นิวส์วีค: จบสิ้นแล้ว ยี่ห้อประเทศไทย
การบริหารงานที่ขาดประสิทธิภาพและความผิดพลาด เปลี่ยนให้ดินแดนสวรรค์แห่งประชาธิปไตย ที่ให้ผลตอบแทนการลงทุนที่สูง กลับกลายเป็นเมืองด้อยค่าอันเต็มไปด้วยความรุนแรง เป็นเวลาหลายปี ที่ประเทศไทยมีภาพพจน์ เปรียบดังสวรรค์ มีประชาธิปไตยที่เบ่งบาน พร้อมกับรัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ ซึ่งให้การปกป้องสิทธิมนุษยชน เป็นประเทศที่มีอำนาจทางเศรษฐกิจทีมีอัตราผลตอบแทน ในการลงทุนสูงที่สุดในโลก เพียงไม่กี่ประเทศในทศวรรษที่ ๘๐ (พ.ศ.๒๕๒๓-๒๕๓๓) และต้นทศวรรษที่ ๙๐ (พ.ศ.๒๕๓๓)
เป็นประเทศที่ทนทานต่อวิกฤติฟองสบู่แตกของเอเชียในปลายทศวรรษ ๙๐ และเศรษฐกิจเติบโตถึงร้อยละ ๕.๓ ในปี ๒๕๔๕ และเติบโตมากกว่าร้อยละ ๗ ในปีต่อมา เมื่อเริ่มเกิดการฟื้นตัวจากวิกฤติ นักลงทุนและนักท่องเที่ยว ต่างติดใจในภาพลักษณ์ของราชอาณาจักรซึ่งสงบ เต็มได้ด้วยหาดทรายที่ร้อนแรงและภูเขาสูง ผู้คนที่อบอุ่น และการเมืองที่มีเสถียรภาพ
“ดินแดนแห่งรอยยิ้ม” นี้ สร้างความน่าหลงใหล ดึงดูดนักท่องเที่ยวในแต่ละปีมากกว่า ๑๓ ล้านคน ส่วนหนึ่งที่ต้องขอบคุณคือ การรณรงค์ประชาสัมพันธ์ “อะเมซิ่งไทยแลนด์” – ด้วยภาพวัดที่อลังการและผู้หญิงงามอย่างน่าตะลึง – กรุงเทพถูกเลือกจากผู้อ่านนิตยสารท่องเที่ยวและพักผ่อน (Travel + Leisure) และคอนเดอนาสท์เทร เวิลเลอร์ (Condé Nast Traveler) ให้เป็นอันดับหนึ่งของเมืองที่ดีที่สุดแห่งเอเชีย
แล้วเวลานี้ล่ะ ยี่ห้อประเทศไทยกำลังป่นปี้ สองเดือนที่ผ่านมา การปะทะในกรุงเทพระหว่าง กองกำลังฝ่ายความมั่นคงและผู้ประท้วงในชุดเสื้อแดง สังหารผู้คนอย่างน้อย ๘๐ ศพ การทำลายบางองค์กร ซึ่งมีความสำคัญที่สุดทางเศรษฐกิจที่อยู่ในกรุงเทพ รวมถึงตลาดหุ้นและศูนย์การค้าใหญ่ที่สุด
และทำลายภาพลักษณ์แห่งสันติและความสงบ อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่เป็นหัวใจหลัก ทำรายได้มากถึงร้อยละ ๘ ของจีดีพี กำลังจะหมดลมหายใจ ในขณะที่ประเทศคู่แข่งเพื่อนบ้าน อย่างกัมพูชาและสิงคโปร์ กำลังพยายามแย่งนักท่องเที่ยวจากประเทศไทย ชาติซึ่งครั้งหนึ่งเคยผงาดเสมือนเสือแห่งเอเชีย หรือเสือที่กำลังโต รวมถึงเกาหลีใต้ ไต้หวัน สิงคโปร์ และมาเลเซีย
มีแต่ประเทศไทยเท่านั้น ซึ่งกำลังตกต่ำ ครั้งหนึ่งเคยเป็นชาติที่ประชาธิปไตยเบ่งบาน แต่เวลานี้ถูกมองว่า เป็นประเทศที่ไม่สามารถจะปกครองได้ และเป็นรัฐที่กำลังล่มสลาย นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ดูเหมือนกระตือรือร้นที่จะเลื่อนวันเลือกตั้งออกไป และรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งครั้งหลังสุดทั้งสองครั้งนั้น ก็ต้องพับฐานไปจากวิธีการที่ไร้ซึ่งความเป็นประชาธิปไตย
