ข้อสังเกตทางกฎหมาย เกี่ยวกับคดีปราสาทพระวิหาร อนุสัญญาโตเกียวและ MOU

tags:

R.P. Anand กล่าวว่า กฎหมายไม่ใช่เป็นสาขาความรู้ที่แน่นอนตายตัว (exact science) การมีความเห็นต่างกันในประเด็นข้อกฎหมาย ย่อมเป็นเรื่องปกติวิสัยของนักนิติศาสตร์

ผู้เขียนหวังว่าการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตใจผ่านข้อเขียนนี้ ในเรื่อง "ร้อนๆ" นี้ จะนำไปสู่การอภิปรายทางวิชาการด้วย "เหตุผล" (Reason) ไม่ใช่ "อารมณ์" (Emotion)เพื่อหาทางออกโดยสันติวิธีต่อไปในอนาคต

ประเด็นเรื่องการยอมรับแผนที่

ประเด็นข้อกฎหมายที่สำคัญที่สุดและสร้างข้อโต้เถียงมากที่สุดคือ เรื่องการยอมรับแผนที่ที่ทำโดยฝรั่งเศส เรื่องนี้เป็น "หอกข้างแคร่" ของประเทศไทยมานาน ตั้งแต่การต่อสู้คดีปราสาทพระวิหารในศาลโลก เมื่อ พ.ศ.2505 จวบจนทุกวันนี้ ประเด็นเรื่องแผนที่ก็ยังตามมาหลอกหลอนเหมือนเดิม

ประเด็นเรื่องการยอมรับแผนที่หรือไม่แบ่งออกเป็นสองความเห็น คือ

ความเห็นแรก ไทยไม่เคยยอมรับแผนที่ดังกล่าวเลย ตั้งแต่แผนที่นี้ได้ถือกำเนิด

กับความเห็นที่สอง ไทยยอมรับแผนที่แล้ว

ผู้เขียนเห็นว่าคำตอบของปัญหาที่ว่า ไทยยอมรับแผนที่เจ้าปัญหานี้หรือไม่ พิจารณาได้จากเหตุผลที่ปรากฏในคำพิพากษาของศาลโลก

โดยผู้เขียนจะขออ้างอิงจากต้นฉบับภาษาอังกฤษของคำพิพากษาคดีปราสาท พระวิหาร "Case concerning the Temple of Preah Vihear (Cambodia v. Thailand). Merits, Judgment of 1.5 June 1962: I.C.J. Reports 1962, p. 6."

ในคำพิพากษานี้ ศาลโลกกล่าวว่า ทั้งสองฝ่ายคือทั้งไทยและฝรั่งเศส อยู่ในฐานะที่จะปฏิเสธแผนที่ได้ ตั้งแต่เมื่อได้รับแผนที่ เนื่องจากแผนที่นี้มิได้เป็นการทำแผนที่โดยคณะกรรมการปักปันเขตแดน และฝ่ายไทยไม่เคยยอมรับแผนที่อย่างเป็นทางการ แต่ไทยก็มิได้ยอมรับหรือปฏิเสธแผนที่ (ดูหน้า 20 และ 21)

อย่างไรก็ดี มีข้อความอยู่หลายตอนที่ศาลโลกเห็นว่า การกระทำหรือความประพฤติของฝ่ายไทยเท่ากับเป็นการยอมรับแผนที่แล้ว การยอมรับแผนที่นี้มิได้เป็นการยอมรับอย่างเป็นทางการ (officially) แต่เป็นการยอมรับโดยการกระทำ (by conduct)

โดยผู้เขียนขออ้างข้อความในคำพิพากษาโดยจะระบุเลขหน้ากำกับ เช่น หน้า 23 ศาลกล่าวว่า

"...an acknowledgment by conduct was undoubtedly made in a very definite way..." และหน้า 24 "That the Siamese authorities. by their conduct acknowledged the receipt, and recognized the character of these maps. and what they purported to represent, is shown by the action of the Minister of the Interior, Prince Damrong..."

และแผนที่นี้ก็ผ่านตาผู้ใหญ่หลายท่านด้วย โดยศาลโลกกล่าวไว้ในหน้าที่ 25 "...the maps were seen by such persons as Prince Devawongsc, the Foreign Minister, Prince Damrong, the Minister of the Interior, the Siamese members of the First Mixed Commission,

the Siamese members of the Commission of Transcription; and it must also be assumed that the Annex I map was seen by the Governor of Khukhan province,the Siamese province adjoining the Preah vihear region on the northern side..."

