พม่า: ไม่มีแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์

tags:

ท่ามกลางเสียงประณามจากนานาชาติ ดูเหมือนว่ากระบวนการประชาธิปไตยในพม่าจะ ไม่มีแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ อย่างที่หลายฝ่ายคาดหวัง อองซาน ซูจี ยังคงถูกกักบริเวณในบริเวณบ้านพักต่อไป การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น คงเป็นเพียงการสร้างเสริมความมั่นคงให้กับรัฐบาลทหาร อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ใช่เรื่องที่เหนือความคาดหมาย

ผู้เขียนคิดว่า การที่เราจะทำความเข้าใจปรากฎการณ์ทางการเมือง ที่ดำเนินไปในพม่า เราควรทำความเข้าใจปัจจัย 3 ประการซึ่งอยู่เบื้องหลัง ได้แก่ ความคิดทางการเมืองของผู้นำรัฐบาลทหารพม่า ความสำคัญของพม่าต่อมหาอำนาจตะวันออกและรัสเซีย และหลักการไม่แทรกแซงกิจการภายในของอาเซียน

ปัจจัยที่ 1 : ความคิดทางการเมืองของผู้นำรัฐบาลทหารพม่า

การจะอธิบายนโยบายของรัฐบาลทหารพม่า ในประเด็นสิทธิมนุษยชนได้นั้น สิ่งสำคัญประการแรก คือ ต้องทำความเข้าใจกับความคิดทางการเมืองของผู้นำรัฐบาลทหาร หรือ ชนชั้นนำ ในฐานะที่เป็นผู้กำหนดนโยบาย ซึ่งความคิดทางการเมืองดังกล่าว ได้รับอิทธิพลอย่างมากจากพุทธศาสนาและลัทธิขงจื้อ

ในเรื่องเอกภาพ (unity) ก่อนจะวิเคราะห์ความคิดทางการเมืองของผู้นำรัฐบาลทหารพม่าในประเด็นดังกล่าว ต้องทำความเข้าใจกับนิยามของเอกภาพเสียก่อน เอกภาพ คือ การมีเสถียรภาพ โดยที่ทำให้ทุกคนมีความเหมือนกันทั้งทางความคิดและผลประโยชน์ โดยพยายามกำจัดความแตกต่างที่มีอยู่ออกไปเสีย ซึ่งต่างจากความปรองดอง (harmony) ที่ให้ความสำคัญกับเสถียรภาพ แต่โดยการประนีประนอมกับความแตกต่าง

อาจกล่าวได้ว่าความคิดทางการเมืองของผู้นำรัฐบาลทหาร ไม่ได้ต้องการส่งเสริมความปรองดอง ในความแตกต่างหลากหลายและยอมรับสิทธิการดำรงอยู่ ของกลุ่มชาติชาติพันธุ์อื่น หากแต่เน้นความเป็นเอกภาพแบบทหาร (militaristic unity) หนึ่งเดียว

ผ่านการปราบปรามชนกลุ่มน้อย มองว่าชนกลุ่มน้อยเป็นภัยคุกคาม และการให้ความสำคัญกับความเหนือกว่า ของวัฒนธรรมพม่าและพุทธศาสนา นอกจากนั้นยังเชื่อว่าสังคมที่ดี ต้องเกิดจากการผลักดันของโครงสร้างส่วนบนของสังคม หรือชนชั้นนำ

ในแง่นี้ ผู้นำรัฐบาลทหารจึงมองว่า ระบบการเมืองและสังคมที่เหมาะสมคือ แบบบนลงล่าง (top-down) รัฐบาลทหารเป็นผู้กำหนดโครงสร้าง และหน่วยทางการเมืองที่สำคัญทั้งหมด ไม่มีความเปิดของระบบการเมืองให้แก่การมีส่วนร่วมของประชาชน

ผู้นำทหารมองว่า พม่ากำลังตกอยู่ในอันตรายและด้วยอำนาจของรัฐบาลทหารเท่านั้น ที่จะสามารถนำพาพม่าให้ก้าวพ้นวิกฤตได้ เมื่อเป็นเช่นนั้น ความเท่าเทียมและเสรีภาพของปัจเจกไม่ใช่สิ่งที่พึงประสงค์ หากแต่ต้องการความเป็นองค์รวมที่มีระเบียบ สามัคคี ร่วมมือกันและไม่มีผลประโยชน์ส่วนตน ดังนั้นจึงคาดหวังให้ประชาชนทุกคนต้องอุทิศตนเพื่อรัฐบาลทหารพม่า

