ถวายฎีกาในการเมืองแบบมวลชน

tags:

ผมไม่ทราบว่าพวกเขาตั้งใจหรือไม่ แต่การที่พวกขุนทหาร (นอกราชการ) และนักวิชาการ (โดยเฉพาะทางกฎหมาย) ออกมาพูดว่า การล่ารายชื่อของกลุ่มเสื้อแดงเพื่อถวายฎีกา เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ตาม ไม่เหมาะสมก็ตาม ก้าวล่วงพระราชอำนาจก็ตาม เป็นการดึงสถาบันพระมหากษัตริย์เข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมืองก็ตาม ล้วนมาจากความไม่เข้าใจความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของสังคมไทยทั้งนั้น

สิ่งที่ต้องเข้าใจให้ตรงกันก่อนก็คือ พระมหากษัตริย์ไม่ได้มีพระราชอำนาจ (ทางกฎหมาย) ที่จะพระราชทานอภัยโทษ ให้นักโทษคนหนึ่งคนใดได้ โดยตัวเขาเองหรือญาติ-ครอบครัวของเขาไม่ได้ร้องขอ และตัวเขาเองก็ยังไม่ได้รับ "โทษ" ตามคำพิพากษาแต่อย่างไร (ส่วนที่ต้องไปแห้งตายในทะเลทรายนั้น พอเข้าใจได้ว่าเป็นทุกข์แน่ แต่ไม่ใช่โทษตามคำพิพากษา)

ปัญหาเรื่องพระราชอำนาจในการพระราชทานอภัยโทษนั้น เคยเป็นข้อพิพาทระหว่างรัฐบาลและพระมหากษัตริย์มาแล้วหลังกบฏบวรเดช เพราะพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ มีพระราชประสงค์จะใช้อำนาจนี้ได้โดยตรง กับนักโทษที่ร้องขอพระราชทานอภัยโทษ

แต่คณะราษฎรไม่ยินดีจะถวายพระราชอำนาจนี้ กฎหมายที่มีอยู่เวลานี้ เป็นการประนีประนอมระหว่างรัฐบาลและสถาบันพระมหากษัตริย์ (แม้อาจไม่ใช่ประนีประนอมกับพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ในฐานะพระมหากษัตริย์) นั่นก็คือ มีอำนาจของรัฐบาลมาอยู่ตรงกลาง เพื่อพิจารณาว่าจะส่งฎีกาของนักโทษถวายหรือไม่ ตามระเบียบของกรมราชทัณฑ์และมหาดไทย

ฉะนั้น พระราชอำนาจที่จะพระราชทานอภัยโทษตามกฎหมาย จึงมีการถ่วงดุล จู่ ๆ ผู้ต้องคำพิพากษาหรือพรรคพวก จะถวายฎีกาเพื่อขอพระราชทานอภัยโทษต่อพระมหากษัตริย์โดยตรง แต่พระมหากษัตริย์หาได้มีพระราชอำนาจ (ตามกฎหมาย) ที่จะพระราชทานให้ได้

หลักการถ่วงดุลเช่นนี้ สำคัญต่อการปกครองในระบอบพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญหรือไม่ ผมคิดว่าสำคัญอย่างยิ่ง เพราะพระมหากษัตริย์ในบางรัชกาล อาจใช้พระราชอำนาจส่วนนี้ไปในทางที่ก่อความเรรวนของรัฐธรรมนูญได้ ดังกรณีกบฏบวรเดชนั้น คณะราษฎรไม่แน่ใจว่า พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ทรงมีส่วนรู้เห็นกับการกบฏมากน้อยเพียงไร เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม พระมหากษัตริย์ไทย โดยเฉพาะในรัชกาล อันเป็นที่รักและเทิดทูนของประชาชน ย่อมมีพระราชอำนาจทางอื่น นอกจากทางกฎหมายด้วย นั่นคือ พระราชอำนาจทางวัฒนธรรม ขึ้นชื่อว่า อำนาจทางวัฒนธรรมย่อมไม่มีกฎหมายใดมอบไว้ให้ ในขณะเดียวกันก็ยากที่จะมีกฎหมายใดกำกับควบคุมอำนาจนั้นด้วย

แม้กระนั้น อำนาจทางวัฒนธรรมย่อมถูกกำกับควบคุม ด้วยความยินยอมพร้อมใจของประชาชนโดยตรง ตราบเท่าที่ประชาชนยังยินดีและเห็นชอบกับการใช้อำนาจนั้น อำนาจทางวัฒนธรรมย่อมดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคง ฉะนั้น ผู้มีอำนาจทางวัฒนธรรม ย่อมใช้อำนาจนั้นอย่างระมัดระวัง ไม่ใช้อำนาจนั้น ไปในทางที่จะบ่อนทำลายความยินยอมพร้อมใจของประชาชน