นอกจากนี้ การกระทำที่ศาลเห็นว่าเป็นการยอมรับโดยปริยายได้แก่ การร้องขอแผนที่เพิ่ม การไม่ยอมตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจดู ความถูกต้องของแผนที่ การที่กรมแผนที่ทหารได้ผลิตแผนที่ขึ้นมา และแผนที่ ที่ทำโดยกรมแผนที่ทหาร ได้แสดงปราสาทพระวิหารอยู่ในดินเแดนกัมพูชา

โดยศาลโลกกล่าวในหน้า 28 ว่า

"...she even, as has been seen, produced a map of her own in 1937 showing Preah Vihear as being in Cambodia. That this map may have been intended for internal military use does not seem to the Court to make it any less evidence of Thailand"s state of mind"

และศาลกล่าวในหน้า 32 ว่า

"the Court would consider, in the light of the subsequent course of events, that Thailand is now precluded by her conduct from asserting that she did not accept it. She has, for fifty years, enjoyed such benefits as the Treaty of 1904 conferred on her, if only the benefit of a stable frontier..."

แต่ประโยคที่สำคัญที่สุดอยู่ในหน้า 32-33 คือ

"The Court however considers that Thailand in 1908-1909 did accept the Annex I map as representing the outcome of the work of delimitation, and hence recognized the line on that map as being the frontier line, the effect of which is to situate Preah Vihear in Combodian territory.

The Court considers further that, looked at as a whole, Thailand"s subsequent conduct confirms and bears out her original acceptance, and that Thailand"s acts on the ground do not suffice to negative this. Both Porties, by their conduct, recognized the line and thereby in effect agreed to regard it as being the frontier line."

และหน้า 35 ที่ว่า "Given the grounds on which the Court bases its decision, it becomes unnecessary to consider whether, at Preah Vihear, the line as mapped does in fact correspond to the true watershed line in this vicinity, or did so correspond in 1904-1908. or, if not, how the watershed line in fact runs."

พฤติกรรมเหล่านี้ที่ศาลโลกเห็นว่า ฝ่ายไทยได้ยอมรับแผนที่โดยปริยายแล้ว

นอกจากนี้ ข้อต่อสู้ของไทยยังขัดแย้งกันเอง คือ ไทยต่อสู้ว่า ไทยไม่เคยยอมรับแผนที่ หรือแม้ว่าจะยอมรับแผนที่ก็ยอมรับแผนที่โดยสำคัญผิด (It is further contended by Thailand that she never accepted this map or the frontier line indicated on it,...or, alternatively that, if she did accept the map, she did so only under, and because of a mistaken belief, หน้า 21)

และ ในหน้า 33 ที่ว่า "she believed that the map line and watershed line coincided, and therefore that if she accepted the map line, she did so only in that belief..."

เมื่ออ่านข้อความที่คัดมาจากคำพิพากษาของศาลโลก ย่อมเป็นวิจารณญาณของผู้อ่านว่าแล้วจริงๆ ศาลโลกเห็นว่า ไทยยอมรับแผนที่ดังกล่าวหรือไม่

การตีความคำพิพากษาของศาลโลก


บทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับการตีความคำพิพากษาของศาลได้แก่ ธรรมนูญของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ มาตรา 60 ซึ่งบัญญัติว่า "คำพิพากษาของศาลเป็นที่สุดและอุทธรณ์ไม่ได้ ในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับความหมายหรือขอบเขตของคำพิพากษา ศาลต้องตีความตามคำร้องขอของคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง"

และข้อที่ 98 ของ Rules of Court ของศาลโลกที่แบ่งวิธีการร้องขอให้ศาลโลกตีความออกเป็นสองวิธีคือ การยื่นคำร้องให้มีการตีความฝ่ายเดียว (an application) กับการแจ้งให้ทราบว่ามีการทำความตกลงพิเศษ (notification of a special agrcement) กับรัฐคู่พิพาทเพื่อให้ศาลโลกตีความ

อย่างไรก็ดี ศาลจะรับคำร้องขอให้มีการตีความคำพิพากษาหรือไม่นั้น เป็นอำนาจของศาลโลก

อนึ่ง ในคำพิพากษาของคดีปราสาทพระวิหารมีประเด็นที่ยังไม่ชัดเจนคือ ในส่วนที่เป็นบทปฏิบัติการข้อที่ 2 ที่เขียนว่า "ประเทศไทยมีพันธะที่จะต้องถอนกำลังทหารหรือตำรวจ ผู้รักษาหรือผู้ดูแล ซึ่งประเทศไทยส่งไปประจำอยู่ที่ปราสาทพระวิหารหรือ บริเวณใกล้เคียงบนอาณาเขตของกัมพูชา

" (that Thailand is under an obligation to withdraw any military or police forces, or other guards or keepers, stationed by her at the temple, or in its vicinity on Combodian territory.)

