วิฑูรย์ บัวโรย : ทำไมเราต้องคัดค้านโรงถลุงเหล็กบางสะพาน

tags:
โดย: 
อรรถพงศ์ ศักดิ์สงวนมนูญ สำนักข่าวประชาธรรม

   กว่า 2 ปีแล้วที่สถานการณ์ความขัดแย้งในพื้นที่ป่าพรุแม่รำพึง  ต.กำเนิดนพคุณ และ ต.บางสะพาน อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ระหว่างคน 2 กลุ่มที่มีความเห็นต่างกันอย่างสิ้นเชิงต่อโครงการ “โรงถลุงเหล็ก” ของ บริษัทในเครือสหวิริยา

 

กลุ่มหนึ่งคือชาวบ้าน นักวิชาการ และองค์กรพัฒนาเอกชนที่ไม่เห็นด้วยกับโครงการ เพราะปัญหาต่างๆ ล้วนเกิดขึ้นในเชิงประจักษ์จากการดำเนินโครงการมาตั้งแต่ปี 2532 ส่วนอีกกลุ่มเป็นกลุ่มทุนโลกาภิวัตน์ ที่พยายามเดินหน้าโครงการ สร้างผลกำไรสูงสุดโดยการใช้ทรัพยากรในท้องถิ่นเป็นฐานการผลิต

 

พินิจดูจากความขัดแย้ง ทางความคิดระหว่างคนทั้งสองกลุ่มแล้วนับว่าเป็นเรื่องใหญ่ และมีความสำคัญที่ส่วนที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งสังคมเองต้องช่วยกันเร่งจัดการแก้ไข เพราะสถานการณ์ความขัดแย้งอาจนำไปสู่การเผชิญหน้า และดูเหมือนว่ากรณีปัญหาเดียวกันนี้นับวันยิ่งจะลุกลามแผ่ขยายไปยังพื้นที่ต่างๆ ของประเทศจนยากที่จะคลี่คลาย …

 

เมื่อ “สำนักข่าวประชาธรรม” มีโอกาสลงพื้นที่เพื่อพูดคุยกับ วิฑูรย์ บัวโรย ชาวบ้านแม่รำพึงและประธานกลุ่มอนุรักษ์แม่รำพึง ซึ่งเป็นกลุ่มองค์กรชาวบ้านที่ประกาศจุดยืนชัดเจนว่าไม่เห็นด้วยกับการเดิน หน้าในโครงการดังกล่าวอีกต่อไป ดังนั้นหลากหลายเรื่องราว นานาเหตุผล ถ้อยคำชี้แจงต่างๆ จึงถูกถ่ายทอดออกมา

 

วิฑูรย์ เริ่มเล่าให้ฟังว่า โรงรีดเหล็กก่อตั้งขึ้นประมาณตอนปี 2532 สาเหตุที่สามารถนำมาพูดได้นั้นก็เพราะตนเองมีโอกาสเข้าไปทำงานกับบริษัท อิตาเลียนไทย เจ้าของโครงการ ซึ่งตอนแรกตนไม่รู้ว่างานที่ทำคืออะไร เมื่อไปสมัครทำงานกับบริษัทก็ได้รับตำแหน่งเป็นช่างสำรวจ ลักษณะงานของเขาคือเอาดินลูกรังไปโปรยในทะเล แล้วปูทับไปด้วยหินใหญ่อีกหนึ่งชั้น หลังจากนั้นจึงใช้ปูนที่มีลักษณะเหมือนจิ๊กซอว์แต่ละลูกมีน้ำหนักประมาณ 1.2 ตันปูทับอีกที งานที่ทำนี้ตนมารู้ทีหลังว่าเป็นการสร้างแนวกันคลื่น

 

“วันแรกที่ทำงานผมเห็น ดินลูกรังเทลงไปในทะเล ทับปะการังที่สวยงามเราก็เสียความรู้สึกแล้ว จิตสำนึกเราหมดแล้ว หดหู่ความเป็นคนพื้นที่เกือบจะหมดไป”

 

วิฑูรย์ เล่าต่ออีกว่า เมื่อเห็นภาพการทำลายทรัพยากรในท้องถิ่นทุกวัน ดังนั้นหลังจากโครงการก่อสร้างแนวกันคลื่นแล้วเสร็จตนตัดสินใจลาออกจากงาน ที่ทำ ต่อมาก็พบว่ามีโครงการเกิดขึ้นอีกโครงการหนึ่ง ตนจึงสอบถามไปยังสำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม (สผ.) เพื่อขอรายละเอียดโครงการและรายงานการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ)

 

แต่สิ่งที่ สผ.ตอบมาคือมันเป็นความลับของโครงการไม่สามารถเปิดเผยกับชาวบ้านได้ เรื่องนี้สร้างความมึนงงกับชาวบ้านเป็นอย่างมาก เพราะรายงานอีไอเอซึ่งถูกอ้างว่าเป็นความลับของโครงการนั้นต้องมีนัยแอบแฝง อยู่แน่นอน ขณะเดียวกันทางบริษัทก็อ้างเหตุผลว่าเป็นการขยายโครงการจากเฟสแรก ซึ่งเฟสแรกก็ไม่มีอีไอเอ ซึ่งตรงนี้ชาวบ้านเข้าใจได้ เพราะเฟสแรกเริ่มทำตอนที่ยังไม่มีกฎหมายสิ่งแวดล้อมที่เพิ่งออกในปี 2535 แต่เฟสต่อมาที่เริ่มสร้างหลังปี 2535 แม้มีการทำอีไอเอแต่ เท่าที่ดูจะเห็นว่ามีการกระทบกระเทือนกับสิ่งแวดล้อม มีการดูดหินเก่าขึ้นมาแล้วก็ถมลงไป ถมล้ำพื้นที่ทะเลไปอีกชาวบ้านก็มีแต่เสีย

