1. เพราะเหตุใดจึงต้องถือเอาลัทธิมาร์กซเป็นเข็มทิศชี้นำ
หมายเหตุ เพราะเหตุใด 6 ประเด็น ตอบปัญหาสำคัญ บางประเด็น เป็นงานทฤษฎี ที่จัดทำโดย กรมทฤษฎี กระทรวงโฆษณาการ ศูนย์กลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน เพื่อตอบคำถามและชี้แจงข้อสงสัย เกี่ยวกับระบอบสังคมนิยมของสาธารณรัฐประชาชนจีน ภายใต้การนำของพรรคคอมมิวนิสต์จีน
แปลโดย อรุณ โรจนสันติ โพสต์โดย คุณแก่น ที่บอร์ดไฟลามทุ่ง เนื่องจากเป็นงานเขียนที่ยาวมาก จึงขอนำเสนอตามลำดับ ทีละตอน
เพราะเหตุใด เราจึงต้องถือเอาลัทธิมาร์กซเป็นเข็มทิศชี้นำ เหตุผลไม่ได้สลับซับซ้อนเลย เพราะว่า ลัทธิมาร์กซเป็นสัจธรรมที่เป็นวิทยาศาสตร์ ซึ่งได้รับการพิสูจน์จากการ ปฏิบัติซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในวิถีดำเนินทางประวัติศาสตร์มากว่า 100 ปี โดยเฉพาะจากการปฏิวัติ การสร้างสรรค์ และการปฏิรูปเปลี่ยนแปลงของประเทศจีน
มีลักษณะที่เป็นวิทยาศาสตร์ และลักษณะสัจธรรมอย่างเด่นชัด เป็นอาวุธทางความคิดอันทรงพลังของเรา ในการรับรู้โลกและดัดแปลงโลก ภารกิจของเราจำเป็นต้องมีลัทธิมาร์กซ
มีแต่ยืนหยัดถือเอาลัทธิมาร์กซ ที่พัฒนาอยู่เป็นเข็มทิศชี้นำเท่านั้น ภารกิจสังคมนิยมที่มีเอกลักษณ์แบบจีน จึงจะสามารถก้าวหน้าไปอย่างมีชัยตาม ทิศทางที่ถูกต้องได้
ถ้าอย่างนั้น เราจะทำความเข้าใจลักษณะวิทยาศาสตร์และลักษณะสัจธรรมของลัทธิมาร์กซ อย่างไรเล่า ?
ลักษณะวิทยาศาสตร์และลักษณะสัจธรรมของลัทธิมาร์กซ อยู่ที่โลกทัศน์และทฤษฎีว่าด้วยมรรควิธีของมันเป็นวิทยาศาสตร์ ลัทธิมาร์กซยืนหยัดใน โลกทัศน์และมรรควิธีของวัตถุนิยมวิภาษและวัตถุนิยมประวัติศาสตร์ ใช้การเคลื่อนไหวขัดแย้งระหว่างพลังการผลิตกับความสัมพันธ์การผลิต
ระหว่างรากฐานเศรษฐกิจกับโครงสร้างชั้นบน ไปอธิบายการพัฒนาเปลี่ยนแปลงของ ประวัติศาสตร์มนุษยชาติ ถือเอาพลังการผลิตเป็นพลังที่คึกคักที่สุด ปฏิวัติที่สุด และเป็นมูลฐานที่สุด เป็นตัวผลักดันให้สังคมให้ก้าวไปข้างหน้า
ได้วิเคราะห์ความขัดแย้งภายในของสังคมทุนนิยมอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ ตีแผ่กฎภววิสัยของการพัฒนาประวัติศาสตร์อย่างลึกซึ้ง ถึงแก่น สร้างทฤษฎีเกี่ยวกับสังคมนิยมวิทยาศาสตร์ ชี้ทิศทางอันถูกต้องแก่การพัฒนาก้าวหน้าของสังคมมนุษย์
ในประวัติความคิดของสังคมมนุษย์ ยังไม่เคยปรากฏว่า มีทฤษฎีใดที่สามารถเกิดผลสะเทือนอันใหญ่หลวง ต่อประวัติศาสตร์โลก เฉกเช่น ทฤษฎีของลัทธิมาร์กซ
แม้กระทั่งคนที่ไม่เคยสนับสนุนลัทธิมาร์กซเลย ก็จำต้องยอมรับว่า ลัทธิมาร์กซคือหลักศิลาความคิดอันอุดมที่เป็นอมตะ ในประวัติอารยะธรรมของมนุษยชาติ
นักวิชาการชาวฝรั่งเศสท่านหนึ่งกล่าวว่า ไม่มีมาร์กซ ไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับมาร์กซ ก็จะไม่มีอนาคต ไม่ไปอ่าน อีกทั้ง ยังไม่อ่านทบทวนและอภิปลายมาร์กซ ซ้ำแล้วซ้ำอีก ย่อมเป็นความผิดพลาดตลอดกาล
หลายปีมานี้ โลกเราได้เกิดกระแสคลื่น “มาร์กซฟีเวอร์” ลูกแล้วลูกเล่า ในกิจกรรมต่าง ๆ ที่ให้มีการประเมินคัดเลือก “นักคิดในรอบพันปี” “นักปรัชญาที่ยิ่งใหญ่ที่สุด” ที่จัดขึ้นทั่วโลกนั้น มาร์กซได้คะแนนนำสูงสุดเป็นอันดับหนึ่ง
ปี 2008 ในขณะที่วิกฤติการเงินโลกลุกลามไปทั่วโลกนั้น “ว่าด้วยทุน” ฉบับมหึมาของมาร์กซ ได้รับการตีพิมพ์จำหน่ายในยุโรป มีปริมาณเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ
สิ่งเหล่านี้ล้วนแสดงให้เห็นว่า ลัทธิมาร์กซสามารถผ่านการทดสอบจากยุคสมัย ลักษณะวิทยาศาสตร์และลักษณะสัจธรรมของมัน เป็นที่ยอมรับของผู้คนในโลกนี้นับวันเพิ่มมากขึ้น
ลักษณะวิทยาศาสตร์และลักษณะสัจธรรมของลัทธิมาร์กซ อยู่ที่มันเป็นตัวแทนผลประโยชน์ของประชาชน อันกว้างใหญ่ไพศาลที่สุด ทฤษฎีทั้งชุดของมัน ล้วนแล้วแต่ตั้งอยู่บนจุดยืน เพื่อพิทักษ์รักษาและบรรลุผลประโยชน์มูลฐาน ของประชาชนอันกว้างใหญ่ไพศาลที่สุด
ถือเอาการแสวงการปลดปล่อยมนุษยชาติ และการพัฒนาคนอย่างทั่วด้านเป็นมูลค่าสูงสุด ไม่แสวงผลประโยชน์ส่วนตัวใด ๆ ไม่มีอคติใด ๆ เป็นทฤษฎีที่เป็นเอกภาพบนลักษณะวิทยาศาสตร์ ลักษณะชนชั้นและลักษณะปฏิบัติ
เองเกลส์เคยกล่าวว่า “ วิทยาศาสตร์ ถ้ายิ่งไม่ห่วงหน้าพวงหลัง ยิ่งเห็นแก่ส่วนรวมไม่เห็นแก่ตัวแม้แต่น้อย มันก็ยิ่งสอดคล้องกับผลประโยชน์และความปรารถนาของกรรมกร ”
ในประวัติศาสตร์ ก็เคยมีกระแสความคิดและทฤษฎี ที่เห็นอกเห็นใจและ ห่วงใยมวลประชาชนเกิดขึ้นมาแล้วหลายชนิด แต่ว่าไม่มีทฤษฎีชนิดใด ที่ยึดโยงอยู่กับชะตากรรมของชนชั้นกรรมกรและประชาชน ผู้ใช้แรงงานอันกว้างใหญ่ไพศาลของประเทศต่าง ๆ อย่างสนิทแน่นแฟ้นเยี่ยงนี้ เฉกเช่นลัทธิมาร์กซเลย
นักเขียนชาวเยอรมันท่านหนึ่ง ในขณะที่กล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์ ครั้งมโหฬารในศตวรรษที่ 19 นั้นว่า ถ้าไม่มีขบวนการกรรมกร ไม่มีนักลัทธิสังคมนิยม ไม่มีมาร์กซ ประชากร 5 ใน 6 ของโลกทุกวันนี้ จะยังคงมีชีวิตอยู่ในภาวะอันมืดมนอนธกาลของระบอบกึ่งทาส
ก็เพราะว่า ลัทธิมาร์กซเป็นตัวแทนผลประโยชน์ ของประชาชนผู้ใช้แรงงานอันกว้างใหญ่ไพศาลอย่างเด่นชัด ฉะนั้น พอมันอุบัติขึ้น ก็มีแรงดึงดูดประหนึ่งแม่เหล็ก “ แม้อยู่ห่างไกลออกไป นอกอาณาเขตของเยอรมันและยุโรป ในภาษาอารยะธรรมทั้งปวงของโลก ล้วนสามารถพบเห็นผู้ที่สนับสนุนมัน ”
ลักษณะวิทยาศาสตร์และลักษณะสัจธรรม ยังอยู่ที่มันเป็นระบบทฤษฎีที่เปิดกว้าง และก้าวหน้าไปพร้อมกับกาลเวลา ทฤษฎีลัทธิมาร์กซ ไม่ใช่ทฤษฎีที่ปิดขังตัวเอง หากแต่เป็นระบบวิทยาศาสตร์ที่อุดมและสมบูรณ์อย่างไม่ขาดสาย ตามการพัฒนาของการปฏิบัติ