การถวายฎีการ้องทุกข์-รวมทั้งการขอพระราชทานอภัยโทษ-เป็นส่วนหนึ่งของการขอพึ่งพระราชอำนาจทางวัฒนธรรม นับจากวันที่ 24 มิถุนายน 2475 เป็นต้นมา ต้องถือว่า ประเพณีการถวายฎีการ้องทุกข์ ย่อมไม่มีผลทางกฎหมายและการบริหารอย่างเป็นทางการ

แม้กระนั้นก็ใช่ว่าประชาชนจะหยุดการถวายฎีกา มีผู้ขอถวายฎีกาในเรื่องต่าง ๆ ตลอดมา ถวายผ่านหน้าต่างรถพระที่นั่งก็เคยมี, ถวายขณะเสด็จฯไปทรงพบปะประชาชนที่มารับเสด็จ ก็เกิดขึ้นเสมอ, แม้แต่ถวายผ่านสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ก็มี ส่วนเรื่องที่ขอรับพระราชทานพระกรุณานั้น มีได้นานาชนิด นับตั้งแต่ความเดือดร้อนจากความยากจน, ถูกรังแก ไปจนถึงขอนายกฯพระราชทาน

ระหว่างที่ผมเข้าเรียนที่จุฬาฯ หรือก่อนหน้านั้นเล็กน้อย จำได้ว่าเคยมีนิสิตคณะวิศวกรรมศาสตร์ได้ถวายฎีกาขณะที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯมาที่จุฬาฯ นิสิตผู้นั้นต้องโทษทางวินัยของมหาวิทยาลัย

แต่คงจะเห็นว่ารุนแรงเกินไป (หากจำไม่ผิด ดูเหมือนเป็นโทษพักการเรียน) จึงถวายฎีการ้องทุกข์ต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระองค์ก็ทรงรับฎีกาจากนิสิตผู้นั้น และหากผมจำไม่ผิด ดูเหมือนทางมหาวิทยาลัยก็ได้ลดโทษให้ในภายหลัง

แม้ไม่มีกฎหมายรองรับ แต่การถวายและรับฎีกา ก็ทำกันเป็นเรื่องปกติสืบมาอย่างต่อเนื่อง ปัญญาชนฝ่ายขวา มักอธิบายประเพณีนี้ว่า สืบเนื่องมาจาก "กระดิ่ง" ที่ปากประตูวังในสมัยพระเจ้ารามคำแหง ซึ่งผู้ "เจ็บท้องข้องใจ" สามารถมาตีเพื่อถวายฎีการ้องทุกข์ (อาจด้วยวาจา) ได้ สืบมาถึงการตีกลองร้องทุกข์ในสมัยต้นรัตนโกสินทร์

ว่ากันว่า นี่เป็นสัญลักษณ์ของความสัมพันธ์ ที่แยกไม่ออกระหว่างพระเจ้าแผ่นดินไทยกับราษฎร
การที่ฝ่ายเสื้อแดงรณรงค์ขอลายเซ็น จากประชาชนเป็นล้านชื่อนั้น ก็คงทราบอยู่แล้วว่า พระมหากษัตริย์ ไม่มีพระราชอำนาจตามกฎหมายในเรื่องนี้ แต่มีพระราชอำนาจในทางวัฒนธรรม ซึ่งมีผลต่อการต่อสู้ทางการเมืองของฝ่ายตน

ครับ การรณรงค์ครั้งนี้เป็นปฏิบัติการทางการเมืองอย่างแน่นอน และนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีผู้ใช้สถาบันพระมหากษัตริย์ในทางการเมือง ขออนุญาตที่จะไม่ลำเลิกว่า นับตั้งแต่หลัง พ.ศ.2475 เป็นต้นมา ได้มีนักการเมือง, ทหาร, ข้าราชการ, รัฐบาล, ฝ่ายค้าน, ผู้ประท้วง ฯลฯ ได้ใช้สถาบันพระมหากษัตริย์ในทางการเมือง มาหลายครั้งหลายหน

แม้เราอาจเห็นว่า ไม่สมควรหรือไม่เหมาะสม แต่สถานะของสถาบันที่มีอำนาจทางการเมืองอย่างสูงเช่นนี้ ย่อมหลีกเลี่ยงได้ยาก ที่จะไม่ถูกนำไปใช้ประโยชน์ทางการเมือง (และปฏิเสธไม่ได้ว่า สถาบันกษัตริย์ทุกแห่งในโลกนี้ ไม่ว่าอยู่ภายใต้หรือเหนือรัฐธรรมนูญ ย่อมเป็นสถาบันทางการเมืองทั้งนั้น)

