แนวโน้มเศรษฐกิจปี 2009
ปกติแล้ว นักเศรษฐศาสตร์จะคาดการณ์อนาคตในเชิงบวก แต่สภาวการณ์ปัจจุบัน ทำให้ต้องยอมรับว่า เศรษฐกิจโลกจะชะลอตัวลงอย่างมากในปีหน้า โดยไอเอ็มเอฟประเมินว่า เศรษฐกิจโลกจะขยายตัว 3% แต่เมอร์ริล ลินช์ ประเมินว่าน่าจะขยายตัวได้เพียง 2.6%
ทั้งนี้ ตามเกณฑ์ไอเอ็มเอฟ หากเศรษฐกิจโลกขยายตัวต่ำกว่า 3% ถือว่าเศรษฐกิจโลกได้เข้าสู่สภาวะถดถอยแล้ว
วิกฤติสถาบันการเงินในสหรัฐและยุโรป ปะทุขึ้นหลังจากรัฐบาลสหรัฐปล่อยให้เลแมนล้มละลาย โดยมิได้ให้ความคุ้มครองกับเจ้าหนี้ที่ซื้อพันธบัตรของเลแมน แตกต่างจากการล้มละลายของแบร์สเตรินส์ และการเข้าควบคุมกิจการของแฟนนี เม และเฟรดดี แมค ซึ่งทำความเสียหายให้กับผู้ถือหุ้นเป็นหลัก
กรณีของเลแมน ทำให้นักลงทุนในตราสารหนี้ทั้งระบบ ขาดความมั่นใจขายตราสารที่มีอยู่และไม่ยอมซื้อตราสารที่ออกใหม่ ทำให้เกิดปัญหาในการต่ออายุหนี้ (roll over) ให้เกิดปัญหาการขาดสภาพคล่องอย่างรุนแรง สถาบันการเงินจึงไม่ยอมปล่อยกู้ระหว่างกัน ซึ่งเป็นการซ้ำเติมปัญหาการตึงตัวของระบบการเงินและพาลทำให้ผู้ฝากเงินเริ่มขาดความเชื่อมั่นตามไปด้วย

(ภาพจาก กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ )
ผมขอยกตัวอย่างโดยการนำเอางบดุลสมมติ ของสถาบันการเงินของสหรัฐ ดังปรากฏในตาราง ซึ่งด้านซ้ายของงบดุล คือ สินทรัพย์ของธนาคาร ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการปล่อยสินเชื่อและการลงทุนประเภทต่างๆ ทั้งการลงทุนระยะสั้นและระยะยาวรวม 80% ที่เหลือจะเป็นสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูง อาทิเช่น เงินสด 10% และสิ่งปลูกสร้างที่เป็นสำนักงานและสาขาของธนาคารอีก 10%
ปัญหาที่ธนาคารสหรัฐประสบอยู่ ตั้งแต่เดือนสิงหาคมปีที่แล้ว คือ ปัญหาหนี้เสียและความเสียหายจากการลงทุนที่เพิ่มขึ้น ทำให้รัฐบาลสหรัฐเห็นว่า ควรแก้ปัญหาโดยการออกกฎหมายอนุมัติเงิน 7 แสนล้านดอลลาร์ให้กระทรวงการคลังซื้อสินทรัพย์ด้อยคุณภาพออกจากสถาบันการเงินมาเก็บไว้ เพื่อให้ไม่เกิดการเทขายสินทรัพย์ จนเป็นเหตุให้ราคาสินทรัพย์ตกต่ำมาก ซึ่งเป็นการลดภาระในการตั้งสำรองของสถาบันการเงิน และเปิดทางให้สถาบันการเงินสามารถปรับโครงสร้างทางการเงินของตนโดยการระดมทุนเพิ่มได้ตามที่จำเป็น
แต่การล่มสลายของเลแมน บราเดอร์ส ทำให้ปัญหาเฉพาะหน้าพลิกไปที่ด้านขวาของงบดุล คือ ผู้ที่เคยกล้าซื้อพันธบัตรของสถาบันการเงินและกล้าฝากเงินในสถาบันการเงิน เริ่มขาดความมั่นใจและเร่งถอนเงินออกจากธนาคาร เมื่อเป็นเช่นนี้ทั้งระบบและลามต่อไปอย่างรวดเร็ว สู่ทวีปยุโรปทั้งทวีป ก็ทำให้เกิดความตื่นตระหนก ว่า ระบบสถาบันการเงินของโลกอาจล่มสลายได้