 

ท่าเรือของรัฐ เพื่อบริษัทเอกชน

แกนนำกลุ่มอนุรักษ์แม่ รำพึง เล่าต่ออีกว่า ส่วนของท่าเรือของบริษัทนั้นเกิดขึ้นมาพร้อมกับโครงการโรงรีดร้อนรีดเย็นใน ครั้งแรก สิ่งที่ชาวบ้านคัดค้านในประเด็นของท่าเรือคือ หลังจากมีการสร้างท่าเรือขึ้นมา ก็มีการก่อสร้างเบสวอเตอร์เพื่อที่จะกันแนวคลื่น ซึ่งการสร้างเบสวอเตอร์นี้ไปทำให้กระแสน้ำที่เคยไหลไปชะล้างในอ่าวก็เปลี่ยนไป คือทำให้ไม่มีการชะล้างตะกอนในอ่าวเหมือนเมื่อก่อน

 

ดังนั้นในอ่าวก็กลายเป็นที่สะสมของตะกอนต่างๆ กลายเป็นพิษ และมีข้อที่น่าสังเกตก็คือ ที่ท่าเรือมีการก่อสร้างคลังสินค้าแต่ไม่มีเจ้าหน้าที่ประจำอยู่เลยสักคน เขาพยายามที่จะทำให้ดูเหมือนว่าเป็นโครงการของรัฐ เพราะว่าการก่อสร้างชุดแรกเป็นงบประมาณของรัฐ ดังนั้นหากเป็นของรัฐจริงชาวประมงจะต้องขึ้นปลาได้ แต่นี่ชาวบ้านไม่สามารถใช้ประโยชน์จากท่าเรือแห่งนี้ได้เลย ทั้งที่ท่าเรือแห่งนี้สร้างมากว่าสิบปีแล้ว

 

เขาเสริมขึ้นอีกว่า แต่เมื่อปัญหาเรื่องท่าเรือนี้เริ่มแพร่ขยายขึ้น บริษัทก็อนุโลมให้เรือของชาวบ้านเข้าไปจอดได้ ก่อนหน้านี้เข้าไม่ได้เลยเขาเป่านกหวีดไล่ มีเรือตรวจการ ถามว่าเวลาที่เกิดมรสุมชาวบ้านที่เคยใช้พื้นที่ตรงนั้นหลบมรสุมจะทำอย่างไร

 

“ปัญหาอีกอย่างหนึ่งก็ คือ ลักษณะของถนนเส้นท่าเรือก็ยังไปทอดขวางคลองแม่รำพึงที่ทำหน้าที่ระบายน้ำลง ในอ่าวไทย โดยปกติหากถนนผ่านไปตรงๆ ก็ไม่มีปัญหา แต่ปัญหาเกิดขึ้นเพราะถนนกินพื้นที่ลำคลองเข้าไป คล้ายกับทาบทับลำคลองไปทั้งเส้น กินเนื้อที่คลองเข้าไปเยอะมาก จากเดิมที่พื้นที่กว้างใหญ่แต่กลับโดนบีบแคบลงเหลือนิดเดียว และยังไปเปลี่ยนทางเดินของน้ำด้วย ที่ผ่านมาชาวบ้านพยายามบอกบริษัทในปัญหานี้แต่ก็ได้รับการบ่ายเบี่ยง ชาวบ้านขอให้บริษัทเปลี่ยนสะพานใหม่เป็นแบบสะพานฐานโปร่งเพื่อที่จะให้น้ำ ระบายลงทะเลได้รวดเร็วขึ้น บริษัทก็ไม่ยอมเปลี่ยน”

 

เตรียมต้านการต่อสัญญาเช่า

วิฑูรย์ เล่าต่อไปอีกว่า โครงการเก่าของบริษัทซึ่งเป็นโรงรีดเหล็กนั้น สามารถสังเกตได้เลยว่าตั้งอยู่ในใจกลางป่าชายเลนหนองนกกระเรียน บริษัทไปต่อสู้กับที่ดินกับกรมป่าไม้แล้วแพ้ ดังนั้นก็เปลี่ยนจากการรุกพื้นที่ป่ากลายเป็นเช่าป่า และพื้นที่ 900 กว่าไร่แต่ว่าสัญญาเช่าจริงเพียง 300 กว่าไร่เท่านั้นเองซึ่งเช่าในราคาที่ถูกมากแค่ปีละล้านกว่าบาท และเขาทำสัญญาเช่ากัน 15 ปี และกำลังจะหมดอายุสัญญาเช่าในปี 2551 นี้

 

