การรับมือวิกฤติเศรษฐกิจและความกล้าหาญทางการเมืองของธุรกิจไทย
ความเชื่อมั่น คือทุกสิ่งทุกอย่างในโลกธุรกิจและการเงิน ความยุ่งเหยิงในโลกการเงินทั่วโลก โดยเฉพาะตลอดสองเดือนที่ผ่านมา ส่งผลให้นักธุรกิจหวาดผวา ไปกับความร้ายแรงของการขาดความเชื่อมั่น รัฐบาลทั่วโลกตื่นตระหนกและอัดฉีดเม็ดเงินจำนวนมหาศาลเข้าสู่ระบบ เพื่อรักษาความมั่นคงของระบบธนาคารโลกพร้อมๆ ไปกับการกระตุ้นความเชื่อมั่นของนักธุรกิจและนักลงทุนให้กลับคืนมา
นโยบายต่างๆ ถูกออกแบบและผลักดันอย่างรวดเร็ว เพื่อรองรับความผันผวน อาทิเช่น การตั้งกองทุน 7 แสนล้านดอลลาร์ เพื่อซื้อทรัพย์สินด้อยค่า การคุ้มครองเงินฝากของรัฐบาลยุโรป รวมถึงการลดอัตราดอกเบี้ยกัน อย่างพร้อมเพรียงของธนาคารกลางทั่วโลก
แต่ดูเหมือน จะไม่เพียงพอที่จะกอบกู้ความเชื่อมั่นของนักธุรกิจให้กลับคืนมา ได้เห็นได้จากการทรุดตัวอย่างต่อเนื่องของตลาดหลักทรัพย์ทั่วโลก หลังจากการรับรู้นโยบายดังกล่าว
นโยบายต่างๆ จะมีผลเท่าใดไม่มีใครทราบ แต่ที่นักธุรกิจทั่วโลก เห็นพ้องต้องกันอย่างหนึ่ง คือการที่เศรษฐกิจของอเมริกาและยุโรปตะวันตก มีแนวโน้มเข้าสู่ภาวะถดถอยสูง ผลกระทบจากภาคอสังหาริมทรัพย์ กระจายเข้าสู่ภาคการเงินการธนาคาร และกำลังเคลื่อนตัวเข้าสู่ภาคการบริโภคและอุตสาหกรรม
สิ่งที่จำเป็นต้องลุ้นกันต่อไป คือ ภาวะถดถอยที่จะเกิดขึ้นลึกและนานเท่าใด ในตลาดโลกราคาของสินแร่ต่างๆ เริ่มขยับลดลง รวมถึงการลดลงของค่าระวางเรือ ซึ่งสามารถตีความได้ว่า ความต้องการสินค้า (Demand) ในตลาดโลกเริ่มหดหาย
ผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจต่อธุรกิจไทย มีให้เห็นบ้างแล้ว ถึงแม้จะคาดเดาความรุนแรงไม่ได้ อย่างน้อยในสัปดาห์ที่แล้ว ในอุตสาหกรรมยานยนต์ โตโยต้าผู้ผลิตรถยนต์อันดับหนึ่งของประเทศไทย ได้ประกาศลดปริมาณการผลิตลงแล้วร้อยละ 20
นับตั้งแต่การเข้าสู่ความเป็นสมัยใหม่ของประเทศไทย (โดยมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่หนึ่ง ในทศวรรษที่ 2500 เป็นหมุดหมาย) เราได้ผ่านวิกฤติเศรษฐกิจมาแล้วสองครั้ง คือ
วิกฤติจากราคาน้ำมันในครึ่งหลังของทศวรรษที่ 2510 และวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 บาดแผลของวิกฤติปี 2540 ยังสดไม่แห้งดีและฝันร้ายยังไม่หายไปจากความทรงจำ
แน่นอนว่า วันนี้เศรษฐกิจไทยแข็งแรงกว่าปี 2540 อย่างไม่ต้องสงสัย ธนาคารพาณิชย์ไทยมีอัตราทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (capital ratio) อยู่ในเกณฑ์ที่เรียกได้ว่าแข็งแรง ธนาคารแห่งประเทศไทยมีทุนสำรองต่างประเทศมหาศาล ประเทศไทยยังได้ดุลการค้าอย่างต่อเนื่อง หนี้สาธารณะอยู่ในเกณฑ์ต่ำเทียบต่อจีดีพี และภาคธุรกิจมีกำไรสะสมอยู่ในเกณฑ์ที่ดี
