กรณีไม่ยืนฯของโชติศักดิ์กับอิทธิพลของวัฒนธรรมไพร่ฟ้า

tags:
โดย: 
สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ

นายสุธาชัย ยิ้มประเสริฐ อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ ได้นำเสนอความเห็นเรื่องนี้ในการเสวนาวิชาการเรื่อง  ‘สิทธิมนุษยชนกับความคิดเห็นที่แตกต่าง’ ซึ่งจัดโดยสถาบันสันติประชาธรรม เมื่อวันที่ 2 พ.ค.51 ที่คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ท่าพระจันทร์

การเสวนาครั้งนี้ จัดขึ้นเนื่องจากกรณีที่นายโชติศักดิ์ อ่อนสูง และนางสาวชุติมา เพ็ญภาค ถูกแจ้งข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ จากการไม่ยืนเคารพเพลงสรรเสริญพระบารมีในโรงภาพยนตร์เมื่อเดือนกันยายน 2550  มีข้อความ ดังนี้

 

 

 

๑.ต่อให้ไม่มีกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเลย มันก็มี กำแพงความคิดจากการครอบงำ ทำให้ประชาชน ลุกขึ้นมาปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างปราศจากเหตุผลอย่างที่เคยเกิดขึ้นแล้วในกรณี 6 ตุลา (2519)

๒.หลังปี 2475 มีความพยามจะเลิกการแบ่งแยกตรงนั้น เลิกสิทธิโดยชาติกำเนิด ฐานันดร แต่กระแสนิยมเจ้าได้ฟื้นตัวกลับตั้งแต่ปี 2490 แล้วทำลายดอกผลของการปฏิวัติ 2475  แล้วนำสังคมไทยมาสู่ถอยหลังลงคลอง วัฒนธรรมไพร่ฟ้าถูกรื้อคืนขึ้นมา ประชาชนก็ถูกปฏิบัติ หรือคงรักษาให้อยู่ในสถานะคล้ายๆ กับเป็นไพร่ต่อไป

๓.คนเหล่านี้ไม่ได้คิดว่าต้องปลุกระดม โฆษณาเคลื่อนไหวให้ประชาชนเกลียดชัง จนกระทั่งไปโหวตไม่รับรัฐบาลแล้วไปเลือกพรรคอื่น เขาไม่ได้คิดอย่างนั้น คือ ถ้าคิดแบบนั้นก็โอเค ถือว่าแฟร์เพลย์ เป็นประชาธิปไตยแต่เขาต้องการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน เรื่องสิทธิมนุษยชนกับความเห็น ประเด็นสำคัญที่ต้องพูดถึงคงเป็นเรื่องของคุณโชติศักดิ์ อ่อนสูง ผู้ตกเป็นผู้ต้องหาคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเพราะไม่ยืนเคารพเพลงสรรเสริญในโรงหนัง ซึ่งมีความพยายามในการโยงเรื่องนี้เข้ากับอีกคดีหนึ่งของคุณชาญวิทย์ จริยานุกูล ที่ตกเป็นผู้ต้องหาคดีเดียวกัน

ผมคิดว่าวันนี้มาพูดเรื่องคุณโชติศักดิ์ก่อน เพราะกรณีคุณชาญวิทย์อาจผูกพันกับอีกหลายเรื่อง เมื่อพูดถึงคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพในกรณีคุณโชติศักดิ์ คงต้องเริ่มที่ประเด็นสำคัญเกี่ยวกับ “เพลงสรรเสริญพระบารมี

เราต้องเข้าใจว่าโดยธรรมชาติว่า เพลงสรรเสริญพระบารมีเป็นเพลงปลุกใจชนิดหนึ่ง ซึ่งเรื่องนี้ก็มีคนให้ความคือ คุณตติกานต์ เดชชพงศ เขียนบทความไว้ว่า เพลงสรรเสริญพระบารมีเกิดขึ้นก่อนในเนเธอร์แลนด์ ซึ่งเป็นเพลงสรรเสริญพระเจ้าวิลเลียมที่ 1 สมัยที่ชาวฮอลแลนด์ปฏิวัติสเปน ต่อมาก็เกิดเพลงลักษณะเดียวกันที่สดุดีกษัตริย์ในประเทศต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่อังกฤษ คือ เพลง God Save the Queen ซึ่งประเพณีการยืนเคารพรูปพระมหากษัตริย์ในอังกฤษเกิดขึ้นในสมัยก่อนนานแล้ว เมื่อฉายพระบรมฉายาลักษณ์ของกษัตริย์ก็ต้องเปิดเพลง God Save the king หรือ god save the queen

