ประธานหอการค้าไทย ระบุปัญหามาบตาพุด-การเมือง รุกรัฐดับวิกฤติชาติ !
ตั้งแต่เกิดการปฏิวัติรัฐประหารขึ้น ในปี 2549 เป็นต้นมา ประเทศไทยซึ่งเกือบจะกลับมาเป็นเสือตัวที่ 5 ของเอเชียอีกครั้ง ได้กลายสภาพกลับไปเป็นเสือลำบาก ที่นับวันจะเดินถอยหลัง ห่างจากนานาอารยประเทศในทุก ๆ ด้านไปเรื่อย ๆ
ด้วยเหตุผลเพราะความขัดแย้งทางการเมืองภายในประเทศ เป็นต้นเหตุสำคัญที่ทำให้การบริหารราชการแผ่นดิน โดยเฉพาะการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจ เกิดอาการสะดุดหยุดชะงัก
ขณะที่รัฐบาลลูกผสมจากหลายพรรคการเมือง กับนักการเมืองต่ำชั้น และไร้มาตรฐาน วัน ๆ มุ่งแต่จะแสวงหาผลประโยชน์ใส่ตัวกับพวกพ้อง ไม่มีความรู้ความสามารถ เพียงพอจะนำพาประเทศชาติและคนไทยโดยรวม ให้เดินไปถึงฝั่งฝันได้
กำลังเป็นต้นเหตุใหญ่ที่ทำให้ประเทศไทยวันนี้ อยู่ในภาวะที่เสี่ยงต่อการตัดสินใจย้ายฐานการลงทุน ทั้งของต่างชาติ และแม้แต่ของภาคเอกชนไทย ออกไปยังประเทศอื่น โดยเฉพาะประเทศที่เคยเป็นคู่แข่ง ในการแย่งชิงเงินลงทุนจากต่างประเทศ
ที่สำคัญ ถ้าบรรยากาศการเมืองกลับมาสร้างปัญหาร้ายแรง ถึงขั้นทำให้เกิดการยุบสภา เปลี่ยนรัฐบาลแล้ว รัฐบาลเล่า หรือมีการปฏิวัติรัฐประหารกันอีกครั้ง ประเทศไทยจะยิ่งสูญเสียความเชื่อมั่น ที่ยากจะเอากลับคืนมาได้ง่าย ๆ ภายในระยะเวลา อันสั้น ทั้งยังเสี่ยงต่อ การเป็นประเทศที่ล้าหลังและไกลปืนเที่ยง !
เพราะจะเหลือแต่ธุรกิจเล็ก ๆ ประเภทที่ต้องยืมจมูกคนอื่นหายใจ เหมือนๆกับในอดีต เมื่อ 20-30 ปีก่อนอีกครั้ง และไม่ใช่ฐานการผลิตของอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ที่จะเปิดเสรีการค้า หรือมีโอกาสจะแข่งขันกับประเทศใด ๆ ในโลกได้อีก
" สถานการณ์ประเทศไทยขณะนี้ ประมาทไม่ได้เลย ทั้งปัญหาเศรษฐกิจ และการเมือง โดยเฉพาะเมื่อโครงการลงทุนขนาดใหญ่ ในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด 64 โครงการ
ถูกระงับการดำเนินการก่อสร้าง ขยายการลงทุน และเดินเครื่อง เพื่อทำการผลิตมาแล้ว 5 เดือน กำลังเป็นสาเหตุใหญ่ที่ทำให้นักลงทุนต่างชาติ ย้ายฐานการลงทุนไปจากเมืองไทย...