แต่การมีพื้นฐานที่ดีไม่ได้ หมายความว่า ประเทศไทยมีภูมิป้องกันจากวิกฤติเศรษฐกิจด้วยเหตุผลสองประการ คือ
หนึ่ง โลกาภิวัตน์ได้หลอมรวมประเทศไทย ให้เป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานระดับโลกไปแล้ว ร้อยละ 70 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ ขึ้นอยู่กับการส่งออก อุตสาหกรรมหลายสาขาในประเทศไม่สามารถพัฒนาต่อไปได้เอง หากขาดความต้องการสินค้าและเงินลงทุนจากต่างประเทศ (อย่างน้อยที่สุดในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์ ซึ่งเป็น 2 อุตสาหกรรมที่ทำรายได้การส่งออกให้กับประเทศมากที่สุด) และ
สอง หากเกิดวิกฤติจริง สภาพคล่องทั่วโลกจะหดหาย เครดิตไลน์และเงินทุนจะถูกดึงออกจากประเทศ ทำให้การค้าและการลงทุนหยุดชะงัก หากเศรษฐกิจอเมริกาและยุโรปตะวันตกเป็นหวัด เศรษฐกิจไทยอาจเข้าขั้นโคม่าได้
ไม่มีใครอยากให้วิกฤติการเงินโลกลามถึงธุรกิจไทย และไม่มีใครอยากเป็น "คนเคยรวย" แต่ความประมาทและความมั่นใจในตนเองมากเกินไป คือ หนึ่งในสาเหตุของวิกฤติปี 2540
ถึงวันนี้ เราอาจต้องเตรียมการรับมือต่อความเป็นไปได้ที่เลวร้ายที่สุด บทเรียนหนึ่งที่เรารู้จากปี 2540 คือ วิกฤติเศรษฐกิจนั้น เมื่อเกิดขึ้น จะเร็วและรุนแรงมากกว่าที่จะคาดคิดได้ ธุรกิจไทย สามารถเตรียมตัวรับมือวิกฤติที่อาจเกิดขึ้นได้ ด้วยกลยุทธ์ ห้าประการ อันได้แก่
ประการแรก จำกัดการลงทุนในท้ายปีนี้และครึ่งปีแรกของต้นปีหน้า ให้เหลือน้อยที่สุด ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจมีแนวโน้มดี ธุรกิจควรลงทุนอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ในภาวะที่เศรษฐกิจ มีแนวโน้มที่จะทรุด ธุรกิจต้องเลือกที่จะไม่ลงทุน ในการลงทุนที่ไม่ส่งผลบวกด้านการเงินในระยะสั้น
ในภาวะวิกฤตินั้น เงินสดหรือสายป่านสำคัญกว่าสภาพกำไรหรือขาดทุน นอกจากนี้การมีเงินสดสะสมไว้ในภาวะวิกฤติ ยังทำให้ธุรกิจเข้าถึงโอกาสในการซื้อสินทรัพย์หรือบริษัทที่มีสภาพย่ำแย่ จากวิกฤติในราคาที่ถูกด้วย
ประการที่สอง ลดหนี้ที่มีภาระดอกเบี้ยผูกพัน โดยเฉพาะหนี้ระยะสั้น เพราะในภาวะวิกฤติ หนี้ระยะสั้นอาจไม่สามารถหมุนทดรอบไปได้ เนื่องจากธนาคารเองจำเป็นต้องลดความเสี่ยงเช่นกัน การลดภาระหนี้ จะทำให้ดอกเบี้ยที่ผูกพันเบาลง และงบดุลของบริษัทแข็งแรงขึ้น งบดุลที่แข็งแกร่งขึ้นสามารถช่วยให้ธุรกิจเข้าถึงเงินกู้ง่ายขึ้น และมีต้นทุนเงินกู้ที่ถูกลงในภาวะวิกฤติ
ประการที่สาม วางแผนกำลังคนอย่างยืดหยุ่น ซึ่งทำได้ด้วยการเปิดให้มีการรับพนักงานประเภทเหมาช่วง (sub-contract) เป็นอัตราส่วนที่มากขึ้นต่อพนักงานประจำ หากเกิดภาวะที่ปริมาณความต้องการสินค้าจากลูกค้าน้อยลง พนักงานประเภทเหมาช่วง จะทำให้ภาระในการลดต้นทุนค่าแรงเบาขึ้น และสามารถทำให้บริษัทตัดสินใจได้รวดเร็วและทันท่วงที