การเริ่มในอังกฤษเริ่มในสมัยชาตินิยม แล้วต่อมาประเพณีนี้ก็แพร่ไปในอาณานิคมของอังกฤษด้วยโลก ซึ่งข้อมูลที่มีมาพบว่า ได้ยกเลิกประเพณีไปนานแล้ว ว่ากันว่าเป็นเพราะเมื่อราว 30-40 ปีก่อน พวกนักศึกษาปัญญาชนคัดค้าน ประท้วงโดยการไม่ยืน เมื่อไม่ยืนกันมากเข้า รัฐบาลอังกฤษก็เลิก

ความสำคัญอยู่ที่ว่า จารีตนี้พวกฟาสซิสม์ได้นำไปใช้ด้วย ในเยอรมนีช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 สมัย ฮิตเลอร์  ในอิตาลียุคของมุสโสลินี และในญี่ปุ่นก็เช่นเดียวกัน มีการเปิดเพลง แล้วให้ประชาชนยืนตรงเคารพ  รูปอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ เคารพรูปมุสโสลินี หรือเคารพรูปจักรพรรดิญี่ปุ่น แต่เมื่อแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 แล้วประเพณีนี้ก็เลิกไป ไม่มีแล้วทั้งในเยอรมนี อิตาลี และญี่ปุ่น 

กลับมาดูประเทศไทย เราต้องเข้าใจว่าแต่เดิมมา การเคารพกษัตริย์ไม่ใช่การยืน แต่เป็นการหมอบกราบกับพื้น ถ้าขุนนางยืนต่อหน้ากษัตริย์นั่นคือการกระด้างกระเดื่อง เป็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ดังนั้น จารีตการยืนในความหมายเดิมจึงไม่ใช่การเคารพ จนกระทั่งจารีของทางตะวันตก เข้ามาในสังคมไทยประมาณ   รัชการที่5 จึงยอมให้ขุนนางนั่งเก้าอี้หรือยืนหรือถวายคำนับ เนื่องจากการหมอบกราบดูเป็นเรื่องล้าสมัย ฉะนั้น การยืนเคารพเป็นเรื่องใหม่ เมื่อมีการเปลี่ยนจารีตตามฝรั่ง

และหลังจากนั้น ราวปี 2430 จึงเริ่มมีการแต่งเพลงสรรเสริญพระบารมีในสมัยรัชกาล5 นั้นเอง โดยก่อนหน้านี้ก็ได้ขอยืมเพลง god save the queen มาใช้ก่อนโดยการบรรเลงเพื่อสดุดีพระมหากษัตริย์ จนมีการแต่งเพลงสรรเสริญเองครั้งแรก ซึ่งก็มีแค่ 4 วรรค  คำ “ข้าวรพุทธเจ้า” แล้วมาที่ “ธ ประสงค์ใด  ......” เลย  แล้วที่เห็นเนื้อยาวขึ้นอย่างในปัจจุบันนั้น แต่งในสมัยรัชการที่ 6 เพิ่มเติมเข้าไป

