นิรโทษกรรมแก่ผู้ชุมนุมทางการเมือง หรือนิรโทษกรรมนักการเมือง ?
พรรคภูมิใจไทยเสนอร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม แก่ผู้กระทำความผิดเนื่องในการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ
โดยให้เหตุผลว่าเพื่อความสมานฉันท์ และมีนักการเมือง และผู้เกี่ยวข้องในแวดวงมหาดไทยโดยเฉพาะแวดวงการปกครองท้องถิ่น ออกมาให้ความเห็นสนับสนุนหลายราย
ที่น่าสังเกตก็คือ ในจำนวนผู้สนับสนุนกฎหมายนี้ มีนักวิชาการรวมอยู่ด้วย คือท่านอธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ซึ่งสนับสนุนความมุ่งหมายในการสมานฉันท์ทางการเมือง
แต่ผู้เขียนสงสัยว่า ความมุ่งหมายสำคัญของการตรากฎหมายนิรโทษกรรมครั้งนี้ จะอยู่ที่ความสมานฉันท์จริงหรือ ?
สาระสำคัญของกฎหมายนิรโทษกรรมคือ ไม่เอาผิดต่อผู้กระทำผิดซึ่งตามร่างกฎหมายนิรโทษกรรมนี้ มี 3 ประการ
1. กำหนดให้มีผลเป็นการนิรโทษกรรมการกระทำทั้งหลาย ของคนทั้งสองกลุ่ม ไม่ว่าเกิดขึ้นในสถานที่ใด ซึ่งเกี่ยวกับการชุมนุมการเมือง ไม่ว่าในฐานะตัวการผู้สนับสนุน ผู้ใช้ หรือผู้ถูกใช้ คือหากการกระทำนั้นผิดกฎหมาย ก็ให้ผู้กระทำพ้นจากความผิดและความรับผิดทั้งทางอาญาและทางแพ่งอย่างสิ้นเชิง
2. กำหนดเวลาที่พึงได้รับนิรโทษกรรมของแต่ละกลุ่มเอาไว้แตกต่างกัน โดยนิรโทษกรรมการกระทำของกลุ่มพันธมิตร ซึ่งได้กระทำระหว่างวันที่ 25 พฤษภาคม 2551 ถึงวันที่ 3 ธันวาคม 2551
ส่วนการนิรโทษกรรมการกระทำของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาตินั้น จำกัดการนิรโทษเอาไว้เฉพาะระหว่างวันที่ 26 มีนาคม ถึงวันที่ 14 เมษายน 2552
3. กำหนดการนิรโทษกรรมแก่เจ้าพนักงานหรือผู้ช่วยเจ้าพนักงาน ซึ่งกระทำความผิดต่อผู้ร่วมชุมนุมทั้งสองกลุ่ม ไม่ว่าการกระทำนั้น จะเป็นการออกคำสั่งหรือปฏิบัติตามคำสั่ง โดยให้ผู้กระทำพ้นจากความผิดและความรับผิด ทั้งทางอาญาและทางแพ่ง
จากสาระสำคัญสามประการนี้ หากเราควรตรวจดู ขอบเขตความหมายของข้อเสนอในการนิรโทษกรรมครั้งนี้ เราจะพบว่า การนิรโทษกรรมครั้งนี้ เป็นการนิรโทษกรรมทั้งแก่ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลและนิรโทษกรรมแก่ฝ่ายรัฐบาล (ในอดีต) เสียเอง
การนิรโทษกรรมแก่ฝ่ายต่อต้านรัฐบาล โดยมุ่งให้คลายความรู้สึกต่อต้านรัฐบาลลงนั้นเป็นเรื่องที่เราพอเข้าใจได้ว่า เป็นไปเพื่อสมานฉันท์
แต่การนิรโทษกรรมฝ่ายรัฐบาลและเจ้าหน้าที่ของรัฐที่กระทำผิดต่อผู้ชุมนุมนั้น มีข้อควรสงสัยว่า จะช่วยให้เกิดสมานฉันท์ขึ้นอย่างไร ?
ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลที่ได้ประโยชน์จากกฎหมายนิรโทษกรรม พวกแรกได้แก่ การนิรโทษกรรมผู้ร่วมการชุมนุมฝ่ายพันธมิตร ซึ่งครอบคลุมไปถึง การกระทำผิดต่อความมั่นคงของรัฐ ตั้งแต่เข้ายึดทำเนียบรัฐบาล จนถึงยึดสนามบินสุวรรณภูมิ เป็นเวลารวม 193 วัน อันเนื่องมาจากการคัดค้านรัฐบาลสมัครและสมชาย
และพวกที่สอง ซึ่งเป็นฝ่ายต่อต้านรัฐบาลในเวลาต่อมา ได้แก่กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ ซึ่งจะได้ประโยชน์ในแง่พ้นผิดในการกระทำความผิดต่อความมั่นคงของรัฐ
ตั้งแต่การเข้ายึดทำเนียบรัฐบาลไป จนกระทั่งการเข้าระงับการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนเป็นเวลารวม 21 วัน อันเป็นช่วงที่พวกเขาทำการคัดค้านรัฐบาลอภิสิทธิ์
ข้อที่ควรสังเกตก็คือ ผู้นำของคนทั้งสองกลุ่มนี้ ต่างพากันคัดค้านกฎหมายนิรโทษกรรมและยืนยันว่า การกระทำของตนเป็นการกระทำที่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เป็นไปเพื่อพิทักษ์รักษาระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย และประสงค์จะต่อสู้คดีจนถึงที่สุด ซึ่งข้ออ้างของทั้งสองกลุ่มนี้ จะมีน้ำหนักเพียงใด ยังไม่ขอกล่าวในบทความนี้
กลุ่มที่ได้ประโยชน์จากการนิรโทษกรรมครั้งนี้อย่างเห็นได้ชัดอีกกลุ่มหนึ่ง คือกลุ่มผู้ดำรงตำแหน่งอยู่ในรัฐบาล ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งอยู่ในระดับผู้มีอำนาจบังคับบัญชาสูงสุด กับเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งปฏิบัติตามคำสั่งในการปราบปรามผู้ชุมนุม ซึ่งถึงกับเกิดบาดเจ็บล้มตาย
เห็นได้ว่าเป็นการใช้อำนาจเกินสมควรแก่เหตุ และนับเป็นกลุ่มที่ควรจับตามองว่า อาจได้รับประโยชน์จากการนิรโทษกรรมครั้งนี้ไปโดยไม่ชอบธรรม
เหตุผลสำคัญก็คือ ในแง่กฎหมายนั้น เจ้าหน้าที่ของรัฐฝ่ายที่ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาผู้มีอำนาจหน้าที่นั้น ถือได้ว่าปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าพนักงาน บรรดาเจ้าหน้าที่เหล่านี้ แม้ไม่มีกฎหมายนิรโทษกรรม เพียงแต่อ้างว่าตนกระทำตามคำสั่งของเจ้าพนักงานก็ย่อมได้รับประโยชน์จากมาตรา 70 แห่งประมวลกฎหมายอาญาอยู่แล้ว
ดังที่ประมวลกฎหมายอาญากำหนดไว้ว่า
"ผู้ใดกระทำตามคำสั่งของเจ้าพนักงาน แม้คำสั่งนั้นจะมิชอบด้วยกฎหมาย ถ้าผู้กระทำมีหน้าที่หรือเชื่อโดยสุจริตว่ามีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามผู้นั้นไม่ต้องรับโทษ เว้นแต่จะรู้ว่าคำสั่งนั้นเป็นคำสั่งซึ่งมิชอบด้วยกฎหมาย "
