2551: ฝันร้ายของ"ปัญญาชน"

tags:
โดย: 
วิโรจน์ ณ ระนอง

   ถ้าปี 2549 เป็นปีที่ "ปัญญาชน" หลายคนต้องทนทุกข์ทรมานกับการเคลื่อนไหวทางการเมือง ที่มองไม่เห็นความหวังที่จะชนะ จนกระทั่งหลายคนยอม "หลับตาข้างหนึ่ง" เมื่อมีการงัดวิธีการ ทุกรูปแบบออกมาใช้ (และบางรายถึงกับต้องหลับตาทั้งสองข้าง เมื่อได้ชัยชนะที่ไม่น่าภาคภูมิใจ นักมาด้วยการพึ่งอำนาจปืน)  ปี 2550 ก็คงเป็นปีที่หลายคนฝันค้าง และต้นปี 2551 ก็กลายเป็น ฝันร้ายของคนเหล่านั้น

  เพราะหลังจากสองปีที่นักวิชาการหลายคน กระโจนออกมาเล่นในแทบทุกเวที ในบทบาทที่แทบ จะกลายไปเป็นนักการเมืองเสียเอง (และในที่สุดผู้เล่นหลายคนก็กลายเป็นนักการเมืองไปจริงๆ!) รวมทั้งการรณรงค์ให้รับร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ประกอบกับมีการรณรงค์ "ปลุกคุณธรรม" "สร้างจิตสำนึก" พร้อมกับโฆษณาโทรทัศน์มากมายของภาครัฐ (รวมทั้งโฆษณาที่ออกมาด่าทอ ประชาชน แล้วดูถูกภูมิปัญญาของคนดู ต่อด้วยวาทะประเภท "อย่าโกรธ เพราะเราไม่ได้พูดกับคุณ")

   และยังมี "เอกสารลับที่ไม่ได้เรื่อง" ที่ตั้งเป้าที่จะรณรงค์ ให้ประชาชนเข้าใจว่าพรรคการเมืองหนึ่ง เป็นตัวแทนสืบทอด) "กลุ่มอำนาจเก่า" (แต่ดูเหมือนว่าจะกลายเป็นการรณรงค์ในทิศทางเดียว กับการหาเสียงของพรรคการเมืองนั้นไปเสียอีก!) และเมื่อมีการเลือกตั้ง ก็มีผู้ออกมาใช้สิทธิจำนวน มาก แต่ผลที่ตามมาก็คือ พรรคการเมืองพรรคใหม่ที่เคยบอบช้ำจากการถูกลิดรอนกิ่งก้านสาขา กลับมาเป็นผู้ชนะอีกครั้งหนึ่ง

   ถึงแม้ว่าจะไม่ได้เสียงส่วนใหญ่อย่างที่เคยได้ แต่ก็ยังฝ่าด่านต่างๆ มาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ที่มีนายกรัฐมนตรีและรายชื่อรัฐมนตรีในโผต่างๆ ที่เป็นที่ผะอืดผะอมของ "ปัญญาชน" เหล่านั้น เป็นอย่างมาก จนหลายคนออกมาประชดประชันว่า ถึงเวลาที่คงจะต้องย้ายไปอยู่ประเทศอื่น หรือย้ายไปอยู่เกาะเสียที

   ความจริงสถานการณ์ที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ ไม่น่าจะอยู่เหนือความคาดหมาย โดยเฉพาะสำหรับกลุ่ม "ผู้มีปัญญา" เหล่านี้ เพราะนี่คือ ผลลัพธ์ของกระบวนการสร้างขั้ว (polarization) ที่พวกเขามีส่วนร่วม อย่างแข็งขันในช่วงประมาณเกือบสามปีที่ผ่านมา จริงอยู่ พวกเขาอาจไม่ใช่ผู้เริ่ม (เพราะเรามีอดีต ผู้นำที่มีความสามารถอย่างสูงในการสร้างขั้วอยู่แล้ว รวมทั้งมีอดีตผู้ช่วยที่เป็นเจ้าพ่อวงการสื่อ ที่ต่อมาผันตัวมาเป็นคู่กรณีในขั้วตรงกันข้ามเสียเอง)