ในรายงานประจำปี ๒๕๕๓ ของฟรีดอมเฮ้าส์ (Freedom House) ให้ราคาประเทศไทยเพียงแค่ “กึ่งเสรี” และจัดให้อยู่ในอันดับเดียวกับ รัฐบาลป่าเถื่อนทั้งหลายต่อความเสมอภาคทางการเมือง เช่น พม่า เป็นต้น
เมื่อปี ๒๕๔๓ กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ สดุดีประเทศไทยที่ยอมให้มีการเลือกตั้งอย่างเสรี และการส่งผ่านอำนาจอย่างสันติ แต่เวลานี้ มีแต่เหตุการณ์เข่นฆ่ากันโดยไร้กฎหมาย และการจำกัดเสรีภาพในทางการแสดงออกและการชุมนุม
ส่วนหนึ่งจากเหตุการณ์ไม่สงบที่เกิดขึ้นเมื่อเร็ว ๆนี้ เป็นผลมาจากความคับแค้นใจในทางการเมือง และในทางเศรษฐกิจที่มีมาเนิ่นนาน ถึงขั้นกลายมาเป็นเหตุ ให้เกิดการจลาจลในเมืองหลวง ฝ่ายสนับสนุนอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตรซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวชนบท ลุกขึ้นมาต่อต้านชนชาวกรุงเทพ และพวกมั่งคั่งผู้ที่คุมบังเหียนอภิสิทธิ์
เกิดการแตกแยกอย่างรุนแรงทั้งทางภูมิภาคและทางชนชั้น แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า จะเกิดการล่มสลายในที่สุด ในทศวรรษที่ผ่านมา ผู้นำไทยทั้งหลาย คล้ายกับผู้บริหารของบริษัท ซึ่งสูญเสียยุทธศาสตร์การค้าให้กับคู่แข่ง ที่กำลังมาแรง มีการตัดสินใจที่ผิดพลาด ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนถูกประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม จีน และแม้กระทั่งอินโดนีเซียทิ้งห่างอย่างไม่เห็นฝุ่น ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเกาะกลุ่มกันมา
หนึ่งในความผิดพลาดคือ ความล้มเหลวในการวางแผนระยะยาว ในระหว่างปีแห่งความรุ่งเรือง ไม่ว่าจะเป็นพรรคประชาธิปัตย์ของอภิสิทธิ์ หรือ พรรคไทยรักไทยของทักษิณ ซึ่งเข้ามามีอำนาจในปี ๒๕๔๔ ต่างไม่เคยลงทุนทำการยกเครื่องระบบการศึกษาที่ล้าหลัง ซึ่งเน้นแต่เพียงพื้นฐานการเรียนรู้ และการท่องจำอย่างนกแก้วนกขุนทอง
ไต้หวัน สิงคโปร์ จีนและอินเดีย ต่างมุ่งลงทุนในระดับอุดมศึกษา ใช้ภาษาอังกฤษ สร้างความชำนาญด้วยทักษะขั้นสูง ผลที่ตามมา เกิดการสร้างบริษัทที่มีวัตกรรมยอดเยี่ยมตามแนวโน้มของโลก และเกิดอุตสาหกรรมที่ใช้ภาษาอังกฤษขนาดยักษ์ มีการว่าจ้างงานจากบริษัทภายนอก
แต่รัฐบาลไทย และกลุ่มธุรกิจหลัก ยังคงรวมกลุ่มเป็นได้แค่เพียง ผู้ผลิตมูลค่าต่ำของบริษัทต่างชาติ รัฐบาลไทยประสบความล้มเหลว ในการสร้างสิทธิประโยชน์ต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อช่วยให้บริษัทไทยปรับปรุงพลังการผลิต เพื่อจะได้มีการขยายตัวออกไปทั่วโลก ซึ่งต่างจากรัฐบาลจีน หรือรัฐบาลสิงคโปร์
