<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<rss version="2.0" xml:base="http://www.arayachon.org" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
<channel>
 <title>บทความ</title>
 <link>http://www.arayachon.org/article</link>
 <description></description>
 <language>th</language>
<item>
 <title>อดีตซ้าย-อดีตขวาสามัคคีต้านทุนนิยมและอเมริกา</title>
 <link>http://www.arayachon.org/article/20080721/560</link>
 <description>&lt;p&gt;
ฝ่ายขวาแทบทุกคนที่สัมภาษณ์เห็นว่า ภัยที่น่าเป็นห่วงสำหรับประเทศไทยในปัจจุบันคือ &lt;u&gt;ทุนนิยมและสหรัฐอเมริกา&lt;/u&gt; แม้แต่ผู้ซึ่งต่อต้านคอมมิวนิสต์มาตลอดชีวิตและมองเรื่องความมั่นคงของชาติด้วยแว่นคอมฯ 2 สายมาตลอด ก็เห็นว่าปัจจุบันต้องระวัง CIA แทรกแซงปั่นหัวกลุ่มต่างๆ ในสังคมไทย จนอาจเป็นภัยต่อความมั่นคง 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แน่นอนว่าพวกเขาตระหนักดีว่า &lt;u&gt;ภัยทุนนิยมและสหรัฐอเมริกา&lt;/u&gt; เป็นคนละเรื่องคนละลักษณะ กับภัยจากคอมมิวนิสต์ วาทกรรมภัยทุนนิยมของบรรดาฝ่ายขวา แตกต่างจากวาทกรรมต่อต้านทุนนิยมของฝ่ายซ้าย เมื่อ 30 ปีก่อนอย่างเห็นได้ชัดๆง่ายๆ (คือไม่ใช่วาทกรรม&lt;u&gt;แบบเหมาอิสต์&lt;/u&gt;) 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่ฝ่ายขวาเหล่านี้ พูดภาษาใกล้เคียงมากกับวาทกรรมต่อต้าน&lt;u&gt;เสรีนิยมใหม่และโลกาภิวัตน์&lt;/u&gt; ของบรรดาปัญญาชนและนักเคลื่อนไหวภาคประชาชนของไทยในปัจจุบัน นั่นคือ &lt;u&gt;ต่อต้านทุนนิยมของ “ฝรั่ง” ตะวันตก&lt;/u&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การสัมภาษณ์ทั้งหมด กระทำหลังวิกฤตเศรษฐกิจ 2540 หลายปี แต่ความเจ็บปวดจากวิกฤตของทุนนิยมคราวนั้น ยังคงชัดเจนในความทรงจำของทุกคน ที่สำคัญคือ วาทกรรมเกี่ยวกับมูลเหตุของวิกฤต ออกมาในลักษณะ&lt;u&gt;ชาตินิยมต่อต้านทุนนิยมของ “ฝรั่ง” ตะวันตก&lt;/u&gt; คือ เป็นเรื่องของ&lt;u&gt;ชาติทุนนิยม&lt;/u&gt;ยักษ์ใหญ่ของฝรั่งตะวันตกที่มีสหรัฐอเมริกาเป็นหัวโจกทำร้ายชาติทุนนิยมที่กำลังเติบโต ชาติใหญ่รังแกชาติเล็ก 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
วาทกรรมที่แพร่หลายเข้าใจง่ายก็คือ ทำให้เป็นเรื่องของ&lt;u&gt;การสมคบคิดกัน&lt;/u&gt; (conspiracy) ระหว่างยักษ์ใหญ่ทางการเงินและการเมืองของโลกไม่กี่คน ระบุตัวลงไปที่จอร์จ โซรอสก็บ่อย คำว่า&lt;u&gt;ฉันทามติวอชิงตัน&lt;/u&gt; ก็ถูกเข้าใจง่ายๆว่า หมายถึงการที่กลุ่มอนุรักษ์นิยมใหม่ของทุนนิยมฝรั่งตะวันตก วางแผนทำลายชาติเล็กๆ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
โลกาภิวัตน์กลายเป็นชื่อของแผนการชั่วร้าย ที่ทุนนิยมของฝรั่งตะวันตก ใช้ทำร้ายชาติทุนนิยมที่เล็กกว่า วาทกรรมต่อต้านทุนนิยมของฝรั่งตะวันตก จึงไม่ใช่แบบสังคมนิยม แต่เป็นวาทกรรมแบบ&lt;u&gt;ทุนชาตินิยม&lt;/u&gt;เป็นหลัก กระแสต่อต้านโลกาภิวัตน์ จึงเป็นเรื่องขอ&lt;u&gt;งฝรั่งมาย่ำยีไทย&lt;/u&gt; &lt;u&gt;“เขา” มากระทำย่ำยี “เรา”&lt;/u&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทั้งซ้ายเก่าและขวาเก่า ใช้วาทกรรมแทบไม่ต่างกัน เพราะความคิดเก่าของทั้งสอง มีเชื้อมูลให้รับความคิดทุนชาตินิยมได้ง่าย และเพราะพวกเขาในปัจจุบัน