สู่พรรคการเมืองมวลชน (ตอนต้น)

tags:

สภาพที่เราประสบพบเห็นอยู่ตอนนี้ เป็นสิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อน ในการเมืองไทยสมัยใหม่คือการปรากฏขึ้นของขบวนการการเมืองมวลชนระดับชาติ 2 ขบวนที่เป็นปฏิปักษ์กัน

ได้แก่ ขบวนการเสื้อเหลืองของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) กับขบวนการเสื้อแดง ของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)

ที่สำคัญ ทั้ง 2 ขบวนต่างก็ก่อตัวขึ้นและดำรงอยู่ อย่างเป็นอิสระเอกเทศจากรัฐราชการ

ดังที่ทราบกันอยู่ว่า ขบวนการเสื้อเหลืองก่อตัวขึ้นจากพลังสื่อสิ่งพิมพ์-อิเล็กทรอนิกส์-อินเตอร์เน็ต-ดาวเทียมในเครือผู้จัดการ-เอเอสทีวี ภายใต้การนำของสนธิ ลิ้มทองกุล ในรูปการเคลื่อนไหวรายการเมืองไทยราย สัปดาห์สัญจร ที่เรียกกันว่า "ปรากฏการณ์สนธิ ลิ้มทองกุล" นับแต่เดือนกันยายน 2548

ต่อมา เดือนกุมภาพันธ์ 2549 จึงได้รวมกับเครือข่ายองค์กรพัฒนาเอกชนบางส่วน, สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ, สำนักสันติอโศกและปัญญาชนนักวิชาการบางกลุ่ม พัฒนาเป็นพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

ในระหว่างการเคลื่อนไหวต่อต้านระบอบทักษิณและรัฐบาลนอมินีจากการเลือกตั้งของนายกฯสมัคร สุนทรเวช, นายกฯสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ต่อเนื่องมาถึงปี 2551 แม้พันธมิตรจะได้ความเห็นอกเห็นใจร่วมมือหนุนช่วย

กระทั่งอำนวยความสะดวกและเชื่อมประสาน จากหน่วยงานราชการบางส่วนและข้าราชการบางคนในการชุมนุมประท้วง ยึดทำเนียบ ปิดสนามบิน

แต่โดยพื้นฐานแล้ว พันธมิตรก็ดำเนินงานอย่างอิสระเป็นตัวของตัวเองจากระบบราชการโดยรวม ทั้งในแง่แนวทางยุทธศาสตร์ การนำ การจัดตั้งเครือข่ายและเงินทุน ถ้าไม่ใช่ในแง่จังหวะก้าวและการตัดสินใจเชิงยุทธวิธี

แม้แต่ผู้ต้องสงสัยที่กำลังถูกออกหมายจับคดีพยายามลอบสังหารสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำเสื้อเหลืองอย่างอุกอาจกลางกรุงระหว่างประกาศภาวะฉุกเฉินเมื่อเช้ามืด 17 เมษายนศกนี้ ก็เป็นข้าราชการทหาร-ตำรวจฝ่ายความมั่นคง

ส่วนขบวนการเสื้อแดงก็สำเหนียกสำนึกหมายแต่ต้นที่ก่อตั้งรวมตัวขึ้นเพื่อต่อต้านระบอบรัฐประหาร ของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) หลัง 19 กันยายน 2549 ว่าตนยืนตรงข้ามกับพลังนำของระบบราชการ โดยเฉพาะกองทัพ-องคมนตรี-ตุลาการ ซึ่งถูกเรียกหาด้วยสมญาว่า "อำมาตยาธิปไตย" จนปัจจุบัน

การล่ารายชื่อมวลชน 4,199,973 คนทั่วประเทศเพื่อถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษแก่อดีตนายกฯทักษิณของขบวนการเสื้อแดงเมื่อเดือนกรกฎาคม-สิงหาคมศกนี้ จึงเผชิญการต่อต้านตอบโต้ด้วยการล่ารายชื่อชาวบ้าน 11,140,527 คน เพื่อคัดค้านการถวายฎีกาดังกล่าวโดยอาศัยแขนขากลไกราชการทั่วประเทศของมหาดไทยเป็นแกนกลางจัดตั้งดำเนินการ

ในอดีต สถานการณ์ใกล้เคียงที่สุดกับสภาพตอนนี้คือช่วงเหตุการณ์ขัดแย้งแหลมคมรุนแรงจาก 14 ตุลาคม 2516 ถึง 6 ตุลาคม 2519

