ความเห็นส่วนตัวต่อกรณีอัยการสั่งไม่ฟ้อง คดีเขายายเที่ยง

tags:

คำชี้แจง : ข้อเขียนที่ท่านกำลังจะได้อ่านต่อไปนี้ เป็นความเห็นส่วนตัวในฐานะของปัจเจกชน ผู้ต้องผูกพันอยู่ใต้ระบบกฎหมายไทยคนหนึ่ง และขอใช้สิทธิในการแสดงความคิดเห็นถึง สภาวะอันตนเองจะต้องอยู่อาศัยต่อไป เสมือนเป็นปลาที่พูดถึงน้ำ

จึงไม่ได้หมายใจให้เป็นบทความทางกฎหมายอย่างเต็มที่ เพราะหากเช่นนั้น ผมจำเป็นจะต้องค้นคว้าและอ้างอิงมากกว่านี้ ซึ่งไม่สะดวกและไม่สดใหม่ทันเหตุการณ์ ทั้งนี้ห ากผู้ใดสนใจเนื้อหาที่เป็นวิชาการลึกซึ้งเพิ่งเติม ก็ขอให้ศึกษาจากตำราทางวิชาการในสาขากฎหมายอาญาเถิด

หลังจากที่โฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด แถลงข่าวว่า อัยการสั่งไม่ฟ้องคดีที่ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี ผู้ถูกกล่าวหาในกรณีบุกรุกเขายายเที่ยง เพื่อสร้างบ้านพักตากอากาศส่วนตัว โดยทางอัยการแถลงว่าเป็นเพราะผู้ถูกกล่าวหานั้น “ไม่มีเจตนา” จึงมีคำสั่งไม่ฟ้อง

พลันในหน้าเวบ Facebook ของผมก็เต็มไปด้วยข้อความอันหลั่งไหลมาจากเครือข่าย – เอาละ อาจจำต้องยอมรับข้อเท็จจริงตามที่หลายท่านอาจจะกล่าวหาผมอยู่เนือง ๆ ว่า

เครือข่ายเพื่อนฝูงของผมนั้น ส่วนใหญ่มีแนวคิดคนละด้านกับรัฐบาลและจารีตนิยมทางการเมืองไทยบางอย่าง – แต่กระนั้นสิ่งนั้นก็หาทำลายสิทธิแห่งการตั้งข้อสงสัยของพวกเขาไม่

ทั้งอย่างไรก็ตาม ผมก็ยังเชื่อว่า ไม่ว่าฝ่ายใดสีไหนก็ตาม คดีเขายายเที่ยงนี้ ก็ยังจัดเป็น “คดีสะเทือนขวัญ” สำหรับผู้ที่ยังเป็นเสรีชนและผู้รักความเป็นธรรมอยู่ – ไม่ว่าจะมีรสนิยมทางการเมืองเช่นใดก็ตาม ย่อมสามารถรู้สึกถึงการถูกตบหน้าจากความไม่เป็นธรรมกันได้ทั้งสิ้น

แต่จะเจ็บมากหรือเจ็บน้อย เจ็บแล้วเงียบหรือเจ็บแล้วร้อง นั่นเป็นเรื่องของรสนิยมหรือกลยุทธทางการเมืองโดยแท้ หลายคนอาจจะไม่พอใจแต่เงียบไว้ เพราะกลัวไปเข้าทางฝ่าย “สีแดง”

นั่นเพราะอะไร ? อาจจะเพราะคดีเขายายเที่ยง เป็นอีกกรณีที่เด่นชัดที่แสดงต่อเราทั้งหลาย ถึงการบังคับใช้กฎหมายที่แตกต่างกัน ตามแต่สถานะภาพของผู้ที่จะถูกกฎหมายนั้น ใช้บังคับด้วย – ให้เห็นชัดเจนว่า

สำหรับบุคคลในบางตำแหน่งแล้ว พลังแห่งการบังคับใช้กฎหมาย อันควรเป็นมาตรบรรทัดวัดชี้ความเป็นธรรมในสังคม มิอาจแตะต้องเขา แม้แต่การแจ้งสถานะการเป็น “จำเลย” ในกระบวนยุติธรรม...

ส่วนตัวแล้ว ผมมี “ข้อสงสัย” ต่อกรณีอัยการสั่งไม่ฟ้อง พล.อ. สุรยุทธ์ สองประการ

1. อัยการอ้างว่า พล.อ. สุรยุทธ์ ไม่มีเจตนา นั้น ไม่มีเจตนาอะไร ?

โฆษกสำนักงานอัยการสูงสุดชี้แจงว่า ที่สั่งไม่ฟ้องเนื่องจากพิจารณาเห็นว่า พล.อ.สุรยุทธ์ ได้ครอบครองโดยอาศัยสิทธิต่อจากบุคคลอื่นผู้ได้ขายที่ดินให้ จึงขาดเจตนากระทำผิดตามข้อกล่าวหา ...

เป็นที่เข้าใจได้ว่า การกระทำความผิดทางอาญานั้น หลักทั่วไปจะต้องอาศัยเจตนาเสมอ จึงจะเป็นความผิด ถ้อยคำของกฎหมายนิยามคำว่าเจตนาไว้ในประมวลกฎหมายอาญามาตรา 59 วรรคสองว่า

“...ได้แก่กระทำโดยรู้สำนึกในการที่กระทำ และในขณะเดียวกันผู้กระทำประสงค์ต่อผล หรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้น...”

ดังนั้น การกระทำอันกฎหมายถือว่ากระทำโดยเจตนานั้น จะต้องเป็นการกระทำที่มีสติชัดแจ้งสมบูรณ์ ในการตัดสินใจกระทำอันสิ่งกฎหมาย กำหนดว่าเป็นความผิดนั้น คือรู้ว่าการกระทำดังกล่าวจะ ส่งผลอันเป็นความผิดที่กฎหมายห้ามไว้อย่างไร

กรณีเจตนาที่ไม่สมบูรณ์หรือบกพร่อง หรือมีเหตุชี้นำบางประการอันกฎหมายเห็น ว่าเป็นเหตุสมควร อาจจะเป็นเหตุให้การกระทำไม่เป็นความผิด หรือไม่ต้องรับโทษหรือได้รับการลดโทษที่จะลงได้ ดังนั้นเจตนาจึงเป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับการดำเนินคดีอาญา

หากเราพิจารณาว่า การกระทำความผิดทางอาญาต้องอาศัยเจตนา และเจตนาคือการกระทำโดยมีสติรู้ตัวอยู่ว่ากำลังกระทำความผิด ดังนั้นการกระทำโดยไม่มีเจตนากระทำความผิดจึงไม่เป็นความผิดเช่นกัน

และหากเราวางระดับ “เจตนา” ที่กล่าวไป เป็น “เจตนาธรรมดา” ที่อยู่ตรงกลางของหลักเรื่องเจตนาและความรับผิดทางอาญาแล้ว ยังมี “เจตนา” อีกสองระดับที่หย่อนกว่า และสูงกว่า “เจตนาธรรมดาไปอีก

ระดับที่หย่อนกว่าเจตนาธรรมดา ได้แก่ กรณีที่แม้ไม่มีเจตนาก็ต้องรับผิด เช่น กรณีกระทำความผิดโดยประมาท ซึ่งกฎหมายอาญาบางเรื่องกำหนดว่า แม้กระทำการโดยไม่มีเจตนาแต่เป็นไปโดยประมาทขาดระวัง ก็ต้องรับผิด

ซึ่งความผิดจำพวกนี้ได้แก่ ความผิดที่ก่อความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อผู้อื่น เช่น ความผิดต่อชีวิตของผู้อื่น หรือทำให้เกิดเพลิงไหม้ หรือกรณี “ความรับผิดเด็ดขาด” ได้แก่กรณีที่จะต้องรับผิดโดยไม่อาศัยเจตนา

กล่าวคือ แม้ไม่มีเจตนาก็ต้องรับผิด เช่น ความผิดลหุโทษต่างๆ เช่นการไม่พกบัตรประชาชน หรือการผิดกฎจราจร ความผิดพวกนี้จะไม่ต้องอาศัยเจตนาก็ถือว่ามีความผิด

ระดับที่สูงกว่าเจตนาธรรมดา บ้างก็เรียกว่า “เจตนาพิเศษ” กล่าวคือ ในความผิดบางเรื่อง แม้มีเจตนาครบถ้วน แต่ไม่มีมูลเหตุจูงใจตามกฎหมาย ก็ไม่ถือเป็นความผิด ตัวอย่างที่ดีคือ ความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ ซึ่งกฎหมายคาดหวังมูลเหตุชักจูงใจเพิ่มจากเจตนา คือ “ความทุจริต” ในเจตนานั้น เช่น

ความผิดฐานลักทรัพย์ ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 334 บัญญัติว่าหมายถึงกรณีที่ “...ผู้ใดเอาทรัพย์ของผู้อื่น หรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวม อยู่ด้วยไปโดยทุจริต...” ดังนั้น “เจตนา” เอาทรัพย์ผู้อื่นไปเฉยๆ ก็ยังอาจจะไม่ใช่กรณีลักทรัพย์ได้

ถ้าขาดเจตนาทุจริต เช่นเอาทรัพย์ผู้อื่นไปโดยวิสาสะ คิดว่าเอาไปได้ หรือเป็นทรัพย์ของตน หรือเอาไปในลักษณะอื่น ที่ไม่ใช่เพื่อจะเอาทรัพย์ในเชิงพรากกรรมสิทธิ์ ก็ไม่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์

ที่ต้องพูดเรื่องเจตนาในกฎหมายอาญากันยืดยาวนี้เพื่อที่จะได้กลับมา พิจารณาเรื่องของคำว่า “ไม่มีเจตนา” อันเป็นเหตุให้อัยการไม่สั่งฟ้องนี่แหละ

เพราะอย่างไรก็ตาม ขอให้พิจารณา กฎหมายที่เกี่ยวข้องได้แก่ พระราชบัญญัติป่าสงวน พ.ศ. 2507 หมวดที่เป็นความผิด จะพบว่า :-

มาตรา 31(6) บัญญัติว่า “ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 14 ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงห้าปี และปรับตั้งแต่ห้าพันบาทถึงห้าหมื่นบาท...” และเมื่อเราไปพิจารณา มาตรา 14 จะพบว่า บัญญัติว่า

“...ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ห้ามมิให้บุคคลใดยึดถือครอบครองทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในที่ดินก่อสร้าง แผ้วถ้าง เผาป่า ทำไม้ เก็บหาของป่าหรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติเว้นแต่...”

ซึ่ง ข้อยกเว้นได้แก่ การเข้าไปทำไม้หรือเก็บของป่าตามที่ได้รับอนุญาต แล้วหรืออยู่อาศัยใช้ประโยชน์อันจำกัด ตามที่ได้รับอนุญาตต่างๆ ตามที่ทางราชการได้ผ่อนผันให้ตามเหตุต่างๆ ในมาตรา 16 16 ทวิ 16 ตรี 17 18 และ 20 ซึ่งอันนี้ไม่ใช่ประเด็นที่เราจะพิจารณา

ปัญหาคือ ที่อัยการแจงเหตุของการ “ไม่สั่งฟ้อง” ว่า เนื่องจากองคมนตรีท่านนั้นไม่มีเจตนานั้น จึงต้องถามว่า หมายถึง “ไม่มีเจตนาอะไร” (โปรดสังเกตว่า คำแถลงของโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด จบแค่ “ไม่มีเจตนากระทำความผิด” แต่ไม่ได้แจงต่อว่า ไม่มีเจตนาอะไร)

หากจะกล่าวว่า องคมนตรีท่านนั้น ไม่มีเจตนา “ยึดถือครอบครองทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในที่ดิน” นั้นก็คงฟังยาก เพราะท่านปลูกบ้านพักตากอากาศเป็นเรื่องเป็นราว มีไฟฟ้า เคยพานักข่าวเข้าเที่ยวชม

ถ้าเช่นนั้นหากจะกล่าวว่า ไม่มีเจตนา เพราะเนื่องจากครอบครองโดยสุจริต ครอบครองโดยรับสิทธิต่อมาจากกฎหมายเดิม ก็น่าสงสัยเข้าไปใหญ่ เพราะในกฎหมายป่าสงวนฯ มาตรา 14 นั้น ไม่ใช่กรณีที่กฎหมายมุ่งหวังเจตนาพิเศษ คือเรื่องทุจริต

แต่กำหนดเพียงห้าม “ยึดถือครอบครองทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในที่ดิน” ดังนั้น จึงไม่จำเป็นต้องพิจารณาว่าผู้ครอบครองนั้น ครอบครองโดยสุจริตหรือทุจริต