เป็นส่วนหนึ่งของ&lt;b&gt;ทุนชาตินิยม&lt;/b&gt; การสัมภาษณ์ส่วนใหญ่กระทำในช่วงรัฐบาลทักษิณ ซึ่งถูกมองว่าเป็นตัวแทนของทุนนิยมของฝรั่งตะวันตกที่เลวร้าย ดังเรียกว่า “&lt;b&gt;ทุนสามานย์&lt;/b&gt;” ในเวลาต่อมา ความไม่พอใจทักษิณกับความไม่พอใจทุนนิยมโลกาภิวัตน์และความไม่พอใจสหรัฐอเมริกาในกระแสโลกป้อนหนุนซึ่งกันและกัน 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ในบรรดาฝ่ายขวาที่สัมภาษณ์ในช่วงรัฐบาลทักษิณ มีเพียงคนเดียวเท่านั้น ที่ชอบรัฐบาลทักษิณ พวกเขาที่เหลือเห็นว่า ทักษิณเดินหน้าหนุนทุนนิยมแบบโลกาภิวัตน์ ซึ่งพวกเขาเห็นว่าเป็นแบบที่สหรัฐอเมริกาชาติยักษ์ใหญ่ที่รังแกชาติเล็กๆไปทั่วโลกต้องการ จึงไม่น่าไว้ใจรัฐบาลทักษิณ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;u&gt;สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล&lt;/u&gt; เสนอว่าการเปลี่ยนแปลงสำคัญของปัญญาชนฝ่ายซ้ายหลัง 6 ตุลา คือ &lt;b&gt;การคืนดีกับสถาบันกษัตริย์&lt;/b&gt; หากตั้งคำถามว่า ทำไมปัญญาชนฝ่ายซ้ายหลัง 6 ตุลา จึงหันไปคืนดีกับสถาบันกษัตริย์เช่นนั้น? สมศักดิ์มักอธิบายในทำนองว่า คนเหล่านั้นความคิดที่ไม่ถูกต้องชัดเจน การเมืองไม่คมชัดพอ ฉวยโอกาส เปลี่ยนสี ฯลฯ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ผู้เขียนเห็นว่า การคืนดีกับสถาบันกษัตริย์เป็นส่วนหนึ่ง(&lt;b&gt;ไม่ใช่เหตุ แต่เป็นผล&lt;/b&gt;) ของแนวโน้มทางปัญญาที่ทรงพลังกว่าเรื่องสถาบันกษัตริย์ จนสามารถผลักให้ความเห็นต่อสถาบันกษัตริย์เปลี่ยนไปจนไม่เห็นเป็นปัญหาสำคัญเท่าไรนัก ได้แก่ ความเข้าใจของปัญญาชนนักต่อสู้ทางสังคมต่อทุนนิยมโลกาภิวัตน์จากจุดยืนแบบ&lt;u&gt;ทุนชาตินิยม &lt;/u&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
คือเห็นทุนนิยมโลกาภิวัตน์ว่า เป็นเรื่องของภัยจากฝรั่งตะวันตก การประกาศตนเป็นอริกับทุนนิยมโลกาภิวัตน์ ก็เป็นการประกาศต่อสู้กับทุนนิยมของฝรั่งตะวันตก ถือเอาการต่อสู้กับทุนนิยมของฝรั่งตะวันตกเป็นวาระสำคัญที่สุด นี่เป็น&lt;b&gt;วาระการเมืองของทุนชาตินิยม&lt;/b&gt; จุดยืนแบบทุนชาตินิยม ทำให้พวกเขาเกลียดกลัวผู้ที่เขาเห็นว่าเป็น “ตัวแทน” ทุนนิยมโลกาภิวัฒน์ ของ “ฝรั่ง” ตะวันตกอย่างเข้ากระดูก 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
จุดยืนแบบทุนชาตินิยมเช่นกัน กลับทำให้พวกเขามองไม่เห็นความอัปลักษณ์และภัยที่มาจาก&lt;b&gt;ทุนผูกขาดรายใหญ่&lt;/b&gt; &lt;u&gt;ที่มีรากลึกกว่ามากในสังคมไทย มีฐานเศรษฐกิจและธุรกิจกว้างขวางมั่นคงกว่าทุนอื่นใดในสังคมไทย เพราะเป็นที่ดิน มีฐานทุนทางสังคมที่ไม่มีใครเทียบได้ เพราะผูกกับความศักดิ์สิทธิ์ มีฐานการเมืองแบบอนุรักษ์นิยมที่แข็งแกร่ง ด้วยพลังราชการและตุลาการ และแท้ที่จริงแล้วก็เป็นทุนแบบโลกาภิวัตน์&lt;/u&gt;เช่นกัน 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
