คาร์ล มาร์กซ กับ ศตวรรษที่ 21
เนื่องในวาระวันแรงงานสากลปีนี้ (๑ พ.ค. 2544) เราเห็นว่า เป็นโอกาสดี ที่จะทบทวนฐานะ ความหมายของทฤษฎีการเมือง ทฤษฎีหนึ่ง ซึ่งให้ความสำคัญต่อ กรรมกรอุตสาหกรรม มากกว่าแนวคิดทางการเมืองใดๆ
นับแต่ปลายศตวรรษที่ 19 เรื่อยมา จนถึงครึ่งหลังของศตวรรษที่ 20 อาจจะกล่าวได้ว่า ไม่มีรัฐทุนนิยม ที่ไหนเลย ที่ไม่วิตกหวั่นไหวกับการดำรงอยู่ของลัทธิมาร์กซ ซึ่งเคยเป็นธงนำขบวนปฏิวัติ ตั้งแต่ในรัสเซีย จีน ยุโรปตะวันออก คิวบา เวียตนาม ลาว กัมพูชา มาจนถึงประเทศไทย อินโดนีเซีย พม่า และมาเลยเซีย ฯลฯ
ลัทธิมาร์กซ ซึ่งบางทีก็เรียกกันว่า ลัทธิคอมมูนิสต์ เพิ่งจะมาอ่อนกำลังลงในทศวรรษสุดท้าย ก่อนที่โลกจะเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 นี่เอง
แน่นอน ความล้มเหลวเสื่อมพลังของลัทธิมาร์กซนั้น เป็นผลสืบเนื่องมาจากเงื่อนไขหลายประการ และคงเป็นเรื่องที่แยกไม่ออก จากจุดอ่อนข้อบกพร่อง ของบรรดาพรรคคอมมูนิสต์ทั้งปวง ทั้งที่เคยกุมอำนาจรัฐแล้ว และพวกที่พ่ายแพ้ในการต่อสู้
อย่างไรก็ตาม สำหรับเราประเด็นนี้ยังไม่ใช่หัวข้อหลัก เท่ากับตัวทฤษฎีลัทธิมาร์กซ์เอง
ในเบื้องต้น เราคงจะต้องยอมรับว่า โดยพื้นฐานแล้วความคิดทางการเมืองของ คาร์ล มาร์กซ เป็นส่วนหนึ่ง ของปรัชญาการเมืองตะวันตก ที่สืบทอดและสานต่อกันมาตั้งแต่สมัย เพลโต้ และ อาริสโตเติ้ล ยังมิพักต้องเอ่ยถึง นักทฤษฎีการเมืองรุ่นหลังๆ อย่าง โทมัส ฮอบส์ , จอห์น ล็อค , รุสโซ และเฮเกล
สิ่งที่ท่านเหล่านี้พยายามค้นหา อาจจะสรุปรวบยอดออกมาได้เพียงข้อเดียวคือ “ชีวิตที่ดี ย่อมแยกไม่ออกจากสังคมที่ดี” ส่วนใครจะมีคำตอบแบบไหน สังคมที่ดีควรเป็นอย่างไร ก็สุดแท้แต่ภววิสัย ที่แต่ละคนมองเห็น และอัตตวิสัยทางปัญญา ที่ฝึกมาไม่เหมือนกัน
มาร์กซ เองเมื่อแรกครุ่นคิด ก็จับประเด็นไม่ต่างจาก บรรพชนทางปัญญาของเขาเท่าใด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเด็นการสร้างชีวิตส่วนรวม เพื่อกลับไปยกระดับคุณภาพชีวิตส่วนตัว ซึ่งทั้งอาริสโตเติ้ล รุสโซ และเฮเกล เคยเสนอมาก่อน
สิ่งที่ทำให้มาร์กซ เริ่มแตกต่างจากครูบาอาจารย์ อยู่ตรงการ "ค้นพบ" ชนชั้นกรรมาชีพ ในฐานะพลัง ทางประวัติศาสตร์ ซึ่งจะขับเคลื่อนสังคมมนุษย์ ไปสู่ความสมบูรณ์ครบถ้วน ที่รอคอยกันมานานนับพันปี
แน่ละ จากแกนความคิดเช่นนี้ มาร์กซยังต้องอธิบายตนเองอีกหลายประการ
