สู่พรรคการเมืองมวลชน (2)
ขณะที่ฝ่ายเสื้อเหลืองคลี่คลายขยายตัวจากขบวนการมวลชน "พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย" กลายเป็นพรรคการเมืองใหม่ เพื่อเข้าสู่การเลือกตั้งในระบบรัฐสภา (mass movement " political party) เส้นทางเดินของฝ่ายเสื้อแดงกลับตาลปัตรกัน....
คือเริ่มต้นจากพรรคไทยรักไทย (ก่อตั้ง 14 ก.ค. 2541) ลงแข่งขันเลือกตั้งในระบบรัฐสภาจนได้ชัยชนะเสียงข้างมากและจัดตั้งรัฐบาล แต่แล้วเมื่อถูก คปค. โค่นด้วยรัฐประหาร 19 กันยายน 2549
ก็ค่อยคลี่คลายขยายตัวกลายเป็น -- ขบวนการมวลชน "แนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ-แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ" (นปก.-นปช.) ในชั้นหลัง (political party " mass movement)
ทว่าพรรคไทยรักไทย (รวมทั้งพรรคพลังประชาชนและพรรคเพื่อไทยอันเป็นรูปจุติใหม่สืบเนื่องมาหลังพรรคเดิมถูกยุบ) เป็น พรรคชนชั้นนำ (elite party) ที่มีเจ้าของ การสร้างขบวนการมวลชนขึ้นมาจากฐานเดิมเช่นนั้นย่อมมีความลักลั่นเหลื่อมล้ำก้ำกึ่งกำกวมเป็นธรรมดา ความลักลั่นดังกล่าวสำแดงอาการออกมาในบุคลิก ลักษณะด้านต่างๆ ที่ไม่ลงตัวชัดเจนของ นปช. กล่าวคือ: -
ในแง่หลักคิดการเมือง: นี่เป็นขบวนการเพื่อทักษิณหรือเพื่อประชาธิปไตย? มุ่ง "ปฏิรูป" โดยรื้อฟื้น ระเบียบการเมืองเดิมที่ดำรงอยู่ก่อนรัฐประหาร 19 กันยาฯ 2549 กลับคืนมาอีกครั้ง หรือ "ปฏิวัติ" โดยรื้อ ถอนพลิกเปลี่ยนระเบียบการเมืองเสียใหม่ให้เป็นประชาธิปไตยสมบูรณ์ผ่านการโค่น "อำมาตยาธิปไตย" ?
ในแง่แนวทางต่อสู้: จะเล่นบทคอยเคลื่อนไหวกดดันประกอบนอกรัฐสภาเพื่อรอจังหวะโอกาสให้พรรคซึ่งเป็นตัวหลักเข้าช่วงชิงอำนาจรัฐผ่านการเลือกตั้ง หรือจะเป็นกำลังหลักในการโค่นรัฐบาลเพื่อยึดอำนาจ รัฐเองผ่านปฏิบัติการโดยตรงนอกเหนือวิถีทางรัฐสภา ?
