วิเคราะห์ประวัติศาสตร์สังคมไทย
ดาวน์โหลดเอกสารอ่านประกอบ
1. ประวัติมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์หลักฐานเท่าที่ค้นพบในปัจจุบัน ลงความเห็นว่ามนุษย์มีพัฒนาการมาจากวานร (ape) ซึ่งเป็นบรรพบุรุษร่วมของมนุษย์และลิง บรรพบุรุษรุ่นแรกๆของมนุษย์ยังแตกออกไปหลายเผ่าพันธุ์เช่น ออสตราโลพิทิคัส โฮโม ฮาบิลิส และโฮโม อิเร็กตัส ซึ่งอยู่ในยุค เพลโตเชียน (เมื่อ 1.8 ล้านปีก่อน) โลกยุคนั้นยังเป็นยุคน้ำแข็ง มีสัตว์อย่างเช่นช้างแมมมอท เสือเขี้ยวดาบ แผ่นดินเปลี่ยนแปลงไปจากโลกยุคปัจจุบันมาก
- อาฟริกาจุดกำเนิด : หลักฐานโบราณคดีระบุว่ามนุษย์สมัยใหม่เกิดขึ้นในอาฟริการาว 200,000 ปีก่อน ฟอสซิลมนุษย์เก่าแก่ที่สุดพบในโอโมคิบิซ เอธิโอเปีย ส่วนหลักฐานเก่าแก่ที่สุดของมนุษย์สมัยใหม่นอกแอฟริกา ปรากฎในอิสราเอล แต่คนกลุ่มนั้นสูญพันธ์ไปเมื่อราว 90,000 ปีที่แล้ว
- ออกจากอาฟริกา : หลักฐานทางพันธุกรรมชี้ว่ามนุษย์สมัยใหม่ ที่เดินทางออกจากอาฟริกาในช่วง 70,000 ถึง 50,000 ปีก่อน ได้เข้าแทนที่มนุษย์ยุคก่อนหน้าอย่างมนุษย์นีแอนเดอร์ทัล
- เดินทางไปถึงออสเตรเลีย : การพบเครื่องมือต่างๆ ที่มาลาคูนันจา และซากฟอสซิลที่ทะเลสาบมุงโกของออสเตรเลียชี้ให้เห็นว่า มนุษย์สมัยใหม่อาจใช้เส้นทางตามแนวชายฝั่งตอนใต้ของเอเชียเลาะไปถึงทวีป ออสเตรเลียเมื่อเกือบ 50,000 ปีที่แล้ว และพบว่าชาวอะบอริจิน ก็ยังคงมีลักษณะพันธุกรรมที่คล้ายกัน
- ชาวยุโรป : ข้อมูลพันธุกรรมชี้ว่า ดีเอ็นเอของคนในยูเรเชียตะวันตกปัจจุบันคล้ายกับดีเอ็นเอของชาวอินเดีย เป็นไปได้ว่าบรรพบุรุษมนุษย์จะอพยพจากเอเชียไปยุโรปในช่วง 40,000 ถึง 30,000 ปีที่แล้ว
- ชาวเอเชีย : เมื่อประมาณ 40,000 ปีก่อน มนุษย์ได้เดินทางมาเอเชียกลาง และไปถึงทุ่งหญ้ากึ่งทะเลทรายทางเหนือของเทือกเขาหิมาลัย ส่วนอีกสายหนึ่งก็เดินทางผ่านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และจีน ไปสู่ไซบีเรียและญี่ปุ่น ข้อมูลทางพันธุกรรมชี้ว่ามนุษย์ทางเหนือของเอเชียเดินทางไปทวีปอเมริกา
- สู่โลกใหม่ : หลักฐานทางพันธุกรรมชี้ว่ามนุษย์รุ่นใหม่เดินทางข้ามทวีปจากเอเชียมายัง อเมริกาเหนือผ่านทางไซบีเรียและอะลาสกาในช่วงราว 20,000 ถึง 15,000 ปีก่อน ขณะที่ระดับทะเลลดต่ำจนแผ่นดินระหว่างสองทวีปเชื่อมต่อกัน
เพียงชั่วเวลาเก้าพันปีก่อน มนุษย์ก็เดินทางไปตั้งถิ่นฐานเกือบทั่วทั้งโลกมาแต่โบราณกาลแล้ว
2. การคลี่คลายของอารยธรรมสมัยโบราณ
มนุษย์ได้พัฒนาวิถีชีวิต
ความเป็นอยู่ ความเชื่อ
และความสามารถในการติดต่อสื่อสารได้อย่างซับซ้อนขึ้น อารยธรรมบุรพกาลก็ได้
“ผุดบังเกิดขึ้น” ไม่ว่าจะเป็น สุเมเรียน, ไอยคุปต์ เมื่อห้าพันปีก่อน,
อารยธรรมในแถบที่ราบลุ่มแม่น้ำสินธุ เมื่อสี่พันห้าร้อยปีก่อน,
เปอร์เซียน, กรีก, จีน เมื่อสามพันปีก่อน
หรือแม้กระทั่งอารยธรรม ที่เป็นจักรวรรดิทรงอำนาจอย่างโรมันเมื่อสองพันปี