ดังนั้นการเข้าไปครอบครองที่ดินในป่า และป่านั้นเป็นป่าสงวน ก็เข้าองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 31(6) ประกอบมาตรา 14 แล้ว โดยไม่พึงต้องพิจารณาความทุจริตหรือสุจริตของการครอบครอง (เพราะกฎหมายไม่ได้กำหนดว่าต้องครอบครองอย่างทุจริตถึงจะผิดกฎหมาย)

หรือหากจะกล่าวว่า ไม่มีเจตนา ในที่นี้หมายถึง ไม่มีเจตนาเข้าครอบครองป่าสงวน เพราะไม่รู้ว่าที่ดินนั้นเป็นป่าสงวน จึงไม่เข้าองค์ประกอบความผิดตามกฎหมาย เช่นนี้ก็จะนำมาสู่ปัญหาประการที่สอง คือ

2. คำสั่งไม่ฟ้องอัยการ ก้าวล่วงเข้าไปพิจารณาถึงเจตนาในการกระทำความผิด และเรื่ององค์ประกอบแห่งความผิด ซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมาย อันควรจะเป็นหน้าที่ของ “ศาลยุติธรรม” หรือไม่ ?

แม้เราจะยอมรับได้ใน “อำนาจในการสั่งคดี” (ว่าจะฟ้องหรือไม่ฟ้องคดี) ของอัยการว่าเป็นดุลยพินิจของการใช้อำนาจตามกฎหมายที่กระทำได้ แต่นั่นก็เป็นคำถามว่า อำนาจในการไม่ฟ้องคดีของอัยการในคดีนี้นั้น “ก้าวล่วง” อำนาจศาลเกินไปหรือไม่ ?

เพราะการพิจารณาของอัยการในคดีนี้เป็นการพิจารณาเข้าไปใน “ปัญหาข้อกฎหมาย” ได้แก่ “การตีความเจตนาของผู้ถูกกล่าวหา” ว่ากระทำโดยรู้ข้อเท็จจริงแห่งการกระทำความผิดว่า ที่ดินปัญหาเป็นที่ป่าสงวนหรือไม่ ซึ่งควรที่จะให้ศาลยุติธรรมเป็นผู้ชี้ขาดในปัญหาดังกล่าวมากกว่า

เพราะมันเป็นประเด็นสำคัญแห่งคดีด้วย ว่าการกระทำขององคมนตรีท่านนั้น “มีเจตนาบุกรุกป่าสงวนหรือไม่” ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญแห่งคดี

เพราะศาลน่าจะได้เป็นผู้ตัดสิน โดยอาศัยหลักการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน ประกอบพฤติการณ์แห่งคดีเพื่อชี้พิพากษาว่า กรณีดังกล่าวถือเป็นความผิดที่ต้องลงโทษหรือไม่ ทั้งนี้หลักการที่ศาลทั่วไปใช้ในการวินิจฉัย “เจตนา” ของการกระทำความผิด คือ หลักว่าด้วย “กรรมเป็นเครื่องชี้เจตนา”

หากจะพิจารณาถึง “กรรม” ในที่นี้อันหมายถึงการกระทำที่ไม่ใช่เรื่องบาปบุญคุณโทษ ก็น่าสงสัยว่า องคมนตรีท่านจะมี “เจตนา” อย่างไรในการครอบครองที่ดินปัญหา และท่าน “รู้” หรือ “ควรรู้” หรือไม่ว่าที่ดินอันครอบครองนั้น อยู่ในเขตป่าสงวน ?

ข้อเท็จจริงแห่งคดีนี้ตามที่สื่อมวลชนรายงานคือ นายเบ้า สินนอก เจ้าของที่ดินปัญหานั้น มีสิทธิ์ครอบครองที่ดินบนเขายายเที่ยงโดยชอบตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 29 เม.ย.18 เห็นชอบให้กรมป่าไม้ ดำเนินการปรับปรุงป่าสงวนแห่งชาติเขายายเที่ยง

เพื่อจัดสรรให้ราษฎรทำกินครอบครัวละไม่เกิน 15 ไร่ (ให้ทำกินครอบครัวละ 14 ไร่ 2 งาน และให้เป็นที่อยู่อาศัยอีก 2 งาน) โดยมีเงื่อนไขไม่ให้กรรมสิทธิ์ แต่ให้สิทธ์ครอบครองตกทอดดึงทายาทโดยธรรมได้เป็นการถาวร เพื่อป้องกันไม่ให้นายทุนมาครอบครองโดยวิธีกว้านซื้อ

โดยกรมป่าไม้ จะออกใบอนุญาตชั่วคราวให้ราษฎรเข้าอยู่อาศัยในเขตป่าสงวนแห่งชาติดังกล่าวโดยจัดตั้งในรูปหมู่บ้านป่าไม้ นายเบ้า และบุตรเขย จึงได้รับการจัดสรรที่ดินคนละ 15 ไร่ รวม 30 ไร่ และได้มีการเสียภาษีบำรุงท้องที่ (ภ.บ.ท.5) ตลอดมา ตั้งแต่ปี 2520 – 2538

ต่อมานายเบ้า ได้ขายที่ดินของตนเองและบุตรเขย จำนวน 20 ไร่ ให้นายนพดล พิทักษ์วาณิชย์ เมื่อปี 2538 พร้อมมอบหลักฐานการแสดงภาษีให้แก่นายนพ ดลด้วย และนายนพดล ได้เสียภาษีบำรุงท้องที่ระหว่างปี 2538 – 2540

ต่อมา พ.อ.สุรฤทธ์ จันทราทิพย์ เป็นผู้เสียภาษีบำรุงท้องที่ในปี 2540 – 2545 และในวันที่ 6 ก.ค.43 พล.ต.สุรฤทธ์ เป็นผู้ไปยื่นขอออกเลขที่บ้าน เลขที่ 10 ตำบลคลองไผ่ (เดิมอยู่ในเขตตำบลลาดบัวขาว) อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นบ้านพักอาศัยของ พล.อ.สุรยุทธ์ ในปัจจุบัน

และในวันที่ 4 ก.ค.46 พล.ต.สุรฤทธ์ เป็นผู้ขออนุญาตใช้ไฟฟ้าในบ้านหลังดังกล่าว และในปี 2545 เป็นต้นมาถึงปัจจุบัน มีหลักฐานว่าผู้ยื่นเสียภาษีบำรุงท้องที่ ในที่ดินดังกล่าว คือ พ.อ.หญิง คุณหญิงจิตรวดี จุลานนท์ ภริยาของ พล.อ.สุรยุทธ์

