สื่อสาธารณะสร้างสังคมคุณภาพ
สื่อสาธารณะแบบบีบีซี มีประวัติที่ยาวนานและประสบความสำเร็จตามความมุ่งหมายและวัตถุประสงค์ ของการก่อตั้ง
ทุกวันนี้ บีบีซีมิใช่เป็นแค่สถานีข่าว แต่เป็นสถาบันทางวัฒนธรรม เป็นแหล่งเพาะนักเขียนศิลปิน รุ่นใหม่ เป็นห้องเรียนทางอากาศ เป็นพิพิธภัณต์เก็บสมบัติของชาติ เป็นศูนย์รวมจิตใจของประชาชน เวลาเกิดวิกฤติคับขันเมื่อเกิดภัยคุกคามต่อความปลอดภัยของสาธารณะ เป็นเวทีกลางของการถกเถียง โต้แย้งทางความคิดที่หลากหลาย ป้อนข้อมูลที่ถูกต้อง แท้จริง สมดุลให้แก่ประชาชน เป็นผู้ผลิตและ ส่งออกสินค้าทางปัญญา-วัฒนธรรม กระตุ้นให้ตื่นตัวต่อสภาวะแวดล้อม และบทบาทล่าสุด เป็นหัวรถจักร ฉุดลากสังคมอังกฤษให้เข้าสู่ยุคเทคโนโยยี่ดิจิทัล ที่กำลังปฎิวัติ ระบบการสื่อสารไปทั่วโลก
ขณะนี้ มีการชี้นำให้เกิดความเข้าใจผิดในสังคมไทย ที่ว่าสื่อสาธารณะเป็นสิ่งล้าสมัย ไม่เหมาะสมกับ สังคมไทยและในต่างประเทศกำลังจะเลิกกันไป แท้ที่จริงแล้ว หลายๆ ประเทศพยายามที่จะหาวิธีก่อตั้ง สื่อสาธารณะในรูปแบบต่างๆกัน แต่สื่อสาธารณะที่ประสบความสำเร็จ มีพลังสร้างความเปลี่ยนแปลง (Impact) เป็นที่ยอมรับกันไปทั่วโลก คือบีบีซีของอังกฤษ
ขนาดรัฐบาลอังกฤษเอง ซึ่งบางครั้งบางคราวมีเรื่องขัดแย้งกับบีบีซี ก็ยังยอมรับว่าบีบีซีเป็น the best of British brand เป็นความภูมิใจของประเทศ รัฐบาลอังกฤษชุดไหนประกาศว่าจะล้มเลิกบีบีซี หรือขายให้เอกชน มีหวังแพ้เลือกตั้ง ผู้ที่คัดค้านความพยายามที่จะก่อตั้งสื่อสาธารณะในประเทศไทย ก็คงค้านไปด้วยความไม่รู้จริง เพราะแนวคิดสื่อสาธารณะเป็นสิ่งแปลกใหม่ในสังคมไทย
“ทีวีอะไรหรือ ไม่มีโฆษณา ไม่หากำไร”
แต่ก็มีผู้คนจำนวนมากในสังคมไทย ขณะนี้ที่ได้เคยลิ้มรสได้รับประโยชน์จากสื่อสาธารณะแบบบีบีซี หรือบางท่านที่เคยใช้ชีวิตในอังกฤษ ต่างก็โหยหา อยากให้สังคมไทยได้มีสถาบันสื่อที่ซื่อตรงต่อ จรรยาบรรณ เสริมสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ระบบประชาธิปไตย เป็นสถาบันวัฒนธรรม เพาะเลี้ยง พลังสร้างสรรค์และป้อนอาหารสมองคุณภาพให้แก่ประชาชน
ผู้ก่อตั้งและผู้บริหารระดับสูงของบีบีซี ในยุคแรกเริ่ม มีความเชี่อมั่นว่า กิจการสื่อวิทยุและโทรทัศน์ มีพลังสร้างสรรค์ที่จะทำให้โลกเราน่าอยู่มากขึ้น การมีส่วนร่วมสนับสนุนทั้งทางตรงและทางอ้อมของ สาธารณะชน จะทำให้สื่อวิทยุและโทรทัศน์นั้น ต้องยึดถือผลประโยชน์ของสาธารณะเป็นธงนำ ซึ่งจะ แตกต่างไปจากแนวคิดและวัตถุประสงค์ของสื่อที่เป็นของรัฐ(บาล) อันมีหน้าที่ต้องสนองนโยบาย รัฐ(บาล) ซึ่งประวัติที่ผ่านๆมาก็เห็นอยู่ว่า มักจะตกเป็นเครื่องมือนักการเมืองฉกฉวยใช้ประโยชน์ส่วนตน