ก่อนอื่น มาร์กซจำเป็นต้องอธิบายให้เห็นว่า ระบบทุนนิยมนั้น นับวันมีแต่จะสลายชนชั้นต่างๆ ในสังคม ให้กลายเป็นผู้ใช้แรงงานรับจ้าง ทั้งนี้โดยเริ่มตั้งแต่ชาวนาที่ล้มละลายไป จนถึงผู้ผลิตรายย่อย กระทั่งนายทุนขนาดใหญ่กว่านั้น ที่พ่ายแพ้ในการแข่งขัน
กล่าวในแง่นี้ จำนวนคนที่สังกัดชนชั้นกรรมาชีพ จึงเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นคนข้างมากในสังคม ส่วนนายทุนจะมีจำนวนน้อยลงๆ กระทั่งเหลือแค่หยิบมือเดียว
ชนชั้นกรรมาชีพในนิยามของมาร์กซ ไม่ได้หมายถึง ปริมาณรายได้ หรืออัตราค่าจ้าง ที่ค่อนไปในทางยากไร้ เพียงด้านเดียว หากหมายถึง การไม่มีเครื่องมือการผลิตเป็นของตนเอง และไม่สามารถยังชีพด้วยวิธีอื่น นอกจากขายแรงงานเท่านั้น ส่วนมูลค่าของแรงงาน ที่ถูกนายทุนริบไปทำกำไร มาร์กซ เรียกมันว่า กระบวนการพรากส่วน หรือตามภาษาอังกฤษใช้คำว่า alienation
ยิ่งระบบทุนนิยมเติบใหญ่มากขึ้น คนในสังคมก็ยิ่งเสียกรรมสิทธิ ในเครื่องมือการผลิตมากขึ้น และยิ่งผู้คนกลายเป็นแรงงานรับจ้างมากขึ้น สภาวะถูก "พรากส่วน" ก็ยิ่งกลายเป็นบรรยากาศทั่วไปในสังคม
มาร์กซมองสถานการณ์ดังกล่าวว่า ย่อมนำไปสู่การปฏิวัติอย่าง "เลี่ยงไม่พ้น" และที่เขาถือว่า ชนชั้นกรรมาชีพเป็นชนชั้นที่ "ก้าวหน้า" ก็เพราะในทางปริมาณ นับวันมีแต่เติบโต และในทางคุณภาพ ก็จะกลายเป็นชนชั้นที่ขัดแย้ง เป็นปฏิปักษ์กับระบบทุนนิยม ถึงขั้นที่ต้องเปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจเสียใหม่ ซึ่งจะสร้าง "ชีวิตที่ดี" ให้กับคนมากกว่าเดิม
แนวคิดของ คาร์ล มาร์กซ นั้นในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 และต้นศตวรรษที่ 20 นับว่าได้ปลุกปลอบ ให้ความหวัง กับผู้ยากไร้เป็นจำนวนมหาศาล ยิ่งในยุคที่ระบบทุนยังดิบเถื่อน เอาแต่ได้ ใครๆ ก็เชื่อว่า การลุกขึ้นสู้ของกรรมกร เป็นเรื่องที่หนีไม่พ้นจริงๆ
นอกจากนี้ ทฤษฎีของมาร์กซ ยังยืนยันว่า รัฐเป็นเครื่องมือกดขี่ทางชนชั้น และในการเปลี่ยนระบบทุนนิยม ให้เป็นสังคมนิยม ชนชั้นกรรมาชีพไม่มีทางเลือกเป็นอื่น นอกจากจะต้องบดขยี้รัฐทุนนิยมเสียก่อน จากนั้นจึงสร้างรัฐของตนเองขึ้นมา เมื่อดัดแปลงสังคมได้ครบถ้วน และไม่รู้จะขัดแย้งกับใครต่อแล้ว รัฐก็จะค่อยสลายๆ ตัวไปเอง
เนื้อหาแนวคิดเช่นนี้ นับว่ามีเสน่ห์ดึงดูดบรรดาปัญญาชน ที่เกลียดการข่มเหงรังแก และไม่ชอบรัฐบาล ทุกประเภท เป็นอย่างยิ่ง อย่าว่าแต่กลิ่นอายของอุดมคติ ที่วันหนึ่งมนุษย์จะอยู่ร่วมกันได้ โดยไม่ต้องถูกอำนาจใดมาปกครอง