   แต่ "ปัญญาชน" และ "ภาคประชาชน" ก็กระโจนเข้าไปร่วมเล่นด้วยอย่างรวดเร็ว จนเราได้เห็น หลายคนที่มีแนวคิดที่ต่างกันหรือเคยทะเลาะกันมาก่อน กลายมาเป็น "พันธมิตร" ที่เหนียวแน่นอย่าง คาดไม่ถึง นอกเหนือจากกลุ่มนักวิชาการแล้ว สื่อมวลชนจำนวนหนึ่ง ซึ่งมีความเชื่อว่าตนมีคุณธรรม เหนือกว่านักการเมืองและมีความรู้และสติปัญญาที่เหนือกว่าประชาชนคนทั่วไป ก็มีบทบาทในการ เข้ามาร่วมผสมโรงในกระบวนการสร้างขั้วเหล่านั้น

   จึงไม่น่าแปลกใจที่ในวงการสื่อ ที่เคยให้ความสำคัญกับความเป็นกลางเป็นอย่างสูงนั้น จะมี องค์กรสื่อที่เห็นพ้องไปกับงานของ "นักวิชาการ" ที่บ่งชี้ว่า มีโทรทัศน์เพียงช่องเดียวใน ประเทศไทย ที่เสนอข่าวหรือรายการที่มีความลำเอียงทางการเมือง!

   กระบวนการสร้างขั้ว โดยวาทกรรมเลือกข้างนั้น มีผลที่ตามมาประการหนึ่งคือ เมื่อรบรากันไป สักพัก คนที่เหลืออยู่บนเวที มักจะเป็นคนกลุ่มที่ยืนอยู่ตรงปลายสุดของแต่ละขั้ว ส่วนหนึ่งคงเป็น เพราะคนที่ไม่ประสงค์จะไปกับความสุดโต่งมักจะถอยร่นออกมา หรือบางครั้งก็ถูกกีดกันออกไป (ยิ่งในกรณีนี้บางรายก็ถูกขับไล่ออกไปด้วย)

   แน่นอนว่า ในยามที่แต่ละฝ่ายมองว่าตัวเองอยู่ในศึกสงครามนั้น ตัวเลือกของแต่ละฝ่าย จึงมัก จะหนีไม่พ้น แม่ทัพนายกองที่เป็นหน่วยกล้าตายและ "วีรบุรุษ/สตรี" ของฝ่ายตน แต่ในยุคที่ การแบ่งขั้วเป็นไปอย่างดุเดือดเลือดพล่านนั้น ก็คงไม่แปลกเช่นกันที่ "วีรบุรุษ/สตรี" ของฝ่ายหนึ่ง (ไม่ว่าจะตั้งตัวเองขึ้นมาหรือมีคนตั้งให้) อาจมีค่าเท่ากับ "ยี้" ในสายตาของฝ่ายตรงข้าม และนี่เป็นสาเหตุที่ชัยชนะของฝ่ายหนึ่ง จึงกลายเป็นฝันร้ายของกลุ่ม "ปัญญาชน" จำนวนไม่น้อย

   ในโลกความเป็นจริงนั้น "ปัญญาชน" เหล่านี้ (ยกเว้นไม่กี่คน) คงจะไม่ได้มีสมบัติพัสถานมากพอ (และในหลายกรณี ก็มิได้มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับในวงวิชาการสากลมากพอ) ที่จะย้ายถิ่นพำนัก ไปอยู่ และทำงานอย่างมีความสุขในต่างแดน (และคงไม่รวยพอที่จะเปลี่ยนอาชีพโดยไปซื้อเกาะ หรือ ซื้อกิจการหรือสโมสรกีฬามาบริหาร) หรือต่อให้สามารถย้ายไปได้ ส่วนใหญ่ก็คงจะไม่สามารถ ไปอยู่นอกประเทศอย่างมีความสุขอยู่ดี

   โชคดีที่ปัญญาชน ยังพอมีทางเลือกเหลืออยู่บ้างอย่างน้อยสองทาง ทางเลือกแรก ก็คืออยู่บน วิมานกับฝันร้ายและต่อสู้ในโลกแห่งความฝันกันต่อไป หลังจากที่เคยฝันมาแล้วว่า ประชาชน จะละทิ้งบางพรรคไปเลือกพรรคอื่น พรรคการเมืองบางพรรคจะเกรงใจ "ผู้ใหญ่" และปฏิเสธ ไม่เข้าร่วมรัฐบาล หรือจะหน้าบางพอที่จะถอนตัวเมื่อถูกอีกฝ่ายกระแทกกลับในเรื่องข้อเสนอแก้เกี้ยว 5 ข้อ (หรือแม้กระทั่งฝันว่า บางคนจะไม่ได้รับการโปรดเกล้าฯให้ดำรงตำแหน่ง!)

