3 ปี รัฐประหาร : ใครได้ใครเสีย
วันที่ 19 กันยายนปีนี้ เป็นวันครบรอบ 3 ปีของการทำรัฐประหาร “ครั้งล่าสุด” ในประเทศไทยครับ
สภาพบ้านเมืองในวันนี้ คงไม่มีใครบอกได้ว่าเราไม่มีปัญหาอะไรอีกแล้ว เพราะ “วิกฤต” ต่าง ๆ ยังคงมีอยู่ แถมยังแตกแขนงออกไปอีกหลายสาขา ดังนั้น ในวันนี้ หลังจากที่ 3 ปีผ่านไป จึงน่าจะถือโอกาสประเมิน “ผลสำเร็จ” ของการกระทำรัฐประหารว่ามีมากน้อยเพียงใด
เพราะระยะเวลา3 ปีที่ผ่านมา ก็น่าจะเพียงพอแล้วที่จะทำการประเมินได้เนื่องจากพัฒนาการในด้านต่าง ๆ ทุก ๆ ด้านที่เป็นผลพวงอันเกิดมาจากการรัฐประหารย่อมสะท้อนให้เห็นถึง “ผลสำเร็จ” ของการทำรัฐประหารได้ไม่ยากนัก
ย้อนกลับไปดูเหตุการณ์ก่อนวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 ในวันนั้น แม้เราจะพบว่ามีความขัดแย้งในสังคม แต่ความขัดแย้งดังกล่าว ก็มิได้มีความ “รุนแรง” เท่ากับความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสังคมไทยวันนี้
แต่อย่างไรก็ตามเมื่อเกิดการรัฐประหารขึ้น คณะรัฐประหารและรัฐบาลของคณะรัฐประหารก็ได้แสดงให้เราเห็นภาพของ “ความปรารถนาดี” ที่มีต่อบ้านเมืองและในทางกลับกันก็ได้ “ฉายภาพ” ของความเลวร้ายที่เกิดจากรัฐบาลที่ผ่านมา สิ่งที่ตามมาก็คือการล้มเลิกโครงการหลาย ๆ อย่างที่เกิดขึ้นโดยรัฐบาลที่ผ่านมา
รัฐบาลของคณะรัฐประหารพยายามทำอะไรหลาย ๆ อย่างที่ “ดูดี” และ “บริสุทธิ์ผุดผ่อง” แต่อย่างไรก็ตาม การบริหารประเทศไม่ใช่ “ของง่าย ๆ” ที่ใครจะลุกขึ้นมาทำก็ได้ ด้วยเหตุนี้เองที่เรามองเห็น “ความล้มเหลว” ในการบริหารประเทศเกิดขึ้นอย่างเป็นระบบและเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนในหลาย ๆ ด้าน
รวมทั้งในด้านการออกกฎหมายโดย “สนช.” ที่ตั้งโดยคณะรัฐประหารด้วย !!! จากความรู้สึกของผมน่าจะมีเพียงสิ่งเดียวที่ไม่ล้มเหลวก็คือ กระบวนการตรวจสอบรัฐบาลที่ผ่านมาที่ทำงานกันอย่างขมักเขม้นและประสานเสียงกันอย่างน่าชื่นชม
มีการฉายให้เห็น “ภาพร้าย” ของรัฐบาลที่ผ่านมาทุกวันจนทำให้บางครั้งอดนึกไม่ได้ว่า ทำไมรัฐบาลที่ผ่านมาถึงได้ “ร้าย” ขนาดนี้ !!! ข่าวต่าง ๆ มีมากมายรายวันจนแทบไม่น่าเชื่อ ยังจำกันได้ไหมว่า 2 – 3 วันหลังการรัฐประหาร ก็มีข่าวการทุจริตเกี่ยวกับสนามบินสุวรรณภูมิซึ่งกำลัง จะเปิดให้บริการว่า เกิดการทุจริตกันมากทุกรูปแบบ
