เศรษฐกิจหลัง The Great Recession
วิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นเมื่อปลายปีที่แล้ว หลังจากการล่มสลายของวาณิชธนกิจ Lehman Brothers เกือบนำความล่มสลายมาสู่ระบบสถาบันการเงินของสหรัฐและยุโรป ซึ่งหากผู้นำกลุ่มจี 7 ไม่สามารถกอบกู้สถานการณ์ได้ ในที่สุดเมื่อต้นปีนี้ เศรษฐกิจโลกมีโอกาสสูงที่จะเข้าสู่สภาวะตกต่ำอย่างรุนแรงเช่นที่ได้เกิดขึ้นในช่วงปี 1929-1938 หรือ the great depression
แต่แม้จะหลีกเลี่ยงมหันตภัยดังกล่าวได้ แต่ก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงความถดถอยทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในขณะนี้ได้ จึงถูกเรียกว่าเป็นสภาวะ the great recession
แม้ว่าเศรษฐกิจโลก เริ่มมีเสถียรภาพในระดับหนึ่งและความเชื่อมั่นในระบบสถาบันการเงินเริ่มกลับสู่ภาวะปกติ แต่ก็ยังมีปัญหาคาใจอยู่ว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจนั้น จะสามารถเกิดขึ้นได้ อย่างมั่นคงและรวดเร็วเพียงใด
นอกจากนั้น ก็ยังต้องประเมินว่าเศรษฐกิจโลกหลัง the great recession จะแตกต่างจากเศรษฐกิจสมัยก่อนวิกฤตในลักษณะใด ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่สามารถประเมินได้โดยง่าย แต่เสียงส่วนใหญ่สงสัยว่า การฟื้นตัวจะเกิดขึ้นอย่างเชื่องช้าและขาดความต่อเนื่อง สำหรับเศรษฐกิจหลัง the great recession นั้นผมเชื่อว่ามีประเด็นที่ควรคำนึงถึง 7 ประเด็น ดังนี้
1. ผู้บริโภคในประเทศร่ำรวยจนลง ดังนั้น กำลังซื้อในโลกที่ได้ปรับลงอย่างมากจะฟื้นตัวอย่างเชื่องช้า เพราะผู้บริโภคในสหรัฐและยุโรปสูญเสียความมั่งคั่งและมีโอกาสตกงานสูง จึงไม่น่าจะกล้าบริโภคเช่นแต่ก่อนได้ ตัวอย่างเช่น หากครอบครัวอเมริกันมีบ้านราคา 4 แสนเหรียญ โดยเป็นหนี้ธนาคาร 350,000 เหรียญ แต่พบว่าราคาบ้านลดลง 25%
(ซึ่งราคาบ้านได้ลดลงมากเช่นนี้จริงในเมืองใหญ่ที่มีการเก็งกำไรกันมากใน ช่วง 10 ปีที่ผ่านมา) ดังนั้น จึงมีทรัพย์สินมูลค่าเหลือ 3 แสนเหรียญ แต่ยังเป็นหนี้ธนาคารอยู่ 350,000 เหรียญ นอกจากนั้น อัตราการว่างงานยังเพิ่มขึ้นจาก 5% เป็น 10% และหากคำนวณว่า ได้มีการลดชั่วโมงทำงานลงอีก ก็จะทำให้เชื่อได้ว่าผู้บริโภคมีรายได้ลดลง 15-20%
ในขณะเดียวกันธนาคารของสหรัฐ ได้รับความเสียหายอย่างมาก ทำให้เข้มงวดกับการปล่อยสินเชื่อ แปลว่าผู้บริโภคขาดรายได้ กลัวตกงาน หาสินเชื่อยากและทรัพย์สินได้รับความเสียหาย ซึ่งน่าจะทำให้การบริโภคฟื้นตัวอย่างเชื่องช้าใน 4-5 ปีข้างหน้า
2. ผู้บริโภคในประเทศกำลังพัฒนา จะต้องเพิ่มการบริโภค เพื่อทดแทนการบริโภคของประเทศ พัฒนาแล้วที่ปรับลดลง แต่เป็นเรื่องที่ทำได้อย่างค่อยเป็นค่อยไป และหากประเทศกำลังพัฒนายังพยายามที่จะแก้ปัญหาระยะสั้น โดยการกดค่าเงินของตนให้อ่อนตัวลง ก็จะทำให้การขยายขนาดของตลาดภายในทำได้ยากยิ่งขึ้นไปอีก
3. เมื่อ 2-3 เดือนที่ผ่านมา นักลงทุนเชื่อมั่นว่ารัฐบาลโดยความร่วมมือของธนาคารกลางที่จะอัดฉีดสภาพ คล่องเข้าระบบเป็นจำนวนมากจะมีศักยภาพที่จะขับเคลื่อนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โลกได้อย่างมั่นคงและต่อเนื่อง
