โศลกยาว เรื่องข้ามพ้นหล่มปลัก กับดักวิกฤติการณ์
เขียนโดย admin เมื่อ 16 มีนาคม, 2007 - 14:13
tags:
สังคมไทยฉาบฉวย ไม่ชอบความลุ่มลึก ทำให้ตกไปในหลุมพรางบ่อยครั้ง
แต่ด้วยความยืดหยุ่น จึงสามารถเอาตัวรอด ผ่านพ้นวิกฤติได้เสมอมา
สังคมไทยยุคนี้ จะสามารถข้ามพ้นวิกฤติการณ์ที่เผชิญหน้าอยู่ได้หรือไม่? อย่างไร?
สังคมไทยกำลังอยู่บน ทางแยกสำคัญ เทียบเคียงได้กับเมื่อครั้งปี 2475
ทั้งอาจจะสำคัญกว่าเมื่อครั้งปี 2516 2535 2540
(การเปลี่ยนแปลงใหญ่ เกิดขึ้นทุก 75 ปี เริ่มตั้งแต่ 2325 2398 2475 2550)
ผองเพื่อนของเรา กำลังหวาดวิตกว่า เวลาแห่งการเช็คบิลมาถึงแล้ว
บุญเก่าที่สั่งสมมา กำลังจะหมดลง ความยืดหยุ่นของเราใช้ไม่ได้อีกต่อไป
สังคมไทยจะเป็นเช่นนั้น จริงหรือ ?
นี่คือเรื่องที่ต้องการนำเสนอ
ด้วยความไม่ลุ่มลึก คนไทยจึงโดนดูถูกปรามาสจากชาวต่างด้าวท้าวต่างแดน
แม้แต่คนเก่งของเรา ก็ดูถูกเผ่าพันธ์ของตน
แต่หากวิเคราะห์ให้ลึกซึ้ง จะเห็นภาพความขัดแย้ง
แม้นเราจะไม่ลุ่มลึก ทำให้เราติดเข้าไปในกับดักวิกฤติการณ์บ่อยครั้ง
แต่เนื่องจากเรายืดหยุ่น พร้อมจะปรับตัวเข้ากับสถานการณ์
ปรับตัวเข้ากับความจริงใหม่ ทำให้ความผิดพลาดบกพร่อง
ทั้งความใหลหลงอุดมการณ์เก่าๆ ได้รับการแก้ไขอย่างรวดเร็วด้วยเช่นกัน
สังคมไทยจึงเป็นสังคมปราบเซียน
เพราะภาพลวงตาของความไม่ลุ่มลึกเชิงความคิด
สามารถปลุกระดมได้ง่าย จนอัจฉริยะโฉดทั้งหลาย สามารถครองอำนาจได้อย่างง่ายดาย
โดยหารู้ไม่ว่า อำนาจที่ได้มาโดยง่าย ย่อมสูญเสียไปโดยง่ายเช่นกัน
เมื่อคนไทยค้นพบว่า อุดมการณ์ที่ผู้ยิ่งใหญ่ใส่เข้ามา ไม่เหมาะสมกับวิถีชีวิตของตนเองแล้ว
แม้ว่าปากอาจเออออเห็นด้วย แต่แท้จริงแล้ว กลับพาตัวออกห่างออกมา
แอบสนับสนุนแนวคิดใหม่ที่มีประสิทธิภาพกว่า
ผู้ยิ่งใหญ่ซึ่งนึกว่าคนไทยหลอกง่ายมาตลอด จึงไม่ทันเฉลียวใจในที่สุด
เมื่อฟางเส้นสุดท้ายแห่งการเปลี่ยนแปลงมาถึง ก็พบว่าสายเกินการ
2544 คะแนนเสียงที่เข้ามาอย่างถล่มทลาย ทำให้ท่านผู้นำกระหยิ่มยิ้มย่อง
นักวิชาการต่างประณาม หยามเหยียด
แต่มหาชนแซ่ซ้องสรรเสริญ มองท่านผู้นำเหมือนพระผู้ช่วยให้รอด
2549 ท่ามกลางเสียงดังกระหึ่ม “ท้ากษิณ…ออกไป”
ทำให้ท่านผู้นำตาสว่าง หลุดพ้นจากความมัวเมา
แต่สายเกินการเสียแล้ว นักวิชาการแอบสะใจเล็กน้อย
แต่อดกังขามิได้ว่า “มหาชนชาวไทย ทำไมจึงโง่จัง ต้องรอผ่านไป 5 ปี” จึงตาสว่าง
สุดท้าย ใครโง่ ใครฉลาด ฟ้าเท่านั้นที่รู้ ?
ในท่ามกลางความสิ้นหวังกับท่านผู้นำ
ประชาชนไทยยังจดจำได้ดี ถึงความพังทลายเมื่อปี 2540
ยังขุ่นเคืองกับความเลวร้ายและความผิดพลาดล้าหลังของพวกขุนนางข้าราชการ
จะให้ประชาชน ลืมความเสียหายที่พวกนี้สร้างไว้กับประเทศไทยได้อย่างไร?
