นโยบายเศรษฐกิจส่วนรวม (macroeconomic policy management) ของจีน ถูกต้องอย่างไร ?
เศรษฐกิจของประเทศจีนขยายตัวในอัตราที่สูง ตัวเลขของรายได้ประชาชาติขยายตัวประมาณ 10-11 เปอร์เซ็นต์ ติดต่อกันมาเป็นเวลา เกือบ 10 ปีแล้ว การขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศจีนนั้น ขยายตัวพร้อมๆ กับการมีเสถียรภาพที่มั่นคง ทั้งในด้านการค้าระหว่าง ประเทศและเสถียรภาพทางด้านราคา
กล่าวคือจีนมีอัตราเงินเฟ้อต่ำมาก หรือแทบจะไม่มีเงินเฟ้อเลย ทุนสำรองระหว่างประเทศของจีน เพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็น ประเทศที่มีทุนสำรองระหว่างประเทศสูงที่สุดในโลก สูงกว่าญี่ปุ่นและเยอรมนีไปเรียบร้อยแล้ว ที่เป็นเช่นนี้ ก็เพราะจีนสามารถส่งออก สินค้าและบริการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนสามารถมีดุลการค้า และดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลมาโดยตลอด
มีคำถามมากมายว่าทำไมเศรษฐกิจของจีนจึงสามารถขยายตัวในอัตราที่สูงได้เป็นเวลายาวนาน ทำไมทุนสำรองของจีนที่เพิ่มขึ้น อย่างรวดเร็วโดยค่าเงินหยวนของจีนไม่แข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วแบบเดียวกับประเทศไทย และขณะเดียวกันก็ไม่ได้ เกิดเงินเฟ้อจาก ปริมาณเงินที่ไหลเข้าในประเทศ ทั้งๆ ที่ธนาคารประชาชนแห่งประเทศจีน หรือธนาคารกลางของจีน กดอัตราดอกเบี้ยใน ประเทศไว้ใน อัตราที่ต่ำ และขณะเดียวกันทำไมเศรษฐกิจจีน จึงไม่เป็นฟองสบู่
การบริหารนโยบายเศรษฐกิจส่วนรวม (macroeconomic policy management) ของจีน ได้รับการยอมรับว่าสามารถ ทำได้ดีกว่า ประเทศใดในโลก ไม่ว่ากองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF รัฐบาลอเมริกา รัฐบาลสหภาพยุโรปจะวิพากษ์วิจารณ์อย่างไร สำนักงานวางแผนส่วนกลางแห่งชาติ กระทรวงการคลัง และธนาคารกลางของจีนก็ยังคงมีความคิดเป็นอิสระ สามารถดำเนินนโยบาย เศรษฐกิจอย่างเป็นตัวของตัวเองมาได้ตลอด และพิสูจน์แล้วว่าเป็นนโยบายที่ถูกต้อง
ลองมาดูว่าจีนดำเนินนโยบายเศรษฐกิจส่วนรวมอย่างไรจึงประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่
ประการแรก จีนใช้ประโยชน์จากการมีแรงงานที่สามารถฝึกฝนได้ง่าย จากวัฒนธรรมดั้งเดิมที่ชอบค้าขาย ทำมาหากินที่มีจำนวน มหาศาลผลิตสินค้าราคาถูก ขณะเดียวกันก็เร่งปรับคุณภาพและวิทยาการการผลิต หรือเทคโนโลยีอย่างขนานใหญ่เพื่อ ผลักดันการ ส่งออก การเข้าเป็นสมาชิกขององค์การการค้าโลกในปี พ.