เศรษฐกิจจะฟื้นตัวได้เมื่อไร ?

tags:
แม้จะเพิ่งเริ่มเผชิญกับ การชะลอตัวของเศรษฐกิจ (โดยคาดว่า เศรษฐกิจโลกถดถอยอย่างชัดเจนในปี 2009) แต่ก็เริ่มมีคนตั้งคำถามแล้วว่า เศรษฐกิจจะเป็นขาลงนานเพียงใดและเมื่อไรจะฟื้นตัว คำถามดังกล่าว ตอบยาก แต่สามารถนำเอาประสบการณ์ในอดีตมาเล่าสู่กันฟังได้ โดยเฉพาะประเทศอเมริกา

จากข้อมูลของ National Bureau of Economic Research (NBER) ในช่วงปี 1854-2001 หรือ ประมาณ 150 ปี เศรษฐกิจมีวัฏจักรขึ้น-ลงรวมทั้งสิ้น 32 รอบ โดยแบ่งออกเป็น 3 ช่วงเวลา คือ

1. ปี 1854 ถึงการสิ้นสุดของสงครามโลกครั้งที่ 1 (1854-1919)

2. สงครามโลกครั้งที่ 1 ถึงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และ

3 .ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ถึง 2001

ทั้งนี้ NBER ยังมิได้ชี้ชัดว่า เศรษฐกิจรอบนี้เริ่มถดถอยลงเมื่อใด แต่นิยามของความถดถอยทางเศรษฐกิจ คือ การที่เศรษฐกิจสหรัฐ หดตัวลงอย่างน้อย 2 ไตรมาสติดต่อกัน ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงว่า NBER จะฟันธงว่า เศรษฐกิจสหรัฐเริ่มถดถอยตั้งแต่ไตรมาส 3 ของปีนี้ แปลว่าวัฏจักรของเศรษฐกิจหรือรอบของเศรษฐกิจครั้งล่าสุดนี้ จะยาวนานถึง 7 ปี หรือ 84 เดือน

โดยเฉลี่ยแล้วหากดูจากตาราง จะเห็นว่า ถ้าพิจารณาทั้งช่วง 150 ปี ช่วงที่เศรษฐกิจตกต่ำนั้น จะยืดเยื้อประมาณ 17 เดือน แต่หากจะแยกเป็นช่วงเวลาดังกล่าวข้างต้น ก็จะเห็นว่าในสมัยก่อน เศรษฐกิจ จะอยู่ในช่วงตกต่ำเป็นเวลานานกว่าสมัยปัจจุบันอย่างมาก คือ ในช่วง 1854-1919 นั้นความตกต่ำจะยืดเยื้อนานโดยเฉลี่ยถึง 22 เดือน และลดลงมาที่ 18 เดือนในช่วง 1919-1945

(ภาพจากกรุงเทพธุรกิจ)

แต่ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมานั้น ความถดถอยทางเศรษฐกิจจะกินเวลาแค่ 10 เดือนโดยเฉลี่ย หากจะนำเอาช่วง 1945-2001 มาเป็นเกณฑ์ ก็จะพบว่าช่วงที่เศรษฐกิจตกต่ำนานที่สุด คือ ช่วงปลายปี 1973 ถึงต้นปี 1975 (รวมทั้งสิ้น 16 เดือน) ซึ่งเป็นผลมาจากวิกฤติน้ำมันตะวันออกกลาง ซึ่งทำให้เงินเฟ้อปรับขึ้นสูงเป็นเลข 2 หลัก

และช่วงกลางปี 1981 ถึงปลายปี 1982 (รวมทั้งสิ้น 16 เดือน) ซึ่งสหรัฐปรับดอกเบี้ยขึ้นสูงถึง 20% เพื่อสกัดเงินเฟ้อทำให้เศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก สองช่วงดังกล่าวถือได้ว่า เป็นช่วงที่เศรษฐกิจโลกได้รับความบอบช้ำมากที่สุด จึงอาจสรุปได้ว่าหากการถดถอยทางเศรษฐกิจรอบนี้ ได้รับการเยียวยาอย่างมีประสิทธิภาพและทันท่วงที ก็น่าจะเป็นไปได้ว่าเศรษฐกิจจะตกต่ำประมาณ 1 ปี