ทว่าตอนนั้นขบวนการการเมืองมวลชนระดับชาติที่เป็นอิสระเอกเทศจากรัฐราชการก็มีขบวนเดียว ได้แก่ ขบวนการนิสิตนักศึกษาฝ่ายซ้ายภายใต้การนำของศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (ศนท.) ซึ่งได้รับอิทธิพลจากพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย และเคลื่อนไหวประสานกับบางส่วนของขบวนการ กรรมกรและขบวนการชาวนาบางพื้นที่โดยเฉพาะในภาคเหนือและอีสาน

ส่วนขบวนการฝ่ายขวาอันได้แก่กระทิงแดง-นวพล-ลูกเสือชาวบ้านก็เป็นกองกำลังและมวลชนภายใต้การจัดตั้งและชี้นำของระบบราชการเอง เช่น กองทัพ, มหาดไทย, ตำรวจตระเวนชายแดน ฯลฯ

สภาพการณ์ จึงต่างกับปัจจุบัน

เราไม่ควรลืมว่า ท่ามกลางขบวนการการเมืองของมวลชนระดับชาติ 2 ขบวนในทุกวันนี้ ยังมี "พรรคราชการ" อีกหนึ่งที่เป็นพลังการเมืองแผ่กว้างครอบคลุมทั่วประเทศ, ยั่งยืนมานานหลายสิบปี-หากนับตั้งแต่ ชนชั้นนำของระบบราชการขึ้นกุมอำนาจการเมืองโดยตรงหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 เป็นต้นมา

และศูนย์การนำทางการเมืองของพรรคราชการยุคนี้ก็อาจกล่าวได้ว่าอยู่ที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) ซึ่งได้รับการปลุกให้ตื่นฟื้นพลังอำนาจขึ้นมาใหม่ด้วย พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2550 จนสามารถออกสปอตทีวีกล่อมเกลาโน้มน้าวชาวไทยทั่วประเทศให้รู้รักสามัคคีสมานฉันท์โมโซอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

ต่อหน้าขบวนการการเมืองมวลชนระดับชาติ 2 ขบวนที่ทางราชการไม่ได้จัดตั้งขึ้นและควบคุมเอง อีกทั้งต่างก็ได้สำแดงศักยภาพที่จะทำให้ประเทศชาติตกอยู่ในภาวะปกครองไม่ได้ (ungovernability) บอบช้ำเสีย หายแสนสาหัสเป็นที่ประจักษ์ชัดมาแล้วด้วยกันทั้งคู่เช่นนี้ จะไม่ให้ "พรรคราชการ" ประสาทสั่นขวัญเสียได้อย่างไร?

มองในแง่ดี การดำรงอยู่ของขบวนการการเมืองมวลชนระดับชาติทั้ง 2 ก็เป็นหลักฐานชี้ชัดว่าคนไทยมีจิตสำนึกตื่นตัวทางการเมืองสูงและกว้างขวางแพร่หลายอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ดังที่อาจารย์ไชยันต์ รัชชกูล แห่งมหาวิทยาลัยพายัพ บอกว่า มันแผ่กว้างกว่าขบวนการนักศึกษาสมัยหลัง 14 ตุลาฯ อย่างเทียบกันไม่ได้

ปมเงื่อนคำถามคือจะแปรพลังจิตสำนึกทางการเมืองที่ขึ้นสูงเข้มข้นร้อนแรง (overpoliticized) เหล่านี้ไปในช่องทางที่ขัดแย้งเชิงสร้างสรรค์ แทนที่จะหักล้างทำลายซึ่งกันและกันรวมทั้งทำร้ายสังคมส่วนรวมอย่างไร

ผมคิดว่าทางออกคือชักพาผลักดันขบวนการการเมืองมวลชนทั้งสองให้ค่อยๆ ขับเคลื่อนออกจากท้องถนน เข้าสู่วิถีทางประชาธิปไตยในระบบรัฐสภา ในรูปการของพรรคมวลชน (mass parties)

ดังจะเห็นได้ว่าทั้งขบวนการเสื้อแดงและเสื้อเหลืองต่างมีแนวโน้มความเป็นไปได้ในทิศทางดังกล่าวอยู่ เพียงแต่เส้นทางเดินดูจะยอกย้อนกลับตาลปัตรกัน

กล่าวคือ ฝ่ายเสื้อเหลืองเริ่มก่อตัวขึ้นในรูปขบวนการการเมืองมวลชนนอกรัฐสภา และพยายามต่อสู้ในกรอบรูปแบบแนวทางนั้นอย่างเรียกว่าเกือบจะสูงสุดโต่งที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ เช่น ปิดถนนสร้างสิ่งกีดขวางชุมนุมมาราธอน

