สังคมไทยกับสถานการณ์ยุคตุลาการภิวัฒน์ และรัฐธรรมนูญ 2550
เอกสารฉบับนี้ มีจุดมุ่งหมายเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการวิเคราะห์สถานการณ์ประเทศไทย ที่พัฒนาจาก รัฐประหารปี 2549 จนได้รัฐธรรมนูญปี 2550 ฉบับคมช.และรัฐบาลพรรคพลังประชาชนมีอายุ 5 เดือน
ขณะนี้ก็มีปรากฏการณ์ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ดังเช่นในปี 2549 อันเป็นเหตุการณ์ก่อนรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 มีคดีหมิ่นพระมหากษัตริย์เกิดขึ้นเช่นเดิม แต่เพิ่มเติมด้วย ปรากฏการณ์ชาตินิยมคลั่งชาติ ในกรณีปราสาทพระวิหาร ปรากฎการณ์ตุลาการภิวัฒน์ และปรากฏการณ์ประชาธิปไตย 70:30 ของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยให้เป็น การเมืองใหม่ฉบับพันธมิตรฯ
นับว่าการต่อสู้ทางการเมืองเพื่อช่วงชิงอำนาจรัฐนั้น นับจากปี 2544 มาจนถึงปัจจุบัน ยังเป็นเรื่องเดิม เรื่องเดียวกัน แต่มีตัวละครและเรื่องราวเพิ่มเติมเข้ามาร่วมส่วนมากขึ้น
ระยะเวลา 7 ปีมานี้ ยังเป็นเรื่องราวระยะใกล้ที่เราสัมผัสได้ แต่เพื่อเข้าใจปัญหาอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น ประการแรก ควรจะพิจารณาความต่อเนื่องของการต่อสู้ทางการเมืองการปกครองนับแต่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปีพ.ศ.2475 เป็นลำดับมา จึงจะเข้าใจกระบวนแถวและเครือข่าย กลุ่มคนต่างๆ ของพลังอนุรักษ์นิยม
ทั้งในแง่ความคิด อุดมการณ์ เครื่องไม้เครื่องมือในปฏิบัติการเป็นจริงยาวนานหลายทศวรรษ เพื่อรักษาอำนาจของกลุ่มตนไว้ให้นานที่สุดและมีโอกาสเติบใหญ่ได้ ด้วยวิธีการหลายรูปแบบ และเนื้อหาที่มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผลที่สุด
การศึกษาเรื่องราวเหล่านี้ให้ จริงจัง ลึกซึ้ง จะขจัดอวิชชาของปัญญาชนและคนเคยก้าวหน้าบางส่วนที่มองไม่เห็น พลังอนุรักษ์นิยม ที่อยู่ในฐานะครอบงำสังคมไทย ในส่วนโครงสร้างชั้นบนอย่างแน่นหนา แม้จะอยู่ในยุคทุนนิยมโลกาภิวัตน์ และเเม้รากฐานเศรษฐกิจไทยจะเป็นทุนนิยมที่พัฒนาจากทุนนิยมกึ่งเมืองขึ้นในอดีต มาเป็นทุนนิยมบริวารในเศรษฐกิจทุนนิยมโลกาภิวัตน์แล้วก็ตาม
แต่บทบาททุนนิยมในโครงสร้างชั้นบนด้านอำนาจรัฐแท้จริงทางการเมืองการปกครอง ยังเพิ่งเริ่มต้น แย่งพื้นที่กันกับอำนาจรัฐดั้งเดิมและต่อสู้กันอย่างหนักหน่วงในทษวรรษนี้เอง
