ความหมายทางยุทธศาสตร์ของ “สงกรานต์เลือด” (ตอนที่สอง)

tags:

4. เครือข่ายอำนาจนิยมอำมาตยาธิปไตย

แม้การเคลื่อนไหว “สงกรานต์เลือด” จะไม่ประสบผลในเป้าหมายที่เรียกร้องเฉพาะหน้า แต่กลับสามารถสร้างผลสะเทือนทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญยิ่งอีกประการหนึ่งคือ สามารถเปิดโปงเครือข่ายโยงใยของอำมาตยาธิปไตยที่ใช้อำนาจแฝงเร้น บงการผ่านกองทัพ กลไกทางกฎหมาย และสื่อมวลชนกระแสหลักในมือ

ดำเนินแผนการอย่างเป็นขั้นตอน แทรกแซงบ่อนทำลายรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ประสานให้ท้ายกลุ่มอันธพาลการเมืองบนถนน สร้างสถานการณ์วุ่นวายที่นำไปสู่รัฐประหาร 19 กันยายน 2549

การก่อรัฐประหาร 19 กันยายนในครั้งนี้ กลายเป็นการเปิดเผยให้เห็นถึงเนื้อในที่แท้จริงของระบอบการปกครองของประเทศไทยตลอด หลายสิบปีมานี้ว่า เป็นระบอบอำมาตยาธิปไตย ที่อำนาจรัฐที่แท้จริงอยู่ในมือของกลุ่มอำมาตยาธิปไตยจำนวนหนึ่ง ที่ใช้อำนาจแฝงเร้นสั่งการผ่านกลไกกองทัพและกฎหมาย

ระบอบอำนาจนิยมนี้มีเปลือกนอกที่เคลือบคลุมสลับกันระหว่างเผด็จการทหารอย่าง เปิดเผยกับระบบรัฐสภาที่มีการเลือกตั้งและพรรคการเมืองเป็นเครื่องอำพราง

โดยเปลือกนอกที่เป็นระบอบรัฐสภาจะถูกพวกเขาฉีกทิ้งด้วยรัฐประหารทุกครั้ง เมื่อมีนักการเมืองที่ไม่อยู่ในอาณัติและไม่สนองผลประโยชน์โดยตรงของพวกเขา เข้ามาเป็นรัฐบาล เนื้อในของอำนาจรัฐที่เป็นเผด็จการอำมาตยาธิปไตยนี้เองที่เป็นรากเง่าของรัฐประหารครั้งแล้วครั้งเล่าในหลายสิบปีมานี้

ณ วันนี้ ไม่ว่าฝ่ายประชาธิปไตยหรือฝ่ายที่ต่อต้านประชาธิปไตย ล้วนไม่อาจปฏิเสธความจริงที่ว่า มีกระบวนการอำนาจแฝงเร้น ที่ดำเนินการอย่างมีแผนการเป็นขั้นตอนมาตั้งแต่ต้น ปี 2549 จนถึงรัฐประหาร 19 กันยายน

และเมื่อการเลือกตั้ง 23 ธันวาคม 2550 มิสามารถนำมาซึ่งรัฐบาลที่เป็นหุ่นเชิดของเขาได้ พวกเขาก็สนับสนุนกลุ่มอันธพาลการเมืองกลุ่มเดิมให้ออกมาก่อกวนบ่อนทำลาย รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งซ้ำอีก

ถึงกับให้ท้ายพวกอันธพาลเข้ายึดทำเนียบรัฐบาลและสนามบินนานาชาติทั้งสองแห่ง ประสานกับการดำเนินคดีการเมืองต่าง ๆ ในท้ายสุด ก็ให้ฝ่ายกองทัพก่อ “รัฐประหารเงียบ” เมื่อต้นธันวาคม 2551 จัดตั้งรัฐบาลในอาณัติของตนเป็นผลสำเร็จ

ทั้งหมดนี้เป็นที่ รู้กันโจ่งแจ้งและไม่ใช่ข้อถกเถียงในเชิงข้อเท็จจริงอีกต่อไปแม้แต่ในหมู่ สื่อสารมวลชนกระแสหลักที่รับใช้เผด็จการและประชาชนทั่วไป สิ่งที่เหลืออยู่ก็คือ ใครเห็นด้วย ใครไม่เห็นด้วย ใครเลือกข้างอยู่ฝ่ายไหน ใครคัดค้าน และใครรับใช้ยอมจำนน เท่านั้น!

