ความรุนแรงและประชาธิปไตยจากรัฐประหาร 19 กันยายน

tags:

โดยปกติแล้ว เราเชื่อกันว่า ประชาธิปไตยทำให้สังคมอยู่ในสภาวะสันติ เหตุผลคือสังคมเต็มไปด้วยความหลากหลาย หลากหลายทางความคิด หลากหลายทางผลประโยชน์ หลากหลายทางชนชั้น หลากหลายทางความสัมพันธ์

ถ้าคนกลุ่มหนึ่งกลุ่มใด ผูกขาดอำนาจเหนือคนกลุ่มอื่น ก็เท่ากับคนกลุ่มนั้น ยึดผลประโยชน์ตัวเอง เหนือผลประโยชน์คนอื่น ยึดความคิดตัวเองเหนือความคิดคนอื่น ยึดค่านิยมตัวเองข่มค่านิยมคนอื่น

ผลคือคนกลุ่มอื่นย่อมไม่พอใจ กลุ่มที่มีศักยภาพสู้ได้ ก็ต้องเริ่มต่อต้านและสร้างความขัดแย้งแบบต่าง ๆ เว้นแต่ว่ากลุ่มที่ผูกขาดอำนาจ จะใช้อำนาจแบบเผด็จการและกำลังรุนแรงไปจัดการอีกฝ่าย การผูกขาดอำนาจ จึงนำไปสู่การต่อต้านอำนาจหรือพูดอีกแบบคือ นำไปสู่ความขัดแย้งในสังคม

ยิ่งผูกขาดอำนาจมาก การต่อต้านก็จะยิ่งรุนแรงมาก ในบางกรณีอาจรุนแรงจนนำไปสู่การจลาจล สงครามกลางเมือง การจับอาวุธ และการปฏิวัติ ถ้าคิดแบบนี้ ประชาธิปไตยย่อมคู่กับการไม่ใช้ความรุนแรง ขณะที่การผูกขาดอำนาจย่อมคู่กับความรุนแรง หรือพูดอีกอย่างคือ ถ้ามีประชาธิปไตย ก็จะไม่มีความรุนแรง ถ้ามีการผูกขาดอำนาจ ก็จะมีความรุนแรง

หรือพูดแบบเล่นสำนวนก็คงได้ว่า สังคมไหนมีความรุนแรง สังคมนั้น ไม่ใช่สังคมประชาธิปไตย และถ้าพูดแบบคนที่ใช้ประชาธิปไตย เป็นสำนวนโวหาร ก็คงได้อีกว่าเพราะผม และ/หรือ รัฐบาลชุดนี้เป็นประชาธิปไตย ผม และ/หรือ รัฐบาลชุดนี้ จึงไม่มีวันใช้ความรุนแรงกับประชาชน

ประชาธิปไตยแยกขาดจากความรุนแรงได้มั้ย ? ถ้าเป็นประชาธิปไตยแล้ว จะไม่มีความรุนแรงจริงหรือ ? ถ้าจะคุยเรื่องนี้ ก็ต้องเริ่มก่อนว่าความรุนแรงคืออะไร โดยพื้นฐานแล้ว เรามักคิดว่า ความรุนแรงคือการใช้อาวุธทำร้ายร่างกายหรือ ทรัพย์สินของผู้อื่น การชุมนุมที่รุนแรงคือ การชุมนุมที่มีการพกอาวุธทำลายทรัพยสินและร่างกายผู้อื่น

แต่ถ้าคิดแบบนี้ การสลายการชุมนุมของรัฐบาลเมื่อวันที่ 13 เม.ย. ก็จะเป็นการไม่ใช้ความรุนแรง เพราะอ้างได้ว่า โดยภาพรวมแล้ว ไม่มีการใช้เจ้าหน้าที่ถือปืนหรือกระบองไปไล่ ยิงไล่ทำร้ายไล่ฆ่าประชาชน

