ทิศทางของเศรษฐกิจในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า

tags:

ผมได้เขียนในครั้งก่อนๆว่า ความตกต่ำทางเศรษฐกิจของโลกครั้งนี้ เป็นปรากฏการณ์ที่ทุกคนรับทราบกันก่อนล่วงหน้าหลายเดือน แตกต่างจากการถดถอยทางเศรษฐกิจปกติ ที่มักจะเกิดขึ้นโดยมิได้คาดคิดมาก่อน

ทั้งนี้ เพราะในครั้งนี้ได้เกิดปัญหาวิกฤติสถาบันการเงินของสหรัฐ ที่เริ่มต้นตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2007 ทำให้เราสามารถรับรู้และเตรียมการรับมือกับความตกต่ำทางเศรษฐกิจ ที่จะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอนตั้งแต่ไตรมาส 4 ปี 2008 เป็นต้นไป และน่าจะหนักหน่วงที่สุดในปี 2009 ที่จะถึงนี้

จึงเกิดคำถามมาว่า ความตกต่ำทางเศรษฐกิจ จะรุนแรงมากน้อยเพียงใด จะยืดเยื้อนานกี่เดือนกี่ปีและจะทราบได้อย่างไร ว่า เศรษฐกิจถึงจุดต่ำสุดและใกล้จะฟื้นตัวแล้ว ตลอดจนคำถามว่า ยังจะมีความเสี่ยงและภัยอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจได้อีกหรือไม่ และจะต้องระมัดระวังอะไรบ้าง

คำถามดังกล่าวข้างต้นเป็นคำถามที่ดี แต่ก็เป็นคำถามที่ตอบยาก ซึ่งผมจะพยายามตอบ ทั้งนี้ต้องขอออกตัวก่อนเลย ว่า เป็นความพยายามคาดการณ์ภายใต้สภาวการณ์ที่มีความไม่แน่นอนสูงมาก ดังนั้น จึงจะเกิดความผิดพลาดได้โดยง่าย จึงขอให้ท่านผู้อ่านนำไปใช้เป็นข้อมูลประกอบ และนำไปคิดพิจารณาต่อไปอีก และติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดครับ

ความตกต่ำทางเศรษฐกิจในปีหน้านั้น รุนแรงมาก เพราะเศรษฐกิจโลกในปีนี้และปีก่อนๆ ขยายตัวประมาณ 4% แต่ในปีหน้านี้ จะขยายตัวประมาณ 2% แปลว่าหากปีนี้ยากลำบากเท่าใด ปีหน้าก็ยากลำบากเป็นเท่าตัว ในกรณีของไทยนั้นปัจจัยพื้นฐานอยู่ในเกณฑ์ดีไม่มีปัญหา ดังนั้น เศรษฐกิจที่ขยายตัวปีนี้ 4.5% ก็จะลดลงเหลือ 3% ตามการคาดการณ์ของภัทร

ชีวิตของเราในเชิงเศรษฐกิจในปี 2009 จะแจ่มใสน้อยกว่าปีนี้อย่างมีนัยสำคัญ ส่วนคำถามว่าเศรษฐกิจจะตกต่ำยาวนานเพียงใด ก็อาจตอบได้ว่า โดยปกติแล้วเศรษฐกิจ จะตกต่ำลงประมาณ 1 ปี และใช้เวลาอีก 1 ปีที่จะฟื้นตัวกลับสู่สภาวะปกติ

ดังนั้น เศรษฐกิจโลกที่เริ่มชะลอตัวลงในไตรมาส 2 ของปีนี้ จึงน่าจะถึงจุดตกต่ำในกลางปีหน้า แต่เนื่องจากวิกฤติสถาบันการเงินที่รุนแรงอย่างมาก เป็นสาเหตุหลักของความตกต่ำของเศรษฐกิจครั้งนี้ จึงเชื่อได้ว่า เศรษฐกิจจะดิ่งลงอย่างรุนแรงและรวดเร็ว (กล่าวคือ ชะลอตัวลงอย่างมากใน 2 ไตรมาสข้างหน้า) และติดหล่มอยู่ที่ระดับต่ำยาวนานอีก 2-3 ไตรมาส (ถึงไตรมาส 3 ของปี 2009)