เอาละครับ จากนี้ขอให้เราย้อนกลับมาพิจารณาว่า บุคคลธรรมดาสามัญ เยี่ยงเราๆท่านๆ ผู้อ่านบทความนี้ เวลาจะซื้ออสังหาริมทรัพย์สักที เราคงเช็คแล้วเช็คอีก ตรวจสอบประวัติผู้ขาย และประวัติที่ดินหรือบ้านช่องที่เราจะซื้อนั้นอย่างดี เพื่อไม่ให้มีปัญหาว่าไปซื้อที่ที่จะก่อปัญหาแก่เราในอนาคต

เช่น เป็นที่ดินติดจำนอง เป็นที่อันอาจถูกรอนสิทธิ มีสิทธิเหนือผืนดิน ติดทางจำเป็น หรือมีผู้ครอบครองปรปักษ์ไปแล้ว ฯลฯ กว่าเราจะยอมซื้อยอมจ่าย และยิ่งถ้าเป็นที่ดินสวยๆ ในต่างจังหวัด ที่ไม่มีเอกสารสิทธิเป็นโฉนด แต่เป็นเอกสารอื่น เช่น น.ส.3 ก. หรือเอกสารที่ไม่ได้แสดงสิทธิ์ เช่น ภ.บ.ท.5

เราจะไม่ตรวจสอบ หรือสงสัยในสิทธิการครอบครองในที่ดินอันเราจะต้องจ่ายเงินซื้อเลยหรือ ?

อันนี้เราพูดถึงสามัญชนคนธรรมดา คนชั้นกลางที่มีเงินพอจะซื้อที่ดินสักก้อน เขียนหนังสือได้อ่านกฎหมายออก – ผมเชื่อว่า “วิญญูชน” ระดับเพียงเท่าเราๆท่านๆนี้ ก่อนจะซื้อจะรับที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์ เราก็ต้อง “ทำการบ้าน” เช่นนี้กันทั้งนั้น

แล้วท่านผู้ถึงพร้อมทั้งอำนาจ กำลัง ความสามารถละ ? ท่านสามารถให้ลูกน้องที่มีมากมายช่วยตรวจสอบได้หรือไม่ ว่าที่ดินที่ท่านจะปลูกสร้างบ้านพักตากอากาศนั้นเป็นที่ดินอัน “มีปัญหา” อย่างไรหรือไม่ ? แม้แต่อย่างง่ายเลย คือท่านยกหูโทรศัพท์ หรือแม้แต่ไม่ต้องทำเอง สั่งให้ลูกน้องกระทำการในนามท่าน ติดต่อไปยังกรมป่าไม้ ผมก็เชื่อว่าท่านจะได้รับคำตอบอย่างง่ายดายไม่กี่นาที

ท่านได้กระทำเช่นนี้หรือไม่ ?

และหากท่านมิได้กระทำ – ซึ่งการไม่กระทำ ก็เป็นการ “กระทำ” อย่างหนึ่งในทางอาญานั่นเอง

ชี้เจตนาอะไร ?

น่าเสียดาย, หากท่านอัยการผู้สั่งคดีจะไม่ “สงสัย” แต่ท่านก็น่าจะส่งให้ศาลยุติธรรมได้มีโอกาสพิจารณา – เผื่อศาลท่านจะสงสัย อย่างที่ผมสงสัย และเชื่อว่าหลายคนก็น่าจะสงสัยเช่นกัน

และขอกล่าวไว้ด้วยว่า การสั่งฟ้องคดีนี้ ไม่เหมือนการสั่งฟ้องคดีอาญาทั่วไป ที่ผู้เสียหายอาจจะเป็นผู้ฟ้องคดีต่อศาลได้ด้วยตนเอง อย่างเช่นที่เคยเกิดมาแล้วในคดีฆาตกรรมแพทย์หญิงผัสพร ที่ทางอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้อง แต่ญาติผู้เสียหายยังสามารถสู้ต่อดดยฟ้องคดีด้วยตนเอง จนชนะคดีถึงชั้นศาลฎีกา ลงโทษประหารชีวิตจำเลยได้ในที่สุด

แต่ในคดีนี้ เป็นคดีที่หน่วยงานของรัฐเป็นผู้เสียหายโดยแท้ ดังนั้นเมื่อ “อัยการ” ที่เป็น “ทนายของรัฐ” มีคำสั่งไม่ฟ้องเสียแล้ว เท่ากับคดีจบลง โดยไม่มีใครสามารถใช้สิทธิเป็นผู้เสียหายได้อีก – ทั้งนี้หมายถึงผู้เสียหายในทางกฎหมาย ซึ่งกินความแคบกว่าความเสียหายของ “ประชาชนทั้งหลาย”

อย่างไรก็ตาม, พอจะเข้าใจได้ว่า หากเรื่องนี้ถูกฟ้องร้องขึ้นต่อศาล โดยคำสั่งฟ้องของอัยการ แม้แต่ศาลจะลงโทษสถานเบา รอการลงโทษ หรือแม้แต่ยกฟ้องไปด้วยเหตุผลเดียวกับคำสั่งไม่ฟ้องของอัยการด้วยพิจารณา เห็นว่าเรื่องนี้ท่านไม่มีเจตนาบุกรุกป่าสงวนจริงๆ หรืออะไรก็ตาม แต่หากคดีถึงบัลลังก์ศาลเสียแล้ว

ท่านองคมนตรี – พล.อ. สุรยุทธ์ จุลานนท์ อดีตนายกรัฐมนตรี จะมีสถานะในกระบวนยุติธรรมทางอาญา เป็น “จำเลย” ในคดีบุกรุกป่าสงวน

สถานะในกระบวนยุติธรรมดังกล่าวอาจจะไม่งดงามต่อ “อีกสถานะ” ของท่าน – ในสถานะอันเป็นที่ปรึกษาของพระมหากษัตริย์

การจบเรื่องนี้ ตั้งแต่ก่อนถึงชั้นศาล อาจจะเป็นหนทางที่ “กระทบกระเทือน” น้อยกว่า...