คำถามคือ มีคนสติดีที่ไหนบ้างคิดว่า วันที่ 13 เม.ย. ไม่เกิดความรุนแรง

เราอาจย้อนไปทบทวนเรื่อง 13 เม.ย. เพื่อคุยเรื่องความรุนแรงกันก็ได้ เหตุการณ์ในวันนั้นคือ มีการชุมนุมที่หน้าทำเนียบรัฐบาล มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน มีความวุ่นวายเกิดขึ้นบางจุด แต่โดยส่วนใหญ่ของผู้ชุมนุมที่หน้าทำเนียบคือ ผู้ชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ

แต่รัฐบาลอ้างเหตุจากความวุ่นวายบางจุด ไปสั่งกำลังทหารให้ปิดล้อมผู้ชุมนุมทั้งหมด ทหารที่พกพาอาวุธสงคราม มาพร้อมกับรถจีเอ็มซี ลวดหนาม เคลื่อนกำลังยามวิกาล ฯลฯ ที่ปฏิบัติหน้าที่ราวกับผู้ชุมนุมเป็นศัตรูของชาติ ปิดล้อมผู้ชุมนุมอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่สี่ห้าทุ่มถึงเช้า ทหารที่ใช้อาวุธสงครามขู่ จนผุ้ชุมนุมต้องยุติการชุมนุม

ขณะที่รัฐบาลบอกว่า 13 เม.ย.ไม่รุนแรง ผู้ชุมนุมหลายคนร้องไห้ กลัว เคียดแค้น เพราะเห็นว่า รัฐบาลทำเหมือนพวกเขาไม่ใช่มนุษย์ ความรุนแรงในสายตาผู้ชุมนุมไม่ใช่เรื่องของการยิงหรือการใช้อาวุธทำร้าย แต่แค่การใช้อาวุธข่มขู่ ให้ผุ้ชุมนุมต้องเลิกชุมนุม แค่นี้ ก็ถือว่าเป็นความรุนแรง

ประเด็นนี้สำคัญ เพราะความรุนแรงไม่ได้หมายถึงแค่ การใช้อาวุธทำร้าย การใช้อาวุธทำร้าย เป็นประเภทหนึ่งของวิธีใช้ความรุนแรง ซึ่งมีอีกหลายวิธี ไม่ใช้อาวุธก็ได้ ใช้บ้างไม่ใช้บ้างก็ได้

แต่สาระสำคัญคือ มีการข่มขู่ให้คนรายใดรายหนึ่ง หรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ต้องยุติความเชื่อ ยุติการกระทำต่าง ๆ เพื่อแสดงออกถึงความเชื่อของพวกเขา ความรุนแรงคือ การข่มขู่ให้คนเราละทิ้งความเชื่อของเรา คือการข่มขู่ให้เราทำลายความเป็นมนุษย์ของตัวเราเอง คือการทำลายศักดิ์ศรีของคน

มีคนศึกษาเรื่องความรุนแรงเยอะแยะที่พบว่า ความรุนแรงมีความหมายกว้างกว่า การใช้กำลัง ระบบกฎหมายก็เป็นความรุนแรงได้ ระบบการเมือง ระบบเศรษฐกิจ ค่านิยมบางอย่าง ก็เป็นความรุนแรงได้ทั้งนั้น

กฎหมายเป็นความรุนแรงได้ เพราะกฎหมายในบางสังคม ไม่ได้เกิดเพื่อรักษาความ ยุติธรรม แต่เกิดเพื่อเป็นเครื่องมือของผู้มีอำนาจ มีวัตถุประสงค์บางอย่างซ่อนเร้น การบังคับใช้กฎหมายแบบนี้ จึงเป็นความรุนแรงตั้งแต่ต้น การบอกให้คนทำตามกฎหมาย จึงเป็นเรื่องที่ต้องระวัง ไม่ใช่ทุกเรื่องเสมอไป ที่การทำตามกฎหมายจะทำให้เกิดความยุติธรรม

