ก็เช่นกันดังนี้

"...หน้าที่ของ "ปัญญาชนของปวงชน"
จึงไม่ใช่การไปอรรถาธิบายตอกย้ำความน่าสังเวชและจุดอ่อนใดๆ ของปวงชน
ไม่ใช่การไปบริจาคและให้ทานเพื่อตอกย้ำความเหนือกว่าและแตกต่าง
หากแต่เป็นการมุ่งมั่นที่จะกระตุ้นให้ปวงชนตระหนักว่าพวกเขาเป็นมนุษย์
ซึ่งจะต้องลุกยืนขึ้นมามีส่วนร่วมส่วนแบ่ง และเข้าถึง
"ความรู้ ความมั่งคั่ง ทรัพยากร และการจัดการทางอำนาจ" ด้วยตนเอง

ในการดำเนินงานเพื่อให้เพื่อนมนุษย์ "หลุดพ้น"
จากการเป็น "ทาส" "ไพร่เลก" "ขี้ข้า" หรือแม้แต่ "ขอทาน"
กลายมาเป็น "พลเมือง" (Citizen) นั้น
ไม่อาจทำด้วยเพียงการออกกฏหมายลิดรอนอภิสิทธิ์ของพวกอภิชน
และรับรองสิทธิอันเท่าเทียมของปวงชน
หากแต่ปวงชนต้อง "ตื่นรู้" และ "หวงแหนถนอมรัก" ในสิทธิของตนยิ่งชีพ..."

จาก "อย่าเห็นปวงชนเป็นไพร่ ทาส หรือขอทาน"
http://www.palawat.com/article/20070821/214

และดังนี้

"...แน่นอน ไม่อาจปฏิเสธว่า "ทุนนิยมเก็งกำไรเวอร์ชั่นล่าสุด"
ก็อาศัยระบบประชาธิปไตยในการกุมอำนาจทางการเมือง-การทหาร-เศรษฐกิจ
แต่ประชาธิปไตยของพวกเขาก็ไม่ต่างจาก "ประชาธิปไตยรวมศูนย์ของพรรคคอมฯ"
เป็นประชาธิปไตยที่มีการชี้นำจากบนลงล่าง
เป็นประชาธิปไตยของ "อิลิทขบวนใหม่" เพียงหยิบมือเดียว
ที่กีดกันความคิดเห็นไม่เพียงจากประชาชนรากหญ้า
แม้แต่ชนชั้นนายทุนหรือชนชั้นกลางที่มิได้อยู่ในกลุ่มหรือสังกัดเดียวกับพวกเขา
ก็ยังถูกกีดกันออกไป

การร่วมต่อสู้หรือร่วมมือกับขบวนประเภทนี้
มีแต่ประชาชนจะต้องตื่นรู้และเข้าใจในธาตุแท้ของพวกเขา
และค่อยๆ ก่อรูปจัดตั้งขบวนซึ่งเป็นอิสระของตน
ค่อยๆ สร้าง "รูปการจิตสำนึก" และ "โลกทรรศน์" ที่เป็นอิสระของตน
ไม่ใช่หลับหูหลับตาแห่แหน ติดสอยห้อยตามหามแห่
"ธงทางการเมือง" ของขบวนทุนนิยมเก็งกำไรฯ นี้
หรือคอยมาแก้ตัวแก้ต่างให้ "ลีลาทางการเมือง" ของพวกเขา...

...ปัญญาชนของประชาชนจึงควรอุทิศตนชักนำให้ประชาชน
ได้แยกแยะแนวทางการเมืองต่างๆ ด้วยทรรศนะที่ถูกต้อง
เพื่อประชาชนได้ตื่นรู้ด้วยตน
และลุกขึ้นจัดตั้งขบวนเพื่อจุดประสงค์ทางการเมืองที่เป็นอิสระของตน
หลุดพ้นจากการเป็นแค่เพียง "เครื่องพ่วง" หรือ "หางเครื่อง" ของบรรดาอภิชน..."

จาก "นี่เป็น แค้นสั่งฟ้า ภาคสอง แล้วประชาชนควรทำอย่างไร?"
http://www.palawat.com/article/20070731/140

ยินดีต้อนรับการมาร่วมเส้นทางเพื่อเสรีภาพปวงชนของคุณ
เข้ามาคุยกันบ่อยๆ นะ

บทความ

อ่านบทความย้อนหลังทั้งหมด

กลุ่มศึกษาทฤษฎี

รวมเว็บไซต์น่าสนใจ

ล็อกอิน หรือ สมัครสมาชิก เพื่อเสนอความเห็นหรือตั้งกระทู้