การปรับระบบการเมือง

tags:
โดย: 
นิธิ เอียวศรีวงศ์

อาจารย์เกษียร เตชะพีระกล่าวไว้ในมติชนว่า เมื่อเกิดความเปลี่ยนแปลงทางสังคม-เศรษฐกิจขึ้น ระบบการเมืองก็ต้องปรับตัวรับกับความเปลี่ยนแปลงนั้น ท่านกล่าวถึงการปรับตัวของระบบการเมืองไทยนับตั้งแต่ความเปลี่ยนแปลงทางสังคม-เศรษฐกิจในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ นำมาซึ่งการปฏิวัติ 2475 ไล่มาเรื่อยจนถึง 14 ตุลาคมและปัจจุบัน

ระหว่างที่ระบบการเมืองยังปรับตัวไม่ได้ ย่อมเกิดความตึงเครียด ขัดแย้งกัน ปะทะกัน หาทางออกไม่เจอ ทุกอย่างชะงักงันไปหมด จนกว่าระบบการเมืองจะสามารถปรับตัว (โดยวิธีใดวิธีหนึ่ง) รองรับลักษณะใหม่ทางสังคม-เศรษฐกิจที่เกิดขึ้นแล้วได้

ผมเห็นด้วยกับอาจารย์เกษียรทุกประการ แต่ท่านไม่ได้บอกว่า ความเปลี่ยนแปลงทางสังคม-เศรษฐกิจที่เกิดขึ้นแก่สังคมไทยในช่วงท้ายนี้คืออะไร ผมจึงพยายามหาและสร้างคำอธิบายขึ้นดังนี้

ผมคิดว่าตั้งแต่ทศวรรษ 2520 เป็นต้นมา ชนบทไทยประสบความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เกษตรกรรมเพื่อยังชีพ ซึ่งเคยเป็นสัดส่วนที่สำคัญในรายได้ของประชาชนเริ่มพังสลายลง เศรษฐกิจตลาดรุกเข้าไปในชีวิตของผู้คนมากขึ้นตามลำดับ ในขณะเดียวกันอุตสาหกรรมและธุรกิจก็รุกเข้าไปสู่ชนบทมากขึ้น เพื่อใช้ทั้งทรัพยากรและกำลังแรงงาน การผลิตเพื่อเลี้ยงตนเองในไร่นาขนาดเล็กทำได้ยากขึ้น ที่หันมาสู่การผลิตป้อนตลาดยิ่งประสบการขาดทุน จนในที่สุดต้องหยุดผลิต

ในสภาพเช่นนี้เกิดอะไรขึ้นแก่ประชาชนในชนบท ส่วนหนึ่งหันเข้าหางานอื่นที่มีลักษณะประจำมากขึ้นในเศรษฐกิจสมัยใหม่ โดยเฉพาะลูกหลานของชาวนารวยที่ได้รับการศึกษา และครอบครัวมีสายสัมพันธ์กว้างขวางนอกหมู่บ้าน เช่นเป็นนายหน้าของบริษัทปุ๋ย บริษัทรับซื้อพืชผลการเกษตร ทำงานประจำในเมือง เป็นผู้รับเหมารายย่อย เป็นนายหน้าแรงงาน ฯลฯ เป็นต้น

คนเหล่านี้หรือครอบครัวของคนเหล่านี้ อาจมีทุนมากพอที่จะอยู่ในการเกษตรต่อไป โดยรวบรวมที่ดินให้กว้างใหญ่ขึ้น พอสำหรับการใช้หรือจ้างวานเครื่องจักรและผลิตเชิงพาณิชย์อย่างเข้มข้น

อีกส่วนหนึ่งที่พอมีทุนอยู่บ้างก็ "ซื้องานให้ตนเอง" ด้วยการลงทุนเป็นนักธุรกิจรายย่อย เช่นรับทำผมแต่งหน้า, ขายของชำ, ขายก๋วยเตี๋ยว, เข้าเมืองเป็นซาเล้ง, ขายล็อตเตอรี่, ทำรถกับข้าวตามซอย ฯลฯ แน่นอนว่า ส่วนใหญ่ขายแรงงาน