เพราะสถาบันการเงินของโลกนั้น จะมีทุนประมาณ 1 ส่วนต่อหนี้สิน (เงินฝากและพันธบัตร) ประมาณ 10-12 ส่วน ดังนั้น หากผู้ฝากเงินและผู้ซื้อพันธบัตรของสถาบันการเงินขาดความเชื่อมั่นแล้ว ก็ยากที่สถาบันการเงินใดจะยืนหยัดอยู่ได้
นโยบายของรัฐบาลอเมริกา จึงต้องกลับตัวอย่างเร่งรีบคือ นายพอลสัน รัฐมนตรีคลังของสหรัฐ ออกมาประกาศให้ทราบว่า เงิน 7 แสนล้านดอลลาร์ ที่ได้รับอนุมัติจากรัฐสภานั้น จะถูกนำไปซื้อหุ้นในสถาบันการเงินได้ โดยจัดสรรเงินทั้งสิ้น 250,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อซื้อหุ้นบุริมสิทธิของสถาบันการเงิน
นอกจากนั้น ก็ยังให้การค้ำประกันการออกพันธบัตรใหม่ของสถาบันการเงิน และก่อนหน้านั้น ได้เพิ่มการค้ำประกันเงินฝากจาก 1 แสนดอลลาร์ มาเป็น 250,000 ดอลลาร์
ในส่วนของยุโรปนั้นผู้นำของอียูและอังกฤษนัดประชุมฉุกเฉินกันในวันอาทิตย์ ที่ 11 ตุลาคม เพื่อกำหนดท่าทีร่วมกันที่จะทุ่มเงินเข้าเพิ่มทุนให้สถาบันการเงินและค้ำ ประกันเงินฝากอย่างพร้อมเพรียงกัน โดยก่อนหน้านั้น กลุ่มประเทศจี-7 ได้ประกาศยืนยันว่า จะไม่ยินยอมให้สถาบันการเงิน ที่มีนัยสำคัญต่อระบบการเงินต้องล่มสลายลง และธนาคารกลางในยุโรปและอเมริกาได้อัดสภาพคล่องให้กับระบบการเงินโดยไม่จำกัด
จะเห็นได้ว่ามาตรการซึ่งในที่สุดทำให้ระบบสถาบันการเงินสงบนิ่งได้นั้น เป็นมาตรการที่ช่วยด้านขวาของงบดุล คือ การยึดเหนี่ยวเงินฝากและการใส่เงินเพิ่มทุนโดยภาครัฐ ซึ่งถือได้ว่า เป็นการที่ผู้เสียภาษีต้องเพิ่มความเสี่ยง โดยกลายเป็นผู้ถือหุ้นในสถาบันการเงิน สำหรับผู้ถือหุ้นเดิมของสถาบันการเงินนั้น ก็ได้รับผลกระทบเพราะความเป็นเจ้าของส่วนหนึ่งถูกโอนมาเป็นรัฐบาล
แม้ว่ารัฐบาลในฐานะผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิสัญญาว่าจะไม่เข้าไปก้าวก่ายในการ บริหารเพียงต้องการผลตอบแทนในรูปของเงินปันผลตายตัว 5% เป็นต้น (ยกเว้นกรณีของประเทศเยอรมนี ที่รัฐบาลสงวนสิทธิ์ที่จะร่วมตัดสินใจในเรื่องสำคัญๆ และต้องการให้สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อเพิ่มให้กับวิสาหกิจขนาดกลางและ ขนาดย่อม)
การที่รัฐบาลสหรัฐและยุโรป สามารถหยุดยั้งการล่มสลายของสถาบันการเงินของตนนั้น เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการปรับตัวของเศรษฐกิจ เพราะการปรับลดลงของอสังหาริมทรัพย์ การด้อยคุณภาพของสินเชื่อ ตราสารหนี้และอนุพันธ์ประเภทต่างๆ จะยังต้องเกิดขึ้นในอนาคต และการจัดสรรความเสียหายทางการเงินเป็นกระบวนการที่จะต้องใช้เวลาอีกยาวนานเป็นปี