ก่อน
ที่น่าสนใจคืออารยธรรมเหล่านี้สามารถสร้าง “สิ่งมหัศจรรย์ของโลก”
อย่างโบราณสถานที่น่าชื่นชมหลายแห่งเช่น ปิรามิด, กำแพงเมืองจีน,
โคลอสเซียม เป็นต้น อย่างยากที่คนยุคปัจจุบันจะจินตนาการว่า
คนสมัยโบราณที่ไร้เครื่องมือทุ่นแรงเหล่านี้ก่อสร้างขึ้นมาได้อย่างไร
3. จักรวรรดิเก่าเริ่มเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงจากชนเผ่าใหม่ๆ
อารยธรรมเหล่านี้ พัฒนาขึ้นจากรัฐทาสเล็กๆ พุ่งขึ้นสู่จุดยอดแห่งจักรวรรดิ
แล้วก็เสื่อมถอยลงอย่างรวดเร็ว ไม่เว้นแม้กระทั่งจักรวรรดิโรมัน
ซึ่งถือเป็นมหาอำนาจของโลกก็หนีไม่พ้นชะตากรรมนี้
จักรวรรดิโรมันแบ่งออกเป็นโรมันเก่าอันศักดิ์สิทธิ์ และอาณาจักรไบแซนไทน์
ในขณะที่ชนเผ่ารุ่นใหม่เริ่มมีอำนาจเพิ่มขึ้น
แต่การล่มสลายของจักรวรรดิโรมัน
ก็สร้างความกระเทือนใจให้กับประชาชนที่เคยเป็นพลเมืองของโรมันนั้น
จนก่อให้เกิดยุคมืดนานกว่า 600 ปี รัฐรุ่นใหม่จึงเริ่มพัฒนาคลี่คลายออกมา
นอกจากภยันตรายเรื่องภัยคุกคามของอนารยชนแล้ว
จักรวรรดิยังต้องเผชิญภัยคุกคามด้านอื่นๆอีก
การกีดกันชนรุ่นใหม่ให้เข้ามาร่วมครองอำนาจ
จะทำให้จักรวรรดิไม่สามารถเอาชนะความท้าทายใหม่ๆ เหล่านั้นได้
และจะต้องล่มสลายลงไปในที่สุด
จักรวรรดิทาสระยะใกล้ ที่เรายังพบเห็นกันในประวัติศาสตร์ช่วงที่เราศึกษาคือ
จักรวรรดิมองโกล และจักรวรรดิขอม
แม้จักรวรรดิทาสเหล่านี้จะสามารถขยายตัวได้กว้างขวางครอบคลุมพื้นที่จำนวน
มาก แต่ก็จะประสบชะตากรรมที่จะแตกสลายออกเป็นรัฐเล็ก รัฐน้อย
ทั้งนี้เนื่องจากผู้นำที่มีความสามารถเสียชีวิตลง (จักรวรรดิหงสาวดี ที่แตกสลายลงไปหลังจากบุเรงนองสิ้นพระชมน์ ก็สะท้อนความจริงข้อนี้) ทั้งนี้เนื่องจากระบอบรัฐทาส เชื่อมั่นเฉพาะกลุ่มที่อยู่ในสายเลือด หรือญาติวงศ์เดียวกัน ไม่ยอมถ่ายโอนอำนาจออกไปสู่กลุ่มคนใหม่ๆ ที่อาจมีความสามารถไม่แพ้กัน แม้จะพยายามผ่อนปรนโดยให้เจ้าเมืองเก่าขึ้นครองอำนาจแต่ก็ไม่อาจรับประกัน ได้ว่าหากสิ้นบุญผู้นำที่มีบารมีลงแล้ว เจ้าเมืองต่างๆเหล่านั้นจะยังคงจงรักภักดีอยู่
รัฐศักดินาจะมีความยั่งยืนกว่า เพราะเริ่มถ่ายโอนอำนาจบางส่วนไปสู่ขุนนาง
และหากจำเป็นขุนนางที่มีความสามารถ ก็จะสามารถปราบดาภิเษกขึ้นเป็นกษัตริย์
เองได้ด้วย และก็จะสามารถธำรงรักษารัฐศักดินานั้นให้ยืนยาวต่อไป
การที่มีความหลายหลายมากขึ้น สะท้อนถึงทางเลือกที่เป็นไปได้มากขึ้น
ตามกฎวิวัฒนาการของดาร์วินนั่นเอง
สรุปความเสื่อมของอาณาจักรโรมัน มีสาเหตุหลายประการดังต่อไปนี้
- จักรพรรดิขาดความสนใจปกครองบ้านเมือง แต่ส่งเสริมในการแข่งรถและการต่อสู้ระหว่างคนและสัตว์ร้าย (colossium)
- ขาดการมีส่วนร่วมในการบริหารประเทศจากประชาชนส่วนใหญ่