แต่หากมองว่า มีปัญหามากและยืดเยื้อ ก็เป็นไปได้ว่าเศรษฐกิจ อาจตกต่ำยาวนานประมาณ 1 ปีครึ่ง สำหรับผู้ที่สงสัยว่าช่วง Great Depression นั้น รุนแรงมากเพียงใด ก็ต้องตอบว่าเป็นช่วงที่เศรษฐกิจถดถอยยาวนานถึง 43 เดือน (1929-1933) โดยจีดีพีของสหรัฐหดตัวลง 29% ซึ่งเป็นการหดตัวที่รุนแรงที่สุด หากไม่นับการหดตัวในช่วงที่เกิดสงครามโลก

ซึ่งทำให้ประเทศที่ต้องเผชิญกับสงคราม อาทิเช่น เยอรมนีต้องประสบกับการหดตัวของจีดีพีถึง 68% ในช่วง 1943-1946 เป็นต้น อาจสรุปได้ว่าการถดถอยทางเศรษฐกิจในยุคปัจจุบันนั้น น่าจะเป็นช่วงเวลาที่เฉลี่ยแล้ว ไม่นานเกิน 1 ปี และอย่างมากก็น่าจะไม่เกิน 18 เดือน นอกจากนั้น การหดตัวทางเศรษฐกิจก็น่าจะอยู่ที่ระดับประมาณ 2-3% เป็นอย่างมาก

สำหรับส่วนของการว่างงานนั้น ก็น่าจะเพิ่มขึ้นประมาณ 2-4% จากช่วงที่เศรษฐกิจอยู่ในภาวะปกติ ซึ่งจะมีการว่างงานประมาณ 4-5% แต่ข่าวดี คือเศรษฐกิจจะมีช่วงที่ดียาวนานกว่าช่วงที่แย่อย่างเห็นได้ชัด อาทิเช่น ในช่วง 1854-2001 นั้น ช่วงที่เศรษฐกิจขยายตัวดีนั้น ยาวนานถึง 38 เดือน หรือกว่า 1 เท่าตัวของช่วงที่เศรษฐกิจถดถอย คือ 17 เดือน

และหากดูข้อมูลเศรษฐกิจในยุคปัจจุบัน (1945-2001) ก็จะเห็นว่า เศรษฐกิจโดยเฉลี่ยขยายตัวนานถึง 57 เดือน ในขณะที่ตกต่ำเฉลี่ย 10 เดือนต่อหนึ่งรอบ แปลว่าช่วงที่ดีขึ้นมากกว่าช่วงที่แย่เกือบ 6 ต่อ 1 ซึ่งส่วนหนึ่งต้องยกให้ว่า เป็นความรู้ความสามารถของระบบเศรษฐกิจและผู้ดำเนินนโยบายเศรษฐกิจที่สามารถทำให้เศรษฐกิจโดยรวมมีเสถียรภาพและขยายตัวได้ อย่างต่อเนื่องยาวนานมากขึ้นกว่าสมัยก่อนๆ อย่างเห็นได้ชัด

ที่สำคัญที่สุด คือ การตกต่ำทางเศรษฐกิจรอบนี้ แตกต่างจากการตกต่ำทางเศรษฐกิจในรอบก่อนๆ อย่างมาก ทำให้ผมรู้สึกเป็นห่วงอนาคตน้อยกว่าที่หลายคนแสดงท่าทีเป็นห่วง อาทิเช่น การพูดกันว่าจะเกิดการว่างงานเพิ่มขึ้นถึง 1 ล้านคน ทั้งนี้ เพราะ

1. การถดถอยทางเศรษฐกิจครั้งนี้ เป็นการถดถอยที่มีการรับรู้ก่อนหน้ายาวนานหลายเดือน ปกติแล้ว รัฐบาลต่างๆ มักจะถกเถียงกับนักวิเคราะห์และนักธุรกิจว่า เศรษฐกิจยังดีอยู่และกว่าจะยอมรับว่าเศรษฐกิจเข้าสู่สภาวะถดถอย ก็มักจะเป็นช่วงที่เศรษฐกิจจริงตกต่ำอย่างมากแล้ว ทำให้การดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจล่าช้าและขาดความจริงจัง