อย่าลืมว่าเราอยู่ในสังคมที่การแสดงความเห็นบางเรื่องถูกลงโทษรุนแรงกว่า การฆ่าคนหรือทำร้ายผู้อื่น ทั้งที่ธรรมชาติของการแสดงความเห็นไม่ควรเป็นความผิด หรือถ้าผิด ก็ไม่ควรถูกลงโทษรุนแรงกว่าพวกที่ฆ่าคน

ระบบการเมืองก็เป็นความรุนแรงได้ ระบบการเมืองบางแบบ ทำงานบนการแบ่งคนในสังคมเป็นฝ่าย ใช้ฝ่ายหนึ่งเผชิญหน้าอีกฝ่าย ใช้กลไกรัฐ ทหาร ตำรวจ เป็นเครื่องมือในการทำให้ฝ่ายที่ไม่ใช่พวก กลายเป็นพลเมืองชั้นสองทางการเมือง

ระบบการเมืองบางแบบเป็นประชาธิปไตยบางระดับ เฉพาะเท่าที่จำเป็นต้องเป็น เพื่อไม่ให้ฝืนกระแสโลก เพื่อความยอมรับ หรืออะไรก็ตามแต่ แต่ในที่สุดแล้วสงวนอำนาจสูงสุดทางการเมืองไว้ที่คนอีกกลุ่มที่มีจำนวนหยิบ มือเดียว คนส่วนใหญ่ไปเลือกตั้งได้ แต่ผลการเลือกตั้งไม่สำคัญต่ออำนาจการเมือง

ระบบเศรษฐกิจเป็นความรุนแรงได้มั้ย คำตอบคือได้ เศรษฐกิจบางแบบทำให้คนบางกลุ่มบางชนชั้น เป็นคนจนไม่มีสิ้นสุด ยิ่งเศรษฐกิจโต คนบางกลุ่มยิ่งจนลง ขณะเดียวกัน ก็ทำให้คนบางกลุ่มรวยขึ้นไปเรื่อย ๆ

คนส่วนใหญ่ถูกเศรษฐกิจบังคับให้ต้องขายที่ดิน กลายเป็นกรรมกรโรงงาน พนักงานบริการ ค้าประเวณี ลูกจ้างชั่วคราว ฯลฯ ขณะที่คนอีกกลุ่ม ยิ่งนาน ยิ่งมีที่ดินมากขึ้น เป็นบรรษัทข้ามชาติ เป็นทุนสากล ฯลฯ ระบบเศรษฐกิจแบบนี้ นำไปสู่ความไม่เท่าเทียม ความไม่ยุติธรรม การแบ่งชนชั้นและความแตกแยกทางสังคม

ระบบสาธารณสุขบางแบบ ระบบการศึกษาบางแบบ ก็เป็นความรุนแรงได้เช่นกัน ถ้าโอกาสในการเข้าถึงระบบแบบนี้ ไม่เท่ากัน ค่ารักษาแพง จนคนบางกลุ่มรักษาไม่ได้ ป่วยหรือตาย นี่คือความรุนแรง ระบบวัฒนธรรมก็สร้างความรุนแรงได้ ถ้าบอกว่าใครที่ไม่ปฏิบัติตามความเชื่อ ตามบางวัฒนธรรม มีสิทธิถูกฆ่า ถูกจำคุก ถูกขังเป็นเวลาสิบแปดปี

สื่อสารมวลชนก็เป็นความรุนแรงได้ ถ้าเสนอภาพคนบางกลุ่ม ในแง่ลบซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนทำให้รัฐชอบธรรม ที่จะใช้ความรุนแรงจัดการคนกลุ่มนี้ รวมทั้งทำให้คนในสังคมเห็นว่าการทำร้ายคนพวกนี้เป็นเรื่องธรรมดา

ประเด็นทั้งหมดก็คือ อย่าไปมองความรุนแรง แค่เรื่องการใช้อาวุธทำร้ายอีกฝ่าย เพราะต่อให้ไม่มีการทำร้าย ความรุนแรงก็มีอยู่ได้ ระบบสังคม ระบบการเมือง ระบบอะไรก็ตามที่ปกติแล้วดูเป็นเรื่องธรรมดา มีความสามารถสร้างความรุนแรงได้ทั้งนั้น