- อาชีพหลักของชาวโรมัน คือ อาชีพทางการเกษตร ดังนั้นรายได้ต่อหัวจึงต่ำมาก ชาวโรมันไม่นิยมทำการค้า ปล่อยให้อยู่ในมือของพวกซีเรียแทน โรมันนำเข้าสินค้าฟุ่มเฟือย เช่น ผ้าไหม เครื่องทอง น้ำหอม เพชรพลอยจากอินเดีย เปอร์เซีย และจีน แต่ส่งออกสินค้าเกษตรกรรม เช่น ข้าวสาลี น้ำมันมะกอก เหล้าองุ่น
- ประชาชนของโรมันไม่มีความกระตือรือร้นที่จะรักษาสถาบันทางสังคมและการเมือง ประกอบกับเศรษฐกิจของโรมันอาศัยทาสเป็นแรงงานที่สำคัญ การใช้ทาสทำให้ขาดแรงผลักดัน ขาดความคิดริเริ่มที่จะปรับปรุงแก้ไข
- ปัญหาการรุกรานของ อนารยชนต่างๆ
4. ลักษณะของระบอบฟิวดัล
คำว่า “Feudal หรือ “Feudalism” มาจากภาษาลาตินว่า Feudom หรือ Fief แปลว่า ที่ทำกินโดยได้รับอนุญาตจากขุนนาง และจ่ายค่าตอบแทนเป็นแรงงาน หรือวัสดุสิ่งของ
(ภาพจาก วิกิพีเดีย)
ภาพจากยอดของปิรามิด คือ กษัตริย์ (King) หรือจักรพรรดิ ซึ่งมีอำนาจสูงสุดในระบอบฟิวดัล ที่ดินทั้งหมดในพระราชอาณาเขตเป็นของพระองค์ พระองค์พระราชทานที่ดินส่วนหนึ่งแก่ ขุนนางผู้สูงศักดิ์ (Lord) ซึ่งอยู่ส่วนกลางของปิรามิด และ Vassal คือ ผู้ที่อยู่ระดับฐานของปิรามิดที่ต่ำที่สุด
Vassal
จะรับที่ดินไปจากกษัตริย์ในลักษณะเช่า
เป็นการเช่าชนิดสืบต่อเป็นมรดกตกทอดในตระกูล เจ้าของที่ดิน คือ พวกขุนนาง
(Lord) ตามระบอบฟิวดัลใช้เรียก Lord หรือ Suzerian และผู้อยู่ใต้ใบบุญ
หรือผู้อยู่ใต้อำนาจของขุนนางเรียกว่า Vassal
และหัวใจสำคัญของระบอบฟิวดัลก็อยู่ที่ความเกี่ยวข้องระหว่างเจ้า (Lord)
กับข้า (Vassal)
พันธะระหว่าง Lord และ Vassal ถือว่าเป็นพันธะอันศักดิ์สิทธิ์ ผูกพันทั้ง
2 ฝ่ายไว้ด้วยหน้าที่ที่มีต่อกัน
ถ้าฝ่ายใดทำลายพันธะ ไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ของตน ถือว่าเป็นความผิดฉกรรจ์
หน้าที่สำคัญของ Lord คือ พิทักษ์รักษา Vassal และที่ดินของ Vassal
ให้ปลอดภัยจากศัตรู
ตลอดจนให้ความยุติธรรมและปกป้องคุ้มครองในการพิจารณาคดี
อย่างไรก็ตาม Lord ก็มีสิทธิ์ที่จะริบที่ดินคืนได้ถ้า Vassal ไม่ปฏิบัติหน้าที่ของตนตามสัญญา หน้าที่ของ Vassal คือ หน้าที่ทางทหาร Vassal จะส่งกองทหารของตนเข้าสมทบในกองทัพของ Lord กองทหารนี้จะต้องเข้ารับหน้าที่ตามเวลาที่กำหนด โดยทั่วไป คือ ปีละ 40 วัน โดยค่าใช้จ่ายทั้งหมด Vassal จะเป็นผู้ออก
ในสมัยต่อมาถ้า Vassal
ไม่ส่งกองทัพมาช่วยก็อาจส่งเงินจำนวนหนึ่งมาแทนก็ได้ โดย Lord
จะนำเงินนี้ไปจ้างทหารที่ฝึกหัดมาเป็นอย่างดี แล้วให้ทำหน้าที่แทน
นอกจากการให้ความช่วยเหลือทางการทหารซึ่งเป็นหน้าที่สำคัญแล้ว Vassal
ยังต้องให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ Lord ในบางกรณีเช่น ในยามที่ Lord
มีความจำเป็นต้องใช้เงินอย่างรีบด่วน อีกด้วย
กล่าวโดยสรุป จะเห็นได้ว่าระบอบฟิวดัลเน้นการปกครอง ที่กระจายอำนาจจาก
ศูนย์กลางออกไปยังส่วนภูมิภาค จากกษัตริย์ออกไปยังขุนนางตามแคว้นต่างๆ
และความผูกพันระหว่าง Lord และ Vassal
นั้นได้กำหนดไว้อย่างมีระเบียบแบบแผน
