สภาวะถดถอยของเศรษฐกิจโลก : ผลกระทบต่อประเทศไทย
วิกฤติสถาบันการเงินที่เกิดขึ้น กำลังส่งผลกระทบที่รุนแรง กับเศรษฐกิจของประเทศชั้นนำของโลก เช่น เศรษฐกิจสหรัฐหดตัว 0.3% ในไตรมาส 3 และคาดว่าจะหดตัว 3.0% ในไตรมาส 4 ของปี 2008 ในขณะที่ยุโรปโดยรวม ก็น่าจะเผชิญกับปัญหาเดียวกัน
คือเศรษฐกิจเข้าสู่สภาวะถดถอยเต็มรูปแบบ ตามคำนิยามของความตกต่ำทางเศรษฐกิจ คือเศรษฐกิจหดตัวติดต่อกัน อย่างน้อยสองไตรมาส สำหรับญี่ปุ่นนั้น เศรษฐกิจหดตัวติดต่อกันไปแล้วตั้งแต่ไตรมาส 2 ของปีนี้ เช่นเดียวกับประเทศใกล้เคียงไทยคือสิงคโปร์ นอกจากนั้น ก็เชื่อได้ว่าจะมีอีกหลายประเทศกำลังพัฒนาที่มีความเสี่ยงสูงที่ จะเข้าสู่สภาวะถดถอย
เช่น ปากีสถาน ไอซ์แลนด์ และยูเครนที่เศรษฐกิจขาดเสถียรภาพอย่างมากและต้องเข้าสู่โปรแกรมฟื้นฟูเศรษฐกิจของไอเอ็มเอฟไปเรียบร้อยแล้ว จะเห็นได้ว่าภาวะตกต่ำทางเศรษฐกิจของโลกครั้งนี้มีความรุนแรงและแพร่ขยายไปอย่างมาก จึงสรุปได้ว่า เศรษฐกิจโลกในปีนี้น่าจะขยายตัว 3.7% ซึ่งต่ำกว่าเกณฑ์ปกติเล็กน้อย (ปกติประมาณ 4.0-4.5%)
เพราะได้รับผลกระทบจากวิกฤติสถาบันการเงินตอนปลายปี แต่สำหรับปี 2009 นั้นเศรษฐกิจโลกอาจขยายตัวเพียง 2.0% หรือต่ำกว่าก็เป็นไปได้ สำหรับผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยนั้น ภัทรเชื่อว่าเศรษฐกิจไทย จะขยายตัวลดลงเหลือ 3.3% ในปี 2009 จากการขยายตัว 4.5% ในปีนี้ โดยได้เริ่มเห็นการชะลอตัวของเศรษฐกิจในไตรมาส 3 ที่ขยายตัวเพียงร้อยละ 4
และคาดว่าจะเห็นการชะลอตัวอย่างรุนแรงในไตรมาส 4 ของปีนี้ ทั้งนี้เป็นผลมาจากทั้งการเมืองภายในประเทศและผลกระทบจากความตกต่ำของเศรษฐกิจโลก ซึ่งผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกนั้นสามารถเกิดขึ้นได้จาก 4 ช่องทาง คือ
1. การตกต่ำของตลาดหุ้น เพราะนักลงทุนต่างชาติ จำต้องขายหุ้นไทยเพื่อนำเงินสดกลับไปเพิ่มสภาพคล่องของตนเองในยุคที่สภาพคล่องขาดแคลนและ/หรือคืนเงินให้แก่ผู้ถือหน่วยลงทุนที่ ต้องการลดการลงทุน
ความตกต่ำของราคาหุ้นนี้ มีผลกระทบหลักคือทำให้บริษัทที่อยู่ในตลาดหลัก ทรัพย์ ไม่สามารถเพิ่มทุนได้ ทำให้การระดมทุนเพื่อขยายกิจการไม่สามารถกระทำได้ ส่งผลให้การลงทุนโดยรวมของประเทศลดลงและการขยายตัวทางเศรษฐกิจต้องลดลงไปด้วย
2. การปรับลดลงของการส่งออก ซึ่งเป็นหัวจักรขับเคลื่อนการขยายตัวของเศรษฐกิจโดยรวมในช่วงที่ผ่านมา โดยเกือบครึ่งหนึ่งของการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยในปี 2008 นั้น มาจากการส่งออกสุทธิ ทั้งนี้ในปี 2009 การส่งออกคิดเป็นดอลลาร์ คาดว่าจะขยายตัวลดลงจากร้อยละ 19 เหลือเพียง 7% หรือต่ำกว่านั้นได้