มาร์กซกับเองเกลส์เคยเน้นย้ำว่า ทฤษฎีของพวกเขาไม่ใช่คัมภีร์ หากแต่เป็นเข็มทิศของการปฏิบัติ มาร์กซเคยกล่าวว่า “ ทฤษฎีที่ถูกต้อง จะต้องประสานกับสภาพรูปธรรม อาศัยเงื่อนไขที่มีอยู่ในปัจจุบัน ทำการอรรถาธิบายและขยายความ "
เองเกลส์ กล่าวว่า “ ทฤษฎีของเราเป็นทฤษฎีที่พัฒนา ไม่ใช่คัมภีร์ที่ต้องท่องจำจนขึ้นใจแล้วนำไปผลิตซ้ำอย่างกลไก ”
เลนินก็เคยย้ำว่า “ เราจะไม่ถือเอาทฤษฎีลัทธิมาร์กซ เป็นอะไรสักอย่างที่ไม่เปลี่ยนแปลงตลอดกาล และเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ไม่อาจล่วงละเมิดได้ ”
สหายเหมาเจ๋อตงชี้ว่า “ หนังสือของบรรพบุรุษประเภทนี้ จะต้องอ่าน แต่พึ่งพาบรรพบุรุษเพียงลำพังยังไม่พอ พรรคคอมมิวนิสต์ของแต่ละประเทศ วงการความคิดของแต่ละประเทศ ล้วนต้องสร้างทฤษฎีใหม่ เขียนบทนิพนธ์ใหม่ออกมาให้ได้ "
สหายเติ้งเสี่ยวผิงเน้นว่า มีแต่ลัทธิมาร์กซที่ประสานกับความเป็นจริงของประเทศจีน จึงเป็นลัทธิมาร์กซแท้จริงที่เราต้องการ สหายเจียงเจ๋อหมินเน้นว่า เนื้อแท้ที่สำคัญที่สุดของลัทธิมาร์กซ ก็คือก้าวไปพร้อมกับกาลเวลา
สหายหูจิ่นเทาเน้นว่า มีแต่ผลักดันการรังสรรค์ทฤษฎีขึ้นใหม่บนพื้นฐานของการปฏิบัติ ใช้ลัทธิมาร์กซที่พัฒนาอยู่ไปชี้นำการปฏิบัติใหม่ จึงจะสามารถรักษาพลังชีวิตอันแกร่งกล้าของลัทธิมาร์กซ
ลัทธิมาร์กซนั้น ปฏิวัติ วิพากษ์และพัฒนา อุดมสมบูรณ์ขึ้นไม่ขาดสาย ตามยุคสมัยและการก้าวไปข้างหน้าของการปฏิบัติ และนี่คือสาเหตุมูลฐาน ที่ลัทธิมาร์กซสามารถสะท้อนความเรียกร้องต้องการ ของการปฏิบัติแห่งยุคสมัยตลอดเวลา สามารถรักษาชีโวกาสและชีวภาพที่คึกคักตลอดเวลา เปี่ยมด้วยลักษณะวิทยาศาสตร์และลักษณะสัจธรรมตลอดเวลา
ลักษณะวิทยาศาสตร์และลักษณะสัจธรรม ได้รับการพิสูจน์จากการปฏิบัติปฏิวัติ การสร้างสรรค์และการปฏิรูปของจีนมาแล้ว อย่างที่สหายเหมาเจ๋อตงเคยกล่าวไว้ว่า
“ เราบอกว่าลัทธิมาร์กซถูกต้องนั้น ไม่ใช่เป็นเพราะว่ามาร์กซคนนี้เขาเป็น ‘บูรพาจารย์แห่งปราชญ์’ แต่เป็นเพราะว่า ทฤษฎีของเขาได้รับการพิสูจน์แล้วว่า ถูกต้องจากการปฏิบัติของเรา จากการต่อสู้ของเราต่างหาก ”
ในการต่อสู้อันยาวนาน เพื่อช่วงชิงให้ได้มาซึ่งเอกราชของชาติ ปลดแอกประชาชน บรรลุซึ่งความเข้มแข็งไพบูลย์ของประเทศและการกินดีอยู่ดีของประชาชน ประชาชนจีน ได้เลือกเอาลัทธิมาร์กซเป็นอาวุธทางความคิดของตน
ในประวัติศาสตร์ยุคใกล้ เพื่อกอบกู้ความหายนะของประชาชาติจีน ชาวจีนที่ก้าวหน้ารุ่นก่อนเคยทดลอง เสาะหาอาวุธทางความคิดชนิดต่าง ๆ กระแสความคิดชนิดต่าง ๆ ของฝ่ายตะวันตก เช่น ลัทธิปฏิรูป ลัทธิเสรีนิยม ลัทธิสังคม ชาร์ลส์ ดาวิน ลัทธิอนาธิปไตย ลัทธิปฏิสัมฤทธิ์ผล ลัทธินารอดนิคส์ ลัทธิสหบาล เป็นต้น
กระแสความคิดเหล่านี้ ล้วนเคยปรากฏขึ้นและแพร่หลายอยู่ในประเทศจีนมาแล้ว แต่ก็ล้วนกลายเป็น แขกรับเชิญทางประวัติศาสตร์ที่มาแล้วก็ผ่านไป เพราะว่ามันล้วนไม่สามารถแก้ปัญหาของประเทศจีน เสียงปืนใหญ่แห่งการปฏิวัติเดือนสิบ ได้ส่งลัทธิมาร์กซ-เลนินมาให้เรา
ลัทธิมาร์กซ-เลนินถือจักรวาลทัศน์ที่เป็นวิทยาศาสตร์ สนอง “เครื่องมือในการสังเกตชะตากรรมของประเทศ” แก่บรรดาผู้ก้าวหน้าของประเทศจีน เมื่อสัจธรรมทั่วไปของลัทธิมาร์กซ-เลนินประสานเข้ากับ สภาพความเป็นจริงรูปธรรมของประเทศจีน ก็ทำให้การปฏิวัติของประเทศจีนปรากฏโฉมใหม่ทันที
เกิดขั้นประวัติศาสตร์ทั้งขั้นของลัทธิประชาธิปไตยแผนใหม่ ภายใต้การชี้นำของลัทธิมาร์กซ พรรคคอมมิวนิสต์จีนนำพาประชาชนโค่นล้มภูเขาใหญ่ 3 ลูก สถาปนาจีนใหม่ ก้าวสู่หนทางสังคมนิยม เปิดศักราชใหม่แก่ประวัติศาสตร์ของจีน
หลังปฏิรูปเปิดประเทศผ่านมา 30 กว่าปี พรรคของเรานำหลักทฤษฎีพื้นฐานของลัทธิมาร์กซ ประสานเข้ากับความเป็นจริงของประเทศจีนและลักษณะพิเศษแห่งยุคสมัยอย่างแนบแน่น นำพาการปฏิรูปพัฒนาประสบความสำเร็จเป็นที่จับตามองของนานาประเทศ แสดงให้เห็นบทบาทการชี้นำอันมหาศาลของลัทธิมาร์กซอย่างเต็มเปี่ยม
ประวัติศาสตร์และความเป็นจริงบอกเราว่า การยืนหยัดถือลัทธิมาร์กซเป็นเข็มทิศชี้นำ ก็คือยืนหยัดในสัจธรรม ยืนหยัดในวิทยาศาสตร์ ยืนหยัดในผลประโยชน์ของประชาชนอันกว้างไพศาล
ก็คือยืนหยัดในหนทางการพัฒนาที่ประชาชนจีนเป็นผู้เลือกเอง การยืนหยัดชนิดนี้ เป็นสิ่ง “จำเป็น” หากแต่มิใช่ มีก็ได้ไม่มีก็ได้ ในปัญหาที่เป็นมูลฐานนี้ จะต้องแน่วแน่ไม่คลอนแคลน
2. ความคิดชี้นำจะเป็นแบบหลายองค์ไม่ได้
การยืนหยัดใช้ลัทธิมาร์กซชี้นำ ก็จะต้องตอบปัญหาว่า
เพราะเหตุใดความคิดชี้นำในปริมณฑลรูปการจิตสำนึก จะต้องเป็นแบบองค์เดียวเท่านั้น จะทำในสิ่งที่เป็นแบบหลายองค์ไม่ได้
โดยความเป็นจริง ทั้งในอดีตและปัจจุบัน ทั้งในประเทศจีนและต่างประเทศ ไม่ว่าประเทศใดหรือสังคมใด ไม่ว่ารูปลักษณะของสังคมจะแตกต่างกันเพียงใด ไม่ว่าความคิดของสังคมจะสลับซับซ้อนกันเพียงใดก็ตาม
แต่ในปริมณฑลด้านรูปการจิตสำนึก ความคิดที่อยู่ในฐานะครอบงำนั้น ล้วนแล้วแต่เป็นความคิดของชนชั้นที่ปกครอง นัยหนึ่งความคิดชี้นำล้วนเป็นแบบองค์เดียวทั้งสิ้น
สังคมทาส สังคมศักดินา ล้วนมีรูปการจิตสำนึกกระแสหลักที่เป็นแบบองค์เดียว ผู้ปกครอง ล้วนพยายามใช้วิธีการต่างๆ ไปพิทักษ์รักษารูปการจิตสำนึกกระแสหลักอย่างสุดความสามารถ
ในประเทศจีน สมัยจักรพรรดิอู่ตี้แห่งราชวงศ์ฮั่น ดำเนินการ “ปลดและลดฐานะของนานาสำนัก เชิดชูสำนักวิชาการขงจื๊อแต่เพียงหนึ่งเดียว” ทั้งนี้ ก็เพื่อกำหนดฐานะสูงเด่นแต่ผู้เดียวของความคิดขนานแท้ของลัทธิขงจื๊อ