บางทีการนำของท่านผู้นำและทรท. อาจมีภัยเลวร้ายแฝงอยู่ ดังเช่นนักวิชาการบอก
แต่วิกฤติ 2540 ซึ่งเพึ่งผ่านพ้นไป
ย่อมทำให้ประชาชนต้องการความเปลี่ยนแปลง ต้องการระบอบใหม่ที่มีประสิทธิภาพกว่า
หลายคนมองว่า ท่านผู้นำและทรท. ที่โกงพอประมาณ ทำงานพอสมควร
ยังคงมีประสิทธิภาพเหนือกว่ารัฐบาลชวนหลบภัย
ที่โกงเหมือนกัน แต่ไม่ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน
ในช่วงสมัยสอง เนื่องจากท่านผู้นำสามารถรวบอำนาจได้เบ็ดเสร็จ
โดยไม่ยอมแบ่งเค้กให้ใครอีกต่อไป
แป๊ะลิ้มแห่งบ้านพระอาทิตย์ จึงได้ตีฆ้องร้องป่าว ฟ้องประชาชน
แม้นประชาชนเริ่มพึงพอใจกับระบบใหม่ที่ดีกว่า
แต่เนื่องจากส่วนเกินลดน้อยลงจากสมัยแรก
ทั้งยังถูกดูดไปที่นายหญิงแห่งบ้านทรายทอง
ดังนั้น ไพร่ฟ้าหน้าใสของเรา จึงต้องเดินตามแป๊ะลิ้มแห่งบ้านพระอาทิตย์อย่างช่วยไม่ได้
ความใหลหลงในอุดมการณ์ทุนนิยมสามานย์แบบทักษิณจึงเริ่มเสื่อมคลาย
คนไทยจะกลับตัวได้ทัน ก่อนที่จะสายเกิน หรือไม่ ?
19 กันยายน 2549 ฟ้าดินพลิกผันชั่วข้ามคืน
ประชาชนคนไทยซึ่งยืดหยุ่น ถูกทำให้ตระหนักรู้อย่างรวดเร็ว
ว่าทักษิณโกงกิน ไม่คุ้มที่จะให้อยู่ต่อไป
ในที่สุด 19 ล้านเสียงที่เคยอ้าง ก็พร้อมจะเปลี่ยนข้าง ชั่วพริบตา
วาทกรรมในสังคมไทย และอารมณ์ของมวลชน
ได้ลื่นไหล ย้อนแย้ง สุดที่ผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหลายจะควบคุมได้อีกต่อไป
เพียงชั่วข้ามคืน ความรู้ ความเชื่อ ความชอบ ของคนในสังคม
กลับพลิกเปลี่ยนแบบถล่มทลาย
แม้นจะมีคนแอบรักทักษิณอยู่ แต่ก็พร้อมจะนิ่งเฉย
ไม่มีใครยอมพาตัวมาปกป้องทักษิณ โดยเสี่ยงกับราชภัยของ คมช.
ผ่านไป 5 เดือน กระแสสูงของ คมช. ได้ลดทอนลง
โดยบางคนถึงกลับกล่าวหา คมช. ว่าเลวร้ายกว่าทักษิณเสียอีก
ซึ่งเป็นคำกล่าวที่เกินเลยไป เพราะ คมช. เป็นตัวปรับฐานให้กับระบบทุนนิยม
ทำให้ คณะนายทุน ที่จะพุ่งทะยานเข้ามา ยึดครองอำนาจรัฐในอนาคต
จะต้องคำนึงถึงจริยธรรม ลดการคอร์รัปชั่น แบ่งปันผลประโยชน์ให้มวลชนเพิ่มขึ้น
เพราะมีการรัฐประหารของ คมช. เป็นตัวอย่างที่คอยเตือนใจ
ว่าหากเอาแต่ประโยชน์เข้าเฉพาะตนกับพรรคพวก ตนและคณะอาจโดนรัฐประหารได้อีก
การรักง่ายหน่ายเร็ว เพียง 5 เดือนก็ทิ้งขว้าง
สิ่งนี้สะท้อนอะไร ?
ในมุมหนึ่งก็สะท้อนว่า คนไทยไม่ลึกซึ้ง พร้อมจะตามกระแส
พร้อมจะเชื่อในอุดมการณ์ต่างๆแบบง่ายๆ
แต่ในอีกมุมหนึ่ง คนไทยก็พร้อมจะปรับตัวเข้ากับความจริงใหม่ เข้ากับสิ่งที่ดีกว่า
โดยไม่ลังเลยึดติดกับสิ่งที่ตนเคยเชื่อในอดีต แม้จะเพียงชั่วข้ามคืนก็ตามที
(ยามทักษิณถูกยึดอำนาจ มีการต่อต้านน้อยมาก)
อย่างไรก็ตาม สังคมไทยบางครั้ง ก็ไม่สามารถปรับตัวได้ทัน
จึงมีการเสียเลือดเนื้อบ้าง เช่นที่ได้เกิดขึ้นในปี 2516 2519 2535
แต่เราก็เสียเลือดเนื้อไม่มาก ถ้าเทียบกับ 1789 1860
เป็นเพราะเราปรับตัวได้ทันท่วงที ไม่ปล่อยให้ความเสียหายลุกลามใหญ่โต
ดังนั้น เมืองไทย จึงยังมีความหวัง
ถ้าหากมีใครสามารถเสนออุดมการณ์หรือความจริงใหม่ที่ดีกว่าให้กับคนไทย
และเมื่อวาทกรรมใหม่เริ่มติดตลาด คนไทยที่ชอบอยู่ข้างชนะ ก็จะเริ่มเข้ามาร่วม
เงินทองจะไหลมาสนับสนุนมากมาย
คนในกลุ่มอำนาจเก่าซึ่งตระหนักถึงวาระสุดท้ายของพวกตน
ก็จะเริ่มถอนตัว บางส่วนหันมาเกาะกลุ่มใหม่
การตีโต้ของอำนาจเก่า ก็ทำอย่างทุลักทุเล
เพราะมีคนหนุนช่วยกลุ่มใหม่มาก