พวกเขามองไม่เห็นเพราะเป็นทุนที่ผูกติดสนิทกับความเป็นไทย ฝ่ายซ้ายเดิมจบไปนานแล้ว สิ่งที่มาในร่างฝ่ายซ้ายเดิมคือ &lt;b&gt;ปีกหนึ่ง(ซ้าย?)ของทุนชาตินิยม&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ด้วยเหตุนี้เอง พวกเขาจึงสามารถร่วมมือกับปีกอื่นๆของทุนชาตินิยมได้ รวมทั้งทุนที่ผูกติดสนิทกับความเป็นไทยและพวกกษัตริย์นิยม ตราบเท่าที่เอาการต่อสู้กับทุนนิยมของฝรั่งตะวันตก เป็นวาระการเมืองสำคัญที่สุดตรงกัน นักคิดฝ่ายประชาชนหลายคนเชื่อว่า สามารถ&lt;b&gt; “ใช้” สถาบันฯ เพื่อต่อสู้กับทุนนิยมโลกาภิวัตน์ของ “ฝรั่ง” &lt;/b&gt;ซึ่งเขาเห็นเป็นวาระทางสังคมสำคัญที่สุด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การ “คืนดีฯ” ไม่ใช่เรื่องของคนนั้นและคนนี้เปลี่ยนสี แต่เป็นผลของแนวโน้มทั่วไปทางปัญญาแบบทุนชาตินิยมของพวกฝ่ายซ้ายเดิม อันที่จริงยังมีข้อน่าคิดอีกว่า ลักษณะทุนชาตินิยม ก็อาจเป็นเชื้อมูลของความคิดซ้ายของพวกเขาตั้งแต่ยุคเดือนตุลาเช่นกัน 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
หมายความว่าพวกฝ่ายซ้ายเดิม ไม่ได้เปลี่ยนไปจากเดิมมากนักอย่างที่คิดกัน ท่าทีต่อสถาบันกษัตริย์อาจหนักหน่วง แต่เอาเข้าจริงไม่เคยเป็นประเด็น มูลฐานของความคิดทางการเมืองของพวกเขาอย่างที่เข้าใจกัน การคืนดีหรือไม่คืนดีจึงไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายสำหรับพวกเขา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในเวลาเดียวกันฝ่ายขวาเดิมก็จบไปแล้วเช่นกัน สิ่งที่มาในร่างฝ่ายขวาเดิมคือ &lt;b&gt;อีกปีกหนึ่ง(ขวา?)ของทุนชาตินิยม&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าการเปลี่ยนแปลงสำคัญของปัญญาชนฝ่ายซ้ายหลัง 6 ตุลา คือ คืนดีกับสถาบันกษัตริย์ การเปลี่ยนแปลงสำคัญของฝ่ายขวาหลัง 6 ตุลาคือ &lt;b&gt;การหย่าร้าง เอาใจออกห่างจาก “ฝรั่ง” ตะวันตก &lt;/b&gt;และไม่ไว้ใจฝรั่งตะวันตกรุนแรงเข้มข้นยิ่งขึ้น หากใช้สายตาประวัติศาสตร์ระยะยาว อาจกล่าวได้ว่า ความไว้ใจฝรั่งตะวันตกในช่วงสงครามเย็น เป็นเพียงประวัติศาสตร์ช่วงสั้นๆเท่านั้น 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ครั้นจบสงครามเย็น ชนชั้นนำไทยและสังคมไทยก็กลับไปสู่ &lt;b&gt;ภาวะคบกับฝรั่งแต่ไม่ไว้ใจฝรั่ง&lt;/b&gt; ดังที่เคยเป็นมาตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 19 จนถึงก่อนสงครามเย็น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าหากท่าทีต่อสถาบันกษัตริย์และท่าทีต่อทุนนิยมของ“ฝรั่ง” ตะวันตก เป็น 2 แกนที่ก่อให้เกิดเส้นแบ่งระหว่างกลุ่มการเมืองต่างๆในการเมืองยุคเดือนตุลา &lt;u&gt;เป็นซ้ายและขวา&lt;/u&gt; การเปลี่ยนแปลงของทั้งฝ่ายซ้ายและขวาหลัง 6 ตุลาที่มีต่อทั้ง 2 แกน ทำให้กลุ่มซ้ายและขวาแต่เดิม ที่ตกทอดมาจากการเมืองยุคเดือนตุลาจบลงและเกิดการจัดตัวใหม่&lt;b&gt;มาตั้งนานแล้ว &lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
หากถือเอาท่าทีต่อทุนนิยมของฝรั่งตะวันตกเป็นเกณฑ์ เส้นแบ่งระหว่างซ้ายกับขวาที่ตกทอดมาจากการเมืองยุคเดือนตุลา จึงสับสนปนเปกันมาระยะใหญ่ๆแล้ว อาจกล่าวได้ว่า ตั้งแต่ประมาณหลังการสิ้นสุดของสงครามเย็นในประเทศและในระดับโลกเป็นต้นมา 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
การจัดตัวใหม่เริ่มมาตั้งแต่คราววิกฤตเศรษฐกิจเมื่อปี 2540 แล้วเป็นอย่างน้อย ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นในวิกฤตการเมืองและรัฐประหารเมื่อปี 2549 ที่ผ่านมา แต่วิกฤตการเมืองต่อต้านทักษิณและรัฐประหาร 2549 เป็นปรากฎการณ์รูปธรรมที่ความเปลี่ยนแปลงของแนวโน้มความคิดแบบใหม่&lt;b&gt;ออกฤทธิ์&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างน้อยสิบกว่าปีมาแล้ว ที่ฝ่ายขวาเดิมและฝ่ายซ้ายเดิมจำนวนมากถือตรงกันว่า &lt;b&gt;การต่อสู้กับทุนนิยมโลกาภิวัตน์ที่มีสหรัฐอเมริกาเป็นหัวโจกเป็นวาระการเมืองสำคัญที่สุด&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
