ทำความเข้าใจ ‘ซ้าย’ – ‘ขวา’ สามัคคี

tags:
โดย: 
ธงชัย วินิจจะกูล

 

‘โลกาภิวัตน์’ กลายเป็นชื่อของแผนการชั่วร้าย ที่ทุนนิยมของฝรั่งตะวันตกใช้ ทำร้ายชาติทุนนิยมที่เล็กกว่า ทุนชาตินิยมของไทย ซึ่งเคยลิงโลดไปกับกระแสโลกาภิวัตน์ตลอดทศวรรษกว่าๆ ก่อนหน้านั้น กลับวิบัติกันถ้วนหน้า จึงหันมาต่อต้านโลกาภิวัตน์ของฝรั่งตะวันตกเช่นกัน

ความเข้าใจของปัญญาชนฝ่ายซ้ายหลัง 6 ตุลา ต่อทุนนิยมโลกาภิวัตน์จากทัศนะแบบกระฎุมพีผู้ทรงศีลธรรมและชาตินิยม คือเห็นทุนนิยมโลกาภิวัตน์ว่า เป็นเรื่องของภัยจากฝรั่งตะวันตกที่กำลังทำลายความดีงามของสังคมไทย

ฝ่ายซ้ายสังคมนิยมจบไปนานแล้ว ฝ่าย(นึกว่า)ซ้ายหลัง 6 ตุลาคือ ปีกหนึ่งของกระแสทางการเมืองแบบกระฎุมพีผู้ทรงศีลธรรมและชาตินิยมและแบบทุนชาตินิยม

ถ้าการเปลี่ยนแปลงสำคัญของปัญญาชนฝ่ายซ้ายหลัง 6 ตุลา คือ คืนดีกับสถาบันกษัตริย์ การเปลี่ยนแปลงสำคัญของฝ่ายขวาหลัง 6 ตุลา คือ การหย่าร้าง เอาใจออกห่างจาก ‘ฝรั่ง’ ตะวันตก และไม่ไว้ใจฝรั่งตะวันตกรุนแรงเข้มข้นยิ่งขึ้น

ฝ่ายขวาแทบทุกคนที่สัมภาษณ์เห็นว่า ภัยที่น่าเป็นห่วงสำหรับประเทศไทยในปัจจุบันคือ ทุนนิยมและสหรัฐอเมริกา แม้แต่ –ผ- ซึ่งต่อต้านคอมมิวนิสต์มาตลอดชีวิต และมองเรื่องความมั่นคงของชาติด้วยแว่นคอมฯ 2 สายมาตลอดก็เห็นว่า ปัจจุบันต้องระวัง CIA แทรกแซง ปั่นหัวกลุ่มต่างๆ ในสังคมไทย จนอาจเป็นภัยต่อความมั่นคง แน่นอนว่าพวกเขาตระหนักดีว่า ภัยทุนนิยมและสหรัฐอเมริกาเป็นคนละเรื่องคนละลักษณะกับภัยจากคอมมิวนิสต์

วาทกรรมภัยทุนนิยมของบรรดาฝ่ายขวา แตกต่างจากวาทกรรมต่อต้านทุนนิยมของฝ่ายซ้ายเมื่อ 30 ปีก่อนอย่างเห็นได้ชัดๆ ง่ายๆ (คือไม่ใช่วาทกรรมแบบเหมาอิสต์) แต่ฝ่ายขวาเหล่านี้พูดภาษาใกล้เคียงมาก กับวาทกรรมต่อต้านเสรีนิยมใหม่และโลกาภิวัตน์ของบรรดาปัญญาชนและนักเคลื่อนไหวภาคประชาชนของไทยหลัง 6 ตุลาจนถึงปัจจุบัน นั่นคือ ต่อต้านทุนนิยมของ ‘ฝรั่ง’ ตะวันตก