“ทางกลุ่มกำลังจะคัด ค้านการต่ออายุสัญญาเช่าและผลักดันให้พื้นที่ตรงนั้นเป็นพื้นที่สาธารณะต่อ ไป หลังจากที่ทางบริษัทเอาไปครอบครองไว้อยู่ในอ้อมกอด คนนอกไม่ให้เข้า ทางบริษัทต้องเปิดเป็นพื้นที่สาธารณะทั้งหมด เพราะว่าพื้นที่หนองนกกระเรียนนั้นรับน้ำมาจากตัว อ.บางสะพาน ก่อน เดิมนั้นจะเป็นพื้นที่ร่องน้ำทางธรรมชาติแต่ว่ากลับถูกถมพื้นที่ให้สูงขึ้น เพราะฉะนั้นน้ำจะต้องเดินทางอ้อมพื้นที่เพื่อระบายลงสู่คลองแม่รำพึงก่อนไหล ลงสู่ทะเล”

 

บทเรียนบทแรก

“ปัญหาของโรงรีดเหล็ก นั้น ที่ผ่านมาก็เป็นที่ประจักษ์กับเราแล้วว่าความรับผิดชอบของเขาไม่มีเลย ไม่มีธรรมาภิบาล น้ำเสียก็ปล่อยลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะ ปลาก็ตาย ถามว่าชาวบ้านได้อะไร อีกทั้งชาวบ้านที่ประสบปัญหาเหล่านี้ไม่เคยได้รับความเหลียวแลแม้แต่น้อย และหลังจากมีการตรวจสอบหนักขึ้น ทางบริษัทก็ทำทุกอย่าง มีการก่อตั้งศูนย์สิ่งแวดล้อม แต่ก็เพิ่งก่อตั้งได้เพียง 3 เดือนเท่านั้น

 

แต่อย่าลืมว่าโรงงานนี้เกิดขึ้นมากี่สิบปีแล้ว หากบริษัทจริงใจในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมทำไมจึงเพิ่งจะตั้งศูนย์นี้ขึ้นมา ซึ่งเรื่องราวเหล่านี้จะมีผลในการเช่าพื้นที่ต่อไป เราจะยื่นคัดค้านแน่นอน เพราะหากเราปล่อยให้เรื่องนี้เดินหน้าต่อไปเรื่อยๆ ปัญหาต่างๆ ก็จะไม่ได้รับการแก้ไข ทั้งที่เขามีไอเอสโอต่างๆ เยอะแยะมากมาย แต่ถามว่าในความเป็นบริษัทมหาชนแบบนี้เขามีธรรมภิบาลหรือเปล่า คำตอบคือไม่มีเลย”

 

จากมาบตาพุดสู่บางสะพาน

แกนนำกลุ่มอนุรักษ์แม่ รำพึง เล่าอีกว่า ทางกลุ่มมีโอกาสไปดูบทเรียนปัญหาจากนิคมอุตสาหกรรมที่มาบตาพุด ที่นั่นอาชีพประมง การท่องเที่ยวล่มสลายไปหมด รีสอร์ทกลายเป็นบ้านร้าง ประชาชนมีคุณภาพชีวิตต่ำมาก น้ำทะเลก็กลายเป็นสีน้ำชา กุ้ง หอย ปู ปลาตายหมด หากที่นี่กลายเป็นแบบนั้นก็ไม่ไหว 

และอีกอย่าง การทำประมงเรือเล็กส่วนมากจะเป็นชาวบ้านในพื้นที่ แต่ตอนนี้ที่เป็นสิ่งแปลกปลอมในพื้นที่คือคนระยองอพยพเข้ามาในพื้นที่เพื่อ ทำประมง เพราะว่าที่นั่นหากินไม่ได้แล้ว เขาทำลอบหมึกสุดสายตา

 

ยกผังเมืองให้ทุน ระฆังศึกยกต่อมา

“เดิมที่หมู่บ้านนี้อยู่ในเขต ต.กำเนิดนพคุณ เป็น 1 ใน 8 ตำบลของ อ.บางสะพาน และเป็นตำบลที่เล็กที่สุด แต่แล้วก็ถูกแบ่งให้เป็น ต.แม่รำพึง เหตุผลก็คือเพื่อให้ง่ายในการจัดการของทางราชการ และต่อมาทางการก็ครอบผังสีม่วงที่ระบุว่าเหมาะแก่การอุตสาหกรรมลงไปใน ต.แม่รำพึง ทั้งๆ ที่ในแถบนี้ชาวบ้านเกือบทั้งหมดมีอาชีพเป็นเกษตรกรทั้งสิ้น ทำนา ทำไร่ ทำสวนมะพร้าวกัน ประมง แต่ว่าอยู่ๆ ผังตำบลแม่รำพึงทั้งหมดเป็นสีม่วง จะหมดวันที่12 ต.ค.2551 นี้ เรื่องนี้เราไปถามกับผู้ว่าราชการจังหวัด ทางผู้ว่าราชการจังหวัดก็บอกว่าเป็นอำนาจหน้าที่ของผังเมืองจังหวัด ซึ่งหากชาวบ้านรู้ว่าโครงการในอนาคตจะเป็นแบบนี้เขาไม่ให้เกิดขึ้นมาแน่ ๆ”

 