ศ.2544 เป็นการเปิดตลาดให้กับสินค้าของจีนอย่างขนานใหญ่ การที่ตลาดโลก เปิดรับสินค้าของจีนอย่าง ขนานใหญ่ เป็นการสร้างโอกาสการลงทุนเพื่อเพิ่มความสามารถในการผลิตและเพิ่มประสิทธิภาพของสินค้า การเพิ่มการผลิต การเพิ่มการจ้างงานสามารถทำได้โดยค่าจ้างที่แท้จริงไม่ต้องเพิ่ม เพราะจำนวนแรงงานในชนบท ยังมีอยู่อย่าง เหลือเฟือ ผลตอบแทนต่อการลงทุนจึงดีมาก แรงงานหรือค่าแรงที่เพิ่มขึ้นมีเล็กน้อยหรือไม่เพิ่มเลย ความกดดันในเรื่องเงินเฟ้อ อันเกิด จากการเพิ่มของค่าแรงงานจึงมีน้อยหรือไม่มีเลย
ประการที่สอง ในขณะที่การส่งออกขยายตัวในอัตราที่สูง จีนก็ยิ่งสนับสนุนการเติบโตให้สูงไว้ โดยการตรึงอัตราแลกเปลี่ยน ระหว่าง เงินหยวนกับเงินดอลลาร์สหรัฐไว้ เมื่อถูกสหรัฐอเมริกากดดันมากๆ ก็ปล่อยให้ค่าเงินหยวนแข็งขึ้นเล็กน้อย เมื่อเทียบกับค่าเงินดอลลาร์ แต่อ่อนลงเมื่อเทียบกับเงินยูโรและเงินตราสกุลอื่นๆ ในยุโรป หรือแม้แต่เงินเยนญี่ปุ่นและเงินตราสกุลอื่นๆ ในเอเชีย รวมทั้งเงินบาท ของไทยเราด้วย โดยใช้อัตราแลกเปลี่ยนระหว่างเงินหยวนกับเงินดอลลาร์เป็นเป้าหมายของนโยบาย หรือ exchange rate targeting ไม่ใช้ inflation rate targeting ซึ่ง ไอเอมเอฟและสหรัฐอเมริกาไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง ในขณะเดียวกันก็กดอัตราดอกเบี้ยใน ประเทศไว้ในระดับที่ต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยในสหรัฐอเมริกาและยุโรป
การสั่งสมเงินทุนสำรองของธนาคารกลาง หรือธนาคารประชาชนแห่งประเทศจีน ไม่ทำให้ปริมาณเงินหยวนหมุนเวียนในระบบ มีมาก เกินกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้จนกลายเป็น แรงกดดันให้เกิดเงินเฟ้อ และแถมยังมีกำไรด้วย เพราะธนาคารกลางสามารถออกพันธบัตร ดูดซับเงินหยวนจากประชาชนในระบบด้วยอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าเงินดอลลาร์ เมื่อเอาเงินดอลลาร์ไปลงทุนก็จะได้ผลตอบแทนที่สูงกว่า อีกทั้งไม่ขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยน เพราะอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างหยวนกับดอลลาร์ไม่ค่อยเปลี่ยนแปลง แถมยังเอาเงินดอลลาร์ที่ได้มา ไปแลกเป็นเงินยูโร หรือเงินสกุลอื่นในยุโรปหรือเงินในเอเชีย ก็จะกำไรอัตราแลกเปลี่ยนด้วยซ้ำ
