หยุดการเมืองสุดโต่ง หยุดการเมืองแห่งความเกลียดชังและความรุนแรง
ขณะนี้สังคมเรา ตกอยู่ในภาวะตึงเครียดอย่างยิ่ง อันเป็นผลจากการเผชิญหน้า ทางการเมืองระหว่างฝ่ายพันธมิตรฯและฝ่าย นปช. จนทำให้เชื่อกันทั่วไปว่า การปะทะ-นองเลือดระหว่างมวลชนของทั้งสองฝ่ายนั้น เกือบจะหลีกเลี่ยงไม่ได้แล้ว
รากฐานของภาวะเผชิญหน้านี้ สำหรับผมแล้ว เกิดจากการปะทะกันของความเชื่อทางการเมืองสองชุดที่มีกำลังก้ำกึ่งกัน โดยที่ไม่มีชุดใดกุมอำนาจนำในสังคมได้เด็ดขาด
กล่าวแบบหยาบๆ แล้ว การที่วาทกรรม " ระบอบการเมืองใหม่ " ของพันธมิตร ซึ่งโดยธาตุแท้แล้ว เป็นระบอบเผด็จการคนส่วนน้อยและสวนทางกับหลักการประชาธิปไตย แต่กลับมีพลังอำนาจนำต่อมวลชนฝ่ายพันธมิตรอย่างสูงนั้น เกิดจากการอ้างอิงการขาดความชอบธรรม หรือข้อบกพร่องของระบอบรัฐสภาในปัจจุบัน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อหาว่า คนจน/รากหญ้าขาดการศึกษา ขาดข้อมูล (= คนรากหญ้าโง่) บวกกับความจน จึงเห็นแก่เศษเงินซื้อเสียงเล็กๆ น้อยๆ ของนักการเมือง ยอมขายเสียงให้นักเลือกตั้ง (= คนจนงก) รัฐบาลเข้าสู่อำนาจจากการซื้อเสียง จากการโกงกินเพื่อถอนทุนคืนบวกกำไร ข้อสรุปว่า นักเลือกตั้งเลว การเมืองไร้จริยธรรม ต้องแก้ด้วยการเมืองใหม่ โดยการแต่งตั้งนักการเมืองผู้อุดมคุณธรรมจำนวน 70%
สำหรับมวลชนฝ่าย นปช.วาทกรรมข้างต้นนั้น รับไม่ได้โดยสิ้นเชิง เพราะการเมืองใหม่ที่ 70 = 30 คือข้อเรียกร้องของชนชั้นกลางและอภิสิทธิ์ชนข้างน้อยของสังคม ที่ต้องการสร้างระบอบการปกครองโดย " สภาขุนนาง " (Philosopher Kings)-ผู้ถึงพร้อมด้วยการศึกษาและอุดมคุณธรรมขึ้น เพื่อใช้กีดกันรากหญ้า ส่วนข้างมากของสังคมออกจากส่วนแบ่งอำนาจทางการเมือง
วาทกรรมการเมืองใหม่ ซึ่งเป็นการลดทอนต้นตอปัญหาของระบอบรัฐสภาไทย ลงเหลือเพียงแค่ปัญหาโง่และงก นั้น ข้อสรุปเชิงตรรกะ จึงหนีไม่พ้นที่จะต้องสรุปว่า คนจนไม่พร้อม/ไม่สามารถที่จะปกครองตัวเองได้ตามระบอบประชาธิปไตย จึงต้องถูกปกครองด้วยผู้มีความรู้และอุดมจริยธรรม