แต่ “ราคา” ที่ต้องจ่าย มันอาจจะแพงกว่าที่ “ท่าน” คิด

เพราะมันทำให้เสรีชนทั้งหลายประจักษ์ชัดว่า กระบวนยุติธรรมทางอาญาระหว่าง “คน” ที่มีสถานะต่างกันนั้น แตกต่างกัน – โดยเฉพาะ เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับกรณีที่คนยากจนบุกรุกป่าสงวนและถูกขับไล่ ออกจากที่ทำกิน ดำเนินคดี

คนยากจนน่ะครับ ท่านเคยเห็นหรือไม่, คนยากจนที่ตัวดำๆ มอมแมม อ่านหนังสือออกบ้างไม่ออกบ้าง คำว่า “พระราชบัญญัติป่าสงวน” เขาจะเขียนถูกหรือไม่ก็ยังไม่รู้ คนที่ไม่รู้กฎหมาย (ที่บังคับให้ทุกคนต้องรู้กฎหมาย จะอ้างว่าไม่รู้กฎหมายเพื่อเป็นเหตุให้ไม่ต้องรับโทษมิได้)

หรือแม้จะรู้กฎหมาย แต่เขาก็ไม่มีความสามารถที่จะ “เข้าถึง” ข้อมูลได้ง่ายๆ ว่าผืนดินที่พวกเขา เข้าไปหักร้างถางพง อยู่อาศัย ทำไร่ทำนา แค่พอเลี้ยงตัวไปวันๆ นั้น เป็น “ป่าสงวน” คนพวกนี้หลายต่อหลายครอบครัวถูกขับไล่ออกจากที่ทำกิน บ้างก็ถูกดำเนินคดีในศาล บ้านแตกสาแหรกขาด สิ้นเนื้อประดาตัว

พวกเขาได้รับการ “พิจารณาเจตนา” ของการเข้าอยู่อาศัยในเขตป่าสงวนหรือพื้นที่อันรัฐหวงกันไว้ ด้วยมาตรฐานเดียวกัน จากกฎหมายฉบับเดียวกันกับองคมนตรีหรือไม่ ?

ฤาเรื่องนี้อาจจะกลายเป็น “ใบเสร็จ” อีกชิ้นหนึ่ง ที่แสดงออกให้เราได้เก็บไว้เป็นหลักฐาน ยืนยันต่อตัวเองเป็นที่ระลึกว่า...

ความเสมอภาค เท่าเทียมกันต่อหน้ากฎหมาย ในประเทศนี้ไม่มีอยู่จริง.

หมายเหตุเพิ่มเติม : หลังจากที่ผมเผยแพร่บทความนี้ในเวบ และมีผู้นำไปเผยแพร่ต่อในเวบบอร์ดสาธารณะหลายแห่ง รวมทั้งฟ้าเดียวกันเวบบอร์ดด้วย
มีสมาชิกท่านหนึ่งของเวบบอร์ดฟ้าเดียวกัน คือ คุณ “ กูคนไทย ไม่ได้อพยพมาจากไหน” ได้นำคำพิพากษาศาลฎีกาเรื่องหนึ่ง ซึ่งมีข้อเท็จจริงคล้ายคลึงกับคดีนี้ มาโพสต์ไว้ด้วย

ผมจึงขออนุญาตนำมาแสดงท้ายบทความนี้ เพื่อได้พิจารณาบรรทัดฐานของคำพิพากษาของศาลและกระบวนยุติธรรม ในกรณีที่คดีคล้ายคลึงกันนี้ เกิดขึ้นกับสามัญชนธรรมดา -

ข้อเท็จจริงในคดีนี้ใกล้เคียงกันในแง่ที่ว่า จำเลยได้ซื้อที่ดินในเขตป่าสงวนต่อมาจากผู้ขาย ซึ่งผู้ขายนั้นมีสิทธิ์ครอบครองโดยไม่มีเจตนาบุกรุกป่าสงวน เพราะครอบครองมาก่อนเป็นป่าสงวน แต่สิทธิครอบครองนั้นไม่ได้ตกแก่ผู้ซื้อด้วย หากผู้ซื้อนั้นรู้ว่าที่ดินนั้นเป็นป่าสงวนก็ถือว่ามีความผิดด้วย - รายละเอียดโปรดพิจารณาจากคำพิพากษาครับ

คำพิพากษาที่ 2087/2539

แม้จำเลยจะซื้อสิทธิครอบครองที่ดินจากบุคคลผู้ครอบครองที่ดินมาก่อนที่ ทางการจะประกาศให้เป็นป่าสงวนแห่งชาติก็เป็นเพียงแสดงว่าเฉพาะตัวผู้ที่ขาย สิทธิครอบครองให้แก่จำเลยขาดเจตนาที่จะบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติเท่านั้น

เมื่อปรากฏว่าที่ดินที่จำเลยซื้อได้มีกฎกระทรวงประกาศเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติเมื่อ วันที่ 12 มิถุนายน 2529 จำเลยเบิกความว่าได้ซื้อมาระหว่างปี พ.ศ. 2530 ถึงปี 2535 จึงเป็นระยะเวลาที่รัฐประกาศให้ที่ดินดังกล่าวเป็นเขตป่า สงวนแห่งชาติแล้ว

และจำเลยก็ทราบดีว่าที่ดินดังกล่าวเป็นป่าสงวนแห่งชาติการที่จำเลยเข้ายึดถือครอบครองที่ดินป่าสงวนจึงมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 14 และยังมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 54 ซึ่งบัญญัติห้ามยึดถือครอบครองป่าเช่นกันด้วย

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาที่ 2087/2539

พนักงานอัยการจังหวัดตรัง โจทก์
นาง ปราณี ศรมณี จำเลย

พ.ร.บ.ป่าไม้ มาตรา 54
พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ ฯ มาตรา 14

โจทก์ฟ้องว่าเมื่อวันเวลาและเดือนใด ไม่ปรากฏชัด ปี 2530 ถึงวันที่ 9 มิถุนายน 2535 เวลากลางวันต่อเนื่องกัน จำเลยได้ก่นสร้างแผ้วถาง ทำไม้ และเข้ายึดถือครอบครองป่าและที่ดินเพื่อตนเอง ในเขตป่าคลองกะลาเส และคลองไม้ตาย โดยไม่ได้รับอนุญาต จากพนักงานเจ้าหน้าที่

และ ไม่ได้รับการยกเว้นตามกฎหมาย เป็นเนื้อที่ 496 ไร่ 2 งาน 72 ตารางวา อันเป็นการทำลายป่า และเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่า ซึ่งเป็นป่าสงวนแห่งชาติ เหตุเกิดที่ ตำบลไม้ฝาด อำเภอสิเกา จังหวัด ตรัง

ขอให้ลงโทษ ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 54, 72 ตรี พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติพ.ศ. 2507 มาตรา 14, 31 ให้จำเลยและบริวารออกไปจากเขตป่าสงวนแห่งชาติ