รันเวย์ร้าวและทรุดจนไม่น่าจะใช้การได้ แถมมีบางคนออกมาให้ข่าวว่าคงเปิดใช้สนามบินไม่ได้อีกแล้วและสมควรเก็บไว้ เป็น “สุสาน” ของอดีตนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลที่ผ่านมาด้วย!!! ส่วนกระบวนการตรวจสอบอื่น ๆ ก็ดู “น่ากลัว” ทั้งนั้น
ยุบพรรค ตัดสิทธิทางการเมือง ถูกสังคมประณามว่าทุจริตทั้ง ๆ ที่ยังไม่เสร็จสิ้นกระบวนการพิสูจน์ สิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นล้วนแล้วแต่สร้างภาพลักษณ์ไม่ดีให้กับนักการเมืองในรัฐบาลที่ ผ่านมาจนแทบจะเรียกได้ว่า ไม่มีโอกาสได้ผุดได้เกิดกันเลยทีเดียวครับ
เมื่อมีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ คณะรัฐประหารก็สามารถ “เอาใครก็ไม่รู้” มาร่างรัฐธรรมนูญได้ ดู ๆ แล้วไม่น่าเชื่อว่าจะทำอย่างนี้ได้กับกฎหมายสูงสุดของประเทศ ตัวอย่างดี ๆ มีให้เห็นทั่วโลกก็ไม่เอามาใช้กลับสร้างแบบของตัวเองขึ้นมาเพื่อเป็นรัฐธรรมนูญที่มีมาตรา 309 พ่วงท้ายมาด้วย
คงไม่มีที่ใดในโลกนี้อีกแล้วที่ทำอย่างนี้ได้ครับ! ด้วยเหตุนี้เอง “ใครก็ไม่รู้” ที่มาร่างรัฐธรรมนูญที่บางคนก็เข้ามาเพราะ “มีตำแหน่ง” บางคนก็เข้ามาเพราะ “มีพรรคพวก” จึงช่วยกันผลิตรัฐธรรมนูญที่ไม่ว่าจะเป็นนักกฎหมาย “ใหญ่”
รัฐบาลหรือแม้กระทั่งผู้เข้าไปร่างรัฐธรรมนูญด้วยบางคนต้องออกมาบอกกับประชาชนก่อนที่จะมีการออกเสียงประชามติว่า “รับไปก่อนแล้วค่อยไปแก้ทีหลัง” น่าอายไหมครับกับผลงานที่มีตำหนิ !!
เมื่อรัฐธรรมนูญที่มีตำหนิออกมาใช้บังคับ เกิดการเลือกตั้งขึ้น เกิดปัญหาจากบทบัญญัติที่หลาย ๆ มาตราในรัฐธรรมนูญนำมาซึ่งความวิกฤตต่าง ๆ ของบ้านเมืองที่ในวันนี้ อาจสรุปได้ว่าเป็นวิกฤตครั้งร้ายแรงที่สุดเท่าที่ประเทศเราเคยมีมาก็ว่าได้
ผมจะขอพูดถึงวิกฤตต่าง ๆ เพียง 3 วิกฤตที่ผมคิดว่ามีความสำคัญและเป็นผลต่อเนื่องมาจากการรัฐประหารอย่างคร่าว ๆ ก็แล้วกันนะครับ
วิกฤตแรกสำหรับผม ก็คงเป็นเรื่องการบังคับใช้กฎหมาย เราจะพบได้ในชีวิตประจำวันว่า เรามีปัญหาการบังคับใช้กฎหมายกันมาก รวมไปถึงการบังคับใช้กฎหมายที่มี “หลายมาตรฐาน” ด้วยครับ !!