กรณีจึงไม่มีเหตุผลเพียงพอ ที่จะต้องออกกฎหมายนิรโทษกรรมเจ้าหน้าที่ของรัฐเลย เพราะเมื่อทำตามคำสั่งเจ้าพนักงานแล้ วก็ไม่ต้องรับโทษอาญาใด ๆ ส่วนความรับผิดทางแพ่งนั้น ก็ได้รับการคุ้มครองโดยพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 อยู่แล้ว
เราจึงไม่มีทางเข้าใจเป็นอื่นไปได้ว่า การเสนอให้ตรากฎหมายนิรโทษกรรมครั้งนี้ นอกเหนือจากข้ออ้างว่าเพื่อความสมานฉันท์แล้ว ก็เป็นไปเพื่อประโยชน์ของบรรดานักการเมืองและเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจบังคับบัญชา สั่งการให้เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำความผิดนั่นเอง
และด้วยเหตุนี้เอง ในร่างกฎหมายนิรโทษกรรมครั้งนี้ จึงระบุไว้ว่า ให้เจ้าพนักงานพ้นผิดไป ไม่ว่าจะได้กระทำในฐานะผู้ออกคำสั่ง หรือผู้ปฏิบัติตามคำสั่ง
ข้อน่าคิดก็คือ ในเมื่อผู้ปฏิบัติตามคำสั่ง เขาย่อมได้ประโยชน์จากกฎหมายที่มีอยู่อยู่แล้ว และไม่จำเป็นต้องได้รับนิรโทษกรรมอะไรอีก การตรากฎหมายครั้งนี้ จึงไม่ได้เป็นไปเพื่อประโยชน์ของเจ้าหน้าที่ผู้รับคำสั่ง แต่เป็นไปเพื่อนิรโทษกรรมผู้ออกคำสั่งเท่านั้น
การนิรโทษกรรมนี้ก็คือ นิรโทษกรรมนักการเมืองด้วยกัน ผู้ออกคำสั่งโดยมิชอบนั่นเอง ตั้งแต่ผู้ดำรงตำแหน่งต่าง ๆ ในคณะรัฐมนตรีในขณะเกิดเหตุ ที่มีส่วนในการออกคำสั่งให้ใช้กำลังสลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551
และในเหตุอื่นๆ และเมื่อเกิดเหตุบาดเจ็บล้มตายแล้ว กลับไม่สั่งระงับเหตุ การละเว้นไม่ระงับเหตุร้ายเช่นนั้น เป็นเหตุให้การใช้กำลังโดยชอบ ลุกลามกลายเป็นการกระทำผิดต่อชีวิตร่างกายของประชาชน
เมื่อการนิรโทษกรรมครั้งนี้ จึงไม่ใช่นิรโทษกรรมเจ้าพนักงานระดับผู้ปฏิบัติตามคำสั่งแต่อย่างใด เพราะถึงไม่นิรโทษกรรมเขา ก็ไม่ต้องรับโทษอยู่แล้ว
ด้วยเหตุนี้ จึงกล่าวได้ว่า เป็นการออกกฎหมายนิรโทษกรรมเพื่อสมานฉันท์ จึงฟังไม่ขึ้น แต่น่าจะเรื่องการเมืองมากกว่า เป็นไปได้ว่า จะเป็นบันไดขั้นแรกที่จะเปิดประตูนำไปสู่การนิรโทษกรรมผู้เกี่ยวข้องรายอื่น ๆ ต่อไป
นักปราชญ์แต่โบราณมาได้แสดงทรรศนะไว้ว่า การนิรโทษกรรมเป็นสิ่งที่ไม่ควรกระทำเพราะ หลักที่ว่า "ผู้ใดทำผิด ผู้นั้นต้องรับผิดเพื่อการกระทำของตน" เป็นหลักศักดิ์สิทธิ์
หากทำให้เสื่อมไปแล้ว สังคมย่อมจะปั่นป่วน ประชาชนจะสับสน เยาวชนจะไม่มีหลักยึด และในที่สุด การออกกฎหมายยกเว้นความผิด ก็จะปราศจากขอบเขต
พลาโต้ (Plato) ซึ่งคัดค้านการออกกฎหมายยกเว้นผู้กระทำผิดพ้นผิด จึงกล่าววาจาอมตะไว้ตอนหนึ่งว่า
" การทำความผิดนั้นนับเป็นสิ่งชั่วร้าย แต่ยังต้องนับว่าเป็นสิ่งชั่วร้ายลำดับสอง เพราะสิ่งชั่วร้ายอันดับหนึ่งก็คือ การปล่อยให้ผู้กระทำความผิดลอยนวล "
