บทเรียนจากประวัติศาสตร์เพื่อการวิเคราะห์สังคมไทย

tags:
โดย: 
ฤษณรส
ดาวน์โหลดพรีเซนเตชันอ่านประกอบ

1. วิถีสังคมเมื่อพัฒนาถึงจุดสูงสุด ย่อมเข้าสู่จักรวรรดินิยม

การสร้างจักรวรรดินั้น สังคมต้องมีระบบ(เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม)ที่เหนือล้ำกว่าเพื่อนบ้าน สามารถใช้พลังที่เหนือกว่าเข้าครอบงำได้ ลำพังเพียงกำลังทหารไม่สามารถชนะและส่งผ่านอารยธรรมได้อย่างยั่งยืน เช่น พวกมองโกลแมนจูที่ยึดครองดินแดนจีน แต่กลับเป็นเมืองขึ้นเชิงอารยธรรม


เป็นเรื่องน่าสนใจว่า “ทำไมอารยธรรมเมื่อขึ้นถึงจุดสูงสุดแล้ว มักจะเกิดภาวะเสื่อมอย่างรวดเร็ว” ส่วนหนึ่งน่าจะเพราะไม่สามารถหาพลังใหม่มาช่วยผลักดันการเติบโตได้ โรมันหลังจาก Augustus ขึ้นครองราชย์ได้เริ่มเสื่อมตามลำดับ จนถึง Marcus Aurelius เพียง 200 ปี เป็นจุดสุดยอดก่อนจะร่วงหล่น แต่อเมริกาที่มีความสามารถในการรับพลังใหม่ มีการปรับปรุงผลิตภัณฑ์ตลอดเวลา ยังสามารถเอาตัวรอดได้อย่างยากเย็น บริษัทข้ามชาติอาจดูยิ่งใหญ่แต่แฝงไว้ด้วยความเปราะบาง ได้มีการวิจัยถึงอายุขององค์กรธุรกิจ พบว่ามีแนวโน้มลดลงจนเหลือเพียงไม่กี่สิบปี และที่น่ากลัวกว่านั้นคือ ความอยู่รอดนั้นต้องอิงกับชนชั้นคอปกขาว เช่น พวก dot.com ความเสื่อมของวิถีทุนนิยมจึงยิ่งเห็นได้ชัดเจน (อเมริกาอาจไม่จำเป็นต้องล่มสลาย แต่ระบบทุนนิยมจะกลายเป็น open source)

3. ชนชั้นใหม่เป็นพลังใหม่เข้ามาช่วยพัฒนาสังคมเก่าสู่จุดสูงสุดใหม่ ความเสื่อมของชนชั้นเดิมเกิดจากภายใน การพัฒนาถึงทางตัน การพึ่งพาชนชั้นใหม่เป็นสัญญาณที่ดีที่สุดในการบ่งถึงความเสื่อม

  • โรมันต้องพึ่งทหารรับจ้างของชนเผ่าอนารยชน
  • ชนชั้นศักดินาต้องพึ่งพาเงินตราและสินค้าใหม่ จากพวกกระฎุมพี
  • อเมริกาต้องพึ่งพาเศรษฐกิจจีน (ส่วนการที่จีนต้องพึ่งพานั้น เป็นเรื่องธรรมดาของผู้ด้อยกว่า)
ความเสื่อมของจักรวรรดิ อาจไม่ได้หมายถึงการล่มสลาย แต่เป็นการลดลงของบทบาทนำ อาจมีคนเก่งย้ายออกจากอาณาจักรนั้น ไปตั้งศูนย์กลางความเจริญใหม่ เช่น อาณาจักรโรมันตะวันออก น่าคิดว่า อเมริกา อาจมีการแยกตัวของ California หรือคนเก่งย้ายออกจากอเมริกาไปหาแหล่งมั่งคั่งใหม่