พูดกันตามความจริง ประเด็นต่อต้านอำนาจรัฐนี่แหละ ที่ปลุกเร้าผู้คนมาสังกัดลัทธิมาร์กซ มากกว่า บทวิเคราะห์ทุนนิยม อันสลับซับซ้อนเสียอีก และนั่นเป็นที่มาของความสับสนอลหม่าน ในการตีความ คาร์ล มาร์กซ อยู่พอสมควร
ในอันดับแรกสุด ถ้ากล่าวกันอย่างเคร่งครัด ตามที่มาร์กซเขียนไว้แล้ว เราจะพบว่า สังคมที่ชนชั้นกรรมาชีพ กลายเป็นคนส่วนใหญ่ และระบบทุนนิยมเกิดวิกฤตซ้ำซาก จนหมดสิ้นพลังนั้น แม้จะเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่พ้น ในความเห็นของมาร์กซ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดขึ้นโดยง่าย ในเวลาอันสั้น
อันดับต่อมา มาร์กซ เองได้ตีราคาระบบทุนนิยมไว้ว่า มีบทบาททางประวัติศาสตร์มากทีเดียว เมื่อเทียบกับวิถีการผลิตที่มีมาก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในการพัฒนาพลังทางการผลิต(production forced) ให้กับสังคมมนุษย์ ต่อเมื่อการพัฒนาพลังการผลิตดังกล่าว ได้มาถึงจุดตีบตันแล้วจริงๆ มาร์กซ จึงจะสรุปว่า ระบบทุนนิยม กลายเป็นเรื่องล้าสมัย และจะต้องถูกยกเลิก หรือหลีกทางให้กับระบบที่ดีกว่า
ในการพูดถึงระบบเศรษฐกิจ มาร์กซมักจะใช้คำว่าความสัมพันธ์ทางการผลิต (production relations) ซึ่งสะท้อนว่า ใครเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในเครื่องมือการผลิต และได้รับผลพวงจากการผลิต มากกว่าคนอื่นๆ ในห้วงยามที่ระบบทุนนิยม มาถึงจุดที่พัฒนาต่อไปไม่ไหวแล้วนั้น บางทีมาร์กซ ก็ระบุว่า มันเป็นความขัดแย้ง ระหว่างพลังการผลิต กับความสัมพันธ์ทางการผลิต ซึ่งจำเป็นต้องสะสางให้คลี่คลาย และเคลื่อนไปสู่ ความสอดคล้องกัน
กล่าวให้ง่ายขึ้นก็คือ การปฏิวัติในทรรศนะของมาร์กซ จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อ ระบบการผลิต ต้องอาศัย การระดมคนทั้งสังคม มาทำงานด้วยกันอย่างมีการจัดตั้ง (socialized production) ขณะที่กรรมสิทธิ์ ในเครื่องมือการผลิต กลับไปอยู่ในมือของเอกชนไม่กี่คน (private ownership)
พูดก็พูดเถอะ ถ้าเราเอาศตวรรษที่ 20 เป็นฉากหลัง สภาพเช่นนี้ ดูจะใกล้เคียงกับสหรัฐอเมริกา และยุโรปตะวันตก มากกว่า ประเทศรัสเซีย และจีน ตลอดจน สามประเทศอินโดจีน หลายเท่าทีเดียว แต่การปฏิวัติ ใต้ร่มธงลัทธิมาร์กซ กลับไม่มีแม้แต่วี่แววจะเกิดขึ้น ในดินแดนแถบนั้นแม้แต่น้อย ตามข้อเท็จจริง สภาพกลายเป็นว่าการปฏิวัติ ได้เกิดขึ้นในดินแดนที่เคยเป็นอาณานิคม กึ่งอาณานิคม หรือไม่ก็ดินแดนที่ยังไม่เคยรู้จักด้วยซ้ำว่า ระบบทุนนิยม จริงๆ แล้วเป็นอย่างไร
สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ ก็เพราะว่า ลักษณะของรัฐเป็นประการสำคัญ รัฐแบบก่อนทุนนิยม หรือกึ่งทุนนิยม รวมทั้งรัฐอาณานิคมนั้น ข่มเหงคนหนักหน่วง รุนแรงกว่ารัฐประชาธิปไตย ในซีกโลกตะวันตก ในระดับที่เทียบกันไม่ได้ เพราะฉะนั้น จึงยั่วยุให้เกิดการต่อต้านรุนแรง ซึ่งง่ายต่อการขยายตัว ไปสู่การปฏิวัติเปลี่ยนแปลงสังคม ในระดับถอนรากถอนโคน
กระนั้นก็ตาม ชัยชนะของพรรคคอมมูนิสต์ ในดินแดนที่ล้าหลังเหล่านี้ ไม่ได้หมายความว่า การคาดคะเนทางเดินของประวัติศาสตร์ โดยคาร์ล มาร์กซ จะปรากฏเป็นจริง
ไม่ว่าจะจงใจหรือไม่ก็ตาม พรรคคอมมูนิสต์ที่พบตนเองกุมอำนาจ อยู่ท่ามกลางชาวนามากกว่ากรรมกร ในที่สุด ก็ต้องรับบทเป็นผู้สลายวิถีการผลิตของชาวนาเสียเอง รับบท "นายทุนใหญ่" ที่ไม่ยอมเหลือที่ว่าง ให้กับผู้ผลิตรายย่อย รวมทั้งรับหน้าที่พัฒนา "พลังการผลิต" ที่ไม่เคยมีนายทุนไหนทำไว้ให้ล่วงหน้า
บทบาทที่ "รัฐชนชั้นกรรมาชีพ" เข้ามาแบกรับขนาดนี้ ย่อมหมายถึง การควบคุมสังคมอย่างทั่วด้าน และสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างเลี่ยงไม่พ้นก็คือ ความขัดแย้งกระทบกระทั่ง ระหว่างรัฐกับประชาชน ที่เคยนำ เคยตามกัน ยังไม่ต้องเอ่ยถึง ความขัดแย้งภายในหมู่ผู้นำรัฐ ซึ่งเกิดขึ้นตามธรรมชาติ ของระบบการเมือง แบบจำกัดวง
ไม่นาน ความรุนแรงที่เกิดขึ้นภายในสิ่งที่เรียกว่า "รัฐสังคมนิยม" ก็นำไปสู่เสียงติฉินนินทาในระดับสากล ตั้งแต่ สตาลิน ถึง พลพต "รัฐของประชาชน" ได้กลายเป็น ผู้เข่นฆ่าสังหารประชาชนที่ไม่ยอม "ดัดแปลงตนเอง" ไปนับล้านๆคน แรงโฆษณาของฝ่ายทุนนิยม ยิ่งช่วยกระพือให้ธงลัทธิมาร์กซ ที่เปื้อนเลือด โบกสะบัดชัดเจนยิ่งขึ้น กลายเป็นฝันร้ายของผู้คนที่ได้พบเห็นมัน
พูดกันอย่างยุติธรรม มันไม่ใช่ความผิดของมาร์กซ ที่มีคนเอาทฤษฎีของเขา ไปใช้ในประเทศที่ล้าหลัง และมันก็ไม่ใช่ความผิดของนักปฏิวัติในหลายๆ ประเทศ ที่ทนดูการกดขี่ข่มเหง จากระบอบการปกครองเก่าไม่ได้
ทว่าในอีกด้านหนึ่ง การเปลี่ยนความสัมพันธ์ทางการผลิต ขณะที่พลังการผลิตยังเติบโตไม่พอ ก็นับว่า ได้ก่อให้เกิดปัญหาขึ้นมาใหญ่หลวง