ตามประวัติแล้ว เครือข่ายบริษัทขนาดใหญ่ของไทย ได้รับการปกป้องจากเส้นสนกลในกับผู้นำรัฐบาลต่าง ๆ และคลานต้วมเตี้ยม กว่าจะรับรู้ถึงคู่แข่งระหว่างชาติที่เป็นของจริง แม้ประเทศไทยจะลงนามในข้อตกลงการค้าเสรีกับจีน และประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อื่น ๆ ก็ตาม
ความผิดพลาดที่เห็นได้ชัด ในขณะนี้ คะแนนในการสอบโทเฟลของประเทศไทย ซึ่งเป็นการสอบทักษะภาษาอังกฤษของนักเรียน ก่อนที่จะมุ่งหน้าเข้าสู่มหาวิทยาลัย ถูกจัดอยู่ในกลุ่มอันดับต่ำสุดของเอเชีย ไม่มีบริษัทเจ้าของคนไทยใด ๆ จะโดดเด่นขึ้นมาเมื่อเปรียบเทียบกับ บริษัทคอมพิวเตอร์ยักษ์ใหญ่อย่าง เอเซอร์ ของชาวไต้หวัน หรือบริษัทไอทียักษ์ใหญ่อย่าง อินโฟซิสของคนอินเดีย
และในขณะที่จีน เขมือบความเป็นผู้ผลิตสำหรับตลาดล่าง บริษัทไฮเทคต่างมองผ่านประเทศไทย อินเทลสร้างโรงงานประกอบชิปมูลค่า ๓,๕๐๐ ล้านบาทในเวียดนาม ประเทศ ซึ่งครั้งหนึ่งในทศวรรษที่ ๘๐ (พ.ศ.๒๕๒๓) และทศวรรษที่ ๙๐ (พ.ศ.๒๕๓๓) เคยตามหลังประเทศไทยอย่างไม่เห็นฝุ่น
เมื่อปีที่แล้ว ข่าวจากเอพีรายงานว่า ผู้ผลิตชาวไต้หวันสัญญาที่จะลงทุนหลายหมื่นล้านบาทในเวียดนาม เปรียบเทียบกับสัญญาที่จะลงทุนเพียง ๗,๐๐๐ ล้านบาทในประเทศไทย เนื่องจากประเทศไทยไม่สามารถที่จะ ขับเคลื่อนตัวเองให้เป็นอุตสาหกรรมที่สร้างมูลค่าสูงได้ และขาดความสามารถที่จะใช้งบประมาณของรัฐ เพื่อนำมากระตุ้นเศรษฐกิจให้เติบโตในช่วงที่เกิดวิกฤติการเงินของโลกได้
อัตราการเติบโตในสี่ปีที่ผ่านมาได้ตกต่ำลงอย่างน่าใจหาย จากร้อยละ ๕.๒ ในปี ๒๕๔๙ เหลือเพียงร้อยละ ๒.๕ ในปี ๒๕๕๑ และเมื่อปีที่แล้ว ถึงขั้นติดลบร้อยละ ๒.๓ ในขณะเดียวกัน ผู้นำไทยไม่เลือกคิดที่จะสงวนสถานที่สำคัญ ซึ่งเป็นแรงดึงดูดใจของนักท่องเที่ยว
ประเทศเพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์ กลับออกกฎหมายปกป้องสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวด และแม้กระทั่งในประเทศอุตสาหกรรมหนักอย่างเกาหลีใต้ ลี เมียง บัค อดีตนายกเทศมนตรีกรุงโซล และประธานาธิบดีคนปัจจุบัน ยังควบคุมการปลูกต้นไม้หลายล้านต้นรอบเมืองหลวง และการชะล้างแม่น้ำสายหลักในนครหลวง
ประเทศไทยยอมให้แหล่งมหัศจรรย์ตามธรรมชาติ แหล่งแล้ว แหล่งเล่า ถูกพัฒนาจนเกินเลย เต็มไปด้วยสถานที่พักตากอากาศและคอนโดสูง ลดค่าองค์ประกอบสำคัญของยี่ห้อประเทศไทยเสียสิ้น
ในรายงานปี ๒๕๕๑ จากนิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก สำนักงานใหญ่วอชิงตัน มองเกาะภูเก็ตของประเทศไทย ซึ่งในอดีตเคยเป็นสถานที่ตากอากาศระดับหรู และพบว่า “เสน่ห์ดั้งเดิม ที่ว่าเป็นเกาะปลายทาง ซึ่งงามอย่างน่าประทับใจ พร้อมด้วยธรรมชาติ และเปี่ยมไปด้วยวัฒนธรรม ได้อันตรธานหมดสิ้นไปเสียแล้ว