ชาวบ้านคัดค้านแต่ ข้อมูลในการเปลี่ยนแปลงผังเมืองนั้น กฎหมายตัวใหม่ที่ออกมานั้น 5 ปีทำครั้งหนึ่ง แต่ในการทำแต่ละครั้งนั้นต้องให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วม แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็คือเขาคิดว่าใครมีเงินแล้วก็กว้านซื้อที่เก็บเอาไว้ เพื่อที่จะให้เป็นสีม่วง ซึ่งแบบนั้นมันไม่ได้ เขาซื้อ ๆ ๆ ๆ แล้วก็บอกว่าให้เปลี่ยนเป็นสีม่วงเลย ทั้งๆ ที่มีชาวบ้านอีกมากมายที่ทำสวนมะพร้าว ทำไร่ ประมง มีเพียงแค่พื้นที่สีเหลี่ยมเล็กๆ ที่เป็นพื้นที่ก่อสร้างโรงงานอุตสาหกรรมอยู่ๆ ก็มาใช้อภิสิทธิ์ครอบให้เป็นสีม่วงเลยนั้นมันไม่มีความชอบธรรมเดี๋ยววันที่ 12 ตุลาคม 2551 นี้เราก็จะต้องไปยื่นคัดค้านผังเมืองตรงนั้นอีก

 

ป่าพรุ ลมหายใจของชาวบ้าน

 

ที่ผ่านมา เหตุที่ต้องมีกลุ่มชาวบ้านเข้าไปเฝ้าระวังในพื้นที่ป่าพรุก็เพราะว่า ในขณะที่เรากำลังชี้แจงกับสังคม ชี้แจงกับสาธารณะว่าพื้นที่ป่าแห่งนี้เป็นพื้นที่สมบูรณ์ แต่ว่าเขากับเอาเครื่องมือหนักเข้ามาไถทำลายเป็นร้อยไร่ ซึ่งเราก็ยื่นเรื่องดำเนินการไปทางศาลปกครอง ให้สภาทนายความเดินเรื่อง เพราะการดำเนินการกับนายทุนนั้นมันนานกว่า ช้า แต่ถ้าหากเป็นเรื่องของชาวบ้านแค่ไปเอาน้ำมาตรวจเพียงไม่กี่วันเรื่องก็ขึ้น โรงขึ้นศาลแล้ว มีหมายมาแล้ว

 

ในระดับจังหวัดนั้นเรา พึ่งพาอาศัยไม่ได้เลย เมื่อดูโครงสร้างแล้วระดับกระทรวงก็ไม่สามารถทำอะไรเขาได้เลย คือมีคนใหญ่ๆ โตๆ มาการันตีถ้าหากว่า พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ซึ่งเป็นผู้เปิดโครงการได้ลงมาในพื้นที่เหยียบป่าพรุเพียงวันเดียว พรุ่งนี้เช้าป่าพรุแม่รำพึงกลายเป็นป่าเสื่อมโทรมในทันที สังคมพร้อมที่จะเชื่ออยู่แล้ว ชาวบ้านจึงยืนยันโดนการเฝ้าระวังพื้นที่ป่าพรุเอาไว้เพียงแต่ว่าคุณอย่า ทำลายหลักฐานคือป่าพรุที่มีอยู่ สุดท้ายแม้กระทั่งรัฐมนตรีหรือว่าผู้นำในระดับประเทศลงมาในพื้นที่เขาก็ไม่ กล้ายืนยันหรอกว่าพื้นที่ป่านั้นยังคงเสื่อมโทรมอยู่ ชาวบ้านก็พร้อมที่จะยืนยันว่ามันเป็นแหล่งทรัพยากรของเราเป็นแหล่งอาหารของ กุ้ง หอย ปูปลา   

 

คลังอาหารทางทะเลแหล่งใหญ่

ตลอดระยะทางที่ติดทะเล ความยาว 2800 กว่ากิโลเมตรทั้งฝั่งอันดามันและอ่าวไทย ทำไมไม่เก็บให้เป็นครัวของโลก เป็นครัวของเมืองไทย ทำไมต้องเอาอุตสาหกรรมเหล่านี้มาทำลาย เราคิดว่าพื้นที่มันไม่เหมาะสม เพราะว่าใน 3 พื้นที่คือโรงถลุงเหล็ก ป่าพรุ โรงรีดเหล็กนั้น โรงรีดเหล็กจะเป็นพื้นที่ที่อยู่ตรงกลาง ป่าพรุแม่รำพึงจะอยู่ทางด้านบน แล้วก็ปลายน้ำคือคลองแม่รำพึง คือประมงเรือเล็ก คำถามก็คือว่าหากมีสิ่งที่รั่วไหลและปนเปื้อนลงไปในพื้นที่คลองแม่รำพึงนั้น จะมีใครจัดการแก้ปัญหาและรับผิดชอบ

 

สาเหตุที่เราหวงพื้นที่ ป่าพรุแม่รำพึงคือ คนในสังคมจะพูดว่าปลาทูในทะเล 12 ตัวต่อกิโลกรัม แต่ทำไมไม่พูดกันบ้างว่าปลาทูนั้นกินอะไร ปลาทูกินแพลงตอน และในพื้นที่นี้เป็นแพลงตอนที่มาจากป่าพรุแม่รำพึง ถ้าหากช่วงที่แพลงตอนเดินทางมาแล้วเจอเข้ากับสารเคมีเขาก็จะไปไม่ถึงปากอ่าว ไม่มีการกินอาหารของปลาในอ่าวก็จะเกิดการหมักหมม ป่าพรุแม่รำพึงเป็นแหล่งสร้างแพลงตอนพืช แพลงตอนสัตว์เป็นแหล่งสร้างอาหารที่อยู่ในบริเวณแถบนี้