ไม่เพียงแต่ พรรคจะต้องมาทำหน้าที่ทางการเมือง แทนชนชั้นกรรมกรที่โตไม่ทัน หรือรัฐจะต้อง "ดัดแปลง" คนส่วนใหญ่ของประเทศ จนกลายเป็นระบอบเผด็จการ ของคนส่วนน้อยเท่านั้น ในที่สุด แม้ตัวการผลิตเองก็ล้มเหลว กระทั่งกลายเป็นวิกฤตขาดแคลนอย่างต่อเนื่อง
ทั้งสหภาพโซเวียต และค่ายสังคมนิยม เสื่อมสลายลงด้วยสาเหตุเช่นนี้ ประเทศ "สังคมนิยม"ที่เหลืออย่าง จีน และเวียตนาม ก็ต้องหันมาต้อนรับการลงทุนของต่างประเทศ และใช้มาตรการทุนนิยม มากระตุ้นการผลิตเป็นการใหญ่
แม้ว่า วลาดิเมียร์ อิลลิซ เลนิน จะประสบความสำเร็จในการสร้าง "พรรคของชนชั้นกรรมกร"ที่มีลักษณะสู้รบ และสามารถใช้สถานการณ์ที่ระบอบเก่า ถูกสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง กัดกร่อน ยึดอำนาจรัฐ ในจังหวะที่โอกาสเปิดให้
แม้ว่า เหมาเจ๋อตุง จะประสบความสำเร็จ ในการอาศัยสถานการณ์สงครามโลกครั้งที่ 2 สร้างกองทัพแดง มาขับไล่คู่แข่งทางการเมือง และสถาปนาประเทศจีนใหม่ขึ้นมาได้
แต่นั่นก็ดูจะเป็นผลงาน ของนักยุทธศาสตร์ระดับอัจฉริยะ มากกว่าจะเป็นชัยชนะของทฤษฎี ลัทธิมาร์กซ ในความหมายที่แท้จริง
เช่นนี้แล้ว ถ้าเราจะพิจารณาข้อบกพร่อง ตลอดจนความไม่เพียงพอของลัทธิมาร์กซ ในเชิงทฤษฎีแท้ๆ ก็คงไม่สามารถมองแค่ความล้มเหลว ของประเทศสังคมนิยม ความล้มเหลวของประเทศเหล่านี้จริงๆ แล้วดูจะสะท้อน "ความถูกต้อง" ของมาร์กซเสียมากกว่า เพราะพวกเขาล้วนกระโดดข้ามขั้นตอน ที่มาร์กซเคยกล่าวถึง
ตรงกันข้าม ถ้าต้องการเห็นจุดอ่อนทางทฤษฎีของมาร์กซ สิ่งที่จะต้องสนใจคือ ตัวระบบทุนนิยมในปัจจุบัน
หนึ่ง ระบบทุนนิยมได้คลี่คลายมาตามที่มาร์กซได้พยากรณ์ไว้หรือไม่
สอง รัฐของชนชั้นนายทุน มีพฤติกรรมตามที่มาร์กซคิดแค่ไหน
ต่อข้อแรก เราคงต้องยอมรับว่า แม้มาร์กซ จะค้นคว้าทำความเข้าใจ ระบบทุนนิยมไว้อย่างลึกซึ้ง เพียงใดก็ตาม แต่ทุนนิยมที่มาร์กซเห็นในศตวรรษที่ 19 ก็เป็นเพียงทุนนิยมอุตสาหกรรม มิหนำซ้ำ ยังเป็นอุตสาหกรรมในยุคเริ่มต้น ซึ่งใช้เทคโนโลยีต่ำ ใช้แรงงานกรรมการมากมายมหาศาล มาร์กซ ไม่เคยเห็น คอมพิวเตอร์ อินเตอร์เน็ต ตลาดหุ้นสมัยใหม่ หรือธุรกิจค้าเงินระหว่างประเทศ ดังที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน
ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีในระยะร้อยกว่าปี หลังจากมาร์กซจากโลกนี้ไป นับเป็นเรื่องสำคัญที่สุด อย่างหนึ่ง ที่ทำให้การคาดคะเนของคาร์ล มาร์กซเคลื่อนไปจากความเป็นจริง
มาร์กซพูดถูก ที่ว่าการแข่งขันเสรีของระบบทุนนิยม จะคลี่คลายไปสู่ระบบการผูกขาด โดยทุนใหญ่ มาร์กซพูดถูก ที่การผลิตแบบชาวนาและผู้ผลิตรายย่อย จะถูกทุนนิยมโลกกัดกร่อนทำลายจนล่มสลาย