ในแง่รูปการจัดตั้ง: เป็นการรวมตัวหลวมๆ ใต้ร่มแนวร่วมเดียวกันระหว่าง 2 เครือข่าย ได้แก่ เครือข่ายกลุ่มอิสระอันหลากหลาย กับเครือข่ายหัวคะแนนและฐานเสียงในพื้นที่ของ ส.ส. และแกนนำพรรค
บุคลิกลักษณะดังกล่าวทำให้ นปก.-นปช. แกว่งไกวเอนเอียงไปมาระหว่างสุ่มเสี่ยงเอียงซ้าย (ทางวาทกรรมทฤษฎี, การโฆษณาปราศรัย, สัญลักษณ์และยุทธวิธี) กับเถลไถลตะแคงขวา (ข้อเรียกร้องรณรงค์บางเรื่องบางช่วงพลิกกลับไปมาขัดแย้งกันเอง),
ล้ำหน้ากับล้าหลังมวลชน, การชุมนุมเคลื่อนไหวโตไวแต่ก็แฟบเร็ว, การนำขัดแย้งแบ่งฝ่ายไม่เป็นระบบ ไม่เป็นเอกภาพ คุมกันไม่อยู่, มีลักษณะพึ่งพาทางการเงินและท่อน้ำเลี้ยงไหล บ้างหยุดบ้างไม่สม่ำเสมอ เป็นต้น
จนเกิดการโจมตีกันเองและแยกวงของจักรภพ เพ็ญแข กับ สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ ออกมาเป็น "แดง สยาม", ส่วนโมเดล "แดงนำเพื่อไทย" ก็ปรากฏรายงานข่าวว่าเป็นที่ขัดเคืองและต่อต้านจากภายในพรรคเพื่อไทยเอง
ในบางแง่ การพยายามเปลี่ยนพรรคเพื่อไทยให้กลายเป็นพรรคมวลชนผ่านการหลอมรวมกับขบวนการ นปช. (elite party+mass movement " mass party) จึงอาจยุ่งยากสลับซับซ้อนกว่าการสร้างพรรคมวลชน ขึ้นมาใหม่หมดภายใต้ชื่อ "พรรคการเมืองใหม่" จากขบวนการมวลชนเดิมของฝ่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (mass movement " mass party)
อย่างไรก็ตาม หากมองจากมุมความต่อเนื่องและเสถียรภาพของสังคมการเมือง การที่ฝ่ายเสื้อแดงเคลื่อนไหวล่ารายชื่อถวายฎีกาเพื่อขอพระราชทานอภัยโทษให้อดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร ก็อาจนับเป็นข่าวดีอย่างหนึ่ง....
ผมทราบดีว่ามีหลายท่านห่วงใยว่ามันเป็นฎีกาที่อาจไม่เข้าข่ายระเบียบกฎหมายและฝืนธรรมเนียม ประเพณีเรื่องนี้, อาจผิดขั้นตอนและขาดเงื่อนไขอันจำเป็นและเหมาะสมประการต่างๆ ทั้งในแง่ผู้ถวายและผู้หนีโทษ, ทั้งอาจมองได้ว่าเป็นการใช้พลังมวลชนจำนวนมหาศาลมากดดันในเรื่องละเอียดอ่อนให้ระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท....
ซึ่งถ้ามองเช่นนั้น วิธีรับมือที่ดีที่สุดก็คือการแสดงความเห็นชี้แจงถกเถียงด้วยหลักเหตุผล ข้อเท็จจริง และกฎหมาย มากกว่าการลุกขึ้นมาตั้งโต๊ะล่ารายชื่อคัดค้านฎีการาวกับจะทำคะแนนเรตติ้งประชันกัน ซึ่งจะยิ่งโหมกระพือซ้ำเติมความขัดแย้งแบ่งฝ่ายทางการเมืองให้แผ่กว้างออกไปในหมู่มวลชนและลุกลามสู่ที่ที่มิบังควร,
หน่วยราชการและรัฐบาลผู้รับเรื่องในขั้นต้นก็ชอบที่จะพิจารณาตามหลักเกณฑ์อย่างตรงไปตรงมา และดำเนินตามกระบวนการ โดยให้ตัวเนื้อของฎีกาตัดสินชี้ขาดว่าควรจะยกหรือไม่อย่างไร
แต่หากมองอีกมุมหนึ่ง การถวายฎีกาเพื่อขอพระราชทานอภัยโทษให้อดีตนายกฯก็คือการแสดงความยอมรับระเบียบสังคมการเมืองอันมีสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นประมุข และหวังพึ่งแสวงหาทางออกทางการเมืองภายใต้ระเบียบดังกล่าว
