ฝ่ายประชาชนสุดท้ายจะเป็นผู้ชนะ ถ้ายึดหลักประชาธิปไตยไม่มีวันแพ้

tags:
การสนทนากับ"ตู่  ตีนตบ"  ไม่ใช่การรับฟังความเห็น เพราะเขาอยู่ในขั้วที่มีคนรักและมีคนเกลียดสุดๆ ไปแล้ว คนที่เกลียดคงไม่แม้แต่อยากจะเห็นหน้าเขา อย่าว่าแต่ฟังความเห็น แต่นี่เป็นการสนทนาเพื่อหยั่งถาม  ว่าพวกเขากำลังคิดอะไร  กำลังจะเดินเกมอะไร  จึงมีการจุดชนวนอย่างต่อเนื่อง
แน่นอน คำตอบนั้นต้องหานัยเอาเองจากถ้อยคำ
 
00000000000000000000000000000000000000000000000000000000000
 
สู้ชนชั้นนำ?
 
 สำนักงานพีทีวียังอยู่ที่เดิม  อิมพีเรียลลาดพร้าว  ด้านหน้ามีเสื้อแดงขายพร้อมกับ "ตีนตบ" ซึ่งระหว่างที่เราไปนั่งดูอยู่ ก็มีคนทยอยมาซื้อไม่ขาดสาย นัดกันไว้ล่วงหน้า แต่วันที่สนทนา ก็มีคำแถลงของทักษิณออกมาพอดี
ถามว่าตกลงคำพิพากษาวันที่ 21 ทำให้ถึงจุดที่ต้องรบแล้วใช่ไหม
 
" ไม่ใช่ พ.ต.ท.ทักษิณตัดสินใจกลับไปอังกฤษอีกครั้งหนึ่ง โดยปฏิเสธกระบวนการยุติธรรม เพราะฉะนั้นจะตัดสินกี่ปีไม่มีผล เมื่อปฏิเสธกระบวนการนี้ ความจริง ก็ไม่ควรยอมรับกระบวนการนี้ตั้งแต่ต้น  เพราะมันเริ่มต้นด้วยกระบวนการในชั้นพนักงานสอบสวนคือ คตส. เป็นการเลือกผู้ปฏิบัติมาตามคำสั่งคณะรัฐประหาร  คนที่รวบรวมพยานหลักฐานในการนำฟ้อง  ไม่ใช่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง แต่คือ คตส. เมื่อกระบวนการบิดเบี้ยวตั้งแต่เริ่มต้น มันจะไปลงสุดท้ายไม่ได้ "
 
"เพราะฉะนั้นเมื่อผลวันที่ 21 ออกมา ถามว่ากระทบกระเทือนถึงขนาดแตกหักหรือเปล่า ความจริงมันควรแตกหักมาตั้งนานแล้ว แต่ทั้งหมดชี้ให้เห็นว่า ผลพวงทั้งหมดที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะการรัฐประหาร  การนัดวันที่  1 พ.ย.เป็นการนัดกันมาก่อน บนสมมติฐานว่าคดีของ พ.ต.ท.ทักษิณเมื่อมีท่วงทำนองกันอย่างนั้น  ไม่มีใครคิดว่าจะออกมาในทิศทางที่ดี ฉะนั้น ก็เป็นการตัดสินใจบนสมมติฐานของเรื่องอื่นที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับ เรื่องนี้  คือเรื่องการต่อต้านรัฐประหาร"
 
"ต้องยอมรับว่าหลังจากปรากฏการณ์ที่เมืองทองธานี  คือพวกเราเป็นทั้งนักเคลื่อนไหวและมาเป็นนักการเมือง การจัดตั้งเป็นเรื่องที่ไม่ยาก การขนคนเป็นเรื่องไม่ยาก แต่ปรากฏการณ์ที่เมืองทองเราห้ามไม่ให้นักการเมืองขนคนมา เราต้องการวัดใจจริงๆ ว่าคนที่เขามากันเองจะมาได้สักเท่าไหร่  เมื่อปรากฏการณ์ที่เมืองทองมันมากล้นหลามขนาดนั้น เราจึงคิดที่ราชมังคลาฯ และก็มีความเชื่อเหมือนเดิม
 
คือตราบใดที่ระดมคนแบบนักการเมืองเราจะสู้กับเผด็จการไม่ได้ ต้องวัดใจว่า เขาจะมาเองต่อสู้เอง เหมือนเราสู้กับ คมช. เราชุมนุมในนาม  PTV มาก่อน 9 ครั้ง ไม่ให้ใครขนคนช่วย เพราะเราต้องการแฟนพันธุ์แท้ไว้สู้กับเผด็จการ การคิดวันที่ 1 พ.ย. ไม่ได้คิดว่าคดีวันที่ 21 จะต้องออกมาดีหรือไม่ดีอย่างไร เพราะ  พ.ต.ท.ทักษิณปฏิเสธมาตั้งแต่ต้น  ผมจึงบอกว่าต่อให้ตัดสิน 100 ปีก็ไม่มีความหมาย ปีเดียวก็ไม่ยอมรับ 100 ปีก็ไม่ยอมรับ เพราะเป็นกระบวนการยุติธรรมที่บิดเบี้ยว"
 
" 2  คดีที่ตัดสินมา คดีแรกเขาถามกรมสรรพากรว่า ต้องจ่ายภาษีหรือไม่ กรมสรรพากรบอกไม่ต้องเสีย  จะมีคนที่ไหนไปเสีย หรือคดีนี้ ถ้ามีเจ้าเดียวไม่มีการประมูลกัน นั่นถือว่าเป็นการใช้อำนาจ กองทุนฟื้นฟูฯ ถ้าเห็นว่าขาดคุณสมบัติก็ไม่ต้องให้ประมูล 
 
มันไม่กระทบเลยกับการทำหน้าที่ของนายกรัฐมนตรี  กรณีเดียวกันในสมัยรัฐบาลชวน  หลีกภัย  เรื่อง   ปรส.  เรื่องกองทุนฟื้นฟูฯ   ถ้านายกรัฐมนตรีมีอำนาจอย่างที่ว่า ป.ป.ช.ก็ควรจะดำเนินการในลักษณะเดียวกัน  เพราะนั่นคือความเสียหาย ซึ่งกรณี พ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้เสียหายกับชาติแม้แต่สตางค์แดงเดียว"
 
การที่ทักษิณออกคำแถลง และเตรียมพูดสด แสดงว่าวันที่  1 จะมีความร้อนแรงที่คิดว่าจะทำอะไรกันสักอย่างไหม
 
"ไม่มีการทำอะไร การชุมนุมเป็นการนัดหมาย บ่าย 3 ไม่เกิน 4 ทุ่มแยกย้ายกันกลับ เป็นการระดมเหตุระดมผล คนที่ไปพูดก็มีหัวข้อที่จะพูดในเหตุในผลทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นเมื่อ  พ.ต.ท.ทักษิณมาพูด ก็พูดในเรื่องการต่อต้านการรัฐประหาร เรื่องการปกป้องประชาธิปไตย ซึ่งเป็นหัวข้อหนึ่งที่ทุกคนจะต้องพูดในวันนั้น 
 
ฉะนั้นถามว่าความร้อนแรงจะมีมากขึ้นหรือเปล่า อาจจะมีมากขึ้น ความร้อนแรงภายใต้ขอบเขตของกฎหมาย แต่ก็ไม่มีลักษณะการเผชิญหน้าหรือการปะทะใดๆ เมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณได้ใช้สิทธิและก็เห็นภัยของรัฐประหาร  วันนี้ที่ประเทศเป็นอย่างนี้เพราะการรัฐประหาร  ท่านก็จะปราศรัยในประเด็นเหล่านี้ และพูดกันมาก่อนที่จะเกิดวันที่ 21"
 
แต่คำแถลงมันเติมเชื้อความร้อนแรง
 
"วันนี้บางเรื่องจะต้องวิพากษ์กัน วันนี้ทั้ง  3 อำนาจอธิปไตย บริหาร นิติบัญญัติ ตุลาการ ไปกันหมดแล้ว หลายๆเรื่องคลางแคลงใจคน และคำพูดเหล่านี้ คนในวงการตุลาการด้วยกันเอง ก็มีการวิพากษ์วิจารณ์เช่นเดียวกัน  เพราะไม่มีมาตรฐาน ข้างไหนได้ประโยชน์ ก็บอกว่าสิ่งเหล่านั้นทำถูก
 
เหมือนกรณีศาลรัฐธรรมนูญ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญอย่างคุณจรัญ วินิจฉัยคุณสมัครเรื่องชิมไปบ่นไปว่าเป็นลูกจ้าง ตัวเองเป็นอาจารย์พิเศษมหาวิทยาลัยรังสิต ก็ไปใช้มาตรา 50 บอกว่าเป็นเสรีภาพทางวิชาการ มันคนละเรื่อง เพราะเจ้าของมหาวิทยาลัยรังสิต เป็นบริษัทเอกชน แถลงผลประกอบการแต่ละปีว่ากำไรกี่บาท วิชา มหาคุณ  เป็นอาจารย์พิเศษที่ศรีปทุม ซึ่งแถลงผลประกอบการปีนี้กี่ร้อยล้าน"
 
จตุพรบอกว่า ทองหล่อ โฉมงาม ตุลาการเจ้าของสำนวนในคดีที่ดินรัชดาฯเคยวินิจฉัยไว้ว่า การใช้วิชาชีพทางกฎหมาย ถือเป็นอาชีพอิสระ เขาจะยกคำวินิจฉัยนี้มาประกอบมาตรา 207 ห้ามตุลาการศาลรัฐธรรมนูญประกอบอาชีพอิสระ นอกเหนือจากห้ามเป็นลูกจ้าง
 
"นี่ไม่นับที่ไปจัดรายการวิทยุเอฟเอ็ม 96.5 ทั้งหมดก็คือ หลักการว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง ถ้าคุณดำเนินการกับสมัคร  สุนทรเวช อย่างไร กับทักษิณอย่างไร คุณควรจะดำเนินการกับคนอื่นในลักษณะเดียวกัน   คุณสีเทาแล้วไปพิพากษา คุณก็ไม่ได้รับยอมรับ กระบวนการมันเสื่อมทราม  ถ้าตัวเองไม่ปัดกวาดตัวเองให้สะอาดสะอ้าน ความศรัทธาก็เสื่อม พวกเราก็ต้องการความยุติธรรมว่า ถ้าไปพิพากษาคนอื่น ตัวเองก็ควรที่จะเป็นคนที่สะอาดเสียก่อน แต่เมื่อมีราคีอยู่ คำพิพากษา ก็เป็นความมัวหมอง"
 