เพลงนี้ใช้ในพระราชพิธีอย่างเป็นทางการ ที่ต้องทำแบบตะวันตกเท่านั้น ถ้าเป็นพิธีแบบพราหมณ์ก็ใช้เพลงอื่น จะมีแบบแผนว่าใช้เพลงสรรเสริญเพื่อรับเสด็จ ส่งเสด็จ ใช้ในงานเป็นทางการ ใช้ในงานที่มีผู้แทนพระองค์ ฯ และต้องบรรเลงเพื่อถวายพระเกียรติยศเท่านั้น ดังนั้น การใช้เพลงสรรเสริญพระบารมีในอดีต เป็นเรื่องของพิธีการในราชสำนักและเป็นเรื่องที่ “ไม่เกี่ยว” กับไพร่เลย เพราะในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์นั้น ไพร่ห่างไกลกับสถาบันกษัตริย์มาก แม้กระทั่งพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยา ไพร่ไม่มีสิทธิกลืน มีแต่พวกขุนนางเท่านั้นที่มีสิทธิดื่มได้ ไพร่ต้องภักดีแต่ไม่ต้องอยู่ในพิธีกรรม

การที่มีการจารึกไว้ว่า เพลงสรรเสริญเริ่มใช้ในการแสดงหนังละครก่อน ปี 2475 นั่นไม่จริง มันมีการนำเพลงของตะวันตกมาใช้จริง แต่เท่าที่มีการสอบถามนั้นเป็นการใช้เพลงอื่น เพราะไม่ใช่พิธีในพระราชสำนัก
แล้วใครที่ทำให้เกิดพิธีการยืนตรงแบบนี้ มันเกิดขึ้นหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ที่ราษฎร ประชาชนทั่วไปกลายเป็นเป้าหมาย ต้องเกี่ยวข้องกับการเมือง เริ่มต้นเมื่อจอมพล ป. ดำเนินนโยบายรัฐนิยม มีแบบแผนให้มีการยืนตรงเคารพเพลงชาติ และยังรวมไปถึงเพลงสรรเสริญด้วยในที่สาธารณะ

ดังนั้น จารีตการใส่เพลงสรรเสริญพระบารมีเข้าไปในการแสดงหนังละคร น่าจะเริ่มหลังจากนี้ เพราะก่อนหน้านั้นหนังก็เข้ามาฉายน้อย และหลังสงครามโลกจึงเริ่มมีหนังเข้ามาฉายมากขึ้น สถานีวิทยุต่างๆ ก็เริ่มเปิดเพลงสรรเสริญพระบารมี ดังนั้น การฉายหนังสมัยนั้น จึงปิดท้ายด้วยเพลงสรรเสริญ ขอย้ำว่าสมัยนั้นเป็นเพลง “ปิดท้าย”  เราจะรู้กันว่าถ้าขึ้น “ข่าวอ” แปลว่าหนังจบ เราไม่เรียกว่า “ข้าวอ” [ข้าวรพุทธเจ้า] แต่เรียก “ข่าวอ”

แล้วทำไมเปลี่ยนมาเปิดเพลงนี้ก่อน มันเริ่มช่วงหลัง 14 ตุลา [2516] จนราวปี 2520 ที่เริ่มเกิดความวิตกต่อความมั่นคงของสถาบันพระมหากษัตริย์จากการคุกคามของพวกสังคมนิยม ชนชั้นนำไทยจึงบีบบังคับให้ประชาชนเคารพมากขึ้น การเปิดเพลงทีหลัง มีปัญหาว่าประชาชนพากันเดินออกก่อน ซึ่งคงไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องเคารพหรือไม่เคารพ จึงตัดปัญหา

ดังนั้น ในสมัยธานินทร์ [กรัยวิเชียร] จึงเปลี่ยนเอามาเปิดเพลงก่อนการฉายหนังเพื่อให้ประชาชนยืนเคารพก่อน อันนี้จะชี้ให้เห็นว่า มีคนไม่ยืนกันมาแล้ว ซึ่งอาจด้วยเหตุผลหลายประการ และการยืนตรงในโรงหนังเป็นจารีตที่มีความเป็นมาเหมือนกันและเป็นความจงใจ แต่เอาเข้าจริงทางปฏิบัติก็บังคับไม่ได้ เพื่อนบางคนที่ต้องการดูหนังและรำคาญไม่อยากยืน ก็จะไปเข้าห้องน้ำเมื่อเปิดเพลงข่าวอ ซึ่งก็คงไม่ท้าทายเท่าที่คุณโชติศักดิ์ทำ ถ้าใครดูหนังบ่อยๆ จะรู้ว่าเมื่อขึ้นโฆษณามือถือดีเทคหรือเอไอเอสในโรงหนังแล้ว ก็จะรู้ว่าจะมีเพลงนี้แล้วก็จะไปเข้าห้องน้ำ