ในสังคมศักดินาของจีนที่กินเวลา 2,000 กว่าปี เวลาส่วนใหญ่ก็ถือเอาความคิดของสำนักขงจื๊อเป็นรูปการจิตสำนึกหลัก สมัยกลางของยุโรป ความคิดของศาสนาโรมันคาธอลิค ศาสนาคริสต์อยู่ในฐานะปกครอง
ปฏิญญาของศาสนจักรกลายเป็น “จุดเริ่มต้นและพื้นฐานของความคิดทั้งปวง “ทฤษฎีนอกรีตแปลกปลอม” ล้วนถูกกีดกันและจำกัด จนถึงสังคมทุนนิยมยุคใกล้ ชนชั้นนายทุนชูป้าย “เสรีทางความคิด”
แต่ว่าโลกทัศน์และค่านิยมที่ถือเอาลัทธิเอกชนเป็นเนื้อหา ยังคงเป็นความคิดที่มีฐานะปกครองในสังคมทุนนิยมตลอดเวลา ในประเทศทุนนิยมที่เจริญแล้วของตะวันตกในปัจจุบัน ถึงแม้ว่าแนวคิดชนิดต่าง ๆ มีหลายหลากมากชนิด ร้อยแปดพันประการ กระทั่งอนุญาตให้วิพากษ์วิจารณ์ทุนนิยมจนถึงโฆษณาลัทธิมาร์กซ
แต่ว่าแนวคิดทฤษฎีใดที่มีความเห็นให้เปลี่ยนระบอบกรรมสิทธิ์เอกชน เปลี่ยนแปลงระบอบสังคมทุนนิยม ล้วนต้องถูกโจมตีและจำกัด ยิ่งไม่อนุญาตให้อยู่ในฐานะนำ เป็นไปไม่ได้ที่จะกลายเป็นรูปการจิตสำนึกหลัก
เหตุใดจึงปรากฏสภาพ เช่นนี้ นั่นเป็นเพราะว่า ความคิดชี้นำหลักในปริมณฑลรูปการจิตสำนึก ล้วนกำหนดโดยรากฐานเศรษฐกิจที่มีบทบาทนำทั้งสิ้น
มาร์กซกล่าวว่า “ ความคิดของชนชั้นปกครองในแต่ละยุคสมัย ล้วนเป็นความคิดที่อยู่ในฐานะปกครอง " นัยหนึ่งก็คือ ชนชั้นหนึ่งเป็นพลังทางวัตถุที่อยู่ในฐานะปกครองของสังคม ขณะเดียวกัน ก็เป็นพลังทางจิตใจที่อยู่ในฐานะปกครองของสังคมนั้นด้วย
ความคิดชี้นำเป็นแบบองค์เดียว ก็เป็นการสะท้อนกฎการพัฒนาของสังคมมนุษย์ ขณะเดียวกัน ความคิดชี้นำในฐานะเม็ดใน และส่วนที่เป็นจิตวิญญาณของโครงสร้างชั้นบน มันทั้งเป็นเนื้อหาสำคัญของโครงสร้างชั้นบน ทั้งยังเกิดบทบาทที่เป็นปมเงื่อน ต่อการพิทักษ์รักษาโครงสร้างชั้นบนด้วย
การสร้างความมั่นคงและบูรณาการระบอบของสังคม จำเป็นต้องมีความคิดชี้นำหรือรูปการจิตสำนึกหลักสนองทฤษฎีชี้นำ ค่านิยมมุ่งสู่และเครื่องยึดเหนี่ยวทางจิตใจ มันย่อมสะท้อนเจตจำนงและความคิดของชนชั้นปกครองอย่างรวมศูนย์
มีคนเสนอว่า การพัฒนาเศรษฐกิจตลาดสังคมนิยม องค์ประกอบของเศรษฐกิจสังคมมีหลากรูปหลายแบบ ความคิดชี้นำ ก็น่าจะหลากรูปหลายแบบเป็นแบบหลายองค์ได้หรือไม่ มิพักต้องสงสัย
ระบอบกรรมสิทธิ์มากอย่างมากชนิดดำรงอยู่ด้วยกัน การดำรงอยู่ขององค์ผลประโยชน์หลายอย่างหลายชนิด ย่อมปรากฏทัศนะคติและค่านิยมมุ่งสู่มากอย่างมากชนิดอย่างแน่นอน แต่ว่ารูปแบบกรรมสิทธิ์มากรูปหลายแบบ ไม่เท่ากับว่าความคิดชี้นำก็ต้องเป็นแบบหลายองค์ด้วย
จริง ๆ แล้ว นับแต่มนุษย์เราเข้าสู่สังคมชนชั้นแล้ว เวลาส่วนใหญ่องค์ประกอบของเศรษฐกิจ ล้วนมีมากรูปหลายแบบ อาทิเช่น ในสังคมทุนนิยม เศรษฐกิจทุนนิยมเอกชนอยู่ในฐานะองค์นำหลัก
แต่ว่าในช่วงเวลาอันยาวนานพอดู เศรษฐกิจเจ้าที่ดินศักดินา ก็ดำรงอยู่คู่กันกับมัน แม้แต่ทุนนิยมที่เจริญแล้วในปัจจุบัน ก็ยังมีสถานประกอบการขนาดเล็ก พวกหัตถกรรม ผู้ประกอบอาชีพอิสระ ผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินปัจเจกภาพดำรงอยู่
“วิสาหกิจแห่งรัฐ” ที่มีลักษณะสาธารณะ บริษัทต่างชาติ โดยเฉพาะการปรากฏตัวของระบอบหุ้นส่วน ทำให้รูปแบบของระบอบกรรมสิทธิ์ ยิ่งสลับซับซ้อน มากรูปหลายแบบยิ่งขึ้น
แต่ว่า แม้รูปแบบของระบอบกรรมสิทธิ์ จะมากรูปหลายแบบเพียงใดก็ตาม แต่รูปแบบของระบอบกรรมสิทธิ์ที่อยู่ในฐานะนำไม่ได้เปลี่ยน ยังคงเป็นระบอบกรรมสิทธิ์เอกชนทุนนิยมตลอดเวลา และค่านิยมที่อยู่ในฐานะนำยังคงเป็นค่านิยมของลัทธิทุนนิยมตลอดเวลา เช่นเดียวกัน
ประเทศจีนพัฒนาเศรษฐกิจตลาดสังคมนิยม องค์ประกอบของเศรษฐกิจเป็นแบบหลายองค์ แต่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงระบอบเศรษฐกิจสาธารณะ ที่อยู่ในฐานะองค์นำหลักของ ประเทศจีนไม่ได้เปลี่ยน และก็ไม่สามารถเปลี่ยนทิศทางการพัฒนา และหนทางสังคมนิยมที่มีเอกลักษณะแบบจีน
และ นี่ก็เป็นตัวกำหนดว่าในปริมณฑลด้านรูปการจิตสำนึกของประเทศจีน มีแต่ถือเอาลัทธิมาร์กซชี้นำเท่านั้น
มีบางคนเสนอว่า รูปแบบการแบ่งปันหลายชนิดดำรงอยู่ด้วยกัน ความสัมพันธ์ทางผลประโยชน์มีมากรูปหลายแบบ ความคิดชี้นำก็ควรเป็นแบบหลายองค์ได้หรือไม่ เราจะต้องมองเห็นว่า ความสัมพันธ์ทางผลประโยชน์ มีมากรูปหลายแบบนั้น ก็เป็นปรากฏการณ์ทั่วไปในหลาย ๆ ประเทศ หลาย ๆ สังคมเช่นกัน
เช่น อเมริกากล่าวได้ว่า เป็นประเทศที่กลุ่มผลประโยชน์มากที่สุดประเทศหนึ่ง ชนชั้นนายทุน ชนชั้นเจ้าของฟาร์มเกษตร ชนชั้นกรรมกรเป็นชนชั้นพื้นฐานที่สุด ชนชั้นเหล่านี้ยังแบ่งเป็นชั้นชนต่าง ๆ ทั้งระดับใหญ่ กลางและเล็ก
นอกจากนี้ยังมีชั้นชนทางสังคมจำนวนมากเช่น พนักงานบริหาร ครู ทนายความ นายแพทย์เป็นต้น ชนชั้นและชั้นชนที่ต่างกันย่อมมีฐานะทางสังคมที่ต่างกัน ก่อรูปเป็นกลุ่มผลประโยชน์ที่แตกต่างกันไป
แม้ว่าผลประโยชน์มีมากรูปหลายแบบ ระหว่างกลุ่มผลประโยชน์ที่แตกต่างกันและภายในของมันจะมีการต่อสู้ พิพาท งัดข้อกันอย่างดุเดือด แต่ว่าที่อยู่ในฐานะนำยังคงเป็นชนชั้นนายทุน ชนชั้นนายทุนในฐานะชนชั้นปกครอง ย่อมไม่อนุญาตให้ความคิดที่ไม่สอดคล้อง กับผลประโยชน์ของพวกเขาเป็นความคิดชี้นำ
ในประเทศจีน แม้ว่าความสัมพันธ์ทางผลประโยชน์จะนับวันมีมากรูปหลายแบบ ผลประโยชน์รูปธรรมในแต่ละชั้นชน แต่ละส่วนของมวลชนจะแตกต่างกัน แต่ไม่ว่าผลประโยชน์รูปธรรมของด้านต่าง ๆ จะหลากหลายเพียงใด แต่ผลประโยชน์มูลฐานของประชาชนทั้งมวลโดยภาพรวมแล้ว ยังคงเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