ในขณะที่ความวุ่นวายทางการเมือง ซึ่งก่อตัวว่าจะเกิดความรุนแรงขึ้นอีก ในเดือน ก.พ.นี้ กำลังเป็นตัวการสำคัญที่จะถอนหมุดความเชื่อมั่นของนักลงทุน และนักธุรกิจทั้งในและนอกประเทศอ อกจากประเทศไทยไป "
ดุสิต นนทะนาคร ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดฉากปุจฉาวิสัชนาถึงความในใจของตน ด้วยความหนักใจ กับ "ทีมเศรษฐกิจ" ในฐานะที่เป็นผู้นำคนสำคัญอีกคน ของภาคธุรกิจเอกชนผู้เป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย
เขาย้ำด้วยว่า อย่าเพิ่งหลงระเริงหรือดีใจไป ถ้าเห็นตัวเลขการส่งออกในไตรมาสแรก ซึ่งอาจจะพุ่งขึ้นไปถึง 30-40% ว่า เศรษฐกิจไทยเข้มแข็งแล้ว เพราะสภาพการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้ จะหวังแค่ให้เศรษฐกิจฟื้นตัวอย่างเดียว คงไม่เพียงพอแล้ว
" เราคงจะทำตัวเหมือนเมื่อ 4 - 5 ปีก่อนไม่ได้อีกแล้ว เพราะหลายปีที่ผ่านมา เราได้ใช้ประโยชน์ จากพื้นฐานเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งไปหมดแล้ว จึงต้องหาทางเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศใหม่ ด้วยการมีนโยบายและยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน
เพื่อแย่งชิงความเป็นต่อในระบบการค้าเสรี การลงทุน ตลอดจนถึงการเคลื่อนย้ายเงินทุน และแรงงานระหว่างกัน ซึ่งจะต้องเกิดขึ้นภายใน 5 ปีข้างหน้านี้ ตามการเคลื่อนตัวของเศรษฐกิจโลก และข้อตกลงการค้าต่าง ๆ ที่ประเทศไทยได้ทำกับประเทศอื่น ๆ หรือทำกับประเทศอา เซียน"
ปฏิกิริยานักลงทุนไม่ ใช่แค่คำขู่
นายดุสิตตอกย้ำด้วยว่า อย่าได้คิดว่า ปฏิกิริยาของนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะญี่ปุ่น ซึ่งมีสัดส่วนการลงทุนในประเทศไทยกว่า 60% ต่อการแก้ปัญหามาบตาพุดจะเป็นแค่ "คำขู่" ว่า จะถอนการลงทุน หรือย้ายฐานการผลิตไปจากประเทศไทย เพราะเขาไม่ได้ขู่ แต่เขาจะไปจริง ๆ
"อย่าคิดว่านักลงทุนญี่ปุ่น ไปลงทุนที่อื่น แล้วจะลำบาก หรือมีเงินลงทุนที่เมืองไทยจำนวนมากแล้ว จะไม่กล้าถอนการลงทุนออกไป...
ในฐานะที่ผมคุ้นเคย และทำธุรกิจกับญี่ปุ่นมาเป็นสิบ ๆ ปี ผมรู้จักธรรมชาติของนักลงทุนญี่ปุ่นดี ปกตินักลงทุนญี่ปุ่น จะเรียบร้อย น่ารัก ไม่มีปาก ไม่มีเสียง และอะลุ้มอล่วยให้เสมอ แต่คราวนี้ เขาออกมาอัดเรา และอัดรัฐบาลหลายครั้ง นั่นแสดงว่า เขาเหลืออด จริง ๆ แล้ว "
ตามธรรมเนียมการทำงานของญี่ปุ่น ถ้าข้างบนออกมาพูดแบบนี้ แสดงว่าข้างล่างจะต้องเตรียมการไว้แล้ว บางทีอาจจะเตรียมรายงานไว้ให้เลือกแล้ว ก็ได้ว่า ถ้าไม่ลงทุนในไทย ควรจะย้ายไปลงทุนที่ไหน และประเทศใดดีที่สุด
เพราะตามปกติ การจะลงทุน หรือตัดสินใจเปลี่ยนแปลงการลงทุน ญี่ปุ่นจะคิดอย่างรอบคอบและใช้เวลามาก การออกมาพูดของเจโทร (องค์การส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น) หรือหอการค้าญี่ปุ่น จึงไม่ใช่แค่คำขู่ แต่พูดจากน้ำใสใจจริงลึก ๆ