ทศวรรษที่ผ่านมา ผู้นำไทยทั้งหลาย ต่างประสบความล้มเหลวอย่างน่าสังเวช ที่จะรักษาไว้ซึ่งความสันติ ครั้งหนึ่งนักการเมืองไทย ดูเหมือนจะมีเคล็ดลับพิเศษในการสมานฉันท์ หลังการปะทะระหว่างกองทัพและผู้ชุมนุมในกรุงเทพเมื่อปี ๒๕๓๕ ทั้งสองฝ่ายต่างล่าถอย ยอมให้มีการจัดตั้งรัฐบาลเฉพาะกาล นำประชาธิปไตยกลับคืนมา ไม่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยส่วนใหญ่
ตอนนี้ไม่มีอีกแล้ว หลังจากทักษิณได้รับชัยชนะจากการเลือกตั้งอย่างท่วมท้น ในปี ๒๕๔๔ และ ๒๕๔๘ ผู้บริหารอย่างเบ็ดเสร็จก่อนที่จะเข้าสู่สังเวียนการเมืองคนนี้ เริ่มบริหารประเทศไทยอย่างบอสใหญ่ ทักษิณโจมตีความเป็นอิสระ ที่ควรคงไว้ขององค์กรต่างๆ เช่น ศาล ข้าราชการ และธนาคารแห่งประเทศไทย
และใช้การปราศรัยในที่สาธารณะ ตำหนิองค์กรเหล่านี้ ซึ่งเคยช่วยร่วมสร้างความมั่นคงให้กับประเทศไทยมานานนับปี การตอบโต้จากฝ่ายค้าน ยิ่งเพิ่มความเสื่อมเสียให้กับองค์กรเหล่านี้หนักเข้าไปอีก แทนที่จะต่อสู้กันในสนามเลือกตั้ง หัวหน้าพรรคฝ่ายค้านทั้งหลาย ต่างเรียกร้องให้มีการชุมนุมประท้วง ซึ่งในที่สุด ก็เป็นชนวนให้เกิดการทำรัฐประหารในปี ๒๕๔๙ บังคับให้ทักษิณต้องลี้ภัย
ประเทศไทยผ่านการทำรัฐประหาร มาหลายต่อหลายครั้ง แต่ส่วนใหญ่จะยุติลงด้วยการสมานฉันท์ แต่ไม่ใช่ครั้งนี้ เมื่อรัฐบาลฝ่ายนิยมทักษิณ ได้รับเลือกตั้งเข้ามาอีกครั้งในปี ๒๕๕๐ ผู้ประท้วงต่อต้านทักษิณ เสื้อเหลืองก็ปิดตายกรุงเทพ
หลังจากรัฐบาลอภิสิทธิ์ขึ้นแทนรัฐบาลนิยมทักษิณในปี ๒๕๕๑ เสื้อแดงหลั่งไหลกันออกมาบนท้องถนน เพื่อพยายามที่จะบังคับให้อภิสิทธิ์ลงจากอำนาจ ผลจากสถานการณ์ใกล้วิกฤติที่ไม่รู้จบรู้สิ้น ทำให้เห็นว่า ไม่ว่าฝ่ายไหนจะขึ้นมาบริหารประเทศ ฝ่ายที่อยู่ตรงข้ามที่โกรธแค้น ก็พร้อมที่จะลุกขึ้นมาระเบิดได้ทุกเมื่อ ยิ่งทำให้การประนีประนอมเป็นเรื่องยากยิ่งขึ้น
ในขณะที่ผู้นำไทย ต่างพยายามกุมอำนาจในอุ้งมือของตัวเอง คู่แข่งแถบเอเชีย ต่างเดินไปทิศทางตรงกันข้าม ในอินโดนีเซีย รัฐบาลได้ถ่ายโอนอำนาจออกจาก กรุงจาการ์ต้า เพื่อลดความไม่พอใจของชาวบ้านในท้องถิ่น แม้เผด็จการอย่างจีน ยังยอมให้อำนาจอันยิ่งใหญ่ ผ่านไปสู่มือเจ้าหน้าที่ในท้องถิ่น
ในประเทศไทย หลังจากการทำรัฐประหารปี ๒๕๔๙ ผู้นำทหารฉีกรัฐธรรมนูญ ฉบับประชาชนปี ๒๕๔๐ และร่างฉบับใหม่ ซึ่งให้อภัยโทษกับผู้นำที่ทำการรัฐประหารทั้งหมด วุฒิสภาแทบไม่เหลือความเป็นประชาธิปไตย และพยายามที่จะสยบความวุ่นวาย ด้วยการยึดกุมอำนาจไว้ในศูนย์กลางที่กรุงเทพ