 

มะพร้าวของชาวบ้าน เหล็กของนายทุน

บางสะพานมีมะพร้าวที่ คุณภาพดีที่สุด แต่ว่าเรื่องของจำนวนตอนนี้ไปอยู่ที่ทับสะแกแล้ว ถามว่ามะพร้าวต้นหนึ่งกับเหล็กกองหนึ่งใครได้ผลประโยชน์มากกว่ากัน ต้นมะพร้าวตัวลำต้นเอามาทำการก่อสร้างได้ ต้นก็ทำไม้กวาด ลูกก็ขายได้ มีกะทิให้อีก กะลาเอามาทำหัตถกรรมได้ ถามว่ามะพร้าวทั้งต้นมีประโยชน์ทั้งหมด เหล็กของบริษัท 1 กองทำได้อย่างเดียวก็คือรถยนต์ และต่อไปปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นจะมาจากเรื่องของอาหารทั้งสิ้น คนเราต่อไปจะเกิดการแย่งอาหารกันลักข้าวในนา ลักหมู ลักเป็ด ลักไก่ มันจะไม่ลักกันหรอกรถยนต์.

ยันไม่ขวางความเจริญ เพียงแต่ผิดสถานที่

วิฑูรย์ บอกต่ออีกว่า โรงงานรีดเหล็กก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2532 สร้างมลพิษมากมายอย่างที่กล่าวไปแล้ว แต่อยู่ ๆ กลับมีแนวคิดที่จะสร้างโรงงานถลุงเหล็กที่ถูกระบุว่าเป็นโรงงานที่สร้าง มลพิษเป็นอันดับสองรองจากโรงไฟฟ้าขึ้นมาอีกในพื้นที่บริเวณเหนือป่าพรุ จึงมีคำถามว่าแล้วอะไรจะเกิดขึ้น เราคิดว่ามันไม่เหมาะสม ศักยภาพของ จ.ประจวบฯ ทั้ง 200 กว่ากิโลเมตรที่ติดกับชายทะเลนั้น ศักยภาพในด้านท่องเที่ยวมีเยอะ สามารถจะพัฒนาด้านท่องเที่ยวได้โดยที่สภาพของมันก็ยังคงอยู่เหมือนเดิม ความเป็นระบบนิเวศน์ตรงนี้ก็ยังคงเหมือนเดิมไม่ได้ถูกดัดแปลง การพัฒนาที่จะเกิดขึ้นที่นี่เรามีตัวอย่างแล้วอย่างที่ จ.ระยองหรือว่ามาบตาพุด ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ชัดเจน

หากประเทศไทยมีความจำเป็นจริงๆ ที่จะต้องสร้างโรงถลุงเหล็ก เราบอกได้เลยว่าพื้นที่ตรงนี้ไม่เหมาะสม อยากจะให้เปลี่ยนสถานที่ ด้วยศักยภาพในพื้นที่ของเราไม่มีความจำเป็นจะต้องทำอุตสาหกรรมเหล็ก เพราะในพื้นที่ไม่มีอะไรเลย วัตถุดิบ เครื่องจักร หรือแม้แต่บุคลากร สิ่งเหล่านี้ต้องนำเข้ามาทุกอย่าง แล้วเอามากองเหลือกากทิ้งเอาไว้ มีความชอบธรรมหรือเปล่าที่คนที่นี่จะต้องนอนสูดดม ชาวบ้านเองยังต้องใช้น้ำบ่อน้ำดินอยู่ ทุกวันนี้สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วคือน้ำแห้ง ชาวบ้านก็เดือดร้อน

ใน จ.ประจวบฯ ตลอดแนวชายฝั่งยังคงมีประมงชายฝั่งให้เห็นอยู่ จนสุด อ.บางสะพานน้อย ปลายังมีอยู่ตามชายฝั่ง ชาวบ้านยังคงหากินได้โดยไม่ต้องลงไปในทะเลลึก เพียงแค่แนวชายฝั่งเท่านั้นก็หาได้แล้ว

เสียงตะโกนของชาวบ้านที่ไม่มีใครได้ยิน

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 19 ธ.ค.2550 ที่ผ่านมา เป็นวันที่กลุ่มเสื้อแดง ซึ่งเป็นการรวมตัวของชาวบ้านที่คัดค้านโครงการนี้เกิดขึ้น ตอนนั้นชาวบ้านรวมตัวกันเข้าไปยื่นหนังสือประท้วงโครงการมิให้มีการดำเนิน การ เพราะในเวลานั้นยังไม่มีการทำอีไอเอ เพราะฉะนั้นทางบริษัทจึงไม่สามารถที่จะดำเนินการก่อสร้างในพื้นที่ได้ แต่ผลที่เกิดขึ้นคือชาวบ้านก็ถูกตีไปสองรอบ ตำรวจ 300-400 คนก็ไม่สามารถที่จะคุ้มกันชาวบ้านได้