การต่อสู้เพื่อรักษาอำนาจรัฐของกลุ่มอนุรักษ์นิยม จึงมีฐานที่แข็งแกร่งและยังพัฒนามาเป็นลำดับ เพื่อรับมือกับคู่ต่อสู้ที่เข้มแข็งให้ได้และเอาชนะให้ได้ เพราะนอกจากการได้ควบคุมอำนาจรัฐแล้ว นั่นหมายถึง การรักษาและขยายอำนาจทางเศรษฐกิจของกลุ่มตนและพันธมิตรเครือข่ายต่อไปด้วย
ปัจจุบัน พลังทุนนิยมในเครือข่ายอนุรักษ์นิยมทางการเมืองไทย ยังเป็นพลังสำคัญทางเศรษฐกิจไทย ที่มีมูลค่าหลายล้านล้านบาท(ล้านสองตัวหรือตัวเลขศูนย์สิบสองตัว) ในขณะที่นิตยสารฟอร์บส์ของสหรัฐอเมริกา ได้เผยแพร่ข้อมูลบุคคลที่ร่ำรวยที่สุด 40 อันดับแรกของไทย มีทรัพย์สินรวม 25,000 ล้านดอลล่าห์อเมริกา คิดเป็นเงินไทยประมาณ 825,000ล้านบาท
ซึ่งยังไม่เท่ากองทุนเดียวของกลุ่มอนุรักษ์นิยม(ประมาณหนึ่งล้านล้านบาท)จึงไม่น่าแปลกที่พลังอนุรักษ์นิยมเก่าที่มีทั้งฐานอำนาจทางเศรษฐกิจ(ขนาดใหญ่ที่สุดของกลุ่มทุนไทย)และฐานอำนาจทางการเมืองการปกครองมั่นคงแข็งแรงในระบบอำมาตยาธิปไตย รวมทั้งรูปการจิตสำนึกแบบจารีตนิยมฝังตัวอยู่หนาแน่น เป็นทุนทางสังคมของกลุ่มอนุรักษ์นิยม
ทำให้การต่อสู้เพื่อชิงพื้นที่โครงสร้างชั้นบน จึงเป็นเรื่องที่ยากมิใช่น้อย แม้แต่สำหรับทุนนิยมนอกเครือข่ายอนุรักษ์นิยมและโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับฝ่ายประชาชน เมื่อย้อนกลับไปดูการต่อสู้เพื่อช่วงชิงอำนาจรัฐทางการเมือง การปกครอง คู่ต่อสู้ชุดแรกที่ต้องพ่ายแพ้พลังอนุรักษ์นิยมคือ ปีกซ้ายของคณะราษฎร คือ ดร.ปรีดี พนมยงค์
จากนั้นหลังรัฐประหาร พ.ศ. 2490-พ.ศ.2500 ก็เป็นพวกคณะทหารครองอำนาจ แม้จะมาจากคณะราษฎร นำโดยจอมพลป.พิบูลสงคราม ทหารอำนาจนิยม(แม้จะพยายามฟื้นฟูประชาธิปไตยในตอนปลาย) แต่รัฐประหาร พ.ศ.2500 โดยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ก็ถือเป็นการสิ้นสุดยุคสมัยคณะราษฎรโดยสิ้นเชิง
และอำนาจทหารร่วมกับกลุ่มอำนาจอนุรักษ์นิยม ครองอำนาจอย่างมั่นคงยาวนาน พร้อมทั้งจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ รื้อฟื้นจารีตประเพณีโบราณและลงหลักปักฐานอนุรักษ์นิยม ทั้งด้านอำนาจทางเศรษฐกิจ อาทิเช่น
ยกเลิกกฏหมายจำกัดการถือครองที่ดินไม่เกิน 50 ไร่ที่ออกในยุคจอมพลป.พิบูล สงคราม การให้สิทธิพิเศษแก่การผลิตอุตสาหกรรมการผูกขาดของทุนการเงิน(ธนาคาร,บริษัท เงินทุน) ทุนบริการ แก่เครือข่ายของทุนอนุรักษ์นิยม และที่สำคัญที่สุด เป็นยุคสงครามเย็นที่ชนชั้นปกครองอนุรักษ์นิยม-ทหาร ร่วมมือกับสหรัฐอเมริกาปราบปรามประชาชน