ส่วนที่เหลือคือคนจนที่ไปไหนไม่รอด ยังตกค้างในชนบท มีงานทำเป็นฤดูกาลในภาคเกษตรหรือภาคอื่น ฉะนั้นรายได้จึงยิ่งต่ำ ซ้ำต้องมีชีวิตในชนบทซึ่งความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์ (แลกเปลี่ยนบนมาตรฐานของคุณค่าด้วย) ได้กลายเป็นความสัมพันธ์เชิงตลาด (แลกเปลี่ยนบนมาตรฐานของมูลค่าล้วนๆ) มากขึ้น

ผมควรกล่าวด้วยว่า คนเหล่านี้หลุดลอยไปจากรัฐด้วย กล่าวคือรัฐเองก็เข้าไม่ถึง ในขณะที่นโยบายสาธารณะ ตั้งแต่ระดับตำบลขึ้นมาถึงรัฐก็ไม่ได้ผนวกเอาคนกลุ่มนี้ไว้

หากมองในแง่สังคม ชนบทไทยมีคนอยู่สองจำพวก คือคนชั้นกลางและคนจน (ไม่นับที่รวยเป็นล้านซึ่งก็มีเพิ่มขึ้นด้วย)

ผมขออนุญาตนิยาม "คนชั้นกลาง" ตามนาย Abhijit V.Banerjee และนางสาว Esther Duflo ("What is middle class about the middle classes around the world?" Journal of Economic Perspectives, 010, 012, 132) ว่าคือ คนที่ใช้จ่ายวันละ 68-136 บาทขึ้นไป นี่เป็นคนชั้นกลางระดับล่างสุด และแน่นอนคนจนคือคนที่มีรายได้ต่ำกว่าวันละ 34 บาท

เพราะมีกำลังจะใช้จ่ายได้ในจำนวนดังกล่าว จึงทำให้คนชั้นกลางในชนบทมีความคาดหวังในชีวิตคล้ายกับคนชั้นกลางในเมือง (ซึ่งจำนวนมากมีกำลังใช้จ่ายได้สูงกว่านั้นมาก) เช่นลงทุนด้านการศึกษาแก่บุตรหลานเป็นสัดส่วนสูงของรายได้, ลงทุนกับการรักษาพยาบาลสูง, เป็นต้น

แต่ในขณะเดียวกัน พวกเขาอยู่ใกล้ชิดกับคนจนในชนบท แม้ว่าแตกต่างจากคนจน ก็ประสบปัญหาบางอย่างคล้ายกัน เช่นแม้ว่าเข้าถึงแหล่งเงินกู้ได้มากกว่าคนจน แต่ก็ไม่มากพอสำหรับการขยายธุรกิจ, สาธารณูปโภคที่ไม่เพียงพอ, จำนวนมากไม่ใช่มนุษย์เงินเดือน และแม้ที่เป็นมนุษย์เงินเดือน ก็มักทำงานที่ให้รายได้ไม่มากพอ จะบรรลุความคาดหวังในชีวิตได้อย่างมั่นคง

เช่นกำลังที่จะส่งลูกหลานให้ได้เรียนสูงๆ ในขณะที่วิถีและลีลาชีวิตถูกอิทธิพลของคนชั้นกลางในเมืองครอบงำ ซึ่งต้องการค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น และด้วยเหตุดังนั้น สัดส่วนของรายจ่ายเพื่ออาหารจึงยังสูงอยู่คล้ายคนจน

คนชั้นกลางระดับล่างสุด กลายเป็นประชากรส่วนใหญ่ของชนบทไทย ส่วนใหญ่มีรายได้จากงานจ้างและธุรกิจเล็กๆ น้อยๆ แม้มีรายได้มากกว่าคนจน แต่ความมั่นคงทางเศรษฐกิจเกี่ยวโยงกันกับนโยบายของรัฐบาล มากกว่าการพึ่งพาธรรมชาติและความสัมพันธ์ที่ดีทางสังคม อย่างที่เคยเป็นมาในอดีต ในขณะเดียวกัน วิถีชีวิตของคนชั้นกลางทำให้ได้รับข่าวสารข้อมูลมากขึ้น