จำเลย ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง , 72 ตรี วรรคสองพระราชบัญญัติ ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง ,31 วรรคสอง

การกระทำของจำเลย เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษ ตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 ซึ่งเป็นบทที่มี โทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 9 ปี

ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษ ให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 ปี ให้ จำเลยและบริวารออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติ

จำเลย อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลย ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว คดีฟังเป็นยุติ ในชั้นนี้โดยคู่ความ มิได้โต้เถียงกันว่า ที่ดินจำนวนประมาณ 496 ไร่ 2 งาน 72 ตารางวา ที่ จำเลย และนายสุพจน์ บัวเลิศ น้องชายจำเลย ได้ซื้อมาจากผู้ขาย 13 ราย

ซึ่งเป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ ในเขตที่ดินป่าคลองกะสาเสและป่าคลองไม้ตาย ตำบลกะลาเส ตำบลเขาไม้แก้ว ตำบลบ่อหิน และตำบลไม้ฝาด อำเภอสิเกา จังหวัดตรัง ซึ่งรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ ประกาศ ให้เป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติ ปรากฏตาม เอกสาร หมาย ล. 1 และ ป.ล. 1

โดยปรากฏว่าผู้ที่ขายที่ดิน ให้จำเลยและน้องชาย จำเลย เป็นผู้ที่ได้ครอบครองที่ดินมาก่อน ที่จะประกาศให้เป็นป่าสงวนแห่งชาติ และ ผู้ครอบครอง ได้ไปร้องแจ้งสิทธิการครอบครองไว้ ภายใน 90 วัน นับแต่ วันที่ ได้ประกาศเขตป่าสงวนแห่งชาติแล้ว

ปรากฏตาม หลักฐานการแจ้งสิทธิการครอบครอง เอกสาร หมาย ป.ล. 2 มี ปัญหา ที่จะต้องพิจารณาว่า จำเลยมีความผิด ตาม พระราชบัญญัติ ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 และ มีความผิดตามพระราชบัญญัติ ป่าไม้ พ.ศ. 2484 หรือไม่

เห็นว่า ในข้อหาความผิดตาม พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ จำเลย นำสืบ ว่า ได้ซื้อสิทธิครอบครองจากบุคคลผู้ครอบครองที่ดินมาก่อนที่ทางการจะ ประกาศให เป็นป่าสงวนแห่งชาติ โดยข้อเท็จจริง รับฟังได้ตามข้ออ้างของจำเลย ดังกล่าว

ก็เป็นเพียงแสดงว่า เฉพาะตัวผู้ที่ขายสิทธิการครอบครองให้แก่จำเลย ดังกล่าว ขาดเจตนาที่จะบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติ หรือไม่มีความผิด ตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติเท่านั้น

แต่สำหรับ จำเลยผู้รับโอน สิทธิครอบครอง จากบุคคลดังกล่าว จะอ้างสิทธิครอบครองที่ได้รับโอนมาได้ ก็แต่ราษฎรด้วยกันเอง เท่านั้น แต่ ในเรื่องที่ผู้ใดกระทำผิดกฎหมาย หรือไม่

สำหรับ กรณีนี้นั้น เป็น เรื่องเฉพาะตัวหรือ เหตุเฉพาะตัว ของผู้กระทำ จำเลยจะอ้างว่า ได้รับโอนสิทธิและขาดเจตนาบุกรุกป่าสงวน เช่นกันหาได้ไม่ เพราะเป็นการอ้างเหตุเพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นผิด และ เป็นการอ้างในลักษณะที่ว่า ตนเองไม่รู้ว่ากฎหมายบัญญัติห้ามไว้เช่นนั้น

เมื่อปรากฏว่าที่ดินที่จำเลยซื้อ ได้มีกฎกระทรวง ประกาศ เป็เขต ป่าสงวนแห่งชาติ เมื่อ วันที่ 12 มิถุนายน 2529 จำเลยเบิกความว่า ได้ซื้อมา ระหว่าง ปี 2530 ถึง ปี 2535 จึงเป็นระยะเวลาที่รัฐประกาศให้ที่ดินดังกล่าว เป็นเขต ป่าสงวนแห่งชาติแล้ว

และ จำเลยก็ทราบดีว่า ที่ดินดังกล่าวเป็นป่าสงวนแห่งชาติ การที่จำเลยอ้างว่า ได้ก่นสร้างเฉพาะต้นไม้ที่ผู้ขายได้ปลูกไว้ มิได้ทำลายป่าไม้ ส่วนอื่น นั้น เห็นว่า ต้นยางต้นมะม่วง และต้นมะพร้าว ที่ผู้ขายปลูกไว้เป็นไม้ยืนต้น มีลักษณะติดตรึงตรากับที่ดินที่เป็นป่า

เป็นส่วนควบกับทีดินป่า จึงเป็นส่วนหนึ่งของป่าสงวน การไปตัดทำลาย ก็ เป็นการทำลายป่าสงวน แต่ จะอย่างไรก็ตาม การที่จำเลยยอมรับว่า ได้เข้า ยึดถือ ครอบครองที่ดินป่าสงวน ดังกล่าว โดยการแสดงบอกกล่าวต่อเจ้าหน้าที่

และแสดงหลักฐานการเสียภาษีบำรุงท้องที่ อันเป็นหลักฐานแสดงออก ถึงการครอบครองที่ป่าสงวน ดังกล่าว กรณีก็เป็นความผิด ตามมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 แล้ว

เพราะบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว ห้ามบุคคลใด เข้ายึดถือครอบครองป่าสงวน ข้ออ้างของจำเลย จึงไม่เป็นเหตุให้จำเลยพ้นผิด

สำหรับข้ออ้างตามฎีกาของจำเลยเกี่ยวกับ พระราชบัญญัติ ป่าไม้ พ.ศ. 2484 ที่ว่า จำเลยเป็นเพียงผู้ซื้อสิทธิครอบครอง ต่อจากราษฎร ที่ยึดถือ ครอบครองอยู่ก่อนเท่านั้น มิได้กระทำการ ก่นสร้าง แผ้วถาง ป่า หรือ กระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการทำลายป่านั้น

เห็นว่า พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 54 ก็ได้บัญญัติห้าม ยึดถือครอบครองป่าเช่นกัน ฉะนั้น การที่จำเลยเข้ายึดถือครอบครองป่า จึงมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ดังกล่าว