4. ขีดจำกัดของชนชั้นเดิมจะขัดขวางพัฒนาการสังคมใหม่
  • นายทาส ไม่เห็นด้วยกับระบบกระจายที่ดิน กระจายการดูแล ไม่ยอมรับว่า ไพร่เป็นมนุษย์ที่มีศักยภาพ สามารถเสริมกำลังการผลิตและการทหารให้ผู้เป็นนายได้
  • ศักดินา ไม่เห็นด้วยกับการค้าขาย การใช้ทุน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ไม่ยอมรับมูลค่าเพิ่มของธุรกิจบริการ
  • ชนชั้นนายทุน ไม่เห็นด้วยกับศักยภาพของ open source ไม่เน้นพัฒนาทุนทางปัญญาของลูกจ้าง
การยอมรับ Trend อนาคต เป็นเรื่องที่อธิบายได้ เพราะชนชั้นนี้ได้ประโยชน์ แต่พัฒนาการสังคมไม่เคยเป็นเส้นตรง โดยเฉพาะช่วงเปลี่ยนผ่าน ดังนั้น ชนชั้นปกครองเดิม จึงมีความเป็นไปได้สูงที่จะมองไม่เห็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นอนาคต ซึ่งอาจจะมาเร็วเกินกว่าที่จะปรับตัว (ถ้าประวัติศาสตร์พัฒนาแบบเป็นเส้นตรง คนเหล่านี้อาจมองเห็นและปรับตัวได้ทัน) ในช่วงนี้จะมีชนชั้นเก่าที่ชาญฉลาดรู้ว่าชนชั้นใหม่มีประสิทธิภาพกว่า จึงตัดสินใจเข้าร่วมกับชนชั้นใหม่

การที่ชนชั้นเดิมจะเคลื่อนย้ายเข้าสู่วิถีการผลิตใหม่นั้น เป็นเรื่องที่ขึ้นอยู่กับบริบทอันสลับซับซ้อนของช่วงเวลานั้น ชนชั้นเดิมเองมีหลายระดับชั้น ดังนั้นจึงมีผลประโยชน์ที่หลากหลาย สามารถหาประโยชน์จากวิถีการผลิตแบบเดิมและแบบใหม่ได้ พวกนี้เองเป็นตัวอธิบายว่า “ทำไมระบบเก่าจึงล่มสลายเร็วกว่าที่คิด” เพราะมีส่วนเกินทางเศรษฐกิจให้ชนชั้นเก่าได้พลิกแพลงหาประโยชน์นั่นเอง ดังนั้นยิ่งวิถีการผลิตของชนชั้นเดิมแสดงถึงความเสื่อมมากเท่าใด ชนชั้นใหม่ย่อมสามารถหาสมัครพรรคพวกจากชนชั้นเก่าได้มากเท่านั้น จึงกลายเป็นการเปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดดไม่ใช่เส้นตรง

น่าสังเกตว่า ความยิ่งใหญ่ของศาสนจักรที่แสนเกรียงไกร ใครฝ่าฝืนอาจโดนคว่ำบาตร โดนเผาทั้งเป็น แต่ในช่วงเวลาไม่กี่ร้อยปี อำนาจกลับเสื่อมลงอย่างรวดเร็ว แต่ผู้คนที่อยู่ในยุคนั้น ใครจะคาดว่า อำนาจที่ยิ่งใหญ่จะเสื่อมถอยรวดเร็วเช่นนี้ นี่เป็นจุดชี้ให้เห็นว่า ขอเพียงมีประโยชน์ส่วนเกินให้คนแสวงหา จะมีคนที่มองแตกต่างหลากหลายเข้าร่วม พลังอนุรักษ์ที่ยิ่งใหญ่ไม่สามารถต้านทานได้ โดยเฉพาะพวกกึ่งกลาง เช่น พ่อค้าสร้างความร่ำรวยอย่างผิดหลักศาสนา แต่กลับบริจาคทรัพย์สมบัติก่อนตายให้วัด ฯลฯ ดังนั้นภาพที่เรามองเข้าไปจึงดูเหมือนมีคนเห็นด้วยกับแนวคิดของศาสนจักรมาก จนใครฝ่าฝืนต้องตาย แต่ความจริงแล้ว พวกกึ่งกลาง พวกเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ อาจทำให้เกิดมายาภาพได้ การวิเคราะห์จึงต้องทำอย่างระมัดระวัง