ตั้งกองกำลังติดเครื่องไม้เครื่องมือในระดับป้องกันตนเองได้จากฝ่ายตรงข้ามและตำรวจ บุกสถานีวิทยุโทรทัศน์ของทางราชการ ยึดทำเนียบรัฐบาล ปิดสนามบินนานาชาติ เป็นต้น

ทว่าหลังจากผ่านการต่อสู้มากว่า 3 ปี พันธมิตรก็มองเห็นข้อจำกัดของแนวทางต่อสู้นอกรัฐสภาอย่างเดียวแบบเก่า และเล็งเห็นความจำเป็นของการต่อสู้ทางการเมืองในวิถีทางรัฐสภา จึงนำไปสู่การลงมติจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่ขึ้นเมื่อวันที่ 2 มิถุนายนศกนี้

แม้ปัญหาการจัดความสัมพันธ์ระหว่างขบวนการมวลชนพันธมิตรกับพรรคการเมืองใหม่ที่จะลงเลือกตั้งยังไม่แน่ชัดเป็นรูปธรรมว่าจะออกมาในรูปลักษณ์ใด บนหลักการอะไร แต่นี่ก็เป็นปัญหาคลาสสิคที่พรรคเลือกตั้งซึ่งก่อร่างสร้างตัวขึ้นจากฐานขบวนการมวลชนทั้งหลายทั้งปวงล้วนต้องเผชิญและหาทางแก้ไข

อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญที่สุดในเรื่องนี้คือการที่ขบวนการพันธมิตรตัดสินใจตั้งพรรคการเมืองของตนเพื่อเดินหน้าเข้าสู่การเลือกตั้งและระบบรัฐสภา เพราะนั่นเป็นสัญญาณการหันเหเปลี่ยนทิศจากแนวทางเดิม

อย่าลืมว่าแต่ไหนแต่ไรมาพันธมิตรลงท้องถนนประท้วงไม่เลิกก็เพราะไม่สามารถทำใจยอมรับอำนาจรัฐบาลเสียงข้างมากที่มาจากการเลือกตั้ง (majority rule/majoritarian democracy) ได้ เพราะเห็นว่ารัฐบาลเหล่านั้นได้อำนาจมาจากการซื้อสิทธิขายเสียง โกงบ้านกินเมือง ไม่ใช่การเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรมจริง ฯลฯ

จึงไม่ชอบธรรม นี่คืเหตุมูลฐานที่พันธมิตรคัดค้านรัฐบาลทักษิณ-สมัคร-สมชาย ต่อเนื่องกันมาไม่หยุดหย่อนถึงแม้รัฐบาลทั้ง 3 ชุดนั้นจะสามารถกุมเสียงข้างมากในสภาที่มาจากการเลือกตั้งได้ตามกฎเกณฑ์กติกาก็ตาม

มาบัดนี้ การที่พันธมิตรตัดสินใจก่อตั้งพรรคการเมืองใหม่แล้วเดินหน้าเข้าสู่การเลือกตั้งและระบบรัฐสภา โดยนัยแห่งแนวทางก็คือการยอมรับกฎเกณฑ์กติกาของระบอบประชาธิปไตยผ่านการเลือกตั้ง ซึ่งถึงที่สุดแล้วก็คือยอมรับอำนาจรัฐบาลเสียงข้างมากที่มาจากการเลือกตั้งอันเป็นหลักการมูลฐานของระบบที่ตนสมัครใจเลือกเข้าไปร่วมนั่นเอง

แน่นอนว่าในกระบวนการนี้ พรรคการเมืองใหม่-พันธมิตรย่อมจะเกี่ยงงอนต่อรองที่จะหาทางผลักดันปฏิรูประบบตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อำนาจรัฐและควบคุมการเลือกตั้งให้ดีขึ้น บริสุทธิ์ยุติธรรมและเป็นที่ยอม รับในความชอบธรรมได้มากขึ้น

ทว่าในระหว่างการพยายามปฏิรูประบบประชาธิปไตยรัฐสภา พรรคการเมืองใหม่-พันธมิตรไม่มีทางเลือกอื่นหากรักจะเล่นอยู่ในเกมนอกจากยอมรับอำนาจรัฐบาลเสียงข้างมากที่มาจากการเลือกตั้ง

เพราะกล่าวให้ถึงที่สุด พรรคการเมืองใหม่-พันธมิตรก็มุ่งประสงค์ที่จะได้อำนาจนั้นมาสักวันหนึ่งเหมือนกันเพื่อผลักดันการปฏิรูปที่ตนต้องการให้เกิดขึ้นแก่ระบบจากภายใน

กล่าวในแง่นี้ การตั้งพรรคการเมืองใหม่จึงเป็นข่าวดีที่สุดสำหรับสังคมการเมืองไทยจากขบวนการเสื้อเหลือง!