แต่ในครั้งนี้ ทุกฝ่ายเห็นไปในทิศทางเดียวกัน ฝ่ายเอกชนก็เตรียมปรับตัว ในขณะที่รัฐบาลก็เร่งรีบที่จะออกนโยบายการเงินการคลังมาพยุงเศรษฐกิจ ซึ่งจากประสบการณ์ของผมนั้น การที่เรารับรู้ปัญหาก่อนหน้า จะทำให้เราสามารถลดผลกระทบของปัญหาได้อย่างมาก เพราะสิ่งที่ทำความเสียหายมากที่สุด คือ ปัญหาที่เกิดขึ้นโดยไม่สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้

2. วิกฤติทางการเงินทำให้การเก็งกำไรในราคาสินค้าโภคภัณฑ์ต่างๆ ปรับตัวลดลงอย่างมาก โดยเฉพาะการลดลงของราคาน้ำมันจาก 147 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล มาเป็น 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ทำให้คาดว่า ประเทศไทยจะสามารถเกินดุลบัญชีเดินสะพัดได้ในปีหน้า

ซึ่งการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดแปลว่าประเทศไทยจะไม่ประสบปัญหาสภาพคล่อง หรือการขาดแคลนเงินตราต่างประเทศ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่จะลดผลกระทบ จากการถดถอยของเศรษฐกิจโลก นอกจากนั้น การลดลงของราคาน้ำมัน ก็จะเหมือนกับการลดภาษีและเพิ่มกำลังซื้อให้กับประชาชน คิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 4-5 แสนล้านบาท

3. ธนาคารกลางของโลกได้ปรับลดดอกเบี้ยลงอย่างต่อเนื่อง ในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา และคงจะแข่งกันลดดอกเบี้ยลงอีกในช่วง 3-6 เดือนข้างหน้า แม้กระทั่งธนาคารแห่งประเทศไทยที่ระมัดระวังอย่างมาก ก็น่าจะสามารถปรับลดดอกเบี้ยลงได้อีกประมาณ 1% ในช่วง 14 เดือนข้างหน้า ทั้งนี้ เพราะเงินเฟ้อกำลังปรับตัวลงอย่างรวดเร็ว และไม่น่าจะสูงกว่า 3% ในปี 2009

การผ่อนคลายนโยบายการเงินนั้น ผิดจากภาวะตกต่ำทางเศรษฐกิจในอดีตที่มักจะเกิดขึ้นเพราะเศรษฐกิจจริง หรือภาคการผลิตร้อนแรงเป็นพิเศษ กระตุ้นให้เงินเฟ้อปรับตัวขึ้นอย่างมาก ทำให้ธนาคารกลางต่างๆ ต้องเร่งปรับดอกเบี้ยขึ้นสูง ทำให้เศรษฐกิจต้องหักหัวลงสู่สภาวะตกต่ำในที่สุด

อย่างไรก็ดี ปัญหาของสถาบันการเงินในสหรัฐและยุโรปนั้น มีความสลับซับซ้อนอย่างมากและความเสียหายก็ดูเหมือนว่า จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เช่นล่าสุด ธนาคารกลางอังกฤษประเมินว่า ความเสียหายของสถาบันการเงินนั้นทั้งสิ้นประมาณ 2.8 ล้านล้านบาท หรือมากกว่าที่ไอเอ็มเอฟเคยประเมินเอาไว้ที่ 1.4 ล้านล้านบาทในเดือนที่แล้ว

ดังนั้น ปัญหาความตึงตัวของสินเชื่อทั่วโลก จึงน่าจะเป็นปัญหาที่ยืดเยื้อและทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกในครั้งนี้ เกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป นอกจากนั้น ก็ยังต้องเผชิญกับความผันผวนของราคาสินทรัพย์ และอัตราแลกเปลี่ยนอย่างต่อเนื่องอีกด้วยครับ

ที่มา - คอลัมน์เศรษฐศาสตร์จานร้อน กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