ประเด็นก็คือในวลีที่ว่า "in its vicinity on Cambodian territory." มีขอบเขตอยู่ตรงไหน

สถานะทางกฎหมายของคำเห็นแย้ง (Dissenting opinion)

ความเห็นแย้งของผู้พิพากษา (Dissenting opinion) คือ การแสดงความเห็นหรือเหตุผลทางกฎหมาย ของผู้พิพากษาที่เป็นองค์คณะตัดสินคดี ที่ไม่เห็นด้วยกับการตัดสินคดีของผู้พิพากษาเสียงข้างมาก โดยผู้พิพากษาที่ไม่เห็นด้วยนั้นอาจไม่เห็นด้วยทั้งในส่วนที่เป็น "คำตัดสิน" (dispositif) และ/หรือเหตุผลทางการกฎหมาย (Legal reasoning) ของผู้พิพากษาส่วนใหญ่

ความเห็นแย้งนั้นมีที่มาจากระบบกฎหมายคอมมอนลอว์ของประเทศอังกฤษ ซึ่งการพิจารณาคดีของศาลโลกก็ยอมรับวิธีการทำความเห็นแย้งด้วย (โปรดดู มาตรา 7 (ii) Resolution concerning the Internal Judicial Practice of the Court 12 April 1976)

สำหรับคุณค่าของความเห็นส่วนตน (Separate opinion) และความเห็นแย้งนั้น R.P. Anand เห็นว่า ความเห็นแย้งไม่สามารถลดความผูกพันหรือการยอมรับนับถือ (Authority) ของคำพิพากษาได้ (ดู Anand, R.P., Rloe of Individual and Dissenting Opinions in International Adjudication, The International and Comparative Law Quarterly, Vol. 14, Issue 3 (July 1965). p.794) ส่วน J.G. Merrills เห็นว่า

ความเห็นแย้งเป็นความเห็นทางกฎหมาย ที่ไม่ได้มีการยอมรับในสิ่งที่ศาลได้ วินิจฉัย (lack the authority of the Court"s pronouncement)2 (ดู Merrills, J.G., Images and Models in the World Court: The Individual Opinions in the North Sea Continental Shelf Cases, Moderm Law Review, Vol. 41, Issue 6 (November 1978), p. 638)

แต่ความเห็นแย้งนี้ก็มีคุณูปการต่อกฎหมายระหว่างประเทศ โดย Hersch Lauterpacht อดีตผู้พิพากษาศาลโลกเห็นว่า ความเห็นแย้งนี้ ช่วยในการอธิบายและพัฒนาหลักกฎหมายระหว่างประเทศได้

ส่วนประเด็นที่ว่า "ความเห็นแย้ง" นั้นถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของ "คำพิพากษา" หรือไม่นั้น ใน Rules of Court (1978) ข้อที่ 95 (1) กำหนดว่า

คำพิพากษาจะต้องมีสิ่งเหล่านี้ วันที่อ่านคำพิพากษาชื่อของผู้พิพากษาที่ร่วมตัดสินคดี ชื่อคู่ความ ชื่อของตัวแทน และทนายของคู่ความ ข้อสรุปโดยย่อของกระบวนวิธีพิจารณา ข้อเรียกร้องของคู่ความ ข้อเท็จจริง เหตุผลทางกฎหมาย บทปฏิบัติการหรือประเด็นที่ศาลตัดสิน คำตัดสินเกี่ยวกับค่าใช้จ่าย (หากมี) จำนวนและชื่อผู้พิพากษาที่ตัดสินฝ่ายข้างมาก

แต่ในข้อ 95 (2) ก็ยอมรับว่า ผู้พิพากษาท่านใดที่ประสงค์จะไม่เห็นด้วยกับความเห็นของฝ่ายข้างมาก ก็สามารถทำความเห็นแย้งได้ หากพิจารณาจาก Rules of Court (1978) ข้อที่ 95 (1) แล้วมิได้กำหนดว่า คำพิพากษาต้องมีความเห็นแย้ง

