กษัตริย์ในโลกปัจจุบัน

tags:

เพื่อนหญิงคนหนึ่ง จากหมู่บ้านคานทองนิเวศน์ เพิ่งจะกลับจากเนปาลและภูฏาน พร้อมกับเรื่องราวและคำถามหลายประการ

เธอเล่าว่า เพราะอาการ ” จิ๊กมี่ ฟีเวอร์ ” ที่ยังไม่หาย แม้จะผ่านมาหลายปี ทำให้เธอดั้นด้นไปปีนเขาสูงถึงภูฏาน

แทนที่จะเดินทางไปแค่ซื้อของที่ระลึกชั้นดี อย่างผ้าขนสัตว์แคชเมียร์และเครื่องแกะสลักไม้ในกาฏมัณฑุ ตามที่ตั้งใจไว้แต่เดิมที่ภูฏาน

เธอได้เห็นว่าสิ่งที่เรียกว่า ดัชนีความสุขแห่งชาติ หรือ GNH นั้นเป็นอย่างไร โดยเฉพาะหลังจากที่กษัตริย์ จิ๊กมี่ วังชุก ราชาภิเษกอย่างเป็นทางการตั้งแต่กลางปีที่ผ่านมา ด้วยวัยเพียง 29 พรรษา

 

(ภาพ สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก จากวิกิพีเดีย )

สิ่งที่เธอประหลาดใจก็คือ รัฐธรรมนูญของภูฏาน เป็นรัฐธรรมนูญที่ก้าวหน้าที่สุดแห่งหนึ่งในโลก

เพราะทั้งกษัตริย์ นักการเมืองและประชาชน ต่างก็ใช้วัฒนธรรมแบบพุทธมหายาน (ศาสนาประจำชาติ)  เพื่ออยู่ร่วมกันอย่างสันติ ยุติธรรมและยั่งยืนเพื่อประโยชน์ส่วนรวมอย่างจริงจัง

เธอบอกว่า แม้จะเสียดายที่รัฐธรรมนูญของภูฏานระบุว่า พระราชินีของกษัตริย์นั้น จะต้องเป็นคนถือกำเนิดในภูฏาน หรืออาศัยอยู่ต่อเนื่องในภูฏานนานเกินกว่า 25 ปี ที่ตัดโอกาสสาวต่างชาติจากตำแหน่งดังกล่าวสิ้นเชิง แต่ก็เป็นเรื่องเข้าใจได้

ที่น่าแปลกใจก็คือ ในบัญญัติว่าด้วยพระมหากษัตริย์นั้น ภูฎานมีเงื่อนไขว่า กษัตริย์จะต้องสละราชสมบัติเมื่ออายุ ครบ 65 พรรษา(เกษียณ) เพื่อสรรหากษัตริย์พระองค์ใหม่

นอกจากนั้น ในมาตรา 20-25 ของรัฐธรรมนูญ ก็ยังมีสาระว่าด้วยกระบวนการถอดถอน หรือให้กษัตริย์ทรงสละราชสมบัติ ในกรณีละเมิดรัฐธรรมนูญหรือมีพระสุขภาพจิตบกพร่อง ซึ่งกระบวนการนี้ แสดงความเป็นนิติรัฐอย่างชัดเจน

บัญญัติรัฐธรรมนูญที่ว่ามานี้ เป็นแค่บางส่วนของความก้าวหน้าล้ำยุค ของความพยายามดัดแปลงภูฏานให้เป็นชาติ" ทันสมัย โดยไม่เป็นตะวันตก" ซึ่งไปไปตามเจตนารมณ์ของกษัตริย์ ซิงเย่ วันชุก ผู้ทรงอัจฉริยะและมีวิสัยทัศน์ยาวไกล