ประการที่สาม เมื่อการส่งออกยังขยายตัว ในอัตราที่สูงเพราะความสามารถในการแข่งขัน ยังคงมีสูงจากการดำเนินนโยบายอัตรา แลกเปลี่ยนที่มีเสถียรภาพ คือตรึงไว้กับเงินดอลลาร์สหรัฐ และอ่อนลงเมื่อเทียบกับเงินตราสกุลอื่นๆ ขณะเดียวกันก็สะสมทุนสำรอง ระหว่างประเทศไว้ ดำเนินนโยบายดอกเบี้ยต่ำ ค่าแรงที่แท้จริง ไม่เพิ่มมาก สภาพคล่องในระบบมีสูง ทำให้อัตราผลตอบแทน ต่อการลงทุนสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริษัทที่เป็นของรัฐบาลระดับต่างๆ ตั้งแต่รัฐบาลกลางที่ปักกิ่ง รัฐบาลมณฑล เทศบาลและ เขตเศรษฐกิจพิเศษ ในขณะเดียวกันก็ไม่มีนโยบาย จ่ายเงินปันผลโดยเก็บกำไรไว้ลงทุนต่อ เป็นเหตุให้หุ้นและตราสารหนี้ของ บริษัทเหล่านี้มีราคาแพงขึ้นอย่างรวดเร็ว
สถานการณ์เช่นนี้จึงทำให้มีการลงทุนอย่างขนานใหญ่จากภาครัฐบาลในด้านโครงสร้างพื้นฐาน และภาคเอกชนในด้านอุตสาหกรรม เป็น การเร่งเพิ่มความต้องการในตลาดสำหรับสินค้าประเภททุน ดังจะเห็นได้ว่าโครงสร้างพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นถนนหนทาง เขื่อนไฟฟ้า ชลประทาน ระบบโทรคมนาคม สินค้าทุกชนิดทั้งที่เป็นสินค้าที่ใช้แรงงานมากจนถึงสินค้าประเภทที่ใช้เทคโนโลยีชั้นสูง เพื่อรองรับ ความสามารถในการผลิตไม่ให้สินค้าล้นตลาด และเพิ่มกำลังการผลิต ระบบการขนส่ง ไฟฟ้า ท่าเรือ สนามบิน ระบบชลประทาน ค่าเงินที่อ่อน ดอกเบี้ยที่ต่ำ ทำให้ความสามารถในการแข่งขันเพื่อส่งออกไม่ลดลง ทุนสำรองที่มากขึ้นเรื่อยๆ สร้างความมั่นใจ ในเสถียรภาพทางการเงิน อัตราเงินเฟ้อเพราะปริมาณเงินไม่มี เพราะมีการควบคุมปริมาณเงินผ่านการออกพันธบัตรของธนาคารกลาง และรัฐวิสาหกิจแล้วนำไปลงทุนอย่างขนานใหญ่ แทนการกู้เงินจากต่างประเทศ ยอดหนี้ต่างประเทศจึงไม่เพิ่มขึ้นมีแต่จะลดลง ขณะเดียวกันดอกเบี้ยที่ต่ำและการควบคุมไม่ให้เงินไหลเข้ามาเก็งกำไรได้ เงินไหลเข้าจึงมีแต่เฉพาะการเกินดุลบัญชีเดินสะพัด และการลงทุนระยะยาว
ประการที่สี่ จีนยังใช้ระบบการวางแผนจากส่วนกลางในการหาความสมดุลระหว่างการ เพิ่มพูนความสามารถ ในการผลิตโดยส่วนรวม (aggregate supply) ผ่านทางด้านการลงทุนทั้งภาครัฐและเอกชน และความต้องการซื้อสินค้า และบริการ ในส่วนรวม (aggregate demand) ผ่านทางการกระตุ้นการบริโภค ยกเลิกภาษีสินค้าเกษตรและลดภาษีบำรุงท้องที่ลง เลิกการควบคุม ราคาสินค้าเกษตรเพื่อให้เกษตรกรซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศมีรายได้เพิ่มขึ้นจะได้บริโภค เพิ่มขึ้น วางแผนและจัดการ ทั้งสองด้าน ให้มี ความสมดุลพอดีอยู่ตลอดเวลา ขณะเดียวกันก็คอยกีดกันหรือป้องกันการเก็งกำไรหรือความต้องการเทียม