อย่างไรก็ดี ความเห็นแย้งมีประโยชน์ในการช่วยในการทำความเข้าใจภาพรวม ของคำพิพากษาได้รอบด้านมากขึ้น และเป็นวิธีการหนึ่งที่ให้สาธารณชนได้รับทราบว่า เหตุผลทางกฎหมายของผู้พิพากษาที่ไม่เห็นด้วยกับเสียงข้างมาก

แต่ความเห็นแย้งก็มิได้เป็นผลมาจากการลงมติของผู้พิพากษาที่ เป็นองค์ประชุมในการตัดสินคดีแต่อย่างใด กล่าวโดยย่อแล้ว ความเห็นแย้งเป็น "การอุทธรณ์ทางเหตุผลปัญญาในอนาคต" (appeal to the intellect of tomorrow)

สถานะทางกฎหมายของหนังสือของรัฐบาลไทย มี ผลกระทบต่อความเป็นที่สุดของคำพิพากษา (res judicata) หรือไม่

ตามธรรมนูญของศาลโลก มาตรา 60 ระบุว่า คำพิพากษาของศาลโลกนั้นมีผลผูกพันทางกฎหมาย และเป็นคำพิพากษาที่เสร็จเด็ดขาดคือ (res judecata) ไม่มีการอุทธรณ์ต่อไปอีก หลักความเป็นที่สุดของคำพิพากษา (Finality) ในเรื่องความเป็นที่สุดของคำพิพากษาของศาลโลกนั้น มีประเด็นที่สำคัญอย่างน้อยสองประเด้นที่ควรกล่าวถึง ดังนี้

ประเด็นแรก หมายความของคำว่า "the judgment is final" หรือ res judicata หมายความว่าอย่างไร ศาลโลกได้มีโอกาสย้ำถึงความเป็นที่สุดของคำพิพากษาไว้หลายคดี คือ

คดี Corfu Channel case โดยคดีนี้ศาลโลกมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 9 มีนาคม ค.ศ.1949 ให้รัฐบาลอัลเบเนียชดใช้ค่าเสียหายแก่รัฐบาลอังกฤษ แต่รัฐบาลอัลเบเนียปฏิเสธที่จะปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลโลกๆ จึงมีคำพิพากษาอีกครั้งในวันที่ 15 ธันวาคมในปีเดียวกัน

โดยศาลโลกได้กล่าวว่า "...ธรรมนูญศาลโลก มาตรา 60 รับรองว่าคำพิพากษาของศาลนั้นเป็นที่สุดและไม่มีการอุทธรณ์ ดังนั้น เนื้อหาของคำพิพากษาจึงเสร็จเด็ดขาด (res judicata)

(ดู The Corfu Channel case, I.C.J. Reports Deccmber 15th, 1949,p.248. The World Court ruled that "...the Statute (Article 60), which, for the settlement of the present dispute, is binding upon the Albanian Government,

that Judgment is final and without appeal, and that therefore the matter is res judicata.") และในคดี Barcelona Traction case ศาลโลกก็ได้ยืนยันถึง ความผูกพันและความเป็นที่สุดของคำพิพากษาอีกครั้ง

ประเด็นที่สอง ส่วนใดของคำพิพากษาของศาลที่เสร็จเด็ดขาด (res judicata) ในประเด็นนี้ Herman Mosler เห็นว่า res judicata จำกัดเฉพาะบทปฏิบัติการหรือ Opetative part เท่านั้น

แต่ส่วนอื่นๆ ก็จะต้องนำมาพิจารณาประกอบด้วยเพื่อกำหนดขอบเขตของบทปฏิบัติการ (ดู Hermann Mosler, Judgment of International Courts and Tribunals, Encyclopedia of International Law, p.116)

คำถามมีว่า หนังสือที่ลงนามโดยท่าน ดร.ถนัด คอมันตร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศแห่งประเทศไทย วันที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ.2505 (ค.ศ.1962) ที่มีไปยังเลขาธิการสหประชาชาติ โดยข้อความตอนท้ายของหนังสือมีว่า

"รัฐบาลของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวปรารถนาจะตั้งข้อสงวนอย่าง ชัดเจนเพื่อสงวนไว้ ซึ่งสิทธิที่ประเทศไทยมีหรือพึงมีในอนาคตในการเรียกคืน ปราสาทพระวิหาร โดยใช้วิถีทางที่ชอบด้วยกฎหมายที่มีอยู่ในปัจจุบันหรือในอนาคต..." จะกระทบต่อหลักความเป็นที่สุดของคำพิพากษาหรือไม่