นายดุสิต ยังเล่าความคับอกคับใจให้ "ทีมเศรษฐกิจ" ฟังอีกว่า ไม่ใช่แต่นักลงทุนญี่ปุ่นเท่านั้น ที่ไม่พอใจกับการแก้ไขปัญหามาบตาพุด แต่ประเทศอื่น ๆ ก็เหมือนกัน สถานการณ์ที่บรรดาบริษัทยักษ์ใหญ่ วิ่งเข้าหานายกรัฐมนตรีหมด แสดงให้เห็นว่า เขาเดือดเนื้อร้อนใจ และสะท้อนว่า
บริษัทแม่ต้องการคำตอบที่ชัดเจน เพื่อการตัดสินใจ และถ้าผู้บริหารฝ่ายไทย หาคำตอบที่ชัดเจนให้ไม่ได้ เขาก็ลำบาก เพราะอาจจะถูกปลด หรือถูกย้ายได้ และเมื่อตอบไม่ได้ว่า จะแก้ไขปัญหานี้ให้เสร็จสิ้นได้เมื่อใด เขาก็ต้องตัดสินใจไป
" ต่างชาติอาจจะไม่กล้าพูด หรือต่อว่าแรง ๆ เพราะไม่อยากมีปัญหากับรัฐบาลในเรื่องการลงทุน เมื่อลงทุนด้วยเงินจำนวนมาก แต่กับผม ในฐานะตัวแทนนักธุรกิจไทย เวลาที่มีการประชุมหอการค้า เขาซัดผมเต็ม ๆ และต่อว่าเรื่องมาบตาพุดรุนแรงมาก...
นอกจากญี่ปุ่นจะไม่พอใจแล้ว หอการค้าสหรัฐฯ ก็ต่อว่าผมหนักมาก นักลงทุนออสเตรเลีย เป็นอีกประเทศหนึ่ง ที่แสดงความไม่พอใจแล้ว เพราะเขาต้องการใช้ประโยชน์ จากข้อตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ที่มีระหว่างไทยกับออสเตรเลียโดยเร็ว
เพื่ออำนวยความสะดวกให้นักลงทุนเขา เข้ามาลงทุนในไทย หรือนักลงทุนไทยไปลงทุนในออสเตรเลียได้ แต่ขณะนี้กลับกลายเป็นว่า ทุกอย่างชะงักหมด " นักลงทุนเหล่านี้ จะรอจนถึงจุดที่ทนไม่ไหว และเขาคงจะไม่กลับมาลงทุนในประเทศไทยอีก !
ทุนไทยจ่อหนีตามทุนนอก
"อย่าว่าแต่นักลงทุนต่างชาติเลยที่กังวลใจ นักลงทุนไทย นักธุรกิจคนไทย ทั้งในสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ในสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ก็มีความรู้สึกเหมือนกันว่า จะต้องตัดสินใจย้ายฐานการลงทุนไปประเทศเพื่อนบ้าน หรือประเทศอื่น ๆ "
นายดุสิตยอมรับว่า ตั้งแต่ต้นปีนี้ แม้แต่บริษัทคนไทยเอง ก็เริ่มมีความชัดเจนที่จะตัดสินใจขยายการลงทุนใหม่ ไปยังประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น โดย เฉพาะอย่างยิ่ง การย้ายฐานการผลิตสินค้าที่ใช้แรงงานสูง และใช้เทคโนโลยีต่ำ เพราะมีปัญหามากในเรื่องการขาดแคลนแรงงาน และค่าจ้างที่สูงในประเทศไทย
ความจริงเป็นเรื่องที่ถูกต้อง และเป็นเรื่องที่ภาคธุรกิจต้องทำ โดยย้ายการผลิตสินค้าไปที่ที่มีแรงงานราคาถูก และเก็บการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ มากกว่าใช้เทคโนโลยีและทักษะระดับสูงไว้ที่ประเทศไทย และในขณะที่ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง การไปลงทุนต่างประเทศ อาจจะมีประโยชน์
"ที่ผ่านมานักลงทุนไทยไม่อยากไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้าน เพราะความเสี่ยงสูง และถ้ามีปัญหาเกิดขึ้นไม่รู้จักใคร เทียบกับการขยายการผลิตในไทย แม้ว่าอาจจะแพงกว่า แต่อยู่เมืองไทยอย่างไร ก็ดีกว่า"
แต่ความขัดแย้งทางการเมืองในประเทศ ที่ไม่มีทางออก รวมถึงความไม่ชัดเจนในนโยบายการลงทุนของรัฐบาล เป็นตัวการกระตุ้นให้เงินไทย ไหลออกไปลงทุนต่างชาติมากขึ้น และเป็นตัวช่วยให้นักลงทุนไทย ตัดสินใจไปได้ง่ายและเร็วขึ้น !!