3. การปรับลดลงของราคาสินค้าเกษตร ตามทิศทางการปรับลงอย่างรุนแรงของราคาน้ำมัน ซึ่งจะกระทบกับรายได้เกษตรกร เช่น ราคาข้าวในตลาดต่างประเทศ ลดลงจากจุดสูงสุดที่ 1,000 เหรียญต่อตัน เมื่อกลางปีมาอยู่ที่ 700 เหรียญในปลายปี 2008
นอกจากนั้นราคายางพารา ข้าวโพด น้ำตาล มันสำปะหลัง ก็ปรับตัวลดลง 20-40% เช่นกัน อย่างไรก็ดีราคาสินค้าเกษตรในปัจจุบันยังอยู่ที่ระดับสูงกว่าที่เคยตกต่ำใน อดีตอย่างมาก เช่น ราคาข้าวนั้นเคยอยู่ที่ระดับ 200-400 เหรียญต่อตันอยู่หลายปี
4. วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ที่มักจะมีภูมิต้านทานกับเศรษฐกิจขาลงต่ำกว่าบริษัทขนาดใหญ่ ทำให้ได้รับผลกระทบมากกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเรื่องของสภาพคล่องทางการเงิน เพราะธนาคารพาณิชย์ย่อมจะระมัดระวัง การปล่อยกู้ให้กับธุรกิจเอสเอ็มอีในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ทั้งนี้น่าจะรวมไปถึงการปล่อยสินเชื่อให้กับผู้บริโภคด้วย โดยเฉพาะสินเชื่อบัตรเครดิตที่ไม่มีหลักประกัน
จะเห็นได้ว่าผลกระทบจากการถดถอยของเศรษฐกิจโลกครั้งนี้ แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงจากผลกระทบที่เกิดขึ้นในวิกฤติเศรษฐกิจไทยเมื่อปี 1997 ในครั้งนั้น ธุรกิจไทยและสถาบันการเงินไทยกู้ยืมเงินเป็นจำนวนมากทั้งในและนอกประเทศ นอกจากนั้นประเทศไทยโดยรวม ก็ยังใช้จ่ายเกินตัว เห็นได้จากการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดสูงถึง 8.5% ของจีดีพี
สิ่งที่ตามมาหลังการเข้าสู่กระบวนการของไอเอ็มเอฟคือ การปรับลดค่าเงินบาทอย่างรุนแรงจาก 25 บาทต่อ 1 เหรียญสหรัฐ เป็น 50 บาทต่อ 1 เหรียญสหรัฐ ประกอบกับการปรับขึ้นดอกเบี้ยและภาษี ซึ่งทำให้บริษัทขนาดใหญ่และสถาบันการเงินของไทย ได้รับความเสียหายอย่างหนัก แต่ภาคที่ได้ประโยชน์อย่างเต็มที่คือการส่งออก
(โดยเฉพาะสินค้าเกษตรและสินค้าอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเป็นจำนวนมาก เช่น สิ่งทอ รองเท้า ของเล่นเด็ก ฯลฯ) และการท่องเที่ยว โดยจะเห็นได้ว่าวิกฤติเศรษฐกิจในปี 1997 นั้น ปัญหาการว่างงานไม่มากนัก เพราะส่วนใหญ่ของคนตกงาน ได้เข้าสู่ภาคการเกษตร ซึ่งสามารถรองรับได้จำนวนมาก ขณะที่บางส่วนซึ่งเป็นแรงงานที่มีการศึกษาระดับหนึ่ง ก็สามารถใช้เวลาในการปรับตัวและเข้าสู่อุตสาหกรรมอื่นที่ได้รับผลกระทบน้อย คนที่จะถูกกระทบมากคือเจ้าของธุรกิจที่มีการลงทุนและหนี้สินสูง ทำให้ผลกระทบในเชิงสังคมไม่มากนัก