ครั้นจะอ้าปากด่า ก็เถียงสู้ไม่ได้ เพราะความจริงเก่าของตนสู้เขาไม่ได้
หรือหากเถียงชนะ ก็ไม่ได้ช่วยอะไรมากมาย
เพราะคนไทยนั้นปากอย่าง ทำอย่าง
ปากบอกว่าสนับสนุนของเก่า คนเก่ายังดี
แต่กายและใจของตนเอง แอบเข้าร่วมกับกลุ่มใหม่
ที่มีความน่าจะเป็นในการชนะ (สังเกตได้จาก มวลชนที่เข้าร่วมกับสนธิ)
น่าเสียดายที่นักการเมือง ไม่รู้จักใช้ประโยชน์จากลักษณะพิเศษข้อนี้ของสังคมไทย
คมช. ยังยึดติดกับการตามล่าทักษิณกับพวก
โดยหารู้ไม่ว่า พวกนายทุนไทย เลิกสนับสนุนทักษิณ
เพราะยี่ห้อทักษิณนั้นเน่าไปเรียบร้อยแล้ว
ส่วน จาตุรนต์และพวกทรท. ก็พยายามจะรับมรดกการเมือง ๑๙ ล้านเสียงของทักษิณไว้
ทั้งๆที่ควรจะยกเลิกยี่ห้อทักษิณทิ้งไป และแสวงหาอุดมการณ์ใหม่ที่ดีกว่ามาทดแทน
โดย พวกเขาหารู้ไม่ว่า คนไทยลืมง่ายและพร้อมจะให้อภัย
ถ้าคนผู้นั้นกลับตัวและทำประโยชน์ให้ชาติ
(เช่นเดียวกับ สมาชิกพคท. เก่า ที่ได้รับโอกาสนั้น)
ด้วยการข้ามพ้นกับดักวิกฤติการณ์เกี่ยวกับทักษิณ
สังคมไทยย่อมถูกยกระดับสู่ขั้นใหม่
แต่หากยังยึดติดกับกับดักดั้งเดิม
คมช. กับ จาตุรนต์และทรท. อาจตกอยู่ในวังวนของความขัดแย้ง
ที่มีแต่จะทำลายทุกฝ่ายรวมทั้งสังคมไทย
คมช. จาตุรนต์ ควรต้องกล้าเล่นเกมของตนเอง ชิงเป็นฝ่ายรุกจับมือกัน
ดูตัวอย่าง กลุ่มพนักงานITV เป็นตัวอย่าง
การระดมกำลังของพวกเขาไม่สูญเปล่า
พวกเขากล้าประกาศจุดยืนว่า ITV ในอดีต อาจเผลอไผลรับใช้นักการเมืองไปบ้าง
แต่กลุ่มพนักงาน ITV ยุคใหม่ ไม่ทำเช่นนั้นแน่นอน
นี่คือ การข้ามพ้นหล่มปลัก กับดักวิกฤติการณ์
เพราะ มีแต่ทำเช่นนี้เท่านั้น จึงจะสามารถเกิดใหม่ ได้อย่างสวยงาม
หลายคนอาจประณาม กลุ่มพนักงาน ITV ที่ลื่นเป็นปลาไหล
หลีกเลี่ยงความรับผิดชอบจากการกระทำผิดในอดีต
แต่เชื่อว่า สังคมไทย พร้อมจะมองข้ามมัน
ตราบใดที่ กลุ่มพนักงาน ITV สามารถพิสูจน์ตนเองได้ว่า
ประโยชน์ใหม่ที่คนไทยจะได้รับ คุ้มค่ามากพอจากประโยชน์เก่าที่เสียไป
จากการที่ ITV เคยเอนเอียงแอบอิงนักการเมือง
แต่ กลุ่มพนักงาน ITV ไม่ควรหลงระเริงลืมตน
ต้องรีบปรับระบบโครงสร้างการดำเนินการของตน
ให้ตอบรับกับความคิดใหม่ อุดมการณ์ใหม่ ที่มีประสิทธิภาพต่อสังคม
ไม่เช่นนั้น จะซ้ำรอยท่านผู้นำในอดีตของตน
ซึ่งเสนอผลประโยชน์ต่อประชาชนที่มากกว่าผลประโยชน์ที่ต้องเสียไป
จากการซุกหุ้นของท่าน
แต่เมื่อมหาชนตัดสินใจซื้ออุดมการณ์นี้
ท่านผู้นำในระยะแรกเนื่องจากอยู่ในภาวะพึ่งรอดพ้นจากวิกฤติ
จิตใจจึงดีงามเร่าร้อน พร้อมจะทำเพื่อประชาชน
แต่นานวันเข้า เมื่อภาวะวิกฤติหมดสิ้น
“จิตใจเสียสละในภาวะสงครามความเป็นตาย” ย่อมหดหายไปด้วย
จึงแสวงหาผลประโยชน์มากขึ้น
ประโยชน์ที่เคยให้กับมวลชนอันไพศาลเริ่มหมดไป
ในที่สุด ท่านผู้นำ ก็ต้องจากไป
ถ้า กลุ่มพนักงานITV ได้เรียนวิชาประวัติศาสตร์มาบ้าง
เขาย่อมต้องใช้ “จิตใจเสียสละในภาวะเป็นตาย”
ให้เป็นประโยชน์ในการปรับปรุงสถานีสู่คุณภาพใหม่
และควรมองไกลถึงขั้นสร้างระบบเพื่อรองรับไว้
เพราะยามใดที่ใจคนสุขสบาย ไม่ถูกคุกคามจากภาวะเป็นตาย
ความเห็นแก่ตัวย่อมอยู่เหนือความเสียสละ
และเมื่อนั้นหายนะย่อมมาเยือน
เพราะประชาชนซึ่งเคยเป็นน้ำให้เรือแล่น กลับพังเรือที่ทำน้ำสกปรกเสีย
ดังได้ปรากฎให้เห็น มามากแล้วในประวัติศาสตร์
“ในวิกฤติมีโอกาส ในโอกาสมีวิกฤติ”
จุดยืนของ หมอเหวงและสมาพันธ์ฯ เป็นเพียงอุดมการณ์ที่ตายซาก