ลองสังเกตดูในช่วงชีวิตประจำวันก็ได้ ทางเท้าสำหรับคนเดินกลายเป็นที่จอดรถมอเตอร์ไซด์และเป็นที่ขายของ บนถนน รถเมล์และรถมอเตอร์ไซด์ ซึ่งตามกฎหมายจะต้องวิ่งชิดขอบทางด้านซ้าย ก็ออกมาวิ่งเผ่นผ่านเต็มพื้นที่ถนนไปหมด
สองตัวอย่างนี้แม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ก็สะท้อนให้เห็นว่า ทั้งผู้อยู่ใต้กฎหมายและผู้รักษากฎหมาย ต่างก็ละเลยการบังคับใช้กฎหมายกันไปหมด ด้วยเหตุนี้เองที่เมื่อมีการจับพ่อค้าขายของปลอมแถวพัฒน์พงษ์ เราจึงเห็นภาพการขัดขืนการจับกุมและการบุกชิงของกลางที่อยู่ในความดูแลของเจ้าหน้าที่ของรัฐได้อย่างไม่สะทกสะท้าน
ครับ ! ส่วนเรื่องเก่า ๆ ที่หลายต่อหลายคนพูดถึง ก็ยังคงเป็นเรื่องที่ต้องพูดถึงกันต่อไป การบุกยึดทำเนียบรัฐบาลและการบุกยึดสนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งเป็นความผิดทีjร้ายแรงจนถึงวันนี้ เราก็ยังหาตัวคนทำผิดมาลงโทษไม่ได้
แต่พอมีข่าวการตัดต่อเทปเสียงนายกรัฐมนตรี เพียงไม่กี่ชั่วโมง เราก็ทราบข้อมูลชัดเจนแล้วว่ามีการตัดต่อกี่จุด เอาเสียงเหล่านั้นมาจากไหน แถมยังรู้ไปไกลกว่านั้นอีกว่า ทำและเผยแพร่มาจากที่ใดด้วยครับ นี่ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คำว่า “สองมาตรฐาน” เกิดขึ้นกับการบังคับใช้กฎหมายครับ
รวมความแล้ว สำหรับวิกฤตของการบังคับใช้กฎหมายก็เป็นสิ่งที่น่าเสียดายว่าอยู่คู่กับ ประเทศไทยมาจะครบ 3 ปีแล้ว และก็ยังมองไม่เห็นว่า ณ จุดใด เราจะมีการบังคับใช้กฎหมายที่ถูกต้อง เป็นธรรมและยุติธรรม ดังเช่นที่นายกรัฐมนตรีได้เคยกล่าวถึงอยู่เสมอ ๆ ถึงการปกครองในระบบ “นิติรัฐ” ครับ !!
วิกฤตต่อมา ก็คงหนีไม่พ้นปัญหา “อมตะ” ที่เกิดขึ้นมาในประเทศไทยกว่า 50 ปีแล้ว และเรียกได้ว่าเป็น “เหตุใหญ่” ที่ใช้อ้างกันสำหรับการรัฐประหารแทบทุกครั้ง นั่นคือเรื่อง “การทุจริตคอรัปชั่น” ครับ !!!
การดำเนินการตรวจสอบของกระบวนการตรวจสอบทั้งหมดที่ถูกตั้งขึ้น โดยคณะรัฐ ประหารและโดยรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2550 ชี้ให้เห็นถึง การทุจริตคอรัปชั่นของรัฐบาลที่ผ่านมา แต่ก็ไม่ได้วางมาตรการต่อเนื่องที่เพียงพอในการป้องกันการทุจริตคอรัปชั่นที่จะเกิดขึ้นใหม่
ด้วยเหตุนี้เองที่เมื่อรัฐบาลนี้เข้ามารับตำแหน่งใหม่ ๆ เราก็ได้ยินเรื่อง “ปลากระป๋องเน่า” ที่ไม่รู้ว่าวันนี้ตรวจสอบไปถึงไหน ตกลงแล้วมีใครทุจริตหรือไม่ ตามมาด้วยการเช่ารถเมล์ 4,000 คัน ที่แพงยิ่งกว่าการซื้อหลายเท่าที่ไม่รู้เช่นกันว่า วันนี้ผลการพิจารณาไป ถึงไหน
ปิดท้ายด้วยโครงการอภิมหาทุจริตชุมชนพอเพียงที่มีข่าวว่าเกิดการทุจริตจำนวนมากมายหลายโครงการย่อย ที่ทำให้รัฐต้องสูญเสียงบประมาณไปเป็นจำนวนมากและประชาชนก็ได้ “ของไม่ดี” ไปใช้ ที่ในวันนี้ก็เช่นเดียวกันที่เรื่องเงียบหายไปแล้ว
ผมก็ไม่รู้ว่า 3 ตัวอย่างที่ผมเล่าให้ฟังนี้เขาเรียกว่า “การทุจริต” หรือไม่ครับ เพราะถ้าใช่ ก็คือ การเอาเงินของประเทศชาติไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัว ที่น่าจะต้อง “ลากคอ” คนทำผิดมาลงโทษ เช่นเดียวกับการที่เรา “สะใจ” กับการลงโทษอดีตนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลที่ผ่านมาในข้อกล่าวหาเดียวกันนะครับ