ในต่างประเทศ มีการแสดงเจตจำนงในการต่อต้านโดยตรง กรณีของของเพลงชาติอเมริกา ก็มีคนไม่ยืนไม่เคารพเพลงชาติ คือ ‘โทนี สมิท’ (นักกีฬาบาสเกตบอลหญิงจากวิทยาลัยแมนฮัตตันวิล)ซึ่งมีเชื้อสายอินเดียนแดงไม่สามารถจะยืนเคารพเพลงชาติอเมริกาได้ เพราะเป็นการดูถูกชนชาติของเขา

กรณีของโชติศักดิ์ สะท้อนให้เห็นปัญหาในไทย 2 ระดับ ที่สำคัญมาก ระดับที่หนึ่ง อันนี้โยงกับที่ทางผู้จัดเปิดวิทยุผู้จัดการเมื่อสักครู่นี้ ขณะนี้กรณีโชติศักดิ์กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการใส่ร้ายป้ายสีทางการเมือง ด้วยการไม่ยืนตรงในโรงหนังแค่นี้ กลายเป็นอาวุธทางการเมืองในการโจมตีรัฐบาลสมัคร

ทำไมผู้จัดการโจมตีจักรภพว่า ทำไมยอมให้คนใส่เสื้อแบบนี้ออกทีวี โดยเหตุผลแล้ว เรื่องนี้เป็นเรื่องที่งี่เง่า เพราะไม่มีกฎหมายอะไรบังคับ และตัวโชติศักดิ์เอง ก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับรัฐบาลและจักรภพ เพ็ญแข
กระบวนการใส่ร้ายป้ายสีแบบนี้ โดยมีหนังสือพิมพ์ผู้จัดการเป็นแกน ซึ่งชี้ให้เห็นว่าผู้จัดการตอนนี้กลายเป็น “ดาวสยามยุคใหม่”

ถ้าเราทราบประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ก็จะรู้ว่าดาวสยามแสดงบทบาทอย่างนี้ในสมัย 6 ตุลา ในการใส่ร้ายป้ายสีนักศึกษาโดยใช้ประเด็นสถาบันกษัตริย์ในการโจมตีนักศึกษา วันนี้ไม่มีดาวสยามแล้ว แต่มีผู้จัดการซึ่งพยายามโยงเรื่องโชติศักดิ์ไม่ยืนในโรงหนัง ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในเดือนกันยายนปีที่แล้ว ซึ่งเกิดขึ้นก่อนที่คุณสมัครจะมาเป็นนายกฯ รัฐบาลสมัครไม่เคยมาหนุนและโชติศักดิ์ก็เกลียดสมัครที่สุด (หัวเราะ) อะไรประมาณนี้

ขณะที่ผู้จัดการทำหน้าที่เป็นดาวสยามใหม่ พรรคประชาธิปัตย์ ก็ได้เปลี่ยนเป็นพรรคประชากรไทยยุคเก่า พรรคประชาธิปัตย์ได้หยิบยกเรื่องแบบนี้มาโจมตีสมัคร โจมตีทักษิณ แล้วพยายามโยงว่าเป็นพวกไม่จงรักภักดี ประเด็นในขณะนี้ จึงไม่ใช่เรื่องการยืนหรือไม่ยืน และไม่ใช่แม้กระทั่งเรื่องหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ การโจมตีของผู้จัดการหรือของคุณคำนูณ สิทธิสมานนั้นโจมตีว่าล้มล้างสถาบัน การไม่ยืนตรงนั้นกลายเป็น หรือใส่เครื่องหมายเท่ากับ การนำไปสู่สาธารณรัฐนิยม