นี่ก็จำต้องเรียกร้องให้มีความคิดชี้นำที่เป็นเอกภาพ ในประเทศจีนปัจจุบัน มีแต่ลัทธิมาร์กซที่พัฒนาโดยประเทศจีนเท่านั้น ไม่มีลัทธิหรือแนวคิดอื่นใด ที่สามารถเป็นตัวแทนผลประโยชน์มูลฐานของประชาชน อันกว้างใหญ่ไพศาลได้กว้างขวางที่สุด ที่สามารถนำพาการพัฒนาและก้าวหน้าของสังคม ตามเหตุตามผลที่มันควรจะกลายเป็นความคิดชี้นำของเรา
ยังมีบางคนเสนอว่า ขนานไปกับเศรษฐกิจสังคมที่ผันแปรไปอย่างลึกซึ้ง ความคิดสังคม ค่านิยม ก็นับวันมีมากรูปหลายแบบ ความคิดชี้นำ ก็ควรจะเป็นแบบหลายองค์ได้หรือไม่
ก่อนอื่น เราต้องมองเห็นว่า ความคิดสังคมมากรูปหลายแบบ กับความคิดชี้นำเป็นแบบหลายองค์นั้น เป็นปัญหาที่อยู่ในระดับชั้นที่ต่างกัน อันหนึ่งหมายถึงสภาวะการดำรงอยู่ของความคิดชนิดต่าง ๆ ในสังคมที่เป็นจริง อีกอันหนึ่งหมายถึงความคิดที่อยู่ในฐานะครอบงำของสังคมคือคืออะไร
ความคิดสังคมที่หลากหลาย ไม่ใช่เท่ากับว่าความคิดที่อยู่ในฐานะครอบงำของสังคม ก็ต้องเป็นแบบหลายองค์ ด้วย ตรงกันข้าม ก็เพราะเหตุว่ามันอยู่ในฐานะครอบงำ จึงจำเป็นต้องผ่านจากองค์เดียวไปนำพาหลากหลายชนิด
ประการต่อมา ความคิดสังคมที่หลายหลากมากชนิด ไม่ได้ปฏิเสธแบบมีระเบียบในปริมณฑล รูปการจิตสำนึก ลัทธิมาร์กซเห็นว่า ความหลากหลายในปริมณฑลความคิดวัฒนธรรมของสังคมมนุษย์ เป็นภาวะปกติชนิดหนึ่ง
ความหลายหลากมากชนิดของความคิดสังคม เป็นผลดีต่อการกระตุ้นให้ปลดปล่อยความคิด เร่งเร้าให้เกิดพลังชีวิตของสังคม ผลักดันการรังสรรค์นวัตกรรมด้านต่าง ๆ ทั้งทางทฤษฎี วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี และวัฒนธรรม แต่ว่าความคิดสังคมอันหลากหลาย จะต้องถือเอาความเป็นระเบียบเป็นหลักการเบื้องต้น
ความหลากหลายที่ไร้ระเบียบ ย่อมไม่เกิดผลดีต่อเสถียรภาพและการพัฒนาของสังคม ถ้าหากสังคมหนึ่งขาด ซึ่งคุณค่าหมายมุ่งที่เป็นเอกภาพหรือความหมายมุ่งนี้ ซีดเซียวไร้ซึ่งพลัง การขับเคลื่อนของสังคม ก็อาจตกสู่ความสับสนวุ่นวาย หรืออาจตกสู่การหยุดนิ่ง การพัฒนาสังคมก็จะถูกกระทบกระเทือน
ฉะนั้น กล่าวสำหรับสังคมที่เป็นปกติสังคมหนึ่งแล้ว ก็คือทั้งต้องอนุญาตให้มีความคิดสังคม และการแสวงคุณค่าส่วนบุคคลอันหลายหลากมากชนิด ขณะเดียวกันก็ต้องยืนหยัดในคุณค่ามุ่งสู่ของสังคมแบบองค์เดียว สรุปก็คือ ความหลากหลายดำรงอยู่คู่กัน ชี้นำแบบองค์เดียว
เรามุ่งเน้นถือเอาลัทธิมาร์กซชี้นำ ไม่เอาความคิดชี้นำเป็นแบบหลายองค์ มีความแตกต่างโดยมูลฐาน กับความคิดของชนชั้นปกครองที่อยู่ในฐานะปกครองของยุคสมัยต่าง ๆ ในประวัติศาสตร์ นั่นก็คือ ลัทธิมาร์กซในฐานที่เป็นอาวุธทางความคิดของเรา
ไม่เพียงเพราะว่า มันสะท้อนความเรียกร้องต้องการของรากฐานเศรษฐกิจของประเทศ เราเท่านั้น หากแต่ว่ามันยังเป็นสัจธรรมภววิสัยที่มาจากการปฏิบัติ ทั้งได้รับการพิสูจน์โดยผ่านการตรวจสอบจากการปฏิบัติมาแล้ว
สัจธรรมภววิสัยนั้นเป็นองค์เดียว หมายความว่า การรับรู้ต่อสิ่งภววิสัยของคนเรานั้นแตกต่างกันได้ แต่ว่าการรับรู้ลักษณะสัจธรรมที่สอดคล้องกับความเป็นจริงทางภววิสัย มีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น
ทฤษฎีของโลกปัจจุบัน แม้ว่าจะมีมากมายหลายชนิด แต่ว่าสัจธรรมวิทยาศาสตร์ที่สะท้อนกฎการพัฒนาของสังคมมนุษย์ สอดคล้องกับความเป็นจริงของประเทศจีน และถือเป็นความคิดชี้นำของเรา มีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น นั่นก็คือลัทธิมาร์กซแบบจีน
มีแต่ถือเอาลัทธิมาร์กซแบบจีนเป็นเข็มชี้นำ จึงเป็นหลักประกันในการเดินหนทางสังคมนิยมของประเทศจีน บรรลุภาระหน้าที่ทางประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่ ในการสร้างสรรค์สังคมนิยมที่ มีเอกลักษณ์ของจีน
การกระทำที่ให้ความคิดชี้นำเป็นแบบหลายองค์ ย่อมนำสู่การถือเอาความเหลวไหลผิดพลาดเป็นสัจธรรม ผลสุดท้าย ย่อมไม่ใช่การแสวงหาทฤษฎีใหม่อะไร มาหนุนเสริมการพัฒนาของประเทศจีนใน ปัจจุบันอย่างเด็ดขาด
หากแต่เป็นการปฏิเสธ ลบล้างบทบาทการชี้นำของสัจธรรม การไหล่บ่าของกระแสความคิดชนิดนี้ ย่อมจะสั่นคลอนรากฐานทฤษฎีในภารกิจของเรา และก้าวสู่การสั่นคลอนภารกิจทั้งหมดของเราอีกก้าวหนึ่งอย่างแน่นอน
3. ความคิดชี้นำเป็นแบบองค์เดียว ไม่กระทบต่อความรุ่งเรืองไพบูลย์ของความคิดวัฒนธรรม
บางคนเป็นห่วงว่า การเน้นความคิดชี้นำเป็นแบบองค์เดียว จะกระทบต่อการพัฒนาให้รุ่งเรืองไพบูลย์ ของปรัชญาวิทยาศาสตร์สังคมหรือไม่
กระทบต่อการประชันขันแข่งอย่างเสรี ในทางวิชาการและศิลปะวรรณคดีหรือไม่
จะไม่กระทบกระเทือนที่เราจะศึกษา หยิบยืมดอกผลแห่งวัฒนธรรม ที่เป็นคุณประโยชน์ของประเทศทุนนิยมดอกหรือ
เรากล่าวว่า
ความห่วงกังวลนี้เป็นสิ่งที่คิดมากไปเอง
ประการแรก
ยืนหยัดความคิดชี้นำเป็นแบบองค์เดียว ไม่เป็นอุปสรรคขัดขวางความรุ่งเรืองไพบูลย์ และการพัฒนาของปรัชญาวิทยาศาสตร์สังคม จริง ๆ แล้ว เรามุ่งเน้นให้ถือเอาลัทธิมาร์กซเป็นเข็มชี้นำ
ไม่ได้หมายความว่า จะขนเอาข้อสรุปสำเร็จรูปของมันมาใช้แทนการศึกษาวิจัย
วิทยาศาสตร์รูปธรรมอย่างง่าย ๆ
ใช้มันมาตัดต่อชีวิตจริงอันมีสีสันอุดมสมบูรณ์ หากแต่เน้นว่าต้องสันทัดในการใช้จุดยืน ทัศนะ วิธีการของมันไปวิเคราะห์ปัญหา ศึกษาค้นคว้าปัญหา แก้ปัญหา
ลัทธิมาร์กซ ทั้งเป็นผลิตผลอันยิ่งใหญ่ของการพัฒนาปรัชญาวิทยาศาสตร์สังคม นับแต่ยุคใกล้ถึงยุคปัจจุบัน ทั้งเป็นผู้นำร่องที่ถูกต้อง ในการนำพาให้ปรัชญาวิทยาศาสตร์สังคมพัฒนาสู่ ความรุ่งเรืองไพบูลย์อีกก้าวหนึ่ง ก็ด้วยผลสะเทือนของลัทธิมาร์กซ ปรัชญาวิทยาศาสตร์สังคมสมัยใหม่ของประทศเรา จึงได้รับการพัฒนาที่สำคัญยิ่ง