(ข้อเสนอดังกล่าว อาจฟังดูรุนแรงสำหรับนักคิดหัวเอียงซ้าย แต่ในวิกฤติทุนนิยมโลกาภิวัตน์ การใช้พนักงานเหมาช่วง เพื่อให้การลดต้นทุนแรงงานรวดเร็วเมื่อต้องการ อาจเป็น สิ่งที่เลวร้ายน้อยที่สุด เมื่อเทียบกับการที่ธุรกิจล้มและปล่อยให้พนักงานทั้งหมดตกงาน โดยไม่ได้รับค่าชดเชย)
ประการที่สี่ กระจายข้อมูลความต้องการสินค้าและบริการให้รวดเร็วในห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) การผลิตหรือการบริการนั้น มีผู้รับช่วงอยู่ข้างบนและอยู่ข้างล่างเราเสมอในห่วงโซ่อุปทาน
ข้อมูลความต้องการสินค้าและบริการ มาจากธุรกิจที่อยู่ปลายโซ่สู่ธุรกิจต้นน้ำ และสินค้าไหลจากธุรกิจต้นน้ำสู่ธุรกิจปลายน้ำ ในภาวะที่เลวร้าย ความต้องการสินค้าของผู้บริโภคลดลง ถ้าธุรกิจปลายน้ำสามารถทำให้ข้อมูลปริมาณสินค้าที่ลดลงถึงมือผู้ผลิตต้นน้ำ ได้ยิ่งเร็วเท่าไร ผลกระทบในรูปแบบสินค้าคงเหลือ (ซึ่งมีค่าเท่ากับเงินสด) ก็จะยิ่งน้อยลงเท่านั้น
ห่วงโซ่อุปทานที่กระจายข้อมูลได้รวดเร็ว จะสามารถลดความเสี่ยงและความสูญเสียของผู้ประกอบการในห่วงโซ่นั้นได้ดีกว่าคู่แข่ง และ
ประการสุดท้าย คือธุรกิจจำเป็นต้องเรียกร้องให้กลุ่มคู่ขัดแย้งทางการเมืองหยุดเคลื่อนไหว วิกฤติเศรษฐกิจและวิกฤติการเมือง หากเกิดขึ้นพร้อมกัน ย่อมหมายถึงฝันร้ายของสังคม
กลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจมี 4 อย่าง คือ การบริโภคของประชาชน การลงทุนภาคเอกชน การส่งออก และการใช้จ่ายภาครัฐ
กลไกสามตัวแรก จะไม่สามารถใช้การได้ ในภาวะวิกฤติเพราะความเชื่อมั่นและความต้องการสินค้าหายไปจากระบบ
ดังนั้น หน้าที่ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในภาวะวิกฤติ จำต้องมีรัฐเป็นตัวเอก (ดูตัวอย่างได้จากอเมริกาและยุโรปในรอบปีที่ผ่านมา) รัฐที่พิการและไม่สามารถออกนโยบาย ที่กระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะทำให้สภาพการณ์เลวร้ายลงอีก
วิธีที่จะหยุดความขัดแย้งทาง การเมืองได้ คือ ร่วมเรียกร้องให้พันธมิตรหยุดการเคลื่อนไหว เพื่อให้รัฐบาลมีเป้าหมายชัดเจน ในการรับมือกับวิกฤติเศรษฐกิจ
การเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรที่ไร้เป้าหมาย (หรือใครตอบได้ว่าเป้าหมายของพันธมิตรปัจจุบันคืออะไร?) ทำให้สังคมแบ่งแยกและสร้างแนวโน้มที่จะก่อให้เกิดการรัฐประหาร ความวุ่นวาย และ/หรือความรุนแรง ซึ่งไม่มีประโยชน์อย่างใดกับเศรษฐกิจเลย
รัฐที่ได้รับการเลือกตั้งจากประชาชน ควรได้รับโอกาสในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ การเคลื่อนไหวที่เนิ่นนานของพันธมิตร จะยิ่งทำให้ความมุ่งมั่นและเวลาที่เหลืออยู่น้อย สำหรับรัฐบาลในการรับมือ ปัญหาเศรษฐกิจน้อยลงไปอีก