ที่มา มติชน
เรื่องจากคอลัมน์ล่าสุด
ศึกษาวัตถุนิยมวิภาษ บทที่ 3 ความเกี่ยวพันทั่วไปของโลกวัตถุ
เขียนโดย ไท เมื่อ 20 มกราคม, 2012 - 00:59 tags:1. จินตภาพของความเกี่ยวพันที่มีลักษณะทั่วไปของโลกวัตถุ
2.ความเกี่ยวพันระหว่างเหตุกับผล
3. ความเกี่ยวพันระหว่างความบังเอิญกับความแน่นอน
4. ความเกี่ยวพันระหว่างความเป็นไปได้กับความเป็นจริง
5. ความเกี่ยวพันระหว่างรูปแบบกับเนื้อหา
6. ความเกี่ยวพันระหว่างธาตุแท้กับปรากฎการณ์
ลบล้างผลรัฐประหาร 49 แก้ไข ม.112 เยียวยาผู้เสียหายและจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่
เขียนโดย admin เมื่อ 20 September, 2011 - 23:54 tags:กองบรรณาธิการได้พิจารณาแถลงการณ์คณะนิติราษฎร์ เนื่องในโอกาสครบรอบ ๑ ปีนิติราษฎร์ เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2554 ขอสนับสนุนข้อเสนอ 4 ข้อในแถลงการณ์ดังกล่าว ดังนี้
กสทช.ใหม่คือ ตัวแทนของอภิชน
เขียนโดย admin เมื่อ 5 September, 2011 - 22:35 tags:มติชนรายงานข่าวว่า วุฒิสภาเลือก 11 กสทช.ใหม่แล้ว แต่ทว่า ผลการเลือกตั้ง กสทช. จากวุฒิสภาชุดนี้ สรุปได้คำเดียวว่า น่าผิดหวังยิ่งนัก
ดังภาษิตที่ว่า " งาช้างไม่อาจงอกออกจากปากของสุนัข" ฉันใด
กสทช.ที่มาจากการเลือกของวุฒิสภาที่สมาชิกมาจากการสรรหาของพวกอภิชนถึงครึ่งหนึ่ง ย่อมถูกครอบงำด้วยตัวแทนของอภิชน ฉันนั้น
บทความ
ข่าวน่าสนใจ
นักวิชาการเหนือ-อีสาน-ใต้ เสนอผลสรุปวิจัย พลเมืองไทยต้องการประชาธิปไตย 100 เปอร์เซ็นต์
เขียนโดย admin เมื่อ 8 กุมภาพันธ์, 2012 - 23:13 tags:
วันที่ 8 ก.พ. 2555 โครงการสร้างสำนึกพลเมืองเพื่อส่งเสริมประชาธิปไตยและธรรมาภิบาลในท้องถิ่น จัดการสัมมนาสรุปผลการวิจัย ซึ่งทำการวิจัยในพื้นที่อิสาน ได้แก่ เชียงใหม่ ลำพูน พิษณุโลก พิจิตร สุโขทัย ขอนแก่น กาฬสินธุ์ มหาสารคาม อุบลราชธานี อำนาจเจริญ ศรีสะเกษ และยะลา
เกษียร เตชะพีระ : ปรีดี พนมยงค์ กับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
เขียนโดย admin เมื่อ 5 กุมภาพันธ์, 2012 - 15:42 tags:3 ก.พ. 55 เกษียร เตชะพีระ อภิปรายในงาน “ปรีดี พนมยงค์ กับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์" จัดโดย วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ ที่ มธ. ท่าพระจันทร์
วรเจตน์ ภาคีรัตน์ : ชี้แจงกรณีคณะผู้บริหาร มธ.ห้ามเคลื่อนไหว แก้ไข ปอ ม.112 ใน มธ.
เขียนโดย admin เมื่อ 5 กุมภาพันธ์, 2012 - 15:28 tags:3 กพ.2555 วรเจตน์ ภาคีรัตน์ ชี้แจงกรณีคณะผู้บริหาร มธ.ห้ามเคลื่อนไหว แก้ไข ปอ. ม.112 ใน มธ.ในรายการคมชัดลึก โดย จอมขวัญ หลาวเพ็ชร์