ประสบการณ์ที่ต้องตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษ เป็นสิ่งสำคัญประการหนึ่งที่มีผลต่อความคิดทางการเมืองของผู้นำรัฐบาลทหาร จึงไม่น่าประหลาดใจที่ผู้นำทหารให้ความสำคัญกับชาตินิยมเป็นอย่างมาก จนอาจกล่าวได้ว่าเป็นความคลั่งชาติ

เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว จึงมีแนวโน้มจะมองว่าจะมองว่าความพยายามใด ๆ ของต่างชาติที่ขัดกับผลประโยชน์ของรัฐบาลทหารคือ ลัทธิล่าอาณานิคมใหม่ (neo-colonialism) ดังนั้น จึงมองว่า อองซาน ซูจี พรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) และฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลอื่น ๆ

ที่ได้รับการสนับสนุนจากต่างชาติโดยเฉพาะมหาอำนาจตะวันตก เช่น สหรัฐฯ ที่มีเป้าหมายสุดท้ายของมาตรการคว่ำบาตร เพื่อเปลี่ยนระบอบ (regime change) ในพม่า คือ ผู้ล่าอาณานิคมใหม่ (neo-colonialist)

กล่าวโดยสรุป ความคิดทางการเมืองของผู้นำรัฐบาลทหารพม่าคือ ความคิดที่ว่าพม่ากำลังตกอยู่ในภัยอันตราย มีเพียงรัฐบาลทหารเท่านั้น ที่จะสามารถประกันความอยู่รอดของชาติได้

และเพื่อการนี้ จึงต้องสร้างรัฐประชาธิปไตยที่เจริญและมีระเบียบวินัย (discipline-flourishing democratic state) ที่ยึดหลักเอกภาพแบบทหาร ปฏิเสธความแตกต่างทางความคิด ชาติพันธุ์ และผลประโยชน์

โดยรัฐบาลทหารมีอำนาจสูงสุดในการปกครองแบบบนลงล่าง (top-down) ประชาชนมีหน้าที่รับผิดชอบอุทิศตนให้กับประเทศ ชาติตะวันตกและกลุ่มที่ได้รับการสนับสนุน หรือ เห็นอกเห็นใจจากชาติตะวันตกเป็นเสมือนผู้ล่าอาณานิคมใหม่ ที่บ่อนทำลายประเทศ

ผลของอิทธิพลจากความคิดทางการเมือง ของผู้นำรัฐบาลทหารพม่าที่เกี่ยว เนื่องกับนโยบายของรัฐบาลทหาร ในประเด็นสิทธิมนุษยชน และการลงนามรับรองกฎบัตรอาเซียน อาจสรุปได้ดังนี้:

1. จุดมุ่งหมายหลักของรัฐบาลทหาร คือ การสงวนไว้ซึ่งอำนาจที่มีทรงอานุภาพในสังคม

2. ผู้นำทหารปัจจุบัน ไม่มีจุดมุ่งหมายที่จะสละอำนาจที่มีอยู่แต่เดิม แต่อาจใช้อำนาจในรูปที่เปลี่ยนไป ผ่านรัฐบาลพลเรือนภายใต้ระบอบประชาธิปไตย ที่เจริญและมีระเบียบวินัย (discipline-flourishing democracy)

3.ผู้นำทหารเชื่อว่า ประเทศตกอยู่ในภัยอันตรายร้ายแรงจากการแตกตัว โดยกลุ่มแบ่งแยกดินแดนชนกลุ่มน้อย การส่งเสริมและสนับสนุนโดยองค์ประกอบต่างชาติ และมีเพียงรัฐบาลทหารเท่านั้นที่สามารถรับประกันเอกภาพของประเทศได้

4.รัฐบาลทหารไม่มีจุดมุ่งหมาย ที่จะอนุญาตให้พรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อ ประชาธิปไตย (NLD) และผู้นำฝ่ายตรงข้ามรวมทั้ง อองซาน ซูจี เข้ารับตำแหน่งบริหารใด ๆ

5.ผู้นำรัฐบาลทหารอยู่ในฐานะผู้มีอำนาจสูงสุด ไม่สามารถโต้แย้งหรือตั้งคำถามได้

6.ระบบการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ถูกรวมกันไว้ในระบบอำนาจของบุคคล