5. การต่อสู้ของชนชั้นใหม่มีความประสิทธิภาพเหนือกว่าแต่ขาดกำลังหนุน ชนะได้ไม่นาน ต้องผ่านช่วงโต้กลับ
  • มหาอาณาจักรของ Constantine (ค.ศ. 330)
  • Restoration (ค.ศ. 1660) หลุยส์ที่ 18 (ค.ศ. 1815)
  • ฟองสบู่ Dot.com (ค.ศ. 2000)
แน่นอนว่าทั้งชนชั้นเก่าและชนชั้นใหม่ ย่อมมีผลประโยชน์ของตนเอง ดังนั้น การต่อสู้จึงยืดเยื้อยาวนานกว่าที่คิดไว้ ชนชั้นเก่ามีการปรับตัว ชนชั้นใหม่มีบางพวกที่ตัดไม่ขาดจากระบบเดิม ดังนั้นความหลากหลายของแนวความคิดของกองกำลังต่างๆ จึงเป็นตัวหน่วงให้สังคมไม่อาจเคลื่อนไหวได้เร็วกว่าที่คิดไว้

แต่เมื่อเวลาผ่านไป ประสิทธิภาพการผลิตจะเป็นที่ถูกรับรู้ และมนุษย์มักตอบสนองแรงจูงใจเสมอ ขอเพียงให้มี “ส่วนเกิน” มากเพียงพอ ย่อมมีคนเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ นี่เป็นคำอธิบายว่า ทำไมชนชั้นเก่าจึงโต้กลับได้เพียงระยะเวลาหนึ่ง แต่ไม่อาจชนะได้ในระยะยาว การคงอยู่ของชนชั้นเก่าเป็นไปได้เพียงการปรับตัวเข้าสู่วิถีการผลิตใหม่ ซึ่งในตอนนั้นเขาก็ไม่ได้เป็นชนชั้นเก่าในมุมมองแบบเดิมแล้ว ที่สำคัญ ชนชั้นเก่า ต้องดำรงอยู่ในวิถีการผลิตแบบใหม่


ภาพจาก วิกิพีเดีย


6. โดยทั่วไป เมื่อผลประโยชน์ในการสร้างสังคมใหม่มากพอ ชนชั้นใหม่รวบรวมกำลังพลได้เพียงพอ สามารถสถาปนา hegemony ซึ่งหมายถึงชนชั้นเก่าได้หมดบทบาทนำไปแล้ว รอวันล่มสลาย
  • การสร้างอาณาจักรของ Charlemagne (800)
  • wealth of nations, ID4 (1776)

เมื่อใดก็ตามที่ชนชั้นใหม่สามารถสถาปนาระบบใหม่ขึ้นได้แล้ว ประวัติศาสตร์ยากจะย้อนกลับไปอีก เพราะคนส่วนใหญ่ในสังคมจะเห็นความชัดเจนในการประสิทธิภาพที่มากกว่า การย้อนกลับไปสู่วิถีการผลิตแบบเดิม นอกจากมีต้นทุนสูงแล้ว คนยังมองว่าล้าหลัง เพราะคนเห็นภาพชัดเจนแล้วว่าระบบใหม่ดีกว่าอย่างไร ไม่เหมือนกับในช่วงแรกที่ระบบใหม่ยังไม่ก่อตัวชัดเจน คนส่วนใหญ่จึงลังเล