ชนบทไทยซึ่งเปลี่ยนแปลงไปแล้วนี้ ไม่มีเครื่องมือทางการเมืองที่จะเข้าไปกำหนดนโยบายสาธารณะใดๆ เขาไม่มีพรรคการเมือง, ไม่มีสื่อ, ไม่มีพื้นที่ในหมู่บ้านตำบล สำหรับการแสดงออกทางการเมือง, ฯลฯ จึงเป็นธรรมดาที่ยังต้องเกาะอยู่กับกลไกทางการเมืองแบบเดิม คือเครือข่ายหัวคะแนน

(แม้กระนั้น ผมก็เชื่อว่าเนื้อหาความสัมพันธ์กับหัวคะแนนน่าจะเปลี่ยนไป น่าเสียดายที่ไม่มีการศึกษาเรื่องนี้จริงจัง) หรือการประท้วงในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง

ส่วนคนจนที่เรียกว่า "จนดักดาน" ในหมู่บ้าน ซึ่งมีจำนวนน้อยกว่า ย่อมไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากพอใจจะอยู่ในอุปถัมภ์ของเครือข่ายหัวคะแนน แต่เพราะอยู่ใกล้ชิดกับคนชั้นกลาง ย่อมรับเอาความคาดหวังทางการเมืองของคนชั้นกลางมาไว้เป็นของตนบ้าง บางอย่างของความคาดหวังนั้นก็เป็นประโยชน์กับตนด้วย เช่นการเข้าถึงแหล่งเงินกู้ได้ง่ายขึ้น หรือสาธารณูปโภคที่อาจใช้ประโยชน์ได้บ้าง

ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดในชนบทในสองทศวรรษที่ผ่านมา ทำให้ระบบการเมืองที่ทอดทิ้งคนชนบทเป็นไปไม่ได้อีกแล้ว เพราะคนชนบทมีสำนึกทางการเมืองระดับชาติ ซึ่งแปลว่าต้องการนโยบายสาธารณะที่ตอบรับผลประโยชน์ของตน (อย่างฉลาดหรืออย่างไม่ฉลาด เป็นหน้าที่ของพระเจ้าจะตัดสิน) และนโยบายของพรรคไทยรักไทยเข้ามาในจังหวะนี้พอดี

ว่าที่จริงแล้ว นโยบายของ ทรท.ซึ่งกระทบต่อชนบท เช่นกองทุนหมู่บ้าน, กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา, ส่งเด็กแต่ละอำเภอไปศึกษาต่อต่างประเทศด้วยเงินจากหวยบนดิน, หรือแม้แต่บัตรทอง 30 บาทรักษาทุกโรค ล้วนตอบสนองต่อคนชั้นกลางระดับล่างสุดในชนบททั้งสิ้น

ส่วนคนจนประเภท "ดักดาน" นั้น มีเหตุหลายประการ ที่ทำให้เข้าไม่ถึงบริการเหล่านี้ หรืออย่างน้อยก็เข้าไม่ถึงอย่างเต็มที่ คนจนประเภทนี้จะได้ประโยชน์จากนโยบายสาธารณะก็ต่อเมื่อ นโยบายนั้นมุ่งเปิดทรัพยากรการผลิตในท้องถิ่นให้แก่เขา แต่นโยบายของ ทรท.ไม่ได้แตะส่วนนี้เลย ซ้ำยังอาจทำตรงกันข้ามด้วยซ้ำ ไม่ว่าจะเป็นกรณีปากมูล, กรณีจะนะ, หรือแผนการที่จะทำโฉนดทะเล

แต่คนจนประเภทนี้มีน้อยกว่า ส่วนใหญ่ไม่มีสำนึกทางการเมืองระดับชาติ และถึงอย่างไรก็ต้องอยู่ในเครือข่ายอุปถัมภ์ของหัวคะแนนอยู่แล้ว