นับเป็นคู่ความขัดแย้งหลักกับฝ่ายประชาชนในประเทศ มีการปราบปรามฝ่ายประชาชนอย่างหนัก ทำให้เกิดการต่อสู้ด้วยอาวุธขึ้นมา และพัฒนาเป็นการต่อสู้ของประชาชนอันยิ่งใหญ่ในยุคสมัยนี้อันเป็นยุคสงครามเย็นของโลก นับจากนั้นแม้จะมีการเปลี่ยนแปลงขุนศึก การทำรัฐประหาร การลุกขึ้นขับไล่ทหารในปี พ.ศ.2516 ของนักศึกษาประชาชนและลงเอยก็มีรัฐประหารและปราบปรามประชาชนในปีพ.ศ.2519
ทั้งหมดนี้ก็ยังเป็นเวลาแห่งการครองอำนาจของกลุ่มอนุรักษ์นิยมร่วมกับทหารเช่นเดิม ขุนศึกคนใหม่ที่สำคัญและมีบทบาทต่อมาคือ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ซึ่งอยู่ในช่วงรอยต่อความรุนแรงของสงครามประชาชนและการปลดปล่อยประเทศ เวียตนาม ลาว กัมพูชา ในอินโดจีน
การผนึกพลังอนุรักษ์นิยมทหารและสหรัฐอเมริกา จึงเหนียวแน่นมาก พัฒนาความขัดแย้งหลักกับฝ่ายประชาชนในระดับสูงยิ่ง และคู่ต่อสู้สำคัญคือ พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย นับรวมเวลาต่อสู้ร่วมสามทศวรรษ กองกำลังอาวุธของประชาชนได้ยุติการสู้รบในที่สุด
อำนาจรัฐดั้งเดิม ทหารและมหาอำนาจโลกทุนนิยม ก็มีชัยชนะเหนือฝ่ายประชาชน และการเมืองการปกครอง ก็เป็นประชาธิปไตยครึ่งใบ(มีรูปแบบผิวเผินเป็นประชาธิปไตยบางส่วน)มีนายกรัฐมนตรีคือ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ถึง 8 ปี ไม่นับอำนาจก่อนและหลังตำแหน่งนายกฯ
ยุคใหม่ทุนนิยมโลกาภิวัตน์เบ่งบานสุดๆ ตั้งแต่ ค.ศ.1990 พ.ศ.2533 เมื่อเทคโนโลยี่สารสนเทศ โทรคมนาคม พัฒนาจนสามารถทำธุรกรรม การเงิน การค้า บนอินเตอร์เน็ตได้ และตามด้วยการเปิดเสรีการเงินไทย ฐานะทุนนิยมไทย จึงพัฒนาเป็นทุนนิยมบริวาร(ด้วยเพราะการด้อยเทคโนโลยี่ และทรัพยากรและขนาดของทุน)
การขยายตัวของทุนนิยมนอกเครือข่ายอนุรักษ์นิยม ก็เกิดขึ้นทั้งโดยการลงทุนข้ามชาติ และการไม่ถูกผูกขาดด้วยทุนธนาคารดั้งเดิม เพราะตลาดหลักทรัพย์ สามารถเป็นแหล่งระดมทุนใหม่ บทบาทการเกิดกลุ่มทุนยุคใหม่ ทั้งฐานทางเศรษฐกิจ และเข้าสู่การแสวงหาอำนาจทางการเมือง ของกลุ่มทุนใหม่ จึงเกิดขึ้นและมีพัฒนาการมาเป็นลำดับ
และผลของการที่ทุนการเงินทุนอนุรักษ์นิยมไทย เข้าสู่ทุนโลกาภิวัตน์ อย่างฮึกเหิม ในช่วงแรก รายได้และทรัพย์สินเติบโตบ้าคลั่ง เป็นฟองสบู่ เมื่อเกิดวิกฤตต้มยำกุ้งในปี 2540 จึงเป็นเวลาหายนะ เสียหายอย่างหนัก ในขณะที่กลุ่มทุนนอกเครือข่าย ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในภาคเศรษฐกิจจริง(Real Sector)ด้วยฐานเทคโนโลยี่ใหม่ เสียหายน้อยกว่ามาก