การอ้างอุดมการณ์ว่าระบบใหม่ไม่ดี ผิดศีลธรรม ฯลฯ เป็นเรื่องที่ใช้ได้ผลดีในระยะแรกเท่านั้น การโต้กลับใดๆเป็นเพียงเรื่องชั่วคราว การผลิตซ้ำอาจทำได้ต่อเนื่องมา แต่จะค่อยๆเสื่อมมนต์ขลังลง เมื่อคนจำนวนมากต่างเสวยผลประโยชน์จากระบบใหม่จนยากจะถอนตัว ที่น่าสังเกตคือ การผลิตซ้ำทางความคิดของชนชั้นเก่า เพื่อจะเรียกระบบขอบตนกลับคืนมานั้น เมื่อเวลาผ่านไป อุดมการณ์ที่จะดึงดูดประชาชนเข้าร่วมนั้นมักจะมีลักษณะผสมผสานกับระบบใหม่ ไม่เช่นนั้นย่อมไม่อาจดึงดูดคนให้มาเห็นด้วยได้ และยิ่งนานวันยิ่งต้องผสมผสานแนวคิดของระบบใหม่เข้าไป ดังนั้นการผลิตซ้ำในท้ายที่สุดจะเจือจางและทำลายตัวเอง

7. สังคมผู้ตาม (เอเชีย และละตินอเมริกา) จะมีความซับซ้อน (ทางชนชั้น) สูงกว่าสังคมผู้นำ (ยุโรปและสหรัฐอเมริกา) เพราะได้รับอิทธิพลจากภายนอกเข้ามาพัฒนาสังคม ไม่ได้เป็นการพัฒนาโดยอิสระ อิงปัจจัยในประเทศ เหมือนในสังคมผู้นำ
  • ละตินอเมริกา โดนอเมริกาครอบงำทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจ ไม่สามารถพัฒนาทุนนิยมได้เต็มที่
  • ไทย มีชนชั้นคนละระดับอยู่ร่วมช่วงเวลาเดียวกัน ศักดินา นายทุน คนงานคอปกขาว เกิดจากการพัฒนาที่ล่าช้า ขณะเดียวกันกลับรับระบบใหม่ของต่างประเทศเข้ามา จึงเกิดการผสมผสานของหลายระดับชั้น แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง ดูเผินๆเหมือนเป็นการโต้กลับของระบบเก่า แต่มองอีกมุม อาจเป็นการผสมผสานให้ชนชั้นทั้งเก่าและใหม่ อยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุข (พัฒนาทุนนิยมอย่างพอเพียง ไม่ให้เกิดวิกฤติเหมือนในปี 2540)
  • การเปลี่ยนแปลงในช่วงต้นรัตนโกสินทร์ก่อนสนธิสัญญาเบาริง อาจไม่ได้เกิดจากปัจจัยภายในทั้งหมด แต่การพัฒนาระบบทุนนิยมในประเทศจีน มีส่วนอย่างมากในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสังคมไทย

8. ประวัติศาสตร์อาจมีรูปแบบที่ต่างออกไป อย่างไรก็ตาม ย่อมสามารถประยุกต์ใช้ประโยชน์ได้
  • ประวัติศาสตร์เป็นการสรุปบทเรียนในอดีต เช่นเดียวกับความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่สั่งสมกันมา อาจไม่เหมือนกันทีเดียว แต่ยอมทำให้คนที่เรียนรู้ฉลาดขึ้น มีรูปแบบในหัวที่สามารถนำมาปรับใช้ได้มากขึ้น และสามารถสร้างทฤษฎีที่แตกต่างหลากหลาย อันเกิดจากการตีความประวัติศาสตร์ในมุมที่แตกต่างกัน และนำทฤษฎีที่ได้มาปรับใช้เพื่ออธิบาย และกำหนดยุทธศาสตร์นำพาประเทศชาติสู่ความเจริญได้
  • แต่ละประเทศแม้จะเป็นตัวของตัวเอง แต่โดยส่วนใหญ่ย่อมผ่านเส้นทางการพัฒนาที่คล้ายกัน แม้สังคมตะวันออกจะมีลักษณะพอเพียงในตัวเองมากกว่า แต่การขยายตัวทางเศรษฐกิจการเมืองมีเส้นทางคล้ายกับทางตะวันตก อาจพูดได้ว่า ธรรมชาติของมนุษย์ย่อมคล้ายคลึงกัน
  • การประยุกต์ใช้ต้องดูบริบทเป็นสำคัญ ทฤษฎีจะต้องยืดหยุ่นพอจะตอบรับความเป็นจริง ทฤษฎีมีประโยชน์เพื่อช่วยให้สามารถกำหนดขอบเขต หาเสี้ยวสำคัญที่มากำหนด แต่ถ้าปรากฏว่า สิ่งที่เราคิดว่าสำคัญ เป็นเพียงอคติ เราต้องยกเลิกทฤษฎีนั้น และหามุมมองใหม่ ในการวิเคราะห์และกำหนดยุทธศาสตร์