ขณะที่จุดยืนของนักข่าวที่เชิญหมอเหวงมานั้น เป็นจุดยืนของการเอาตัวรอด
เขาย่อมใช้หมอเหวงที่มีจุดประสงค์เดียวกัน แต่ต่างอุดมการณ์ให้เป็นประโยชน์
สังคมเรา ปากชื่นชมนักวิชาการ แต่ใจแอบว่าเขา
เรามักจะมองว่านักวิชาการดีแต่พูด ปฏิบัติไม่เป็น
ส่วนพวกเชียร์ก็จะบอกว่า เขาเป็นคนดี ซึ่งก็ไม่เกี่ยวกันเลย
ความดีอย่างเดียวอาจนำมาซึ่งความล้มเหลว อาจนำมาซึ่งเผด็จการ
ดูเหมือนว่า สิ่งที่นักวิชาการเกรงกลัวกัน กลับถูกต้อง
แต่มีคนพูดถึงกันน้อย คือ การเตือนถึงภัยท่านผู้นำ
ซึ่งตอนนั้นทุกคนต่างหัวเราะเยาะ ทุกคนมองข้ามหัวนักวิชาการ
แต่ 5 ปีที่ผ่านมาได้พิสูจน์ความจริง ให้สังคมไทยได้เห็นแล้ว
ดังนั้น การเข้ามาของ “ฉลองภพ” อาจถูกหลายคนปรามาสว่า
ยึดติดคัมภีร์ มองหาแต่ทฤษฎี ไม่เข้าใจระบบเศรษฐกิจที่เป็นจริง
แต่ประวัติศาสตร์ได้พิสูจน์ว่า
นายธนาคาร และพวกขุนนางข้าราชการ ทั้งหลาย
ก็ไม่ได้บริหารเศรษฐกิจได้ดีเด่ อะไร
ดังนั้น เรื่องนี้ จึงเป็น กับดักอีกเรื่อง ที่ต้องข้ามให้พ้น
พวกขุนนางข้าราชการ มีข้อดีคือ อยู่กับความเป็นจริง ยืดหยุ่น
แต่มีข้อเสียคือ พร้อมที่จะฉ้อฉล ปรับแต่งตัวเลข เพื่อให้เข้ากับความต้องการของตน
ขณะเดียวกัน นักวิชาการมักยึดมั่นในทฤษฎีมากเกินไป
แต่ก็ดีตรงที่ว่า มีความซื่อสัตย์ในการนำเสนอ
ไม่ปรับแต่งตัวเลขเพื่อเข้ากับความต้องการของตน
เราน่าจะให้โอกาสนักวิชาการได้แสดงฝีมือหรือไม่ ?
สุดท้าย เราไม่ควรมองสังคมไทยในแง่ร้าย
โดยไม่มีหลักฐานสนับสนุน หรือเป็นเพียงหลักฐานในแง่เดียว
โดยลืมมองอย่างรอบด้าน มองอย่างองค์รวม
ขณะเดียวกัน เราก็ไม่ควรมองสังคมไทยในแง่ดีเกินไป
โดยหลงละเมอกับความสำเร็จในการเอาตัวรอดในอดีต
(อาจารย์ยุค มักจะทำนายถึงวิกฤติอันเลวร้ายของระบบทุนนิยม ซึ่งมีหลักฐานสนับสนุนมากมาย แต่น่าเสียดายที่เป็นการมองอย่างแง่เดียว ไม่ได้พิจารณาถึงแง่ดีและการปรับตัวของระบบทุนนิยมโลก ขณะเดียวกัน นักเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก ที่มองโลกในแง่ดี ก็อาจทำผิดพลาดเช่นเดียวกับอาจารย์ยุค ดังนั้นสิ่งสำคัญที่สุด คือ พิจารณาปัจจัยต่างๆอย่างรอบด้าน เพื่อหาสัญญาณที่เชื่อถือได้ ในการบ่งบอกว่า วิกฤติจะมาถึงเมื่อใด โอกาสจะมาเยือนในวันใด)
สังคมไทย เป็นสังคมที่พร้อมเปลี่ยนแปลงเสมอ
หากมีผู้เสนออุดมการณ์ใหม่ ความจริงใหม่ที่มีความเป็นไปได้
มีผลประโยชน์ส่วนเกินที่เกิดจากประสิทธิภาพใหม่
คนส่วนใหญ่ไม่พร้อมเป็นผู้นำ แต่พร้อมเป็นผู้ตามที่ดี
โดยเฉพาะผู้ที่สามารถสร้างส่วนเกินใหม่ และมีแนวโน้มว่าจะเป็นผู้ชนะ
“หล่มปลักของวิกฤติการณ์เดิม ไม่ว่าจะดูยิ่งใหญ่เพียงใด
ย่อมล่มสลายลงอย่างง่ายดาย ภายใต้ความฉลาดแกมโกงของไพร่ฟ้าหน้าใส”
บททดลองนำเสนอ
แต่ด้วยความยืดหยุ่น จึงสามารถเอาตัวรอด ผ่านพ้นวิกฤติได้เสมอมา
สังคมไทยยุคนี้ จะสามารถข้ามพ้นวิกฤติการณ์ที่เผชิญหน้าอยู่ได้หรือไม่? อย่างไร?
สังคมไทยกำลังอยู่บน ทางแยกสำคัญ เทียบเคียงได้กับเมื่อครั้งปี 2475
ทั้งอาจจะสำคัญกว่าเมื่อครั้งปี 2516 2535 2540
(การเปลี่ยนแปลงใหญ่ เกิดขึ้นทุก 75 ปี เริ่มตั้งแต่ 2325 2398 2475 2550)
ผองเพื่อนของเรา กำลังหวาดวิตกว่า เวลาแห่งการเช็คบิลมาถึงแล้ว
บุญเก่าที่สั่งสมมา กำลังจะหมดลง ความยืดหยุ่นของเราใช้ไม่ได้อีกต่อไป
สังคมไทยจะเป็นเช่นนั้น จริงหรือ ?