เป็นลำดับหนุนเนื่องกันออกมาเป็นชุด ๆ นับแต่ขบวนการ 4 พฤษภาเป็นต้นมา ก่อรูปเป็นวิธีวิทยาศาสตร์แบบใหม่ รูปแบบการคิด แบบแผนวิชาการและระบบภาควิชา แม้แต่ทางตะวันตก สำนักวิชาการที่มีชื่อเสียงบางสำนัก ก็ไม่กระดากปากยอมรับว่าทฤษฎีของตน ได้รับผลสะเทือนจากลัทธิมาร์กซ
หน้าที่สำคัญ 5 ประการของปรัชญาวิทยาศาสตร์สังคมคือ รับรู้โลก สืบทอดอารยะธรรม สร้างนวัตกรรมใหม่ทางทฤษฎี แนะแนวการเมืองสร้างคน รับใช้สังคม กล่าวได้ว่า ไม่ว่าหน้าที่ประการไหน คิดจะขยายบทบาทให้ดี ล้วนออกห่างจากการชี้นำที่ถูกต้องของลัทธิมาร์กซไม่ได้
ตราบเท่าปัจจุบัน ยังไม่มีทฤษฎีอื่นใดที่สามารถสนองจุดยืน ทัศนะและวิธีการอันถูกต้องแก่ปรัชญาวิทยาศาสตร์สังคม สามารถเปิดวิสัยทัศน์อันกว้างขวาง แก่การพัฒนาใหม่ของปรัชญาวิทยาศาสตร์สังคม สูบฉีดพลังชีวิตใหม่ บุกเบิกภูมิภาพใหม่ได้เฉกเช่นลัทธิมาร์กซ
ยืนหยัดถือลัทธิมาร์กซเป็นเข็มชี้นำ เป็นความต้องการภายในของการพัฒนาปรัชญา
วิทยาศาสตร์สังคมของประเทศเรา ให้พัฒนารุ่งเรืองไพบูลย์
เป็นหลักการเบื้องต้นสำคัญ ในการยืนหยัดทิศทางที่ถูกต้องของปรัชญาวิทยาศาสตร์สังคม
ประการที่สอง ยืนหยัดความคิดชี้นำเป็นแบบองค์เดียว
ไม่กระทบกระเทือนต่อการปฏิบัติเข็มมุ่ง “ ร้อยบุปผชาติบานพร้อมพัก
ร้อยสำนักประชันเสียง”
“ความคิดชี้นำ” ที่เรากล่าวถึง หมายถึงสำนักวิชาการ สำนักศิลปะวรรณคดีต่าง ๆ ล้วนยืนหยัดถือเอาโลกทัศน์ และมรรควิธีของลัทธิมาร์กซเป็นเข็มชี้นำ
“ร้อยสำนัก” “ร้อยบุปผชาติ” ที่เรากล่าวถึง หมายถึงว่า วัฒนธรรมสังคมนิยมภายใต้การชี้นำของลัทธิมาร์กซ ควรอนุญาตให้สำนักคิดและสำนักวิชาการที่แตกต่างกันได้ มีแต่ยืนหยัดในเข็มมุ่ง “ร้อยบุปผชาติบานพร้อมพรัก ร้อยสำนักประชันเสียง” เท่านั้น จึงจะสามารถหลีกเลี่ยงความคิดหยุดนิ่ง ทัศนคติแข็งตัว เสียงมีทำนองเดียว
เพื่อเพิ่มพูนพลังชีวิต แรงดึงดูด และแรงสะเทือนแก่วิชาการและวัฒนธรรมสังคมนิยม ซึ่งเป็นสิ่งที่โดยตัวของลัทธิมาร์กซเองก็เรียกร้องต้องการเช่นนั้น มีแต่ยืนหยัดถือลัทธิมาร์กซเป็นเข็มชี้นำ
จึงจะสามารถทำให้สำนักคิดสำนักวิชาการต่าง ๆ ยึดกุมทิศทางที่ถูกต้อง ยืนหยัดในจุดยืน ทัศนะและวิธีการที่ถูกต้องได้ดียิ่งขึ้น เพื่อจะได้รับใช้ประชาชน รับใช้สังคมได้ดียิ่งขึ้น
ฉะนั้น การยืนหยัดถือเอาลัทธิมาร์กซเป็นเข็มชี้นำกับยืนหยัดในเข็มมุ่ง “ร้อยบุปผชาติบานพร้อมพรัก ร้อยสำนักประชันเสียง” นั้น ทั้งสองสิ่งนี้หนุนเสริมซึ่งกันและกัน แยกออกจากกันไม่ได้
จะต้องยืนหยัดสร้างสภาวการณ์ “ร้อยบุปผชาติบานพร้อมพรัก
ร้อยสำนักประชันเสียง”
ให้คึกคักมีชีวิตชีวาภายใต้การชี้นำของลัทธิมาร์กซอย่างเต็มที่
กระตุ้นการพัฒนาของสำนักวิชาการและสำนักศิลปะวรรณคดีต่าง
กระตุ้นวัฒนธรรมสังคมนิยมให้รุ่งเรืองไพบูลย์
ประการที่สาม
ยืนหยัดความคิดชี้นำเป็นแบบองค์เดียว
ไม่กระทบกระเทือนต่อการดูดซับและหยิบยืมผลิตผลความวัฒนธรรม ที่เป็นคุณประโยชน์ซึ่งสร้างสรรค์โดยประชาชนประเทศต่าง ๆ
รวมทั้งประเทศที่เจริญแล้วของตะวันตกอยู่ในนั้นด้วย
ลัทธิมาร์กซ ทั้งเป็นทฤษฎีวิทยาศาสตร์ที่ก้าวหน้าไปพร้อมกับกาลเวลา ขณะเดียวกันก็เป็นระบบความคิดเปิดกว้าง ที่มีลักษณะยอมรับสูงมาก มันกล้าและสันทัด ต่อการดูดซับผลิตผลแห่งอารยะธรรมอันล้ำเลิศทั้งที่สร้างสรรค์โดยสังคมมนุษย์
ก็เพราะว่าได้ดูดซับเอาเม็ดในที่สมเหตุสมผลของปรัชญาคลาสสิคเยอรมนี ผลิตผลทางความคิดของเศรษฐศาสตร์การเมืองคลาสสิคของอังกฤษ และส่วนยอดทางทฤษฎีของลัทธิสังคมนิยมเพ้อฝันของฝรั่งเศส
ลัทธิมาร์กซสถาปนาขึ้น ก็เพราะว่าลัทธิมาร์กซได้ประสานเข้ากับสภาพรูปธรรมของประเทศจีน ดูดซับผลิตผลทางวัฒนธรรมที่ดีเลิศ ของต่างประเทศและยอดแห่งความคิดที่สืบทอดกันมาของประเทศจีน จึงได้ก่อรูปเป็นความคิดเหมาเจ๋อตง และระบบทฤษฎีสังคมนิยมที่มีเอกลักษณ์แบบจีน
ลัทธิมาร์กซ เป็นทฤษฎีที่มีลักษณะก้าวไปพร้อมกับกาลเวลา ซึ่งทำให้มันทั้งสามารถรับสายน้ำทุกสายเหมือนดังทะเล เก็บรับปมเด่นของนานาสำนักอย่างกว้างขวาง ทั้งสามารถหยั่งรากลงสู่การปฏิบัติ ยืนหยัดมูลฐาน
เพราะฉะนั้น การยืนหยัดในฐานะการนำของลัทธิมาร์กซ ไม่เพียงแต่ไม่เป็นอุปสรรคขัดขวาง ต่อการดูดซับและหยิบยืมผลิตผลทางความคิด วัฒนธรรมที่ดีเลิศจากส่วนอื่น กลับเป็นผลดีต่อเราในการไปศึกษา ไปดูดซับ หยิบยืมด้วยท่าทีที่เอาการเอางานยิ่งขึ้น มีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลยิ่งขึ้น และมีจิตใจที่เปิดกว้างยอมรับผู้อื่นได้มากยิ่งขึ้น
4. ยืนหยัดระบบทฤษฎีสังคมนิยมเอกลักษณ์แบบจีน ก็คือยืนหยัดในลัทธิมาร์กซที่แท้จริง
ยืนหยัดฐานะชี้นำของลัทธิมาร์กซ
จะต้องทำความเข้าใจก่อนว่า อะไรคือลัทธิมาร์กซ
จะปฏิบัติต่อลัทธิมาร์กซอย่างไร มีแต่ทำความเข้าใจปัญหานี้ให้แจ่มชัด
การยืนหยัดในลัทธิมาร์กซจึงจะสามารถยืนหยัดอยู่ได้
การพัฒนาลัทธิมาร์กซจึงจะพัฒนาได้ดียิ่งขึ้น
ประเด็นลัทธิมาร์กซคืออะไร จะปฏิบัติต่อลัทธิมาร์กซอย่างไรนั้น
แต่ไหนแต่ไรมา มีท่าทีที่แตกต่างกัน 2 ชนิด ชนิดที่หนึ่งคือ
ท่าทีแบบลัทธิคัมภีร์
ท่าทีชนิดนี้ คือยึดเอาศัพท์เฉพาะบางคำและข้อวินิจฉัยต่อปัญหารูปธรรมบางข้อ เป็นคัมภีร์ ที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ ดูผิวเผินเหมือนว่า “ยืนหยัด” แท้จริงแล้วคือ หันหลังให้กับเนื้อแท้ของลัทธิมาร์กซ
ท่าทีอีกชนิดหนึ่งคือ ท่าทีหาสัจจะจากความเป็นจริง ท่าทีชนิดนี้ เห็นว่ายืนหยัดในลัทธิมาร์กซไม่ควรยึดติดในศัพท์รูปธรรม หากแต่จะต้องยืนหยัดในหลักทฤษฎีพื้นฐาน ทั้งนำมาประสานเข้ากับสภาพความเป็นจริงที่เป็นรูปธรรม ศึกษาค้นคว้าสภาพใหม่ แก้ปัญหาใหม่ พัฒนาและเพิ่มพูนลัทธิมาร์กซ ให้อุดมสมบูรณ์ขึ้นในท่ามกลางการปฏิบัติ