9. ในปี 2540 เป็นปรากฏการณ์ที่เปิดโอกาสให้ชนชั้นนายทุน สถาปนา Hegemony จนชนชั้นเก่ากลับมาไม่ได้แล้ว
  • นักธุรกิจจำนวนมาก ย่อมรู้ว่ายุคเสือนอนกินหมดไปแล้ว โดยเฉพาะธนาคารไทย ซึ่งแทนที่จะรอลูกค้ามาหาเอง กลับกลายเป็นเสือตะครุบ วิ่งไล่เหยื่อกันอย่างตะกละตะกลาม
  • การขึ้นมาของทักษิณ ซึ่งเป็นกึ่งทุนนิยมกึ่งศักดินา ย่อมแสดงถึงความนิยมในระบบทุนนิยมของประชาชน ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทักษิณไม่ประสบความสำเร็จในช่วงก่อนปี 2540 แต่กลับมาประสบความสำเร็จในช่วงหลัง

10. ในปี 2550 เป็นการโต้กลับครั้งสุดท้าย ก่อนการค่อยๆสลายตัวอย่างช้าๆ
  • จากบทเรียนทางประวัติศาสตร์จะเห็นว่า ความพยายามยึดอำนาจคืนของชนชั้นเก่า ในภาวะที่ทุกอย่างเปลี่ยนไปแล้ว ย่อมทำได้เพียงชั่วคราว แต่ระยะยาวย่อมล้มเหลว เหตุสำคัญไม่ได้อยู่ที่ตัวบุคคล แต่อยู่ที่ระบบคิดและวิถีชีวิตของชนชั้นซึ่งไม่สามารถปรับตนเองตามพลังใหม่ ที่มีประสิทธิภาพกว่าได้ จนถูกกงล้อประวัติศาสตร์บดขยี้ในท้ายที่สุด
  • ที่น่าเศร้าคือ ในภาพที่ยิ่งใหญ่ของยุค Victoria ประเทศอังกฤษเป็นมหาอำนาจ “พระอาทิตย์ไม่ตกดิน” ประมุขดูภายนอกเหมือนทรงอำนาจมหาศาล แท้จริงอำนาจอยู่ในมือนายทุนนักการเมืองทั้งหลาย ในที่สุดเมื่อสวรรคต ภาพลักษณ์ของสถาบันอันยิ่งใหญ่ได้ฝังลงไปพร้อมร่างพระองค์ ขณะที่จักรวรรดิอังกฤษยังยิ่งใหญ่ต่อมาอีกหลายสิบปี