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นที่น่าคิดต่อไปว่า ขนาดประเทศไทยเคยเสนอให้มีการจดทะเบียนปราสาทพระวิหารร่วมกัน ฝ่ายกัมพูชายังยืนกรานว่าเป็นไปไม่ได้ แล้วการจะเรียกปราสาทพระวิหารกลับคืนทั้งปราสาท จะเป็นไปได้หรือ

อนุสัญญาสัญญาโตเกียวยังมีผลใช้บังคับอยู่หรือไม่

ขณะนี้เริ่มมีประเด็นที่เกี่ยวกับอนุสัญญาโตเกียวว่ายังมีผลใช้ บังคับอยู่ และมีการเรียกร้องให้นำอนุสัญญา มาใช้แทนที่สนธิสัญญาที่ทำขึ้นระหว่างสยามกับฝรั่งเศส ลงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1904 และสนธิสัญญาสยามกับฝรั่งเศส ลงวันที่ 23 มีนาคม ค.ศ.1907 อันจะเป็นผลให้ประเทศไทยได้มณฑลพลบูรพากลับคืนมา

ก่อนที่จะตอบประเด็นนี้ ผู้เขียนขอกล่าวถึง สถานะทางกฎหมายของสนธิสัญญาเขตแดนเสียก่อนว่ามีลักษณะอย่างไร ตามกฎหมายระหว่างประเทศ

สนธิสัญญากำหนดเขตแดนเป็นสนธิสัญญาที่มีลักษณะพิเศษในตัวเองแตกต่าง จากสนธิสัญญาอื่นๆ ในแง่ที่ว่า เมื่อรัฐได้เจรจาตกลงที่จะทำสนธิสัญญา กำหนดเขตแดนกันแล้วและสนธิสัญญามีผลผูกพันรัฐภาคีแล้ว

รัฐภาคีต้องผูกพันสนธิสัญญาดังกล่าว ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะไม่ปฏิบัติตาม หรือขอแก้ไขฝ่ายเดียวโดยที่อีกฝ่ายหนึ่งไม่ยินยอมไม่ได้ และแม้อีกฝ่ายหนึ่ง จะอ้างว่าสนธิสัญญากำหนดเขตแดนไม่มีผลผูกพันตนเพราะว่า สนธิสัญญานั้น กระทำในนามของรัฐเจ้าอาณานิคมที่มาปกครองตน ขณะที่รัฐนั้นยัง ไม่ได้เป็นเอกราชเพราะตกเป็นเมืองขึ้น

เช่น กรณีของประเทศกัมพูชา ที่สยามทำสนธิสัญญากับประเทศฝรั่งเศสเมื่อ ค.ศ.1904 และ ค.ศ.1907 ขณะนั้นกัมพูชายังเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศสอยู่ ดังนั้น สนธิสัญญากำหนดเขตแดนจึงไม่มีผลผูกพันกัมพูชา ข้ออ้างแบบนี้ไม่สามารถอ้างได้เนื่องจากรัฐใหม่ (กัมพูชา) ย่อมสืบสิทธิแทนที่รัฐเก่า (ฝรั่งเศส)

นอกจากนี้ เมื่อมีการทำสนธิสัญญาเขตแดนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทั้งฝ่ายไทยและกัมพูชา จะขอแก้ไขหรือยกเลิกสนธิสัญญานี้ฝ่ายเดียวไม่ได้ หลักกฎหมายข้อนี้ของสนธิสัญญาเขตแดนเรียกว่า "หลักความเป็นที่สุดของสนธิสัญญา" หรือ Finality และ "หลักความต่อเนื่องของสนธิสัญญา" หรือ Continuity

วัตถุประสงค์สำคัญของหลักความเป็นที่สุด และหลักความสืบเนื่องของสนธิสัญญากำหนดเขตแดนมีไว้เพื่อให้เกิดความมีเสถียรภาพทางเขตแดนระหว่างประเทศ (Stability)

หากไม่มีสองหลักกฎหมายนี้แล้ว ความมีเสถียรภาพทางเขตแดนก็เกิดขึ้นไม่ได้เพราะว่า รัฐก็จะมีข้ออ้างต่าง ๆ นานา เพื่อที่จะไม่ปฏิบัติตาม สนธิสัญญากำหนดเขตแดนตามที่ได้ตกลงกันไว้ หากสนธิสัญญานั้น ก่อให้เกิดความเสียเปรียบหรือตนเป็นฝ่ายเสียผลประโยชน์ อันก่อให้เกิดผลที่ตามมาว่าคือปัญหาความขัดแย้ง (Friction) ตามแนวพรมแดน