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลงทุนในด้านอสังหาริมทรัพย์ รัฐบาลโดยคณะกรรมการวางแผนจากส่วนกลาง คอยระวังไม่อนุญาตให้มี การลงทุนก่อสร้างบ้านจัดสรร อาคารชุด โรงแรม ร้านค้า มากเกินกว่าความต้องการซื้อที่แท้จริง แม้จะเห็นอาคารต่างๆ ผุดขึ้นเหมือน ดอกเห็ดหน้าฝน แต่ก็มีความต้องการซื้อจริงๆ เพียงพอรองรับ ราคาจึงไม่ตกหรือกลายเป็นฟองสบู่ การรักษาความสมดุล ระหว่างความ สามารถในการผลิตโดยส่วนรวมและความต้องการซื้อโดยส่วนรวม เป็นเรื่องที่จีนทำได้อย่างน่าทึ่ง ด้วยกลไกการบริหารเศรษฐกิจ จากหน่วยงานวางแผนส่วนกลางแบบสังคมนิยม แต่ผ่านกลไกตลาดซึ่ง จีนเรียกว่า "ตลาดสังคมนิยม" จึงน่าสนใจอย่างยิ่ง
ประการที่ห้า การประสานงานกันระหว่างนโยบายการเงินและนโยบายการคลังโดยเป้าหมายที่ชัดเจน คือการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ในอัตราที่สูงที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยไม่มีภาวะเงินเฟ้อ ผ่านทางการลงทุนขนาดใหญ่พร้อมกับการเร่งการส่งออก และการบริโภค ภายในประเทศตามลำดับ การจะทำเช่นนั้นได้ต้องมีการประสานงานกันระหว่างนโยบายการเงิน การคลัง การลงทุน โดยมีสำนักงาน วางแผนส่วนกลางเป็นผู้กำหนด เป้าหมายนโยบาย เครื่องมือ และมาตรการให้หน่วยงานทั้งส่วนกลาง มณฑล เทศบาล และจังหวัดรับไปปฏิบัติอย่างสอดคล้องกันไปหมด
ประการที่หก ในการผลักดันการส่งออก และการลงทุนอย่างขนานใหญ่ ผ่านทางอัตราแลกเปลี่ยนกับเงินดอลลาร์สหรัฐ ที่มีเสถียรภาพ มากจนเกือบจะคงที่ โดยการสะสมทุนสำรองเป็นอันมาก ขณะเดียวกันกีดกันเงินไหลเข้ามาเพื่อเก็งกำไร การดูดซับเงินก็ไม่ให้ทำทั้งหมด ปล่อยให้มีสภาพคล่องมีมากพอที่จะให้ระบบธนาคารขยายสินเชื่ออย่างมากและไม่สร้างความกดดันให้ดอกเบี้ยสูงขึ้น พร้อมๆ กับมี นโยบายให้รัฐวิสาหกิจและบริษัท ไม่จ่ายเงินปันผลแต่ให้ลงทุนต่อราคาหุ้น ราคาตราสารของรัฐวิสาหกิจและบริษัทจึงถีบตัวสูงขึ้น อยู่ตลอดเวลา แบบเดียวกับที่บริษัทปูนซิเมนต์ไทยเคยทำ การลงทุนจึงขยายตัวอย่างรวดเร็วในอัตราที่สูงเพื่อเพิ่มพูน ความสามารถใน การผลิตให้ เพียงพอที่จะรับความต้องการที่สูงขึ้นผ่านทาง การส่งออก การลงทุนและการบริโภค
ประการที่เจ็ด มีการควบคุมราคาพลังงานแร่ธาตุ เช่น เหล็ก ทองแดง และทรัพยากรพื้นฐานที่เป็นวัตถุดิบให้มีราคาต่ำกว่าราคาตลาด ที่ควรจะเป็น เพื่อมิให้ต้นทุนของภาคอุตสาหกรรมถีบตัวสูงเกินไป ให้รัฐบาลกลางเป็นผู้รับภาระชดเชยการนำเข้าโดยผ่านทางการขาดดุล งบประมาณ และรัฐบาลชดเชยการขาดดุล งบประมาณโดยการออกพันธบัตร ดูดเงินหยวนกลับไปใช้ชดเชยการขาดดุลงบประมาณ และเป็นการใช้เงินตราต่างประเทศที่เกิดจากการเกินดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดไปใช้ในการ นำเข้าพลังงานและวัตถุดิบ แร่ธาตุต่างๆ ให้ภาคอุตสาหกรรมใช้ในราคาถูกกว่าราคาในตลาดโลก ซึ่งเป็นการรักษาอัตรากำไรของ ภาคอุตสาหกรรมให้สูงไว้เพื่อเป็นเครื่องมือจูงใจ ให้มีการลงทุนต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง ที่จีนทำได้เพราะจีนเกินดุลการค้ามหาศาล จึงไม่เป็นอันตรายต่อเสถียรภาพทางการเงิน