5. ภารกิจทางประวัติศาสตร์ของพรรคประชาธิปัตย์


การเคลื่อนไหว “สงกรานต์เลือด” ยังได้เปิดเผยให้เห็นถึงธาตุแท้ของพรรคประชาธิปัตย์อย่างหมดเปลือก

นับแต่ก่อตั้งพรรคเมื่อปี 2489 เป็นต้นมา ภารกิจ ทางประวัติศาสตร์ของพรรคประชาธิปัตย์ก็คือ เป็นเครื่องมือทั้งในและนอกสภาให้กับอำมาตยาธิปไตย มีหน้าที่บ่อนทำลายศัตรูของจารีตนิยม มุ่งกอบกู้ฟื้นฟู ปกป้องและรักษาไว้ซึ่งอำนาจและสถานะของจารีตนิยม

พรรคประชาธิปัตย์จึงมีบทบาทเสริมเป็นกลไกอันหนึ่งภายในยุทธศาสตร์ใหญ่ของอำ มาตยาธิปไตยตลอดมาทุกยุคทุกสมัย ตั้งแต่การเคลื่อนไหวทั้งในและนอกสภาเพื่อทำลายล้างคณะราษฎรทั้งกลุ่มนาย ปรีดี พนมยงค์และจอมพล ป.พิบูลสงครามในยุค 2490 สำเร็จเป็นรัฐประหาร 16 กันยายน 2500

นับแต่ต้นปี 2549 พรรคประชาธิปัตย์ก็ยังแสดงบทบาทเช่นนี้ โดยมีส่วนทั้งทางตรงและทางอ้อมในการโค่นล้มรัฐบาลพรรคไทยรักไทย บ่อนทำลายระบบรัฐสภาด้วยการบอยคอตการเลือกตั้ง 2 เมษายน ละเมิดรัฐธรรมนูญด้วยการขอพระราชทานนายกฯมาตรา 7 ใช้ประโยชน์จากการก่อความวุ่นวายของกลุ่มการเมืองบนท้องถนน อันเป็นเงื่อนไขที่นำไปสู่รัฐประหาร 19 กันยายน 2549

เมื่อการเลือกตั้ง 23 ธันวาคม 2550 นำมาซึ่งรัฐบาลพรรคพลังประชาชน พรรคประชาธิปัตย์ก็กลับมาแสดงบทบาทเดิมซ้ำเหมือนก่อนรัฐประหารอีก โดยเคลื่อนไหวประสานกับอำมาตยาธิปไตย ฝ่ายกองทัพ และกลุ่มอันธพาลการเมืองบนถนน กระทั่งรัฐบาลพรรคพลังประชาชนถูกโค่นล้มสำเร็จ

รัฐบาลที่มีพรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำในปัจจุบันมาจาก “รัฐประหารเงียบ” ของฝ่ายทหารที่สมคบกับกลุ่มนักการเมืองทรยศขายตัวจำนวนหนึ่ง จึงมีเนื้อแท้เป็นรัฐบาลตัวแทนของอำมาตยาธิปไตย และมองประชาชนผู้รักประชาธิปไตยเป็นศัตรู

ต่อเมื่อเผชิญกับการเคลื่อนไหวใหญ่ของประชาชนคนเสื้อแดง พวกเขาก็ประกาศภาวะฉุกเฉินขั้นร้ายแรงในวันที่ 12 เมษายน เปิดช่องทางให้อำมาตยาธิปไตยที่กุมอำนาจรัฐเบื้องหลังที่แท้จริงสามารถใช้ กำลังทหารและอาวุธสงครามเข้าปราบปรามทำร้ายประชาชนอย่างนองเลือด

รัฐบาลพรรคประชาธิ ปัตย์จึงมี “หนี้เลือด” ต่อประชาชนที่จะต้องชดใช้ สิ่งที่รัฐบาลได้รับจากกรณี “สงกรานต์เลือด” คือความเคียดแค้นเกลียดชังของประชาชน แต่รัฐบาลนี้ก็เช่นเดียวกับรัฐบาลพลเรือนชุดอื่น ๆ ในระบบรัฐสภาภายใต้อำนาจแฝงเร้นของอำมาตยาธิปไตยคือ

จะคงอยู่ตราบเท่าที่ยังเป็นประโยชน์ต่ออำมาตยาธิปไตยเท่านั้น และจะถูกเขี่ยทิ้งทันทีเมื่อไม่สามารถเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพของพวก เขาได้อีกต่อไป แล้วแทนที่ด้วยรัฐบาลที่เป็นจารีตนิยมโดยตรง

6. ปัญญาชนผู้ดีจอมปลอมกับสื่อมวลชนสามานย์

กรณี “สงกรานต์เลือด” ยังเป็นการฉีกหน้ากากผู้ดีจอมปลอมของบรรดาพวกนักวิชาการ อาจารย์มหาวิทยาลัย “นักสันติวิธี” นักสิทธิมนุษยชน ราษฎรอาวุโส และนักเคลื่อนไหวองค์กรพัฒนาเอกชน