หลักของการพัฒนา หากใช้ประชาชนเป็นหลักเป็นศูนย์กลางในการพัฒนา ปัญหาต่างๆ มันก็จะไม่เกิดขึ้น แต่ในกรณีนี้เขาเห็นประชาชนเป็นหางแถว ฟังเฉพาะประชาชนที่เป็นนายทุนเท่านั้น ไม่เห็นประชาชนธรรมดาๆ ที่นั่งอยู่ตรงนี้ ไม่สนใจว่าชาวบ้านจะเดือดร้อนหรือไม่ ในขณะที่คุณขุดคลองชาวบ้านเดือดร้อน เราให้เหตุผลว่าหากบริษัทถมดินในพื้นที่ ที่จะสร้างโรงถลุงเหล็กขึ้นไป 4-7 เมตร หมู่บ้านแต่เดิมที่อยู่บริเวณรอบๆ น้ำจะท่วมอย่างแน่นอน

เราก็พูดแบบนั้นทางบริษัทเขาก็เอาไปตีความว่าชาวบ้านอยากจะได้ร่องน้ำ ก็เสนอทุนให้ ออกมาแจงกับสื่ออย่างนั้นอย่างนี้ว่าบริษัทขุดคลองให้หมู่บ้านเขาก็ได้หน้า ไปแล้ว ได้พื้นที่ทางสังคมไป แต่คนที่ได้ประโยชน์จริงๆ คือใครก็คือโครงการนั่นเอง เพราะน้ำจะไม่ท่วมโครงการ เพราะในเวลาที่เขาขุดนั้นชาวบ้านก็ไปทักท้วงว่ายังไม่มีอีไอเอ แต่เขาก็ไม่สนใจเดินหน้าขุดต่อไป ตอนนี้เขาก็หยุดดำเนินการไปเพราะมันเสร็จแล้ว ตอนนี้ก็มีการก่อสร้างออฟฟิศขึ้นมาอีก ชาวบ้านก็ยืนยันว่ามันไม่สามารถทำได้เพราะว่าพื้นที่ดังกล่าวนั้นกำลังรอทำอีไอเออยู่

จับโกหกอีไอเอของบริษัทที่ปรึกษาฯ

ชาวบ้านเรียกร้องให้ยกเลิกการทำอีไอเอที่ฉ้อฉล ชาวบ้านเรียกร้องไปว่าถ้าหากจะทำใหม่ต้องไม่ใช่บริษัทที่ปรึกษาด้านสิ่งแวด ล้อมที่เคยทำมา คือต้องไม่ใช่บริษัทปัญญาคอนซัลแตนท์และธาราคอนซัลแตนท์ คือเราให้ยกเลิกใบอนุญาตของ 2 บริษัทนี้ และให้ยกเลิกการทำอีไอเอที่เป็นเท็จที่ชาวบ้านจับได้ เพราะเขาบอกว่าป่าพรุแม่รำพึงเป็นป่าเสื่อมโทรม คนระดับรัฐมนตรีลงมาในพื้นที่ยังไม่กล้าพูดว่าป่าเสื่อมโทรมเลย เพราะว่ามันยังคงเป็นป่าที่สมบูรณ์ 100%

เมื่อครั้งที่รัฐมนตรีลงมาในพื้นที่นั้นทางกลุ่มยื่นข้อเสนอไปว่าให้ยก เลิกอีไอเอทั้งสองฉบับ เพราะมันเป็นเท็จหลายๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทางน้ำไหล หรือเรื่องป่าที่เขาบอกว่าเสื่อมโทรม เรื่องกองขยะพิษของบริษัทที่จะอยู่ติดกับพื้นที่ที่ชุมชน แต่ในอีไอเอกลับบอกว่ามันอยู่ห่างออกไป 1 กิโลเมตร กองขยะพิษที่สูง 22.50 เมตร อยู่ใกล้กับชุมชนเพียงนิดเดียว ไม่ถึง 500 เมตรด้วยซ้ำไปโดยในบริเวณนั้นมีวัด มีโรงเรียน มีชุมชน มีสถานที่ราชการ มีทุกสิ่งทุกอย่างตั้งพิงเอาไว้กับกองขยะพิษ ชาวบ้านอ่านอีไอเอมาปี 2 ปีแล้ว อ่านจนเข้าใจทุกสิ่งทุกอย่าง ถ้าหากว่ามีการเปิดเวทีดีเบตกันระหว่างชาวบ้านกับบริษัท เขาไม่เอาหรอก เพราะว่าข้อมูลที่ชาวบ้านนำเอาออกมาพูดถ้าหากว่ามันไม่เป็นความจริงแล้วนั้น ชาวบ้านติดคุกกันตายไปแล้ว แต่มันเป็นข้อมูลที่แท้จริงทั้งหมด

โครงสร้างกลุ่มทุนของนายทุนเพื่อนายทุน

โครงการนี้เราก็รู้แล้วว่าเป็นของใคร เราได้รู้มาแล้วว่าโครง สร้างของสหวิริยานั้นเป็นโครงสร้างของนักการเมืองทั้งสิ้น คือนักการเมืองเอาเงินมากองรวมกัน แล้วให้ตระกูลวิริยะประไพกิจดูแลเท่านั้นเอง แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกลับไม่มีใครออกมารับผิดชอบ เป็นโอปปาติกะไม่มีตัวตน ไม่มีใครแสดงความรับผิดชอบ ต่างคนต่างเปิดตูดหนีกันไปหมด เอากำไรกันแล้วก็ไปขณะที่ชาวบ้านรับความเดือดร้อนนั้นเอาไว้ ต้องอยู่กับกองขยะพิษสูง 20-30 เมตร กองอยู่ชั่วกัลป์กาล ไปถึงรุ่นลูกหลาน ปัญหาเกิดขึ้นแน่นอนหากว่าเราไม่คัดค้าน เพราะในพื้นที่ตรงนี้โอกาสที่จะเกิดขึ้นของนิคมอุตสาหกรรมนั้นมันมีมาก เพราะตอนนี้เขาพยายามที่จะซื้อที่ดินให้มากเพื่อที่จะเปิดนิคมอุตสาหกรรม เมื่อนั้นประชาชนก็จบ