ท่าทีชนิดที่หนึ่ง ไม่เพียงแต่ไม่สามารถยืนหยัดลัทธิมาร์กซเท่านั้น กลับมีแต่ทำให้ลัทธิมาร์กซ ถูกกดทับจนหายใจไม่ออกกระทั่งเป็นภัยต่อพรรคต่อประเทศ ส่วนท่าทีชนิดที่ 2 จึงเป็นการยืนหยัดลัทธิมาร์กซอย่างแท้จริง
ในด้านนี้ การปฏิบัติจากการนำการปฏิวัติ การสร้างประเทศและการปฏิรูปของพรรคเรา โดยเฉพาะการปฏิบัติ นับแต่การปฏิรูปเปิดประเทศเป็นต้นมา เป็นเครื่องพิสูจน์ยืนยันได้ดีที่สุด
นับตั้งแต่การปฏิรูป เปิดประเทศเป็นต้นมา พรรคเรายืนหยัดแนวทางความคิดของลัทธิมาร์กซ ปลดปล่อยความคิดความรับรู้ออกจากการผูกมัดของทัศนคติ การกระทำ และระบบระเบียบที่ไม่เหมาะกับยุคสมัยอย่างมีจิตสำนึก ปลดปล่อยตัวเองออกจากความเข้าใจผิด ๆ ต่อลัทธิมาร์กซแบบคัมภีร์
ปลดปล่อยตัวเองออกจากเครื่องจองจำของลัทธิอัตวิสัยและอภิปรัชญา ทำถึงขั้นความคิดมีการปลดปล่อยไม่ขาดสาย ในทางปฏิบัติมีการริเริ่มสร้างสรรค์ใหม่ ๆ อยู่ไม่ขาด ในทางทฤษฎีมีการพัฒนาใหม่ ๆ อยู่ไม่ขาด
ผลักดันลัทธิมาร์กซให้ก้าวไปเป็นแบบจีนอยู่ไม่ขาด จนทำให้ลัทธิมาร์กซเปล่งประกายเจิดเจ้า มีชีโวกาสที่คึกคะนองบนผืนแผ่นดินใหญ่ของจีน แสดงออกซึ่งพลังชีวิตอันแกร่งกล้ามหาศาล
ตรงกันข้าม พรรคคอมมิวนิสต์ที่เคยกุมอำนาจรัฐมาแล้วจำนวนหนึ่ง กลับสนองบทเรียนด้านกลับ อย่างลึกซึ้งแก่เรา กล่าวได้ว่า ในช่วงระยะเวลาอันยาวนานพอดู ภายในพรรคคอมมิวนิสต์ของประเทศเหล่านี้ ความคิดแข็งตัว ลัทธิคัมภีร์แพร่หลาย การสร้างสรรค์ใหม่ทางทฤษฎี หยุดนิ่ง ถอยหลัง
“ทัศนะใหม่” ที่นำเสนอ มักเหินห่างจากหลักทฤษฎีมูลฐานของลัทธิมาร์กซ หรือไม่ก็ติดกรอบอคติและคัมภีร์ ไม่สามารถทะลุทะลวงออกไปได้ ทฤษฎีของพรรคไม่สามารถสนองการชี้นำใหม่ ต่อการปฏิบัติได้
แรงยึดเหนี่ยวต่อสมาชิกพรรคและมวลชนนับวันยิ่งน้อยลง ในเวลาต่อมา ผู้นำบางคนก็ไปหลงงมงายต่อทฤษฎีของตะวันตก ทิ้งที่มั่นเบื้องหน้าการแทรกซึมของความคิดวัฒนธรรมตะวันตก ยกเลิกฐานะชี้นำของลัทธิมาร์กซ ทำในสิ่งที่เรียกว่า “ความคิดชี้นำเป็นแบบหลายองค์” “รูปการจิตสำนึกเป็นแบบหลายองค์”
ทำจนให้ความคิดของสมาชิกพรรคและมวลชนสับสน ในที่สุดนำไปสู่การสูญเสียอำนาจรัฐ ประเทศล่มสลาย จากบทเรียนเหล่านี้ ได้พิสูจน์ยืนยันให้เห็นว่า ไม่ยืนหยัดลัทธิมาร์กซไม่ได้ ไม่พัฒนาลัทธิมาร์กซ ไม่ใช้ลัทธิมาร์กซที่กำลังพัฒนาอยู่ ไปสร้างความเป็นเอกภาพทางความคิด ชี้นำการปฏิบัติก็ไม่ได้เช่นกัน
ต้นทศวรรษที่ 1990 ในขณะที่สหภาพโซเวียตและยุโรปตะวันออก เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน ขณะสถานการณ์โลกแปรปรวน ท้องฟ้าเปลี่ยนสี สหายเติ้งเสี่ยวผิงเคยกล่าวว่า ที่สำคัญที่สุดคือ ยืนหยัดในทฤษฎี แนวทาง เข็มมุ่ง นโยบายที่นับจากประชุมเต็มคณะครั้งที่ 3 ชุดที่ 11 เป็นต้นมา อย่าได้หวั่นไหวโลเล
ในเวลานั้น งานที่สำคัญที่สุดของพรรคเราในด้านความคิดทฤษฎี ก็คือผลักดันให้ใช้ทฤษฎีเติ้งเสี่ยวผิง ไปติดอาวุธทั่วทั้งพรรค ให้การศึกษาประชาชนอย่างขนานใหญ่
การที่เราสามารถยืนอยู่ท่ามกลางมรสุมของการเปลี่ยนแปลงไม่ตกอกตกใจ คุมสถานการณ์ไว้ได้อย่างมั่นคง ผนึกกำลัง สามัคคีทั่วทั้งพรรคและประชาชนชนชาติต่าง ๆ ทั่วประเทศ
เอาชนะความยากลำบาก ได้รับชัยชนะครั้งแล้วครั้งเล่า
ก็โดยอาศัยบทบาทอันมหาศาล ของทฤษฎีวิทยาศาสตร์ที่เป็นเอกภาพทางความคิด และแรงยึดเหนี่ยวนั่นเอง
ระบบทฤษฎีสังคมนิยมเอกลักษณ์จีน ก็คือระบบทฤษฎีวิทยาศาสตร์ที่ประกอบด้วยทฤษฎีเติ้งเสี่ยวผิง
ความคิดสำคัญเกี่ยวกับ “3 ตัวแทน” ตลอดจนทัศนะพัฒนาวิทยาศาสตร์
อันเป็นความคิดยุทธศาสตร์ที่สำคัญ
ระบบทฤษฎีนี้ ยืนหยัดและพัฒนาลัทธิมาร์กซ-เลนิน ความคิดเหมาเจ๋อตง หลอมรวมภูมิปัญญาและมันสมองของชาวพรรคคอมมิวนิสต์จีน ที่นำพาประชาชนสืบเสาะ ค้นหาจากการปฏิบัติอย่างไม่ย่นย่อท้อถอย เป็นผลิตผลใหม่สุดของลัทธิมาร์กซที่แปรเป็นแบบจีนแล้ว
เป็นสินทรัพย์ทางจิตใจและการเมืองอันล้ำค่าที่สุดของพรรค เป็นรากฐานความคิดร่วมกันสามัคคีต่อสู้ของประชาชนชนชาติต่าง ๆ ทั่วประเทศ ระบบทฤษฎีนี้ แฝงด้วยผลิตผลลักษณะสร้างสรรค์เป็นของตัวเองเป็นจำนวนมาก มีลักษณะพิเศษแห่งการปฏิบัติ ลักษณะพิเศษแห่งประชาชาติ และลักษณะพิเศษแห่งยุคสมัยอย่างเด่นชัด
เป็นแบบอย่างต้นฉบับแห่งการยืนหยัดและพัฒนาลัทธิมาร์กซ จากการปฏิบัติอันยิ่งใหญ่ใน 30 กว่าปีนับจากการปฏิรูปเปิดประเทศของเราเป็นต้นมา ระบบทฤษฎีสังคมนิยมเอกลักษณ์จีน ได้แสดงให้เห็นพลังชีวิตอันแกร่งกล้าและบทบาทชี้นำอันมหาศาล
ประวัติศาสตร์และการปฏิบัติ ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า
ประเทศจีนในปัจจุบัน การยืนหยัดระบบทฤษฎีสังคมนิยมเอกลักษณ์จีน
ก็คือยืนหยัดลัทธิมาร์กซอย่างแท้จริง
การยืนหยัดฐานะการนำของลัทธิมาร์กซ ในปริมณฑลรูปการจิตสำนึก ก็จะต้องยืนหยัดในระบบทฤษฎีสังคมนิยมเอกลักษณ์จีน อย่างเสมอต้นเสมอปลาย
หลายปีมานี้ คนบางคนไม่คำนึงถึงสภาพของประเทศเรา
ไม่คำนึงถึงผลประโยชน์และความปรารถนาของมวลประชาชนส่วนใหญ่
มองไม่เห็นประสบการณ์แห่งความสำเร็จ ของการปฏิรูปเปิดประเทศและข้อสรุปของประวัติศาสตร์ โฆษณาป่าวร้องจะเอาลัทธิเสรีนิยมใหม่ สังคมนิยมประชาธิปไตย
อ้างว่า ประชาธิปไตย เสรีภาพ สิทธิมนุษยชน ที่ทางตะวันตกกล่าวถึงนั้น เป็น “คุณค่าทั่วหล้า” การพัฒนาของประเทศเราควรถือสิ่งเหล่านี้มา เป็นบรรทัดฐาน เนื้อแท้ของทัศนะและกระแสความคิดของสังคมเหล่านี้ ก็คือจะปฏิเสธฐานะชี้นำของลัทธิมาร์กซ