แต่กลุ่มทุนการเงินและเครือข่าย(Financial Sector)เสียหายยับเยิน ปัจจุบัน ธนาคารเอกชนในประเทศไทย ผู้ถือหุ้นหลักเป็นทุนต่างประเทศทั้งสิ้น โอกาสช่วงชิงอำนาจรัฐของทุนยุคใหม่ จึงมาพร้อมกับรัฐธรรมนูญ 2540 ที่ได้มาหลังการต่อสู้ที่ประชาชนขับไล่คณะรัฐประหาร ร.ส.ช.ในปี พ.ศ. 2535 นับเป็นการเปิดศักราชใหม่ให้กับกลุ่มทุนอื่นที่ไม่ใช่กลุ่มทุนเครือข่ายอนุรักษ์นิยม
สามารถตั้งพรรคการเมืองประสบความสำเร็จสูงสุด โค่นล้มพรรคการเมืองอนุรักษ์นิยมได้อย่างสิ้นเชิง นี่คือ คู่ต่อสู้ยุคใหม่ที่มีพลานุภาพมาก สำหรับกลุ่มอนุรักษ์นิยม อำมาตยาธิปไตย
ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ เพื่อชี้ให้เห็นความต่อเนื่องทางประวัติศาสตร์การต่อสู้ช่วงชิงอำนาจรัฐ และซึ่งบางเวลา ชนชั้นปกครองกับฝ่ายประชาชน มีกระแสสูงขึ้นมาเป็นความขัดแย้งหลัก แต่ยามที่พลังฝ่ายประชาชนอ่อนแรง และกลุ่มชนชั้นปกครองฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ไม่อาจครอบครองอำนาจรัฐได้สมบูรณ์ การต่อสู้ระหว่างชนชั้นปกครองด้วยกัน ก็ขึ้นมาเป็นด้านหลักชั่วคราว
กล่าวสำหรับกลุ่มอนุรักษ์นิยมและเครือข่ายพันธมิตรทางการเมืองทางเศรษฐกีจ ที่ยึดชนชั้นกลาง ปัญญาชน ขุนนาง เป็นกระบวนทัพใหญ่ แม้มีการทำรัฐประหาร 2549 การยึดทรัพย์ มีรัฐธรรมนูญฉบับอำมาตยาธิปไตย ก็ยังไม่อาจโค่นล้มกลุ่มคู่ต่อสู้ กลุ่มทักษิณชินวัตร ซึ่งยึดมวลชนรากหญ้าเป็นกำลัง
จึงต้องใช้เครื่องมือใหม่ อาทิเช่น ตุลาการภิวัฒน์ องค์กรอิสระ และกลับมาใช้พลังมวลชน ชนชั้นกลาง มวลชนของพรรคการเมืองอนุรักษ์นิยม ก่อการชุมนุมกดดัน ยืดเยื้อ ยาวนาน ต่อไปจนกว่าจะโค่นล้มรัฐบาลพลังประชาชนและกลุ่มทุนทักษิณชินวัตรได้สิ้นเชิง
สำหรับเนื้อหาในการใช้โค่นล้มคู่ต่อสู้ ยังเป็นเรื่องหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นสำคัญเสมอมาทุกยุค และในเวลานี้ นอกจากเรื่องราวสถาบันพระมหากษัตริย์ ก็จะมีเนื้อหาชาตินิยม ไม่ว่าจะเป็นการขายชาติ การเสียดินแดน ก็จะถูกปลุกขึ้นมาเพื่อเรียกการสนับสนุนจากประชาชนให้มากที่สุด ดังปัญหาปราสาทพระวิหาร กำลังจะบานปลายเข้าสู่เวทีสหประชาชาติ และจะยิ่งเสียหายทั้งเกียรติภูมิ ดินแดน และผลประโยชน์ของทั้งสองประเทศ
เนื้อหาที่สำคัญที่เป็นเรื่องอื้อฉาวครึกโครม ขณะนี้ก็คือ การออกแบบประชาธิปไตยใหม่ให้ ผู้แทนราษฏรมาจากการเลือกตั้ง 30% และมาจากการคัดสรรแต่งตั้ง70% จากจำนวนเต็ม100% ซึ่งโดยหลักการคือ การปฏิเสธประชาธิปไตยแบบสากล