ในช่วงที่อันธพาล การเมืองก่ออาชญากรรมสารพัด ยึดทำเนียบรัฐบาลและสนามบิน ปัญญาชน “ผู้มีคุณธรรมจริยธรรม” เหล่านี้ก็ดาหน้ากันออกมาให้ท้ายและปกป้องการเคลื่อนไหวของพวกอันธพาลเหล่า นั้นกันอย่างขมีขมันด้วยการพร่ำเรียกหา “เจรจาและสมานฉันท์” “อย่าใช้กำลังกับประชาชน” “สันติวิธี”

แต่ในทางตรงข้าม ต่อการเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยและความเป็นธรรมของประชาชนคนเสื้อแดง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การที่รัฐบาลใช้กำลังทหารและอาวุธสงครามเข้าปราบปรามประชาชนอย่างนองเลือด

พวกผู้ดีจอมปลอมเหล่านี้กลับใช้ท่าทีเพิกเฉย หุบปากเงียบ กระทั่งประณามคนเสื้อแดงว่า “ใช้ความรุนแรง” “ละเมิดกฎหมาย” และยังแสดงอาการกระเหี้ยนกระหือรือ เรียกร้องให้รัฐบาล “รักษากฎหมายอย่างเคร่งครัด”

พวกผู้ดีจอมปลอม ที่มีสถานะสังคมและการศึกษาสูงแต่มีจิตวิญญาณเน่าเฟะเหล่านี้ แท้ที่จริงแล้วก็คือ “หางเครื่องศักดินา” ที่กระทำตนเป็นพวก “อีแอบ” ที่ปากเอาแต่อ้าง “คุณธรรมจริยธรรม” และ “สันติวิธี” มาโกหกหลอกลวงผู้คน และสร้างความชอบธรรมให้กับรัฐประหาร 19 กันยายนและระบอบเผด็จการอำมาตยาธิปไตยนั่นเอง

กรณี “สงกรานต์เลือด” ยังเผยให้เห็นธาตุแท้ของพวกสื่อสารมวลชนกระแสหลัก ทั้งหนังสือพิมพ์ วิทยุและโทรทัศน์ คนพวกนี้สวมหน้ากาก “สื่อมวลชน” และ “จรรยาบรรณทางวิชาชีพ” อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

แต่ที่แท้ก็เป็นเพียงพวก “สื่อสามานย์” ที่หน้าที่เป็นปากกระบอกเสียงของเผด็จการอำมาตยาธิปไตยในการบิดเบือนความจริง และหลอกลวงมอมเมาประชาชนเท่านั้น ในกรณี “สงกรานต์เลือด”

สื่อมวลชนพวกนี้ได้ร่วมสมคบ ใช้ “ปากกา” ของตนประสานร่วมกับอาวุธสงครามของฝ่ายทหารในการปราบปรามทำร้ายและกระหน่ำซ้ำ เติมประชาชนคนเสื้อแดงอย่างเต็มที่ สื่อมวลชนสามานย์พวกนี้จึงมี “มือเปื้อนเลือด” ที่มิได้ยิ่งหย่อนไปกว่ารัฐบาลและอำมาตยาธิปไตย

7. พัฒนาความคิด เสริมสร้างอุดมการณ์ ยกระดับการจัดตั้ง


ขบวนประชาธิปไตยกำลังเผชิญภาระเร่งด่วนที่จะต้องศึกษาสรุปบทเรียนการต่อสู้ที่ผ่านมา ยกระดับความรับรู้ขึ้น กลั่นกรองสรุปเป็นอุดมการ นโยบาย เป้าหมายเฉพาะหน้า และยุทธศาสตร์ในขั้นตอนปัจจุบันที่เป็นระบบ

เพื่อให้เป็นขบวนการประชาธิปไตยที่มีความเป็นเอกภาพทางอุดมการ มีเป้าหมายชัดเจนและทิศทางใหญ่ร่วมกัน บนพื้นฐานของการเปิดกว้างหลากหลายทางความคิดที่สร้างสรรค์และรู้จักวิพากษ์

ขบวนการประชาธิปไตยยังต้องศึกษาบทเรียนของตนเองและต่างประเทศเกี่ยวกับหลัก การและลักษณะของการรวมตัวจัดตั้ง การสร้างองค์กรและพัฒนาแกนนำที่เป็นเอกภาพ