แล้วใครล่ะ จะเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยการศึกษาและคุณธรรม หากไม่ใช่เหล่า " ขุนนางและผู้ดี " (ข้าราชการระดับสูง ทั้งทหาร พลเรือน และอภิสิทธิ์ชน) เช่นคุณอานันท์ ปันยารชุน (นายกฯในฝันของชนชั้นกลางและสูง)
ประเด็นหลักคือความเชื่อทั้งสองชุดนั้น ไม่มีฝ่ายใด "ถูกหรือผิด" โดยสิ้นเชิง ต่างฝ่ายต่างมีตัวอย่างรูปธรรมของ "ความเป็นจริง" รองรับชุดความเชื่อของตัวเอง มากบ้างน้อยบ้าง จนไม่สามารถชี้ชัดได้ว่า อีกฝ่ายหนึ่งป็นชุดความเชื่อที่ไม่มีฐานความเป็นจริงรองรับโดยสิ้นเชิง
มันไม่เหมือนกับเหตุการณ์พฤภาคม 2535 ที่ข้ออ้างของฝ่ายทหาร ขาดความเป็นจริงรองรับอย่างชัดเจน เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ความเป็นจริงที่พร่ามัวนี้ จึงถูกแกนนำของแต่ละฝ่าย ฉวยใช้เพื่อสนับสนุนความชอบธรรมในข้อเรียกร้องของตนเอง โดยเลือกสรร "ความเป็นจริง" บางด้านแบบเลือกข้าง
เพื่อบอกตัวเองและมวลชนว่าฝ่ายตนเป็นฝ่ายธรรมะ เป็นฝ่ายที่ยืนข้างความถูกต้อง ความดีงาม ทำเพื่อประเทศชาติ เพื่อส่วนรวม เพื่อปกป้องสถาบันที่รักและหวงแหน ในชณะที่ฝ่ายตรงข้าม
เป็นผู้หลงผิด โง่ ถูกหลอกใช้ เป็นพวกอธรรม เป็นพวกขายชาติ เป็นผู้เห็นแก่ตัวอย่างร้ายกาจ เป็นโจร ฯลฯ จนสุดท้ายคือเป็นพวกอมนุษย์ เป็นปิศาจร้าย เป็นแมลงสาบที่สมควรถูกกำจัดโดยไม่มีความผิดบาป
เหล่านี้คือ การเมืองของการสร้างความเป็นหนึ่งเดียวของฝ่ายตัวเอง พร้อมๆ ไปกับการสร้างความเป็นอื่นให้กับฝ่ายตรงข้าม ซึ่งเป็นพื้นฐานของการเมืองแห่งความเกลียดชัง จนกระทั่งมวลชนของแต่ละฝ่าย พร้อมที่จะยอมตายหรือพร้อมที่จะฆ่ามวลชนฝ่ายตรงข้าม ผู้ที่ตนไม่เคยรู้จัก ไม่เคยโกรธแค้นเป็นส่วนตัว ทั้งหมดนี้เพียงเพื่อ พิทักษ์ ปกป้องและยืนยันว่าชุดความเชื่อของฝ่ายตน เป็นสิ่งที่ถูกต้องและดีงาม
ความตายของหนึ่งบุคคลในเหตุการณ์เมื่อคืนวันที่ 1 กันยายน และอีกสองศพ พร้อมคนเจ็บอีกหลายร้อยคนในวันที่ 7 ตุลาคม จึงเป็นเพียงแค่หนังตัวอย่างของการเมืองแห่งความเกลียดชังในปัจจุบัน
สังคมไทยจะต้องก้าวข้ามซากศพอีกเท่าใด เพียงเพื่อสังเวยความเชื่อที่เป็นนามธรรมทั้งสองชุด ?