"นี่ไม่นับกรรมการ ป.ป.ช.บางคน ไปพิมพ์หนังสือสำนักพิมพ์บ้านพระอาทิตย์ของคุณสนธิ ขายอยู่เวลานี้   คำวินิจฉัยอันนี้ บอกได้ว่าแฟร์ไหม ที่คุณไปวินิจฉัยคนอื่นทั้งที่คุณก็ผิดมา ฉะนั้นผมถึงบอกว่า วันนี้วิกฤติเกิดขึ้นทั้ง 3 อำนาจ บริหารสภาพร่อแร่ ตุลาการที่คนจะพอคาดหวังก็คงถึงคราว ถ้ายังอยู่สภาพนี้ "
 
คำแถลงของทักษิณยังพูดถึงชนชั้นนำ หมายถึงใคร
 
"ชนชั้นนำในความหมายของคุณทักษิณ ปรากฏการณ์ 19 ก.ย.มันบอกอยู่แล้วว่า ชนชั้นนำที่ว่านั้นคือสามัญชนที่ไปตีตนเสมอเจ้า ที่มาเกี่ยวข้องกับขบวนการยึดอำนาจ  19  ก.ย. เพราะฉะนั้นมันชัดเจน คนทั้งประเทศก็รู้ว่าคือ สามัญชน ไม่ใช่สถาบันพระมหากษัตริย์ 
 
เพียงแต่วันนี้ พันธมิตรฯทำตัวเป็นเจ้าของสถาบันพระมหากษัตริย์ วันนี้ว่าคุณใส่เสื้อสัญลักษณ์สถาบันพระมหากษัตริย์ ไปยึดทำเนียบรัฐบาล เอามือตบไปเที่ยวไล่คนอื่น  ผมเรียกร้องมาหลายครั้งว่า เสื้อเหลืองต้องใส่ทุกคนทั้ง  63  ล้าน ไม่ใช่ของพันธมิตรฯ สนธิ ลิ้มทองกุล บอกว่าถ้าใครปกป้องราชบัลลังก์มาทางนี้ ถ้าใครไม่มาทางนี้ ไม่ปกป้องราชบัลลังก์
 
พล.อ.อนุพงษ์ถูกสนธิ  ลิ้มทองกุล บอกว่าไปรับเงินจาก พ.ต.ท.ทักษิณมาล้มล้างราชบัลลังก์  แทนที่ พล.อ.อนุพงษ์จะดำเนินคดีกับสนธิ กลับเอา ตาขาวใส่พันธมิตรฯ เอาตาเขียวใส่รัฐบาล วันนี้สนธิ ลิ้มทองกุล กำลังทำตัวเป็นเจ้าของสถาบันพระมหากษัตริย์ ไม่ใช่ สนธิก็คือ คนหนึ่งใน 63 ล้านคน และก็เป็นหนึ่งที่ถูกดำเนินคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ในคำวินิจฉัยเรื่องเกี่ยวข้องกับเสื้อเหลืองและคดีหมิ่นประมาทคุณทักษิณ"
 
คนทั่วไปก็รู้นะว่าทักษิณหมายถึงใคร
 
"ตลอดระยะเวลาการเคลื่อนไหวต่อสู้กับเผด็จการ คมช. เราก็ได้พูดชัดเจนกันอยู่แล้วว่า ชนชั้นนำที่ว่าคือสามัญชนที่ตีตนเสมอเจ้า พวกปีกประชาธิปไตยเขารู้กันทั้งเมือง มันต้องไปถึงหน้าบ้านกัน"
 
แล้วกรณีสุชาติ นาคบางไทร ล่ะ
 
"ผมเองวันนั้นเขาก็ชวนไป แต่ไปทีหลัง แต่ได้บอกไปแล้วว่าใครกระทำการ มีความคิดเห็นอย่างไร คนนั้นต้องรับผิดชอบและไม่ใช่ทำในนามกลุ่ม คนที่เขารับผิดชอบเวทีวันนั้น เขาก็อึดอัดไปหมดเหมือนกัน ก็เป็นความรับผิดชอบของคุณสุชาติเอง ไม่ได้หมายความว่าทั้งพวกเราจะต้องเห็นด้วย  หรือต้องไปรับผิดชอบด้วย แต่ทั้งหมดเป็นเรื่องปัจเจกบุคคล เขาก็ต้องรับผิดชอบ"
 
"พวกเราไป ก็เข้าไปร่วม เพราะว่าต้องการพูดถึง 14 ตุลาว่า เมื่อ 35 ปีที่แล้วมันเกิดอะไรขึ้น  มีใครบ้างที่ยังรักษาเจตนารมณ์  14  ตุลา ต่อต้านรัฐประหาร สร้างสรรค์ประชาธิปไตย เวลาเปลี่ยนคนเปลี่ยนหรือเปล่า  แต่ผมก็ยังคงยืนยันว่า ในส่วนของพวกเราทั้งหมด ประเทศนี้ต้องปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข"
 
ถ้าบอกว่าสุชาติคนเดียว แล้วใครทำเวที ที่เห็นฉากหลังอยู่ชัดๆ
 
"ผมไม่ทราบว่าใครไปทำฉาก โดยความสัตย์จริง เวลาไปปราศรัย ก็ไม่ได้หันหลังมองฉากเวทีด้วยซ้ำไป  แต่ที่พูดทั้งหมดคือ วันนี้ต้องตั้งหลักด้วยความเข้าใจว่า แต่ละฝ่าย ไม่ควรใช้สถาบันพระมหากษัตริย์มาเป็นเครื่องมือทางการเมือง คนที่ใช้สถาบันพระมหากษัตริย์มากที่สุดคือ คนที่ทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ มากที่สุด 
 
ผมมีความรู้สึกว่าคนใส่เสื้อเหลืองลดลง เพราะสนธิ เพราะแสดงตัวว่าเป็นเจ้าของสถาบันพระมหากษัตริย์  ซึ่งไม่ยุติธรรมต่อคนไทยโดยทั่วไป เพราะคนไทยที่เขาแสดงความจงรักภักดี  เกรงว่าใส่เสื้อเหลืองจะเป็นพันธมิตรฯ หรือเปล่า ฉะนั้นกลุ่มการเมืองต่างๆ พันธมิตรฯ มีความเชื่ออย่างไรก็ว่าไป แต่คุณไม่ควรใช้สถาบันพระมหากษัตริย์ มาเป็นเครื่องมือของผลประโยชน์ของคุณเอง"

สมานฉันท์ไม่มีจริง
 
สถานการณ์วันนี้เมื่อศาลตัดสินแล้ว ทักษิณทำได้  2  อย่างเท่านั้น คือสู้เพื่อต่อรองให้มีการนิรโทษกรรม หรือไม่อย่างนั้นก็สู้เพื่อโค่นล้มไปทั้งระบบเลย ใช่ไหม
 
"ผมคิดว่า การที่พ.ต.ท.ทักษิณปฏิบัติตัวตั้งแต่วันที่ 19 ก.ย. ไม่ได้ใช้สิทธิ์เข้าไปพูดในสหประชาชาติ   ไม่จัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่น แสดงให้เห็นว่า พ.ต.ท.ทักษิณแคร์ประเทศไทย  ผมไม่ทราบว่า พ.ต.ท.ทักษิณจะได้ใช้สิทธิ์อย่างใดต่อไปนี้ 
 
แต่ผมเชื่อว่า การปฏิเสธกระบวนการยุติธรรมที่ไม่ยุติธรรมนั้น ทำให้แต่ละฝ่าย ฉุกคิดเหมือนกันว่า การให้พนักงานสอบสวน คตส.ซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากคณะรัฐประหาร โดยเลือกผู้ปฏิบัติมาเป็นคนดำเนินการ  มันควรจะได้รับการยอมรับหรือไม่ 
 
ในอดีตบุคคลในกระบวนการยุติธรรมที่คนไทยยกย่อง อย่าง อ.สัญญา  ธรรมศักดิ์ มีคำวินิจฉัยปฏิเสธการรัฐประหาร แต่วันนี้สังคมไทย ในความไม่ชอบ พ.ต.ท.ทักษิณ กลับไปยอมรับกระบวนการรัฐประหาร เพราะไม่ชอบทักษิณจึงยอมรับเผด็จการ ผมบอกว่าวิธีคิดอย่างนี้ มันทำลายประเทศไทย"
 
"ถามว่าล้มทั้งระบบไม่มีทาง เพราะจุดยืน พ.ต.ท.ทักษิณมีความเข้าใจว่า ประเทศไทยต้องปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพียงแต่ต้องเป็นประชาธิปไตยที่เป็นประชาธิปไตย  เป็นประชาธิปไตยที่นานาอารยประเทศเขาปฏิบัติกันเป็นหลักสากล
 
ถ้าเป็น 1 ประเทศ 2 ระบบ รัฐธรรมนูญเผด็จการ องค์กรอิสระเป็นเครื่องมือของเผด็จการ  ฝ่ายประชาธิปไตย ก็อยู่ไม่ได้  ทำไมใช้มาตรา  100 ของ ป.ป.ช. แต่ไม่ใช้มาตรา 12 ของกฎหมาย ป.ป.ช. มาตรา 12 บอกว่า ป.ป.ช.ต้องได้รับการแต่งตั้งจากพระมหากษัตริย์ มีวาระ 9 ปี ดำรงตำแหน่งวาระเดียว ผมจึงบอกว่าใช้มาตราเฉพาะที่เป็นประโยชน์กับตัวเองในกฎหมายฉบับเดียวกัน"
 
"มันเหมือนพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 6  เมืองใดไร้ธรรมอำไพ  เมืองนั้นบรรลัยแน่นอน ประเทศไทยกำลังอยู่ระหว่างคำว่าไร้ธรรมและก็กำลังจะเข้าสู่คำว่าบรรลัย วันนี้เป็นระยะผ่านที่คนใน พ.ศ.นี้ ต้องได้รับบทเรียนกันทุกฝ่าย เหมือนปรากฏการณ์มือตบ มันก็ไปกดดันให้ตีนตบเกิดขึ้นมา มันก็ต้องเกิดอำนาจขึ้นมาต่อรองถ้าอีกฝ่ายขึ้นมาต่อสู้สร้างความแตกแยก  ฝ่ายหนึ่งเมื่อถูกกดดันเขาก็มีสิทธิ์จะต่อสู้ ทิศทางวันนี้ไปอะไรจะเกิดขึ้นก็ไม่รู้"
 
"วันนี้มัน อนาธิปไตยได้รับการคุ้มครองจากอำมาตยาธิปไตย คนที่บุกรุกทำเนียบรัฐบาล บุกรุก NBT คลุมหน้าคลุมตาไป ถูกหมายจับ  4 คดี พอไปบุกรัฐสภาลดเหลือ 2 ที่สำคัญคือ ไปทำลายกระบวนการยุติธรรมโดยสิ้นเชิง ที่ต้องพูดเรื่องนี้เพราะอะไร  ในขั้นตอนการออกหมายจับตั้งแต่ประเทศไทยตั้งมา คดีนี้เป็นคดีที่สอง เพราะกระบวนการออกหมายจับ เป็นเรื่องของพนักงานสอบสวนกับศาลเท่านั้น 
 