นี่คือเรื่องที่ต้องการนำเสนอ
ด้วยความไม่ลุ่มลึก คนไทยจึงโดนดูถูกปรามาสจากชาวต่างด้าวท้าวต่างแดน
แม้แต่คนเก่งของเรา ก็ดูถูกเผ่าพันธ์ของตน
แต่หากวิเคราะห์ให้ลึกซึ้ง จะเห็นภาพความขัดแย้ง
แม้นเราจะไม่ลุ่มลึก ทำให้เราติดเข้าไปในกับดักวิกฤติการณ์บ่อยครั้ง
แต่เนื่องจากเรายืดหยุ่น พร้อมจะปรับตัวเข้ากับสถานการณ์
ปรับตัวเข้ากับความจริงใหม่ ทำให้ความผิดพลาดบกพร่อง
ทั้งความใหลหลงอุดมการณ์เก่าๆ ได้รับการแก้ไขอย่างรวดเร็วด้วยเช่นกัน
เพราะภาพลวงตาของความไม่ลุ่มลึกเชิงความคิด
สามารถปลุกระดมได้ง่าย จนอัจฉริยะโฉดทั้งหลาย สามารถครองอำนาจได้อย่างง่ายดาย
โดยหารู้ไม่ว่า อำนาจที่ได้มาโดยง่าย ย่อมสูญเสียไปโดยง่ายเช่นกัน
เมื่อคนไทยค้นพบว่า อุดมการณ์ที่ผู้ยิ่งใหญ่ใส่เข้ามา ไม่เหมาะสมกับวิถีชีวิตของตนเองแล้ว
แม้ว่าปากอาจเออออเห็นด้วย แต่แท้จริงแล้ว กลับพาตัวออกห่างออกมา
แอบสนับสนุนแนวคิดใหม่ที่มีประสิทธิภาพกว่า
ผู้ยิ่งใหญ่ซึ่งนึกว่าคนไทยหลอกง่ายมาตลอด จึงไม่ทันเฉลียวใจในที่สุด
เมื่อฟางเส้นสุดท้ายแห่งการเปลี่ยนแปลงมาถึง ก็พบว่าสายเกินการ
2544 คะแนนเสียงที่เข้ามาอย่างถล่มทลาย ทำให้ท่านผู้นำกระหยิ่มยิ้มย่อง
นักวิชาการต่างประณาม หยามเหยียด
แต่มหาชนแซ่ซ้องสรรเสริญ มองท่านผู้นำเหมือนพระผู้ช่วยให้รอด
2549 ท่ามกลางเสียงดังกระหึ่ม “ท้ากษิณ…ออกไป”
ทำให้ท่านผู้นำตาสว่าง หลุดพ้นจากความมัวเมา
แต่สายเกินการเสียแล้ว นักวิชาการแอบสะใจเล็กน้อย
แต่อดกังขามิได้ว่า “มหาชนชาวไทย ทำไมจึงโง่จัง ต้องรอผ่านไป 5 ปี” จึงตาสว่าง
สุดท้าย ใครโง่ ใครฉลาด ฟ้าเท่านั้นที่รู้ ?
ในท่ามกลางความสิ้นหวังกับท่านผู้นำ
ประชาชนไทยยังจดจำได้ดี ถึงความพังทลายเมื่อปี 2540
ยังขุ่นเคืองกับความเลวร้ายและความผิดพลาดล้าหลังของพวกขุนนางข้าราชการ
จะให้ประชาชน ลืมความเสียหายที่พวกนี้สร้างไว้กับประเทศไทยได้อย่างไร?
บางทีการนำของท่านผู้นำและทรท. อาจมีภัยเลวร้ายแฝงอยู่ ดังเช่นนักวิชาการบอก
แต่วิกฤติ 2540 ซึ่งเพึ่งผ่านพ้นไป
ย่อมทำให้ประชาชนต้องการความเปลี่ยนแปลง ต้องการระบอบใหม่ที่มีประสิทธิภาพกว่า
หลายคนมองว่า ท่านผู้นำและทรท. ที่โกงพอประมาณ ทำงานพอสมควร
ยังคงมีประสิทธิภาพเหนือกว่ารัฐบาลชวนหลบภัย
ที่โกงเหมือนกัน แต่ไม่ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน
ในช่วงสมัยสอง เนื่องจากท่านผู้นำสามารถรวบอำนาจได้เบ็ดเสร็จ
โดยไม่ยอมแบ่งเค้กให้ใครอีกต่อไป
แป๊ะลิ้มแห่งบ้านพระอาทิตย์ จึงได้ตีฆ้องร้องป่าว ฟ้องประชาชน
แม้นประชาชนเริ่มพึงพอใจกับระบบใหม่ที่ดีกว่า
แต่เนื่องจากส่วนเกินลดน้อยลงจากสมัยแรก
ทั้งยังถูกดูดไปที่นายหญิงแห่งบ้านทรายทอง
ดังนั้น ไพร่ฟ้าหน้าใสของเรา จึงต้องเดินตามแป๊ะลิ้มแห่งบ้านพระอาทิตย์อย่างช่วยไม่ได้
ความใหลหลงในอุดมการณ์ทุนนิยมสามานย์แบบทักษิณจึงเริ่มเสื่อมคลาย
คนไทยจะกลับตัวได้ทัน ก่อนที่จะสายเกิน หรือไม่ ?