ประชาธิปไตยก็ดี ศาลก็ดี เศรษฐกิจเสรีก็ดี ทั้งหมดนี้ฆ่าคนได้ ทำให้คนเจ็บได้ ทำให้คนตายได้ อย่าไปคิดง่ายๆ ว่า มีประชาธิปไตยแล้ว จะไม่มีความรุนแรง

ถ้าถามว่า แล้วความรุนแรงทั้งหมด มีส่วนคล้ายกันอย่างไร ก็อาจตอบกว้าง ๆ ว่าความรุนแรงในความหมายของการข่มขู่  หรือบังคับให้คนเราต้องเปลี่ยนตัวตน เปลี่ยนความคิด เปลี่ยนความเชื่อ หรือทำให้ความคิดความเชื่อของเขาเป็นสิ่งที่ไม่มีความหมาย

เริ่มต้นเมื่อมีการกำหนดว่า ระบบคุณค่าบางแบบ เป็นสิ่งที่ทุกคนในสังคมต้องยอมรับเหมือนกัน หรือพูดให้ง่ายขึ้นคือ

เอาความเชื่อ เอาความกลัว เอาค่านิยม เอาผลประโยชน์ เอาอคติ เอาความคิด เอาความรัก เอาความเกลียด ของคนบางกลุ่มไปอุปโลกน์ ไปยัดเยียด ไปบังคับ ไปกะเกณฑ์ว่า เป็นของคนทั้งหมดในสังคม หรือพูดให้สั้นคือเอาโลกทัศน์เอาผลประโยชน์เอารสนิยมของคนบางกลุ่มเป็น บรรทัดฐานของสังคม

ถ้าคิดเรื่องการเมืองปัจจุบันโดยเอารัฐประหาร 19 ก.ย.2549 เป็นจุดตั้งต้น เราก็อยู่ในระบอบรัฐประหารมาจนถึงปัจจุบัน 19 ก.ย.จึงเป็นรัฐประหารที่ยังไม่จบ การต้านรัฐประหาร จึงยังไม่ควรจบด้วย

เหตุผลที่ทำให้รัฐประหารนี้ยังไม่จบนั้นมีคนพูดเยอะแยะล้ว ตั้งแต่เรื่องศาล ปปช. รัฐบาล กองทัพ ฯลฯ แต่สิ่งที่อยากจะเน้นในวันนี้คือรัฐประหารนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการทำให้ บรรทัดฐานประชาธิปไตยเสื่อมสลายไปในสังคมไทย อย่างน้อยก็ใน 3 แง่

แง่ที่หนึ่ง บรรทัดฐานเรื่องอะไรคือประชาธิปไตย แต่ไหนแต่ไรมา การถกเถียงเรื่องประชาธิปไตยในบ้านเราไม่เคยถอยห่างจากหลักการปกครองโดย เสียงส่วนใหญ่ ฝ่ายซ้าย ฝ่ายขวา ฝ่ายคอมมูนิสม์ ฝ่ายรัฐประหาร ฝ่ายนิยมเจ้า

ทุกฝ่ายล้วนอธิบายว่า การเมืองแบบที่ตัวเองชอบนั้น ดีกว่าแบบอื่นเพราะเป็นตัว แทนของเสียงส่วนใหญ่ บางคำอธิบายก็ดี บางอันก็ฟุ้งซ่าน บางอันเพ้อเจ้อเหลวไหล แต่การเมืองไทยตอนนี้ ไม่มีเสียงส่วนใหญ่เป็น common ground ด้วยซ้ำไป

อย่าลืมว่า รัฐประหาร 19 ก.ย. เกิดขึ้นไม่กี่สัปดาห์ก่อนการเลือกตั้ง เป็นรัฐประหารที่เกิดขึ้นเพื่อกำจัดการเลือกตั้ง หลังจากนั้น ก็มีการใช้กลไกรัฐแทรกแซงการเลือกตั้งหลายอย่าง พอเลือกเสร็จ ก็ใช้กลไกในและนอกสภา ทำให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งต้องพ้นจากตำแหน่งไปสองชุด