7.รัฐบาลทหารมองว่า อำนาจตะวันตกมีลักษณะจักรวรรดินิยม ที่จะครอบงำประเทศพม่า

ปัจจัยที่ 2 : ความสำคัญของพม่าต่อมหาอำนาจตะวันออกและรัสเซีย

แน่นอนว่า หากปราศจากการสนับสนุนจากประเทศมหาอำนาจตะวันออก โดยเฉพาะจีนนั้น นโยบายของรัฐบาลทหารพม่าในประเด็นสิทธิมนุษยชน ย่อมไม่มีรูปโฉมอย่างที่เป็น อยู่ในปัจจุบัน เพราะรัฐบาลทหารคงไม่สามารถทนแรงกดดันจากมาตรการต่าง ๆ ของสหรัฐอเมริกา และประเทศพันธมิตรได้

ซึ่งอย่างที่กล่าวไปแล้วว่าจุดมุ่งหมายของนโยบายทั้งหลายของสหรัฐฯนั้น มีเป้าประสงค์หลักเพื่อเปลี่ยนระบอบ (regime change) ในพม่า และผลักดันให้ พรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) ของ อองซาน ซูจี จัดตั้งรัฐบาล ในประเด็นนี้มีจุดมุ่งหมายแอบแฝง (hidden agenda) คือ การปิดล้อมจีนของสหรัฐฯ ซึ่งดูเหมือนว่าความพยายามของสหรัฐฯและพันธมิตรจะปราศจากผล

ตัวแสดงหลักที่อยู่เบื้องหลังความล้มเหลวดังกล่าวคือ จีน เนื่องจากพม่ามีความสำคัญทั้งทางยุทธศาสตร์และเศรษฐกิจต่อจีน แม้ในอดีตจะเคยเป็นศัตรูกันมาก่อนก็ตาม แต่ภายหลังปี 1990 จีนกลายมาเป็นตัวแสดงต่างประเทศที่สำคัญที่สุดในพม่า

คือ เป็นทั้งผู้สนับสนุนและช่วยเหลือรัฐบาลทหาร สำหรับรัฐบาลจีนแล้ว การสนับสนุนรัฐบาลทหารพม่า เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์โดยรวมต่อเอเชีย เพื่อสกัดกั้นการปิดล้อมของสหรัฐฯ ผ่านการสร้างความสัมพันธ์ทางการทูตและทางเศรษฐกิจที่ใกล้ชิด

นอกจากพม่าเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์โดยรวมต่อเอเชียแล้ว จีนยังมีผลประโยชน์ทางภูมิรัฐศาสตร์ในพม่า กล่าวคือ จีนต้องการใช้พม่าเป็นทางผ่านในการออกทะเล และการสร้างท่อส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจากพม่า ไปยังภาคตะวันตกเฉียงใต้ของจีน

นอกจากนั้น พม่าจะเป็นตลาดของสินค้าราคาถูกที่ผลิตในภูมิภาคดังกล่าวของจีน ด้วย
ทางด้านเศรษฐกิจ รัฐบาลจีนมีส่วนอย่างสำคัญในการค้ำจุนเศรษฐกิจของพม่า ทำให้ผลกระทบที่เกิดจากมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ และพันธมิตรบรรเทาความรุนแรงลง

กล่าวคือ ตามรายงานของธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (ADB) ในปี 2006 จีนเป็นประเทศผู้ส่งออกสินค้า ไปยังพม่ารายใหญ่ที่สุดคือ มีมูลค่าถึง 1,328 ล้านดอลลาร์ และเป็นประเทศผู้นำเข้าสินค้าจากพม่า เป็นอันดับสามรองจากไทยและอินเดีย

นอกจากนั้น ประเทศจีนยังเป็นนักลงทุนรายใหญ่ที่สุดในพม่าด้วย ซึ่งบริษัทจากจีนได้รับความสะดวกเป็นอย่างดีจากรัฐบาลทหาร ไม่ต้องเสี่ยงต่อการถูกยึดกิจการ (nationalization) อย่างบริษัทจากประเทศอื่น

ในเวทีระหว่างประเทศ จีนเป็นเสมือนเกราะป้องกันพม่าจากการโจมตีด้วยปัญหา สิทธิมนุษยชน ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด คือ ในต้นปี 2007 จีนใช้สิทธิยับยั้ง (veto) การเสนอร่างข้อมติของสหรัฐฯ ในประเด็นปัญหาสิทธิมนุษยชนของพม่า ต่อคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ

โดย Wang Guangya เอกอัครราชทูตจีนได้กล่าวต่อคณะมนตรีว่า: "…no country is perfect… similar problems exist in other countries as well..." ("...ไม่มีประเทศใดที่สมบูรณ์แบบ ... ปัญหาคล้ายๆ กันเกิดในประเทศอื่น ๆ เช่นกัน..." - ประชาไท)

ซึ่งน่าจะสะท้อนจุดยืนของรัฐบาลจีน ต่อนโยบายของรัฐบาลทหารพม่าในประเด็นสิทธิมนุษยชนได้เป็นอย่างดี

การขยายอิทธิพลของจีนในพม่า ที่นับวันจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้รัฐบาลอินเดียเปลี่ยนนโยบายที่มีต่อรัฐบาลทหารพม่า จากที่เคยต่อต้านรัฐบาลทหารและให้การสนับสนุนขบวนการเคลื่อนไหวที่เรียกร้องประชาธิปไตย ทั้งนี้เพื่อสกัดกั้นการขยายอิทธิพลของจีน

อินเดียพยายามโน้มน้าวให้พม่า ตีตัวออกห่างจีน โดยเสนอเงินกู้และความช่วยเหลือในการสร้างสะพานข้ามแม่น้ำอิรวดีสายใหม่ นอกจากนี้ จากการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วของอินเดีย ทำให้ความต้องการพลังงานเพิ่มสูงขึ้นและพม่าก็มีทรัพยากรดังกล่าว

ท่าที่เปลี่ยนไปของอินเดีย เห็นได้ชัดเจนจากคำกล่าวของโฆษกรัฐบาลอินเดียใน ช่วงเวลาที่จีนใช้สิทธิยับยั้งการเสนอร่างข้อมติของสหรัฐ:

“The government of India is concerned at and is closely monitoring the situation in Myanmar. It is our hope that all sides will resolve their issues peacefully through dialogue. India has always believed that Myanmar’s process of political reform and national reconciliation should be more inclusive and broad-based”

(“รัฐบาลอินเดียห่วงใยและ จะติดตามสถานการณ์ในพม่าอย่างใกล้ชิด โดยหวังว่าทุกฝ่ายจะแก้ปัญหาได้อย่างสันติ ผ่านการพูดคุย ทั้งนี้ อินเดียเชื่อว่า กระบวนการปฏิรูปการเมืองของพม่าและการปรองดองแห่่งชาติจะเปิดกว้างและมีความ หลากหลาย”-ประชาไท)

ตัวแสดงต่างประเทศสุดท้ายที่ปรากฏขึ้นอย่างมีนัยสำคัญคือ รัสเซีย ต่อนโยบายของรัฐบาลทหารพม่าในประเด็นสิทธิมนุษยชน ท่าทีของรัสเซียชัดเจนเห็นได้ จากการใช้สิทธิยับยั้ง (veto) ต่อการเสนอร่างข้อมติของสหรัฐฯ พร้อมกับจีน โดยให้เหตุผลผ่านคำกล่าวของเอกอัครราชทูต Vitaly I. Churkin ว่า:

"We believe that the situation in this country does not pose any threat to international or regional peace; this opinion is shared by a large number of states, including most importantly those neighboring Myanmar… we find that attempts aimed at using the Security Council to discuss issues outside its purview are unacceptable."

(“ เราเชื่อว่าสถานการณ์ในประเทศนี้ จะไม่เป็นต้นเหตุของการคุกคามความสงบสันติในระดับสากลและระดับภูมิภาค ความเห็นนี้มาจากหลายๆ รัฐ รวมถึงเพื่อนบ้านที่สำคัญอย่างพม่า ... เราพบว่ามีความพยายาม ในการใช้สภาความมั่นคง เพื่ออภิปรายนอกเหนือขอบเขตซึ่งยอมรับไม่ได้” – ประชาไท)

ความสำคัญของพม่าต่อมหาอำนาจตะวันออก และ รัสเซียทั้งหมดที่กล่าวไปข้างต้นทำให้ตัวแสดงต่างประเทศเหล่านี้มีบทบาท อย่างสำคัญในการประกันการดำรงอยู่ของนโยบายของรัฐบาลทหารพม่าในประเด็นสิทธิ มนุษยชน และทำให้ความพยายามใด ๆ ของสหรัฐฯ และพันธมิตร หรือ แม้กระทั่งอาเซียนไม่สัมฤทธิ์ผล