ในขณะเดียวกัน ภาคเศรษฐกิจจริงจะต้องหดตัวลงอย่างมาก เพราะเดิมทีเคยคาดว่า จะผลิตเพื่อรองรับความต้องการที่เกิดขึ้นจากรายได้ และความมั่งคั่งที่เป็นภาพลวงตา เมื่อพบว่าแท้จริงแล้ว ไม่ได้มีกำลังซื้อดังที่เข้าใจก็จะต้องลดการใช้จ่ายลงอย่างมาก
ตัวอย่างเช่น ครอบครัวหนึ่งในอเมริกาเดิมทีรายได้ปีละ 150,000 ดอลลาร์ มีบ้านคิดเป็นมูลค่า 400,000 ดอลลาร์ เป็นหนี้ธนาคาร 300,000 ดอลลาร์ แปลว่ามีทรัพย์สินสุทธิ 100,000 ดอลลาร์ ในช่วงฟองสบู่ที่ราคาบ้านปรับขึ้นปีละ 10% ก็เสมือนว่าความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นปีละ 40,000 ดอลลาร์ ซึ่งส่วนที่เพิ่มขึ้นนี้สามารถนำเอาไปใช้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันเงินกู้ได้ 30,000 ดอลลาร์ ทำให้ไม่ต้องออมและสามารถบริโภคได้ปีละ 80,000 ดอลลาร์ (แม้ว่ามีรายได้เพียงปีละ 50,000 ดอลลาร์)
แต่เมื่อฟองสบู่แตก ราคาบ้านแทนที่จะเพิ่มขึ้นกลับลดลง 15% จาก 400,000 ดอลลาร์ เหลือ 340,000 ดอลลาร์ แปลว่าทรัพย์สินสุทธิลดเหลือเพียง 60,000 ดอลลาร์ และไม่สามารถกู้หนี้ยืมสินได้ จึงจำเป็นต้องลดการบริโภคลงจากเดิม 80,000 ดอลลาร์ต่อปี เหลือเพียง 40,000 ดอลลาร์ต่อปี เพราะต้องเริ่มออมเพื่อให้สินทรัพย์สุทธิกลับไปอยู่ที่ระดับเดิม ตัวอย่างนี้ สะท้อนให้เห็นความกังวลของนักเศรษฐศาสตร์สหรัฐ ที่เชื่อว่าจะเกิดภาวะถดถอยในการบริโภคที่ยาวนาน
จากการสำรวจการคาดการณ์ของนักเศรษฐ ศาสตร์โดยบลูมเบิร์ก คาดว่าจีดีพีสหรัฐจะติดลบ 0.2% ในไตรมาส 3 และติดลบอีก 0.5% ในไตรมาส 4 แต่ยังคาดการณ์ว่าจีดีพีสหรัฐจะขยายตัว 1.2% ในปีหน้า อย่างไรก็ดี เมอร์ริล ลินช์ มองว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะหดตัวลง 1.7% ในปี 2009 ในขณะที่ไอเอ็มเอฟคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจของประเทศพัฒนาแล้ว จะขยายตัวเพียง 0.5% ในปี 2009
แปลว่าเมื่อแก้ปัญหาทำให้สถาบันการเงินอยู่รอดไปแล้ว ก็ยังต้องเผชิญกับการชะลอตัวลงของเศรษฐกิจจริงตลอดปีหน้าครับ
ที่มา - กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์
| Attachment | Size |
|---|---|
| table20220330.jpg | 10.23 KB |
เรื่องจากคอลัมน์ล่าสุด
ศึกษาวัตถุนิยมวิภาษ บทที่ 3 ความเกี่ยวพันทั่วไปของโลกวัตถุ