ซึ่งทั้งสองฝ่ายจะต้องปฏิบัติหน้าที่ของตนเองอย่างเคร่งครัด
ในสมัยกลาง ลักษณะการปกครองอยู่ในระบบฟิวดัล (Feudalism)
หรือระบบศักดินาสวามิภักดิ์ กล่าวคือ พระเจ้าชาร์ลเลอมาญ (Charlemagne,
ค.ศ. 771 – 814) โอรสพระเจ้าเปแปง (Pepin)
ขึ้นชื่อว่าเป็นกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่พระองค์หนึ่งในประวัติศาสตร์
พระองค์ทรงตีอาณาจักรโรมันคืนจากพวกลอมบาร์ด (Lombard)
ซึ่งเป็นอนารยชนเยอรมันอีกสาขาหนึ่งได้ เข้ามาตีอิตาลี
เมื่อสิ้นสมัยพระองค์ในปี ค.ศ. 814 บรรดาเจ้านครจำเป็นต้องป้องกันตนเองและปกครองโดยลำพัง เพราะกษัตริย์ภายหลังชาร์ลเลอมาญนั้น ไม่เข้มแข็งพอจะดำเนินการปกครองและให้ความคุ้มครองพวกตนเองได้ ยุโรปจึงย่างเข้าสู่สมัยการแตกแยกออกเป็นรัฐอิสระ ปกครองโดยเอกเทศอีกครั้งหนึ่ง
ระบอบการเมืองใหม่นี้มีชื่อเรียกว่า
“ระบอบศักดินาสวามิภักดิ์ (Feudalism)” และช่วงเวลาตอนนี้มีชื่อเรียกว่า
“สมัยฟิวดัล” (Feudal Period) เมื่อถึงช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 9 นั้น
ระบอบศักดินาสวามิภักดิ์ได้ตั้งมั่นอยู่ทางภาคเหนือของฝรั่งเศส
และเมื่อถึงช่วงกลางปีคริสต์ศตวรรษที่ 10
เป็นต้นมาก็ได้เผยแพร่ขยายทั่วยุโรปตะวันตก
ความเสื่อมของระบบฟิวดัล มีสาเหตุที่สำคัญ 2 ประการ คือ
ตามกฎหมายฟิวดัลถ้าจับไม่ได้ภายใน 1 ปีจะได้เป็นอิสระ พวกนี้ไปทำการค้าขายทำให้สามารถเขยิบฐานะเป็นชน ชั้นกลางที่ร่ำรวยขึ้น อีกทั้งจากการเกิดโรคระบาดไปทั่วยุโรปในศตวรรษที่ 14 ทำให้แรงงานหายาก ทำให้ทาสติดที่ดินมีโอกาสต่อรองกับนายว่า ถ้าจะใช้แรงงานก็ต้องให้อิสรภาพ เมื่อทาสติดที่ดินกลายเป็นเสรีชนมากขึ้น โยกย้ายที่อยู่ไปที่อื่น ระบบแมนเนอร์ก็สลายตัวในทางการเมือง
2.การที่มีทหารรับจ้างทำให้ชาวไร่ชาวนาหนีไปเป็นทหารรับจ้างกันมาก ตลอดจนอิทธิพลของสงครามครูเสดทำให้อัศวินตายเป็นจำนวนมาก เมื่อเป็นเช่นนี้กษัตริย์จึงถือโอกาสใช้อำนาจแทนขุนนางนั้นๆ กษัตริย์ทรงได้รับการสนับสนุนจากพ่อค้า และพวกชนชั้นกลางที่มีฐานะร่ำรวย และทรงติดต่อกับประชาชนโดยตรงโดยไม่ต้องผ่านขุนนาง ทำให้กษัตริย์ทรงสามารถดึงอำนาจกลับเข้าสู่ศูนย์กลางตามเดิม ทรงมีอำนาจเด็ดขาดในการปกครองประเทศอย่างแท้จริง (The New Monarchies) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฝรั่งเศสและอังกฤษ ทำให้ระบบฟิวดัลเสื่อม กษัตริย์ทรงมีความสามารถในการจัดการปกครองและศาสนาได้ดีกว่าเดิม
5. การพัดพาของอารยธรรมครั้งใหญ่จากการรุกรานของจักรวรรดิมองโกล
ข้อสังเกต การล่มสลายของรัฐทาส (เช่นเดียวกับโรมัน)
ไม่สามารถรองรับการขยายตัวของดินแดนขนาดใหญ่ได้มากขนาดนี้ +
ปัญหาจากเชื้อชาติ ชนชาติ และชนกลุ่มน้อย
6.ชนชาติไทมีทั้งชนพื้นเมืองและการอพยพเดินทางข้ามไปมา เพื่อติดต่อค้าขายนานมาแล้ว
ชาวสยามคือคนที่อยู่ในดินแดนสยาม
โดยไม่ระบุชาติพัน์ชนเผ่าเหล่ากอใดโดยเฉพาะ มีอย่างน้อย 5 ตระกูลภาษาคือ