เพราะทรงถือว่า การเมืองคือส่วนหนึ่งของสุข/ทุกข์ของปวงชน ที่ปรากฏในดัชนีความสุขแห่งชาติ เพื่อยกระดับให้สูงขึ้นอย่างยั่งยืนและเท่าเทียมกัน โดยที่ชะตากรรมของภูฏาน ไม่ควรขึ้นกับบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ภายใต้กรอบคิดที่ว่า "ตราบใดที่ภูฏานมีกษัตริย์ที่ดี ประเทศก็ยังมีอนาคต แต่ถ้าชาติมีกษัตริย์ที่เลว ก็ต้องมีวิธีอารยะเอาออกจากตำแหน่ง"

เล่ามาถึงตอนนี้ เธอตั้งคำถามกับผมว่า กษัตริย์ในประเทศอื่น ๆ ที่อยู่ในกระแสการเปลี่ยนแปลงที่รุนแรง สามารถนำมาเทียบกับภูฏานอย่างไรได้บ้าง ?

ผมพยายามรื้อฟื้นความทรงเก่า จากที่เคยเล่าเรียนและค้นคว้ามา เริ่มตั้งแต่สถานะของสถาบันพระมหากษัตริย์ ในยุคโบราณของชนเผ่าแอซเต็กใน เม็กซิโก ก่อนยุคโคลัมบัส ซึ่งกษัตริย์มีฐานะเป็นเทพ แต่เป็นเทพที่เผชิญทุกขลาภอย่างน่าเวทนามากกว่าน่ายกย่อง

กษัตริย์แอซเต็ก จะครองบัลลังค์เพียงแค่ 1 ปีเท่านั้น โดยคนที่จะขึ้นเป็นกษัตริย์นั้น จะถูกคัดเลือกโดยหัวหน้านักบวช เลือกเอาเชลยศึกชายที่ "หล่อ" ที่สุด นำมาแต่งองค์ด้วยอาภรณ์และอัญมณีชั้นเลิศ ให้อาหารอย่างดีเยี่ยมทุกมื้อ ให้สนมบำเรอเต็มที่ มีดนตรีกล่อมตลอด 24 ชั่วโมง

แต่ไม่ได้ทำหน้าที่ปกครอง เมื่อครบ 1 ปีที่ครองบัลลังค์ กษัตริย์จะถูกนำขึ้นบูชายัญบนปิรามิด ถอดอาภรณ์ออกจนตัวเปลือยเปล่า นักบวชจะผ่าหน้าอกแหวกออก ควักหัวใจออกมาบดขยี้ จากนั้นก็ถลกหนังศีรษะ เพื่อสังเวยเทพสูงสุด

ส่วนกษัตริย์ในยุโรป นับแต่ยุคกลาง มีฐานะแตกต่างออกไป พระองค์ไม่ถูกถือว่าเป็นเทพ หรือ ตัวแทนของพระเจ้า แต่เป็นคนที่พระเจ้าทรงมอบอำนาจให้ปกครองมนุษย์ โดยต้องได้รับแต่งตั้งจากศาสนจักรคือวาติกัน ทำให้กษัตริย์หลายพระองค์ ต้องเสียบัลลังค์เพราะขัดแย้งกับสันตปาปา

ต่อมาในยุคปฏิรูปศาสนาคริสต์ มีการประนีประนอมระหว่างศาสนาจักรและกษัตริย์ ทำให้เกิดทฤษฎี "ดาบสองเล่ม" คือ วาติกันครองศาสนจักร กษัตริย์ปกครองอาณาจักร

มาถึงยุคประชาธิปไตย ทฤษฎีสัญญาประชาคม ที่เสรีภาพและเสมอภาค กลายเป็นเป้าหมายสำคัญของสังคม ทำให้กษัตริย์ต้องปรับบทบาทใหม่ เพื่อความอยู่รอด ด้วยการรับสาระที่ว่าด้วย"สิทธิที่จะครองราชย์ แต่ไม่มีสิทธิปกครอง"