ดังนั้น การปลุกระดมอย่างที่เราได้ยินเมื่อกี๊จึงเกิดขึ้น จากการวางเป้าให้ประชาชนเกลียดชังโชติศักดิ์
ไม่ใช่เพราะแค่โชติศักดิ์ไม่ยืนตรง แต่เพราะจะล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ กลายเป็นเรื่องน่ากลัวมาก
การสร้างกระแสแบบนี้ สร้างขึ้นไหม มีการตอบรับไหม ต้องเรียนตามจริงว่า สร้างขึ้น และมีกระแสตอบรับ เพราะขณะนี้ความวิตกอย่างยิ่งของกลุ่มนิยมเจ้า หรือที่เรียกว่า ultra royalist หวาดกลัวมากเรื่องความมั่นคงของสถาบันกษัตริย์

ส่วนหนึ่งต้องยอมรับว่ามาจากกรณีเนปาล สภาพการณ์คล้ายปี 2518 คล้ายๆ เมื่อตอนที่กษัตริย์ลาวถูกโค่น พวกเขารับไม่ได้กับการที่ประเทศต่างๆ ในโลกนี้ไม่มีกษัตริย์ เพราะเห็นว่าระบบกษัตริย์เป็นระบบที่ดีที่สุด การที่ประเทศอื่นไม่มีกษัตริย์เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง ประเทศไทยจึงเป็นกรณีสูงเด่น มีบุญบารมียิ่งกว่าชาติใด ดังนั้น republic จึงไม่ได้คุกคามเฉพาะสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่คุกคามความดีงาม ความพิเศษของสังคมไทยด้วย

พวกเขาจะตีความว่า ถ้าไม่มีสถาบันพระมหากษัตริย์ โลกทั้งโลกของสังคมไทยจะต้องพังทลาย ประชาชนไม่มีที่ยึดเหนี่ยว การเป็น republic จึงเป็นเรื่องร้ายแรง เลวร้าย ที่คนไทยทุกคนต้องลุกขึ้นมาปกป้อง รับไม่ได้อย่างเด็ดขาด เรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่ากลัวมาก

การสร้างกระแสขวาจัดแบบผู้จัดการ การใส่ร้ายป้ายสีทางการเมืองจึงฟังขึ้น และสามารถบวกคะแนนเพิ่มให้กับฝ่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้ และยิ่งกว่านั้นมันโยงกับการบริหารอันเฉไฉของรัฐบาลสมัครด้วย จริงๆ ไม่ควรจะโยงกัน พูดกันแบบแฟร์ๆ ถ้าเราจะต่อต้านรัฐบาลสมัคร จะให้เกิดปัญญาความรู้กับประชาชน ต้องบอกว่าเขาบริหาร ใช้นโยบายที่ผิด ไม่ถูกต้องยังไง และมีนโยบายที่ดีกว่านี้ยังไง ถ้าพูดแบบนี้สร้างสรรค์

แต่เมื่ออยู่ในโครงสร้างความคิดแบบนี้ การโจมตีแบบนั้นมันไม่พอ สู้โจมตีว่าทักษิณล้มสถาบัน สมัครล้มสถาบันไม่ได้ แบบนี้มีน้ำหนักทางการเมือง หรือพูดตรงๆ ว่า หลอกประชาชนได้ง่ายกว่า แล้วทำอย่างไรถึงจะมีรูปธรรม ก็ต้องหยิบกรณีโชติศักดิ์บ้าง กรณีชาญวิทย์บ้างมาโหมประโคมสร้างกระแส

กระแสนี้จะนำไปสู่การรัฐประหารไหม? คิดว่าเขาคิด เพราะวิธีการเบ็ดเสร็จอันเดียว ที่จะทำลายรัฐบาลพลังประชาชน หรือรัฐบาลสมัครได้อย่างเฉียบพลันได้ก็คือ การรัฐประหาร  คนเหล่านี้ไม่ได้คิดว่าต้องปลุกระดม โฆษณาเคลื่อนไหวให้ประชาชนเกลียดชังจนกระทั่งไปโหวตไม่รับรัฐบาลแล้วไปเลือกพรรคอื่น เขาไม่ได้คิดอย่างนั้น คือ ถ้าคิดแบบนั้นก็โอเค ถือว่าแฟร์เพลย์ เป็นประชาธิปไตย แต่เขาต้องการเปลี่ยนแปลง อย่างฉับพลัน ไม่ว่าการรัฐประหารหรือการแทรกแซงทางการเมืองโดยตรงโดยสถาบันพระมหากษัตริย์ ก็ตาม และถ้ากรณีที่สองเกิดขึ้น พวกเขาจะต้องรับผิดชอบ