แต่การใช้ประโยชน์สถาบันทางการเมืองของกลุ่มเสื้อแดง แตกต่างจากที่เคยใช้กันมา กล่าวคือ ไม่แต่เพียงอ้างเอาเฉย ๆ หากระดมมวลชนจำนวนมากเข้ามาหนุนหลังด้วย และคงจบลงด้วยการถวายฎีกา ไม่ใช่การขอพระราชทานอภัยโทษของนักโทษตามระเบียบกรมราชทัณฑ์ และกระทรวงมหาดไทย

นี่เป็นสัญญาณของความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่น่าสนใจ การเมืองไทยได้คลี่คลายมาสู่การเมืองของมวลชนมากขึ้น ข้อนี้ใคร ๆ ก็เห็นได้อยู่แล้ว การดำเนินการทางการเมือง จึงเปลี่ยนไป และหนึ่งในความเปลี่ยนแปลงคือ ความสัมพันธ์ระหว่างการเมืองและสถาบันพระมหากษัตริย์ การถวายฎีกาด้วยคลื่นมหาชนเช่นนี้ นับเป็นครั้งแรกของความสัมพันธ์ใหม่ ที่ปรากฏให้เห็นได้ในการเมืองแบบมวลชน

สถาบันพระมหากษัตริย์ จะตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงที่การเมืองแบบมวลชนนำมาอย่างไร จึงจะถือว่าสมควรและเหมาะสมแก่วัฒนธรรมไทย เป็นสิ่งที่เกินสติปัญญาของผมจะคิดไปได้

ใครที่เคยดูภาพยนตร์เรื่อง The Queen คงจำได้ว่า คลื่นมหาชนที่พากันไปวางดอกไม้ไว้อาลัยเจ้าหญิงไดแอนนา ที่หน้าพระราชวังบัคกิ้งแฮม ทำให้สำนักพระราชวัง ต้องเปลี่ยนนโยบายลดธงครึ่งเสาในเวลาต่อมา

ยังมีฉากที่สมเด็จพระบรมราชินีนาถ ทอดพระเนตรกวางด้วยทรงเอ็นดูอย่างยิ่ง แต่ในวันรุ่งขึ้นกวางตัวนั้น ก็ถูกชำแหละแขวนผึ่งอยู่ในห้องเก็บเนื้อสัตว์ของเพื่อนบ้าน เขายืนยันแก่สมเด็จพระบรมราชินีนาถที่เสด็จฯไปทรงเยี่ยมว่า เขาล่ากวางตัวนั้น บนที่ดินของเขาอันเป็นสิทธิตามกฎหมาย สมเด็จพระบรมราชินีนาถเสด็จฯจากไป ด้วยความเศร้าสลดพระทัย

ผมไม่ได้หมายความว่า หนทางที่สถาบันพระมหากษัตริย์ไทย จะตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงสู่การเมืองแบบมวลชน ไม่มีหนทางอื่นใดมากไปกว่า ที่สถาบันกษัตริย์อังกฤษต้องดำเนินไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อาจมีหนทางให้เลือกได้อีกหลายอย่าง ซึ่งดังที่กล่าวแล้วว่า เกินสติปัญญาของผมจะคิดออก แต่ความสามารถที่จะเลือกนั้น ต้องมาจากความเข้าใจว่า การเมืองไทยได้เปลี่ยนไปสู่ลักษณะ "มวลชน" มากขึ้น

การรณรงค์ตอบโต้ว่า ผิดกฎหมายก็ตาม, "ดึงฟ้าต่ำ" ก็ตาม, "หินแตก" ก็ตาม หรือแม้แต่การตั้งโต๊ะให้ถอนชื่อก็ตาม นอกจากไม่ประสบความสำเร็จที่จะยับยั้งฎีกาได้แล้ว ยังมาจากความพยายามที่จะดึงการเมืองไทย ให้จำกัดอยู่บนเวทีของชนชั้นนำตามเดิม อันเป็นความพยายามที่ฝืนธรรมชาติ ของพัฒนาการทางการเมืองในเศรษฐกิจทุนนิยม

ผมคิดว่าเป็นภาระของปัญญาชนฝ่ายขวา ต้องทำความเข้าใจความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองนี้ให้ดี แล้วนั่งลงหาหนทางที่เป็นไปได้ที่สุด ในการที่สถาบันพระมหากษัตริย์ไทย จะสามารถยืดหยุ่นในสถานการณ์บีบคั้นทางการเมืองนานาชนิด ซึ่งต้องเกิดขึ้นเป็นธรรมดาในการเมืองแบบมวลชน

