ตุลาการวิบัติ
เมื่อเร็วๆนี้ ได้มีการเคลื่อนไหวผลักดันสิ่งที่เรียกว่า “ตุลาการภิวัฒน์” โดยมุ่งหมายให้ศาลและบรรดาผู้พิพากษา เข้าไปมีบทบาทมากขึ้น ในการแก้ไขปัญหา ความขัดแย้งและวิกฤติทางการเมืองในสังคมไทย
แต่การเมืองเป็นเรื่องของฝักฝ่าย เป็นเรื่องของความขัดแย้ง แตกต่าง
ของอุดมการณ์ แนวคิด แนวทางนโยบายและผลประโยชน์ของกลุ่มคน ในสังคม ไม่ใช่เรื่องถูกหรือผิด ไม่ใช่เรื่องชอบด้วยกฎหมาย หรือขัดกับ กฎหมาย ซึ่งอาจพิจารณาวินิจฉัยได้ตามพยานหลักฐาน และตัวบท กฎหมาย เช่นเดียวกับการพิจารณาพิพากษาคดี
การกระตุ้นและผลักดันให้ศาลใช้อำนาจตุลาการ เข้าข้างกลุ่มการเมือง ฝ่ายหนึ่ง ทำร้ายกลุ่มการเมืองอีกฝ่ายหนึ่ง จึงนอกจากเป็นการทำลาย หลักการความเป็นกลางทางการเมือง และหลักการอยู่นอกการเมือง ของผู้พิพากษาแล้ว ยังเป็นการทำลายความน่าเชื่อถือของสถาบัน ตุลาการ ในด้านความซื่อตรงต่อหน้าที่ของตนอีกด้วย
แม้การให้ผู้พิพากษาไปดำรงตำแหน่งในองค์กรตามรัฐธรรมนูญ เช่น กรรมการการเลือกตั้ง กรรมการปปช. กรรมการสรรหาวุฒิสมาชิก
กรรมการสรรหาผู้ดำรงตำแหน่งต่างในองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ฯลฯ
ก็น่าคิดว่า เป็นสิ่งที่ถูกต้องหรือไม่
สังคมไทยคาดหวังจากผู้พิพากษามากเกินไปหรือไม่
เพราะยิ่งเป็น ตำแหน่งที่มีอำนาจมากเท่าใด
ก็อาจถูกวิ่งเต้นมากเท่านั้น
ก็อาจมีมลทินมากเท่านั้น
และก็อาจมีโอกาสเกิดเรื่องเสื่อมเสียมากขึ้นด้วย
การได้มาซึ่งตำแหน่งดังกล่าว ยังอาจถูกกล่าวหาว่าได้มาเพราะเป็น อภิสิทธิชน นี่ยังไม่นับว่า การใช้อำนาจในตำแหน่งดังกล่าว ย่อมต้องมีกลุ่มการเมือง ที่ได้รับผลร้าย ไม่พอใจ อาจสร้างเรื่องโจมตี สาดโคลนเข้าใส่ผู้พิพากษาได้สารพัด
ปกติ แม้การที่ผู้พิพากษา ไปดำรงตำแหน่งในบริษัทเอกชนหรือรัฐวิสาหกิจ
ซึ่งต้องขออนุญาตจากคณะกรรมการตุลาการของแต่ละศาล
โดยมีระเบียบและหลักปฏิบัติทั่วไปว่า จะไม่อนุญาต
เว้นแต่เป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง เพี่อประโยชน์ของประเทศ
และการไปทำหน้าที่นั้น จะต้องไม่เป็นงานที่หมิ่นเหม่ต่อ
การเสื่อมเสียเกียรติศักดิ์ของผู้พิพากษา
เมื่อเปรียบเทียบการไปดำรงตำแหน่งในองค์กรตามรัฐธรรมนูญ
กับการไปดำรงตำแหน่งในบริษัทเอกชนหรือรัฐวิสาหกิจ
ก็จะเห็นได้ว่า อย่างแรกมีความเสี่ยงมากกว่า
มีความหมิ่นแหม่ที่จะเสื่อมเสียได้มากกว่า
ผู้เกี่ยวข้องจึงควรทบทวนว่า การให้ผู้พิพากษาไปดำรงตำแหน่ง
ในองค์กรตามรัฐธรรมนูญนั้น อาจกลายเป็นการทำให้
ตุลาการได้รับความวิบัติหรือไม่
ทั้งผู้พิพากษาเอง ก็ควรพิจาณาทางได้ ทางเสียให้ดีว่า
การนำตัวเองเข้าไปในเขตพื้นที่อันตรายเช่นนั้น จะคุ้มค่าหรือไม่ด้วย


ศรศิลป์
ใดๆ ในโลก ล้วนแต่มีราคาที่ต้องจ่าย
คนทั้งปวงในวงการตุลาการไทยคิดว่า
"ราคาค่าตอบแทน" ที่จะต้องชำระคืนในอนาคตนั้น
พวกท่านจะรับไว้ไหวหรือไม่?
ควรที่จะได้ชั่งใจไว้ให้จงดี!
หากเห็นร่วมกันว่าราคาค่าตอบแทนที่ต้องชำระในอนาคตนั้นหนักหนาสาหัส
และอาจพลิกเปลี่ยนโฉมหน้าวงการตุลาการไทยไปตลอดกาล
ก็สมควรที่พวกท่านจะระดมกำลังกันออกมา "รั้งม้าริมขอบเหว"
ก่อนที่สถาบันสำคัญซึ่งเป็นอีก "เสาหลัก" หนึ่งของชาติ
จะลื่นไถลสู่ "ความเสี่ยงครั้งใหญ่"
ซึ่งพวกท่านล้วนไม่อาจปัดพ้นความรับผิดชอบร่วมกันได้