เนื่องจากกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยและพลังอนุรักษ์นิยม ล้วนกลัวว่า ระบบเสรีประชาธิปไตยที่มีการเลือกตั้งทั่วไป จะเป็นเหตุให้ถูกแย่งชิงอำนาจรัฐจากกลุ่มทุนนิยมอื่นนอ ก เครือข่ายอนุรักษ์นิยมได้ ดังที่ผลการเลือกตั้งสามครั้งที่ผ่านมา พรรคประชาธิปัตย์ ไม่อาจเอาชนะกลุ่มทุนไทยรักไทยเดิมของทักษิณ ชินวัตร
นี่เอง จึงจำเป็นต้องออกแบบประชาธิปไตยแบบเหลือเชื่อขึ้นมาในพ.ศ.นี้ ซึ่งควรเป็นการออกแบบเมื่อพันปีก่อน ยังไม่พอ สนธิลิ้มทองกุล ยังเสนอว่า อนุญาตให้ทหารออกมาทำรัฐประหารได้ในเงื่อนไขสี่ประการคือ
1. สถาบันพระมหากษัตริย์ถูกหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
2. มีเจตนาจะโค่นล้มสถาบันพระมหากษัตริย์
3. มีการฉ้อราษฏร์บังหลวง
4. มีการยกอธิปไตยให้กับต่างชาติ
(ซึ่งทุกข้อมีประมวลกฎหมายอาญาลงโทษอย่างรุนแรงอยู่แล้ว)
จะเห็นได้ว่า ข้อเรียกร้องให้กองทัพทำรัฐประหารได้ ก็ใช้เนื้อหาแบบเดิมที่ทำให้ทหารก่อรัฐ ประหารมาถึงกว่า 20 ครั้ง ฉีกรัฐธรรมนูญ กว่า 14 ฉบับ เมื่อนับจากปี พ.ศ.2475เป็นต้นมา
นี่เป็นการเปิดเผยเจตนารมณ์ของกลุ่มพันธมิตรและกลุ่มอนุรักษ์นิยม ปัญญาชน ขุนศึกขุนนาง โดยไม่สะทกสะท้าน ไม่ปิดบังอำพรางธาตุแท้ของกลุ่มตน
ข้อเสนอนี้ร้ายกาจกว่ายุครัฐบาลธานินทร์กรัยวิเชียร เมื่อหลัง 6 ตุลา 2519 ที่เสนอให้เวลาพัฒนาการเมือง12 ปี ก่อนที่จะให้มีประชาธิปไตยสมบูรณ์ในประเทศไทย เป้าหมายของสังคมไทยในอุดมคติของคนเหล่านี้ก็คือ อำนาจรัฐและอธิปไตยยังอยู่กับอภิชนอนุรักษ์นิยมส่วนหนึ่งและเป็นของประชาชนทั่วไปอีกส่วนหนึ่ง
รูปธรรมคือ การคัดสรร 70 เลือกตั้ง 30 รากเง่าทางทฤษฏีของมันก็คือ ปฏิเสธประชาธิปไตยแบบสากล อันเป็นระบบเสรีประชาธิปไตยและรูปแบบเลือกตั้ง
ในส่วนพวกอนุรักษ์นิยมนั้น จะเสนอ “ ประชาธิปไตยแบบไทยไทย ”ก็มีลักษณะสืบทอดมาจาก “ราชาธิปไตย”กล่าวคือ อำนาจอธิปไตยที่พระราชทานมาให้แก่ปวงชนชาวไทยนั้น ควรมีเงื่อนไขให้อภิชนและเครือข่ายอนุรักษ์นิยม ยังคงยึดกุมอำนาจรัฐอยู่ โดยเปิดโอกาสให้ผู้แทนราษฎรจากการเลือกตั้งมีจำนวนและมีอำนาจจำกัด ซึ่งเนื้อหารัฐธรรมนูญ2550 ก็ได้สะท้อนแนวคิดเช่นนี้
จะเห็นได้จากการลดอำนาจนักการเมือง พรรคการเมือง วุฒิสมาชิก โดยให้มาจากการคัดสรร องค์กรอิสระมาจากการคัดสรร ตุลาการมีอำนาจมากขึ้น แต่นี่ ก็ยังไม่เพียงพอ จึงเป็นที่มาของระบบ 70:30(คัดสรรหรือแต่งตั้ง70เลือกตั้ง30)และการอนุญาตให้ทำรัฐประหารได้เสมอ เมื่อกองทัพเห็นควรตามเงื่อนไขที่ได้กล่าวมาแล้ว(เพราะตีความอย่างไรก็ได้ สามารถเข้าเงื่อนไขได้เสมอ)