รัฐประหารครั้งนี้เป็นหลักหมายสำคัญ ของการทำให้เห็นว่าเสียงส่วนใหญ่ ไม่ใช่เรื่องสำคัญของการเมืองไทย อยากเลือกตั้งอย่างไร ก็เลือกไป แต่รัฐบาลและอำนาจการเมือง ไม่จำเป็นต้องยึดโยงกับผลการเลือกตั้งเลย การลดทอนความสำคัญของเสียงส่วนใหญ่ กลายเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างการเมือง

แง่ที่สอง บรรทัดฐานเรื่องรัฐธรรมนูญ ระบบกฎหมาย และกระบวนการยุติธรรม โดยปกติแล้ว รัฐธรรมนูญและระบบกฎหมาย ควรยึดโยงกับหลักการหรือเจตนารมณ์ บางอย่างของคนในสังคม โยงกับความยุติธรรมในสังคม

หลักการหรือเจตนารมณ์นี้ ไม่ควรเปลี่ยนได้ง่าย ๆ หรือถ้าเปลี่ยน ก็ต้องเปลี่ยนตามสภาพสังคม แต่รัฐประหาร 19 ก.ย. เขียนรัฐธรรมนูญใหม่ โดยมีวาระการเมืองอย่างเปิดเผย นั่นคือกำจัดบางคน ล้มบางพรรค ช่วยบางพรรค

มีการทำให้เสียงคนชนบทสำคัญน้อยกว่าเสียงคนเมือง มีการจัดวิธีเลือกบัญชีรายชื่อใหม่ให้เสียงบางภาคสำคัญขึ้นในทางปฏิบัติ มีการเลือก ส.ว.สองแบบที่ทำให้เสียงที่มาจากการเลือกตั้งสำคัญเท่าเสียงของคนเลือก ส.ว. 9 คน

ในแง่ระบบกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม มีการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมเปิดเผย คณะรัฐประหารตั้งองค์กรอิสระต่าง ๆ ตามอำเภอใจ องค์กรเหล่านี้ มีผลจนปัจจุบัน มีการเลือกใช้กฎหมายกับคนบางกลุ่ม มีปรากฎการณ์สองมาตรฐาน มีเรื่องให้เห็นตำตาเต็มไปหมด ระบบกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมไม่ตอบปัญหาพื้นฐานเรื่องความยุติธรรม

19 ก.ย.และการเมืองที่สืบทอดระบอบรัฐประหาร ใช้รัฐธรรมนูญ กฎหมาย และกระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือ เพื่อกำจัดคนอีกฝ่าย จนทำให้ระบบทั้งหมด ถูกสั่นคลอนอย่างไม่เคยมีมาก่อน กฎหมายและกระบวนการยุติธรรม แยกออกจากความยุติธรรม กฎหมายและกระบวนการยุติธรรม กลายเป็นเครื่องมือทางการเมือง

แง่ที่สาม บรรทัดฐานเรื่องความรุนแรง ก่อน 19 กันยายน หรือย้อนไปจนถึงหลังพฤษภาคม 2535 กล่าวได้ว่า สังคมไทยพยายามผลักดันให้รัฐสัมพันธ์กับประชาชนอย่างมีอารยะมากขึ้น ได้บ้างไม่ได้บ้าง ขึ้นอยู่กับเรื่องกับกรณี

ตัวอย่างเช่น ปี 2534 ชาวบ้านดงใหญ่กว่าพันคนล้อมป่า ไม่ให้ถูกตัด กลับถูกจับกุม ถูกทำร้าย ชาวบ้านน้ำเสียวประท้วงธุรกิจเกลือ ถูกตีถูกจับ แต่ไม่กี่ปีมานี้ ชาวบ้านจะนะชนะคดีที่ตำรวจสลายการชุมนุม