ประเด็นเหล่านี้น่ากลัวมาก เพราะการรณรงค์อย่างที่ว่า ทำให้เกิดความคับแคบทางความคิดอย่างมากในสังคมไทย  คำขวัญที่ชูว่า “การคิดต่างไม่ใช่อาชญากรรม” เป็นเรื่องรับไม่ได้ของคนเหล่านี้ เพราะเขาคิดว่าการคิดต่างเรื่องสถาบันนั้นเป็นอาชญากรรมโดยตรง เป็นการละเมิดคุณค่าร่วมของสังคม ละเมิดสิ่งที่คนไทยควรยึดถือร่วมกัน เขาไม่อาจยอมรับในหลักการประชาธิปไตย ที่ยึดหลักว่ามนุษย์คิดต่างกันได้ตราบใดที่ไม่ไปละเมิดการเคารพนับถือของคนอื่น

ความจริงแล้ว การนับถือหรือไม่นับถือใครเป็นเรื่องส่วนตัวอย่างยิ่ง แต่สังคมไทยไม่ยอมรับว่าเป็นเรื่องส่วนตัว ความคับแคบของสังคมไทย บังคับให้ทุกคนต้องนับถือในสิ่งเดียวกัน ถ้านับถือในสิ่งที่แตกต่างไปยอมไม่ได้ ดังนั้น กรณีของโชติศักดิ์จึงสะท้อนปัญหาใหญ่มากๆ มากไปกว่าการยืนไม่ยืน เพราะพฤติกรรมเช่นนี้ กระทบกับกระแสครอบงำความคิด หรือทางทฤษฎีเรียกว่า hegemony ซึ่งก็คือ
วัฒนธรรมศักดินาหรือวัฒนธรรมไพร่ฟ้า ซึ่งเป็นอุดมการณ์ของกลุ่มนิยมเจ้า ที่ตกค้างมาตั้งแต่ก่อนการปฏิวัติ 2475

มีการแบ่งจำแนกคนออกไปโดยแบ่งโดยชาติกำเนิด คุณเกิดมาเป็นเจ้า เกิดมาเป็นไพร่ และมีวัฒนธรรมที่ผูกติดกับคุณ ก้าวก่ายแทรกแซงกันไม่ได้และตายตัวอย่างนั้น คนที่เกิดมาต้องยอมรับลำดับชั้นที่เกิดมา ความเสมอภาคทางสังคมจึงเป็นไปไม่ได้

หลังปี 2475 มีความพยามจะเลิกการแบ่งแยกตรงนั้น เลิกสิทธิโดยชาติกำเนิด ฐานันดร แต่กระแสนิยมเจ้าได้ฟื้นตัวกลับตั้งแต่ปี 2490 แล้วทำลายดอกผลของการปฏิวัติ 2475 แล้วนำสังคมไทยมาสู่ถอยหลังลงคลอง วัฒนธรรมไพร่ฟ้าถูกรื้อคืนขึ้นมา ประชาชนก็ถูกปฏิบัติ หรือคงรักษาให้อยู่ในสถานะคล้ายๆกับเป็นไพร่ต่อไป อิทธิพลแบบนี้เองเป็นภัยร้ายแรงทางความคิด และเป็นสถานการณ์ทางความคิดของประชาชน ขอสรุปแบบนี้

วัฒนธรรมไพร่ฟ้าหรือวัฒนธรรมศักดินา ก่อให้เกิดอันตราย หรือภัยร้ายต่อสังคมไทยอย่างน้อย 4 ประเด็น