รากเหง้าความคิดนี้หาได้มาจากกลุ่มอนุรักษ์นิยมเพียงสายเดียวเท่านั้น แต่ยังมีที่มาจากขบวนการลัทธิประชาธิปไตยของประเสริฐทรัพย์สุนทร ที่พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ นำเสนอทฤษฎีประชาธิปไตยจากเบื้องบน ประชาธิปไตยแบบเอเชีย ด้วยวาทกรรม ล้มปืน ล้มทุน ล้มเจ้า เพื่อโจมตีกลุ่มที่ยึดถือประชาธิปไตยจากประชาชนเบื้องล่าง
ยิ่งกว่านั้น ปัญญาชนที่เป็นนักรัฐศาสตร์จำนวนไม่น้อย ก็พากันนำเสนอ ระบบประชาธิปไตยที่ดีของโสเครติส สนับสนุนโดยเพลโต้ อริสโตเติ้ล (ประชาธิปไตยของกรีกในยุคทาส) ซึ่งถือว่า ระบบการปกครองที่ดีนั้น ต้องแบ่งอำนาจให้คนกลุ่มต่างๆ ที่เรียกว่า โพลิตี้ (Polity)
คือให้กษัตริย์ พวกอภิชน ขุนนาง ขุนศึกและประชาชน(เฉพาะที่เป็นเสรีชนเท่านั้น ไม่ใช่คนที่เป็นทาส) เป็นการแบ่งอำนาจสามส่วน และถือว่า ระบบที่เลวคือระบบที่ให้อำนาจส่วนเดียว ซึ่งหมายถึงประชาธิปไตยที่อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน เพราะจะถูกพวกอภิชนคัดค้านนั่นเอง
ไม่น่าเชื่อว่า แนวคิดนี้ จะเกิดขึ้นจริงในปัจจุบัน อันเป็นยุคที่เศรษฐกิจเป็นทุนนิยมโลกาภิวัตน์ โลกไร้พรมแดน การเมืองการปกครองส่วนใหญ่ ก็เป็นเสรีประชาธิปไตยและบางส่วนได้เป็นสังคมนิยม แต่ประชาธิปไตยยุคทาส ยุคศักดินา ยังถูกนำเสนอในยุคนี้ พ.ศ.2551ในประเทศไทย
กล่าวโดยสรุป การพิจารณาสถานการณ์ วิเคราะห์ความขัดแย้งนั้น ควรที่จะ
1.เริ่มต้นจากข้อมูล ที่จะต้องทั้งทันเหตุการณ์ กว้างขวางและลึกซึ้ง เพราะมีงานวิเคราะห์ วิจัยมากมายให้ค้นคว้า
2. ศึกษาพัฒนาการอย่างต่อเนื่องของการต่อสู้เพื่อแย่งชิงอำนาจรัฐไทย ทั้งในยามที่ฝ่ายประชาชนอยู่ในกระแสสูงและตกต่ำ เจาะลึกถึงบทบาทกลุ่มอนุรักษ์นิยมที่ต่อสู้มายาวนาน ทุกยุคทุกสมัยจากยุคคณะราษฎร มาถึงยุคสงครามประชาชน ยุคสงครามเย็นและยุคทุนนิยมโลกาภิวัตน์ถึงปัจจุบัน
3.หลีกเลี่ยงลักษณะคัมภีร์และกลไก ในการวิเคราะห์สถานการณ์และวิเคราะห์สังคมไทย ใช้รูปธรรมของประเทศไทย มาวิเคราะห์เป็นสำคัญ เพื่อยกระดับทฤษฏีจากการปฏิบัติและตรวจสอบด้วยผลของการปฏิบัติทางประวัติศาสตร์
4.นอกจากปัญหาข้อมูลและหลักทฤษฏีที่แตกต่างกันแล้ว ปัญหาผลประโยชน์และจุดยืนทางชนชั้นย่อมเป็นสิ่งชี้ขาด ฉะนั้นแม้ในหมู่ประชาชนด้วยกัน ก็จะมีความขัดแย้งกันต่อไป
24 กรกฏาคม 2551
เรื่องจากคอลัมน์ล่าสุด
ศึกษาวัตถุนิยมวิภาษ บทที่ 3 ความเกี่ยวพันทั่วไปของโลกวัตถุ