ถึงแม้จำเลยจะมิได้กระทำการ ก่นสร้างทำลายป่าก็ตาม เมื่อการที่รัฐ ประกาศเขตท้องที่ดังกล่าว เป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติก็มิได้ กระทำให้ ป่าส่วนนั้นหมดสภาพจากการเป็นป่า ที่ดินดังกล่าวก็ยังมีสภาพเป็นป่าอยู่เช่นเดิม

มิได้ทำให้การเป็นป่าอยู่แต่เดิมสิ้นสภาพไป การที่จำเลย เข้าไปยึดถือ ครอบครอง จึงเป็นการกระทำผิดตาม พระราชบัญญัติป่าไม้ ดังกล่าว ด้วย ที่ ศาลอุทธรณ์ ภาค 3 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นว่า จำเลย มีความผิดตามพระราชบัญญัติ ป่าสงวนแห่งชาติพ.ศ. 2507 และ มี ความผิด ตาม พระราชบัญญัติ ป่าไม้ พ.ศ. 2484 ชอบแล้ว

สำหรับฎีกาของจำเลยที่ขอให้ลงโทษสถานเบา และรอการลงโทษ จำคุกให้จำเลยนั้น เห็นว่า จำเลยเพียงเป็นผู้ซื้อสิทธิการครอบครองและ เข้า ยึดถือ ครอบครองป่าสงวนต่อจากบุคคลอื่น เมื่อเจ้าหน้าที่ไป ตรวจสอบ จำเลย ก็ได้ชี้แจงข้อเท็จจริงในการที่ได้ซื้อมาให้เจ้าหน้าที่ทราบ

พาไปดูเขตที่ดิน แจ้งจำนวนเนื้อที่ดินที่ซื้อมา แสดงใบเสร็จ การเสียภาษี แสดงหลักฐาน คำร้องอ้างสิทธิ การครอบครองของผู้ขาย ให้เจ้าหน้าที่ทราบ เป็น การให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ จำเลยเคยรับราชการครู ขณะรับราชการ ได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ได้รับเหรียญกาชาดสมนาคุณ

ได้รับประกาศเกียรติคุณ บัตรปรากฏตามภาพถ่ายท้ายฎีกา หมายเลข 1 ถึง 3 และ รับราชการครู มาจนเกษียณอายุแสดงว่า จำเลยเป็นผู้ประพฤติดี มาตลอด การกระทำของจำเลย จึงเป็นเรื่องที่ จำเลยมิได้กระทำความผิด เพราะ เหตุที่จำเลยมีสันดานเป็นผู้ร้าย

เมื่อได้พิจารณาประกอบกับว่า จำเลยเป็นหญิง ปัจจุบันอายุประมาณ 66 ปี และ ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยต้องโทษจำคุกมาก่อนด้วยแล้ว กรณี มีเหตุสมควร ให้จำเลยปรับตัวให้เข้ากับสังคม เป็นพลเมืองดีต่อไป

ที่ศาลอุทธรณ์ ภาค 3 ลงโทษ จำคุก จำเลย 9 ปี หนักเกิน ไป สมควรกำหนดโทษให้เบาลงตามสมควรแก่โทษ และรอการลงโทษจำคุกให้ จำเลย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุก 3 ปี ปรับ 150,000 บาทลดโทษ ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 2 ปีปรับ 100,000 บาท โทษจำคุก ให้รอการลงโทษไว้ มี กำหนด 3 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56

ไม่ชำระค่าปรับ ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้ คุมประพฤติจำเลย โดยให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคม ตามที่ พนักงานคุมประพฤติ และ จำเลยเห็นสมควรไม่ น้อยกว่า 30 ชั่วโมง ภายใน กำหนด เวลา รอการลงโทษ

ให้จำเลยไปติดต่อพนักงานคุมประพฤติ เพื่อดำเนินการดังกล่าว ภายในกำหนด 30 วันนับแต่วันฟังคำพิพากษาศาลฎีกา นอกจากที่แก้ ให้ เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ภาค 3

( กอบเกียรติ รัตนพานิช - สมมาตร พรหมานุกูล - ชลอ บุณยเนตร )

หมายเหตุ

(1) สิทธิครอบครองซึ่งเป็นทรัพยสิทธิ ย่อมโอนกันได้ โดยส่งมอบทรัพย์สินที่ครอบครอง(ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา1378) เป็นวัตถุไม่มีรูปร่าง ซึ่งอาจมีราคาและถือเอาได้ จึงเป็นทรัพย์สิน (มาตรา138) ย่อมซื้อขายกันได้ (มาตรา453)

โดยปกติถ้าเป็นทรัพย์สินโดยทั่วไป และเป็นสิทธิครอบครองอสังหาริมทรัพย์ เพราะเป็นทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับที่ดินหรือทรัพย์อันติดอยู่กับที่ดิน ฯลฯ (มาตรา 139) การซื้อขายสิทธิครอบครอง ซึ่งเป็นนิติกรรม ก็ย่อมต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ตามมาตรา456 มิฉะนั้น ย่อมเป็นโมฆะ

(2) การส่งมอบสิทธิครอบครองก็คือ การโอนการครอบครอง ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงเหมือนกัน ไม่เกี่ยวกับกฎหมาย เป็นหน้าที่ของผู้ขายที่จะต้องส่งมอบให้แก่ผู้ซื้อ (มาตรา461) แต่การซื้อขาย ซึ่งเป็นนิติกรรมสัญญาเป็นบุคคลสิทธิ เป็นคนละเรื่องกับการได้สิทธิครอบครอง ซึ่งเป็นทรัพยสิทธิ

แม้จะซื้อขายรับโอนส่งมอบกันมาแล้ว ซึ่งต้องหมายความว่า ต้องเข้ายึดถือโดยเจตนาจะยึดถือเพื่อตน จึงจะได้สิทธิครอบครอง (มาตรา1367) แต่ตอนหลังอาจไม่ได้ยึดถือโดยเจตนายึดถือเพื่อตน จึงไม่ได้สิทธิครอบครองก็ได้

(3)ตามคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้ จำเลยได้สิทธิครอบครองที่ดินจากบุคคลภายนอก ผู้ครอบครอง(หมายความว่า บุคคลภายนอกมีสิทธิครอบครองอยู่ก่อน)โดยวิธีซื้อ แม้การซื้อขายสิทธิครอบครองที่พิพาท จะไม่ได้ทำเป็นหนังสือ จดทะเบียน(สิทธิครอบครองป่าสงวนแห่งชาติ