ปัจจัยที่ 3 : หลักการไม่แทรกแซงกิจการภายในของอาเซียน

ตามที่ได้อธิบายอย่างละเอียดแล้ว ในหัวข้อนโยบายของรัฐบาลทหารพม่า ในประเด็นสิทธิมนุษยชน กับการเป็นสมาชิกอาเซียน หลักการไม่แทรกแซงกิจการภายในของอาเซียน เป็นเงื่อนไขสำคัญที่รัฐบาลทหารพม่า เข้าเป็นสมาชิกอาเซียน

และเปรียบเสมือน โล่ที่ป้องกันพม่าจากการแทรกแซงของมหาอำนาจตะวันตก การเป็นสมาชิกอาเซียน ยังเป็นการสร้างความชอบธรรมในรัฐบาลทหารพม่า ในเวทีระหว่างประเทศด้วย

รัฐบาลทหารตระหนักดีว่า การที่จะถูกแทรกแซงโดยอาเซียนนั้น เป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก เพราะอาเซียนใช้กลไกฉันทามติ การบรรลุฉันทามติแทบเป็นไปไม่ได้เลย อย่างไรก็ตาม รัฐบาลทหารก็ไม่ได้มีความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับอาเซียน และความสัมพันธ์ที่ดีกับจีน ทำให้พม่าไม่จำเป็นต้องสนองตอบต่อความต้องการของอาเซียนถ้าไม่จำเป็น

นอกจากนั้นรัฐบาลทหารก็น่าจะรู้ว่า ในความเป็นจริงแล้ว ประเทศสมาชิกอาเซียนส่วนใหญ่ ยังคงต้องการหลักการไม่แทรกแซงกิจการภายใน เนื่องจากต่างมีกิจการภายในที่เป็นประเด็นละเอียดอ่อน หากจะกล่าวให้ถึงที่สุดแล้ว

ประเทศสมาชิกอาเซียน โดยเฉพาะที่มีพรมแดนติดกับพม่า ก็ไม่ได้ต้องการสกัดกั้นนโยบายของรัฐบาลทหารพม่า ในประเด็นสิทธิมนุษยชน หรือต้องการเห็นการเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตย โดยเฉพาะหาก อองซาน ซูจี และพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตยขึ้นเป็นรัฐบาล

เพราะ ย่อมหมายถึงความวุ่นวายที่จะเกิดขึ้นในพม่า ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าจะลุกลาม ทำให้พม่ากลายเป็นรัฐที่ล้มเหลว (failed state) หากเป็นเช่นนั้น ประเทศเพื่อนบ้านย่อมต้องได้รับผลกระทบอย่างหนัก โดยเฉพาะผู้อพยพจำนวนมาก เกินกว่าที่รัฐบาลประเทศเพื่อนบ้านจะรับได้ไหว

กล่าวโดยสรุปปัจจัยแรกคือ ความคิดทางการเมืองของผู้นำรัฐบาลทหารพม่า เปรียบเสมือนสถาปนิก ที่ออกแบบนโยบายของรัฐบาลทหารพม่า ในประเด็นสิทธิมนุษยชน และประชาธิปไตย ที่ถูกปกป้องและทำให้แข็งแรงขึ้นโดยปัจจัยที่สอง คือ ความสำคัญของพม่าต่อมหาอำนาจตะวันออกและรัสเซีย

และปัจจัยที่สาม คือ หลักการไม่แทรกแซงกิจการภายในของอาเซียน ซึ่งปัจจัยสองประการหลังนั้นยังทำหน้าที่ถ่วงดุลกันด้วย

ความพยายามของมหาอำนาจตะวันตกและพันธมิตร หรือการเดินขบวน ชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตย จะไม่สามารถทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในนโยบายของรัฐบาลทหารพม่า ในประเด็นสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตยได้ หากความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นก็เกิดจากความเปลี่ยนแปลงภายในรัฐบาลทหารเอง ไม่ใช่แรงกดดันจากภายนอก

หมายเหตุ

โปรดดูเพิ่มเติมใน ภูวิน บุณยะเวชชีวิน. “นโยบายของรัฐบาลทหารพม่าในประเด็นสิทธิมนุษยชน: ศึกษากรณีการลงนามรับรองกฎบัตรอาเซียนของพม่า,” กระแสอาคเนย์, ปีที่ 6 ฉบับที่ 66 (มิถุนายน 2552), 35-49.