แต่คนส่วนใหญ่ ที่สูญเสียเครื่องมือการผลิต ก็ไม่ได้กลายเป็นชนชั้นกรรมกร ดังที่มาร์กซคาดไว้ ทั้งนี้เนื่องจาก ทิศทางการพัฒนาเทคโนโลยี ของระบบทุนนิยม ได้ลดความจำเป็น ในการใช้แรงงานมนุษย์ลงเรื่อยๆ
ตามการคาดคะเนโดยสถาบันสำคัญๆ ของระบบทุนนิยมเอง การผลิตของทุนนิยมโลกในศตวรรษที่ 21 นี้ จะใช้แรงงานมนุษย์เพียง 20 เปอร์เซ็นต์ ของประชากรโลกเท่านั้น เพราะงานส่วนใหญ่ จะดำเนินไปด้วย ระบบคอมพิวเตอร์ และเครื่องจักรกลที่ดูแลตัวเองได้
เพราะฉะนั้น สิ่งที่จะเกิดขึ้น จึงไม่ใช่กองทัพของชนชั้นกรรมาชีพ ในระดับสากล แต่เป็นกองทัพของ คนว่างงาน คนจรจัด ตลอดจนชาวนาล้มละลาย ที่มีชีวิตอยู่ไปตามยถากรรม ประเทศที่อ่อนแอบางประเทศ อาจจะเต็มไปด้วยคนเหล่านี้ และจมปลักอยู่ในวิกฤตเศรษฐกิจอย่างถาวร ในขณะที่บางประเทศ ที่มีพื้นฐานทรัพยากรมนุษย์แข็งแกร่ง ก็อาจจะได้สังกัดอยู่ใน 20 เปอร์เซนต์ที่มีงานทำ
อีกเรื่องหนึ่ง ที่มาร์กซคิดไม่ถึง คือ ความจำกัดของการผลิตแบบอุตสาหกรรม ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรง ต่อสิ่งแวดล้อม และการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ
ในกรอบความคิดของ คาร์ล มาร์กซ เขาได้ฝากความหวังไว้ที่การพัฒนาอุตสาหกรรม โดยระบบทุนนิยม อย่างไม่มีขอบเขต และเมื่อเป็นสังคมนิยมแล้ว ก็ยังจะมุ่งไปในทิศทางนี้ เพราะมาร์กซ เห็นว่า มีแต่การผลิตที่เหลือเฟือเท่านั้น ที่จะทำให้สังคมคอมมูนิสต์ปรากฏเป็นจริงได้ ถึงตอนนั้น "แต่ละคน จะทำงานตามความสามารถ และได้รับตามความเหมาะสม"
จะว่าไป นี่คือปมเงื่อนความลงตัวทางทฤษฎี ที่มาร์กซวางน้ำหนักทั้งหมดไว้เลยทีเดียว สังคมมีของเหลือ จนไม่ต้องแย่งกัน และกรรมสิทธิ์ในการผลิต ก็เป็นของส่วนรวม ซึ่งประกอบด้วยคนที่ไม่มีกิจการของตนเอง เพราะฉะนั้นการจัดสรรผลประโยชน์สู่บุคคล จึงสามารถทำได้อย่างมีเหตุมีผล และมีลักษณะมนุษยนิยมเต็มที่
แต่ความลงตัวทางทฤษฎีข้อนี้ ดูจะขัดแย้งในระดับตรงข้ามกับศตวรรษที่ 21 ซึ่งกำลังคลี่ตัวเอง ให้เราเห็นชัดเจนขึ้นทุกที โลกกำลังเคลื่อนไปสู่สภาพที่มีกรรมกรน้อยลง และเสียงเรียกร้องให้ประหยัด ทรัพยากรธรรมชาติ กลับสู่ชีวิตสมถะก็ดังขึ้นเรื่อยๆ