11. ในอนาคตต้องดูว่า นายทุน คนงานปกน้ำเงิน และ คนงานปกขาว มีความสามารถพอในการจัดตั้งระบบใหม่หรือไม่ อะไรคือยุทธศาสตร์ที่เหมาะสมในการข้ามพ้นภาวะตีบตัน หลุดพ้นจากภาวะ Failed State
  • จากบทเรียนประวัติศาสตร์ สรุปได้ว่า ชนชั้นนำไทย ดูเหมือนไม่ค่อยฉลาดนัก แต่เมื่อถึงวิกฤติสามารถเอาตัวรอดได้เสมอ โดยอาจเป็นเพราะชนชั้นนำไทยไม่ได้มีกลุ่มเดียวความคิดเดียว แต่ต่อสู้ช่วงชิงกันภายใน พอฝ่ายใดชนะ ฝ่ายแพ้จะรู้จักปรับตัวไม่ดื้อดึง ความเสียหายจึงจำกัด (ทักษิณ เป็นคนแรกในประวัติศาสตร์ ที่มีลักษณะแข็งกร้าวเป็นพิเศษ และไม่ยอมยุติบทบาท หรือรอให้บ้านเมืองมั่นคงก่อน ค่อยกลับมาสู้ใหม่) นี่อาจเป็นจุดแข็งที่ต้องรักษาไว้ โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่ต้องการความยืดหยุ่นสูง ต้องการการปรับตัวที่รวดเร็วรู้เท่าทัน รู้ว่าภายใต้ลักษณะที่สลับซับซ้อนของโลกาภิวัตน์ สิ่งใดที่เป็นประโยชน์ สิ่งใดที่เป็นโทษ หากค้นพบแล้วต้องกล้าที่จะปรับปรุงแก้ไขอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกัน จุดอ่อนของเราอยู่ที่ความไม่ต่อเนื่อง เราไม่สามารถสนับสนุนยุทธศาสตร์ใดไปได้ตลอดเส้นทาง เมื่อเปลี่ยนรัฐบาล เรามักล้มเลิกโครงการที่รัฐบาลเก่าได้วางไว้ โดยไม่พิจารณาว่าส่วนใดดีควรคงไว้ ส่วนใดไม่ดีควรลบทิ้งไป
  • ไทยเป็นประเทศที่ต้นทุนในการพัฒนาประเทศต่ำ เสียเลือดเนื้อน้อย เจ็บปวดไม่มากนัก แต่ขณะเดียวกัน ผลกำไรจากการพัฒนามีอัตราเติบโตกลางๆ (คล้ายกับธุรกิจบริการที่ไทยถนัด ลงทุนน้อย กำไรกลางๆ)
  • ที่น่าขบคิด คือ เป็นไปได้ไหมที่ชนชั้นปัญญาชน ชนชั้นกลาง สามารถที่จะเข้ามาแบกรับภารกิจทางประวัติศาสตร์แทน โดยที่อาจดึงชนชั้นนำเข้าร่วมด้วย (ถ้ายุทธศาสตร์ถูกต้อง มีส่วนเกินให้ชนชั้นนำมากเพียงพอ เชื่อว่าย่อมมีชนชั้นนำส่วนหนึ่งมองเห็นประโยชน์และความเป็นไปได้เข้าร่วม ด้วย) ขณะที่ชนชั้นล่าง ย่อมไม่สามารถรักษาผลประโยชน์ให้ชนชั้นนำได้เพียงพอ ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงที่กระทำโดยชนชั้นล่าง จึงมีความขัดแย้งสูง และต้องแลกด้วยเลือดเสมอมา การที่คณะราษฎร์สามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างสงบนั้น ส่วนหนึ่งอาจเพราะลักษณะประนีประนอมทางผลประโยชน์ ผู้นำเก่าไม่เสียประโยชน์มากอย่างที่คิดไว้ ขณะที่ชนชั้นเก่าบางส่วนอาจเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์จากผู้นำเก่าได้อีกด้วย
  • น่าสนใจว่า กลุ่มคนที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงสังคมไทยนั้น มักเป็นผู้ที่ได้รับอิทธิพลทางความคิดจากภายนอก (โดยเฉพาะตะวันตก) ขณะที่ในสังคมจีนนั้น เหมาเจ๋อตุง แม้จะได้รับแนวคิดจากตะวันตก แต่กลับสามารถนำภูมิปัญญาจีนมาผสมผสานจนกลายเป็นยุทธศาสตร์ที่ร้ายกาจแหลมคม ในการชนะสงครามปฏิวัติได้ ขณะที่เติ้งเสี่ยวผิงและโจวเอินไหล ซึ่งได้รับแนวคิดตะวันตกมามากกว่ากลับไม่สามารถค้นพบยุทธศาสตร์ที่ถูกต้อง ได้ แต่สองคนนี้ก็ฉลาดพอที่จะมองเห็นว่ายุทธศาสตร์ของเหมาถูกต้องได้เร็วกว่าคน อื่นในพรรค