การสัมภาษณ์ทั้งหมด กระทำหลังวิกฤตเศรษฐกิจ 2540 หลายปี แต่ความเจ็บปวดจากวิกฤตของทุนนิยมคราวนั้น ยังคงชัดเจนในความทรงจำของทุกคน ที่สำคัญคือวาทกรรมเกี่ยวกับมูลเหตุของวิกฤต ออกมาในลักษณะชาตินิยมต่อต้านทุนนิยมของ ‘ฝรั่ง’ ตะวันตก คือ เป็นเรื่องของชาติทุนนิยมยักษ์ใหญ่ของฝรั่งตะวันตกที่มีสหรัฐอเมริกาเป็นหัวโจก ทำร้ายชาติทุนนิยมที่กำลังเติบโต ชาติใหญ่รังแกชาติเล็ก

วาทกรรมที่แพร่หลายเข้าใจง่ายก็คือ ทำให้เป็นเรื่องของ การสมคบคิดกัน (conspiracy) ระหว่างยักษ์ใหญ่ทางการเงินและการเมืองของโลกไม่กี่คน ระบุตัวลงไปที่ จอร์จ โซรอส ก็บ่อย คำว่า ฉันทามติวอชิงตัน ก็ถูกเข้าใจง่ายๆ ว่าหมายถึง การที่กลุ่มอนุรักษ์นิยมใหม่ของทุนนิยมฝรั่งตะวันตก วางแผนทำลายชาติเล็กๆ

‘โลกาภิวัตน์’ กลายเป็นชื่อของแผนการชั่วร้าย ที่ทุนนิยมของฝรั่งตะวันตกใช้ทำร้ายชาติทุนนิยมที่เล็กกว่า ทุนชาตินิยมของไทยซึ่งเคยลิงโลดไปกับกระแสโลกาภิวัตน์ตลอดทศวรรษกว่าๆ ก่อนหน้านั้น กลับวิบัติกันถ้วนหน้า จึงหันมาต่อต้านโลกาภิวัตน์ของฝรั่งตะวันตกเช่นกัน

วาทกรรมต่อต้านทุนนิยมของฝรั่งตะวันตกจึงไม่ใช่แบบสังคมนิยม แต่เป็นวาทกรรมที่มีลักษณะชาตินิยมเด่นชัดมากคือ เป็นการต่อต้านฝรั่งอัปลักษณ์ที่กำลังย่ำยีไทยที่ดีงาม ‘เขา’ มากระทำย่ำยี ‘เรา’

การสัมภาษณ์ส่วนใหญ่กระทำในช่วงรัฐบาลทักษิณ ซึ่งถูกมองว่าเป็นตัวแทนของทุนนิยมของฝรั่งตะวันตกที่เลวร้ายดังเรียกว่า ‘ทุนสามานย์’ ในเวลาต่อมา ความไม่พอใจทักษิณกับความไม่พอใจทุนนิยมโลกาภิวัตน์และความไม่พอใจสหรัฐอเมริกาในกระแสโลกป้อนหนุนซึ่งกันและกัน

ในบรรดาฝ่ายขวาที่สัมภาษณ์ในช่วงรัฐบาลทักษิณ มีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ชอบรัฐบาลทักษิณ พวกเขาที่เหลือเห็นว่า ทักษิณเดินหน้าหนุนทุนนิยมแบบโลกาภิวัตน์ ซึ่งพวกเขาเห็นว่าเป็นแบบที่สหรัฐอเมริกาชาติยักษ์ใหญ่ที่รังแกชาติเล็กๆ ไปทั่วโลก จึงไม่น่าไว้ใจรัฐบาลทักษิณ

วาทกรรมที่จับหัวใจกระแสต่อต้านโลกาภิวัตน์ของฝรั่งได้อย่างทรงอานุภาพในเวลาต่อมาก็คือ ไทย/ เศรษฐกิจพอเพียง/ ถูกคุกคาม VS. ฝรั่งตะวันตก/ ทุนนิยมโลกาภิวัตน์/ ภัยคุกคาม