มาตรา  68  การเพิกถอนหมายจับต้องทำโดยผู้ออกหมายจับ ที่ผ่านมาไม่เคยมีศาลอุทธรณ์เพิกถอนหมายจับ จนกระทั่งเกิดคดีสุนัย มโนมัยอุดม นั่นเป็นคดีแรกในวงการศาลไทย ตำรวจอยุธยาเขาฎีกาไปว่าศาลอุทธรณ์ไม่มีอำนาจ
 
ต่อไปนี้ ถ้าตำรวจขอหมายจับอาชญากรรม มีโทษเกิน 3 ปี ก็จะมีการยื่นอุทธรณ์หมายจับ สมมติอุทธรณ์ไม่แล้วเสร็จก็จะยื่นฎีกา กระบวนการเอาผู้ต้องหามารับทราบข้อกล่าวหา สอบสวนเท่านั้นนะ  ยังต้อง  3 ศาลเลย แค่ชั้นหมายจับ จะเป็นปัญหาของกระบวนการยุติธรรมต่อไป"
 
"ทุกอย่างถ้าเป็นพันธมิตรฯได้หมด แต่ถ้าเป็นอีกฝ่ายไม่ได้เลย หมายจับก็ทำอะไรพันธมิตรฯไม่ได้ และพอไปมอบตัว ถ้าเป็นคดีอื่น เขาจะไม่ให้ไปกระทำความผิดในลักษณะเดียวกันได้อีก แต่พันธมิตรฯเป็นบุคคลพิเศษ มอบตัวเสร็จกลับเข้าทำเนียบฯ พวกผมตอนประกันตัว ห้ามไปกระทำการในลักษณะเดียวกัน ถ้าอยู่ในระหว่างการประกันตัว"
 
นั่นหมายถึงสมัย นปช.โดนจับ
 
"พวกผมถูกห้ามไปกระทำผิดลักษณะเดียว กับที่ตั้งข้อกล่าวหาที่หน้าบ้านสี่เสาฯ แต่กรณีของพวกเราแตกต่าง  ตำรวจจะออกหมายจับ พวกเราไปแสดงตัว ออกหมายจับหมายถึง ผู้ต้องหาจะหลบหนี เราก็ไปแสดงตนกับศาล  ศาลก็ไกล่เกลี่ยให้พรุ่งนี้มารับทราบข้อกล่าวหา 
 
ผมยังถามศาลว่ารับทราบข้อกล่าวหาแล้วทำอย่างไรต่อ ศาลบอกรับทราบข้อกล่าวหาแล้ว ก็กลับบ้านได้  พอไปถึงไปทำสำนวนใหม่ ฟ้องศาลอีกบัลลังก์หนึ่ง มันก็เกิดความคลางแคลงใจในกระบวนการยุติธรรม  เหมือนกรณีการดักฟังก็เป็นเรื่องของฝ่ายศาลเอง ผู้พิพากษา 2 คน โทรศัพท์มาถึงฝ่ายบริหาร เกี่ยวข้องกับ กกต. แทนที่ฝ่ายตุลาการจะไปสะสางกันเอง แต่กลับมาเล่นงานคนที่ได้ความจริงมา"
 
"ผมจึงบอกว่ามันกำลังพัฒนาไปสู่ความเสื่อมอย่างรุนแรง สิ่งที่ทุกคนเห็นว่าแข็งแรงที่สุดใน 3 อำนาจ  วันนี้ผมไม่แน่ใจว่า ความรู้สึกอันนั้นของคนไทยยังมีอยู่หรือเปล่าเพราะหลายเรื่องมันคลางแคลงใจ ก็รู้ว่าละเมิดไม่ได้วิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้  แต่คนไทยก็มีความรู้สึกว่า ได้รับกลิ่นอายของความยุติธรรมอย่างเท่าเทียมกันหรือเปล่า   คือถ้าคนไทยมีความรู้สึกว่ามีธงอยู่แล้ว ความเชื่อถือต่อสถาบันนี้ ก็จะถูกทำลายเหมือนกับนิติบัญญัติและบริหาร ซึ่งมันพังไปแล้ว"
 
มาถึงวันนี้มวลชนคนรักทักษิณต้องการอะไร เพราะถ้าจะให้ทักษิณไม่ติดคุก ก็ต้องต่อรองเพื่อนิรโทษกรรมหรือล้มล้างทั้งระบบ
 
"ต้องเข้าใจก่อนว่ากระบวนการประชาธิปไตยไม่ใช่เพื่อ พ.ต.ท.ทักษิณคนเดียว ท่านเป็นคนไทยคนหนึ่งที่จะได้รับอานิสงส์ ถ้าบ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย กระบวนการยุติธรรมที่ยุติธรรม เพราะฉะนั้นธงของคนเสื้อแดงไม่ว่าจะเป็น นปช.หรือรายการความจริงวันนี้ หรือใครก็ตาม ต้องประชาธิปไตย ไม่ใช่เพื่อ  พ.ต.ท.ทักษิณ  วันนี้ทุกสิ่งทุกอย่างนำพาไปสู่ การรักษาประชาธิปไตยกับการฟื้นฟูประชาธิปไตย  
 
เพราะพวกเรามีความเชื่อมั่นว่าบ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย  ความยุติธรรมความเท่าเทียมยังเหลืออยู่ ถ้าสิ่งเหล่านี้เกิดครบถ้วน พ.ต.ท.ทักษิณก็เป็นคนไทยคนหนึ่ง ที่พึงจะต้องได้รับอานิสงส์จากความเป็นประชาธิปไตยของประเทศอย่างเท่าเทียมกัน การเคลื่อนไหวการชุมนุมทางการเมือง ไม่ได้เกิดขึ้นเพื่อพ.ต.ท.ทักษิณ แต่เพื่อประชาธิปไตย และบังเอิญว่าในระบอบประชาธิปไตย พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นหนึ่งในจำนวนคนไทยที่ต้องการประชาธิปไตย"
 
ถ้าอย่างนั้นเป้าหมายคืออะไร คือโค่นสามัญชนที่ทำตนเสมอเจ้า ที่พูดถึงนั้นหรือ
 
"วันนี้ต้องยอมรับ มันมีกลิ่นอายของการล้มล้างประชาธิปไตยด้วยการรัฐประหารอยู่ แต่การรัฐประหารคราวนี้ จะได้รับการต่อสู้จากประชาชนอย่างสาสม ทันทีที่ประกาศฉบับที่ 1 จะมีคนใส่เสื้อแดงออกไปสนามหลวง   เจอรถถังที่ไหนจะเข้าล้อมที่นั่น เริ่มต่อสู้ตั้งแต่วันแรกโดยไม่ไหวหวั่นและไม่ยอมให้ทหารยึดอำนาจประเทศนี้อีกแล้ว คุณก็ต้องข้ามศพประชาชนจำนวนมาก
 
และจะจัดการชุมนุมให้เกิดทั้งประเทศ ตั้งแต่ประกาศฉบับแรก เพราะประชาชนได้รับบทเรียนว่า ถ้าปล่อยให้รัฐประหาร มันพังทุกสิ่งทุกอย่างวันนี้คือถ้าบ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย ชนชั้นนำที่เป็นสามัญชน เขาก็ต้องอยู่ในกรอบประชาธิปไตย
 
เหมือนกับคนที่ร่างรัฐธรรมนูญปี  2540 ถ้าได้รับกลิ่นอายประชาธิปไตย มันก็เป็นประชาธิปไตย แต่คนคนเดียวกันมาร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ก็มีกลิ่นอายรัฐประหาร ก็ซึมซับความเป็นเผด็จการเข้าไป ผมถึงบอกว่า ถ้าเป็นประชาธิปไตย ไม่ว่าใครก็ตาม จะไม่มีอิทธิฤทธิ์ในระบอบประชาธิปไตย นอกจากประชาชน"
 
ถ้ามีรัฐประหารก็ตอบโต้ แต่ถ้าไม่มีรัฐประหารจะยื้อกันไปอย่างนี้หรือ
 
"ก็คือนำพาสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มันไม่เป็นประชาธิปไตย วันนี้เรื่องการยุบพรรคยอมรับว่ายุบ 100  เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้น ไม่มีผลต่อการยุบหรือไม่ยุบพรรคประชาชน  เพราะพรรคพลังประชาชนเตรียมการเรื่องยุบพรรค 100 เปอร์เซ็นต์และยอมรับการยุบพรรค 100 เปอร์เซ็นต์ไปแล้ว
 
เพราะเราเห็นกระบวนการแบบนี้ เดิมมัชฌิมาฯ ชาติไทย ต้องล่วงหน้า 4  เดือนใช่ไหม นี่รอจนกระทั่งพร้อมกัน เพราะฉะนั้นไม่มีปัญหาเรื่องการยุบพรรค ข้ามไปได้เลย ส่วนมาตรา 309 ไปอ่านดีๆเป็นการคุ้มครอง คมช.ทั้งอดีต ปัจจุบัน ยันอนาคต 
 
เป็นการร่างรัฐธรรมนูญที่ประหลาด เพราะในอดีต นิรโทษกรรมเขาออกให้ทุกฝ่าย ผู้ยึดอำนาจ ผู้ไปต่อสู้ ไม่เช่นนั้นวันนี้ พล.อ.พัลลภต้องติดคุกแล้ว เพราะว่ามาสารภาพ ทั้งที่นางเลิ้ง  วัดสระเกศ รสช.นิรโทษให้กับตัวเองและทุกฝ่าย แต่ คมช.ชุดนี้เอาเปรียบ เป็นเผด็จการที่เอาเปรียบ
 
นิรโทษกรรมเฉพาะตัวเอง แต่ยังโทษคนที่เกี่ยวข้องกับการยึดอำนาจ เพราะว่าเป็น คมช.ใจคับแคบ ซึ่งเป็นอะไรที่ประหลาด ยึดอำนาจ ก็เบิกค่ายึดอำนาจพันล้าน มันไม่เคยมี"
 
"วันนี้แต่ละฝ่ายเลือกข้างไปแล้ว การที่พ.ต.ท.ทักษิณมาพูด ไม่ได้ทำให้คนไทยแตกแยกเพิ่มขึ้น เพราะคนไทยมีความชัดเจนในตัวเองอยู่แล้ว และใครพูดสมานฉันท์ มันเป็นเรื่องว่านี่คุณเริ่มต้นโกหก เพราะสมานฉันท์ไม่มีจริง"
คิดว่าวันนี้ไม่มีใครเป็นกลางแล้ว?
 