มอญ-เขมร, ชวา-มลายู, ไทย-ลาว, จีน-ทิเบต, ม้ง-เย้า
คลุกเคล้าปะปนกันอยู่ในดินแดนสยาม มีตัวอย่าง “เสียมกุก”
ภาพสลักขบวนแห่ชาวสยามที่ระเบียงทิศใต้ ปีกตะวันตกของปราสาทนครวัด
ขณะนั้นยังเป็นนครรัฐเล็กๆ(เป็นพ่อขุน)เหมือนเจ้าฟ้า รัฐล้านนา รัฐเวียงจันทน์ รัฐล้านช้าง รัฐโคตรบูร ฯลฯ
7. ที่ตั้งเมืองที่อยุธยา เพราะสมัยนั้นพื้นที่ภาคกลางยังเป็นโคลนตม
แผนที่แสดงลักษณะภูมิประเทศบริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำเจ้าพระยา เมื่อหลายพันปีมาแล้ว ยังมีสภาพเป็น “ทะเลโคลนตม”
กว้างขวางสูงขึ้นไปมากกว่าปัจจุบัน
การตั้งหลักแหล่งชุมชนและบ้านเมืองยุคแรกๆ จึงอยู่ตามที่ดอนหรือขอบอ่าว
ใกล้ชิดหรือติดกับ “ทะเลโคลนตม”
หลัง พ.ศ. 600 กลุ่มตะวันตกจาก ชมพูทวีป (อินเดีย) กับอาหรับ เปอร์เซีย
กรีก-โรมัน ขยายเส้นทางคมนาคมการค้าเข้ามายังภูมิภาคอุษาคเนย์
ที่ได้ชื่อในคัมภีร์ของชมพูทวีปว่าสุวรรณภูมิ
ประมาณพุทธศตวรรษที่ 12 หรือหลัง พ.ศ. 1100 เกิดเป็น “รัฐ”
หรือแว่นแคว้นขนาดเล็กขึ้นอย่างน้อย 2 กลุ่ม คือ
กลุ่มฟากตะวันตกลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา มีศูนย์กลางอยู่เมืองหลั่งยะสิว
(ต่อมาเป็นนครชัยศรี หรือนครปฐม) และกลุ่มฟากตะวันออกลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา
มีศูนย์กลางอยู่เมืองทราวดี (คือละโว้หรือลพบุรี)
ช่วงเวลานี้เรียกชื่อรวมกันกว้างๆว่า วัฒนธรรมทราวดี แต่ไม่ใช่อาณาจักร
(เป็นลักษณะนครรัฐ) ต่อมาวัฒนธรรมนี้แพร่หลายเข้าไปแถบอีสาน
เกิดแว่นแคว้นใหม่ๆ คือแคว้นศรีจนาศะ ต้นลุ่มแม่น้ำมูน-ชี แคว้นอีสานปุระ
ปลายแม่น้ำมูนชี จนถึงทะเลสาบกัมพูชา ที่สำคัญคือแคว้นศรีโคตรบูร
บริเวณสองฝั่งแม่น้ำโขง มีเวียงจันเป็นศูนย์กลาง
จิตร วิจารณ์ว่า ในสมัยที่ไทยตั้งมั่นอยู่ในแคว้นไทยใหญ่
ก็มีรัฐเล็กรัฐน้อยจำนวน 19 รัฐ และแต่ละรัฐก็จะมีหัวหน้าเรียกว่า
“เจ้าฟ้า” รัฐทั้งหมดรวมตัวเป็นรัฐเดียวแบบสหภาพเรียกว่า “สิบเก้าเจ้าฟ้า”
ที่มีการปกครองแบบ “ประชาธิปไตยของนายทาส” แคว้น “สิบสองเจ้าไทย”
(สิบสองจุไท?) ก็มีลักษณะประชาธิปไตยของนายทาสเช่นเดียวกัน
บางทีก็เรียกระบบการปกครองแบบนี้ว่าพ่อครัว (Patriacal family)
ซึ่งเป็นระบบปลายยุคบุพกาล สมัยก่อนจึงยังเรียกประมุขของรัฐว่าพ่อขุน
(มีคำว่าลูกขุน เป็นคำคู่กัน)
พ่อขุนบูลม (หรือบรม) ผู้เป็นบรรพบุรุษของไทยและลาว
ตามพงสาวดารก็ว่าได้ส่งลูกชายเจ็ดคน ไปสร้างบ้านแปงเมืองคนละแห่งละทิศ
นั่นก็คือคุมพวกข้าทาสไปตั้งกลุ่มชาติกุลใหม่แยกต่างหาก
อันเป็นลักษณะระบบชาติกุลในยุคทาส ซึ่งตกทอดมาจากปลายยุคชุมชนบุพกาล
แต่ก็นับว่าก้าวหน้ากว่าการใช้ให้ผู้หญิงไปตั้งชาติกุล (คติสตรีเป็นใหญ่
(mother right)) ซึ่งเขมรในยุค พุทธศตวรรษที่ 15
ยังส่งผู้หญิงไปตั้งแคว้นใหม่อยู่ (เช่นพระนางเจ้าจามเทวี?)