เขียนโดย ไท เมื่อ 20 มกราคม, 2012 - 00:59 tags:1. จินตภาพของความเกี่ยวพันที่มีลักษณะทั่วไปของโลกวัตถุ
2.ความเกี่ยวพันระหว่างเหตุกับผล
3. ความเกี่ยวพันระหว่างความบังเอิญกับความแน่นอน
4. ความเกี่ยวพันระหว่างความเป็นไปได้กับความเป็นจริง
5. ความเกี่ยวพันระหว่างรูปแบบกับเนื้อหา
6. ความเกี่ยวพันระหว่างธาตุแท้กับปรากฎการณ์
ลบล้างผลรัฐประหาร 49 แก้ไข ม.112 เยียวยาผู้เสียหายและจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่
เขียนโดย admin เมื่อ 20 September, 2011 - 23:54 tags:กองบรรณาธิการได้พิจารณาแถลงการณ์คณะนิติราษฎร์ เนื่องในโอกาสครบรอบ ๑ ปีนิติราษฎร์ เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2554 ขอสนับสนุนข้อเสนอ 4 ข้อในแถลงการณ์ดังกล่าว ดังนี้
กสทช.ใหม่คือ ตัวแทนของอภิชน
เขียนโดย admin เมื่อ 5 September, 2011 - 22:35 tags:มติชนรายงานข่าวว่า วุฒิสภาเลือก 11 กสทช.ใหม่แล้ว แต่ทว่า ผลการเลือกตั้ง กสทช. จากวุฒิสภาชุดนี้ สรุปได้คำเดียวว่า น่าผิดหวังยิ่งนัก
ดังภาษิตที่ว่า " งาช้างไม่อาจงอกออกจากปากของสุนัข" ฉันใด
กสทช.ที่มาจากการเลือกของวุฒิสภาที่สมาชิกมาจากการสรรหาของพวกอภิชนถึงครึ่งหนึ่ง ย่อมถูกครอบงำด้วยตัวแทนของอภิชน ฉันนั้น
บทความ
ข่าวน่าสนใจ
นักวิชาการเหนือ-อีสาน-ใต้ เสนอผลสรุปวิจัย พลเมืองไทยต้องการประชาธิปไตย 100 เปอร์เซ็นต์
เขียนโดย admin เมื่อ 8 กุมภาพันธ์, 2012 - 23:13 tags:
วันที่ 8 ก.พ. 2555 โครงการสร้างสำนึกพลเมืองเพื่อส่งเสริมประชาธิปไตยและธรรมาภิบาลในท้องถิ่น จัดการสัมมนาสรุปผลการวิจัย ซึ่งทำการวิจัยในพื้นที่อิสาน ได้แก่ เชียงใหม่ ลำพูน พิษณุโลก พิจิตร สุโขทัย ขอนแก่น กาฬสินธุ์ มหาสารคาม อุบลราชธานี อำนาจเจริญ ศรีสะเกษ และยะลา
เกษียร เตชะพีระ : ปรีดี พนมยงค์ กับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
เขียนโดย admin เมื่อ 5 กุมภาพันธ์, 2012 - 15:42 tags:3 ก.พ. 55 เกษียร เตชะพีระ อภิปรายในงาน “ปรีดี พนมยงค์ กับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์" จัดโดย วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ ที่ มธ. ท่าพระจันทร์
วรเจตน์ ภาคีรัตน์ : ชี้แจงกรณีคณะผู้บริหาร มธ.ห้ามเคลื่อนไหว แก้ไข ปอ ม.112 ใน มธ.
เขียนโดย admin เมื่อ 5 กุมภาพันธ์, 2012 - 15:28 tags:3 กพ.2555 วรเจตน์ ภาคีรัตน์ ชี้แจงกรณีคณะผู้บริหาร มธ.ห้ามเคลื่อนไหว แก้ไข ปอ. ม.112 ใน มธ.ในรายการคมชัดลึก โดย จอมขวัญ หลาวเพ็ชร์