การตัดสินใจเช่นนี้ส่งผลร้ายกลับมา เรื่องแรก ผู้ก่อความไม่สงบในภาคใต้ ซึ่งคนส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิม ได้ขยายตัวออกไปจากที่เคยเป็นอยู่ และเรื่องต่อมา คือการเคลื่อนไหวของผู้ประท้วงเสื้อแดง ทั้งสองฝ่ายต่างโกรธแค้นต่อ อำนาจที่ยิ่งเพิ่มมากขึ้นในกรุงเทพ แต่อภิสิทธิ์ยังคงตั้งหน้าตั้งตาเสริมทัพในกรุงเทพ และในเวลานี้ได้งัด พ.ร.ก.ฉุกเฉินออกมาใช้เพื่อจำกัดเสรีภาพในส่วนบุคคล และยอมให้กองกำลังฝ่ายความมั่นคง เข้าห้ำหั่นผู้ประท้วงอย่างรุนแรง
ในขณะที่ประเทศไทยกำลังกระเสือกกระสนนั้น หลายฝ่ายต่างหวังว่าสถาบันฯ จะเข้าแทรกแซง เนื่องจากสถาบันฯถูกมองว่า ดำรงความเป็นกลางมาช้านาน ยี่ห้อประเทศไทยจะเยียวยาได้ไหม เมืองหลวงอื่นๆ และประเทศอื่น ๆ ซึ่งภาพพจน์เสียหายรุนแรงยิ่งกว่านี้ ยังทำการฟื้นฟูเริ่มต้นใหม่ได้ แม้จะต้องใช้เวลาก็ตาม
เบลฟาสต์ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยหมายถึงการวางระเบิดของขบวนการไออาร์เอ ขณะนี้ได้พัฒนาชื่อเสียงว่าเป็นปลายทางแห่งวัฒนธรรมที่กำลังมาแรง โบโกตา กำลังเริ่มได้รับการยอมรับว่า เป็นต้นแบบแห่งแผนการปฏิรูปเมือง ขณะนี้โคลัมเบีย ได้เริ่มควบคุมเส้นทางการลำเลียงยาเสพติดที่เหี้ยมโหดไว้ได้แล้ว แต่ประเด็นสำคัญของไอร์แลนด์เหนือ และโคลัมเบียคือ – มีผู้นำเยี่ยงรัฐบุรุษ – ซึ่งในเวลานี้ประเทศไทยหามีไม่
อภิสิทธิ์เสนอจัดการแก้ปัญหาบางประการ ที่สร้างความไม่พอใจให้กับผู้ประท้วง โดยการเร่งเพิ่มงบประมาณของปีใหม่นี้อีกร้อยละ ๒๐ และทบทวนรัฐธรรมนูญใหม่ ซึ่งอาจจะส่งผลให้นำองค์ประกอบบางส่วนของรัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ มาใช้ใหม่
แต่แผนการเศรษฐกิจของอภิสิทธิ์นั้น ได้คัดลอกบางส่วนมาจากนโยบายประชานิยมของทักษิณ ไม่มีการกระจายความมั่งคั่งไปสู่ชนบท ยังขาดแผนการอย่างจริงจังที่จะปฏิรูประบบการศึกษา ฟื้นฟูศักยภาพในการแข่งขันของไทย หรือปรับปรุงสภาพแวดล้อม
ดูเหมือนว่า อภิสิทธิไร้ความสามารถที่จะปฏิบัติการใด ๆ เพื่อลดอำนาจของกองทัพ และหลังจากการเกษียณอายุของ ผบ.ทบ. ในเดือนกันยายนนี้ ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้ที่จะขึ้นมาเสียบแทน ได้ชื่อว่า ปราศจากความปรานีใด ๆ
เมื่อปราศจากรัฐบุรุษที่แท้จริงแล้ว การฟื้นฟูยี่ห้อประเทศไทย ดูเหมือนจะเป็นระยะทางอันไกลแสนไกล
หมายเหตุ บทความนี้ คุณ chapter 11 แปลและเรียบเรียง จาก The End of Brand Thailand by Joshua Kurlantzick Newsweek June 04, 2010 กองบรรณาธิการ ได้แก้ไขปรับปรุงเล้กน้อย เพื่อความเหมาะสม