ดังที่แกนนำเสื้อแดงขีดเส้นแบ่งยืนยันว่า: "พวกเราต้องการประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข.....ถ้าใครสู้เกินเลยไปกว่าประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ผมไม่เอาด้วย คนเสื้อแดง จึงมีกฎ ๖ ข้อชัดเจน..." (มติชนออนไลน์, 27 ส.ค. 2552)
ซึ่งหมายถึงนโยบายเฉพาะหน้า 6 ข้อของ นปช. ที่ออกมาเมื่อ 18 ก.ค. ศกนี้ โดยข้อแรกระบุว่า: "1) เพื่อบรรลุจุดมุ่งหมายทางการเมืองการปกครองคือระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ที่อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชนไทยอย่างแท้จริง" (ประชาไทออนไลน์, 18 ก.ค. 2552)
ฉะนั้นต่อให้ร้อยผิดพันผิด ก็อาจถือการถวายฎีกาฯนี้เป็นฐานเริ่มต้นแก่การแลกเปลี่ยนสานเสวนาต่อในฐานะเพื่อนร่วมชาติและพสกนิกรผู้เห็นต่างแต่อยากแสวงหาทางออกร่วมกันแก่บ้านเมือง, แทนที่จะถือมันเป็นข้ออ้างตัดบทปิดฉากสนทนา แล้วต่างฝ่ายต่างก็โจมตีด่าทอเกลียดชังหวาดกลัวระแวงกันและกันสืบไปไม่รู้จบ
ในสภาพความเป็นจริงของสังคมการเมืองไทยทุกวันนี้ที่มีการแบ่งแยกแตกขั้วเป็นกลุ่มคนรักทักษิณกับกลุ่มคนเกลียดทักษิณชัดเจน สถาบันพระมหากษัตริย์จะมั่นคงที่สุดก็เมื่อความขัดแย้งแบ่งฝ่ายดังกล่าวจำกัดขอบเขต ไม่ลามปามมาถึงจุดร่วมของคนในชาติ
นั่นคือคนเกลียดทักษิณรักชาติและรักในหลวง คนรักทักษิณก็รักชาติและรักในหลวง ไม่ว่าจะเห็นแตกต่างตรงข้ามกันอย่างไรเกี่ยวกับอดีตนายกฯทักษิณ ทั้งสองฝ่ายก็รักชาติและรักในหลวงได้เหมือนกัน
ที่ไม่ควรทำที่สุดคือผลักไสกีดกันฝ่ายที่เห็นต่างจากตนทางการเมืองให้แปลกแยกออกห่างไปจากจุดร่วมของชาติเนื่องจากความเห็นต่างทางการเมืองของเขา ราวจะผูกขาดครอบครองความหมายของชาติและความจงรักภักดีไว้ฝ่ายเดียว
หรือเสนอทางเลือกสุดโต่งทางการเมืองให้ต้องเลือกเอาอย่างใดอย่างหนึ่งระหว่าง "ระบอบประชาธิปไตย" หรือ "อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข" อันเป็นตรรกะทางความคิดที่มองข้ามประสบการณ์การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของประชาชนไทยในประวัติศาสตร์และพลังทางการเมืองวัฒนธรรมที่เป็นจริงของสังคมไทยในปัจจุบัน
ข้อน่าวิตกคือแม้ความคิดสุดโต่งสองขั้วดังกล่าวจะเป็นเพียงของคนส่วนน้อยในขบวนการเสื้อเหลือง และเสื้อแดง แต่มันกลับถูกมองและถือเสมือนหนึ่งเป็นตัวแทนกระแสหลักของทั้งสองขบวนในสายตาฝ่ายตรงข้าม
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมันไปปรากฏขึ้นภายใต้ชื่อปลอมหรือนิรนามในสื่อเว็บไซต์ต่างๆ อันเป็นพื้นที่แปลกพิเศษที่เอื้อให้พลเมืองเน็ตผู้มีชีวิตสองหน้า (double-life netizens) สำแดงความคิดสุดโต่งสุดขั้วได้โดยไม่ต้อง เผยตัวจริงและยังไม่ต้องรับผิดชอบ