"ไม่มี มันหมดแล้ว เพราะฉะนั้นวันนี้แต่ละฝ่าย ควรตั้งสติ ถ้าเราแก้ไขด้วยระบอบประชาธิปไตย ต้องมาทบทวนว่าคนไทยในประเทศนี้เขาคิดอย่าง ไร ในฐานะที่เป็นเจ้าของประเทศด้วยกัน 63 ล้านคน ก็ควรจะมีส่วนตัดสินอนาคตของประเทศนี้อย่างเท่าเทียมกัน"
 
ถ้าเกิดรัฐประหาร คนเสื้อแดงจะมีความชอบธรรมในการต่อสู้ แต่ถ้าไม่ใช้รัฐประหาร ใช้กระบวนการที่ค่อยๆ บีบให้พรรคพลังประชาชนค่อยๆ ตายล่ะ เพราะตอนนี้พรรคก็ไม่เป็นเอกภาพ ถ้าถูกบีบไปเรื่อยๆ ก็มีโอกาสที่จะเกิดรัฐบาลแห่งชาติ
 
"เป็นกระบวนการอย่างเดียวกันหลังจาก 19 ก.ย. บันได 4 ขั้นของ พล.อ.สนธิ  ตั้งแต่ยุบพรรค ยึดทรัพย์ พรรคแตก รัฐธรรมนูญผ่าน และให้ให้พรรคตรงกันข้ามจัดตั้งรัฐบาลแทน อันนี้ก็เช่นเดียวกัน"
 
"เราพบว่า การยิมยอม มิได้หมายความว่าเขาจะไว้ชีวิต การต่อสู้เท่านั้นคือหนทางรอด  เพราะฉะนั้นปรากฏการณ์เห็นได้อย่างชัดเจนว่า ยุบพรรคเพื่อให้พรรคหมด ยึดทรัพย์เพื่อไม่ต้องการให้เลือกตั้งเข้ามาได้  หรือแม้กระทั่งการดึงคนให้พรรคแตก
แต่รัฐธรรมนูญที่แย่ที่สุด เราก็ยังแหวกมาได้ เงินทองก็ถือว่าน้อยกว่าทุกครั้ง แต่มาได้เพราะคนที่เขามีความคิดเห็นว่า รัฐบาลภายใต้การรัฐประหาร นำความทุกข์มาแก่ประเทศ และก็ไม่ได้สร้างความผาสุกได้เท่ากับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง"
 
"เราได้ผ่านสิ่งเหล่านี้มาทั้งหมดแล้ว จากนี้ไปที่ต้องตัดสินใจคือ ถ้ารู้วันยุบพรรคชัดเจน วันนี้เสียงรัฐบาลต่างจากฝ่ายค้านอยู่  152  เสียง นี่นับตัวเลขระหว่าง 316 กับ 164 ถ้ารู้วันยุบพรรคชัดเจน ก็จัดตั้งรัฐบาลใหม่ภายใต้พรรคร่วมรัฐบาลก่อนการตัดสินยุบพรรค
 
วันนี้พรรคพลังประชาชนมี  21 คนเป็นกรรมการพรรคที่เป็น ส.ส. 9 คนเป็นสัดส่วน ก็ลาออกก่อน เลือกตั้งซ่อมไม่กระทบ ชาติไทยหนักที่สุดคือ  16 คนเป็น ส.ส.เขต 15 ท่าน นายกฯ บรรหารไปทั้งตระกูล เที่ยงธรรมไปทั้งตระกูล มัชฌิมาฯ 11  คน กรรมการพรรคคนเดียว พรรคร่วมรัฐบาลจับมือแน่น
 
นี่คือสูตรคณิตศาสตร์ในสภาไม่มีปัญหา ถ้าเดินกันไปอย่างนี้ วิกฤติที่เลวร้ายที่สุดมันมองเห็นกันอยู่ และยอมรับ อะไรเกิดขึ้นก็แก้ไขตามโจทย์นี้ "
 
"วันนี้ถามว่าทำไมไม่ยอมทำตามข้อเรียกร้องของประชาธิปัตย์ให้ยุบสภา เราประเมินวิเคราะห์ในพรรค มีความเชื่อว่า ถ้ายุบสภาแล้ว จะไม่มีการเลือกตั้ง เพราะมันจะมีปัจจัยภายนอกมาแทรก มีคนอยากเป็นนายกรัฐมนตรีด้วยวิถีทางไม่เป็นประชาธิปไตย มีคนต้องการเว้นวรรคประชาธิปไตยในบ้านเรา
 
เพราะฉะนั้นก็ต้องอดทนฝืนกลืน นายกฯ ในสถานการณ์แบบนี้ ใครจะมีความสุขหรือเปล่า ได้คุณสมชายเป็นนายกฯ ตอนแรกหลายคนว่า เอ๊ะท่านจะอ่อนไปหรือเปล่า แต่ท่านเป็นผู้พิพากษามา เป็นปลัดกระทรวงยุติธรรมมา ก็ได้พิสูจน์ว่าเป็นคนอ่อนโยนไม่อ่อนแอและก็ไม่หนีปัญหา 
 
เจอมือตบก็เดินเข้าไป ไปแต่ละที่ด้วยความอ่อนโยนสุภาพ ได้แสดงว่าเป็นคนไม่ขี้ขลาด เพราะฉะนั้นบุคลิกของนายกฯ สมชายก็จะประคับประคองได้ระยะหนึ่ง จนกระทั่งคดียุบพรรค หรือว่าจะมีคดีคุณสมบัตินายกฯ แบบเดียวกับคุณสมัคร แต่ทั้งหมดเป็นเวลาพอดีของคุณสมชาย สั้นยาวไม่สำคัญ "
 
"วันข้างหน้า ถ้าว่าตามกระบวนการประชาธิปไตยมันยังไปได้ วันนี้ผมต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ให้ประเด็นที่ไม่เป็นประชาธิปไตยทั้งหลายได้ ถูกชำระสะสางและหลังจากนั้นก็เลือกตั้งกันใหม่  ผมเคยถามคุณอภิสิทธิ์ ถ้ายุบสภาแล้วพันธมิตรฯยังอยู่ล่ะ  คุณอภิสิทธิ์มีความเชื่อมั่นว่า ถ้ายุบสภาพันธมิตรฯ จะไม่อยู่ ผมก็ถามว่าจะเอาอะไรเป็นหลักประกัน ก็คุยกันในสภา
 
คือผมเองมีความคิดว่า ณ วันนี้ถ้ายุบสภาหรือลาออก ก็จะมาเจอพันธมิตรฯเหมือนเดิม ข้อเรียกร้องเปลี่ยนทุกวันและก็เปลี่ยนไปทุกเหตุการณ์ เรียกร้องตั้งแต่จักรภพ  นพดล มาถึงสมัคร  สมชาย สมชายออกแล้วจบไหม ก็ไม่จบแบบสมัคร
 
แม้กระทั่งเมื่อวาน เปิดถนนวันเดียวก็ปิดถนนต่อ มันกลายเป็นว่าคุณคิดจะทำอะไรกับประเทศนี้ก็ได้ ความรู้สึกมันเป็นอนาธิปไตย ที่มากกว่านานาประเทศที่ผ่านความเป็นอนาธิปไตยมา คนที่ไม่เคยดุร้ายมาก่อนกลายเป็นคนดุร้ายขึ้นมาได้ "

สมดุลในสงคราม
 
ถ้าจะเดินไปตามระบอบอย่างนี้ ทำไมต้องมาปลุกม็อบ
 
"ปัญหาคือเราจะนอนรอวันตายหรือ รัฐบาลสมชายจะอยู่หรือไป ไม่ใช่ตัวนายสมชายนะ แต่ขึ้นอยู่กับประชาชน ถ้าประชาชนฝ่ายพันธมิตรได้สำแดงพลังอยู่ฝ่ายเดียว คนที่เป็นกลางๆ จะเห็นว่ามันไปทางนั้นหมด  เพราะฉะนั้นก็ต้องมีประชาชนอีกฝ่าย เพื่อความสมดุลกันทางการเมืองว่าประเทศนี้มีคน 2 ฝ่ายชัดเจน  มีพันธมิตรฯ ก็ต้องมีคนอีกฝ่ายหนึ่ง จะเป็น นปช. ความจริงวันนี้หรือใครก็ตาม
 
วิถีชัดเจน อีกฝ่ายหนึ่งเอาประชาธิปไตย อีกฝ่ายหนึ่งต้องการโค่นล้มประชาธิปไตย มันต้องมีความสมดุล เหมือนกับการเจรจาสงคราม  ประเทศที่ถอยสุดตัว จะมีอำนาจในการเจรจาได้อย่าง ไร  เพราะฉะนั้นความสมดุลความเท่าเทียม การเจรจาที่มีความเป็นธรรมจะเกิดขึ้นไม่ได้  ถ้ายอมให้ฝ่ายมือตบดำเนินการฝ่ายเดียว  คนก็จะเห็นว่าทั้งบ้านทั้งเมืองไปอย่างนี้แหละ  ปฏิกิริยาอีกฝ่ายจึงต้องมีตีนตบ เพื่อให้มันมีสัญลักษณ์การต่อสู้ที่ไม่ยอมรับพันธมิตรฯ "
 
"ทั้งที่จริงแล้วปรากฏการณ์ต่างๆ เราก็เชื่อโดยสุจริตว่า ถ้าคนเห็นด้วยกับพันธมิตรฯจริงๆ เหตุการณ์หลัง  7 ตุลา built อารมณ์กันสุดๆ แล้ว คนต้องทะลักแล้ว เราก็เห็นว่า พันธมิตรฯ ก็ไม่ได้หาคนได้เพิ่มขึ้น แต่ถ้าอีกฝ่ายไม่ทำอะไรเลย มันก็กลายเป็นความเชื่อโฆษณาด้านเดียว ผมมองว่ามันเป็นการแสดงจุดยืนทางการเมืองของประชาชนทั้ง 2 ฝ่าย ต่างฝ่ายต่างใช้สิทธิ์ แต่สุดท้ายก็คือ คนทั้งประเทศ หุ้นส่วน 63 ล้านหุ้นควรจะเป็นผู้ตัดสินว่าทิศทางของประเทศนี้จะไปในทิศทางใด"
 
แปลว่าจะจัดบ่อยๆ
 
"เราดูสถานการณ์ แต่ต้องการจะใช้เวทีเป็นเวทีเหตุผล เราจึงจะเลือกสถานที่ที่มีรั้วรอบขอบชิด เพื่อจะได้พูดเป็นเหตุเป็นผลให้ได้มากที่สุด ก็จะทยอยเชิญคนที่เป็นแขกมาเรื่อยๆ ที่อยู่ในทิศทางประชาธิปไตย  อย่างน้อยที่สุด การรับรู้ของประชาชนมากเท่าไหร่ ก็จะรักษาประชาธิปไตยได้มากเท่านั้น"
 
มามากก็จะถูกมองว่าจัดตั้งกันมา
 
"เหตุการณ์ที่เมืองทองมีใครบอกว่าจัดตั้งไหม สื่อไปกันหมดนะ ตอนจัดไม่มีใครรู้ว่าคนจะไปเท่าไหร่  ผมบอกว่า เราอย่าไปร้องขอเพื่อนนักการเมืองเด็ดขาด เพราะเราจะไปดูของจริงเลยว่าผู้รักประชาธิปไตยจริงๆ มีเท่าไหร่ วันนั้นถ้าจะให้นักการเมืองขนมาก็ได้ แต่ขนมาเราไม่เอา ที่จอดรถเต็มเหยียด ที่บอกว่าเสื้อแดงไม่มีคนมีการศึกษา ก็เต็มไปหมด  ภาพปรากฏชัดเจนว่าต่างคนต่างมา ไม่มีการขนคน
 