(ขออนุญาตเก็บข่าวดีจากขบวนการเสื้อแดงไว้เขียนต่อตอนหน้า)

ที่มา มติชน

เรื่องจากคอลัมน์ล่าสุด

ศึกษาวัตถุนิยมวิภาษ บทที่ 3 ความเกี่ยวพันทั่วไปของโลกวัตถุ

tags:
บทนี้ มีเนื้อหาสำคัญคือ

1. จินตภาพของความเกี่ยวพันที่มีลักษณะทั่วไปของโลกวัตถุ
2.ความเกี่ยวพันระหว่างเหตุกับผล
3. ความเกี่ยวพันระหว่างความบังเอิญกับความแน่นอน
4.  ความเกี่ยวพันระหว่างความเป็นไปได้กับความเป็นจริง
5.  ความเกี่ยวพันระหว่างรูปแบบกับเนื้อหา
6. ความเกี่ยวพันระหว่างธาตุแท้กับปรากฎการณ์

ลบล้างผลรัฐประหาร 49 แก้ไข ม.112 เยียวยาผู้เสียหายและจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่

tags:

กองบรรณาธิการได้พิจารณาแถลงการณ์คณะนิติราษฎร์ เนื่องในโอกาสครบรอบ ๑ ปีนิติราษฎร์ เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2554  ขอสนับสนุนข้อเสนอ 4 ข้อในแถลงการณ์ดังกล่าว ดังนี้

กสทช.ใหม่คือ ตัวแทนของอภิชน

tags:

มติชนรายงานข่าวว่า วุฒิสภาเลือก 11 กสทช.ใหม่แล้ว แต่ทว่า ผลการเลือกตั้ง กสทช. จากวุฒิสภาชุดนี้ สรุปได้คำเดียวว่า น่าผิดหวังยิ่งนัก

ดังภาษิตที่ว่า " งาช้างไม่อาจงอกออกจากปากของสุนัข" ฉันใด

กสทช.ที่มาจากการเลือกของวุฒิสภาที่สมาชิกมาจากการสรรหาของพวกอภิชนถึงครึ่งหนึ่ง ย่อมถูกครอบงำด้วยตัวแทนของอภิชน ฉันนั้น

บทความ

อ่านบทความย้อนหลังทั้งหมด

ข่าวน่าสนใจ

นักวิชาการเหนือ-อีสาน-ใต้ เสนอผลสรุปวิจัย พลเมืองไทยต้องการประชาธิปไตย 100 เปอร์เซ็นต์

tags:

วันที่ 8 ก.พ. 2555 โครงการสร้างสำนึกพลเมืองเพื่อส่งเสริมประชาธิปไตยและธรรมาภิบาลในท้องถิ่น จัดการสัมมนาสรุปผลการวิจัย ซึ่งทำการวิจัยในพื้นที่อิสาน ได้แก่ เชียงใหม่ ลำพูน พิษณุโลก พิจิตร สุโขทัย ขอนแก่น กาฬสินธุ์ มหาสารคาม อุบลราชธานี อำนาจเจริญ ศรีสะเกษ และยะลา

เกษียร เตชะพีระ : ปรีดี พนมยงค์ กับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

tags:

3 ก.พ. 55 เกษียร เตชะพีระ อภิปรายในงาน  “ปรีดี พนมยงค์ กับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์"  จัดโดย วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ ที่ มธ. ท่าพระจันทร์

วรเจตน์ ภาคีรัตน์ : ชี้แจงกรณีคณะผู้บริหาร มธ.ห้ามเคลื่อนไหว แก้ไข ปอ ม.112 ใน มธ.

tags:

3 กพ.2555 วรเจตน์ ภาคีรัตน์ ชี้แจงกรณีคณะผู้บริหาร มธ.ห้ามเคลื่อนไหว แก้ไข ปอ. ม.112 ใน มธ.ในรายการคมชัดลึก โดย จอมขวัญ หลาวเพ็ชร์

 

 

เว็บบอร์ด

กลุ่มศึกษาทฤษฎี

อ่านต่อ

เว็บเพื่อนบ้าน

อ่านต่อ

รวมเว็บไซต์น่าสนใจ

อ่านต่อ

ล็อกอิน หรือ สมัครสมาชิก เพื่อเสนอความเห็นหรือตั้งกระทู้