คาถาเก่า ๆ ของการเมืองแบบชนชั้นนำนั้น มีมนต์ขลังน้อยลงไปเรื่อย ๆ ถึงนั่งท่องกัน ซ้ำแล้ว ซ้ำอีก ก็จะไม่เกิดผลอันใด

ที่มา มติชน

เรื่องจากคอลัมน์ล่าสุด

ศึกษาวัตถุนิยมวิภาษ บทที่ 3 ความเกี่ยวพันทั่วไปของโลกวัตถุ

tags:
บทนี้ มีเนื้อหาสำคัญคือ

1. จินตภาพของความเกี่ยวพันที่มีลักษณะทั่วไปของโลกวัตถุ
2.ความเกี่ยวพันระหว่างเหตุกับผล
3. ความเกี่ยวพันระหว่างความบังเอิญกับความแน่นอน
4.  ความเกี่ยวพันระหว่างความเป็นไปได้กับความเป็นจริง
5.  ความเกี่ยวพันระหว่างรูปแบบกับเนื้อหา
6. ความเกี่ยวพันระหว่างธาตุแท้กับปรากฎการณ์

ลบล้างผลรัฐประหาร 49 แก้ไข ม.112 เยียวยาผู้เสียหายและจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่

tags:

กองบรรณาธิการได้พิจารณาแถลงการณ์คณะนิติราษฎร์ เนื่องในโอกาสครบรอบ ๑ ปีนิติราษฎร์ เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2554  ขอสนับสนุนข้อเสนอ 4 ข้อในแถลงการณ์ดังกล่าว ดังนี้

กสทช.ใหม่คือ ตัวแทนของอภิชน

tags:

มติชนรายงานข่าวว่า วุฒิสภาเลือก 11 กสทช.ใหม่แล้ว แต่ทว่า ผลการเลือกตั้ง กสทช. จากวุฒิสภาชุดนี้ สรุปได้คำเดียวว่า น่าผิดหวังยิ่งนัก

ดังภาษิตที่ว่า " งาช้างไม่อาจงอกออกจากปากของสุนัข" ฉันใด

กสทช.ที่มาจากการเลือกของวุฒิสภาที่สมาชิกมาจากการสรรหาของพวกอภิชนถึงครึ่งหนึ่ง ย่อมถูกครอบงำด้วยตัวแทนของอภิชน ฉันนั้น

บทความ

อ่านบทความย้อนหลังทั้งหมด

ข่าวน่าสนใจ

นักวิชาการเหนือ-อีสาน-ใต้ เสนอผลสรุปวิจัย พลเมืองไทยต้องการประชาธิปไตย 100 เปอร์เซ็นต์

tags:

วันที่ 8 ก.พ. 2555 โครงการสร้างสำนึกพลเมืองเพื่อส่งเสริมประชาธิปไตยและธรรมาภิบาลในท้องถิ่น จัดการสัมมนาสรุปผลการวิจัย ซึ่งทำการวิจัยในพื้นที่อิสาน ได้แก่ เชียงใหม่ ลำพูน พิษณุโลก พิจิตร สุโขทัย ขอนแก่น กาฬสินธุ์ มหาสารคาม อุบลราชธานี อำนาจเจริญ ศรีสะเกษ และยะลา

เกษียร เตชะพีระ : ปรีดี พนมยงค์ กับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

tags:

3 ก.พ. 55 เกษียร เตชะพีระ อภิปรายในงาน  “ปรีดี พนมยงค์ กับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์"  จัดโดย วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ ที่ มธ. ท่าพระจันทร์

วรเจตน์ ภาคีรัตน์ : ชี้แจงกรณีคณะผู้บริหาร มธ.ห้ามเคลื่อนไหว แก้ไข ปอ ม.112 ใน มธ.

tags:

3 กพ.2555 วรเจตน์ ภาคีรัตน์ ชี้แจงกรณีคณะผู้บริหาร มธ.ห้ามเคลื่อนไหว แก้ไข ปอ. ม.112 ใน มธ.ในรายการคมชัดลึก โดย จอมขวัญ หลาวเพ็ชร์

 

 

เว็บบอร์ด

กลุ่มศึกษาทฤษฎี

อ่านต่อ

เว็บเพื่อนบ้าน

อ่านต่อ

รวมเว็บไซต์น่าสนใจ

อ่านต่อ

ล็อกอิน หรือ สมัครสมาชิก เพื่อเสนอความเห็นหรือตั้งกระทู้