ประการที่แปด ลักษณะของเศรษฐกิจของจีนในปัจจุบันมีลักษณะการขยายตัวสูง เงินเฟ้อต่ำ การส่งออกขยายตัวสูง เกินดุลการค้าและ ดุลบัญชีเดินสะพัดมาก ทุนสำรองระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง อัตราแลกเปลี่ยนกับดอลลาร์สหรัฐค่อนข้าง คงที่ ตลอดเวลาสภาพคล่องสูง การลงทุนขยายตัวสูงกว่าการบริโภคมาก รัฐบาลจึงต้องกระตุ้นการบริโภค อย่างมากเพื่อให้ไล่ทันการลงทุน ราคาของหลักทรัพย์ต่างๆ สูงขึ้นตลอดเวลา ประการที่เก้า เป็นของธรรมดาเศรษฐกิจทุกแห่งจะอยู่ในช่วงขาขึ้นตลอดเวลาไม่ได้
ปัญหาก็คือเศรษฐกิจจีนขึ้นสูงสุดหรือยัง ถ้าสูงสุดแล้ว จะค่อยๆ ลงอย่างไรจึงจะไม่ลงอย่างก้นกระแทก คำถามแรกยังไม่มีใครตอบได้ เพราะเศรษฐกิจของจีนยังไม่ถึงจุดที่มีการจ้างงานอย่างเต็มที่ แรงงานจากชนบทและภาคเกษตรที่พร้อมเข้าสู่ตลาดแรงงานยังมีอีกมาก ยังมีพื้นที่ทางฝั่งตะวันตกที่พร้อมจะได้รับการลงทุนอีกมาก จีนจึงยังไม่สนใจออกไปลงทุนในต่างประเทศแบบญี่ปุ่น ไต้หวัน สิงคโปร์ แต่จะไปลงทุนในต่างประเทศในภาคพลังงานและทรัพยากรธรรมชาติเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบ
การลงทุนภาครัฐบาลยังเน้นเรื่องโครงสร้างพื้นฐานที่จะเปิดพื้นที่ใหม่ในชนบทภาคตะวันตก และภาคตะวันตกเฉียงใต้ ให้พร้อมที่ จะได้รับ การลงทุนสำหรับการผลิตเพื่อป้อนตลาดในประเทศและการส่งออกต่อไป เมื่อถึงจุดที่ระบบเศรษฐกิจทำงานเต็มที่ ซึ่งคงอีกนาน จีนคงจะค่อยๆ ยอมให้ค่าเงินหยวนแพงขึ้น อัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับดอกเบี้ยในอเมริกาและยุโรป ทำให้เศรษฐกิจลด ความร้อนแรงลงและไม่กลายเป็นฟองสบู่ ฃ
ความสำเร็จของการบริหารจัดการเศรษฐกิจมหภาคของจีนจึงเป็นเครื่องยืนยันว่า การบริหารเศรษฐกิจแบบเสรีสุดโต่งก็ไม่ดี การเข้าควบคุมการดำเนินการเศรษฐกิจแบบควบคุมเข้มงวดทั้งหมดแบบสังคมนิยมก็ไม่ดี แต่การเป็น ระบบเศรษฐกิจ แบบผสม หรือ "mixed economy" แบบที่ ดร.แซมมอลสันว่า น่าจะดีที่สุด เพียงแต่ว่าจุดพอดีของบทบาทของ "รัฐ" ในการวางแผน การประสานงาน และบทบาทของ "ตลาด"และ "กลไกตลาด" ควรมีมากน้อยแค่ไหน ไม่มีใครบอกได้ คงขึ้นอยู่กับแต่ละประเทศระดับการพัฒนา และกาลเวลาเป็นสำคัญและคงลอกแบบกันไม่ได้
ขอแสดงความชื่นชมกับทีมนักเศรษฐศาสตร์มหภาคของจีน !