เขียนโดย ไท เมื่อ 20 มกราคม, 2012 - 00:59 tags:1. จินตภาพของความเกี่ยวพันที่มีลักษณะทั่วไปของโลกวัตถุ
2.ความเกี่ยวพันระหว่างเหตุกับผล
3. ความเกี่ยวพันระหว่างความบังเอิญกับความแน่นอน
4. ความเกี่ยวพันระหว่างความเป็นไปได้กับความเป็นจริง
5. ความเกี่ยวพันระหว่างรูปแบบกับเนื้อหา
6. ความเกี่ยวพันระหว่างธาตุแท้กับปรากฎการณ์
ลบล้างผลรัฐประหาร 49 แก้ไข ม.112 เยียวยาผู้เสียหายและจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่
เขียนโดย admin เมื่อ 20 September, 2011 - 23:54 tags:กองบรรณาธิการได้พิจารณาแถลงการณ์คณะนิติราษฎร์ เนื่องในโอกาสครบรอบ ๑ ปีนิติราษฎร์ เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2554 ขอสนับสนุนข้อเสนอ 4 ข้อในแถลงการณ์ดังกล่าว ดังนี้
กสทช.ใหม่คือ ตัวแทนของอภิชน
เขียนโดย admin เมื่อ 5 September, 2011 - 22:35 tags:มติชนรายงานข่าวว่า วุฒิสภาเลือก 11 กสทช.ใหม่แล้ว แต่ทว่า ผลการเลือกตั้ง กสทช. จากวุฒิสภาชุดนี้ สรุปได้คำเดียวว่า น่าผิดหวังยิ่งนัก
ดังภาษิตที่ว่า " งาช้างไม่อาจงอกออกจากปากของสุนัข" ฉันใด
กสทช.ที่มาจากการเลือกของวุฒิสภาที่สมาชิกมาจากการสรรหาของพวกอภิชนถึงครึ่งหนึ่ง ย่อมถูกครอบงำด้วยตัวแทนของอภิชน ฉันนั้น
บทความ
ข่าวน่าสนใจ
นักวิชาการเหนือ-อีสาน-ใต้ เสนอผลสรุปวิจัย พลเมืองไทยต้องการประชาธิปไตย 100 เปอร์เซ็นต์
เขียนโดย admin เมื่อ 8 กุมภาพันธ์, 2012 - 23:13 tags:
วันที่ 8 ก.พ. 2555 โครงการสร้างสำนึกพลเมืองเพื่อส่งเสริมประชาธิปไตยและธรรมาภิบาลในท้องถิ่น จัดการสัมมนาสรุปผลการวิจัย ซึ่งทำการวิจัยในพื้นที่อิสาน ได้แก่ เชียงใหม่ ลำพูน พิษณุโลก พิจิตร สุโขทัย ขอนแก่น กาฬสินธุ์ มหาสารคาม อุบลราชธานี อำนาจเจริญ ศรีสะเกษ และยะลา
เกษียร เตชะพีระ : ปรีดี พนมยงค์ กับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
เขียนโดย admin เมื่อ 5 กุมภาพันธ์, 2012 - 15:42 tags:3 ก.พ. 55 เกษียร เตชะพีระ อภิปรายในงาน “ปรีดี พนมยงค์ กับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์" จัดโดย วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ ที่ มธ. ท่าพระจันทร์
วรเจตน์ ภาคีรัตน์ : ชี้แจงกรณีคณะผู้บริหาร มธ.ห้ามเคลื่อนไหว แก้ไข ปอ ม.112 ใน มธ.
เขียนโดย admin เมื่อ 5 กุมภาพันธ์, 2012 - 15:28 tags:3 กพ.2555 วรเจตน์ ภาคีรัตน์ ชี้แจงกรณีคณะผู้บริหาร มธ.ห้ามเคลื่อนไหว แก้ไข ปอ. ม.112 ใน มธ.ในรายการคมชัดลึก โดย จอมขวัญ หลาวเพ็ชร์