ที่มา ประชาไท

เรื่องจากคอลัมน์ล่าสุด

ศึกษาวัตถุนิยมวิภาษ บทที่ 3 ความเกี่ยวพันทั่วไปของโลกวัตถุ

tags:
บทนี้ มีเนื้อหาสำคัญคือ

1. จินตภาพของความเกี่ยวพันที่มีลักษณะทั่วไปของโลกวัตถุ
2.ความเกี่ยวพันระหว่างเหตุกับผล
3. ความเกี่ยวพันระหว่างความบังเอิญกับความแน่นอน
4.  ความเกี่ยวพันระหว่างความเป็นไปได้กับความเป็นจริง
5.  ความเกี่ยวพันระหว่างรูปแบบกับเนื้อหา
6. ความเกี่ยวพันระหว่างธาตุแท้กับปรากฎการณ์

ลบล้างผลรัฐประหาร 49 แก้ไข ม.112 เยียวยาผู้เสียหายและจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่

tags:

กองบรรณาธิการได้พิจารณาแถลงการณ์คณะนิติราษฎร์ เนื่องในโอกาสครบรอบ ๑ ปีนิติราษฎร์ เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2554  ขอสนับสนุนข้อเสนอ 4 ข้อในแถลงการณ์ดังกล่าว ดังนี้

กสทช.ใหม่คือ ตัวแทนของอภิชน

tags:

มติชนรายงานข่าวว่า วุฒิสภาเลือก 11 กสทช.ใหม่แล้ว แต่ทว่า ผลการเลือกตั้ง กสทช. จากวุฒิสภาชุดนี้ สรุปได้คำเดียวว่า น่าผิดหวังยิ่งนัก

ดังภาษิตที่ว่า " งาช้างไม่อาจงอกออกจากปากของสุนัข" ฉันใด

กสทช.ที่มาจากการเลือกของวุฒิสภาที่สมาชิกมาจากการสรรหาของพวกอภิชนถึงครึ่งหนึ่ง ย่อมถูกครอบงำด้วยตัวแทนของอภิชน ฉันนั้น

บทความ

อ่านบทความย้อนหลังทั้งหมด

ข่าวน่าสนใจ

นักวิชาการเหนือ-อีสาน-ใต้ เสนอผลสรุปวิจัย พลเมืองไทยต้องการประชาธิปไตย 100 เปอร์เซ็นต์

tags:

วันที่ 8 ก.พ. 2555 โครงการสร้างสำนึกพลเมืองเพื่อส่งเสริมประชาธิปไตยและธรรมาภิบาลในท้องถิ่น จัดการสัมมนาสรุปผลการวิจัย ซึ่งทำการวิจัยในพื้นที่อิสาน ได้แก่ เชียงใหม่ ลำพูน พิษณุโลก พิจิตร สุโขทัย ขอนแก่น กาฬสินธุ์ มหาสารคาม อุบลราชธานี อำนาจเจริญ ศรีสะเกษ และยะลา

เกษียร เตชะพีระ : ปรีดี พนมยงค์ กับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

tags:

3 ก.พ. 55 เกษียร เตชะพีระ อภิปรายในงาน  “ปรีดี พนมยงค์ กับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์"  จัดโดย วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ ที่ มธ. ท่าพระจันทร์

วรเจตน์ ภาคีรัตน์ : ชี้แจงกรณีคณะผู้บริหาร มธ.ห้ามเคลื่อนไหว แก้ไข ปอ ม.112 ใน มธ.

tags:

3 กพ.2555 วรเจตน์ ภาคีรัตน์ ชี้แจงกรณีคณะผู้บริหาร มธ.ห้ามเคลื่อนไหว แก้ไข ปอ. ม.112 ใน มธ.ในรายการคมชัดลึก โดย จอมขวัญ หลาวเพ็ชร์

 

 

เว็บบอร์ด

กลุ่มศึกษาทฤษฎี

อ่านต่อ

เว็บเพื่อนบ้าน

อ่านต่อ

รวมเว็บไซต์น่าสนใจ

อ่านต่อ

ล็อกอิน หรือ สมัครสมาชิก เพื่อเสนอความเห็นหรือตั้งกระทู้