ทั้งนี้ ส่วนหนึ่งยอมรับว่า การผ่อนคลายเกณฑ์ให้เคลื่อนย้ายแรงงาน เคลื่อนย้ายทุนเสรี การส่งออกนำเข้าไม่มีภาษีระหว่างกัน เป็นตัวเร่งอีกส่วน ที่ทำให้ทุนไทยไหลไปประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น
เพราะต้นทุนในการเข้าไปผลิตในต่างชาติ และนำเข้ามาส่งออกลดลง ขณะเดียวกัน ยังได้สิทธิประโยชน์ จากประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น จากการผ่อนปรนกฎเกณฑ์เพื่อดึงดูดการลงทุนในช่วงเศรษฐกิจไม่ดี
แต่ที่สำคัญที่สุด คือการพิจารณาความเสี่ยงทางการเมือง หรือแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงนโยบายของรัฐบาลแล้ว เทียบกับเพื่อนบ้าน ประเทศไทยก็น่าจะมีความเสี่ยงมากที่สุดแล้วในขณะนี้
ขีดเส้นตาย 5 เดือนมาบตาพุดต้องจบ
เมื่อถามว่า การเดินหน้าแก้ไขปัญหามาบตาพุดของรัฐบาลในขณะนี้ มาถูกต้อง ถูกทาง หรือไม่นั้น ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ยืนยันว่า เป็นหนทางถูกต้องแล้ว ที่ให้ทุกฝ่ายเข้ามาเป็นกรรมการ เพื่อหาทางออกที่เห็นชอบร่วมกัน แต่จะต้องมีความชัดเจนและกระชับกว่านี้
" จะใช้เวลาแก้ไขปัญหามาบตาพุด นานถึง 14 เดือน อย่างที่บอกพวกผมไว้ ผมบอกได้เลยว่า ประเทศไทยอยู่ยาก และมีความเป็นไปได้ว่าในที่สุด ประเทศไทยจะเหลือแต่ธุรกิจเล็ก ๆ ที่ต้องพึ่งพิงคนอื่น
ไม่ใช่ ฐานการผลิตขนาดใหญ่ที่จะได้ประโยชน์จากการเปิดเสรีการค้ากับทั่วโลกและไม่มีโอกาสแย่งชิงความเป็นที่หนึ่งในอาเซียนอีกต่อไปได้ "
การแก้ไขปัญหามาบตาพุด จะต้องมีการวางตารางเวลาให้ชัดเจน และต้องทำให้ได้ รวมทั้ง มีการชี้แจงนักลงทุนต่างชาติให้ชัดเจนว่า การแก้ปัญหามีกี่ขั้นตอน แต่ละขั้นตอนใช้เวลาเท่าไร กระบวนการนี้จะต้องใช้เวลากี่วัน เสร็จสิ้นวันที่เท่าไร กระบวนการที่ 2 เริ่มทำเมื่อไรใช้เวลากี่วัน ต้องมีการประเมินแบ่งเป็นกรณีที่ดีที่สุด กรณีฐาน และกรณีเลวร้าย แต่ขณะนี้ไม่มีความชัดเจน
อย่างไรก็ตาม การแก้ปัญหาควรจะเสร็จสิ้นภายในเวลา 5 เดือนจากวันนี้ หรืออาจจะคลาดเคลื่อนไปบ้างเป็น 6 เดือน ยังอาจจะได้ แต่ถ้ารอให้ถึง 1 ปีจากนี้ แล้วบอกว่า ทุกอย่างพร้อม ปัญหาทุกอย่างจบ ไม่ทันแล้ว