นักธุรกิจอาจต้องมีส่วนร่วมในการเตือนสติสังคม ด้วยการบอกว่า การเคลื่อนไหวที่ไร้ความชอบธรรมทางการเมืองและไร้ประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ ควรที่จะหยุดตัวเองได้แล้ว
ข้อเสนอสี่ข้อแรก จำเป็นต้องใช้วิจารณญาณในการดำเนินธุรกิจ ความสามารถในการบริหารองค์กรและความเด็ดขาดในการตัดสินใจ ข้อเสนอข้อสุดท้ายไม่จำเป็นต้องใช้อะไรเลย นอกจากความกล้าหาญที่จะแสดงจุดยืนทางการเมือง
ที่มา - กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์
เรื่องจากคอลัมน์ล่าสุด
ศึกษาวัตถุนิยมวิภาษ บทที่ 3 ความเกี่ยวพันทั่วไปของโลกวัตถุ
เขียนโดย ไท เมื่อ 20 มกราคม, 2012 - 00:59 tags:1. จินตภาพของความเกี่ยวพันที่มีลักษณะทั่วไปของโลกวัตถุ
2.ความเกี่ยวพันระหว่างเหตุกับผล
3. ความเกี่ยวพันระหว่างความบังเอิญกับความแน่นอน
4. ความเกี่ยวพันระหว่างความเป็นไปได้กับความเป็นจริง
5. ความเกี่ยวพันระหว่างรูปแบบกับเนื้อหา
6. ความเกี่ยวพันระหว่างธาตุแท้กับปรากฎการณ์
ลบล้างผลรัฐประหาร 49 แก้ไข ม.112 เยียวยาผู้เสียหายและจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่
เขียนโดย admin เมื่อ 20 September, 2011 - 23:54 tags:กองบรรณาธิการได้พิจารณาแถลงการณ์คณะนิติราษฎร์ เนื่องในโอกาสครบรอบ ๑ ปีนิติราษฎร์ เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2554 ขอสนับสนุนข้อเสนอ 4 ข้อในแถลงการณ์ดังกล่าว ดังนี้
กสทช.ใหม่คือ ตัวแทนของอภิชน
เขียนโดย admin เมื่อ 5 September, 2011 - 22:35 tags:มติชนรายงานข่าวว่า วุฒิสภาเลือก 11 กสทช.ใหม่แล้ว แต่ทว่า ผลการเลือกตั้ง กสทช. จากวุฒิสภาชุดนี้ สรุปได้คำเดียวว่า น่าผิดหวังยิ่งนัก
ดังภาษิตที่ว่า " งาช้างไม่อาจงอกออกจากปากของสุนัข" ฉันใด
กสทช.ที่มาจากการเลือกของวุฒิสภาที่สมาชิกมาจากการสรรหาของพวกอภิชนถึงครึ่งหนึ่ง ย่อมถูกครอบงำด้วยตัวแทนของอภิชน ฉันนั้น
บทความ
ข่าวน่าสนใจ
เกษียร เตชะพีระ : ปรีดี พนมยงค์ กับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
เขียนโดย admin เมื่อ 5 กุมภาพันธ์, 2012 - 15:42 tags:3 ก.พ. 55 เกษียร เตชะพีระ อภิปรายในงาน “ปรีดี พนมยงค์ กับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์" จัดโดย วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ ที่ มธ. ท่าพระจันทร์
วรเจตน์ ภาคีรัตน์ : ชี้แจงกรณีคณะผู้บริหาร มธ.ห้ามเคลื่อนไหว แก้ไข ปอ ม.112 ใน มธ.
เขียนโดย admin เมื่อ 5 กุมภาพันธ์, 2012 - 15:28 tags:3 กพ.2555 วรเจตน์ ภาคีรัตน์ ชี้แจงกรณีคณะผู้บริหาร มธ.ห้ามเคลื่อนไหว แก้ไข ปอ. ม.112 ใน มธ.ในรายการคมชัดลึก โดย จอมขวัญ หลาวเพ็ชร์
โปรดเกล้าฯ ครม.ยิ่งลักษณ์ 2 แล้ว !
เขียนโดย admin เมื่อ 18 มกราคม, 2012 - 20:14 tags:ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.