เช่นกรณีนี้พนักงานเจ้าหน้าที่ คงไม่ยอมจดทะเบียนการซื้อขายให้แน่) แต่ในทางข้อเท็จจริงนั้น ไม่เกี่ยวกับกฎหมาย เมื่อจำเลยรับโอนการครอบครองมาโดยได้ยึดถือและเจตนาจะยึดถือเพื่อตน(หมายความว่าเพื่อประโยชน์ ของตนไม่ต้องถึงขนาดมีเจตนาเป็นเจ้าของ) จำเลยจึงได้สิทธิครอบครอง

(4) ได้กล่าวในบันทึกท้ายคำพิพากษาศาลฎีกามาหลายฉบับแล้วว่า การได้สิทธิครอบครองเป็นข้อเท็จจริงที่บุคคลยึดถือ โดยเจตนาจะยึดถือเพื่อตน ไม่เกี่ยวกับกฎหมาย แม้จะผิดกฎหมาย ก็ยังอาจได้สิทธิครอบครอง(มาตรา1367) ครอบครองโดยไม่มีสิทธิครอบครองหามีไม่

กรณีนี้เป็นสิทธิครอบครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย(การพูด ดังนี้ ไม่ได้พูดคลาดเคลื่อนหรือผิดหลักเกณฑ์) คดีนี้ จำเลยยึดถือโดยเจตนาจะยึดถือเพื่อตน จึงได้สิทธิครอบครอง (มาตรา1367)

แม้กระนั้น จำเลยซึ่งทราบดีว่า ที่ดินเป็นป่าสงวนแห่งชาติ จึงมีเจตนาบุกรุก กระทำความผิดทางอาญาตามกฎหมาย 2 ฉบับ ดังที่ศาลฎีกาอ้างไว้ แม้จำเลยจะมีสิทธิครอบครอง (ไม่ว่าทางแพ่งหรือทางอาญาซึ่งเป็นอย่างเดียวกัน)ก็ตาม แต่เมื่อถูกขับไล่ จำต้องออกไปเมื่อใด ก็ไม่มีสิทธิครอบครองเมื่อนั้นและไม่มีสิทธิที่จะได้คืนการครอบครอง(สิทธิครอบครอง) ตามมาตรา1375 ด้วย

(ไพจิตร ปุญญพันธุ์)

 

ที่มา  บลอก expose'

เรื่องจากคอลัมน์ล่าสุด

ศึกษาวัตถุนิยมวิภาษ บทที่ 3 ความเกี่ยวพันทั่วไปของโลกวัตถุ

tags:
บทนี้ มีเนื้อหาสำคัญคือ

1. จินตภาพของความเกี่ยวพันที่มีลักษณะทั่วไปของโลกวัตถุ
2.ความเกี่ยวพันระหว่างเหตุกับผล
3. ความเกี่ยวพันระหว่างความบังเอิญกับความแน่นอน
4.  ความเกี่ยวพันระหว่างความเป็นไปได้กับความเป็นจริง
5.  ความเกี่ยวพันระหว่างรูปแบบกับเนื้อหา
6. ความเกี่ยวพันระหว่างธาตุแท้กับปรากฎการณ์

ลบล้างผลรัฐประหาร 49 แก้ไข ม.112 เยียวยาผู้เสียหายและจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่

tags:

กองบรรณาธิการได้พิจารณาแถลงการณ์คณะนิติราษฎร์ เนื่องในโอกาสครบรอบ ๑ ปีนิติราษฎร์ เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2554  ขอสนับสนุนข้อเสนอ 4 ข้อในแถลงการณ์ดังกล่าว ดังนี้

กสทช.ใหม่คือ ตัวแทนของอภิชน

tags:

มติชนรายงานข่าวว่า วุฒิสภาเลือก 11 กสทช.ใหม่แล้ว แต่ทว่า ผลการเลือกตั้ง กสทช. จากวุฒิสภาชุดนี้ สรุปได้คำเดียวว่า น่าผิดหวังยิ่งนัก

ดังภาษิตที่ว่า " งาช้างไม่อาจงอกออกจากปากของสุนัข" ฉันใด

กสทช.ที่มาจากการเลือกของวุฒิสภาที่สมาชิกมาจากการสรรหาของพวกอภิชนถึงครึ่งหนึ่ง ย่อมถูกครอบงำด้วยตัวแทนของอภิชน ฉันนั้น

บทความ

อ่านบทความย้อนหลังทั้งหมด

ข่าวน่าสนใจ

นักวิชาการเหนือ-อีสาน-ใต้ เสนอผลสรุปวิจัย พลเมืองไทยต้องการประชาธิปไตย 100 เปอร์เซ็นต์

tags:

วันที่ 8 ก.พ. 2555 โครงการสร้างสำนึกพลเมืองเพื่อส่งเสริมประชาธิปไตยและธรรมาภิบาลในท้องถิ่น จัดการสัมมนาสรุปผลการวิจัย ซึ่งทำการวิจัยในพื้นที่อิสาน ได้แก่ เชียงใหม่ ลำพูน พิษณุโลก พิจิตร สุโขทัย ขอนแก่น กาฬสินธุ์ มหาสารคาม อุบลราชธานี อำนาจเจริญ ศรีสะเกษ และยะลา

เกษียร เตชะพีระ : ปรีดี พนมยงค์ กับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

tags:

3 ก.พ. 55 เกษียร เตชะพีระ อภิปรายในงาน  “ปรีดี พนมยงค์ กับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์"  จัดโดย วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ ที่ มธ. ท่าพระจันทร์

วรเจตน์ ภาคีรัตน์ : ชี้แจงกรณีคณะผู้บริหาร มธ.ห้ามเคลื่อนไหว แก้ไข ปอ ม.112 ใน มธ.

tags:

3 กพ.2555 วรเจตน์ ภาคีรัตน์ ชี้แจงกรณีคณะผู้บริหาร มธ.ห้ามเคลื่อนไหว แก้ไข ปอ. ม.112 ใน มธ.ในรายการคมชัดลึก โดย จอมขวัญ หลาวเพ็ชร์

 

 

เว็บบอร์ด

กลุ่มศึกษาทฤษฎี

อ่านต่อ

เว็บเพื่อนบ้าน

อ่านต่อ

รวมเว็บไซต์น่าสนใจ

อ่านต่อ

ล็อกอิน หรือ สมัครสมาชิก เพื่อเสนอความเห็นหรือตั้งกระทู้