เพื่อยกระดับการจัดตั้งปัจจุบันขึ้นสู่ระดับที่สูงขึ้น เป็นขบวนการเคลื่อนไหวที่เข้มแข็ง เป็นเอกภาพ สามัคคี มีวินัย บนพื้นฐานของการรวมกลุ่มจัดตั้งและกิจกรรมที่แตกต่างหลากหลายที่เป็นธรรมชาติในระดับรากหญ้า

โดยสัมพันธ์และใช้ประโยชน์จากลักษณะเฉพาะของแต่ละท้องถิ่น ศาสนา และประเพณีในพื้นที่ เพื่อเตรียมพร้อมรับการยุทธ์ครั้งใหญ่ระหว่างประชาธิปไตยกับเผด็จการอำมาตยาธิปไตยที่จะมาถึงในเร็ววัน

รศ.ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์

24 มิถุนายน 2552

ที่มา ประชาไท

เรื่องจากคอลัมน์ล่าสุด

ศึกษาวัตถุนิยมวิภาษ บทที่ 3 ความเกี่ยวพันทั่วไปของโลกวัตถุ

tags:
บทนี้ มีเนื้อหาสำคัญคือ

1. จินตภาพของความเกี่ยวพันที่มีลักษณะทั่วไปของโลกวัตถุ
2.ความเกี่ยวพันระหว่างเหตุกับผล
3. ความเกี่ยวพันระหว่างความบังเอิญกับความแน่นอน
4.  ความเกี่ยวพันระหว่างความเป็นไปได้กับความเป็นจริง
5.  ความเกี่ยวพันระหว่างรูปแบบกับเนื้อหา
6. ความเกี่ยวพันระหว่างธาตุแท้กับปรากฎการณ์

ลบล้างผลรัฐประหาร 49 แก้ไข ม.112 เยียวยาผู้เสียหายและจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่

tags:

กองบรรณาธิการได้พิจารณาแถลงการณ์คณะนิติราษฎร์ เนื่องในโอกาสครบรอบ ๑ ปีนิติราษฎร์ เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2554  ขอสนับสนุนข้อเสนอ 4 ข้อในแถลงการณ์ดังกล่าว ดังนี้

กสทช.ใหม่คือ ตัวแทนของอภิชน

tags:

มติชนรายงานข่าวว่า วุฒิสภาเลือก 11 กสทช.ใหม่แล้ว แต่ทว่า ผลการเลือกตั้ง กสทช. จากวุฒิสภาชุดนี้ สรุปได้คำเดียวว่า น่าผิดหวังยิ่งนัก

ดังภาษิตที่ว่า " งาช้างไม่อาจงอกออกจากปากของสุนัข" ฉันใด

กสทช.ที่มาจากการเลือกของวุฒิสภาที่สมาชิกมาจากการสรรหาของพวกอภิชนถึงครึ่งหนึ่ง ย่อมถูกครอบงำด้วยตัวแทนของอภิชน ฉันนั้น

บทความ

อ่านบทความย้อนหลังทั้งหมด

ข่าวน่าสนใจ

เกษียร เตชะพีระ : ปรีดี พนมยงค์ กับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

tags:

3 ก.พ. 55 เกษียร เตชะพีระ อภิปรายในงาน  “ปรีดี พนมยงค์ กับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์"  จัดโดย วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ ที่ มธ. ท่าพระจันทร์

วรเจตน์ ภาคีรัตน์ : ชี้แจงกรณีคณะผู้บริหาร มธ.ห้ามเคลื่อนไหว แก้ไข ปอ ม.112 ใน มธ.

tags:

3 กพ.2555 วรเจตน์ ภาคีรัตน์ ชี้แจงกรณีคณะผู้บริหาร มธ.ห้ามเคลื่อนไหว แก้ไข ปอ. ม.112 ใน มธ.ในรายการคมชัดลึก โดย จอมขวัญ หลาวเพ็ชร์

 

 

โปรดเกล้าฯ ครม.ยิ่งลักษณ์ 2 แล้ว !

tags:
นายอำพน กิตติอำพน เลขาธิการคณะรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ รายชื่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่แล้ว โดยมีการปรับรัฐมนตรีเดิมออก 10 คน และสลับตำแหน่งอีก 6 คน รวมการปรับเปลี่ยนครั้งนี้ 16 ตำแหน่ง ดังนี้

ประกาศ ให้รัฐมนตรีพ้นจากความเป็นรัฐมนตรีและแต่งตั้งรัฐมนตรี
ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.

เว็บบอร์ด

กลุ่มศึกษาทฤษฎี

อ่านต่อ

เว็บเพื่อนบ้าน

อ่านต่อ

รวมเว็บไซต์น่าสนใจ

อ่านต่อ

ล็อกอิน หรือ สมัครสมาชิก เพื่อเสนอความเห็นหรือตั้งกระทู้