ภาพจาก วิกิพีเดีย


12. ข้อเสนอเชิงนโยบาย
  • คนงานคอปกขาว ปกน้ำเงินต้องร่วมมือกับนายทุน ในการเปลี่ยนแปลงชนชั้นเก่า
  • การร่วมมือต้องเป็นตัวของตัวเอง รักษาขุมกำลังไว้ อย่าไว้ใจนายทุน แต่ไม่ควรเรียกร้องมากเกินไปจนกลายเป็นระแวง แสวงหาจุดร่วมสงวนจุดต่าง win-win (ในยุคของ Marx อาจแตกต่างจากยุคนี้ โดยที่กรรมกรอาจถูกนายทุนหลอกใช้ ขณะที่ในยุคนี้ ผู้นำคนงานต้องฉลาด ร่วมมือแบบพันธมิตรหรือหุ้นส่วนธุรกิจ ไม่ใช่ไปเป็นกองหน้า ที่สำคัญ การเติบโตของนายทุน ย่อมทำให้คนงานคอปกขาวเติบโตไปด้วยในตัว ส่วนคนงานคอน้ำเงินย่อมอาศัยคอปกขาวเป็นพันธมิตรในการต่อสู้กับนายทุนได้)
  • รอจนสถาปนาระบบมั่นคงแล้ว สังคมพัฒนาไป 2-3 ปี คนงานคอปกขาวย่อมเติบโตไปด้วย เมื่อนั้นจึงมีพลังพอในการต่อสู้ ไม่ควรทำให้นายทุนระแวง ไม่เช่นนั้นจะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงชนชั้นเก่าได้
  • ควรหายุทธศาสตร์เอาตัวรอดท่ามกลางชาติมหาอำนาจ ใช้สูตรเดิม คือ เปิดรับความเจริญจากภายนอก ขณะที่รักษาความสามารถเฉพาะทางของตนเองไว้ ที่สำคัญต้อง “รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง” เพราะหากเราไม่เข้าใจระบบทุนนิยม ไม่เข้าใจการเข้ามาของมหาอำนาจ ว่าจุดมุ่งหมายหลักทางยุทธศาสตร์คืออะไร เราก็ไม่อาจหาประโยชน์และป้องกันอันตรายได้เต็มที่ สิ่งที่เราคิดว่ารู้ อาจไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องการ เช่น การเกิดวิกฤติของเรานั้นเกิดในภาคการเงินก่อน เพราะภาคการผลิตนั้นยังไม่เกิดภาวะถดถอย แต่หลักการทำธุรกิจนั้นไม่ใช่อยู่ที่กำไรอย่างเดียว ยังต้องมีกระแสเงินสดที่เพียงพอด้วย ดังนั้น เมื่อเงินทุนถูกดึงกลับ ธุรกิจที่ดีแต่มีหนี้มากจึงต้องถึงการล่มสลาย และนำมาสู่วิกฤติเศรษฐกิจ
  • อเมริกา ใช้ญี่ปุ่น และประเทศพันธมิตรผสานเป็นเครือข่ายเพื่อแสวงหาประโยชน์และครอบงำประเทศด้อย พัฒนา ดังนั้น ไทยอาจหาประโยชน์ท่ามกลางกลุ่มมหาอำนาจต่างๆทั้งในกลุ่มอเมริกา ยุโรป และจีนได้ โดยเฉพาะญี่ปุ่น ไต้หวัน เกาหลี ซึ่งอาจมีความซับซ้อน โดยมีความใกล้ชิดกับวัฒนธรรมจีนแต่กลับอิงอเมริกาและยุโรปมาอย่างยาวนาน

--------------------------------------------------------------------------------------------------------

นำมาจาก www.palawat.org

 

บทความ

อ่านบทความย้อนหลังทั้งหมด

กลุ่มศึกษาทฤษฎี

รวมเว็บไซต์น่าสนใจ

ล็อกอิน หรือ สมัครสมาชิก เพื่อเสนอความเห็นหรือตั้งกระทู้