1. ทำให้แนวความคิดเรื่องความเสมอภาคกันระหว่างมนุษย์เป็นไปไม่ได้ คุณต้องยอมรับว่าจะต้องมีมนุษย์บางกลุ่มอยู่ในสถานะที่สูงกว่าประชาชนโดย ทั่วไป

2. เรื่องนี้ตอบคำถามว่า ทำไมประชาธิปไตยในเมืองไทยจึงล้มลุกคลุกคลาน เพราะรากวัฒนธรรมศักดินานั้นทำลายการเมืองแบบประชาธิปไตย เพราะหลักการสำคัญของประชาธิปไตยนั้น อำนาจอธิปไตยต้องเป็นของประชาชน ประชาชนต้องใช้อำนาจนั้น แต่ในสังคมไทย แนวคิดเราถูกทำให้ยอมรับว่า อำนาจอธิปไตยเป็นของพระมหากษัตริย์ พระมหากษัตริย์เป็นผู้พระราชทานอำนาจนั้นแก่ประชาชน ดังนั้น ประชาชนไทยหรือกลุ่มที่คิดแบบนี้ ยังคิดแบบสมบูรณาญาสิทธิราชและพร้อมเสมอในการถวายพระราชอำนาจคืน

3. แนวความคิดศักดินาทำลายแนวความคิดรัฐประชาชาติสมัยใหม่ เพราะรัฐประชาชาติสมัยใหม่นั้นประชาชนทุกคนต้องเป็นเจ้าของประเทศโดยเท่าเทียมกัน ไม่ว่าเจ้าหรือไพร่ หนึ่งเสียงในประเทศนี้เท่ากัน แต่แนวคิดศักดินาทำให้ประชาชนกลายเป็นผู้อาศัยภายใต้พระบรมโพธิสมภาร ในกรณีโชติศักดิ์จึงมีคนพูดว่าถ้าคิดอย่างนั้นก็ต้องไปอยู่ประเทศอื่น เบื้องหลังการพูดแบบนี้ก็คือความเชื่อที่ว่า รัฐประชาชาติไทยไม่ได้เป็นของประชาชนแต่เป็นของพระมหากษัตริย์ ประชาชนเป็นเพียงผู้อาศัย

4. ประชาชน ไทยจะคุ้นกับการคิดด้านเดียว เห็นภาพสถาบันพระมหากษัตริย์ตั้งแต่ในอดีตเพียงด้านดีด้านเดียว พระมหากษัตริย์ทั้งหลายเป็นผู้มีบุญบารมี มีความสามารถรอบด้าน ซึ่งต้องย้ำว่าสิ่งต่างๆ เหล่านี้เป็นเรื่องไม่จริง ไม่มีมนุษย์คนไหนที่จะมีด้านดีด้านเดียวเช่นนี้ เป็นความคิดที่ไม่เป็นวิทยาศาสตร์อย่างยิ่ง และเมื่อคนไทยรับความคิดแบบนี้ เมื่อมีคนเสนออีกด้านหนึ่งก็เป็นเรื่องรับไม่ได้

ประเด็น ที่ผมชี้แจงมาทั้งหมดนี้ เป็นเรื่องใหญ่กว่าการที่โชติศักดิ์ยืนหรือไม่ยืน และที่จริงมันใหญ่กว่าแม้กระทั่งการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพหรือไม่หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ต่อให้ไม่มีกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเลย ก็มีกำแพงความคิดจากการครอบงำ ทำให้ประชาชนลุกขึ้นมาปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างปราศจากเหตุผล อย่างที่เคยเกิดขึ้นแล้วในกรณี 6 ตุลา (2519)  รวมทั้งลุกขึ้นมาทำลายอะไรหรือใครก็ได้ที่เขาคิดว่าเป็นภัย โดยที่ไม่ได้ไตร่ตรองเลย


กรณีเหล่านี้เองที่คุกคามภาวะสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยอย่างยิ่ง 

 

 

บทความ

อ่านบทความย้อนหลังทั้งหมด

กลุ่มศึกษาทฤษฎี

รวมเว็บไซต์น่าสนใจ

ล็อกอิน หรือ สมัครสมาชิก เพื่อเสนอความเห็นหรือตั้งกระทู้