และอาจนำไปสู่การใช้กำลังทางทหารอันจะเป็นภัยคุกคามต่อความมั่น คงระหว่างประเทศได้ ดังเช่นเกิดขึ้นหลายต่อหลายครั้งในอดีตที่ผ่านมา นอกจากนี้แล้ว สนธิสัญญากำหนดเขตแดนยังมีลักษณะพิเศษอีกประการหนึ่งว่า

แม้จะเกิดสภาวการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก (Fundamental Change) หลังจากที่มีการทำสนธิสัญญาแล้วก็ตาม ซึ่งสภาวการณ์ที่ว่านี้ หากเกิดขึ้นกับสนธิสัญญาทั่วๆ ไปแล้ว รัฐภาคีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง อาจใช้เป็นมูลเหตุ หรือข้ออ้างเพื่อให้สนธิสัญญาดังกล่าวสิ้นผลผูกพันได้

แต่ข้ออ้างเรื่องสภาวการณ์เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากนี้ ไม่อาจถูกใช้เป็นข้ออ้างที่จะยกเลิกสนธิสัญญาเกี่ยวกับเขตแดนได้

ดังนั้น สนธิสัญญาโตเกียวจึงมิอาจมาลบล้าง หรือยกเลิกหรือแทนที่สนธิสัญญาที่ทำขึ้น ระหว่างสยามกับฝรั่งเศส ลงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1904 และสนธิสัญญาสยามกับฝรั่งเศส ลงวันที่ 23 มีนาคม ค.ศ.1907 ได้เลย

จริง ๆ แล้ว อนุสัญญาโตเกียวเป็นผลมาจาก การที่ญี่ปุ่นที่ขณะนั้นเป็นมหาอำนาจได้เข้ามา ขยายอิทธิพลของตนเองสู่เอเชีย โดยการเข้ามาเป็นผู้ไกล่เกลี่ยสงคราม ไทย-ฝรั่งเศสที่มีสาเหตุมาจากการเรียกร้องดินแดนคืนจากฝรั่งเศส ซึ่งผลจากการไกล่เกลี่ยของญี่ปุ่นเป็นผลไทยได้ดินแดนต่างๆ กลับคืนมาดังนี้คือ ดินแดนฝั่งขวาของหลวงพระบาง จำปาศักดิ์ ศรีโสภณ พระตะบอง และดินแดนในกัมพูชา

ต่อมาไทยได้เอาดินแดนที่ได้จากฝรั่งเศสครั้งนี้มาแบ่งแยกเป็น 4 จังหวัดคือ จังหวัดพระตะบอง จังหวัดพิบูลสงคราม จังหวัดจำปาศักดิ์ และจังหวัดลานช้าง หลังจากที่ฝ่ายญี่ปุ่นแพ้สงครามโลกครั้งที่สอง ฝรั่งเศสก็มาเรียกร้องดินแดนที่เสียไป โดยผลของอนุสัญญาโตเกียวคืนจากไทยอีก ครั้งหนึ่งโดยผลของสนธิสัญญาวอชิงตัน ในปี ค.ศ.1946 (พ.ศ.2489)

โดยข้อ 1 ของความตกลงระงับกรณีระหว่างประเทศไทยกับฝรั่งเศส หรือที่เรียกว่าสนธิสัญญาวอชิงตัน บัญญัติว่า "อนุสัญญาโตเกียวฉบับวันที่ 9 พฤษภาคม ค.ศ.1941 ซึ่งรัฐบาลฝรั่งเศสบอกปฏิเสธมาก่อนนั้น เป็นอันยกเลิกและสถานภาพก่อนอนุสัญญานั้นเป็นอันกลับสถาปนาขึ้น"

นอกจากนี้ ในรายงานของคณะกรรมการประนอมฝรั่งเศส-ไทย ลงวันที่ 27 มิถุนายน ค.ศ.1947 ข้อที่ 9 ก็ระบุว่า "...เพื่อคงไว้ซึ่งสถานะภาพเดิมก่อนอนุสัญญาลงวันที่ 9 พฤษภาคม ค.ศ.1941 (หมายถึงอนุสัญญาโตเกียว) ซึ่งเป็นอันยกเลิกไปโดยความตกลงฝรั่งเศส-ไทย ลงวันที่ 17 พฤศจิกายน ค.ศ.1946 (หมายถึงอนุสัญญาวอชิงตัน) นั้น