สำหรับผมแล้ว หนทางที่เราจะหนีออกจากความตาย เพื่อนามธรรมที่ไร้แก่นสาร แต่กลับสร้างความเจ็บปวดอันอนันต์ ให้แก่คนรอบข้างวีรชนเหล่านั้น คือ ต้องหยุดการเมืองแบบสุดโต่ง หยุดการเมืองแห่งความเกลียดชัง ที่สร้างโดยแกนนำของทั้งสองฝ่าย
เพื่อหยุดการเมืองแบบสุดโต่ง เราต้องแยกแยะว่า มวลชนในแต่ละฝ่ายนั้น มีหลายเฉดสี ตั้งแต่เหลืองอ่อนๆ ไปจนเหลืองเข้ม ตั้งแต่แดงอ่อนๆ ไปจนแดงเข้ม รวมทั้งสังคม ยังมีพวกสีส้ม (เลือกประเด็นที่จะสนับสนุน แต่ไม่เลือกข้าง) ซึ่งเป็นพลังเงียบอีกจำนวนมาก
แต่ภาวะเผชิญหน้าและความเกลียดชัง กลับเกิดจากการครอบงำพื้นที่ทางการเมือง ของพวกเหลืองและแดงเข้มข้น ที่เป็นแกนนำทั้งสองฝ่ายเพียงไม่กี่คน เช่น แกนนำของพันธมิตรฯ ยืนยันที่จะใช้วิธีการแบบแตกหัก ไม่ยอมเจรจาทุกรูปแบบ ในขณะที่แกนนำฝ่าย นปช.เลือกที่จะเคลื่อนไหวแบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน
เพื่อหลีกหนีการนับศพวีรชน สังคมจึงต้องดึงพลังของมวลชนหลากเฉดสีของทั้งสองฝ่าย รวมทั้งพวกสีส้ม ซึ่งเป็นคนข้างมากของสังคม ออกมาเพื่อควบคุมและยุติการเมืองสุดโต่งและการเมืองแห่งความเกลียดชังของพวกแดงและเหลืองเข้มข้นให้ได้ เพื่อป้องกันการปะทะและความสูญเสียของมวลชนทั้งสองฝ่าย
สังคมจะทำเช่นนี้ได้ก็ต่อเมื่อ ปัจเจกบุคคล สถาบัน และองค์กรต่างๆ ผู้ได้รับความเชื่อถือจากสังคมสูง ไม่ว่าจะเป็นราษฎรอาวุโส นักวิชาการ องค์กรสิทธิมนุษยชน วุฒิสมาชิก ผู้นำทางศาสนา และสื่อมวลชน
จะต้องกล้าที่จะ วิจารณ์ เตือนสติ และประณาม การเคลื่อนไหว และการกระทำใดๆ ทั้งทางวาจาและทางกายภาพที่สุดโต่งของแกนนำทั้งสองฝ่าย ของรัฐบาล ของกองทัพ ของตำรวจ และของระบบตุลาการอย่างเท่าเทียมและเที่ยงตรง ไม่สองมาตรฐานดังเช่นที่ผ่านมา
ในขณะเดียวกัน สังคมก็ต้องยึดมั่นว่า ความเห็นต่าง ความขัดแย้งด้านผลประโยชน์ของฝ่ายใดๆ นั้น เป็นเรื่องปกติในสังคมประชาธิปไตย แต่การแก้ไขความขัดแย้ง จะต้องอยู่ในกติกา ไม่ใช่ด้วยอาวุธ ความรุนแรงและการรัฐประหาร หรือการยึดอำนาจรัฐด้วยวิธีนอกรัฐธรรมนูญอย่างใดอย่างหนึ่ง
มีแต่แนวทางนี้เท่านั้น ที่จะทำให้เกิดการสานเสวนาที่วางอยู่บนข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน เพื่อหาทางออกให้แก่วิกฤตครั้งนี้ได้อย่างแท้จริง
ที่มา - คอลัมน์ มองซ้ายมองขวา นสพ.ประชาชาติธุรกิจ
โดย อภิชาต สถิตนิรามัย : apichat@econ.tu.ac.th
เรื่องจากคอลัมน์ล่าสุด
ศึกษาวัตถุนิยมวิภาษ บทที่ 3 ความเกี่ยวพันทั่วไปของโลกวัตถุ