เศรษฐกิจพอเพียง จึงไม่ใช่ทฤษฎีหรือปรัชญาเศรษฐกิจหรือปรัชญาชีวิต แต่เป็น วาทกรรมทรงพลัง ที่สร้างความหมายว่า ไทยไม่ใช่ทุนนิยม แถมยังเป็นคู่ตรงข้ามกับทุนนิยมด้วยซ้ำ เพราะกำลังโดนคุกคาม ทุนนิยมหมายถึงฝรั่งตะวันตกที่กำลังคุกคามวิถีเศรษฐกิจและชีวิตแบบไทยที่พึงปรารถนา

วาทกรรมเศรษฐกิจพอเพียง สร้างเส้นแบ่งทางความคิดในสังคมไทยว่า ทุนนิยมคือภัยคุกคามจากภายนอก เศรษฐกิจพอเพียงคือทางออกที่งดงามอย่างไทยๆ ภารกิจสำคัญที่สุดของวาทกรรมเศรษฐกิจพอเพียงอยู่ตรงนี้

นักวิชาการหลายคนพยายามชี้ให้เห็น ความเหลวไหลไม่รัดกุมของเศรษฐกิจพอเพียงทั้งทางทฤษฎีและการประยุกต์เป็นนโยบายเศรษฐกิจ หรือชี้ว่าเป็นไปไม่ได้ถ้าไม่อยากถอยหลังลงคลอง ฯลฯ ประเด็นเหล่านี้ไม่สำคัญเท่าไรนัก ชักแม่น้ำทั้งห้ามาลงแทนคลองก็ยังได้ เพราะไม่ใช่ภารกิจของวาทกรรมเศรษฐกิจพอเพียง

ทั้งซ้ายและขวาหลัง 6 ตุลาใช้วาทกรรมแทบไม่ต่างกัน คือ ต่อต้านทุนโลกาภิวัตน์เลวร้ายของฝรั่งที่กำลังคุกคามย่ำยีไทยที่ดีงาม ซ้ายเดิมหลายคนจึงพอใจแซ่ซ้องเศรษฐกิจพอเพียงไปด้วย

สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล เสนอว่า การเปลี่ยนแปลงสำคัญของปัญญาชนฝ่ายซ้ายหลัง 6 ตุลา คือการคืนดีกับสถาบันกษัตริย์ หากตั้งคำถามว่า ทำไมพวกเขาจึงหันไปคืนดีกับสถาบันกษัตริย์เช่นนั้น?

สมศักดิ์ มักอธิบายในทำนองว่า คนเหล่านั้นมีความคิดที่ไม่ถูกต้องชัดเจน การเมืองไม่คมชัดพอ ฉวยโอกาสเปลี่ยนสี ฯลฯ ผู้เขียนเห็นว่า การคืนดีกับสถาบันกษัตริย์เป็นส่วนหนึ่ง (ไม่ใช่เหตุ แต่เป็นผล) ของแนวโน้มทางปัญญาที่ทรงพลังกว่าเรื่องสถาบันกษัตริย์ จนสามารถผลักให้ความเห็นต่อสถาบันกษัตริย์เปลี่ยนไปเพราะเป็นเรื่องรอง

ได้แก่ ความเข้าใจของปัญญาชนฝ่ายซ้ายหลัง 6 ตุลาต่อทุนนิยมโลกาภิวัตน์จากทัศนะแบบกระฎุมพีผู้ทรงศีลธรรมและชาตินิยม คือเห็นทุนนิยมโลกาภิวัตน์ว่าเป็นเรื่องของภัยจากฝรั่งตะวันตกที่กำลังทำลายความดีงามของสังคมไทย การประกาศตนเป็นอริกับทุนนิยมโลกาภิวัตน์ เป็นการประกาศต่อสู้กับทุนนิยมของฝรั่งตะวันตก ถือเอาการต่อสู้กับทุนนิยมของฝรั่งตะวันตกเป็นวาระทางสังคมการเมืองสำคัญที่สุด

ทั้งซ้ายและขวาหลัง 6 ตุลา จึงเกลียดกลัวผู้ที่เขาเห็นว่าเป็น ‘ตัวแทน’ ทุนนิยมโลกาภิวัตน์ของ ‘ฝรั่ง’ ตะวันตกอย่างเข้ากระดูก เรียกว่าเป็น ‘ทุนสามานย์’ เป็นภัยร้ายแรงที่สุดของสังคมไทย