แต่ในขณะนี้นักลงทุนกำลังเริ่มขาดความมั่นใจในศักยภาพของภาครัฐ เพราะการขาดดุลงบประมาณและสร้างหนี้สินเป็นจำนวนมาก จะเป็นภาระทางเศรษฐกิจอย่างใหญ่หลวง แม้ปัญหารัฐบาลล้มละลายก็อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต ทำให้เกิดการต่อต้านขึ้นมาในระดับหนึ่ง
นอกจากนั้น นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายเป็นพิเศษโดยการเพิ่มปริมาณเงินในระบบ โดยไม่อิงกับอัตราดอกเบี้ย (quantitative easing) กำลังทำให้เกิดความกังวลในความน่าเชื่อถือของเงินดอลลาร์และทำให้ความเสี่ยง ของเงินเฟ้อในอนาคตเพิ่มขึ้น ผลคือความมั่นใจในนโยบายการเงินการคลังจึงกำลังถดถอยลงพร้อมไปกับความมั่นใจ ว่าเศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วและมั่นคง
4.ความผิดพลาดของ นายธนาคารที่ทำความเสียหายอย่างร้ายแรง ทำให้นักการเมืองมีความชอบธรรมที่จะเข้ามายึดกิจการที่ล้มเหลว ตลอดจนเพิ่มมาตรการควบคุมดูแลกล่าวคือ รัฐบาลจะเข้ามาเป็นเจ้าของและแทรกแซงในธุรกิจต่างๆ มากขึ้น ทำให้เกิดความเสี่ยง 3 ประการ คือ
1.จะบริหารธุรกิจโดยมีนัยทางการเมือง (เช่น สั่งจีเอ็มไม่ให้ขยายโรงงานในต่างประเทศ แม้ว่าต้นทุนการผลิตจะถูกกว่าในสหรัฐ)
2.นักการเมืองจะไม่อยากลดบทบาทและคืนธุรกิจให้กับเอกชน เพราะธุรกิจทำให้นักการเมืองมีอำนาจทางเศรษฐกิจและการเมืองมากขึ้น
3.อาจมีกระแสให้รัฐบาลออกกฎหมายและกฎเกณฑ์ที่เข้มงวดในการควบคุมและดูแล ธุรกิจ ทำให้ขาดความยืดหยุ่น ทำให้ไม่สามารถบริหารธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพได้ในระยะยาว
5.ธนาคารได้รับความเสียหายอย่างมาก แต่ยังไม่ได้รับรู้ความเสียหายทั้งหมด เพราะหากรับรู้ความเสียหายทันทีก็จะเป็นภาระให้กับรัฐบาลต้องนำภาษีประชาชน มาเพิ่มทุน ดังนั้นจึงต้องซ่อนความเสียหายเอาไว้ก่อน (โดยแก้กฎเกณฑ์การประเมินราคาสินทรัพย์ไม่ให้ต้องตั้งราคาตามราคาตลาด ปัจจุบัน)
และปล่อยให้ธนาคารค่อยๆ เพิ่มทุนผ่านส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ย ซึ่งจะทำให้ธนาคารปล่อยสินเชื่อในขอบเขตที่จำกัดไปอีกหลายปี แปลว่าสินเชื่อจะหายากและขาดแคลน
6.วิกฤตเศรษฐกิจที่ผ่านมาจะเป็นบท เรียนสำคัญ ทำให้นักการเงินและนักธุรกิจกล้าที่จะรับความเสี่ยงลดลง ซึ่งจะส่งผลให้อัตราการขยายตัวของธุรกิจและเศรษฐกิจลดลงไปพร้อมกับความต้อง การรับความเสี่ยงที่ลดลง
7.หากประเทศกำลังพัฒนาจะต้องเป็นหัวจักรใน การขับเคลื่อนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจแทนประเทศพัฒนาแล้ว ก็จะทำให้โครงสร้างการขยายตัวทางเศรษฐกิจโลกเปลี่ยนไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งความจำเป็นที่จะต้องใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่สิ้นเปลืองกว่าเดิม เช่น
ประเทศสหรัฐ ยุโรปและญี่ปุ่นนั้น ใช้น้ำมัน 1 บาร์เรล เพื่อผลิตรายได้ประชาชาติประมาณ 1,500-2,500 เหรียญ แต่สำหรับประเทศกำลังพัฒนา เช่น จีน นั้นน้ำมัน 1 บาร์เรล สามารถผลิตรายได้ประชาชาติได้เพียง 800 เหรียญ (ประเทศไทยผลิตได้ไม่ถึง 600 เหรียญ) ดังนั้น การฟื้นตัวโดยอาศัยประเทศกำลังพัฒนาจึงน่าจะทำให้ราคาน้ำมันและ ทรัพยากรอื่นๆ ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมาก
ทั้ง 7 ประเด็นที่กล่าวข้างต้นนั้นน่าจะทำให้การฟื้นตัวกระท่อนกระแท่นและเศรษฐกิจ โลกขยายตัวได้ช้าลงกว่าแต่ก่อนกล่าวคือ เศรษฐกิจโลกขยายตัวสูงถึง 4.9% ในช่วงปี 2004-2007 ซึ่งเป็นการขยายตัวในอัตราสูงติดต่อกันยาวนานที่สุดในรอบ 30 ปีที่ผ่านมา
ทั้งโดยเฉลี่ยเศรษฐกิจโลกขยายตัว 3.6% ต่อปีในช่วงระหว่างปี 1970-2008 ดังนั้นจึงน่าจะเชื่อได้ว่าเศรษฐกิจโลกที่เคยขยายตัว 4.9% ก่อนช่วง the great recession น่าจะขยายตัวเพียง 3.5% หรือต่ำกว่านั้นใน 4-5 ปีข้างหน้าครับ
ที่มา คอลัมน์ เศรษฐกิจต้องรู้ ประชาชาติธุรกิจ
เรื่องจากคอลัมน์ล่าสุด
ศึกษาวัตถุนิยมวิภาษ บทที่ 3 ความเกี่ยวพันทั่วไปของโลกวัตถุ
เขียนโดย ไท เมื่อ 20 มกราคม, 2012 - 00:59 tags:1. จินตภาพของความเกี่ยวพันที่มีลักษณะทั่วไปของโลกวัตถุ
2.ความเกี่ยวพันระหว่างเหตุกับผล
3. ความเกี่ยวพันระหว่างความบังเอิญกับความแน่นอน
4. ความเกี่ยวพันระหว่างความเป็นไปได้กับความเป็นจริง
5. ความเกี่ยวพันระหว่างรูปแบบกับเนื้อหา
6. ความเกี่ยวพันระหว่างธาตุแท้กับปรากฎการณ์
ลบล้างผลรัฐประหาร 49 แก้ไข ม.112 เยียวยาผู้เสียหายและจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่
เขียนโดย admin เมื่อ 20 September, 2011 - 23:54 tags:กองบรรณาธิการได้พิจารณาแถลงการณ์คณะนิติราษฎร์ เนื่องในโอกาสครบรอบ ๑ ปีนิติราษฎร์ เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2554 ขอสนับสนุนข้อเสนอ 4 ข้อในแถลงการณ์ดังกล่าว ดังนี้
กสทช.ใหม่คือ ตัวแทนของอภิชน
เขียนโดย admin เมื่อ 5 September, 2011 - 22:35 tags:มติชนรายงานข่าวว่า วุฒิสภาเลือก 11 กสทช.ใหม่แล้ว แต่ทว่า ผลการเลือกตั้ง กสทช. จากวุฒิสภาชุดนี้ สรุปได้คำเดียวว่า น่าผิดหวังยิ่งนัก
ดังภาษิตที่ว่า " งาช้างไม่อาจงอกออกจากปากของสุนัข" ฉันใด
กสทช.ที่มาจากการเลือกของวุฒิสภาที่สมาชิกมาจากการสรรหาของพวกอภิชนถึงครึ่งหนึ่ง ย่อมถูกครอบงำด้วยตัวแทนของอภิชน ฉันนั้น
บทความ
ข่าวน่าสนใจ
นักวิชาการเหนือ-อีสาน-ใต้ เสนอผลสรุปวิจัย พลเมืองไทยต้องการประชาธิปไตย 100 เปอร์เซ็นต์
เขียนโดย admin เมื่อ 8 กุมภาพันธ์, 2012 - 23:13 tags:
วันที่ 8 ก.พ. 2555 โครงการสร้างสำนึกพลเมืองเพื่อส่งเสริมประชาธิปไตยและธรรมาภิบาลในท้องถิ่น จัดการสัมมนาสรุปผลการวิจัย ซึ่งทำการวิจัยในพื้นที่อิสาน ได้แก่ เชียงใหม่ ลำพูน พิษณุโลก พิจิตร สุโขทัย ขอนแก่น กาฬสินธุ์ มหาสารคาม อุบลราชธานี อำนาจเจริญ ศรีสะเกษ และยะลา
เกษียร เตชะพีระ : ปรีดี พนมยงค์ กับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
เขียนโดย admin เมื่อ 5 กุมภาพันธ์, 2012 - 15:42 tags:3 ก.พ. 55 เกษียร เตชะพีระ อภิปรายในงาน “ปรีดี พนมยงค์ กับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์" จัดโดย วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ ที่ มธ. ท่าพระจันทร์
วรเจตน์ ภาคีรัตน์ : ชี้แจงกรณีคณะผู้บริหาร มธ.ห้ามเคลื่อนไหว แก้ไข ปอ ม.112 ใน มธ.
เขียนโดย admin เมื่อ 5 กุมภาพันธ์, 2012 - 15:28 tags:3 กพ.2555 วรเจตน์ ภาคีรัตน์ ชี้แจงกรณีคณะผู้บริหาร มธ.ห้ามเคลื่อนไหว แก้ไข ปอ. ม.112 ใน มธ.ในรายการคมชัดลึก โดย จอมขวัญ หลาวเพ็ชร์