สิบยี่สิบปีก่อน ผู้นำชาวบ้านถูกยิงตาย ไม่เป็นข่าวอะไรด้วยซ้ำ แต่ทุกวันนี้ ชาวบ้านที่ไม่ตายเงียบมีมากกว่าเมื่อก่อนแน่ๆ ถึงแม้จะมีคนตายฟรีอยู่เหมือนเดิมก็ตาม

มีความพยายามหลังพฤษภาเยอะแยะ ที่ต้องการจำกัดการใช้กำลังของรัฐต่อ ประชาชน มีการพูดถึง การไม่ใช้ทหารสลายการชุมนุม การจัดตั้งกองกำลังพิเศษ เพื่องานด้านนี้ มีการสร้างหน่วยปราบจลาจล ที่ได้รับการฝึกสันติวิธี มีการพูดแม้กระทั่งยกเลิกวิทยุและโทรทัศน์ของทหาร ค้านรัฐประหารทุกรูปแบบ ฯลฯ

หลังรัฐประหาร 19 กันยายน เรายอมรับให้รัฐจัดการประชาชนแบบอนารยะขึ้น ยอมรับว่า ทหารแทรกแซงการเมืองได้ ก่อรัฐประหารได้ สลายการชุมนุม ใช้อาวุธสงครามได้ ยอมแม้กระทั่งให้มีประกาศใช้กฎหมายอย่าง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ใช้เครื่องจักรทำลายประสาทหูมาทำร้ายผู้ชุมนุม

ใช้ทหารสิบ ๆ กองร้อยควบคุมผู้ชุมนุม โดยควรระบุด้วยว่าเรายอมรับเรื่องนี้เฉพาะกรณีที่รัฐกระทำต่อบุคคลบางกลุ่ม แต่จะคัดค้านทันทีถ้ามีใครพูดถึงการใช้ความรุนแรงกับคนบางฝ่าย เช่น คนที่ยึดทำเนียบ ยึดสนามบิน

ความอนารยะของรัฐ เป็นเรื่องที่เลือกปฏิบัติต่อคนบางกลุ่มด้วยเหมือนกัน

ความเปลี่ยนแปลงเรื่องประชาธิปไตยก็ดี เรื่องการใช้รัฐธรรมนูญและระบบกฎหมายก็ดี รวมทั้งเรื่องความรุนแรงโดยรัฐ สามเรื่องนี้เป็นบรรทัดฐานทางการเมืองแบบใหม่ที่อันตราย ควรถูกตั้งคำถาม ควรถูกทำให้เป็นปัญหาที่ต้องได้รับการอภิปรายในสังคมให้มากขึ้นกว่าในปัจจุบัน

ขอย้ำอีกครั้งว่า เรากำลังอยู่ในสถานการณ์เปลี่ยนผ่านที่ความคิด ความเชื่อ ค่านิยม ทัศนคติ หรือเรียกรวม ๆ ว่าระบบความหมายที่ผู้คนมีต่อสถาบันและองค์กรการเมืองต่าง ๆ กำลังสั่นคลอนและล่มสลาย มีประเด็นการเมืองเยอะแยะที่ไม่มีใครคิดว่าทุกวันนี้จะพูดกันเต็มท้องถนน อย่างทุกวันนี้

สิ่งที่สำคัญคือการต่อสู้เพื่อให้ความหมายใหม่ของสถาบันและองค์กรต่างๆ ยึดโยงกับประชาธิปไตย การปกครองของเสียงส่วนใหญ่ ความยุติธรรม และทำให้ทุกสถาบันการเมืองเป็นของประชาชนให้มากที่สุด

หมายเหตุ : ร่างคำอภิปรายเรื่อง “ประชาธิปไตยและการไม่ใช้ความรุนแรง” จัดโดยคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี วันที่ 16 กันยายน 2552