แต่จุดยืนต่อต้านทุนนิยมโลกาภิวัตน์ของฝรั่ง กลับทำให้พวกเขามองไม่เห็นความเลวร้ายของทุนผูกขาดรายใหญ่ที่มีรากลึกกว่ามากในสังคมไทย มีฐานเศรษฐกิจและธุรกิจกว้างขวางมั่นคงกว่าทุนอื่นใดในสังคมไทยเพราะเป็นที่ดิน มีฐานทุนทางสังคมที่ไม่มีใครเทียบได้เพราะผูกกับความศักดิ์สิทธิ์ มีฐานการเมืองแบบอนุรักษ์นิยมที่แข็งแกร่งด้วยพลังราชการและตุลาการ และแท้ที่จริงแล้วก็เป็นทุนแบบโลกาภิวัตน์เช่นกัน แต่พวกเขามองไม่เห็นเพราะเป็นทุนที่ผูกติดสนิทกับความเป็นไทย

ทำไมทุนพวกหลังนี้จึงไม่ถูกมองว่าสามานย์? เป็นเพราะผูกติดสนิทกับความเป็นไทย จึงทำให้ทุนกลุ่มนี้ไม่ถูกมองว่าเป็นสิ่งเลวร้ายคุกคามความเป็นไทยที่ดีงาม ทุนกลุ่มนี้มักไม่ถูกมองว่าเป็นทุนนิยมด้วยซ้ำไป กล่าวคือ ในเมื่อเป็นส่วนหนึ่งของความเป็นไทยที่ขาดไม่ได้มาแต่โบราณ ดังนั้นย่อมไม่ใช่ทุนนิยม วาทกรรมเศรษฐกิจพอเพียง ยิ่งอำพรางราวกับว่าทุนกลุ่มนี้ไม่ใช่ทุนนิยม

ฝ่ายซ้ายหัวเก่าจำนวนมาก ยังหลงคิดว่าเป็นศักดินา จึงไม่น่ากลัวเท่าทุนโลกาภิวัตน์ของฝรั่งตะวันตก มีบ้างที่ตระหนักว่าเป็นทุนนิยม แต่เห็นว่าทุนนิยมของฝรั่งตะวันตก เป็นภัยร้ายแรงต่อชาติมากกว่าเพราะเป็นสิ่งน่าเกลียดน่ากลัวจากภายนอก ย่อมไม่เห็นว่าทุนที่ผูกติดสนิทกับความเป็นไทยก็โลกาภิวัตน์และสามานย์เช่นกัน

หลังการล่มสลายของกระแสซ้ายสังคมนิยม มรดกตกทอดที่เหลือรอดต่อมามีหลายอย่าง แต่ที่สำคัญคือ

1) ความเกลียดชังต่อต้านทุนนิยมแบบไม่ซ้าย ไม่สังคมนิยม นานวันเข้าก็กลายเป็นแค่หางเครื่องติดสอยห้อยตามพวกที่เกลียดชังทุนนิยมแบบศีลธรรม อนุรักษ์นิยมและชาตินิยม ซึ่งเป็น จริตของกระฎุมพีแบบหลังอาณานิคม ซึ่งกล่าวอย่างถึงที่สุดก็เป็น กระแสทุนชาตินิยม ชนิดหนึ่ง

2) ขบวนการต่อสู้เพื่อ ‘ประชาชน’ แบบไม่ซ้าย นานวันเข้าก็กลายเป็น ขบวนการประชานิยมแบบศีลธรรม อนุรักษ์นิยม และชาตินิยม นี่ก็เป็นขบวนการต่อสู้เพื่อคนรากหญ้าตามจริตของกระฎุมพีแบบหลังอาณานิคมเช่นกัน