19 กันยายน 2549 ฟ้าดินพลิกผันชั่วข้ามคืน
ประชาชนคนไทยซึ่งยืดหยุ่น ถูกทำให้ตระหนักรู้อย่างรวดเร็ว
ว่าทักษิณโกงกิน ไม่คุ้มที่จะให้อยู่ต่อไป
ในที่สุด 19 ล้านเสียงที่เคยอ้าง ก็พร้อมจะเปลี่ยนข้าง ชั่วพริบตา
วาทกรรมในสังคมไทย และอารมณ์ของมวลชน
ได้ลื่นไหล ย้อนแย้ง สุดที่ผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหลายจะควบคุมได้อีกต่อไป
เพียงชั่วข้ามคืน ความรู้ ความเชื่อ ความชอบ ของคนในสังคม
กลับพลิกเปลี่ยนแบบถล่มทลาย
แม้นจะมีคนแอบรักทักษิณอยู่ แต่ก็พร้อมจะนิ่งเฉย
ไม่มีใครยอมพาตัวมาปกป้องทักษิณ โดยเสี่ยงกับราชภัยของ คมช.
ผ่านไป 5 เดือน กระแสสูงของ คมช. ได้ลดทอนลง
โดยบางคนถึงกลับกล่าวหา คมช. ว่าเลวร้ายกว่าทักษิณเสียอีก
ซึ่งเป็นคำกล่าวที่เกินเลยไป เพราะ คมช. เป็นตัวปรับฐานให้กับระบบทุนนิยม
ทำให้ คณะนายทุน ที่จะพุ่งทะยานเข้ามา ยึดครองอำนาจรัฐในอนาคต
จะต้องคำนึงถึงจริยธรรม ลดการคอร์รัปชั่น แบ่งปันผลประโยชน์ให้มวลชนเพิ่มขึ้น
เพราะมีการรัฐประหารของ คมช. เป็นตัวอย่างที่คอยเตือนใจ
ว่าหากเอาแต่ประโยชน์เข้าเฉพาะตนกับพรรคพวก ตนและคณะอาจโดนรัฐประหารได้อีก
การรักง่ายหน่ายเร็ว เพียง 5 เดือนก็ทิ้งขว้าง
สิ่งนี้สะท้อนอะไร ?
ในมุมหนึ่งก็สะท้อนว่า คนไทยไม่ลึกซึ้ง พร้อมจะตามกระแส
พร้อมจะเชื่อในอุดมการณ์ต่างๆแบบง่ายๆ
แต่ในอีกมุมหนึ่ง คนไทยก็พร้อมจะปรับตัวเข้ากับความจริงใหม่ เข้ากับสิ่งที่ดีกว่า
โดยไม่ลังเลยึดติดกับสิ่งที่ตนเคยเชื่อในอดีต แม้จะเพียงชั่วข้ามคืนก็ตามที
(ยามทักษิณถูกยึดอำนาจ มีการต่อต้านน้อยมาก)
อย่างไรก็ตาม สังคมไทยบางครั้ง ก็ไม่สามารถปรับตัวได้ทัน
จึงมีการเสียเลือดเนื้อบ้าง เช่นที่ได้เกิดขึ้นในปี 2516 2519 2535
แต่เราก็เสียเลือดเนื้อไม่มาก ถ้าเทียบกับ 1789 1860
เป็นเพราะเราปรับตัวได้ทันท่วงที ไม่ปล่อยให้ความเสียหายลุกลามใหญ่โต
ดังนั้น เมืองไทย จึงยังมีความหวัง
ถ้าหากมีใครสามารถเสนออุดมการณ์หรือความจริงใหม่ที่ดีกว่าให้กับคนไทย
และเมื่อวาทกรรมใหม่เริ่มติดตลาด คนไทยที่ชอบอยู่ข้างชนะ ก็จะเริ่มเข้ามาร่วม
เงินทองจะไหลมาสนับสนุนมากมาย
คนในกลุ่มอำนาจเก่าซึ่งตระหนักถึงวาระสุดท้ายของพวกตน
ก็จะเริ่มถอนตัว บางส่วนหันมาเกาะกลุ่มใหม่
การตีโต้ของอำนาจเก่า ก็ทำอย่างทุลักทุเล
เพราะมีคนหนุนช่วยกลุ่มใหม่มาก
ครั้นจะอ้าปากด่า ก็เถียงสู้ไม่ได้ เพราะความจริงเก่าของตนสู้เขาไม่ได้
หรือหากเถียงชนะ ก็ไม่ได้ช่วยอะไรมากมาย
เพราะคนไทยนั้นปากอย่าง ทำอย่าง
ปากบอกว่าสนับสนุนของเก่า คนเก่ายังดี
แต่กายและใจของตนเอง แอบเข้าร่วมกับกลุ่มใหม่
ที่มีความน่าจะเป็นในการชนะ (สังเกตได้จาก มวลชนที่เข้าร่วมกับสนธิ)
น่าเสียดายที่นักการเมือง ไม่รู้จักใช้ประโยชน์จากลักษณะพิเศษข้อนี้ของสังคมไทย
คมช. ยังยึดติดกับการตามล่าทักษิณกับพวก
โดยหารู้ไม่ว่า พวกนายทุนไทย เลิกสนับสนุนทักษิณ
เพราะยี่ห้อทักษิณนั้นเน่าไปเรียบร้อยแล้ว
ส่วน จาตุรนต์และพวกทรท. ก็พยายามจะรับมรดกการเมือง ๑๙ ล้านเสียงของทักษิณไว้
ทั้งๆที่ควรจะยกเลิกยี่ห้อทักษิณทิ้งไป และแสวงหาอุดมการณ์ใหม่ที่ดีกว่ามาทดแทน
โดย พวกเขาหารู้ไม่ว่า คนไทยลืมง่ายและพร้อมจะให้อภัย
ถ้าคนผู้นั้นกลับตัวและทำประโยชน์ให้ชาติ
(เช่นเดียวกับ สมาชิกพคท. เก่า ที่ได้รับโอกาสนั้น)
ด้วยการข้ามพ้นกับดักวิกฤติการณ์เกี่ยวกับทักษิณ
สังคมไทยย่อมถูกยกระดับสู่ขั้นใหม่
แต่หากยังยึดติดกับกับดักดั้งเดิม
คมช. กับ จาตุรนต์และทรท. อาจตกอยู่ในวังวนของความขัดแย้ง
ที่มีแต่จะทำลายทุกฝ่ายรวมทั้งสังคมไทย