แต่การถดถอยของเศรษฐกิจโลกในครั้งนี้ จะส่งผลกระทบโดยตรง ต่อคนระดับรากหญ้าและผู้ที่รับเงินเดือนและบริษัทขนาดกลางและขนาดย่อมที่จ้างแรงงานเป็นจำนวนมาก จึงมีความเป็นไปได้สูงว่า แม้ว่าจีดีพี ในปีหน้าจะยังขยายตัวได้ประมาณ 3% แต่ความเดือดร้อนของคนระดับล่างจะมีมากกว่าที่เกิดขึ้นในปี 1998 ซึ่ง จีดีพี ติดลบถึง 10%
ข้อสรุปความตกต่ำทางเศรษฐกิจโลกครั้งนี้ คือ การตกต่ำของอุปสงค์ (กำลังซื้อ) ในตลาดโลก ทำให้สินค้าส่งออกและสินค้าเกษตรได้รับผลกระทบเป็นหลัก ซึ่งจะกระทบกระเทือนกับคนงานและเกษตรกร เพราะรายได้ของคนกลุ่มนี้ลดลง แต่จะไม่ทำให้บริษัทขนาดใหญ่หรือสถาบันการเงินของไทยได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง
หากจะมีปัญหาบ้าง ก็จะเป็นบริษัทขนาดกลางและขนาดย่อม ที่จะต้องเผชิญกับการขาดแคลนของสินเชื่อและกำลังซื้อ จนกระทั่งอาจล้มละลายได้ ส่วนแนวทางแก้ไขนั้น จะต้องทำอย่างทันท่วงทีเพราะความตกต่ำทางเศรษฐกิจกำลังเกิดขึ้นอย่างฉับพลันคือ จะตกต่ำอย่างรุนแรงในไตรมาส 4 ของปีนี้ต่อเนื่องไปถึงกลางปี 2009
และในความเห็นของผมนั้น สองมาตรการหลักที่น่าจะสามารถช่วยลดผลกระทบได้ คือ
1. กระตุ้นกำลังซื้อภายในได้อย่างทันท่วงที โดยการลดภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นการชั่วคราว 1 ปี จาก 7% เป็น 4% ซึ่งจะทำให้ผู้ผลิตมีความหวังที่จะสามารถกระตุ้นยอดขาย โดยกำลังซื้อจะไม่รั่วไหล แตกต่างจากการทำโครงการขนาดใหญ่ที่ต้องใช้เวลาและโอกาสรั่วไหล (ทุจริต) สูง ซึ่งรัฐบาลอาจจะต้องสูญเสียภาษีประมาณ 70,000-80,000 ล้านบาท แต่ก็น่าจะทำให้กำลังซื้อเพิ่มขึ้นทดแทนได้ และน่าจะช่วยให้ธุรกิจปิดตัวน้อยลง จนกระทั่งการปลดคนงานลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งจะช่วยลดภาระความช่วยเหลือของรัฐบาลในด้านอื่น
2. การอุดหนุนการปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้กับรัฐวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม นอกจากนั้นหากรัฐบาล จะไม่เน้นความพยายามควบคุมราคาสินค้า (เพราะอัตราเงินเฟ้อก็กำลังปรับลดลงอยู่แล้ว) ก็ช่วยให้ผู้ผลิตสามารถปรับราคาสินค้าขึ้นและลงได้อย่างมีความยืดหยุ่นและมีประสิทธิภาพ ทำให้ไม่ต้องหันมาปรับต้นทุนต่างๆ รวมทั้งเงินเดือนพนักงานจนมากมายเกินไปครับ
ที่มา - กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์
เรื่องจากคอลัมน์ล่าสุด
ศึกษาวัตถุนิยมวิภาษ บทที่ 3 ความเกี่ยวพันทั่วไปของโลกวัตถุ