   พวกเขาก็ยังสามารถฝันและต่อสู้ในโลกแห่งความฝันต่อไป เช่น ฝันต่อว่าจะมีคำตัดสินของศาลใด ศาลหนึ่งที่จะมีผลทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนไป จะมีการยุบพรรค ก. พรรค ข. แล้วจะมีผลต่อมาถึงพรรค ค. (หรือเสถียรภาพของรัฐบาล) แน่นอนว่าฝันเหล่านี้มีโอกาสที่จะเป็นจริง (ถึงแม้ว่าโอกาส คงจะไม่ มากเท่ากับการยุบพรรคการเมืองใหญ่พรรคหนึ่งเมื่อปีก่อน) แต่โอกาสที่จะ "ฝันได้ไกล (แต่) ไปไม่ถึง" ก็มีไม่น้อยเช่นกัน

  สำหรับผู้ที่อยู่ในวิมานกับฝันร้ายนานพอแล้ว ก็ยังมีอีก ทางเลือกที่สอง ที่อาจจะยากสักหน่อย สำหรับ "ปัญญาชน" ที่มักเชื่อว่าตนมีสติปัญญาเหนือชาวบ้านทั่วไป (ที่ "ไม่รู้เท่าทัน, ไม่รู้จัก ผลประโยชน์ของตนเอง,ไม่มีความเพียร" ไปจนถึง "เสพติดประชานิยม") ที่จะ ลืมตาตื่นจาก ฝันร้ายในวิมานบนอากาศแล้วลงมาเรียนรู้จากประชาชนคนบนดินมากขึ้น

   หันกลับมาพิจารณาว่า ทำไมหลังจากที่รณรงค์กันแทบเป็นแทบตายและ มีทั้งสื่อและอำนาจรัฐ หนุนหลังอย่างมากมาย จนกระทั่งได้รับชัยชนะในการลงประชามติรัฐธรรมนูญแล้ว ก็ยังไม่สามารถ เอาชนะ "อำนาจใหม่" ซึ่งลงหลักปักฐานมาแค่ไม่กี่ปีและบาดเจ็บหนักจากการรัฐประหาร และการ ยุบพรรคมาแล้วได้ หรือทำไมคนต่างจังหวัดใน กทม. จำนวนมากถึงได้ลงทุนเสียเวลาทำมาหากิน และเสียค่าเดินทางกลับไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง

   ซึ่งหลายกรณี ไม่น่าจะคุ้มกับเงินไม่กี่ร้อยบาทที่ "พวกเรา" เชื่อว่า "พวกเขา" อาจจะได้รับเป็น ค่าตอบแทน (และคงไม่ได้เป็นเพราะพวกเขากลัว "เสียสิทธิ" ทางการเมืองแน่ๆ!) แล้ว "พวกเรา" อาจจะตระหนักมากขึ้นว่า "โลกบนดิน" ของชาวบ้านที่เรามักมองข้ามก็เป็นโลกที่มีเหตุมีผล เหมือนกัน

   มีคนที่มี "ภูมิปัญญาชาวบ้าน (จริงๆ)" ที่เราควรต้องไปเรียนรู้ จากโลกของพวกเขาให้มากขึ้น และเรียนด้วยความเคารพ ในการตัดสินใจของพวกเขามากกว่าที่เป็นอยู่ ถ้าเราเชื่อในระบอบ ประชาธิปไตยและมีความหวังดีที่จะทำเพื่อผลประโยชน์ของประชาชนกันจริงๆ

หมายเหตุ : วิโรจน์ ณ ระนอง เป็นผู้เชี่ยวชาญอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) บทความนี้เป็นความเห็นของผู้เขียน ซึ่งไม่จำเป็นต้องเหมือนกับสถาบันที่สังกัด

 

ที่มา-หนังสือพิมพ์มติชน 

 

ดูความเห็นเกี่ยวกับบทความนี้ที่ บอร์ดพันทิพ 

บทความ

อ่านบทความย้อนหลังทั้งหมด

กลุ่มศึกษาทฤษฎี

รวมเว็บไซต์น่าสนใจ

ล็อกอิน หรือ สมัครสมาชิก เพื่อเสนอความเห็นหรือตั้งกระทู้