ที่มา Liberal Thai
เรื่องจากคอลัมน์ล่าสุด
ศึกษาวัตถุนิยมวิภาษ บทที่ 3 ความเกี่ยวพันทั่วไปของโลกวัตถุ
เขียนโดย ไท เมื่อ 20 มกราคม, 2012 - 00:59 tags:1. จินตภาพของความเกี่ยวพันที่มีลักษณะทั่วไปของโลกวัตถุ
2.ความเกี่ยวพันระหว่างเหตุกับผล
3. ความเกี่ยวพันระหว่างความบังเอิญกับความแน่นอน
4. ความเกี่ยวพันระหว่างความเป็นไปได้กับความเป็นจริง
5. ความเกี่ยวพันระหว่างรูปแบบกับเนื้อหา
6. ความเกี่ยวพันระหว่างธาตุแท้กับปรากฎการณ์
ลบล้างผลรัฐประหาร 49 แก้ไข ม.112 เยียวยาผู้เสียหายและจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่
เขียนโดย admin เมื่อ 20 September, 2011 - 23:54 tags:กองบรรณาธิการได้พิจารณาแถลงการณ์คณะนิติราษฎร์ เนื่องในโอกาสครบรอบ ๑ ปีนิติราษฎร์ เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2554 ขอสนับสนุนข้อเสนอ 4 ข้อในแถลงการณ์ดังกล่าว ดังนี้
กสทช.ใหม่คือ ตัวแทนของอภิชน
เขียนโดย admin เมื่อ 5 September, 2011 - 22:35 tags:มติชนรายงานข่าวว่า วุฒิสภาเลือก 11 กสทช.ใหม่แล้ว แต่ทว่า ผลการเลือกตั้ง กสทช. จากวุฒิสภาชุดนี้ สรุปได้คำเดียวว่า น่าผิดหวังยิ่งนัก
ดังภาษิตที่ว่า " งาช้างไม่อาจงอกออกจากปากของสุนัข" ฉันใด
กสทช.ที่มาจากการเลือกของวุฒิสภาที่สมาชิกมาจากการสรรหาของพวกอภิชนถึงครึ่งหนึ่ง ย่อมถูกครอบงำด้วยตัวแทนของอภิชน ฉันนั้น
บทความ
ข่าวน่าสนใจ
นักวิชาการเหนือ-อีสาน-ใต้ เสนอผลสรุปวิจัย พลเมืองไทยต้องการประชาธิปไตย 100 เปอร์เซ็นต์
เขียนโดย admin เมื่อ 8 กุมภาพันธ์, 2012 - 23:13 tags:
วันที่ 8 ก.พ. 2555 โครงการสร้างสำนึกพลเมืองเพื่อส่งเสริมประชาธิปไตยและธรรมาภิบาลในท้องถิ่น จัดการสัมมนาสรุปผลการวิจัย ซึ่งทำการวิจัยในพื้นที่อิสาน ได้แก่ เชียงใหม่ ลำพูน พิษณุโลก พิจิตร สุโขทัย ขอนแก่น กาฬสินธุ์ มหาสารคาม อุบลราชธานี อำนาจเจริญ ศรีสะเกษ และยะลา
เกษียร เตชะพีระ : ปรีดี พนมยงค์ กับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
เขียนโดย admin เมื่อ 5 กุมภาพันธ์, 2012 - 15:42 tags:3 ก.พ. 55 เกษียร เตชะพีระ อภิปรายในงาน “ปรีดี พนมยงค์ กับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์" จัดโดย วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ ที่ มธ. ท่าพระจันทร์
วรเจตน์ ภาคีรัตน์ : ชี้แจงกรณีคณะผู้บริหาร มธ.ห้ามเคลื่อนไหว แก้ไข ปอ ม.112 ใน มธ.
เขียนโดย admin เมื่อ 5 กุมภาพันธ์, 2012 - 15:28 tags:3 กพ.2555 วรเจตน์ ภาคีรัตน์ ชี้แจงกรณีคณะผู้บริหาร มธ.ห้ามเคลื่อนไหว แก้ไข ปอ. ม.112 ใน มธ.ในรายการคมชัดลึก โดย จอมขวัญ หลาวเพ็ชร์