ผู้แทนของคู่กรณีทั้งสองต่างได้แถลงบริบูรณ์แล้ว..." (โปรดดูรายละเอียดใน ดิเรก ชัยนาม, ไทยกับสงครามโลกครั้งที่สอง พิมพ์ครั้งที่ 4 (2549), หน้า 452 เป็นต้นไป)

สรุปแล้ว อนุสัญญาโตเกียวมีผลใช้บังคับในเวลาสั้นๆ เพียงเกือบ 6 ปีเท่านั้น โดยอนุสัญญาโตเกียว ถูกยกเลิกโดยผลของสนธิสัญญาวอชิงตันและมีผลทำให้ทั้งสอง ฝ่ายกลับคืนสู่สถานะเดิม (status qau) ก่อนที่จะมีการทำอนุสัญญาโตเกียว ผลก็คือ ฝ่ายไทยต้องคืนดินแดนดังกล่าวให้แก่ฝรั่งเศส

ข้ออ้างทางกฎหมายในการยกเลิก MOU

ประเด็นที่ว่า สมควรมีการยกเลิกบันทึกความเข้าใจระหว่างไทย-กัมพูชาว่าด้วยการสำรวจและจัด ทำหลักเขตแดนทางบก ปี พ.ศ.2543 หรือเรียกสั้นๆ ว่า MOU หรือไม่นั้น มิใช่เป็นประเด็นข้อกฎหมายโดยตรง แต่เป็นเรื่องทางการเมือง จึงไม่ ขอกล่าวถึงประเด็นนี้

แต่หากรัฐบาลจะบอกเลิก MOU ฉบับนี้ รัฐบาลจะหาเหตุ (grounds) อะไรมาเพื่อบอกเลิก MOU นี้ถือว่า เป็นประเด็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายระหว่างประเทศโดยตรง ซึ่งผู้เขียนจะจำกัดเฉพาะประเด็นนี้เท่านั้น ตามอนุสัญญาเวียนนาว่าด้วย กฎหมายสนธิสัญญา ค.ศ.1969 ซึ่งเป็นกฎหมายที่วางหลักเกี่ยวกับสนธิสัญญาเป็นการทั่วไปนั้น ได้กล่าวถึงการสิ้นสุดของสนธิสัญญาไว้ในมาตรา 56 ว่า

สนธิสัญญาที่มิได้มีข้อบทเกี่ยวกับการบอกเลิกฝ่ายเดียว (Denunciation) หรือการถอนตัว (Withdrawal) ก็ไม่ตกอยู่ภายใต้การบอกเลิกฝ่ายเดียวหรือการถอนตัวได้ เว้นแต่รัฐภาคีจะได้ มีเจตนาเช่นว่านั้น หรือสิทธิการบอกเลิกฝ่ายเดียวหรือการถอนตัวอาจจะถือได้ จากลักษณะของสนธิสัญญานั่นเอง และการบอกเลิกฝ่ายเดียวนี้ รัฐภาคีจะต้องแจ้งไปยังอีกฝ่ายหนึ่งไม่น้อยกว่า 12 เดือน

ฉะนั้น เมื่อ MOU มิได้มีข้อบทเกี่ยวกับการบอกเลิกฝ่ายเดียวไว้ การใช้สิทธิบอกเลิกฝ่ายเดียวก็ต้องเป็นไปตามมาตรา 56 แห่งอนุสัญญาเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา ค.ศ.1969 การบอกเลิกฝ่ายเดียว ต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาตามมาตรา 190 หรือไม่

ตามมาตรา 190 แห่งรัฐธรรมนูญราชอาณาจักร พุทธศักราช 2550 เป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับการทำหนังสือสัญญา หรือความตกลงระหว่างประเทศ

แต่การใช้สิทธิบอกเลิกฝ่ายเดียวตามมาตรา 56 อนุสัญญาเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา ค.ศ.1969 มิใช่เป็นการทำหนังสือสัญญา แต่เป็นการกระทำฝ่ายเดียวของรัฐที่เรียกว่า Unilateral act จึงไม่ตกอยู่ในบังคับของมาตรา 190 แต่ประการใด