จิตรวิจารณ์ว่าระบบผู้หญิงเป็นใหญ่นี่เป็นระบบในต้นยุคชุมชนบุพกาล
สมัยที่ยังสมรสหมู่เหมือนสัตว์นั่นทีเดียว
8. การวิเคราะห์ของจิตร ภูมิศักดิ์ การขูดรีดทาสของรัฐนายทาส
ระบบศักดินาจะต้องผ่านการพัฒนาขึ้นมาเป็นลำดับขั้น
- ยุคแรก ชุมชนบุพกาล (primitive commune) มนุษย์ทุกคนเป็นเสรีชน ต่างคนต่างช่วยทำมาหากิน มีหัวหน้าชาติกุลเป็นผู้นำกลุ่ม แต่ละกลุ่มอาจมี 50 คน , 100 คน ตามขนาดสกุล หรือชาติกุล
- ระบบทาส เกิดจากการที่ชาติกุลหนึ่งรบพุ่งกับชาติกุลอื่น เพื่อแย่งชิงอาหาร ที่ทางทำกิน สมัยก่อนเมื่อชนะก็จะฆ่าทิ้งทั้งหมดเพื่อให้สิ้นเสี้ยนหนาม แต่เมื่อภายหลังก็เกิดความคิดที่จะเก็บพวกเชลยศึกเป็นทาส เพื่อเป็นเครื่องมือหรือปัจจัยการผลิตที่สำคัญ ชนชั้นนายทาส และชนชั้นทาสก็เกิดขึ้น
- ต่อมานายทาสกับนายทาสก็รบพุ่งกัน ทำให้เกิดนายทาสขนาดใหญ่ กลุ่มนายทาส ไปจนถึงรัฐทาส ซึ่งต่อไป ทาสเหล่านี้จะกลายเป็นเลกของยุคศักดินา
- รัฐขอมคือพัฒนาการขั้นสุดยอดของรัฐทาสในสุวรรณภูมิ ถูกรบกวนและทำลายจากอาณาจักร จามปา (จันทรา) หลายครั้ง ก่อนจะสามารถรุกขึ้นถึงขั้นสูงสุดในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 แล้วจึงค่อยๆ ล่มสลายลงอย่างช้าๆ หลีกทางให้กับรัฐที่มีวิวัฒนาการใหม่ อย่างสุโขทัย และอยุธยาที่จะบังเกิดขึ้นในภายหลัง
- พวกนายทาสในสมัยรัฐทาสนี่คลั่งลัทธิเทวราช (God King-cult) กันมาก คือไม่ว่าจะทำอะไร ก็ต้องให้มีลักษณะเป็นการกระทำอันศักดิ์สิทธิ์ของเทวดาเสมอไป เช่น จะอาบน้ำ กินน้ำ ก็ต้องสร้างสระอาบน้ำ ให้มีรูปเหมือนทะเลน้ำนม (เกษียรสมุทร)
- มีประเพณีเกณฑ์น้ำจากทะเลชุบศรในลพบุรี ให้ขนไปถวายในช่วงเดือนสี่ทุกปี การขนนั้นต้องบรรทุกน้ำด้วยโอ่งไห ใส่เกวียนรอนแรมกันเป็นเดือนๆ ขากลับก็กินเวลาอีกเป็นเดือนๆ
- บางทีก็เกณฑ์ให้แห่รูปปั้นแทนตัวชัยวรมันที่ 7 มาร่วมพิธีที่นครธมด้วย
9. จิตรมองว่าเมื่อการกดขี่มากเข้า พวกชุมชนไทยก็รวมตัวกันเข้าเพื่อปลดแอกเขมร
‘นาย
ร่วง’ ลูกชายของ ‘นายคงเครา’ หัวหน้ากองจัดส่งน้ำ คิด innovation ใหม่คือ
สานภาชนะด้วยไม้ไผ่ แล้วยาด้วยชันกับน้ำมันยางทำให้บรรจุน้ำไม่รั่วไม่ซึม
คนไทยทางเหนือและอีสานเรียกว่า ‘ครุ’ ทำให้เบาแรงในการส่งมากขึ้น
ประชาชนจึงล่ำลือว่านายร่วงมีวาจาสิทธิ์เอาชะลอมตักน้ำได้
ทำให้มีคนมาเข้าด้วยกันมาก
- เขมรคิดปราบปราม แต่ก็ต้องพบศึกสองด้านกับพวกจามที่แข็งข้อขึ้นในปี 1763 ภายหลังขอมใช้นโยบายแต่งงานการเมือง ชะลอปัญหาเอาไว้ แล้วยกให้เป็นเจ้าชื่อ กัมรเดงอัญศรีอินทรบดิทราทิตย์ พร้อมพระขรรค์ชัยศรี
- สุโขทัยไม่ได้เป็นอาณาจักรที่ครอบงำสยามทั้งหมด แต่มีฐานะเป็นเพียงแคว้นใหญ่แคว้นหนึ่งจากหลายๆแคว้นในดินแดนสยาม ในขณะนั้น และภายหลังจึงถูกกลืนโดยแคว้นอโยธยาที่อยู่ติดกัน ทั้งโดยการแต่งงานทางการเมือง และการทำสงคราม
10. การพัฒนาไปเป็นรัฐศักดินาของ สุโขทัย / อโยธยา
ตามการวิเคราะห์ของจิตร เห็นว่าสุโขทัยเป็นอรุณรุ่งของระบอบศักดินาไทย แต่ผมเห็นว่ายังเป็นรัฐทาสอยู่แต่เริ่มเอาความคิดใหม่มาใช้ (ระบอบการผลิตแบบใหม่) ความเชื่อใหม่ๆ (พุทธศาสนาแบบเถรวาท ซึ่งปฏิเสธระบบวรรณะของพราหมณ์) ความสัมพันธ์แบบเครือญาติวงศ์ (เชื่อใจเฉพาะญาติและวงศ์ต่างๆ วงศ์สุพรรณภูมิ, วงศ์ละโว้, วงศ์สุโขทัย, วงศ์ศรีธรรมาอโศกราช) ยังเห็นได้ชัดไปจนกระทั่งสมเด็จพระนเรศวรสามารถกู้เอกราชได้