เพราะกระบวนการตัดสินใจลงทุน ไม่ลงทุน หรือย้ายการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ ที่แต่ละโครงการใช้เม็ดเงินลงทุนจำนวนมหาศาล ต้องเป็นไปตามกำหนดการตามระยะเวลาที่วางเอาไว้
"ในส่วนตัวผม มองว่า ถ้าใช้เวลาแก้ปัญหามาบตาพุด นานไปถึง 9 เดือนละก็ ถึงจุดจบแน่ ปีนี้อาจจะยังไม่เห็น แต่จะเริ่มเห็นใน 3 ปี 4 ปี หรือ 5 ปีข้างหน้า
การลงทุนเก่าที่อยู่ก่อนหน้าอาจจะยังอยู่ต่อไป แต่การลงทุนโดยตรงในต่างประเทศ การขยายการลงทุนโครงการใหม่ ๆ จะไม่มี เมื่อถึงเวลานั้น การแก้ไขจะยากมาก"
วันที่ 12-15 มี.ค.นี้ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย จะไปพบเคดันเรนที่ญี่ปุ่น ซึ่งควรจะต้องมีคำตอบ การแก้ไขปัญหาและตารางเวลาที่ชัดเจนเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนญี่ปุ่น
ซึ่งสภาหอการค้าฯ ก็รออยู่ว่ารัฐบาล จะมีความชัดเจนในเรื่องนี้อย่างไร หรือไม่ เพราะถ้าเราไปถึง แล้วทางญี่ปุ่นถาม แต่เรากลับไม่มีความชัดเจนในคำตอบให้ นักลงทุนญี่ปุ่น คงตัดสินใจไปเร็วขึ้น และเราคงทำอะไรไม่ได้
การเมืองแรง'ยุบสภา'ปฏิวัติ ประเทศจบ
ถ้าถามว่า วันนี้นักธุรกิจกลัวเรื่องอะไรมากที่สุด นายดุสิต ตอบว่า เขาไม่อยากใช้คำว่ากลัว แต่อยากจะบอกว่า ในเวลาที่คนเราควรมีความรักให้แก่กันและกัน เช่นในเดือนแห่งความรักนี้ ความขัดแย้งทางการเมืองที่ทวีความรุนแรงขึ้น กำลังกลับซ้ำเติมปัญหาที่มีอยู่เดิม ให้ทรุดหนักลงไปอีก
"อย่าถามว่า กลัวปัญหาการเมืองหรือไม่ สำหรับผมและนักธุรกิจส่วนหนึ่ง อยากบอกว่า "เกลียดที่สุด" จะดีกว่า เพราะถ้าการเมืองเกิดความรุนแรงขึ้น ถึงขั้นยุบสภา หรือมีการปฏิวัติรัฐประหาร ประเทศชาติจะได้อะไร
ถ้าถอยคนละก้าว แล้วทุกคนได้ทั้งหมด จะดีกว่าไหม แต่ขณะนี้มีพวกที่เข้ามาเพื่อตักตวงประโยชน์ ของตัวเอง บั่นทอนประเทศ บั่นทอนเศรษฐกิจชาติ ในที่สุดจะทำให้ลูกหลานเราไม่มีอนาคต และอยู่ต่อไปไม่ได้"
ถ้าทุกคนเห็นแก่ตัว ประเทศชาติ ก็คงจะเดินหน้าไปไหนไม่ได้ นายดุสิตจึงอยากให้ทุกฝ่าย ทุกสีคำนึงถึงประโยชน์ของประเทศชาติเป็นที่ตั้ง เพราะถ้าทุกคนมองแต่ประโยชน์ของตัวเอง ประเทศชาติก็พัง