คมช. จาตุรนต์ ควรต้องกล้าเล่นเกมของตนเอง ชิงเป็นฝ่ายรุกจับมือกัน
ดูตัวอย่าง กลุ่มพนักงานITV เป็นตัวอย่าง
การระดมกำลังของพวกเขาไม่สูญเปล่า
พวกเขากล้าประกาศจุดยืนว่า ITV ในอดีต อาจเผลอไผลรับใช้นักการเมืองไปบ้าง
แต่กลุ่มพนักงาน ITV ยุคใหม่ ไม่ทำเช่นนั้นแน่นอน
นี่คือ การข้ามพ้นหล่มปลัก กับดักวิกฤติการณ์
เพราะ มีแต่ทำเช่นนี้เท่านั้น จึงจะสามารถเกิดใหม่ ได้อย่างสวยงาม
หลายคนอาจประณาม กลุ่มพนักงาน ITV ที่ลื่นเป็นปลาไหล
หลีกเลี่ยงความรับผิดชอบจากการกระทำผิดในอดีต
แต่เชื่อว่า สังคมไทย พร้อมจะมองข้ามมัน
ตราบใดที่ กลุ่มพนักงาน ITV สามารถพิสูจน์ตนเองได้ว่า
ประโยชน์ใหม่ที่คนไทยจะได้รับ คุ้มค่ามากพอจากประโยชน์เก่าที่เสียไป
จากการที่ ITV เคยเอนเอียงแอบอิงนักการเมือง
แต่ กลุ่มพนักงาน ITV ไม่ควรหลงระเริงลืมตน
ต้องรีบปรับระบบโครงสร้างการดำเนินการของตน
ให้ตอบรับกับความคิดใหม่ อุดมการณ์ใหม่ ที่มีประสิทธิภาพต่อสังคม
ไม่เช่นนั้น จะซ้ำรอยท่านผู้นำในอดีตของตน
ซึ่งเสนอผลประโยชน์ต่อประชาชนที่มากกว่าผลประโยชน์ที่ต้องเสียไป
จากการซุกหุ้นของท่าน
แต่เมื่อมหาชนตัดสินใจซื้ออุดมการณ์นี้
ท่านผู้นำในระยะแรกเนื่องจากอยู่ในภาวะพึ่งรอดพ้นจากวิกฤติ
จิตใจจึงดีงามเร่าร้อน พร้อมจะทำเพื่อประชาชน
แต่นานวันเข้า เมื่อภาวะวิกฤติหมดสิ้น
“จิตใจเสียสละในภาวะสงครามความเป็นตาย” ย่อมหดหายไปด้วย
จึงแสวงหาผลประโยชน์มากขึ้น
ประโยชน์ที่เคยให้กับมวลชนอันไพศาลเริ่มหมดไป
ในที่สุด ท่านผู้นำ ก็ต้องจากไป
ถ้า กลุ่มพนักงานITV ได้เรียนวิชาประวัติศาสตร์มาบ้าง
เขาย่อมต้องใช้ “จิตใจเสียสละในภาวะเป็นตาย”
ให้เป็นประโยชน์ในการปรับปรุงสถานีสู่คุณภาพใหม่
และควรมองไกลถึงขั้นสร้างระบบเพื่อรองรับไว้
เพราะยามใดที่ใจคนสุขสบาย ไม่ถูกคุกคามจากภาวะเป็นตาย
ความเห็นแก่ตัวย่อมอยู่เหนือความเสียสละ
และเมื่อนั้นหายนะย่อมมาเยือน
เพราะประชาชนซึ่งเคยเป็นน้ำให้เรือแล่น กลับพังเรือที่ทำน้ำสกปรกเสีย
ดังได้ปรากฎให้เห็น มามากแล้วในประวัติศาสตร์
“ในวิกฤติมีโอกาส ในโอกาสมีวิกฤติ”
จุดยืนของ หมอเหวงและสมาพันธ์ฯ เป็นเพียงอุดมการณ์ที่ตายซาก
ขณะที่จุดยืนของนักข่าวที่เชิญหมอเหวงมานั้น เป็นจุดยืนของการเอาตัวรอด
เขาย่อมใช้หมอเหวงที่มีจุดประสงค์เดียวกัน แต่ต่างอุดมการณ์ให้เป็นประโยชน์
สังคมเรา ปากชื่นชมนักวิชาการ แต่ใจแอบว่าเขา
เรามักจะมองว่านักวิชาการดีแต่พูด ปฏิบัติไม่เป็น
ส่วนพวกเชียร์ก็จะบอกว่า เขาเป็นคนดี ซึ่งก็ไม่เกี่ยวกันเลย
ความดีอย่างเดียวอาจนำมาซึ่งความล้มเหลว อาจนำมาซึ่งเผด็จการ
ดูเหมือนว่า สิ่งที่นักวิชาการเกรงกลัวกัน กลับถูกต้อง
แต่มีคนพูดถึงกันน้อย คือ การเตือนถึงภัยท่านผู้นำ
ซึ่งตอนนั้นทุกคนต่างหัวเราะเยาะ ทุกคนมองข้ามหัวนักวิชาการ
แต่ 5 ปีที่ผ่านมาได้พิสูจน์ความจริง ให้สังคมไทยได้เห็นแล้ว
ดังนั้น การเข้ามาของ “ฉลองภพ” อาจถูกหลายคนปรามาสว่า
ยึดติดคัมภีร์ มองหาแต่ทฤษฎี ไม่เข้าใจระบบเศรษฐกิจที่เป็นจริง
แต่ประวัติศาสตร์ได้พิสูจน์ว่า
นายธนาคาร และพวกขุนนางข้าราชการ ทั้งหลาย
ก็ไม่ได้บริหารเศรษฐกิจได้ดีเด่ อะไร
ดังนั้น เรื่องนี้ จึงเป็น กับดักอีกเรื่อง ที่ต้องข้ามให้พ้น
พวกขุนนางข้าราชการ มีข้อดีคือ อยู่กับความเป็นจริง ยืดหยุ่น
แต่มีข้อเสียคือ พร้อมที่จะฉ้อฉล ปรับแต่งตัวเลข เพื่อให้เข้ากับความต้องการของตน
ขณะเดียวกัน นักวิชาการมักยึดมั่นในทฤษฎีมากเกินไป
แต่ก็ดีตรงที่ว่า มีความซื่อสัตย์ในการนำเสนอ
ไม่ปรับแต่งตัวเลขเพื่อเข้ากับความต้องการของตน
เราน่าจะให้โอกาสนักวิชาการได้แสดงฝีมือหรือไม่ ?