แต่การปฎิรูประบอบการปกครองใหม่ให้ใช้คนที่นอกเหนือจากญาติวงศ์ไป (คือยอมรับชนชั้นขุนนางมากขึ้น) ตรงนี้ต่างหากที่ทำให้เป็นจุดสิ้นสุดรัฐนายทาสและมุ่งเข้าสู่รัฐศักดินาอย่างแท้จริง (แต่ก็ต้องยอมรับว่าปัจจัยต่างๆ ที่สุโขทัยเริ่มนำมาปรับใช้ จะกลายเป็นการสั่งสมเชิงปริมาณ ที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพ และผุดบังเกิดรัฐศักดินาแบบไม่อาจหวนกลับคืนสู่รัฐทาสอีก
ในอีกหลายร้อยปีถัดไป คือช่วงของพระนเรศวรเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านของรัฐทาสเข้าสู่รัฐศักดินาอย่าง สมบูรณ์) การปฏิรูประบอบการปกครองของพระองค์คือ การจัดให้มีการรวมอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลาง โดยการยกเลิกระบบเมืองพระยามหานคร (ซึ่งมีลักษณะการปกครองเป็นรูปของนครรัฐนั้นไปเสีย) โดยจัดแบ่งหัวเมืองเหล่านี้ออกเป็นเมืองชั้นเอก โท ตรี ตามลำดับ
ยกเลิกการให้เจ้านายเชื้อพระวงศ์ไปครองเมืองเหล่านี้
แต่เพียงแค่จัดส่งขุนนางจากอยุธยาออกไปปกครอง และขึ้นตรงต่ออยุธยา
(ก่อนหน้านี้อยุธยามักส่งเจ้านายเชื้อพระวงศ์ออกไปปกครองเมือง
จนกลายเป็นปัญหาการสั่งสมอำนาจอยู่เสมอในสมัยอยุธยาตอนต้น)
และขุนนางเหล่านี้จะต้องดื่มน้ำพระพิพัฒน์สัตยา
ถวายต่อกษัตริย์อยุธยาเป็นประจำทุกปี
การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ได้แก่
- เมืองชั้นเอก : พิษณุโลกและนครศรีธรรมราช จากเดิมผู้ครองเมืองต้องเป็นชั้นเจ้า หรือพระราชโอรสของกษัตริย์ และมีอภิสิทธิ์ปกครองเมืองอย่างเป็นเอกเทศ (คือเป็นยุคเจ้านครรัฐในสมัยเดิม) แต่เปลี่ยนเป็นให้ขุนนางจากอยุธยายศเจ้าพระยา ถือศักดินา 10,000 ไร่ (เทียบเท่าศักดินาของเสนาบดีในเมืองหลวง) ไปรั้งเมือง
- เมืองชั้นโท : ได้แก่ สวรรคโลก สุโขทัย กำแพงเพชร นครราชสีมา และ ตระนาวศรี ให้เจ้าเมืองยศชั้นพระยา ถือศักดินา 10,000 ไร่เทียบเท่าหัวเมืองชั้นเอก
- เมืองชั้นตรี เจ้าเมืองยศพระยา ถือศักดินา 5,000 ไร่ ได้แก่ เมืองพิชัย พิจิตร นครสวรรค์ จันทบูรณ์ ไชยา พัทลุง และชุมพร
หากรัฐทาสกึ่งศักดินา ไม่ยอมปรับตัวเข้าเป็นรัฐศักดินาแบบเต็มที่ ก็อาจเผชิญชะตากรรมคล้ายกับรัฐทาสอย่างยุคขอม ที่แม้จะยิ่งใหญ่เกรียงไกรแต่ก็จะล่มสลายลงในที่สุด เมื่อขาดผู้ปกครองที่เข้มแข็ง ในขณะที่การปรับเป็นกึ่งทาสกึ่งศักดินาของอยุธยา จะทำให้เกิดระบบ Resilience ซึ่งสามารถรองรับสภาพที่เกิดผลกระทบอย่างรุนแรงได้ (เช่นการรุกรานจากอาณาจักรข้างเคียง จนกระทั่งต้องเสียกรุงครั้งที่ 1 – 2)
ระบอบใหม่นี้ แม้จะสร้างความเข้มแข็งให้กับรัฐศักดินาอยุธยา และปรับพลังการผลิตให้เพิ่มสูงขึ้น
-
- ในยุคต้น มันได้ปลดปล่อยทาสให้หลุดพ้นออกมาเป็นเสรีชน แม้ขั้นต่ำที่สุดจะเป็นเสรีชนแบบเลกและไพร่ มันก็ยังมีส่วนก้าวหน้ากว่าระบบทาส
- การพัฒนาขั้นสุดยอดของมัน เป็นการพัฒนาการผลิตให้ก้าวหน้าขึ้นกว่าเดิม ทำให้ระบบของเทคนิคในการผลิตก้าวหน้าและประณีตขึ้น ทำให้เกิดการประสานงานระหว่างกสิกรรมและหัตถกรรมในครัวเรือน ทำให้เกิดระบบผลิตเอกระอันเป็นผลดีในการผลิตของสังคมระดับหนึ่ง และทำให้เกิดการพัฒนาทางหัตถกรรมและแลกเปลี่ยนสินค้าอันเป็นสะพานเชื่อมโยง ไปสู่ระบบทุนนิยม
- พัฒนาการขึ้นท้ายสุดของมัน ทำให้การผลิตชะงักงันลง การเกษตรล้าหลัง และการขูดรีดระหว่างชนชั้นของมันทำให้เกิดผลเสีย และความทุกข์ยากต่อสวัสดิภาพของประชาชน