แผนแก้น้ำท่วม ถูกแปรความหมายผิดเพี้ยน

ตอนนี้มีโครงการพระราชดำริเข้ามา มีงบประมาณลงมาในพื้นที่ 1,500 ล้านบาท แต่กรมชลประทานกลับเอามาแปรความไปอีกอย่างหนึ่ง กล่าวคือในหลวงทรงตรัสว่าให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงไปดูที่ อ.บางสะพาน ว่าทำไมจึงเกิดน้ำท่วมซ้ำซากเพียงเท่านี้ แต่หน่วยงานที่รับเรื่องมาก็เอามาแปรความหมายกันใหญ่โตมโหฬาร คือไปแปรว่าให้ก่อสร้างคลองใหม่ ต้องใช้งบประมาณถึง 1,200 ล้าน งบจึงถูกเจียดไปเพื่อสนองโครงการของบริษัท โดยที่ไม่เกี่ยวข้องกับโครงการพระราชดำริแต่อย่างใด

ร่องคลองที่ดินที่ผ่านคลองก็เป็นของบริษัทสหวิริยาทั้งสิ้น ถามว่าใครที่ได้ประโยชน์ เจ้าของโครงการคำนึงเพียงว่าไม่ให้น้ำท่วมในพื้นที่ให้น้ำระบายออกไปเร็วที่ สุด แต่อ้างว่าน้ำที่ท่วมพื้นที่บางสะพานจะได้ไหลออกไปซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ เพราะว่าในระดับพื้นที่ตรงนั้นต่ำกว่ามาก เป็นไปไม่ได้ที่น้ำจากพื้นที่ต่ำจะไหลไปในพื้นที่สูง เขาอ้างว่าวิธีที่แก้ปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่บางสะพานจะต้องรีบขุดคลองนี้ให้ เร็วที่สุด เพราะหากจะขุดคลองตรงนั้นเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมที่บางสะพานนั้นต้องใช้งบ ประมาณมหาศาลเพื่อที่จะผันน้ำ ไม่ใช่ปล่อยให้ไหลโดยวิธีการทางธรรมชาติ ต้องใช้การผันน้ำจากที่ต่ำไปที่สูง

เหตุผลก็คือเขาขุดเพื่อที่จะสนองโรงงานเหล็ก สำหรับการลำเลียงแร่ถ่านหินเข้ามาในพื้นที่ได้ ตัวโครงการคือคลองกว้าง 100 เมตร ลึก 40 เมตร ทางบริษัทจะได้ประโยชน์โดยจะเป็นการลดพื้นที่การก่อสร้างสายพานลำเรียงแร่ ของบริษัท เพราะส่วนปลายของคลองนั้นใกล้กับพื้นที่ของที่เก็บสินแร่เหล็ก มันได้หลายอย่างบริษัทก็จะได้ทรายจากร่องคลองที่ขุดขึ้นมาด้วย บริษัทมีแต่ได้กับได้ หลังจากที่ชาวบ้านรู้ทันโครงการพระราชดำริที่จะขุดคลองนั้นก็หยุดไป

ชาวบ้านคิดว่าหากทางสหวิริยาบริสุทธิ์ใจจริงที่จะแก้ไขปัญหาน้ำท่วมที่ บางสะพาน สิ่งที่ต้องทำคือขุดลอกคลองแม่รำพึง และคลองบางสะพานตลอดทั้งเส้น ไม่ใช่ว่าเอานโยบายมาขุดลอกคลองใหม่ การขุดคลองใหม่นั้น นายทุนร่วมกับชลประทานที่ 14 เอาเงิน 1200 ล้านมาขุดแล้วเหลือเงินเพียง 300 ล้านให้ลอกคูคลอง ซึ่งขัดกับจุดประสงค์ของโครงการพระราชดำริ และสิ่งที่จะช่วยแก้ปัญหาอีกเรื่องหนึ่งก็คือให้บริษัทเปิดฐานสะพานที่สร้าง กินเนื้อที่คลองเข้ามา เปิดถนนแล้วสร้างเป็นสะพานฐานโปร่งทั้งหมด

อีกเรื่องหนึ่งก็คือในพื้นที่คลองบางสะพานที่อยู่ ๆ เขาก็มาสร้างฝายปิดเอาไว้ เพื่อที่จะดูดเอาน้ำเข้าไปใช้ในโรงงาน ทำให้ระดับน้ำสูง แน่นอนว่าบริษัทเขามีปัญญาในการเอาเงินมาซื้อท่อหัวดูดอยู่แล้ว แต่ว่าชาวบ้านจะเอาปัญญามาจากไหน บริษัทเอาหัวดูดไปไว้ทางด้านหลังฝายน้ำทางด้านล่างก็แห้งหมด เกิดการตื้นเขินน้ำไม่มี พอน้ำป่ามาก็ไม่มีทางไปมันก็ต้องโถมเข้าไปในตัวอำเภอทั้งหมด