บทส่งท้าย


ในท่ามกระแสความรักชาติและหวงแหนอธิปไตยอย่างรุนแรง ข้อเขียนที่วนกระแสหลักชิ้นนี้คงจุดประเด็นให้มีการถกเถียงด้วย เหตุผลทางวิชาการ (ไม่ใช่อารมณ์) อย่างรอบด้านมากขึ้น ผู้เขียนต้องการเห็นแนวทางการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งกับ ประเทศเพื่อนบ้านโดยสันติวิธีบนพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศ


ที่มา มติชน

เรื่องจากคอลัมน์ล่าสุด

ศึกษาวัตถุนิยมวิภาษ บทที่ 3 ความเกี่ยวพันทั่วไปของโลกวัตถุ

tags:
บทนี้ มีเนื้อหาสำคัญคือ

1. จินตภาพของความเกี่ยวพันที่มีลักษณะทั่วไปของโลกวัตถุ
2.ความเกี่ยวพันระหว่างเหตุกับผล
3. ความเกี่ยวพันระหว่างความบังเอิญกับความแน่นอน
4.  ความเกี่ยวพันระหว่างความเป็นไปได้กับความเป็นจริง
5.  ความเกี่ยวพันระหว่างรูปแบบกับเนื้อหา
6. ความเกี่ยวพันระหว่างธาตุแท้กับปรากฎการณ์

ลบล้างผลรัฐประหาร 49 แก้ไข ม.112 เยียวยาผู้เสียหายและจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่

tags:

กองบรรณาธิการได้พิจารณาแถลงการณ์คณะนิติราษฎร์ เนื่องในโอกาสครบรอบ ๑ ปีนิติราษฎร์ เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2554  ขอสนับสนุนข้อเสนอ 4 ข้อในแถลงการณ์ดังกล่าว ดังนี้

กสทช.ใหม่คือ ตัวแทนของอภิชน

tags:

มติชนรายงานข่าวว่า วุฒิสภาเลือก 11 กสทช.ใหม่แล้ว แต่ทว่า ผลการเลือกตั้ง กสทช. จากวุฒิสภาชุดนี้ สรุปได้คำเดียวว่า น่าผิดหวังยิ่งนัก

ดังภาษิตที่ว่า " งาช้างไม่อาจงอกออกจากปากของสุนัข" ฉันใด

กสทช.ที่มาจากการเลือกของวุฒิสภาที่สมาชิกมาจากการสรรหาของพวกอภิชนถึงครึ่งหนึ่ง ย่อมถูกครอบงำด้วยตัวแทนของอภิชน ฉันนั้น

บทความ

อ่านบทความย้อนหลังทั้งหมด

ข่าวน่าสนใจ

นักวิชาการเหนือ-อีสาน-ใต้ เสนอผลสรุปวิจัย พลเมืองไทยต้องการประชาธิปไตย 100 เปอร์เซ็นต์

tags:

วันที่ 8 ก.พ. 2555 โครงการสร้างสำนึกพลเมืองเพื่อส่งเสริมประชาธิปไตยและธรรมาภิบาลในท้องถิ่น จัดการสัมมนาสรุปผลการวิจัย ซึ่งทำการวิจัยในพื้นที่อิสาน ได้แก่ เชียงใหม่ ลำพูน พิษณุโลก พิจิตร สุโขทัย ขอนแก่น กาฬสินธุ์ มหาสารคาม อุบลราชธานี อำนาจเจริญ ศรีสะเกษ และยะลา

เกษียร เตชะพีระ : ปรีดี พนมยงค์ กับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

tags:

3 ก.พ. 55 เกษียร เตชะพีระ อภิปรายในงาน  “ปรีดี พนมยงค์ กับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์"  จัดโดย วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ ที่ มธ. ท่าพระจันทร์

วรเจตน์ ภาคีรัตน์ : ชี้แจงกรณีคณะผู้บริหาร มธ.ห้ามเคลื่อนไหว แก้ไข ปอ ม.112 ใน มธ.

tags:

3 กพ.2555 วรเจตน์ ภาคีรัตน์ ชี้แจงกรณีคณะผู้บริหาร มธ.ห้ามเคลื่อนไหว แก้ไข ปอ. ม.112 ใน มธ.ในรายการคมชัดลึก โดย จอมขวัญ หลาวเพ็ชร์

 

 

เว็บบอร์ด

กลุ่มศึกษาทฤษฎี

อ่านต่อ

เว็บเพื่อนบ้าน

อ่านต่อ

รวมเว็บไซต์น่าสนใจ

อ่านต่อ

ล็อกอิน หรือ สมัครสมาชิก เพื่อเสนอความเห็นหรือตั้งกระทู้