ในอีกด้านหนึ่ง สภาพวิกฤตเศรษฐกิจ และสภาวะว่างงานอย่างต่อเนื่อง กลับเป็นแรงกระตุ้น ให้หลายแห่งในโลก กลับสู่การผลิตของเอกชนรายย่อย และการผลิตที่ไม่ใช่อุตสาหกรรมหนักมากขึ้น ซึ่งทั้งหมดนี้ ล้วนแล้วแต่เป็นวิถีการผลิตที่ "ล้าหลัง" ในทรรศนะของมาร์กซทั้งสิ้น
กล่าวสำหรับในด้านของพฤติกรรมรัฐ
ตลอดช่วงของศตวรรษที่ 20 ความเป็นจริงที่ได้ปรากฏแล้วว่า "รัฐทุนนิยม" นั้นไม่ได้มีพฤติกรรม เป็นแค่เครื่องมือทางชนชั้นอย่างดิบเถื่อน และโดยอัตโนมัติเสมอไป มันขึ้นอยู่กับรูปแบบของรัฐบาล ที่ใช้กำกับอำนาจรัฐนั้นด้วย
รัฐเผด็จการส่วนใหญ่ มักจะมีผลประโยชน์ของตัวเอง ซึ่งบางทีก็แยกออกจากนายทุน กระทั่งรวมนายทุนไว้ใต้การปกครองแบบกดขี่ควบคุม
ส่วนรัฐประชาธิปไตย ก็มีความจำเป็นทางการเมือง ที่จะต้องสนองต่อลูกค้าที่หลากหลาย และสูญเสีย "ลักษณะทางชนชั้น" ไปไม่น้อย
สภาพเช่นนี้ทำให้ "การปฏิวัติของชนชั้นกรรมาชีพ" ในแนวคิดของคาร์ล มาร์กซ แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย เพราะในกรณีต่อต้านเผด็จการ ผู้ที่จะนำขบวนหากไม่ใช่ปัญญาชนเสรีนิยม ก็เป็นชนชั้นกรรมาชีพสมมุติ แบบพรรคคอมมูนิสต์ ซึ่งถึงชนะก็ล้มเหลวในการสร้างสังคมนิยม ส่วนในกรณีที่รัฐ ได้แปรรูปเป็น แบบประชาธิปไตยแล้ว การปฏิวัติโดยกรรมกร ยิ่งทั้งเป็นไปไม่ได้ และขาดความชอบธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในประเทศที่กรรมกรเป็นแค่คนส่วนน้อย
สรุปรวมความแล้วคือ เงื่อนไขความเป็นจริงของศตวรรษที่ 21 นั้น ดูจะหักล้างคำพยากรณ์ของ คาร์ล มาร์กซ ลงไปแล้ว โดยพื้นฐาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แนวคิดของเขาเกี่ยวกับการก่อเกิดของสังคมนิยม ซึ่งตั้งบนพื้นฐาน ของการผลิตแบบอุตสาหกรรม และการเพิ่มจำนวนของชนชั้นกรรมกร จนกระทั่งกลายเป็น เสียงข้างมาก ของคนในสังคม
อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดนี้ไม่ได้หมายความว่า ความฝันของมนุษยชาติ ที่อยากเห็นสังคม ปราศจากการกดขี่เบียดเบียน จะสิ้นสุดลง
มันจะออกมาในรูปไหน หรือด้วยหนทางใด เราอาจจะยังตอบไม่ได้ แต่การทำความเข้าใจ ทั้งความเป็นจริงที่ดำรงอยู่ และความไม่เพียงพอของแนวคิดที่มีมา ก็นับว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ถูกต้องที่สุดแล้ว
บางทีการปรับปรุงโลก อาจจะไม่มีสูตรสำเร็จ บางทีการปฏิรูปสังคม อาจจะไม่ต้องใช้ทฤษฎีอะไรมาชี้นำ
แต่โลกจะไม่ดีขึ้น ด้วยการนั่งดูอย่างเฉื่อยเนือยแน่นอน
http://www.esaanvoice.net/esanvoice/know/showart.php?Category=learn&No=2082