แล้วจึงค่อยๆ ฟื้นตัวอย่างช้าๆ ในอีก 12-18 เดือนข้างหน้า แปลว่าเศรษฐกิจจะดูเหมือนตกหน้าผาในไตรมาส 4 ปีนี้และไตรมาส 1 ปีหน้า ต่อมาก็จะติดหล่มอยู่อีกเต็มปี 2009 ต่อไปถึงต้น/กลางปี 2010 แล้วจึงค่อยๆ ฟื้นตัวตั้งแต่กลางปี 2010 เป็นต้นไป แปลว่าภาวะตกต่ำทางเศรษฐกิจครั้งนี้ อาจจะยาวนานถึง 24 เดือน หรือ 2 เท่าของการถดถอยทางเศรษฐกิจปกติ

คำถามต่อมา คือ จะทราบได้อย่างไรว่าเศรษฐกิจโลกถึงจุดต่ำสุด และกำลังจะฟื้นตัวแล้ว คำตอบ คือ ให้ดูตลาดหุ้น เพราะเมื่อใดที่นักลงทุนเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจใกล้จะฟื้นตัว ราคาหุ้นจะปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ เพราะตลาดหุ้นจะพยายามคาดการณ์อนาคตอีก 6-12 เดือนข้างหน้า รออยู่ตลอดเวลา

แต่หากจะพยายามดูเงื่อนไขการฟื้นตัว ที่เฉพาะเจาะจงกับวิกฤติสถาบันการเงินครั้งนี้ คำตอบก็จะมีความสลับซับซ้อนอีกระดับหนึ่ง กล่าวคือ จะเริ่มต้นจากการทำความเข้าใจร่วมกันก่อนว่า ต้นตอของวิกฤติเศรษฐกิจครั้งนี้คือ ความเข้าใจผิดคิดว่า ตราสารทางการเงินต่างๆ ที่สถาบันการเงินสร้างขึ้นจำนวนมหาศาลนั้น มีมูลค่าสูงมาก

ทุกคนที่ถือตราสารต่างๆ จึงเข้าใจผิดคิดว่าตัวเองร่ำรวย แต่ข้อเท็จจริง คือ ตราสารทางการเงินต่างๆ ที่ถือกันอยู่นั้น แทบจะไม่มีค่าอะไรเลย อาทิเช่น หุ้นในสถาบันการเงิน ก็ปรับตัวลดลงไปแล้ว 60-70% ส่วนตราสารหนี้นั้น ในบางกรณี ก็ลดลงเหลือไม่ถึง 10% ของราคาเดิม

ทำให้ความมั่งคั่งลดลงไปหลายสิบล้านล้านดอลลาร์ กล่าวโดยสรุปคือ ทุกๆ คนในโลกนี้ ยากจนลงอย่างมาก โดยเฉพาะในยุโรปและอเมริกา เมื่อเป็นเช่นนั้น ปริมาณการผลิตสินค้าและบริการที่ผ่านมาก็เป็นการผลิตที่สูงเกินความต้องการระยะยาว จึงจะต้องมีการลดการผลิตลง นั่นคือ จะต้องมีการปลดคนงานตามมาอีกระลอกหนึ่ง

แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือ ความตกต่ำของสถาบันการเงินและการด้อยค่าของตราสารทางการเงินนั้น ยังมิได้สะสางกัน แปลว่าหลายคนยังไม่ทราบว่า ตัวเองจะจนลงมากเพียงใด ความเป็นเจ้าหนี้กับความเป็นลูกหนี้สุทธินั้น ได้เปลี่ยนแปลงไปมากน้อยเพียงใด ความไม่รู้ดังกล่าวนี้ ทำให้ต้องพะวงกับการสะสางหนี้สิน

และเมื่อไม่แน่ใจในสถานะทางการเงิน ก็จะไม่ยอมใช้จ่ายบริโภคตามปกติ จนกว่าจะสามารถรับรู้สถานะที่แท้จริงของตัวเองได้ ยกตัวอย่างเช่น ในสหรัฐอเมริกาประมาณการว่า ปัจจุบัน (สิ้นไตรมาส 3) มีบ้านที่ถูกยึดโดยธนาคารไปแล้ว 265,000 หลัง แต่ยังมีบ้านที่ธนาคารกำลังเจรจายึด (หรือยืดหนี้) อยู่อีก 565,000 หลัง