ผมคิดว่า ความนิยมอย่างท่วมท้นที่พรรค ทรท.ได้รับจากชนบทไทย เกิดขึ้นจากนโยบายเหล่านี้ ข้อนี้ใครๆ ก็รู้และพูดกันอยู่แล้ว เพียงแต่ว่ามักไม่ค่อยแยกแยะชนบทไทยว่า ที่จริงแล้วมีคนหลายชั้นอยู่ที่นั่น มีผลประโยชน์ทางสังคม-เศรษฐกิจที่สลับซับซ้อน เพราะชนบทไทยไม่ได้หยุดนิ่ง แต่ผันแปรไปจากมโนภาพ ที่คนชั้นกลางในเมืองเคยมีไปโดยสิ้นเชิงแล้ว

ยิ่งไปกว่านั้น แทนที่เราจะพูดถึงชนบท เราพูดถึงส่วนภูมิภาคของไทยแทน จะยิ่งพบความสลับซับซ้อนไปกว่านั้นเสียอีก เพราะมีคนชั้นกลางที่สามารถจับจ่ายใช้สอยได้เกินวันละ 136 บาทเพิ่มขึ้นอีกมาก ทั้งในส่วนที่เป็นเมืองและส่วนที่เป็นชนบท (มากหรือน้อยก็ตาม)

ตัวเลขของนักเศรษฐศาสตร์ ซึ่งศึกษาเปรียบเทียบคนชั้นกลางในประเทศกำลังพัฒนา 13 ประเทศทั่วโลก (ที่อ้างข้างต้น) ประมาณกำลังการบริโภคของคนชั้นกลางกลุ่มนี้ต่อวันที่ 204-340 บาท นโยบายสาธารณะที่คนกลุ่มนี้ต้องการอาจไม่ตรงกับคนชั้นกลางระดับล่างสุดที่กล่าวแล้ว

และด้วยเหตุดังนั้นจึงไม่ได้นิยมชมชอบพรรค ทรท.อย่างเหนียวแน่นนัก อาจแปรเปลี่ยนความนิยมไปได้ตามข้อมูลข่าวสารที่ได้รับ เช่นจำนวนมากในปัจจุบันรับ ASTV และรวมกลุ่มกันเป็นพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในต่างจังหวัด

อย่างไรก็ตาม ฐานเสียงที่แน่นหนาของพรรค ทรท.คือ คนชั้นกลางระดับล่างสุด ซึ่งมีจำนวนมากกว่าคนชั้นอื่นๆ ทั้งหมดรวมกัน ดังนั้น ทุกครั้งที่มีการเลือกตั้ง ทรท. (หรือพรรคอื่นที่เข้ามาผลักดันนโยบายแทน) จึงมีโอกาสชนะการเลือกตั้งเสมอ

ชนบทจึงส่ง ส.ส.จำนวนมากที่สุดเข้ามาเป็นแกนกลางจัดตั้งรัฐบาล ไม่ได้ส่งส.ส.จากหลายพรรคเป็นเบี้ยหัวแตกอย่างที่เคยเป็นมา สภาพเช่นนี้ทำให้อำนาจในการควบคุมการเมืองของคนชั้นกลางตั้งแต่ระดับกลางขึ้นไป ไม่ว่าจะอยู่ในกรุงเทพฯ หรือหัวเมือง หมดไปโดยปริยาย ที่เคยล้มรัฐบาลได้ตามใจ ก็ไม่อาจทำได้อีกต่อไป

ผมคิดว่าจำเป็นต้องขยายความเรื่องคนชั้นกลางในเมือง ซึ่งก็มีความเปลี่ยนแปลงเหมือนกัน และอำนาจทางการเมืองซึ่งเคยมีแต่หายไปนี้ไว้ด้วย แต่เนื่องจากเนื้อที่ของผมหมดลงแล้ว จึงขออภัยอย่างสูงที่ต้องเก็บเรื่องนี้ไว้คุยต่อในตอนต่อไป

ที่มา - มติชนรายวัน

บทความ

อ่านบทความย้อนหลังทั้งหมด

กลุ่มศึกษาทฤษฎี

รวมเว็บไซต์น่าสนใจ

ล็อกอิน หรือ สมัครสมาชิก เพื่อเสนอความเห็นหรือตั้งกระทู้