ที่ราชมังคลาฯ จึงเป็นการท้าทาย พวกเราได้บทสรุปว่าพลังประชาธิปไตยควรจะท้าทาย เราจะรวมพลังกันได้มากเท่าไหร่  นี่คิดก่อนที่จะมีเรื่อง พ.ต.ท.ทักษิณวันที่ 21 ต้องการจะวัดใจ ฉะนั้นเราจึงเตรียมสถานที่คนจะมามากเท่าไหร่ แต่ว่าจะมากที่สุดตั้งแต่ราชมังคลาฯ เคยจัดมา"
 
คนจนก็มีสิทธิ์มา ถ้าเขาไม่มีค่ารถ นักการเมืองจัดรถให้ ก็ไม่แปลกไม่ใช่หรือ-เราสัพยอก
 
"คนยากดีมีจน มีสิทธิ์มาร่วมรายการความจริงวันนี้ครบถ้วน แต่มีการกล่าวหารากหญ้าอย่างเดียวหรือเปล่า ข้อเท็จจริงที่เมืองทอง ไม่ใช่รากหญ้าอย่างเดียว มันมีทุกระดับ ที่ผมต้องการอธิบายคือ เอะอะก็คนรากหญ้าที่กล่าวหาว่าไปขนมา เป็นสูตรสำเร็จ
 
ผมจึงบอกว่าตั้งแต่จนกระทั่งรวย  มีสิทธิ์จะมาร่วมในการรับฟังอย่างเป็นเหตุเป็นผล  โดยไม่มีการปะทะ การจัดที่ราชมังคลาฯ  ซึ่งใกล้กับรามคำแหงก็มีพวกน้องๆ จัดกำลังเข้ามาช่วยดูแลความปลอดภัยร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ประมาณร่วม 500 คน"
 
ตู่ยืนยันว่าไม่มีการถ่ายทอด NBT
 
"เป็นเรื่องเข้าใจผิด ข่าวออกไปว่าถ่ายทอดความจริงวันนี้ผ่าน NBT วันเสาร์ไม่มีรายการความจริงวันนี้   ก็คงจะทำเป็นซีดี อาจจะมาตัดต่อออกในบางวัน เหมือนกับวันที่ออกคุณจาตุรนต์ ฉายแสง อาจจะมีหมู่มิตรนักรบไซเบอร์ทั้งหลายมาถ่ายทอดเสียง"
 
ก็ยังมีคนกังขาว่าต้องการให้เกิดความรุนแรงเพื่อล้มกระดาน
 
"ถ้ารุนแรงจะจัดที่ราชมังคลาฯ ทำไม"
 
จะเป็นการแสดงพลังก่อนที่จะนำไปสู่อะไรหรือเปล่า
 
"ไม่  พวกผม ความเป็นจาตุรนต์ ฉายแสง ความเป็นพงศ์เทพ เทพกาญจนาหรือว่าคนอื่นๆ คุณอดิศร  คุณวีระ  คุณจักรภพ เราไม่มีความคิดอันนี้ ยิ่งแต่ละคนผ่านเหตุการณ์สำคัญๆ บางคนผ่านทั้ง 3 เหตุการณ์  14  ตุลา 6 ตุลา พฤษภา เพราะฉะนั้น เราไม่ต้องการวีรชนอีกแล้ว ไม่ต้องการเห็นใครไปตายในการต่อสู้อีกแล้ว 
 
เพราะสุดท้าย พอเวลาผ่านไปคนที่จำได้ก็คือคนที่เป็นญาติ เป็นพี่เป็นน้องเขา สังคมไทยค่อยๆ  ลืมไปๆ เพราะฉะนั้น พวกเราทุกคนไม่ต้องการให้วีรชนเกิดขึ้นใหม่แม้แต่คนเดียว  โดยหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าไม่ให้เกิดการปะทะ  ไม่ต้องการวีรชนแต่ต้องการประชาธิปไตย ต่อสู้โดยไม่เสียเลือดเนื้อ"
 
แล้วทำไมถึงเกิดเหตุการณ์อย่างวันที่  2 ก.ย. ซึ่งแกนนำ นปช.ต้องรับผิดชอบที่เคลื่อนกำลังเข้าหาพันธมิตรฯ
 
"เป็นบทเรียนของคนที่ชุมนุม พวกเราไม่ได้ไป เราไม่เคยคิดว่าจะให้เขาเคลื่อนไป เพราะพันธมิตรฯ ชุมนุมกันเป็นร้อยๆวัน มีการฝึกใช้กำลัง ถึงขนาดใช้ภาษาทหารบอกว่าความรุนแรงระดับ  1 2 3 4  ฉะนั้นปะทะก็มีคนเจ็บคนตาย อย่างณรงค์ศักดิ์  กรอบไธสง ซึ่งพวกเราก็เสียใจ เพราะไม่ได้อยู่สนามหลวงวันนั้น  คือถ้าอยู่ก็จะบอกว่าอย่าไปเลย มันไม่มีประโยชน์อะไร
 
และทราบมาว่า ความจริงคนที่พาไปเขาก็ไม่ได้ต้องการพาไปขนาดนั้น ตั้งใจเพียงแค่กระทรวงเกษตรฯ   แต่ทั้งหมดวันนั้น ก็มีภาพยิงปืน ภาพการทำร้าย ถ้าเทียบพันธมิตรฯ ไปบุกสภา เกิดการปะทะเกิดการตาย หรือว่าคนเสื้อแดงไปตาย ผมเชื่อว่ามีข้อมูลที่ชัดเจน แต่มันสะท้อนอย่างหนึ่งว่า พันธมิตรฯมีอาวุธจริงๆ  ศาลปกครองวินิจฉัยชัดเจนว่า ไม่ได้ชุมนุมตามมาตรา 63 และดูการฝึกการใช้กำลัง การเข้าตี เราก็ดูออกว่ามันเป็นวิชาการทหาร"
โอเค คนเป็นกลางเห็นว่าเหตุการณ์วันที่  7 ต.ค.แกนนำพันธมิตรฯ ต้องรับผิดชอบด้วย  แต่วันที่  2 ก.ย. แกนนำ นปช.ก็ส่อเจตนาให้เกิดความรุนแรงเพื่อประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน
 
"มันต้องแยกกันนะ กรณีทำร้ายคนถึงแก่ชีวิต พี่สาวเขาก็ไปแจ้งความพันธมิตรฯ ฆ่าคนตาย ทิศทางของสื่อบอกว่า นปช.บุก แต่ภาพที่เห็นในสื่อก็คือ คนเสื้อเหลืองกลุ่มพันธมิตรฯ มีอาวุธครบมือเป็นผู้ทำร้าย  คนที่พามาวันนั้น  ถ้าผมอยู่ก็จะบอกว่าอย่าไปเลย แค่คิดไปก็ผิดแล้ว พันธมิตรฯ เขาซ่องสุมกำลังและเตรียมอาวุธไว้รับมือ แม้กระทั่งบีบีซีก็ถ่ายภาพชัดเจน"
 
"แต่กรณีวันที่ 7 ผมเองผ่านพฤษภา เห็นคำสารภาพของคนบางคน ผมมาตามไล่ดู ต้องยอมรับว่าคนตาย  2  คนไม่เกี่ยวข้องกับการถูกล้อมนะ ระเบิดเชโรกีเจ้าหน้าที่ตำรวจก็สรุปว่าระเบิดอยู่ในรถ กรณีคุณอังคนาเกิดหลังจากจบที่สภาแล้ว เคลื่อนมาที่ บช.น.  ก็ว่าตามคณะกรรมการสอบไป 
 
ที่สำคัญคือเรื่องการเตรียมการ คือถ้าพันธมิตรฯสุจริต ต้องการเห็นภาพตำรวจทำร้าย ถามว่าพันธมิตรฯ ไปปิดกล้องวงจรปิดหน้าสภาทำไม ต้องตั้งคำถามก่อน ระเบิดปิงปองซึ่งพบเต็มหมด ตำรวจเป็นคนเอามาหรือ บวกกับการสร้างสถานการณ์ในเหตุกาณ์พฤษภา ที่ พล.ต.จำลองเคยพูดว่า เราชนะแล้ว หลังจากเสียงปืนนัดแรกดัง มันก็ยังก้องอยู่ในหูผม  
 
และคำสารภาพของ พล.อ.พัลลภ เมื่อ 16 ปีก่อนผมไม่รู้ แต่พอผมมาซักไซ้ไล่เลียง คืนวันที่ 17 พ.ค. 2535 มีคนหามคนตายคนเจ็บผ่านหน้าผมไป 11 คน ปรากฏว่าเป็นคนในขบวนการไปทำกันเอง คือเลือดทุกเลือด ชีวิตทุกชีวิต จะถูกกลบด้วยการเป็นวีรชน ฝ่ายหนึ่งจะถูกสร้างให้เป็นฆาตกร อีกฝ่ายหนึ่งก็จะเป็นวีรชน"
ทำกันเองอย่างไร
 
"ผมก็สงสัย เพราะผ่านไป 16  ปี คนมาสารภาพ มาพูดออกรายการเองว่า ยึดดับเพลิงยังไง เผา สน.นางเลิ้งยังไง ผมฟังแล้วก็ตกใจ เป็นสิ่งที่เราไม่เคยได้ยินมาก่อน เรารู้เรื่องการใช้กำลังปราบปราม ก็เมื่อ  8  ปีหลังจากเหตุการณ์พฤษภา หรือแม้แต่กระทั่งการซื้อแก๊สน้ำตา รัฐบาลชวน ก็ซื้อตามผลการสอบสวนว่าต่อไปนี้ อย่าให้ทหารเข้ามาสลายฝูงชน  เพราะใช้กระสุนยาง จนกระทั่งกระสุนจริง คนบาดเจ็บล้มตาย  ควรใช้แก๊สน้ำตา 
 
เพราะฉะนั้นวันนี้ควรจะตรวจสอบให้ชัดเจน และตั้งใจรอผลจากคณะกรรมการแต่ละชุด เมื่อสอบเสร็จแล้วความรับผิดชอบอย่างไร บนพื้นฐานไม่อคติไม่ชี้นำ แสดงความเป็นวิชาการ ปรากฏการณ์ทั้งวันที่ 2 และวันที่ 7 ต้องมีการสอบสวน ต้องรื้อมาดู"
 
"แต่เหตุการณ์วันที่ 7 มันได้ถูกสร้างและได้ถูกขยายเป็นดราม่า ถ้าคนเชื่อพันธมิตรฯ อย่างเดียว วันนี้คนทุกคนเต็มถนนราชดำเนินแล้ว เพียงแต่ คนก็ยังไม่เชื่อพันธมิตรฯ เป็นส่วนใหญ่ ถ้าคนกรุงเทพฯทั้งหมดตบเท้าเชื่อพันธมิตรฯ รัฐบาลอยู่ไม่ได้แล้ว
 