ต่อสิ่งเหล่านี้ เราต้องมีความเข้าใจที่แจ่มใสได้สติ ต้องมองเห็นว่า ไม่ว่าเสรีนิยมใหม่ สังคมนิยมประชาธิปไตย หรือว่าประชาธิปไตย เสรีภาพ สิทธิมนุษยชนของตะวันตก ล้วนไม่สามารถนำศิริมงคลและความผาสุกแก่ประเทศชาติและประชาชนของเรา
ถ้าหากนำเข้าหรือเดินตามมันอย่างหลับหูหลับตา ย่อมจะนำภัยพิบัติมาสู่ประเทศชาติและประชาชนของเราอย่างแน่นอน ในด้านนี้ เราสามารถรับนิทัศน์อุทาหรณ์จากเหตุการณ์สำคัญ หลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบนโลกในหลายปีมานี้
คนบางคนในตะวันตกได้นำลัทธิเสรีนิยมใหม่ ไปเผยแพร่ในพื้นที่ลาตินอเมริกาและอาฟริกา ไม่เพียงแต่ไม่ได้นำข่าวดีไปให้ที่นั่น หากแต่เผยแพร่ไปถึงไหน ก็นำความเสี่ยงและภัยพิบัติไปถึงที่นั่น วิกฤติการเงินของโลกครั้งนี้ ก็นำภัยพิบัติไปให้ทั่วโลก
พรรคกุมอำนาจรัฐของสหภาพโซเวียต และประเทศบางประเทศในยุโรปตะวันออกละทิ้งหนทางสังคมนิยม หันไปเล่นสังคมนิยมประชาธิปไตย ไม่เพียงแต่ไม่ปรากฏความเจริญรุ่งเรือง กลับได้มาซึ่งจุดจบของการสิ้นพรรคสิ้นประเทศ
ทางตะวันตกผัดหน้าทาแป้งให้กับ “ประชาธิปไตย เสรีภาพ สิทธิมนุษยชน” ของพวกเขาเป็นสิ่งที่เรียกว่า “คุณค่าทั่วหล้า” ทำให้ผู้คนจำนวนมากติดกับ และกลายเป็นอาวุธทางความคิด ที่ปลุกปั่นให้ประเทศจำนวนหนึ่งทำการ “ปฏิวัติสี” และก่อการจลาจลในบางพื้นที่
กลายเป็นเครื่องมือแทรกแซงกิจการภายใน ของประเทศอื่นเพื่อบรรลุแผนกโลบายทาง
ยุทธศาสตร์ของประเทศตะวันตกที่เจริญแล้ว
เราต้องทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง ต่อลักษณะที่เป็นภัยร้ายของทัศนะและกระแส
ความคิดที่ผิดผิดเหล่านี้
จะปล่อยให้มันมาก่อกวนความคิดและภารกิจของเราไม่ได้เด็ดขาด
พรรคเรา
เป็นพรรคการเมืองที่มีสมาชิกพรรคมากถึง 70 ล้านคน
ประเทศเราเป็นประเทศใหญ่แห่งสังคมนิยมที่กำลังพัฒนา ซึ่งประกอบด้วยหลายชนชาติและมีประชากรมากถึง 1,300 ล้านคน
เบื้องหน้าภาวะแวดล้อมทั้งภายในประเทศและสากล ที่วิวัฒน์ผันแปรอย่างลึกซึ้ง เบื้องหน้าสภาวการณ์ใหม่ที่ความคิด ทัศนะคติของผู้คนมีหลายหลากมากองค์และเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ นานา
เรามีแต่ต้องยืนหยัดลัทธิมาร์กซที่ก้าวไปพร้อมกับกาลเวลา ใช้ระบบทฤษฎีสังคมนิยมเอกลักษณ์จีนติดอาวุธให้กับทั่วทั้งพรรค ให้การศึกษาประชาชน จึงจะสามารถรักษาความสามัคคีมีเสถียรภาพตลอดเวลา รักษาชีโวกาสและชีวภาพตลอดเวลา
5.ยืนหยัดและสร้างความมั่นคง แก่ฐานะการนำของลัทธิมาร์กซในปริมณฑลรูปการจิตสำนึก
ปัจจุบัน เรากำลังอยู่ในยุคแห่งการพัฒนาเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่
สถานการณ์ทั้งภายในประเทศและสากลเกิดการเปลี่ยนแปลงซึมลึก
การต่อสู้ในปริมณฑลรูปการจิตสำนึกแหลมคมสลับซับซ้อน
การสร้างความมั่นคงแก่ฐานะการนำของลัทธิมาร์กซ ในปริมณฑลรูปการจิตสำนึก
ลงหลักปักฐานแกนหลักของลัทธิมาร์กซให้มั่น
เป็นหลักประกันมูลฐานของเรา ในการสามัคคียึดเหนี่ยวประชาชนชนชาติต่าง ๆ
ทั่วทั้งพรรคทั่วทั้งประเทศ รับมือกับความเสี่ยงและการท้าท้ายทุกชนิด พัฒนาไปตามทิศทางที่ถูกต้องตลอดเวลา
จะสร้างความมั่นคงแก่ฐานะ
การนำของลัทธิมาร์กซ ก็จะต้องยืนหยัดใช้ทฤษฎีที่เป็นวิทยาศาสตร์ ไปติดอาวุธแก่ทั่วทั้งพรรค ให้การศึกษาประชาชน หนุนเสริมลัทธิมาร์กซให้กลายเป็นแบบมหาชน
ลัทธิมาร์กซเป็นเหตุผลเรียบง่าย เป็นสิ่งที่ประชาชนทั้งมวลต้องการ เป็นทฤษฎีรับใช้มวลชน แต่ในชีวิตจริง มักมีคนพูดว่า ทฤษฎีลัทธิมาร์กซลึกซึ้งมาก ยากต่อการทำความเข้าใจและยึดกุม ทั้งนี้เป็นเพราะว่า งานด้านทฤษฎีของเรา ในแง่ที่ทำให้มันเป็นแบบสามัญธรรมดา และเป็นแบบมหาชนนั้น ยังทำได้ไม่เพียงพอ
การทำให้ลัทธิมาร์กซเป็นแบบสามัญธรรมดา เป็นแบบมหาชนนั้น ไม่ใช่เพียงแค่ปัญหาเปลี่ยนแปลบรูปแบบของภาษาที่ใช้สื่อสารเท่านั้น หากแต่เป็นปัญหาที่เกี่ยวพันถึงว่า สามารถขยายบทบาทการนำของทฤษฎีได้อย่างเต็มที่หรือไม่
เลนินเคยกล่าวว่า “ ขีดจำกัดสูงสุดของลัทธิมาร์กซ = ขีดจำกัดสูงสูดของการทำให้เป็นแบบสามัญธรรมดา ” ในทศวรรษที่ 1930 หนังสือเล่มหนึ่งชื่อ “ปรัชญามหาชน” ทำให้เยาวชนที่ก้าวหน้าจำนวนมาก ยึดกุมความหมายสำคัญของลัทธิมาร์กซได้ กลายเป็นนักปฏิวัติที่ยืนหยัดมั่นคง
หลังสมัชชาผู้แทนพรรคครั้งที่ 16 เป็นต้นมา เราได้เรียบเรียงวารสารทฤษฎีแบบสามัญธรรมดาออกมาจำนวนหนึ่ง เพื่อแก้ข้อสังสัยและความงุนงงของผู้คน ทำให้มวลชนผู้ปฏิบัติงาน มีความเข้าใจและเห็นชอบต่อแนวทาง เข็มมุ่งและนโยบายของพรรคลึกซึ้งขึ้น เพิ่มความเชื่อมั่นต่อสังคมนิยมเอกลักษณ์จีนมากขึ้น
สร้างความมั่นคงแก่ฐานะการนำของลัทธิมาร์กซ ในปริมณฑลรูปการจิตสำนึกอีกก้าว หนึ่ง จะต้องผลักดันลัทธิมาร์กซให้เป็นแบบมหาชนอย่างเต็มที่ ใช้รูปแบบและภาษาธรรมดา ๆ แบบทั่ว ๆ ไปเข้าใจง่าย
มวลชนชอบฟังอยากอ่าน
ทำให้ระบบทฤษฎีสังคมนิยมเอกลักษณ์จีนซึมลึกเข้าสู่ใจคน
ให้สัจธรรมวิทยาศาสตร์เปล่งประกายพวยพุ่ง รุ่งโรจน์โชติช่วงยิ่ง ๆ ขึ้น
สร้างความมั่นคงแก่ฐานะการนำของลัทธิมาร์กซ
จะต้องเสริมงานสร้างระบบคุณค่า ที่เป็นแกนในของลัทธิสังคมนิยมอย่างเต็มกำลัง ประวัติศาสตร์และความเป็นจริงในปัจจุบันแสดงให้เห็นว่า
ระบบคุณค่าที่เป็นแกนในเป็นหางเสือและเครื่องเสถียร
ถ้าไม่มีสิ่งที่เป็นแกนในที่สุดนี้ สังคมก็จะขาดซึ่งรากฐานความคิดร่วมกัน นำมาซึ่งใจคนแปลกแยก สังคมสับสนปั่นป่วน การที่ประเทศจีนยุคใกล้ ตกอยู่ในสภาวการณ์ประดุจทรายร่วนเป็นเวลายาวนาน สาเหตุสำคัญประการหนึ่งก็คือ ไม่มีเสาค้ำทางจิตใจร่วมกัน เป็นแรงยึดเหนี่ยวทั้งประชาชาติเข้าด้วยกัน