ที่สำคัญ คือ ยังมีบ้านอีก 2.2 ล้านหลังที่เจ้าของบ้าน (ลูกหนี้) ขาดการผ่อนหนี้ 60 วัน หรือนานกว่านั้น ธนาคารต่างๆ จะต้องพยายามสะสางหนี้ตรงนี้ให้คืบหน้าก่อน ราคาบ้านโดยรวม จึงจะหยุดไหลลง ซึ่งเสถียรภาพของราคาอสังหาริมทรัพย์ น่าจะเกิดขึ้นได้ในครึ่งหลังของปีหน้า ซึ่งราคาของอสังหาริมทรัพย์ จะมีผลต่อการสะสางหนี้สินของตราสารหนี้ประเภทซีดีโอด้วย

นอกจากนั้น ก็ยังมีตราสารอนุพันธ์ค้ำประกันหนี้เสียหรือซีดีเอส ที่มีมูลค่าสูงถึง 62 ล้านล้านดอลลาร์ ก่อนวิกฤติสถาบันการเงิน จะปะทุขึ้นในปลายปี 2007 ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ที่จนทำให้สถาบันการเงินขนาดใหญ่อย่างเลแมน บราเดอร์ส ต้องล่มสลาย

และบริษัทประกันภัยยักษ์ใหญ่ คือ เอไอจีของสหรัฐ ก็ประสบปัญหาจากอนุพันธ์ดังกล่าว จนต้องขอรับความช่วยเหลือจากรัฐบาลสหรัฐเป็นมูลค่ารวมทั้งสิ้น 150,000 ล้านดอลลาร์ ประเด็นสำคัญ คือ การสะสางอนุพันธ์ดังกล่าว ซึ่งเดิมหลายคนเกรงว่า จะทำได้ยากและยืดเยื้อ แต่มีแนวโน้มว่าอาจจัดการให้สำเร็จได้รวดเร็วและเรียบร้อยดีเกินกว่าคาด

อาทิเช่น กรณีของเลแมน บราเดอร์ส ที่มีซีดีเอสมูลค่าหลายแสนล้านดอลลาร์ แต่เมื่อมีการชำระบัญชี พบว่าต้องจ่ายเงินเพื่อชดใช้ความเสียหายสุทธิเพียง 6 พันล้านดอลลาร์เท่านั้น การจัดการปรับมูลค่าของสินเชื่อและตราสารหนี้ ตลอดจนการทำให้เกิดความชัดเจนว่าใครจนลงมากเท่าไร

และใครเป็นเจ้าหนี้/ลูกหนี้ใครนั้น เป็นกระบวนที่จะต้องดำเนินการให้เกิดความชัดเจนว่า ความมั่งคั่งของประชาชน (โดยเฉพาะในสหรัฐและยุโรป) นั้น จะต้องปรับลดลงมากน้อยเพียงใด หากต้องใช้เวลานานมากเท่าใด ก็จะทำให้การจับจ่ายใช้สอยชะงักงันนานเท่านั้น

เพราะหากไม่สามารถทำให้เกิดความชัดเจนได้ว่าความมั่งคั่ง (wealth) มีอยู่มากน้อยเพียงใด เศรษฐกิจก็จะไม่สามารถกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้ การคาดการณ์เบื้องต้นนั้น เชื่อว่ากระบวนการปรับตัวดังกล่าว คงจะต้องใช้เวลาประมาณ 2-3 ปี (แต่อาจสามารถจัดการกับปัญหาหลักๆ ได้ภายใน 1-2 ปี)

ทั้งนี้ ธนาคารกลางอังกฤษคาดว่า สถาบันการเงินสหรัฐและยุโรป จะได้รับความเสียหายและต้องเพิ่มทุนทั้งสิ้นประมาณ 2.8 ล้านล้านดอลลาร์ (ประมาณ 10% ของจีดีพีของยุโรปและอเมริกา) และไอเอ็มเอฟคาดการณ์ว่า สถาบันการเงินของยุโรปและอเมริกา จะต้องลดมูลค่าสินทรัพย์ (รวมทั้งการปล่อยสินเชื่อ) ลงประมาณ 10 ล้านล้านดอลลาร์

แปลว่าเมื่อแก้ปัญหาได้จนหมดแล้ว สถาบันการเงิน จะมีขนาดลดลงและการปล่อยสินเชื่อจะกระทำอย่างระมัดระวัง

ที่มา - กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ 

โดย: 
ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

บทความ

อ่านบทความย้อนหลังทั้งหมด

กลุ่มศึกษาทฤษฎี

รวมเว็บไซต์น่าสนใจ

ล็อกอิน หรือ สมัครสมาชิก เพื่อเสนอความเห็นหรือตั้งกระทู้