พรบ. ความมั่นคงภายใน ประชาธิปไตย และบทเรียนจากมาเลเซีย
เปรม หนึ่งในผู้ก่อตั้ง มาเลเชียคีนี่ ซึ่งเป็น Online Citizen Journalism Social Enterprise ที่ประสบผลสำเร็จที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และเป็นต้นแบบ สำหรับสื่อภาคประชาชนออนไลน์อย่างประชาไท
เปรม ได้ให้ความเห็น เกี่ยวกับความพยายามของรัฐบาลไทย ในการที่จะเลียนแบบมาเลเซีย ในการจัดการปัญหาการก่อการร้ายและความมั่นคงในประเทศ ด้วยการออก พรบ. ความมั่นคงภายใน หรือที่เรียกสั้นๆ แต่แปลเหมือนของไทยตรงๆ ในมาเลเซียว่า ISA (Internal Security Act)
รูปของ Premesh Chandran (เปรม) หนึ่งในผู้ก่อตั้งมาเลเซียคีนี
เปรมให้ความเห็นว่า ISA ไม่น่าจะเป็นทางออกที่ดีในการแก้ปัญหาที่ซับซ้อนเช่นภาคใต้ เพราะคนในพื้นที่ต้องการให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคำนึงถึงความแตกต่างทางศาสนาและวิถีชีวิตของพวกเขา เครพในสิทธิมนุษยชนมากขึ้น
แต่การใช้ พรบ. ความมั่นคงภายใน ในการจัดการปัญหา เช่นการจับผู้ต้องสงสัยแล้วกักขังโดยไม่ให้สิทธิต่างๆ ซึ่งแม้แต่ ผู้กระทำความผิดในลักษณะอื่นๆยังได้รับสิทธิในการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนนั้น ย่อมทำให้ปัญหารุนแรงขึ้นแทนที่จะบรรเทาลง เปรมกล่าวว่า ISA ของประเทศมาเลเซียนั้นเกิดขึ้นและมีมาในลักษณะต่างๆ ตั้งแต่สมัยอาณานิคมของอังกฤษแล้ว ซึ่งในช่วงนั้นก็ใช้ในการจัดการกับพวกสู้เพื่ออิสระภาพ ต่อมาจึงใช้กับพวกหัวรุนแรงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นคอมมิวนิสต์ หรือพวกคลั่งศาสนา ซึ่งแม้จะดูมีประสิทธิภาพและมีขอบเขต แต่ในประวัติศาสตร์ของมาเลเซียนั้นแสดงให้เห็นว่าขอบเขตการใช้ ISA หรือ พรบ. ความมั่นคงภายใน นั้นขยายเพิ่มขึ้นตลอดเวลา กล่าวคือในปัจจุบันกลายเป็นการใช้กฏหมายเพื่อริดรอนสิทธิและควบคุมในการมีความเห็นที่แตกต่างของประชาชนกลุ่มต่างๆ ที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลไปในที่สุด ซึ่งเมื่อต้องสงสัยว่าอาจเป็นภัยต่อความมั่นคงภายในแล้ว ย่อมสามารถที่จะจัดการในรูปแบบต่างๆ เช่นการดักฟัง การติดตาม และการนำเข้ากักขังได้โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการยุติธรรมแต่อย่างใด และสามารถที่จะต่ออายุการกักขังได้เรื่อยๆไม่มีกำหนด ซึ่งย่อมไม่แตกต่างกับระบอบเผด็จการเช่นในยุคสตาลินเท่าใดนัก เพียงแต่ทำได้อย่างแนบเนียนขึ้นการใช้ ISA ในประเทศมาเลเซียนั้นได้ขยายขอบเขตการใช้กับทุกกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มนักวิชาการ นักเคลื่อนไหว องค์กรภาคประชาสังคม และกลุ่มนักข่าวภาคประชาชน ทำให้ผู้ที่มีความเห็นทางการเมืองที่แตกต่างกับรัฐบาลนั้นอยู่ในความกลัว ไม่กล้าที่จะทำอะไรอย่างโจ่งแจ้งนัก
แม้ในช่วงแรกๆของการใช้ ISA ในมาเลเซียนั้น ผู้ต้องสงสัยสามารถที่จะเรียกร้องให้ศาลไต่สวนว่าการใช้กระบวนการ ISA นั้นเป็นไปอย่างถูกต้องมีเหตุผลหรือไม่ แต่ต่อมากระบวนการตรวจสอบดังกล่าวได้ ค่อยๆถูกยกเลิกไปในที่สุด จึงเป็นบทเรียนที่สำคัญสำหรับประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะในประเด็นที่ว่าแม้จะมีกลไกการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ แต่หากยอมให้มีการริดรอนสิทธิอย่างเป็นระบบผ่าน พรบ. ความมั่นคงภายในแล้ว ในทีสุดรัฐก็จะค่อยๆขยายขอบเขตการใช้อำนาจที่จะจัดการกลุ่มต่างๆที่ไม่ใช่ผู้ก่อการร้ายโดยตรง ไปยังผู้มีความเห็นแตกแยกในประเด็นต่างๆ ซึ่งในประเทศไทยนั้นมีหลายประเด็นซึ่งเป็นประเด็นที่พูดไม่ได้ ให้ความเห็นไม่ได้ พรบ. ความมั่นคงภายในย่อมจะเป็นการทำให้สถานการณ์แย่ลงในประเด็นเหล่านั้น และกระบวนการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐก็จะทำได้ยากขึ้นเรื่อยๆจนไม่สามารถทำได้โดยประชาชนทั่วไปในที่สุด ประชาธิปไตยย่อมจะกลายเป็นเครื่องมือของผู้มีอำนาจในที่สุดเปรมให้ข้อคิดไว้ว่าประเทศประชาธิปไตยที่มีสุขภาวะทางการเมืองการปกครองที่ดี ย่อมไม่ริดรอนสิทธิพลเมืองของตนเองอย่างเป็นระบบผ่านกลไกเช่น ISA เพราะประชาธิปไตยจำเป็นที่จะต้องมีความเห็นที่แตกต่าง มีการร่วมมือ ถกเถียง เพื่อให้อนาคตเป็นไปอย่างมีส่วนร่วมของสมาชิกที่หลากหลายในสังคม วันที่ผมคุยกับเปรม เป็นวันก่อนวันชาติมาเลเซีย และสิ่งที่ทำให้ผมตกใจก็คือคำพูดของรองนายกรัฐมนตรีมาเลเซียที่ขึ้นหน้าหนึ่งว่า “คุณสามารถพูดให้ความเห็นได้ แต่ต้องพูดอย่างฉลาด” (Speak up, but wisely) ซึ่งแสดงถึงสังคมที่การริดสอนสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชนกลายเป็นเรื่องธรรมดา และมีผู้ใหญ่ในประเทศออกมาเตือนประชาชนในลักษณะดังกล่าวเรื่อยๆ ผมได้แต่หวังว่าประเทศไทยคงไม่กลายเป็นเช่นนี้สักวันในอนาคต หากช่วยกันยับยั้ง พรบ.ความมั่นคงภายใน เอาไว้ได้
นำมาจาก www.palawat.com