เราก็เห็นปรากฏ  เราก็นั่งดูอยู่ ผมก็ดู ASTV ดูปริมาณ เพราะฉะนั้นจุดสูงสุดของพันธมิตรฯ ในวันที่ 7 ที่เขาวางเป้าไว้ เขาได้คนเท่านั้น ผมจึงบอกว่า หลังจากนี้ไป อีกฝ่ายหนึ่งควรจะเร่งให้ข้อเท็จจริงอีกด้านหนึ่งกับประชาชน  โดยไม่ต้องใช้วาจาหยาบคายใดๆ เลย ใช้ตั้งสติ ใจเย็น"
 
คนที่เป็นกลางก็เคยวิจารณ์ว่า นปช.อ้างเนื้อหาประชาธิปไตย แต่ท่าทีเหมือนกระทิงแดง
 
"นปช.อย่างเต็มรูปแบบได้ยุติลงไปหลังลงประชามติรัฐธรรมนูญ คนเป็นนักการเมืองก็มาลงสมัครเลือกตั้ง นักธุรกิจก็ไปทำธุรกิจ พวกเราที่เป็นนักเคลื่อนไหวการเมือง ก็ต้องรักษาสภาพการเคลื่อนไหวต่อ เพราะฉะนั้นการสู้เต็มที่ในนาม นปช.ยังไม่มีแม้แต่ครั้งเดียว คือถ้ามีการชุมนุมอย่างเป็นระบบจะไม่เป็นอย่างนี้ การเคลื่อนไหวจะเป็นระบบ วันนี้เป็นเรื่องคนที่รักประชาธิปไตย และก็ใส่เสื้อแดง จึงดูเสมือนหนึ่งไม่แข็งแรงเมื่อเทียบกับพันธมิตรฯ
 
นปช.ยังไม่มีการจัดองค์กรอย่างเป็นระบบ เหมือนกับที่เคยต่อสู้กับ คมช. ซึ่งวันนั้นเป็นระบบเต็มรูปแบบ   หลังจากนี้ไปก็คงจะต้องพูดคุยกัน เพราะถ้าเคลื่อนไหวในนาม นปช.อย่างเต็มรูปแบบ ปรากฏการณ์ต่างๆ  ทั้งที่เกิดขึ้นและไม่เกิดขึ้นจะมีผลแตกต่างกันมากมาย
 
วันนี้ต้องยอมรับว่าเป็นเรื่องของคนที่รักประชาธิปไตย พอใส่เสื้อแดงก็เป็น นปช. แต่ความเป็น นปช.หรือ นปก.เก่ามันไม่ได้ผนึกรวมกัน แยกกันไป ต่างคนต่างไปมีหน้าที่อยู่ตามจุดต่างๆ ผม ณัฐวุฒิ  คุณวีระ หมอเหวง หรือรองประธานสภาอภิวันท์ ไปทำหน้าที่แยกย้ายกันไป
 
ท่วงทำนองเมื่อไปเทียบกับพันธมิตรฯ จึงดูเหมือนไม่มีระบบ ที่ผ่านมาผู้รักประชาธิปไตยบังเอิญเขาได้แสดงจุดยืนประชาธิปไตย คือถ้าเป็น นปช.จริงๆ มันต้องคนหมื่นประกบคนหมื่น คนแสนประกบคนแสน มันกลายเป็นว่า ใครมีความรู้สึกที่เห็นด้วยก็ไปใส่เสื้อแดงแล้วก็ไปแสดงจุด ยืนทางการเมือง"
 
พันธมิตรฯ ก็อธิบายคล้ายๆ กันว่าใครจะแสดงออกก็มาได้ แต่ใครเอาอาวุธมาเขาก็ไม่รู้
 
"คำสารภาพเดือนพฤษภา ทำให้ผมรู้จักคนหลายคนมากขึ้น แม้กระทั่งคนเอายาม้าไปใส่ในน้ำที่หน้าศรแดง ก็ได้ยินคำสารภาพมากมาย หลังเหตุการณ์พฤษภา ผมก็พยายามแกะรอย เราเห็นใครมากมาย คือรู้จักคนเมื่อเวลาชีวิตที่มันจะต้องตายหรือรอด ตอนการล้อมปราบรู้จักคนเยอะแยะมากมาย พันธมิตรฯ หลายคนวันนี้รู้จักดี ถ้าไม่มีเหตุการณ์ก็จะไม่รู้จัก แต่พอมีการล้อมปราบก็ได้รู้จักว่าตัวตนเป็นคนอย่างไร"

กลัวจนข้ามความกลัว
 
ดูแล้วเป็นไปได้ยาก ที่จะเอาชนะฝ่ายตรงข้ามคุณก็รู้ว่าคุณสู้อยู่กับใคร
 
"ชัยชนะเรามีขีดจำกัด ไม่ใช่ชัยชนะทั้งกระดาน ขีดจำกัดเราคือ การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข  นี่คือกรอบ เพราะฉะนั้นการต่อสู้อยู่เท่านี้  ถามว่าสู้อยู่กับใคร เราบอกเราสู้กับพวกอำมาตย์  เราสู้กับซากของเผด็จการ เราสู้กับพวกอนาธิปไตย ทั้งหมดที่เป็นพวกไม่ยอมรับประชาธิปไตย 
 
เพราะฉะนั้นเมื่อโจทย์ของเราเป็นคนเหล่านี้ เรารู้ว่าจะต้องต่อสู้ แต่เราจะสู้ไม่เลยกรอบที่วางไว้ เพราะถ้าเราคิดนอกกรอบเมื่อไหร่ก็แพ้ตั้งแต่คิดแล้ว และก็ไม่ควรจะมีความคิดเหล่านี้ในสังคมไทยด้วย เราต้องยอมรับว่าประเทศนี้ ต้องปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขเท่านั้น เพราะฉะนั้นเมื่อเรามียุทธศาสตร์อย่างนี้มันไม่ยากต่อการต่อสู้"
 
แต่มองไม่เห็นชัยชนะ เพราะสู้กับมือที่มองไม่เห็น
 
"ปรากฏการณ์   19  ก.ย. มันได้ฉายภาพอะไรไว้หมดแล้ว ฉะนั้นไม่ว่ามือไหนก็ตาม ถ้าเป็นมือที่ไม่ใช่ประชาธิปไตย ประชาชนฝ่ายประชาธิปไตยเขาไม่ยอมรับ ถามว่ากลัวไหม เราได้เจอมาแล้ว เราได้เห็นมาแล้ว และรู้ว่า ยิ่งระยะนานวันเข้า ใครจะเป็นฝ่ายเสื่อม"
 
เขาเสื่อมลงไหม
 
"ตราบใดอำมาตย์ได้ใช้อำนาจนอกเหนือจากการเป็นอำมาตย์ มันก็สร้างความเสื่อมให้กับที่ตัวเองอยู่  รวมทั้งตัวเองด้วย เพราะฉะนั้นบทเรียนประวัติศาสตร์มากมาย วันนี้อำมาตย์ ก็ควรจะรู้ว่า อะไรที่ทำความเสื่อมให้กับสิ่งที่คนไทยเคารพบูชา ควรจะยุติเสีย
 
เพราะฉะนั้นจุดของอำมาตย์ซึ่งหมายถึงใครก็ไม่รู้  ก็ชัดเจนไปแล้ว ก็คือการทำหน้าที่ของอำมาตย์ที่ดี ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหา กษัตริย์ทรงเป็นประมุข  แต่ถ้าอำมาตย์ทำตัวเป็นผู้บริหารประเทศเสียเอง โดยไม่ฟังเสียงประชาชน ปัญหาคืออำมาตย์ก็เป็นเป้าหมายการต่อสู้ของประชาชน"
 
ถึงจะเสื่อม ฝ่ายนี้ก็ยังไม่มีความชอบธรรมพอที่จะโค่นเขา
 
"มันไม่ใช่เรื่องการโค่นล้ม เพียงแต่บอกว่าวันนี้ รัฐบาลควรทำหน้าที่รัฐบาล สภาทำหน้าที่สภา ศาลทำหน้าที่ศาล อย่างเป็นศาล รวมกระทั่งอำมาตย์ ก็ควรจะทำหน้าที่ของอำมาตย์ ไม่ควรจะมาแทรกแซงกระบวนการ บริหารราชการแผ่นดิน แทรกแซงระบอบประชาธิปไตย
 
หรือเข้ามาสอดแทรกการทำลายประชาธิปไตยเหมือนกับ  19  ก.ย. เพราะกลายเป็นว่า อำมาตย์เป็นคนทำลายคำว่าระบอบประชาธิปไตยโดยมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขเสียเอง วันนี้คนไทยไม่ได้กลัวอำมาตย์ คนไทยเคารพสถาบัน แต่มีความไม่สบายใจกับอำมาตย์ "
 
พรรคพลังประชาชนมีคะแนนนิยมจากคนชั้นล่าง 10  กว่าล้านเสียง แต่ก็ไม่สามารถรวมคนเหล่านี้ มาเป็นพลังที่จะเอาชนะทางการเมืองได้จริง
 
"เราเคยมีความคิดกันก่อนการยึดอำนาจ พรรคไทยรักไทยเวลานั้น ควรจะตั้งกองกำลังรักษาประชาธิปไตย เลือกตั้งปี  2548 ได้ 19 ล้านเสียง แต่ 19 ล้านเสียงคือ เขาไปตอนลงคะแนน แต่มีเหตุการณ์  19 ก.ย. ถามว่ามีกองกำลังพิทักษ์ประชาธิปไตย ออกมาปกป้องประชาธิปไตยหรือไม่ เห็นชัดว่า 19  ล้านเสียงพอเกิดเหตุจริงๆ ไม่มีการนำ ไม่มี พ.ต.ท.ทักษิณในประเทศไทย ก็ทำโดยง่ายดาย เพราะฉะนั้นก็มีบทเรียนสำคัญว่า การเป็นพรรคการเมือง 10 กว่าล้านเสียง ควรจะมีกองกำลังประชาธิปไตยสัก 1 ล้าน"
 
"กองกำลังประชาธิปไตย หมายความว่าเกิดความไม่ปลอดภัยในระบอบประชาธิปไตย มีการยึดอำนาจ  ควรจะออกมาปกป้อง วันนี้สิ่งที่เรากำลังคิดอยู่เวลานี้ ผมมองในมิติข้ามความเป็นพรรคการเมือง เราต้องการกองกำลังประชาธิปไตยที่แข็งแรง เป็นเหตุเป็นผลและมีสติ ไม่เป็นอนาธิปไตยแบบพันธมิตรฯ  พัฒนาคนผ่านรายการความจริงวันนี้ เขาได้บริโภคข้อมูลอีกด้านหนึ่งอย่างมีสติ
 