แหล่งรองรับน้ำธรรมชาติ

ปีที่เขื่อนคลองลอยแตกตอนปี 2548 ปริมาณน้ำอยู่ที่ 3.75 เมตร วัดจากโคนเสม็ดขึ้นไปหาของน้ำทางด้านบน ถามว่าปริมาณพื้นที่ตั้งกี่พันไร่รับน้ำได้มหาศาลถามว่าอยู่ๆ เอาดินลงมาถมแล้วน้ำทั้งหมดจะไปไหน ก็ไปลงที่ อ.บางสะพานเต็มๆ อยู่ในนั้นทั้งหมด

สิ่งที่คน ต.ธงชัย คัดค้านก็คือหากมีการถมดินของบริษัทสูง 4-7 เมตร ซึ่งพื้นที่ตรงนั้นเป็นพื้นที่รับน้ำจากตัว ต.ธงชัย เมื่อถูกดินถมลงไปถ้าหากน้ำมา ต.ธงชัยก็จะกลายเป็นหนองน้ำ และ ต.ธงชัยก็เป็นหนึ่งใน 4 ตำบลที่ถูกระบุอยู่ในอีไอเอว่าจะมีผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม โดยมี ต.แม่รำพึง ต.กำเนิดนพคุณ ต.องค์ประสาท ถามว่าคน ต.ธงชัยมาคัดค้านเขามามีความชอบธรรมหรือเปล่า ถ้าหากเขาไม่ค้านแล้วน้ำที่ท่วมไปไหนก็ต้องกลับไปที่ ต.ธงชัย ถ้าถมพื้นที่ 4-7 เมตรอย่างที่เขาบอกแล้วอะไรจะเกิดขึ้น

บทสรุปของการต่อสู้ที่ยาวนาน

ตอนนี้แนวทางการต่อสู้ของชาวบ้านในระยะยาวเราก็ได้ไปเกาะเกี่ยวกับ  5 พันธมิตรใน จ.ประจวบฯ ทั้งบ้านกรูด บ่อนอก ทับสะแก อ่าวน้อย แล้วก็แม่รำพึง รวมกลุ่มกันเคลื่อนไหว มีการประสานงานกันเพื่อที่จะไปคัดค้านในพื้นที่ ตอนนี้ก็เป็นแบบที่ว่าคือการผลักดันให้มีการยกเลิกอีไอเอก่อน แล้วก็ผลักดันพื้นที่ป่าพรุให้เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญในระดับนานา ชาติ ก็มีการตามดูข้อเรียกร้องต่างๆ ที่เราเรียกร้องไป ต้องติดตามตรวจสอบในทุกๆ จุดที่เราเรียกร้องไป ซึ่งปัจจุบันหนังสือที่เราไปยื่นนั้นมีมากกว่า 200 กว่าฉบับแล้ว

กรณีที่เกิดขึ้นทั้งหมดเรายืนยันมาตลอดว่า เราค้านด้วยความบริสุทธิ์ใจ หากว่าการพัฒนาแบบมือใครยาวสาวได้สาวเอาแบบนี้ชาวบ้านไม่ยอมแน่ เพราะเรารู้ต้นเหตุหมดแล้ว เพราะฉะนั้นคุณไม่สามารถที่จะหลอกชาวบ้านได้อีกต่อไป เรายอมไม่ได้แล้ว

...จากปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดจะเห็นว่าภาพความขัดแย้ง การเผชิญหน้าได้ก่อตัวขึ้นในพื้นที่บางสะพานแล้ว และกล่าวได้ว่าปัจจัยสำคัญที่นำมาสู่ปัญหานั้นคือการที่รัฐและทุนไม่ยอมรับ ไม่ฟังเสียง มองข้ามความต้องการของคนในชุมชน และที่สำคัญคือการปฏิเสธการมีส่วนร่วมของคนในท้องถิ่น และกล่าวได้ว่าสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัฐและทุนในอีกหลายๆ พื้นที่ล้วนเกิดมาจากปัจจัยเดียวกันนี้

ดังนั้น หากรัฐเห็นความสำคัญของปัญหาที่เกิดขึ้นจะต้องมีการเปิดเวทีรับฟังความคิด เห็นของคนในท้องถิ่น เคารพการตัดสินใจของชาวบ้าน ต้องชี้แจงข้อดีข้อเสียของโครงการอย่างรอบด้าน เพราะไม่เช่นนั้นแล้วมีแต่จะนำไปสู่การเผชิญหน้าที่แหลมคมมากไปกว่านี้.

-----------------------------------------------------------------------------------------------------

ที่มา - บทสัมภาษณ์วิฑูรย์ บัวโรย 3 พฤษภาคม 2551

โดย อรรถพงศ์ ศักดิ์สงวนมนูญ สำนักข่าวประชาธรรม ตอนที่1 และ ตอนที่ 2

 

 

 

 

 

 

บทความ

อ่านบทความย้อนหลังทั้งหมด

กลุ่มศึกษาทฤษฎี

รวมเว็บไซต์น่าสนใจ

ล็อกอิน หรือ สมัครสมาชิก เพื่อเสนอความเห็นหรือตั้งกระทู้