หรือสื่อเอกชนที่บางท่านเรียกว่า สื่อเสรีคือไม่จำเป็นต้องอยู่ภายใต้อำนาจ ของนักการเมือง แต่ก็มี ภาระหน้าที่ต้องหากำไรให้แก่เจ้าของกิจการ หรือ ผู้ถือหุ้น(ซึ่งประวัติที่ผ่านมานักการ เมืองก็เข้าไป ถือหุ้น) สื่อเสรีแบบนี้ บางครั้งก็หาประโยชน์จากผู้บริโภค ไม่ได้ปกป้องผลประโยชน์ของสาธารณะ โดยเฉพาะสื่อเอกชนขนาดใหญ่มีอิทธิพลมากๆ ก็ใช้อิทธิพลของตนกดดัน นโยบายรัฐบาลให้ประโยชน์ แก่ธุรกิจของตนเอง ยกตัวอย่างเช่น สื่อยักษ์ใหญ่ของนายรูเปิร์ต เมอร์ด็อก เป็นต้น
ทำอย่างไรหรือจึงจะเรียกว่าเป็นสื่อสาธารณะแบบบีบีซี สื่อสาธารณะที่ดี จะต้องมุ่งรับใช้ผู้ชมผู้ฟัง โดยไม่มองพวกเขาว่า เป็นลูกค้า หรือผู้บริโภค แต่มองว่าเป็นสมาชิกของสังคมที่ควรได้รับบริการ ที่มีคุณภาพ บริการดังกล่าวมีอยู่สามอย่างเป็นหลักใหญ่ๆ คือ
หนึ่ง ให้ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องแท้จริงและเป็นธรรม
สอง ให้ความรู้การศึกษา และ
สาม ให้สาระบันเทิงที่มีคุณภาพและมีรสนิยม (taste and decency)
เป็นสิ่งที่น่ายินดีที่ รัฐบาลพลเอกสุรยุทธิ์กำหนดเป็นนโยบายชัดเจน และ พยายามผลักดันสื่อสาธารณะ ให้เกิดขึ้นก่อนก้าวลงจากอำนาจ องค์การสื่อสาธารณะที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ หากประสบความสำเร็จตามที่ ตั้งใจไว้ ก็จะ กลายเป็นมรดกในทางบวก ที่เกิดขึ้นจากการยึดอำนาจด้วยการใช้กำลัง เมื่อปลายปีที่แล้ว และมรดกชิ้นนี้ จะกลายเป็นหัวจักรรถไฟที่นำพาสังคมไทยไปสู่ความไพบูลย์ สร้างสรรค์สังคม ประชาธิปไตย รู้เท่าเทียมกัน(an informed democracy)
เมื่อปลายปีที่แล้ว คุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และนายปราโมช รัฐวินิจ อธิบดีกระประชาสัมพันธ์ ได้เป็นแขกรับเชิญของบีบีซี ที่ลอนดอน เข้ารับฟังการบรรยายสรุปจาก เจ้าหน้าที่ระดับสูง เกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของบีบีซี หลักการคุ้มครองทางกฎหมาย วิธีการแสวงหา เงินทุน วิธีการคัดเลือกผู้บริหาร การกำกับดูและการตรวจสอบ มีการสอบถามไล่เลียงกับเจ้าหน้าที่ของ บีบีซี ขนาดลงรายละเอียดกันถึงขั้นปฎิบัติในบางประเด็นด้วย เพื่อเปรียบเทียบความเป็นไปได้ ที่สร้างสถาบันแบบบีบีซืในประเทศไทย
อย่างไรก็ตาม ก็ต้องยอมรับกันว่าบางเรื่องบางประเด็นก็อยู่ในบริบทและวัฒนธรรม แบบอังกฤษซึ่ง แตกต่างจากบริบทและความรู้สึกนึกคิดในประเทศไทย แต่หลักการใหญ่ๆของสื่อสาธารณะ ถ้าหากเข้าใจ ถ่องแท้ ก็ไม่ยากนักที่จะดัดแปลงตกแต่ง เอาไปใช้ให้เป็นประโยชน์ ซึ่งทางบีบีซีก็ไม่เคยหวงห้าม