ภาพสุดโต่งที่กลายเป็นตัวแทนขบวนการทั้งสองโดยรวมยิ่งหลอกหลอนยั่วยุให้เกิดความเกลียดกลัว และหวาดระแวงซึ่งกันและกันหนักหนาสาหัสขึ้น และทำให้การปฏิรูปปรับเปลี่ยนการเมืองในระบบรัฐสภา เพื่อรองรับพรรคมวลชนที่กำลังก่อตัวทั้งสองฝ่ายยากที่จะทำได้
ที่มา มติชน
เรื่องจากคอลัมน์ล่าสุด
ศึกษาวัตถุนิยมวิภาษ บทที่ 3 ความเกี่ยวพันทั่วไปของโลกวัตถุ
เขียนโดย ไท เมื่อ 20 มกราคม, 2012 - 00:59 tags:1. จินตภาพของความเกี่ยวพันที่มีลักษณะทั่วไปของโลกวัตถุ
2.ความเกี่ยวพันระหว่างเหตุกับผล
3. ความเกี่ยวพันระหว่างความบังเอิญกับความแน่นอน
4. ความเกี่ยวพันระหว่างความเป็นไปได้กับความเป็นจริง
5. ความเกี่ยวพันระหว่างรูปแบบกับเนื้อหา
6. ความเกี่ยวพันระหว่างธาตุแท้กับปรากฎการณ์
ลบล้างผลรัฐประหาร 49 แก้ไข ม.112 เยียวยาผู้เสียหายและจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่
เขียนโดย admin เมื่อ 20 September, 2011 - 23:54 tags:กองบรรณาธิการได้พิจารณาแถลงการณ์คณะนิติราษฎร์ เนื่องในโอกาสครบรอบ ๑ ปีนิติราษฎร์ เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2554 ขอสนับสนุนข้อเสนอ 4 ข้อในแถลงการณ์ดังกล่าว ดังนี้
กสทช.ใหม่คือ ตัวแทนของอภิชน
เขียนโดย admin เมื่อ 5 September, 2011 - 22:35 tags:มติชนรายงานข่าวว่า วุฒิสภาเลือก 11 กสทช.ใหม่แล้ว แต่ทว่า ผลการเลือกตั้ง กสทช. จากวุฒิสภาชุดนี้ สรุปได้คำเดียวว่า น่าผิดหวังยิ่งนัก
ดังภาษิตที่ว่า " งาช้างไม่อาจงอกออกจากปากของสุนัข" ฉันใด
กสทช.ที่มาจากการเลือกของวุฒิสภาที่สมาชิกมาจากการสรรหาของพวกอภิชนถึงครึ่งหนึ่ง ย่อมถูกครอบงำด้วยตัวแทนของอภิชน ฉันนั้น
บทความ
ข่าวน่าสนใจ
นักวิชาการเหนือ-อีสาน-ใต้ เสนอผลสรุปวิจัย พลเมืองไทยต้องการประชาธิปไตย 100 เปอร์เซ็นต์
เขียนโดย admin เมื่อ 8 กุมภาพันธ์, 2012 - 23:13 tags:
วันที่ 8 ก.พ. 2555 โครงการสร้างสำนึกพลเมืองเพื่อส่งเสริมประชาธิปไตยและธรรมาภิบาลในท้องถิ่น จัดการสัมมนาสรุปผลการวิจัย ซึ่งทำการวิจัยในพื้นที่อิสาน ได้แก่ เชียงใหม่ ลำพูน พิษณุโลก พิจิตร สุโขทัย ขอนแก่น กาฬสินธุ์ มหาสารคาม อุบลราชธานี อำนาจเจริญ ศรีสะเกษ และยะลา
เกษียร เตชะพีระ : ปรีดี พนมยงค์ กับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
เขียนโดย admin เมื่อ 5 กุมภาพันธ์, 2012 - 15:42 tags:3 ก.พ. 55 เกษียร เตชะพีระ อภิปรายในงาน “ปรีดี พนมยงค์ กับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์" จัดโดย วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ ที่ มธ. ท่าพระจันทร์
วรเจตน์ ภาคีรัตน์ : ชี้แจงกรณีคณะผู้บริหาร มธ.ห้ามเคลื่อนไหว แก้ไข ปอ ม.112 ใน มธ.
เขียนโดย admin เมื่อ 5 กุมภาพันธ์, 2012 - 15:28 tags:3 กพ.2555 วรเจตน์ ภาคีรัตน์ ชี้แจงกรณีคณะผู้บริหาร มธ.ห้ามเคลื่อนไหว แก้ไข ปอ. ม.112 ใน มธ.ในรายการคมชัดลึก โดย จอมขวัญ หลาวเพ็ชร์