แต่ก็จะสร้างปัญหาใหม่ เนื่องจากทำให้กษัตริย์ลดอำนาจลง และเพิ่มอำนาจให้ขุนนางสูงขึ้น จนกระทั่ง เกิดการกุดหัวกษัตริย์เพื่อตั้งราชวงศ์ใหม่อยู่เนืองๆ (ปราสาททอง, บ้านพลูหลวง เป็นต้น)
กษัตริย์ถือเป็นเพียงเจ้าศักดินารายหนึ่ง ที่เป็นหัวหน้าของเจ้าศักดินาด้วยกัน (ขุนนางมีกำลังไพร่ที่อาจเรียกระดมได้อยู่ในเมือตน) มิใช่นายทาสใหญ่ ที่ร่ำรวยมั่งคั่งแต่เพียงในหมู่ญาติพี่น้องและเจ้านายทาสอื่นอีกต่อไป
หากอำนาจกษัตริย์อ่อนแอลงเมื่อใด
ก็อาจถูกขุนนางที่สั่งสมบารมีได้พอ โค่นล้มเอาได้ง่ายๆ
ปัญหาเหล่านี้ เป็นไปอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งถึงยุครัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ซึ่งขุนนางในตระกูลบุนนาคเป็นผู้คุมอำนาจและถ่ายเทผลประโยชน์ออกจากพระคลัง
ข้างที่ ในเวลานั้น
ระบอบศักดินาจึงต้องมีการปรับตัวครั้งใหญ่อีกครั้ง
โดยการปฏิรูประบบให้เป็นระบบข้าราชการ และปรับการหาผลประโยชน์
ที่เอื้อผลประโยชน์ต่อเจ้าภาษีนายอากร เป็นหอรัษฎากรพิพัฒน์
รัฐศักดินาเหล่านี้อาจไม่ยอมปรับตัวก็ได้
หากไม่เผชิญอำนาจใหม่ที่เหนือกว่าเข้ามารุกราน
เช่นประเทศญี่ปุ่นภายใต้การปกครองของตระกูล โตกุกาว่า
ปิดประเทศไม่ยอมติดต่อโลกภายนอกเป็นเวลา 400 ปี
จนกระทั่งนายพลเปอร์รี่แห่งสหรัฐนำเรือปืนมาจ่อที่เมืองเอโดะ
ซึ่งญี่ปุ่นเรียกว่าเรือดำ ทำให้ต้องเปิดประเทศ
และปรับเปลี่ยนระบอบศักดินาอย่างขนานใหญ่
11. วิธีการขูดรีด
- อากรค่านา นาคู่โค, นาฟางลอย
- อากรสวน
- อากรค่าน้ำ
- อากรสุรา
- อากรโสเภณี
- อากรฝิ่น
- อากรบ่อนเบี้ย
ที่น่าสนใจคือพิธีพิรุณศาสตร์
ให้อัญเชิญพระพุทธปฏิมาคันธารราษฎร์ออกประดิษฐานในที่มณฑล
ทำโรงพิธีสวดคาถาพระบาลีอธิษฐานขอฝน
มีการหล่อสร้างพระพุทธปฏิมาคันธารราษฎร์ขนาดสูง 33 เซนต์ขึ้น 80 องค์
ส่งไปไว้ตามจังหวัดหัวเมือง
เมื่อฝนแล้งก็จะได้ทำพิธีพิรุณศาสตร์ในท้องที่ได้ทันที
12. การขูดรีดยุคใหม่ หรือเรียกอย่างสุภาพขึ้นก็คือระบบการจัดสรรผลประโยชน์
(บททดลองนำเสนอ)
ทำไมเด็กสาวต้องไปโชว์เปลือยในแคมฟร็อก เด็กสาวอยากได้รับการยอมรับ
(แรงขับ) แต่เนื่องจากเด็กสาวไม่มีทรัพย์สินทางปัญญาสะสมอยู่ (จุดตั้งต้น)
เด็กสาวจึงต้องยอมทนอับอาย (ยอมถูกขูดรีด) แล้วไปโชว์แคมฟร็อก
เพื่อให้ได้รับการยอมรับ ถ้าเดก็สาวโชว์มาก / ถูกใจ /
และรูปร่างสวยอยู่แล้ว เด็กสาวก็จะได้รับการยอมรับจากสังคมมาก
(ถูกขูดรีดต้องอับอายและทำงานมาก + อดนอน)
ทรัพย์สินทางปัญญาน้อย จะถูกขูดรีดมาก, ผลงานน้อย ก็จะได้รับการยอมรับน้อย
เรียกได้ว่ากดคนให้เป็นทาสของเครือข่ายทางสังคมได้ไหม
(เงินจะเริ่มมีแรงจูงใจน้อยลงกว่า
การสร้างทรัพย์สินทางปัญญาและเครือข่ายทางสังคมมากขึ้นทุกที)
การขูดรีดเปลี่ยนจากระบอบทุนนิยม
ที่หญิงสาวจากต่างจังหวัดขายตัวในอาบอบนวดเพื่อแลกกับเงินเพียงอย่างเดียว
(กดคนให้เป็นทาสของเงิน)
เปลี่ยนเป็นการขูดรีดเพื่อให้ได้รับการยอมรับจากสังคม
หรือเครือข่ายที่เราเกี่ยวข้อง (คนอาจจะบอกว่าทำเพราะความพึงพอใจของตนเอง
แต่ก็ต้องถามลึกๆต่อไปว่า พึงพอใจนั้น พึงพอใจอะไร เพื่ออะไร —
เป็นการพักผ่อนของตนเองจริงหรือไม่ หรือแท้จริงแล้วเป็นเพราะอยากได้อะไร
และเกิดจากแรงขับด้านใด)
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------
นำมาจาก www.palawat.org