ซึ่งกษัตริย์ในยุโรปที่ประสบความสำเร็จ หมายถึงดำรงฐานะเป็นกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญมาจนถึงปัจจุบัน) ก็ล้วนอยู่ใต้สาระนี้ โดยมอบอำนาจทางการเมืองให้กับ "ชนชั้นการเมือง"

ส่วนที่ล้มเหลวต้องเสียบัลลังค์ ก็เพราะขวางกระแสปวงชนด้วยการทำตัวเป็นเอกาธิปัตย์

การถ่ายโอนอำนาจจากกษัตริย์ไปสู่นักการเมือง และการเลือนหายไปของบุคลิกภาพส่วนตัวของกษัตริย์ ในบทบาททางการเมือง ไม่ว่าจะช้าหรือเร็ว ล้วนเป็นกงล้อประวัติศาสตร์ ของสังคมประชาธิปไตยโลกที่ยากจะเลี่ยงได้

เซอร์ วินสตัน เชอร์ชิล เคยสรุปข้อดีของการที่กษัตริย์ ทรงอยู่ในฐานะปลอดจากการเมืองเอาไว้ฉียบคม ยิ่งนักว่า   ” หากชาติแพ้สงคราม ประชาชนจะคว่ำรัฐบาล แต่หากชาติชนะสงคราม ประชาชนจะแซร่ซ้องสรรเสริญกษัตริย์

ทั้งหมดนี้ อยู่ภายใต้เงื่อนไขสำคัญอีกข้อหนึ่งนั่นคือ กษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญประชาธิปไตยที่แท้จริงนั้น จะต้องไม่ปฏิเสธหรือลังเลใจ ที่จะให้คำมั่นที่เอาจริงกับปวงชนว่า จะยืนเคียงข้างประชาธิปไตยเต็มตัว ไม่แสดงท่าทีให้ผู้คนสับสนว่า จะประคองตัวเองให้รอดแบบเหยียบเรือสองแคมอยู่ กับทั้งซีกประชาธิปไตยและเผด็จการ

เรื่องนี้ กษัตริย์ ฮวน คาร์ลอส ที่ 1 ของสเปนในปัจจุบัน ได้ทรงแสดงเอาไว้เป็นต้นแบบ อันน่าสรรเสริญมาแล้วใน  ค.ศ. 1981 เมื่อนายทหารบางส่วนก่อการรัฐประหารในกรุงมาดริด

นั่นหมายความว่า วิสัยทัศน์ของกษัตริย์แห่งภูฏานนั้น ไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดแต่อย่างใด เพราะได้ทรงกระทำในสิ่งที่ประจักษ์ชัดแล้วว่า จะทำให้สถาบันกษัตริย์ดำรงอย่างยั่งยืนได้ยาวนาน ไม่ใช่หดสั้นแบบกษัตริย์เนปาล ที่มีชะตากรรมตรงกันข้าม เพราะทวนกระแสโลกหวังเป็นเอกาธิปัตย์

เพื่อนผมถามว่า อย่างนั้น สถาบันกษัตริย์ไทย จะเป็นอย่างไรล่ะ ?

ผมเรียกเธอเข้ามาใกล้ แล้วกระซิบใกล้หูว่า"...."

คำตอบของผม ไม่สามารถเผยแพร่ในที่สาธารณะได้ และเพื่อนของผมก็เห็นพ้องด้วยว่าไม่ควรเช่นกัน

ที่มา -  คอลัมน์พลวัต นสพ.ข่าวหุ้น

ข้อมูลเพิ่มเติม

1. สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก

2. ประเทศภูฐาน

 

AttachmentSize
246px-King_Jigme_Khesar_Namgyel_Wangchuck.jpg33.09 KB

บทความ

อ่านบทความย้อนหลังทั้งหมด

เว็บบอร์ด

กลุ่มศึกษาทฤษฎี

เว็บเพื่อนบ้าน

รวมเว็บไซต์น่าสนใจ

ล็อกอิน หรือ สมัครสมาชิก เพื่อเสนอความเห็นหรือตั้งกระทู้