ถามว่าแล้วหลังจากนั้นจะเป็นอย่างไร เมื่อประชาชนจำนวนมากมา เราอาจจะต้องพูดคุยกันว่า คนบางคนในศาลรัฐธรรมนูญ ควรจะเป็นตุลาการรัฐธรรมนูญต่อไปหรือไม่ ป.ป.ช.ที่ไม่ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ตามมาตรา 12 ของกฎหมาย ป.ป.ช. มีสิทธิ์จะทำหน้าที่ต่อไปหรือไม่  แม้กระทั่งคนทำผิดกฎหมายมากมายที่เป็นอภิสิทธิ์ชนขณะนี้ ควรจะได้รับการปฏิบัติเท่าเทียมกับคนอื่นๆ"
 
"หรือเราจะนอนรอวันตาย รอรับชะตากรรมว่า อะไรเกิดขึ้นก็ได้ มันก็มีสิทธิ์ที่จะคิด แต่ทั้งหมดต้องคิดอย่างมีสติ ไม่ได้คิดแบบคนบ้าคลั่ง เราเห็นปรากฏการณ์พันธมิตรฯ ปลุกคนแบบบ้าคลั่ง  คำว่าล้างสมองเราเข้าใจ เราเห็นความรู้สึกตรงนั้น แต่เราต้องการให้คนฝ่ายนี้ไม่เป็นอย่างนั้น และก็มีสติในการแก้ไขปัญหา  อยากจะเห็น  ภาษาปราชญ์ภาคใต้บอกว่า จงเร่งรีบอย่างช้าๆ ในการทำความเข้าใจ แต่ว่าจะมีผลในระยะยาว"
 
สรุปว่าจะสร้างกองกำลังขึ้น
 
"กองกำลังในที่นี้ไม่ใช่กองกำลังแบบพันธมิตรฯ เป็นกองกำลังที่ถ้ามีการรัฐประหาร ก็จะออกมาท้องถนนเพื่อต่อสู้อย่างสันติวิธี นี่เป็นหัวใจสำคัญ ไม่มีการปะทะด้วยกำลัง เพราะ สงครามไม่เคยดับได้ด้วยสงคราม คำว่าสันติภาพเกิดขึ้นเมื่อแต่ละฝ่ายใช้สติครบถ้วน เหมือนเทกซัสกับมาเลเซีย มาเลเซียห้ามพกปืน อาชญากรรมน้อย เทกซัสให้พกปืนทุกคน อาชญากรรมก็น้อยเหมือนกัน เพราะมันมีปืนที่พร้อมจะยิงกันทั้ง 2  ฝ่าย 
 
ผมจึงบอกว่าวันนี้พันธมิตรฯ แสดงฝ่ายเดียว อีกฝ่ายหนึ่งก็ควรแสดงตัวและจัดระบบ คุณต่อสู้แบบสะเปะสะปะไม่ได้  มันต้องเอาระบบไปสู้กับระบบ เอาความแข็งแรงไปสู้กับความแข็งแรง เราเชื่อว่าฝ่ายประชาธิปไตยมีมากกว่าฝ่ายอนาธิปไตยอยู่แล้ว  แต่ไม่ได้มีการจัดระบบกัน ฉะนั้นเราก็จะคงทยอยทำอันนี้ และถ้าผ่านราชมังคลาฯ ไปได้คงจะสัญจรแต่ละภูมิภาค"
 
แล้วประเมินว่าคนที่เอาด้วยจริงจังตอนนี้มีเท่าไหร่
 
"ตอนที่เป็น นปก.ก็เป็นหมื่น แต่ตอน  PTV เพียวๆ เราไม่ให้นักการเมืองขนคนมา วันนี้ เราจึงบอกว่าสนามหลวงไม่ได้ชุมนุมพร่ำเพรื่อ ชุมนุมแต่ละครั้งเพื่อเป็นการหล่อหลอม ส่วนรายการความจริงวันนี้ก็จัดเป็นซีรีส์เป็นตอนๆ ตอนต่อไปก็จะเป็นการต้านรัฐประหาร  ตอนหน้าอาจจะเป็นการฉีกหน้ากากคุณธรรมอีกครั้งหนึ่งก็ได้  จะชำแหละว่า  คนที่เห็นว่าเป็นทรงคุณธรรมในแผ่นดินนี้ แต่ละคนมีเบื้องหน้าเบื้องหลังอย่าง ไร"
 
ทำไมการเคลื่อนไหวไม่หลุดจากคุณทักษิณ อาจจะมีแนวร่วมเพิ่มขึ้น จากคนที่ไม่ชอบทักษิณแต่ไม่เห็นด้วยกับพันธมิตรฯ
 
"ประเด็นนี้เราก็พูดคุยกัน เราชี้จุดคือประชาธิปไตย คุณทักษิณคือหนึ่งในนั้นเท่านั้นเอง และทุกคนก็มองเห็นอย่างนี้เหมือนกัน เพราะฉะนั้นเราจะเอาคุณทักษิณออกไปให้พ้นเลย มันก็ไม่ยุติธรรมกับคุณทักษิณเหมือนกัน   ฉะนั้นเมื่อคุณทักษิณจะได้แสดงความเห็นในระบอบประชาธิปไตย  ก็ควรจะมีสิทธิ์ การนำนั้นเป็นการนำของคนที่รักประชาธิปไตย  คุณทักษิณคือคนหนึ่งในกระบวนการประชาธิปไตย คือเราต้องทำความเข้าใจกับประชาชน"
 
ทักษิณเป็นสัญลักษณ์และถูกมองว่าเป็นกระเป๋าตังค์ด้วย
 
"คุณทักษิณตอนนี้ทุกอย่างก็รุมตัวท่านอยู่แล้ว  ที่ผ่านมาเราเองก็สู้กันตามสภาพ  เดี๋ยวนี้บางคนก็ซื้อเสื้อบริจาค ต้องเอาหัวใจมาต่อสู้"
 
มวลชนรากหญ้านิยมทักษิณ  เพราะหวังว่าทักษิณจะช่วยให้หายจน  แต่เมื่อทักษิณโดนอย่างนี้  ไม่มีอนาคตที่จะได้กลับเมืองไทย จะทำให้พวกเขาหมดหวังไหม
 
"ต้องยอมรับตราบใดที่ยังไม่มีนายกฯ คนอื่นมาทำผลงานให้กับประชาชนได้เท่ากับคุณทักษิณ วันนี้ประชาชน ก็จะจำคุณทักษิณในภาพอย่างนี้  คุณทักษิณพ้นไปเพราะการยึดอำนาจ เขาไม่ได้พ้นไปด้วยความชิงชังของประชาชน มันจึงแตกต่างจากคนถูกยึดอำนาจคนอื่นๆ
 
มันจึงเป็นความทรงจำที่ห้ามกันไม่ได้ ตั้งแต่เราไปชุมนุมตอน  PTV  ก็คิดประเด็นนี้กันเหมือนกัน แต่สุดท้ายผู้รักประชาธิปไตยเขาก็แบ่งใจให้คุณทักษิณ นี่เป็นข้อเท็จจริงที่พิสูจน์แล้ว เราตั้งโจทย์ว่าผู้รักประชาธิปไตยที่ไม่รักคุณทักษิณมีไหม   ก็มี  แต่ผู้รักประชาธิปไตยที่เขามีใจให้คุณทักษิณมีมากกว่า"
 
คนมีใจให้ทักษิณตอนนี้อาจจะโกรธ แต่นานไปจะท้อ
 
"อ.ปรีดีไม่ได้กลับเมืองไทยตั้งแต่ออกไป ตอนกลับมีแค่กระดูก แต่ทุกวันนี้ก็ยังมีคนพูดถึงคุณูปการของ  อ.ปรีดี เพราะฉะนั้นไม่จำเป็นจะต้องอยู่ ไม่จำเป็นจะต้องมาปรากฏตัวให้เห็น แต่ผลของการกระทำมีสิทธิ์ที่จะทำให้คนคิดถึงได้ คุณทักษิณก็ยืนหยัดแม้ว่าตัวจะไม่อยู่ มันก็เป็นกำลังใจ ไม่ว่าคุณทักษิณอยู่หรือไม่อยู่ในเมืองไทยกี่ปีก็ตาม มันขึ้นกับคุณทักษิณต่อไปนี้ รวมทั้งที่ผ่านมา ถ้าคุณทักษิณยังรักษาจุดยืนที่มั่นคงความทรงจำก็จะอยู่ตลอดไป"
แต่นานไป คนที่นิยมก็จะท้อ และหมดไปเรื่อยๆ
 
"อย่างน้อยที่สุดความหวังเล็กๆ  ทุกคนก็มีสิทธิ์ที่จะมีความคาดหวัง คนที่รักคุณทักษิณ ก็มีสิทธิ์คาดหวัง  คุณทักษิณก็มีความหวัง แต่จะเป็นจริงหรือไม่ ไม่ใช่สาระสำคัญ เพียงแต่ละฝ่ายไม่สิ้นหวังระหว่างกัน เพราะฉะนั้นกาลเวลาจะ 10  ปี 20  ปีหรือจะกี่ปีก็ตาม สาระสำคัญคือความผูกพันทางใจที่เกิดขึ้น ปรากฏการณ์เรื่องเลือกตั้งไม่จำเป็น  คุณทักษิณไม่จำเป็นต้องกลับมาเลือกตั้ง  
 
แต่เมื่อคุณทักษิณเป็นตัวอย่างที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากผลพวงการยึดอำนาจ  เพราะฉะนั้นภาพสุดท้ายของคุณทักษิณคือ ภาพที่ทำประโยชน์ให้กับประชาชน  มันติดตาคนอยู่  ฉะนั้นคนไทยที่อยู่ที่นี่  คุณทักษิณที่อยู่ตรงนั้น มีสิทธิ์คิดถึงระหว่างกัน มันเป็นรักข้ามพรมแดน แต่เป็นพรมแดนที่มีเป้าหมายประชาธิปไตยรอคอยอยู่"
 
พลังของฝ่ายคุณอยู่ในชนบท ซึ่งรวมตัวยืดเยื้ออย่างพันธมิตรฯ ไม่ได้
 
"เราไม่คิดจะทำอย่างพันธมิตรฯ รวมไม่ได้ไม่ใช่ แต่ไม่คิดจะทำ และที่บอกว่าไม่ใช่เขตเมืองเลย ก็ไม่ใช่  อย่างน้อยที่สุดกรุงเทพฯ ก็ 5 แสน เลือกตั้งผู้ว่าฯ มันไม่ใช่สองนครา มันเป็นปรากฏการณ์ที่เราไม่ทำเอง ถ้าทำก็ไม่ยาก"
คนรักทักษิณนานไปก็จะท้อ  แต่ตอนนี้กำลังโกรธ ใช่ไหมว่าจะต้องทำอะไรที่รุนแรงในช่วงนี้
 
"วันที่ 1  จะเป็นเรื่องเหตุและผล  ที่มากกว่าเรื่องคุณทักษิณ นั่นคือเรื่องประชาธิปไตย ถ้าพ้นเรื่องตัวบุคคลไปสู่หลักการประชาธิปไตย และประชาชนมีความเข้าใจพร้อมกัน วันนั้นเราจะทำอะไรก็ได้ เราจึงยังไม่ใช้มิติความเป็นนักการเมืองเข้าไปทำ เราต้องการมิติของนักประชาธิปไตย เราต้องการกลิ่นอายของผู้รักประชาธิปไตย"
 