หลักการที่สื่อสาธารณะ ต้องถือเป็นภาระหน้าที่สร้างสรรค์เป็นค่านิยมทาง บวกให้เกิดขึ้นในสังคม ได้แก่
* ค่านิยมประชาธิปไตย - สื่อสาธารณะจะต้องสนับสนุนพัฒนาสังคม ให้เป็นประชาธิปไตย ให้บริการ ข่าวสารการบ้านการเมืองที่เที่ยงตรง ลุ่มลึกรอบด้าน หลากหลาย สมดุล กระตุ้นให้มีการโต้เถียงอย่างมี วุฒิภาวะ ในหมู่กลุ่มความคิดที่แตกต่างกัน เพื่อให้ประชาชนได้ข้อมูลมากเพียงพอ ที่จะประเมินและสรุป ตัดสินใจอย่างสมเหตุสมผล เพราะการตัดสินใจหรือบทสรุปของเขานั้นอาจจะมีผล กระทบต่อส่วนรวม หรือชุมชนรอบตัวด้วย
* ค่านิยมทางวัฒนธรรมและพลังสร้างสรรค์ - สื่อสาธารณะจะต้องเสริมสร้าง และกระตุ้นให้ ประชาชนชื่นชอบรักษามรดกทางวัฒนธรรมของประเทศ สร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ยกระดับความรู้สึกที่ดีๆ (uplifting) ให้กับผู้ชมผู้ฟัง กล้าเสี่ยงที่จะสร้างสรรค์รายการที่แหวกแนวคิดใหม่ (ground breaking) เป็นแหล่งเพาะเลี้ยงศิลปินรุ่นใหม่ๆทดแทนรุ่นเก่าที่ถดถอยไป เก็บรักษามรดกทางวัฒนธรรมของชาติ ให้คนรุ่นหลังได้มีโอกาสชี่นชมและภาคภูมิใจ
* ค่านิยมทางปัญญาและการศึกษา - สื่อสาธารณะจะต้องสนับสนุน ให้บริการ ด้านการศึกษาทั้งใน ระบบ(ตามหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการ ทุกระดับอายุ) และนอกระบบสำหรับผู้พ้นวัยเรียน หรือ ผู้ด้อยโอกาสหรือผู้พิการ สื่อสาธารณะจะต้องเสริมสร้างสังคมที่ตื่นตัวในการเรียนรู้ และเปิดโอกาสฝึกฝน ให้ผู้ที่ต้องการสร้างทักษะให้แก่ตนเอง เพื่อความก้าวหน้าใน ชีวิตการงาน
* ค่านิยมทางสังคมรอบตัวและชุมชน - สื่อสาธารณะจะต้องสร้างความ เข้าใจในหมู่คนต่างๆของ สังคม ที่อาจจะมีทั้งจุดร่วมและความแตกต่างหลากหลาย โดยใช้พื้นฐานความเข้าใจ ความอดกลั้น ผูกโยงความคิด ที่แตกต่างให้หันหน้าเข้าหากันเพื่อสร้างความกลมเกลียว สื่อสาธารณะ จะต้องเสริมสร้าง สปิริตชุมชนให้ตระหนักถึงภาวะแวดล้อมและภัย ที่อาจจะสร้างความเสียหายต่อชุมชนรอบตัว
การที่จะสร้างค่านิยมเหล่านี้ให้สำเร็จ องค์กรสื่อสาธารณะที่จะก่อตั้งขึ้นจะต้องมีความเข้มแข็ง มีระบบการบริหารที่เป็นเอกภาพและเป็นอิสระ ปลอดจากอิทธิพลทางการเมืองและธุรกิจ มีแหล่งเงินทุนจากสาธารณะ ทำให้เกิดความสำนึกที่จะรักษาผลประโยชน์ของสาธารณะ มีการกำหนดกรอบจรรยาบรรณของตนเอง มีทีมงานที่มีฝีมือและจินตนาการสูง และ ชี่อตรงต่อวิชาชีพ
การออกกฎหมายตราพระราชบัญญัติก่อตั้ง แม้จะตั้งเป้าหมายไว้สูงส่ง อย่างไร แต่หากว่าผู้บริหาร และทีมงานไม่มี จิตวิญญาณรับใช้สาธารณะ (public service spirit) ภาระกิจการสร้างสังคมคุณภาพ ก็จะล้มเหลว
(ผู้เขียนเป็นอดีตเจ้าหน้าที่ของบีบีซีภาคบริการโลกที่ลอนดอน)