ที่มา ประชาไท

เรื่องจากคอลัมน์ล่าสุด

ศึกษาวัตถุนิยมวิภาษ บทที่ 3 ความเกี่ยวพันทั่วไปของโลกวัตถุ

tags:
บทนี้ มีเนื้อหาสำคัญคือ

1. จินตภาพของความเกี่ยวพันที่มีลักษณะทั่วไปของโลกวัตถุ
2.ความเกี่ยวพันระหว่างเหตุกับผล
3. ความเกี่ยวพันระหว่างความบังเอิญกับความแน่นอน
4.  ความเกี่ยวพันระหว่างความเป็นไปได้กับความเป็นจริง
5.  ความเกี่ยวพันระหว่างรูปแบบกับเนื้อหา
6. ความเกี่ยวพันระหว่างธาตุแท้กับปรากฎการณ์

ลบล้างผลรัฐประหาร 49 แก้ไข ม.112 เยียวยาผู้เสียหายและจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่

tags:

กองบรรณาธิการได้พิจารณาแถลงการณ์คณะนิติราษฎร์ เนื่องในโอกาสครบรอบ ๑ ปีนิติราษฎร์ เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2554  ขอสนับสนุนข้อเสนอ 4 ข้อในแถลงการณ์ดังกล่าว ดังนี้

กสทช.ใหม่คือ ตัวแทนของอภิชน

tags:

มติชนรายงานข่าวว่า วุฒิสภาเลือก 11 กสทช.ใหม่แล้ว แต่ทว่า ผลการเลือกตั้ง กสทช. จากวุฒิสภาชุดนี้ สรุปได้คำเดียวว่า น่าผิดหวังยิ่งนัก

ดังภาษิตที่ว่า " งาช้างไม่อาจงอกออกจากปากของสุนัข" ฉันใด

กสทช.ที่มาจากการเลือกของวุฒิสภาที่สมาชิกมาจากการสรรหาของพวกอภิชนถึงครึ่งหนึ่ง ย่อมถูกครอบงำด้วยตัวแทนของอภิชน ฉันนั้น

บทความ

อ่านบทความย้อนหลังทั้งหมด

ข่าวน่าสนใจ

นักวิชาการเหนือ-อีสาน-ใต้ เสนอผลสรุปวิจัย พลเมืองไทยต้องการประชาธิปไตย 100 เปอร์เซ็นต์

tags:

วันที่ 8 ก.พ. 2555 โครงการสร้างสำนึกพลเมืองเพื่อส่งเสริมประชาธิปไตยและธรรมาภิบาลในท้องถิ่น จัดการสัมมนาสรุปผลการวิจัย ซึ่งทำการวิจัยในพื้นที่อิสาน ได้แก่ เชียงใหม่ ลำพูน พิษณุโลก พิจิตร สุโขทัย ขอนแก่น กาฬสินธุ์ มหาสารคาม อุบลราชธานี อำนาจเจริญ ศรีสะเกษ และยะลา

เกษียร เตชะพีระ : ปรีดี พนมยงค์ กับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

tags:

3 ก.พ. 55 เกษียร เตชะพีระ อภิปรายในงาน  “ปรีดี พนมยงค์ กับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์"  จัดโดย วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ ที่ มธ. ท่าพระจันทร์

วรเจตน์ ภาคีรัตน์ : ชี้แจงกรณีคณะผู้บริหาร มธ.ห้ามเคลื่อนไหว แก้ไข ปอ ม.112 ใน มธ.

tags:

3 กพ.2555 วรเจตน์ ภาคีรัตน์ ชี้แจงกรณีคณะผู้บริหาร มธ.ห้ามเคลื่อนไหว แก้ไข ปอ. ม.112 ใน มธ.ในรายการคมชัดลึก โดย จอมขวัญ หลาวเพ็ชร์

 

 

เว็บบอร์ด

กลุ่มศึกษาทฤษฎี

อ่านต่อ

เว็บเพื่อนบ้าน

อ่านต่อ

รวมเว็บไซต์น่าสนใจ

อ่านต่อ

ล็อกอิน หรือ สมัครสมาชิก เพื่อเสนอความเห็นหรือตั้งกระทู้