AttachmentSize
us_economics.jpg5.22 KB

เรื่องจากคอลัมน์ล่าสุด

ศึกษาวัตถุนิยมวิภาษ บทที่ 3 ความเกี่ยวพันทั่วไปของโลกวัตถุ

tags:
บทนี้ มีเนื้อหาสำคัญคือ

1. จินตภาพของความเกี่ยวพันที่มีลักษณะทั่วไปของโลกวัตถุ
2.ความเกี่ยวพันระหว่างเหตุกับผล
3. ความเกี่ยวพันระหว่างความบังเอิญกับความแน่นอน
4.  ความเกี่ยวพันระหว่างความเป็นไปได้กับความเป็นจริง
5.  ความเกี่ยวพันระหว่างรูปแบบกับเนื้อหา
6. ความเกี่ยวพันระหว่างธาตุแท้กับปรากฎการณ์

ลบล้างผลรัฐประหาร 49 แก้ไข ม.112 เยียวยาผู้เสียหายและจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่

tags:

กองบรรณาธิการได้พิจารณาแถลงการณ์คณะนิติราษฎร์ เนื่องในโอกาสครบรอบ ๑ ปีนิติราษฎร์ เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2554  ขอสนับสนุนข้อเสนอ 4 ข้อในแถลงการณ์ดังกล่าว ดังนี้

กสทช.ใหม่คือ ตัวแทนของอภิชน

tags:

มติชนรายงานข่าวว่า วุฒิสภาเลือก 11 กสทช.ใหม่แล้ว แต่ทว่า ผลการเลือกตั้ง กสทช. จากวุฒิสภาชุดนี้ สรุปได้คำเดียวว่า น่าผิดหวังยิ่งนัก

ดังภาษิตที่ว่า " งาช้างไม่อาจงอกออกจากปากของสุนัข" ฉันใด

กสทช.ที่มาจากการเลือกของวุฒิสภาที่สมาชิกมาจากการสรรหาของพวกอภิชนถึงครึ่งหนึ่ง ย่อมถูกครอบงำด้วยตัวแทนของอภิชน ฉันนั้น

บทความ

อ่านบทความย้อนหลังทั้งหมด

ข่าวน่าสนใจ

นักวิชาการเหนือ-อีสาน-ใต้ เสนอผลสรุปวิจัย พลเมืองไทยต้องการประชาธิปไตย 100 เปอร์เซ็นต์

tags:

วันที่ 8 ก.พ. 2555 โครงการสร้างสำนึกพลเมืองเพื่อส่งเสริมประชาธิปไตยและธรรมาภิบาลในท้องถิ่น จัดการสัมมนาสรุปผลการวิจัย ซึ่งทำการวิจัยในพื้นที่อิสาน ได้แก่ เชียงใหม่ ลำพูน พิษณุโลก พิจิตร สุโขทัย ขอนแก่น กาฬสินธุ์ มหาสารคาม อุบลราชธานี อำนาจเจริญ ศรีสะเกษ และยะลา

เกษียร เตชะพีระ : ปรีดี พนมยงค์ กับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

tags:

3 ก.พ. 55 เกษียร เตชะพีระ อภิปรายในงาน  “ปรีดี พนมยงค์ กับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์"  จัดโดย วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ ที่ มธ. ท่าพระจันทร์

วรเจตน์ ภาคีรัตน์ : ชี้แจงกรณีคณะผู้บริหาร มธ.ห้ามเคลื่อนไหว แก้ไข ปอ ม.112 ใน มธ.

tags:

3 กพ.2555 วรเจตน์ ภาคีรัตน์ ชี้แจงกรณีคณะผู้บริหาร มธ.ห้ามเคลื่อนไหว แก้ไข ปอ. ม.112 ใน มธ.ในรายการคมชัดลึก โดย จอมขวัญ หลาวเพ็ชร์

 

 

เว็บบอร์ด

กลุ่มศึกษาทฤษฎี

อ่านต่อ

เว็บเพื่อนบ้าน

อ่านต่อ

รวมเว็บไซต์น่าสนใจ

อ่านต่อ

ล็อกอิน หรือ สมัครสมาชิก เพื่อเสนอความเห็นหรือตั้งกระทู้