นอกเหนือจากการทุจริตที่เป็นตัวเงินและทรัพย์สินที่ กล่าวไปแล้ว วันนี้เราก็ยังคงพบการทุจริตรูปแบบดั้งเดิม ที่ไม่ว่าจะรัฐประหารกันกี่ครั้ง ก็ไม่เห็นหมดสิ้นไปเสียที นั่นก็คือการใช้อำนาจเข้าไป “แทรกแซง” ระบบราชการประจำ ที่บางคนพยายามเรียกว่า “การทุจริตเชิงอำนาจ”
ลองดูเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายก็แล้วกันครับดูมีปัญหาไปหมดตั้งแต่การแต่งตั้ง ที่กระทรวงมหาดไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และในกระทรวงอีกบางกระทรวง รวมไปถึงหน่วยงานต่าง ๆ ด้วยที่เหมือนในหน่วยงานจะ “ไม่พอใจ” แต่ก็ไม่กล้า “ขัดขืน” ด้วยเกรงว่า หากรัฐบาลอยู่ยาวตนเองจะลำบากครับ
หากการทุจริตคอรัปชั่นและการใช้อำนาจเข้าไปแทรกแซงระบบราชการประจำเป็น “เงื่อนไขหลัก” ที่ทำให้เกิดการรัฐประหารขึ้น ก็ขอให้ลองพิจารณาดูเหตุการณ์ที่เป็นอยู่ในวันนี้ก็แล้วกันนะครับว่า เข้าเงื่อนไขที่จะทำการรัฐประหารแล้วหรือยัง ?
วิกฤตสุดท้าย ที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้เป็นวิกฤตใหญ่ที่ควรจะกล่าวถึงไปแล้วตั้งแต่ต้นแต่ก็ นำมากล่าวถึงเป็นวิกฤตสุดท้ายด้วยเหตุที่ว่า น่าจะเกิดปัญหาขึ้นเร็ว ๆ นี้ และปัญหาน่าจะรุนแรงเพราะเป็น “วิกฤตสะสม” ที่ต่อเนื่องมาจากการรัฐประหารโดยตรงครับ นั่นก็คือวิกฤตรัฐธรรมนูญครับ
คงจำกันได้ว่า “รับไปก่อนแล้วค่อยไปแก้ทีหลัง” เป็นคำพูดที่แม้จะมีคนนำมาอ้างถึงมากแต่ในทางปฏิบัติก็เป็นไปไม่ได้สักครั้ง เพราะว่ามีคนจำนวนหนึ่งที่ตั้งหน้าตั้งตา “คัดค้าน” การแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยไม่ได้ให้ความสำคัญกับ “สาระที่จะขอแก้ไข” เลย
คนเหล่านั้นพยายามทำให้ภาพของรัฐธรรมนูญดูเป็นของ “ศักดิ์สิทธิ์” เหมือนกับที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วเมื่อครั้งเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ. 2475 ที่ทุกคนต้องให้ความเคารพต่อรัฐธรรมนูญในฐานะที่เป็น “สัญลักษณ์” ของความเป็นประชาธิปไตย คนเหล่านั้นจึง “คัดค้าน” การแก้รัฐธรรมนูญทุกครั้งที่มีการเสนอขอแก้ไขโดยไม่ฟังเสียงใด ๆ ทั้งสิ้นครับ
จริง ๆ แล้ว ผมเองก็เห็นด้วยกับการ “ไม่แก้” รัฐธรรมนูญในช่วงนี้ เพราะเมื่อพิจารณาจาก “ข้อเสนอ” ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญของคณะกรรมการสมานฉันท์แล้ว ก็ไม่เห็นว่าประชาชนหรือประเทศชาติ จะได้ประโยชน์อะไรมากมายนัก
คงมีเพียงนักเลือกตั้งและนักการเมืองเท่านั้นที่ได้ประโยชน์ แต่ถ้าหากจะแก้กันจริง ๆ แล้ว น่าจะต้องใช้เวลาพอสมควรที่จะศึกษาวิเคราะห์บทบัญญัติต่าง ๆ ที่เป็นปัญหาและหาทางสร้างกลไกในการควบคุมการใช้อำนาจของนักการเมืองให้ดีกว่านี้ ประเทศชาติก็จะได้ประโยชน์มากกว่าครับ
ดู ๆ ไปแล้ว หากเดาไม่ผิด เราคงต้องใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไปอีกนานทีเดียวครับ ก็ "พลังหลัก" ในการคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญยังเป็น “พลังหลัก” ที่ค้ำยันรัฐบาลอยู่ ยังไงเสียก็คงต้องฟังกันบ้าง ใช่ไหมครับ !!!