การที่สามารถก่อรูป เป็นพลังอันแข็งแกร่งรวมใจคนทั้งประชาชาติเป็นหนึ่งเดียว ไปต่อสู้ร่วมกันภายหลังพรรคคอมมิวนิสต์จีนก่อตั้งขึ้นแล้ว ก็เพราะว่าเรามีลัทธิมาร์กซเป็นพลังขับเคลื่อนทางจิตใจอันมหาศาล
ประเทศจีนในปัจจุบัน การบรรลุซึ่งการพัฒนาของประเทศและประชาชาติรุ่งเรืองไพบูลย์ ภาระที่วางแบยังหนักหนทางยังอีกยาวไกล บทบาทการนำอันมหาศาลของลัทธิมาร์กซจะขาดแม้เพียงนาทีเดียวไม่ได้ จะต้องผ่านจากการสร้างระบบคุณค่าแกนในสังคมนิยมให้เข้มแข็ง
เสริมสร้างแรงดึงดูและแรงยึดเหนี่ยวของลัทธิมาร์กซ ให้เข้มแข็งไม่ขาดสาย เสริมสร้างแรงปลุกเร้าและแรงสะเทือน ของระบบทฤษฎีสังคมนิยมเอกลักษณ์จีนให้ เข้มแข็งไม่ขาดสาย ปักหลักรากฐานความคิด เพื่อการพัฒนาภารกิจสังคมนิยมเอกลักษณ์จีนให้มั่นคง
สร้างความมั่นคงแก่ฐานะการนำของลัทธิมาร์กซ จะต้องจัดกิจกรรมศึกษาและปฏิบัติทัศนะพัฒนาวิทยาศาสตร์ให้ซึมลึก ทัศนะพัฒนาวิทยาศาสตร์ เป็นองค์ประกอบสำคัญของระบบทฤษฎีสังคมนิยมเอกลักษณ์จีน เป็นผลิตผลใหม่ล่าสุดของลัทธิมาร์กซที่แปรเป็นแบบจีนแล้ว
การศึกษาและปฏิบัติทัศนะพัฒนาวิทยาศาสตร์ เป็นการยืนหยัดและปฏิบัติต่อลัทธิมาร์กซ-เลนิน ความคิดเหมาเจ๋อตงที่ดีที่สุด ทั้งเป็นการยืนหยัดและปฏิบัติต่อทฤษฎีเติ้งเสี่ยวผิง ความคิดสำคัญของ “3 ตัวแทน” ที่ดีที่สุดด้วย
จะต้องผ่านจากการจัดกิจกรรมศึกษาและปฏิบัติให้ซึมลึก ทำให้สมาชิกพรรค ผู้ปฏิบัติงานและมวลชนมีการรับรู้ต่อธงนำ หนทาง และระบบทฤษฎีสังคมนิยมเอกลักษณ์จีนซึมลึกอีกก้าวหนึ่ง สร้างความเชื่อมั่น ต่อการสร้างสรรค์สังคมนิยมเอกลักษณ์จีนอย่างไม่ขาดสาย ให้การรับรู้ต่อฐานะทางประวัติศาสตร์ ภูมิหลังแห่งยุคสมัย
เนื้อในของวิทยาศาสตร์ จิตวิญญาณเดิมแท้และความเรียกร้องต้องการมูลฐาน ของทัศนะพัฒนาวิทยาศาสตร์ซึม ลึกอีกก้าวหนึ่ง ยกระดับความสามารถในการนำสู่การปฏิบัติให้เห็นจริงไม่ขาดสาย
ให้การรับรู้ต่อการยืนหยัดถือเอาลัทธิมาร์กซ เป็นเข็มชี้นำซึมลึกอีกก้าว
หนึ่ง
เสริมความเข้มแข็งแก่ลักษณะจิตสำนึก และลักษณะแน่วแน่ต่อการยืนหยัดฐานะการนำ
ของลัทธิมาร์กซในปริมณฑลรูปการจิตสำนึกไม่ขาดสาย
เหลียวมองศตวรรษที่
20 ประกายสัจธรรมของลัทธิมาร์กซ นำแสงสว่างมาสู่ประเทศจีนที่มืดมนอนธกาล
นำความหวังของความมั่งคั่ง และเข้มแข็งเกรียงไกรสู่ประเทศจีนที่ยากจนและล้าหลัง
อัดฉีดพลังชีวิตอันแกร่งกล้ามหาศาล แก่การปฏิรูปเปลี่ยนแปลงของประเทศจีน
ในกระแสคลื่นที่ถั่งโถมโจนทะยานของวสันตฤดู
เบื้องหน้าศตวรรษที่ 21 เราจะก้าวสู่การฟื้นฟูอันยิ่งใหญ่ของประชาชาติจีน ภายใต้การชี้นำของลัทธิมาร์กซ การยืนหยัดในฐานะการนำของลัทธิมาร์กซ ในปริมณฑลรูปการจิตสำนึกตลอดเวลา เป็นคำประกาศให้ประจักษ์แจ้งของประวัติศาสตร์ การเลือกสรรของประชาชน และเสียงกู่ก้องร้องหาของการปฏบัติ เป็นความเชื่อมั่นศรัทธาอันแน่วแน่ไม่คลอนแคลนของเราตลอดกาล
ที่มา บอร์ดไฟลามทุ่ง
เรื่องจากคอลัมน์ล่าสุด
ศึกษาวัตถุนิยมวิภาษ บทที่ 3 ความเกี่ยวพันทั่วไปของโลกวัตถุ
เขียนโดย ไท เมื่อ 20 มกราคม, 2012 - 00:59 tags:1. จินตภาพของความเกี่ยวพันที่มีลักษณะทั่วไปของโลกวัตถุ
2.ความเกี่ยวพันระหว่างเหตุกับผล
3. ความเกี่ยวพันระหว่างความบังเอิญกับความแน่นอน
4. ความเกี่ยวพันระหว่างความเป็นไปได้กับความเป็นจริง
5. ความเกี่ยวพันระหว่างรูปแบบกับเนื้อหา
6. ความเกี่ยวพันระหว่างธาตุแท้กับปรากฎการณ์
ลบล้างผลรัฐประหาร 49 แก้ไข ม.112 เยียวยาผู้เสียหายและจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่
เขียนโดย admin เมื่อ 20 September, 2011 - 23:54 tags:กองบรรณาธิการได้พิจารณาแถลงการณ์คณะนิติราษฎร์ เนื่องในโอกาสครบรอบ ๑ ปีนิติราษฎร์ เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2554 ขอสนับสนุนข้อเสนอ 4 ข้อในแถลงการณ์ดังกล่าว ดังนี้
กสทช.ใหม่คือ ตัวแทนของอภิชน
เขียนโดย admin เมื่อ 5 September, 2011 - 22:35 tags:มติชนรายงานข่าวว่า วุฒิสภาเลือก 11 กสทช.ใหม่แล้ว แต่ทว่า ผลการเลือกตั้ง กสทช. จากวุฒิสภาชุดนี้ สรุปได้คำเดียวว่า น่าผิดหวังยิ่งนัก
ดังภาษิตที่ว่า " งาช้างไม่อาจงอกออกจากปากของสุนัข" ฉันใด
กสทช.ที่มาจากการเลือกของวุฒิสภาที่สมาชิกมาจากการสรรหาของพวกอภิชนถึงครึ่งหนึ่ง ย่อมถูกครอบงำด้วยตัวแทนของอภิชน ฉันนั้น
บทความ
ข่าวน่าสนใจ
นักวิชาการเหนือ-อีสาน-ใต้ เสนอผลสรุปวิจัย พลเมืองไทยต้องการประชาธิปไตย 100 เปอร์เซ็นต์
เขียนโดย admin เมื่อ 8 กุมภาพันธ์, 2012 - 23:13 tags:
วันที่ 8 ก.พ. 2555 โครงการสร้างสำนึกพลเมืองเพื่อส่งเสริมประชาธิปไตยและธรรมาภิบาลในท้องถิ่น จัดการสัมมนาสรุปผลการวิจัย ซึ่งทำการวิจัยในพื้นที่อิสาน ได้แก่ เชียงใหม่ ลำพูน พิษณุโลก พิจิตร สุโขทัย ขอนแก่น กาฬสินธุ์ มหาสารคาม อุบลราชธานี อำนาจเจริญ ศรีสะเกษ และยะลา
เกษียร เตชะพีระ : ปรีดี พนมยงค์ กับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
เขียนโดย admin เมื่อ 5 กุมภาพันธ์, 2012 - 15:42 tags:3 ก.พ. 55 เกษียร เตชะพีระ อภิปรายในงาน “ปรีดี พนมยงค์ กับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์" จัดโดย วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ ที่ มธ. ท่าพระจันทร์
วรเจตน์ ภาคีรัตน์ : ชี้แจงกรณีคณะผู้บริหาร มธ.ห้ามเคลื่อนไหว แก้ไข ปอ ม.112 ใน มธ.
เขียนโดย admin เมื่อ 5 กุมภาพันธ์, 2012 - 15:28 tags:3 กพ.2555 วรเจตน์ ภาคีรัตน์ ชี้แจงกรณีคณะผู้บริหาร มธ.ห้ามเคลื่อนไหว แก้ไข ปอ. ม.112 ใน มธ.ในรายการคมชัดลึก โดย จอมขวัญ หลาวเพ็ชร์