เขียนโดย ไท เมื่อ 20 มกราคม, 2012 - 00:59 tags:1. จินตภาพของความเกี่ยวพันที่มีลักษณะทั่วไปของโลกวัตถุ
2.ความเกี่ยวพันระหว่างเหตุกับผล
3. ความเกี่ยวพันระหว่างความบังเอิญกับความแน่นอน
4. ความเกี่ยวพันระหว่างความเป็นไปได้กับความเป็นจริง
5. ความเกี่ยวพันระหว่างรูปแบบกับเนื้อหา
6. ความเกี่ยวพันระหว่างธาตุแท้กับปรากฎการณ์
ลบล้างผลรัฐประหาร 49 แก้ไข ม.112 เยียวยาผู้เสียหายและจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่
เขียนโดย admin เมื่อ 20 September, 2011 - 23:54 tags:กองบรรณาธิการได้พิจารณาแถลงการณ์คณะนิติราษฎร์ เนื่องในโอกาสครบรอบ ๑ ปีนิติราษฎร์ เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2554 ขอสนับสนุนข้อเสนอ 4 ข้อในแถลงการณ์ดังกล่าว ดังนี้
กสทช.ใหม่คือ ตัวแทนของอภิชน
เขียนโดย admin เมื่อ 5 September, 2011 - 22:35 tags:มติชนรายงานข่าวว่า วุฒิสภาเลือก 11 กสทช.ใหม่แล้ว แต่ทว่า ผลการเลือกตั้ง กสทช. จากวุฒิสภาชุดนี้ สรุปได้คำเดียวว่า น่าผิดหวังยิ่งนัก
ดังภาษิตที่ว่า " งาช้างไม่อาจงอกออกจากปากของสุนัข" ฉันใด
กสทช.ที่มาจากการเลือกของวุฒิสภาที่สมาชิกมาจากการสรรหาของพวกอภิชนถึงครึ่งหนึ่ง ย่อมถูกครอบงำด้วยตัวแทนของอภิชน ฉันนั้น
บทความ
ข่าวน่าสนใจ
นักวิชาการเหนือ-อีสาน-ใต้ เสนอผลสรุปวิจัย พลเมืองไทยต้องการประชาธิปไตย 100 เปอร์เซ็นต์
เขียนโดย admin เมื่อ 8 กุมภาพันธ์, 2012 - 23:13 tags:
วันที่ 8 ก.พ. 2555 โครงการสร้างสำนึกพลเมืองเพื่อส่งเสริมประชาธิปไตยและธรรมาภิบาลในท้องถิ่น จัดการสัมมนาสรุปผลการวิจัย ซึ่งทำการวิจัยในพื้นที่อิสาน ได้แก่ เชียงใหม่ ลำพูน พิษณุโลก พิจิตร สุโขทัย ขอนแก่น กาฬสินธุ์ มหาสารคาม อุบลราชธานี อำนาจเจริญ ศรีสะเกษ และยะลา
เกษียร เตชะพีระ : ปรีดี พนมยงค์ กับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
เขียนโดย admin เมื่อ 5 กุมภาพันธ์, 2012 - 15:42 tags:3 ก.พ. 55 เกษียร เตชะพีระ อภิปรายในงาน “ปรีดี พนมยงค์ กับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์" จัดโดย วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ ที่ มธ. ท่าพระจันทร์
วรเจตน์ ภาคีรัตน์ : ชี้แจงกรณีคณะผู้บริหาร มธ.ห้ามเคลื่อนไหว แก้ไข ปอ ม.112 ใน มธ.
เขียนโดย admin เมื่อ 5 กุมภาพันธ์, 2012 - 15:28 tags:3 กพ.2555 วรเจตน์ ภาคีรัตน์ ชี้แจงกรณีคณะผู้บริหาร มธ.ห้ามเคลื่อนไหว แก้ไข ปอ. ม.112 ใน มธ.ในรายการคมชัดลึก โดย จอมขวัญ หลาวเพ็ชร์