เขียนโดย ไท เมื่อ 20 มกราคม, 2012 - 00:59 tags:1. จินตภาพของความเกี่ยวพันที่มีลักษณะทั่วไปของโลกวัตถุ
2.ความเกี่ยวพันระหว่างเหตุกับผล
3. ความเกี่ยวพันระหว่างความบังเอิญกับความแน่นอน
4. ความเกี่ยวพันระหว่างความเป็นไปได้กับความเป็นจริง
5. ความเกี่ยวพันระหว่างรูปแบบกับเนื้อหา
6. ความเกี่ยวพันระหว่างธาตุแท้กับปรากฎการณ์
ลบล้างผลรัฐประหาร 49 แก้ไข ม.112 เยียวยาผู้เสียหายและจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่
เขียนโดย admin เมื่อ 20 September, 2011 - 23:54 tags:กองบรรณาธิการได้พิจารณาแถลงการณ์คณะนิติราษฎร์ เนื่องในโอกาสครบรอบ ๑ ปีนิติราษฎร์ เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2554 ขอสนับสนุนข้อเสนอ 4 ข้อในแถลงการณ์ดังกล่าว ดังนี้
กสทช.ใหม่คือ ตัวแทนของอภิชน
เขียนโดย admin เมื่อ 5 September, 2011 - 22:35 tags:มติชนรายงานข่าวว่า วุฒิสภาเลือก 11 กสทช.ใหม่แล้ว แต่ทว่า ผลการเลือกตั้ง กสทช. จากวุฒิสภาชุดนี้ สรุปได้คำเดียวว่า น่าผิดหวังยิ่งนัก
ดังภาษิตที่ว่า " งาช้างไม่อาจงอกออกจากปากของสุนัข" ฉันใด
กสทช.ที่มาจากการเลือกของวุฒิสภาที่สมาชิกมาจากการสรรหาของพวกอภิชนถึงครึ่งหนึ่ง ย่อมถูกครอบงำด้วยตัวแทนของอภิชน ฉันนั้น
บทความ
ข่าวน่าสนใจ
นักวิชาการเหนือ-อีสาน-ใต้ เสนอผลสรุปวิจัย พลเมืองไทยต้องการประชาธิปไตย 100 เปอร์เซ็นต์
เขียนโดย admin เมื่อ 8 กุมภาพันธ์, 2012 - 23:13 tags:
วันที่ 8 ก.พ. 2555 โครงการสร้างสำนึกพลเมืองเพื่อส่งเสริมประชาธิปไตยและธรรมาภิบาลในท้องถิ่น จัดการสัมมนาสรุปผลการวิจัย ซึ่งทำการวิจัยในพื้นที่อิสาน ได้แก่ เชียงใหม่ ลำพูน พิษณุโลก พิจิตร สุโขทัย ขอนแก่น กาฬสินธุ์ มหาสารคาม อุบลราชธานี อำนาจเจริญ ศรีสะเกษ และยะลา
เกษียร เตชะพีระ : ปรีดี พนมยงค์ กับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
เขียนโดย admin เมื่อ 5 กุมภาพันธ์, 2012 - 15:42 tags:3 ก.พ. 55 เกษียร เตชะพีระ อภิปรายในงาน “ปรีดี พนมยงค์ กับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์" จัดโดย วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ ที่ มธ. ท่าพระจันทร์
วรเจตน์ ภาคีรัตน์ : ชี้แจงกรณีคณะผู้บริหาร มธ.ห้ามเคลื่อนไหว แก้ไข ปอ ม.112 ใน มธ.
เขียนโดย admin เมื่อ 5 กุมภาพันธ์, 2012 - 15:28 tags:3 กพ.2555 วรเจตน์ ภาคีรัตน์ ชี้แจงกรณีคณะผู้บริหาร มธ.ห้ามเคลื่อนไหว แก้ไข ปอ. ม.112 ใน มธ.ในรายการคมชัดลึก โดย จอมขวัญ หลาวเพ็ชร์