มีอะไรอีกมากมายที่เกิดขึ้นในช่วงเวลา 3 ปีที่ผ่านมาหลังการรัฐประหารแต่ผมคงจะขอไม่กล่าวถึงแล้วครับ ในวันนี้ หากจะประเมินผลการรัฐประหาร คงไม่ยากที่จะให้คะแนน การรัฐประหารที่ผ่านมาถือว่า “ล้มเหลว” โดยสิ้นเชิง เพราะแก้ปัญหาสำคัญของประเทศไม่ได้เลย
และในทางกลับกัน กลับสร้างปัญหาสำคัญขึ้นมาให้กับประเทศอีก นั่นก็คือความแตกแยกในสังคมอย่างรุนแรง ที่ดู ๆ แล้ว น่าจะยากที่จะเยียวยาได้ในระยะเวลาอันสั้น
ความล้มเหลวของการรัฐประหารยังแสดงออกมาโดยผ่านทางนักการเมืองหน้าเก่าที่แม้จะถูกตัดสิทธิทางการเมือง แต่ก็สามารถส่ง “ตัวแทน” เข้ามาร่วมอยู่ในรัฐบาล ในองค์กรของรัฐต่าง ๆ แถมบางคน ก็ยังมีบทบาทสูงในการ “ชี้นำ” การเมืองของประเทศในวันนี้อย่างชัดเจนอีกด้วยครับ
ส่วนการจัดการกับการทุจริตคอรัปชั่นทั้งที่เป็นทรัพย์สินเงินทองหรือเป็นการ ใช้อำนาจหน้าที่ก็เห็นได้ชัดว่า “ล้มเหลว” เพราะวันนี้ก็ยังมีอยู่และดูท่าทางจะ “แยบยล” กว่าเดิมอีกด้วย จึงอาจกล่าวได้ว่า การรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 เป็นการกระทำที่ “สูญเปล่า” ครับ
บทสรุปสำหรับ “3 ปีรัฐประหาร : ใครได้ใครเสีย” ก็คือ ในวันนี้ระบบเศรษฐกิจของเราพังพินาศไปมาก สังคมมีความแตกแยกสูง การบังคับใช้กฎหมายเสื่อมถอยลง การเมืองอ่อนแอ คงไม่ต้องบอกนะครับว่า ประเทศชาติได้รับความเสียหายจากการรัฐประหารไปมากน้อยเพียงใด
ส่วนใครได้นั้น ก็คงต้องไปดูกันเอาเองจากตำแหน่งหน้าที่ ฐานะการงาน บทบาทต่าง ๆ ที่บางคนได้มาจากการสนับสนุนการรัฐประหาร จากการเป็น สนช. จากการเป็นเนติบริกร จากการเข้าไปช่วยร่างรัฐธรรมนูญ ลองพิจารณากันเอาเองแล้วกันครับ
ในวันนั้น หากไม่มีรัฐประหารเกิดขึ้นและปล่อยให้กลไกของระบอบประชาธิปไตยแก้ปัญหาการ เมืองกันเอง ในวันนี้เราจะเป็นอย่างไร คงเป็นสิ่งที่ผมอยากให้เรา “ลอง” มองดูบ้างครับ
ความผิดพลาด “ครั้งใหญ่” ของคณะรัฐประหารก็คือ เมื่อขึ้นมาแล้วไม่ได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่าง “เด็ดขาด” ปัญหาต่าง ๆ จึงยังคงอยู่ครบทั้งหมด !!!