สุดท้าย เราไม่ควรมองสังคมไทยในแง่ร้าย
โดยไม่มีหลักฐานสนับสนุน หรือเป็นเพียงหลักฐานในแง่เดียว
โดยลืมมองอย่างรอบด้าน มองอย่างองค์รวม
ขณะเดียวกัน เราก็ไม่ควรมองสังคมไทยในแง่ดีเกินไป
โดยหลงละเมอกับความสำเร็จในการเอาตัวรอดในอดีต
(อาจารย์ยุค มักจะทำนายถึงวิกฤติอันเลวร้ายของระบบทุนนิยม ซึ่งมีหลักฐานสนับสนุนมากมาย แต่น่าเสียดายที่เป็นการมองอย่างแง่เดียว ไม่ได้พิจารณาถึงแง่ดีและการปรับตัวของระบบทุนนิยมโลก ขณะเดียวกัน นักเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก ที่มองโลกในแง่ดี ก็อาจทำผิดพลาดเช่นเดียวกับอาจารย์ยุค ดังนั้นสิ่งสำคัญที่สุด คือ พิจารณาปัจจัยต่างๆอย่างรอบด้าน เพื่อหาสัญญาณที่เชื่อถือได้ ในการบ่งบอกว่า วิกฤติจะมาถึงเมื่อใด โอกาสจะมาเยือนในวันใด)
สังคมไทย เป็นสังคมที่พร้อมเปลี่ยนแปลงเสมอ
หากมีผู้เสนออุดมการณ์ใหม่ ความจริงใหม่ที่มีความเป็นไปได้
มีผลประโยชน์ส่วนเกินที่เกิดจากประสิทธิภาพใหม่
คนส่วนใหญ่ไม่พร้อมเป็นผู้นำ แต่พร้อมเป็นผู้ตามที่ดี
โดยเฉพาะผู้ที่สามารถสร้างส่วนเกินใหม่ และมีแนวโน้มว่าจะเป็นผู้ชนะ
“หล่มปลักของวิกฤติการณ์เดิม ไม่ว่าจะดูยิ่งใหญ่เพียงใด
ย่อมล่มสลายลงอย่างง่ายดาย ภายใต้ความฉลาดแกมโกงของไพร่ฟ้าหน้าใส”
บททดลองนำเสนอ
- จำแนกมิตร จำแนกศัตรู มองให้ออกว่า กลุ่มไหนเป็นศัตรู กลุ่มไหนเป็นมิตร ร่วมมือกับมิตร โจมตีศัตรู
- จัดทำแนวทางนโยบาย ที่เสนอประโยชน์ให้กลุ่มคนและชนชั้นต่างๆอย่างเหมาะสม เพื่อชักจูงให้คนเหล่านั้นเข้าร่วม หรืออย่างน้อยก็ไม่ขัดขวางการเปลี่ยนแปลง
- หาทางลง ให้กับกลุ่มอำนาจเก่า และชี้ให้เห็นว่า หากไม่ลงดีๆ ผลสุดท้ายอาจเลวร้ายสุดคาดคิด
- ลดอัตตาลง เปิดกว้างต่อผู้เข้าร่วม แสวงหาจุดร่วมสงวนจุดต่าง มองข้ามความบกพร่องบางประการ เพื่อรวมศูนย์กำลังทำลายพันธนาการที่ล้าหลังของสังคมไทย
- มองทุกอย่างรอบด้าน ไม่เผลอติดกับดักของการมองด้านเดียวเฉพาะส่วน
- ไม่รีบร้อนเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองเกินไป เพราะคนส่วนใหญ่อาจไม่ก้าวหน้าพอ ต้องคำนึงถึงภววิสัยด้วย
- ปลุกเร้าจิตใจให้คนเสียสละในภาวะวิกฤต จะเป็นหมากพิสดาร
ทำให้เกิดปาฏิหาริย์ที่ในภาวะปรกติทำไม่ได้ ที่สำคัญเมื่อได้อำนาจ ต้องรีบปรับปรุงระบบโครงสร้าง เพื่อป้องกันการล่มสลาย เมื่อจิตใจมวลชนสุขสบาย ความเสียสละอาจกลายเป็นความเห็นแก่ตัว
---------------------------------------------------------------------------------------------------------
นำมาจาก www.palawat.org