"ผมและนักธุรกิจก็พังไปด้วย ถึงจะเป็นนักธุรกิจ ก็ไม่ใช่ว่า จะหนีจากประเทศไทยไปได้ เพราะนี่คือบ้านผม ครอบครัวผม อยู่ที่นี่ ดังนั้น ทุกคนต้องพยายามทำให้ประเทศชาติเดินหน้าต่อไปได้ นักธุรกิจก็ทำธุรกิจไปให้ได้ เพื่อให้เศรษฐกิจสามารถขับเคลื่อนไปได้ อย่าไปสนใจว่าใคร หรืออะไรจะเป็นอย่างไร แต่ต้องพยายามเดินต่อไปให้ได้"
ต่อ คำถามที่ว่า หากแก้ปัญหามาบตาพุดไม่ได้จะเป็นอย่างไร นายดุสิตฟันธงว่า หากแก้มาบตาพุดไม่จบ นักลงทุนอาจจะหายจากประเทศไทยไปในอีก 4-5 ปีข้างหน้าแน่
แต่ที่น่ากลัวกว่าก็คือ ปัญหาความไม่ชัดเจน ความไม่ต่อเนื่องของนโยบายรัฐบาล การมีนโยบายที่กลับไปกลับมา หรือเปลี่ยนแปลงนโยบายบ่อยๆ สิ่งเหล่านี้กระทบความเชื่อมั่นยิ่งกว่า
"ผม ขอยกคำพูดของโปรเฟสเซอร์ฟินน์ อี. คิดแลนด์ (Finn E.Kydland) นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล ปี 2547 ที่มาบรรยายที่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งตรงกับสิ่งที่ประเทศ ไทยกำลังเผชิญอยู่ และมีท่าทีว่าจะสูญเสียไปที่ว่า
หากประเทศใดสูญเสียความเชื่อมั่นในนโยบายรัฐไปแล้ว จะใช้เวลากู้คืนอีก 20 ปี ก็ไม่กลับมา เพราะเป็นเรื่องยากมากที่จะสร้างความเชื่อมั่นที่เสียไปแล้วกลับคืนมาได้ และหากใครมีนโยบาย หรือวิธีการเอาทุนกลับมาได้ โปรเฟสเซอร์คิดแลนด์บอกว่า เขาคนนั้นก็น่าจะได้รางวัลโนเบล"
ว่าแต่ประเทศไทยจะเป็นอย่างไรนั้น ขึ้นอยู่กับตัวของเราเองเป็นสำคัญ เพราะทุกอย่างที่ผ่านมา เราทำตัวเองทั้งสิ้น หากวันนี้ เกิดความรุนแรงทางการเมือง รัฐบาลประกาศยุบสภา หรือมีการปฏิวัติ กระบวนการที่เราทุกฝ่ายจะแก้ปัญหามาบตาพุดก็จบ ความเชื่อมั่น และเชื่อถือประเทศไทย ก็ยิ่งต้องจบ!!
"ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม ไม่ได้ทำให้ความขัดแย้งทางการเมืองจบลง รัฐบาลยังคงเปลี่ยนแล้วเปลี่ยนอีก และประเทศยังคงเดินไปอย่างไร้ทิศทาง โอกาสที่จะสูญเสียการลงทุน สูญเสียโอกาสการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจไปนาน 20 ปี
อย่างที่โปรเฟสเซอร์คิดแลนด์บอก คงเกิดขึ้นได้ และท้ายที่สุด ประเทศไทยก็คงหลีกเลี่ยงที่จะเดินไปตามทางนั้นไม่ได้" นายดุสิตกล่าวทิ้งท้ายด้วยสีหน้าที่ยังคงเคร่งเครียด และเหน็ดเหนื่อย.