ที่มา public law net
เรื่องจากคอลัมน์ล่าสุด
ศึกษาวัตถุนิยมวิภาษ บทที่ 3 ความเกี่ยวพันทั่วไปของโลกวัตถุ
เขียนโดย ไท เมื่อ 20 มกราคม, 2012 - 00:59 tags:1. จินตภาพของความเกี่ยวพันที่มีลักษณะทั่วไปของโลกวัตถุ
2.ความเกี่ยวพันระหว่างเหตุกับผล
3. ความเกี่ยวพันระหว่างความบังเอิญกับความแน่นอน
4. ความเกี่ยวพันระหว่างความเป็นไปได้กับความเป็นจริง
5. ความเกี่ยวพันระหว่างรูปแบบกับเนื้อหา
6. ความเกี่ยวพันระหว่างธาตุแท้กับปรากฎการณ์
ลบล้างผลรัฐประหาร 49 แก้ไข ม.112 เยียวยาผู้เสียหายและจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่
เขียนโดย admin เมื่อ 20 September, 2011 - 23:54 tags:กองบรรณาธิการได้พิจารณาแถลงการณ์คณะนิติราษฎร์ เนื่องในโอกาสครบรอบ ๑ ปีนิติราษฎร์ เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2554 ขอสนับสนุนข้อเสนอ 4 ข้อในแถลงการณ์ดังกล่าว ดังนี้
กสทช.ใหม่คือ ตัวแทนของอภิชน
เขียนโดย admin เมื่อ 5 September, 2011 - 22:35 tags:มติชนรายงานข่าวว่า วุฒิสภาเลือก 11 กสทช.ใหม่แล้ว แต่ทว่า ผลการเลือกตั้ง กสทช. จากวุฒิสภาชุดนี้ สรุปได้คำเดียวว่า น่าผิดหวังยิ่งนัก
ดังภาษิตที่ว่า " งาช้างไม่อาจงอกออกจากปากของสุนัข" ฉันใด
กสทช.ที่มาจากการเลือกของวุฒิสภาที่สมาชิกมาจากการสรรหาของพวกอภิชนถึงครึ่งหนึ่ง ย่อมถูกครอบงำด้วยตัวแทนของอภิชน ฉันนั้น
บทความ
ข่าวน่าสนใจ
นักวิชาการเหนือ-อีสาน-ใต้ เสนอผลสรุปวิจัย พลเมืองไทยต้องการประชาธิปไตย 100 เปอร์เซ็นต์
เขียนโดย admin เมื่อ 8 กุมภาพันธ์, 2012 - 23:13 tags:
วันที่ 8 ก.พ. 2555 โครงการสร้างสำนึกพลเมืองเพื่อส่งเสริมประชาธิปไตยและธรรมาภิบาลในท้องถิ่น จัดการสัมมนาสรุปผลการวิจัย ซึ่งทำการวิจัยในพื้นที่อิสาน ได้แก่ เชียงใหม่ ลำพูน พิษณุโลก พิจิตร สุโขทัย ขอนแก่น กาฬสินธุ์ มหาสารคาม อุบลราชธานี อำนาจเจริญ ศรีสะเกษ และยะลา
เกษียร เตชะพีระ : ปรีดี พนมยงค์ กับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
เขียนโดย admin เมื่อ 5 กุมภาพันธ์, 2012 - 15:42 tags:3 ก.พ. 55 เกษียร เตชะพีระ อภิปรายในงาน “ปรีดี พนมยงค์ กับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์" จัดโดย วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ ที่ มธ. ท่าพระจันทร์
วรเจตน์ ภาคีรัตน์ : ชี้แจงกรณีคณะผู้บริหาร มธ.ห้ามเคลื่อนไหว แก้ไข ปอ ม.112 ใน มธ.
เขียนโดย admin เมื่อ 5 กุมภาพันธ์, 2012 - 15:28 tags:3 กพ.2555 วรเจตน์ ภาคีรัตน์ ชี้แจงกรณีคณะผู้บริหาร มธ.ห้ามเคลื่อนไหว แก้ไข ปอ. ม.112 ใน มธ.ในรายการคมชัดลึก โดย จอมขวัญ หลาวเพ็ชร์