หลายปีหลัง 6 ตุลา ฝ่ายซ้ายค่อยๆ แปลงร่างไปแล้ว หายซ้ายไปตั้งนานแล้ว

กระแสต่อต้านทุนนิยมของขบวนการประชาชนหลัง 6 ตุลาเป็นแบบ ศีลธรรม อนุรักษ์นิยม และชาตินิยม ถ้ายังมีซ้ายหลงเหลืออยู่ก็ตกอยู่ใต้การนำของกระแสเหล่านี้เช่นกัน ด้วยเหตุนี้เอง ฝ่าย(นึกว่า)ซ้ายหลัง 6 ตุลา จึงสามารถร่วมมือกับฝ่ายอนุรักษ์นิยมและชาตินิยมของกระฎุมพีก็ได้ ร่วมกับทุนชาตินิยมก็ได้ ไม่เห็นว่าทุนที่ผูกติดสนิทกับความเป็นไทย เป็นปัญหาสักเท่าไร ตราบเท่าที่เอาการต่อสู้กับทุนนิยมของฝรั่งตะวันตกเป็นวาระการเมืองสำคัญที่สุดตรงกัน

นักคิดฝ่ายประชาชนบางคนเชื่อว่า ฝ่ายประชาชนกำลัง ‘ใช้’ สถาบันฯ เพื่อต่อสู้กับทุนนิยมโลกาภิวัตน์ ซึ่งเขาเห็นเป็นภัยร้ายสำคัญที่สุดด้วยซ้ำไป พวกเขาไม่ให้ความสำคัญกับประวัติศาสตร์ ที่ชี้ให้เห็นว่า ทุนที่ผูกติดสนิทกับความเป็นไทยและพวกกษัตริย์นิยมเป็นอุปสรรคใหญ่ที่สุดของการพัฒนาประชาธิปไตยไทย

ฝ่ายซ้ายสังคมนิยมจบไปนานแล้ว ฝ่าย(นึกว่า)ซ้ายหลัง 6 ตุลาคือ ปีกหนึ่งของกระแสทางการเมืองแบบกระฎุมพีผู้ทรงศีลธรรมและชาตินิยมและแบบทุนชาตินิยม

การ ‘คืนดีฯ ‘ ไม่ใช่เรื่องของคนนั้นและคนนี้เปลี่ยนสี แต่เป็นผลของแนวโน้มทั่วไปทางปัญญาดังที่กล่าวมา

อันที่จริงยังมีข้อน่าคิดอีกว่า ลักษณะกระฎุมพีผู้ทรงศีลธรรมและชาตินิยม และลักษณะทุนชาตินิยม เป็นเชื้อมูลของความคิดซ้ายของพวกเขาตั้งแต่ยุคเดือนตุลาเช่นกัน หมายความว่าพวกฝ่ายซ้ายเดิมไม่ได้เปลี่ยนไปจากเดิมมากนักอย่างที่คิดกัน ท่าทีต่อสถาบันกษัตริย์อาจหนักหน่วงแต่เอาเข้าจริง อาจไม่เคยเป็นประเด็นมูลฐานของความคิดทางการเมืองของพวกเขาอย่างที่เข้าใจกัน การคืนดีฯ หรือไม่จึงไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายสำหรับพวกเขา

ในเวลาเดียวกันฝ่ายขวาแบบเดิมก็จบไปแล้วเช่นกัน

ถ้าการเปลี่ยนแปลงสำคัญของปัญญาชนฝ่ายซ้ายหลัง 6 ตุลา คือคืนดีกับสถาบันกษัตริย์ การเปลี่ยนแปลงสำคัญของฝ่ายขวาหลัง 6 ตุลา คือการหย่าร้าง เอาใจออกห่างจาก ‘ฝรั่ง’ ตะวันตก และไม่ไว้ใจฝรั่งตะวันตกรุนแรงเข้มข้นยิ่งขึ้น

หากใช้สายตาประวัติศาสตร์ระยะยาว อาจกล่าวได้ว่า ความไว้ใจฝรั่งตะวันตกในช่วงสงครามเย็นเป็นเพียงประวัติศาสตร์ช่วงสั้นๆ เท่านั้น ครั้นจบสงครามเย็น ชนชั้นนำไทยและสังคมไทยก็กลับไปสู่ภาวะคบกับฝรั่งแต่ไม่ไว้ใจฝรั่ง ดังที่เคยเป็นมาตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 19 จนถึงก่อนสงครามเย็น