ที่มา ไทยรัฐ
เรื่องจากคอลัมน์ล่าสุด
ศึกษาวัตถุนิยมวิภาษ บทที่ 3 ความเกี่ยวพันทั่วไปของโลกวัตถุ
เขียนโดย ไท เมื่อ 20 มกราคม, 2012 - 00:59 tags:1. จินตภาพของความเกี่ยวพันที่มีลักษณะทั่วไปของโลกวัตถุ
2.ความเกี่ยวพันระหว่างเหตุกับผล
3. ความเกี่ยวพันระหว่างความบังเอิญกับความแน่นอน
4. ความเกี่ยวพันระหว่างความเป็นไปได้กับความเป็นจริง
5. ความเกี่ยวพันระหว่างรูปแบบกับเนื้อหา
6. ความเกี่ยวพันระหว่างธาตุแท้กับปรากฎการณ์
ลบล้างผลรัฐประหาร 49 แก้ไข ม.112 เยียวยาผู้เสียหายและจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่
เขียนโดย admin เมื่อ 20 September, 2011 - 23:54 tags:กองบรรณาธิการได้พิจารณาแถลงการณ์คณะนิติราษฎร์ เนื่องในโอกาสครบรอบ ๑ ปีนิติราษฎร์ เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2554 ขอสนับสนุนข้อเสนอ 4 ข้อในแถลงการณ์ดังกล่าว ดังนี้
กสทช.ใหม่คือ ตัวแทนของอภิชน
เขียนโดย admin เมื่อ 5 September, 2011 - 22:35 tags:มติชนรายงานข่าวว่า วุฒิสภาเลือก 11 กสทช.ใหม่แล้ว แต่ทว่า ผลการเลือกตั้ง กสทช. จากวุฒิสภาชุดนี้ สรุปได้คำเดียวว่า น่าผิดหวังยิ่งนัก
ดังภาษิตที่ว่า " งาช้างไม่อาจงอกออกจากปากของสุนัข" ฉันใด
กสทช.ที่มาจากการเลือกของวุฒิสภาที่สมาชิกมาจากการสรรหาของพวกอภิชนถึงครึ่งหนึ่ง ย่อมถูกครอบงำด้วยตัวแทนของอภิชน ฉันนั้น
บทความ
ข่าวน่าสนใจ
นักวิชาการเหนือ-อีสาน-ใต้ เสนอผลสรุปวิจัย พลเมืองไทยต้องการประชาธิปไตย 100 เปอร์เซ็นต์
เขียนโดย admin เมื่อ 8 กุมภาพันธ์, 2012 - 23:13 tags:
วันที่ 8 ก.พ. 2555 โครงการสร้างสำนึกพลเมืองเพื่อส่งเสริมประชาธิปไตยและธรรมาภิบาลในท้องถิ่น จัดการสัมมนาสรุปผลการวิจัย ซึ่งทำการวิจัยในพื้นที่อิสาน ได้แก่ เชียงใหม่ ลำพูน พิษณุโลก พิจิตร สุโขทัย ขอนแก่น กาฬสินธุ์ มหาสารคาม อุบลราชธานี อำนาจเจริญ ศรีสะเกษ และยะลา
เกษียร เตชะพีระ : ปรีดี พนมยงค์ กับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
เขียนโดย admin เมื่อ 5 กุมภาพันธ์, 2012 - 15:42 tags:3 ก.พ. 55 เกษียร เตชะพีระ อภิปรายในงาน “ปรีดี พนมยงค์ กับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์" จัดโดย วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ ที่ มธ. ท่าพระจันทร์
วรเจตน์ ภาคีรัตน์ : ชี้แจงกรณีคณะผู้บริหาร มธ.ห้ามเคลื่อนไหว แก้ไข ปอ ม.112 ใน มธ.
เขียนโดย admin เมื่อ 5 กุมภาพันธ์, 2012 - 15:28 tags:3 กพ.2555 วรเจตน์ ภาคีรัตน์ ชี้แจงกรณีคณะผู้บริหาร มธ.ห้ามเคลื่อนไหว แก้ไข ปอ. ม.112 ใน มธ.ในรายการคมชัดลึก โดย จอมขวัญ หลาวเพ็ชร์