บางคนมองว่าฝ่ายคุณก็อยากให้เกิดความรุนแรงเพื่อให้เกิดรัฐประหาร  ณ  เวลานี้พวกคุณไม่ได้กลัวรัฐประหาร แต่อยากให้เกิดรัฐประหารด้วยซ้ำไป
 
"ใจเรา อย่างที่ผมบอกว่าไม่ต้องการให้มีวีรชนอีกแล้ว ฉะนั้นถามว่าอยากให้เกิดไหม ไม่อยาก เพราะรัฐประหารครั้งนี้ สู้กันแรงแน่ ถ้าทหารใช้กำลังปราบปราม ก็ต้องมีคนบาดเจ็บล้มตาย เพราะต้องมีคนต่อสู้แน่นอน ใส่เสื้อแดงเต็มท้องถนน ถามว่ายึดอำนาจ ใครจะขุดหลุมฝังตัวเอง
 
ถ้าพล.อ.อนุพงษ์ยึดอำนาจ พล.อ.อนุพงษ์ก็ขุดหลุมฝังตัวเอง ฝ่ายเราจะไม่สร้างความรุนแรง และก็รู้บทเรียนว่า ความรุนแรงนั้นไม่เป็นประโยชน์  การแสดงพลังให้มากเท่าไหร่เพื่อให้ประชาชนมีความพร้อมความเข้าใจนี่เป็นภาระหน้าที่ จึงบอกว่าจงเร่งรีบอย่างช้าๆ"
 
รัฐประหารเมื่อไหร่ก็เข้าทางพวกคุณ เพราะรัฐประหารจะพัง
 
"ครั้งนี้เราต้องการให้รัฐประหารถูกต้านตั้งแต่วันแรก แปลว่าเราถูกจับก่อนก็ได้ แต่ประชาชนจะไป มันมีทางไปทุกทาง-ยุบพรรคก็ยอมรับกันได้แล้ว ทำใจรับการยุบพรรคได้แล้ว ยึดอำนาจก็ทำใจที่จะต่อสู้กับมันแล้ว มีทางไป"
 
รัฐประหารคราวนี้คงไม่พังแค่ พล.อ.อนุพงษ์ แต่พังทั้งพวง ตั้งความหวังอย่างนี้ไหม
 
"ผมเองก็ไม่อยากให้เกิด อยากให้ พล.อ.อนุพงษ์เกษียณอายุราชการในฐานะผู้บัญชาการทหารบก เป็นนายทหารที่ดี ไม่ต้องการไปชี้ใครว่า เป็นเผด็จการทรราชอีกแล้ว แต่อย่างที่บอกยึดอำนาจก็ไม่กลัว ยุบพรรคก็ไม่กลัว อะไรก็ไม่กลัวแล้วทั้งสิ้น พรรคพลังประชาชนมันกลัวจนข้ามความกลัวไปแล้ว  คือมันถูกกระทำจนข้ามความกลัว วันนี้มีหน้าที่อย่างเดียวคือ เตรียมความพร้อมที่จะรับสถานการณ์อย่างไรก็ได้  ทั้งหมดเป็นวิทยาศาสตร์หมด ยุบพรรคนี่วิทยาศาสตร์ที่สุด สู้กับเผด็จการก็วิทยาศาสตร์ที่สุด"
 
แต่ถ้าพวกคุณคิดจะเอาชนะอำมาตยาธิปไตย ก็ต้องรุกหรือโต้กลับเพื่อล้างให้หมด
 
"ที่สำคัญคือฝ่ายเราเป็นรัฐบาล มันจะแตกต่างจากฝ่ายพันธมิตรฯ จะทำอะไรแต่ละอย่างต้องคิดมากกว่าพันธมิตรฯ สถานการณ์จึงต้องประคับประคอง แต่เป็นการประคับประคองประชาธิปไตยบนพื้นฐานของความพร้อม  ไม่กลัวว่าอะไรจะเกิดขึ้น ที่ผ่านมาท่วงทำนองจึงไม่เป็นการระดมคนแบบพันธมิตรฯ แต่เราเองก็คาดกันว่าถัดจากนี้ไปคงจะ..."
 
แตกหัก?
 
"การแตกหักคิดอยู่เหมือนกัน มันมีหลายแยกที่จะแตกหัก แต่ว่าทั้งหมดคือจะอดทนรอ แต่ไม่นอนรอวันตาย"
 
ถ้าเกิดการแตกหักก็ดีใช่ไหม
 
"เรายอมรับทุกสถานการณ์เมื่อมันเกิด และก็อยู่กับมันให้ได้ สู้กับมันให้ได้ แต่จะไม่ยอมจำนน"
 
แล้วถ้าเขาไม่รัฐประหารแต่เขามาเหนือชั้น เช่นรัฐบาลแห่งชาติ
 
"ตอนนี้อยากทำอะไรก็ทำ เหมือนกับที่บอกหลังยึดอำนาจ ใครอยากจะกระทืบก็เชิญทุกเท้าเข้ามาเลย   ไม่มีปัญหา กระทืบให้พอ เพราะหลังจากนั้นเราจะลุกขึ้นสู้ วันนี้ใครอยากแสดงอะไร ใครอยากอะไรให้แสดงออกมา เพราะวันนี้มันก็ล่อนจ้อนกันเกือบหมด ไม่คิดว่าต้องกลัวว่าจะเจออะไรอีก  รัฐบาลแห่งชาติหรือเจออะไรก็ต้องรับสภาพกับทุกอย่าง ต้องต่อสู้ในแต่ละเรื่อง"
 
ทักษิณออกมาแถลงอย่างนี้คือไม่ถอยแล้ว
 
"ไม่เจอกับตัวเอง คุณระลึก หลีกภัย น้องคุณชวนเจอหมายจับฉ้อโกงแบงก์กสิกรไทย สงขลา ร่วม 300  ล้าน คุณชวนเคยบอกมามอบตัวไหม นี่ไปฉ้อใครเขาสักบาท มันไม่ยุติธรรม ถ้าเอาลักษณะเดียวกับนายชวนติดคุกหัวโตนะ กองทุนฟื้นฟูฯ ปี 2540 นั่น 6.5 แสนล้านนะ"
 
คิดไหมว่าถ้าแตกหักอาจจะแพ้
 
"มันเป็นการแตกหักที่จะไม่แพ้ เพราะมันเป็นระยะผ่านของประชาธิปไตย ผมจึงบอกว่าฝ่ายประชาชนสุดท้ายจะเป็นผู้ชนะ เพราะฉะนั้น ถ้ายึดหลักประชาธิปไตยไม่มีวันแพ้ เพียงว่าระยะเวลาบางขณะ ดูเหมือนแพ้ แต่ว่าถึงที่สุดจะไม่แพ้ "
 
ที่มา - นสพ.ไทยโพสต์ 26 ตค. 2551

เรื่องจากคอลัมน์ล่าสุด

ศึกษาวัตถุนิยมวิภาษ บทที่ 3 ความเกี่ยวพันทั่วไปของโลกวัตถุ

tags:
บทนี้ มีเนื้อหาสำคัญคือ

1. จินตภาพของความเกี่ยวพันที่มีลักษณะทั่วไปของโลกวัตถุ
2.ความเกี่ยวพันระหว่างเหตุกับผล
3. ความเกี่ยวพันระหว่างความบังเอิญกับความแน่นอน
4.  ความเกี่ยวพันระหว่างความเป็นไปได้กับความเป็นจริง
5.  ความเกี่ยวพันระหว่างรูปแบบกับเนื้อหา
6. ความเกี่ยวพันระหว่างธาตุแท้กับปรากฎการณ์

ลบล้างผลรัฐประหาร 49 แก้ไข ม.112 เยียวยาผู้เสียหายและจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่

tags:

กองบรรณาธิการได้พิจารณาแถลงการณ์คณะนิติราษฎร์ เนื่องในโอกาสครบรอบ ๑ ปีนิติราษฎร์ เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2554  ขอสนับสนุนข้อเสนอ 4 ข้อในแถลงการณ์ดังกล่าว ดังนี้

กสทช.ใหม่คือ ตัวแทนของอภิชน

tags:

มติชนรายงานข่าวว่า วุฒิสภาเลือก 11 กสทช.ใหม่แล้ว แต่ทว่า ผลการเลือกตั้ง กสทช. จากวุฒิสภาชุดนี้ สรุปได้คำเดียวว่า น่าผิดหวังยิ่งนัก

ดังภาษิตที่ว่า " งาช้างไม่อาจงอกออกจากปากของสุนัข" ฉันใด

กสทช.ที่มาจากการเลือกของวุฒิสภาที่สมาชิกมาจากการสรรหาของพวกอภิชนถึงครึ่งหนึ่ง ย่อมถูกครอบงำด้วยตัวแทนของอภิชน ฉันนั้น

บทความ

อ่านบทความย้อนหลังทั้งหมด

ข่าวน่าสนใจ

นักวิชาการเหนือ-อีสาน-ใต้ เสนอผลสรุปวิจัย พลเมืองไทยต้องการประชาธิปไตย 100 เปอร์เซ็นต์

tags:

วันที่ 8 ก.พ. 2555 โครงการสร้างสำนึกพลเมืองเพื่อส่งเสริมประชาธิปไตยและธรรมาภิบาลในท้องถิ่น จัดการสัมมนาสรุปผลการวิจัย ซึ่งทำการวิจัยในพื้นที่อิสาน ได้แก่ เชียงใหม่ ลำพูน พิษณุโลก พิจิตร สุโขทัย ขอนแก่น กาฬสินธุ์ มหาสารคาม อุบลราชธานี อำนาจเจริญ ศรีสะเกษ และยะลา

เกษียร เตชะพีระ : ปรีดี พนมยงค์ กับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

tags:

3 ก.พ. 55 เกษียร เตชะพีระ อภิปรายในงาน  “ปรีดี พนมยงค์ กับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์"  จัดโดย วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ ที่ มธ. ท่าพระจันทร์

วรเจตน์ ภาคีรัตน์ : ชี้แจงกรณีคณะผู้บริหาร มธ.ห้ามเคลื่อนไหว แก้ไข ปอ ม.112 ใน มธ.

tags:

3 กพ.2555 วรเจตน์ ภาคีรัตน์ ชี้แจงกรณีคณะผู้บริหาร มธ.ห้ามเคลื่อนไหว แก้ไข ปอ. ม.112 ใน มธ.ในรายการคมชัดลึก โดย จอมขวัญ หลาวเพ็ชร์

 

 

เว็บบอร์ด

กลุ่มศึกษาทฤษฎี

อ่านต่อ

เว็บเพื่อนบ้าน

อ่านต่อ

รวมเว็บไซต์น่าสนใจ

อ่านต่อ

ล็อกอิน หรือ สมัครสมาชิก เพื่อเสนอความเห็นหรือตั้งกระทู้