ถ้าหาก ท่าทีต่อสถาบันกษัตริย์ และ ท่าทีต่อทุนนิยมของ’ฝรั่ง’ ตะวันตก เป็น 2 แกนที่ก่อให้เกิดเส้นแบ่งระหว่างกลุ่มการเมืองต่างๆ ในการเมืองยุคเดือนตุลาเป็นซ้ายและขวา การเปลี่ยนแปลงของทั้งฝ่ายซ้ายและขวาหลัง 6 ตุลาที่มีต่อทั้ง 2 แกน ทำให้กลุ่มซ้ายและขวาแต่เดิมที่ตกทอดมาจากการเมืองยุคเดือนตุลาจบลงและเกิดการจัดตัวใหม่มาตั้งนานแล้ว

หากถือเอา ท่าทีต่อทุนนิยมของฝรั่งตะวันตก เป็นเกณฑ์ เส้นแบ่งระหว่างซ้ายกับขวาที่ตกทอดมาจากการเมืองยุคเดือนตุลา จึงสับสนปนเปกันมาระยะใหญ่ๆ แล้ว อาจกล่าวได้ว่า ตั้งแต่ประมาณหลังการสิ้นสุดของสงครามเย็นในประเทศและในระดับโลกเป็นต้นมา การจัดตัวใหม่เริ่มมาตั้งแต่คราววิกฤตเศรษฐกิจเมื่อปี 2540 แล้วเป็นอย่างน้อย

ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นในวิกฤตการเมืองและรัฐประหารเมื่อปี 2549 ที่ผ่านมา แต่วิกฤตการเมืองต่อต้านทักษิณและรัฐประหาร 2549 เป็นปรากฎการณ์รูปธรรมที่ความเปลี่ยนแปลงของแนวโน้มความคิดแบบใหม่ออกฤทธิ์

อย่างน้อยสิบกว่าปีมาแล้วที่ฝ่ายขวาเดิมและฝ่ายซ้ายหลัง 6 ตุลาถือตรงกันว่า การต่อสู้กับทุนนิยมโลกาภิวัตน์เป็นวาระทางสังคมการเมืองสำคัญที่สุด

ความหมายทางการเมืองของเพลง หนักแผ่นดิน เราสู้ สู้ไม่ถอย แองเตอร์นาซิอองนาล ฯลฯ ที่ผูกพันกับการเมืองยุคเดือนตุลาและตกทอดต่อมา ก็ค่อยๆ หมดความหมายในแบบเดิม ไปกับเส้นแบ่งซ้ายขวาในแบบเดิมเช่นกัน เปิดโอกาสแก่การช่วงชิงความหมายของเพลงเหล่านี้ในแบบอื่น

เราได้ยินเพลงเหล่านี้เคียงคู่กันอย่างอุบาทว์บนเวทีพันธมิตรฯ ในปี 2551 ก็เพราะพันธมิตรฯ เป็นปรากฎการณ์อุบาทว์สุดๆ ของความเปลี่ยนแปลงดังที่กล่าวมา

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ศ.ดร.ธงชัย วินิจจะกูล แห่งภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-เมดิสัน สหรัฐอเมริกา ได้หยิบเนื้อหาบางตอนจากงานเขียน  ‘6 ตุลาในความทรงจำของฝ่ายขวา’ มาขยายความเพื่อทำความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของเหล่าปัญญาชนไทยทั้งซ้ายและขวาให้มากยิ่งขึ้น


ที่มา: เว็บประชาไท วันที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2551


บทความ

อ่านบทความย้อนหลังทั้งหมด

กลุ่มศึกษาทฤษฎี

รวมเว็บไซต์น่าสนใจ

ล็อกอิน หรือ สมัครสมาชิก เพื่อเสนอความเห็นหรือตั้งกระทู้