0000000000000000000000000000000000000000000000000000000000
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;หมายเหตุของสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน&lt;/b&gt; : บทความชิ้นนี้ ธงชัย วินิจจกูลส่งมาเพื่อแลกเปลี่ยนความเห็นกับการเสนอความเห็นในกระทู้และบทความ 3 เรื่อง คือ
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;a href=&quot;http://www.sameskybooks.org/board/index.php?showtopic=9476&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;&lt;b&gt;เมื่อฝ่ายขวากลายเป็นพวกไม่เอาสงคราม ฝ่ายซ้ายกลายเป็นพวกคลั่งชาติ&lt;/b&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;a href=&quot;http://www.prachatai.com/05web/th/home/11036&quot;&gt;&lt;b&gt;สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี :‘สมัคร สุนทรเวช’ อีกหนึ่งความภูมิใจของพันธมิตรประชาชนเพื่อการรัฐประหาร&lt;/b&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;a href=&quot;http://www.sameskybooks.org/board/index.php?showtopic=5547&amp;amp;hl=%CA%D8%C0%C5%D1%A1%C9%B3%EC&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;&lt;b&gt;โต้สุภลักษณ์: ว่าด้วย สมัคร(และทักษิณ) กับ &amp;quot;กษัตริย์นิยม&amp;quot;&lt;/b&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
&lt;a href=&quot;http://www.sameskybooks.org/board/index.ph...47&amp;amp;hl=%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%A0%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%93%E0%B9%8C&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;&lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;ที่มา &lt;/b&gt;- &lt;a href=&quot;http://www.sameskybooks.org/2008/07/21/l-r/&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;เว็บฟ้าเดียวกัน&lt;/a&gt; 21 กรกฎาคม 2551
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;nbsp;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/article/20080721/560#comments</comments>
 <pubDate>Mon, 21 Jul 2008 22:50:24 +0700</pubDate>
 <dc:creator>ไท</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">560 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>เหรียญคนละด้าน</title>
 <link>http://www.arayachon.org/article/20080720/558</link>
 <description>&lt;p&gt;
&amp;quot;&lt;b&gt;มุมของเขา ยังเป็นเศรษฐกิจ การลงทุน การพัฒนา ไม่ใช่ดินแดนและอธิปไตย เมื่อไหร่ก็ตามที่พลิกมาเป็นเหรียญด้านเดียวกัน..เสร็จ&lt;/b&gt;&amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;quot;พื้นที่ทับซ้อนบริเวณชายแดน ไม่ได้มีเฉพาะไทย-กัมพูชา มีทุกประเทศทั่วโลก แต่เขาไม่มีปัญหาเพราะเขามีวิธีจัดการที่ดี &lt;b&gt; เขาไม่เล่นเรื่องชาตินิยม  เขาเล่นเรื่องประโยชน์ของคน  2 ชาติ 2 ฝั่ง&lt;/b&gt; การขีดเขตแดนขีดตรงไหน ก็มีปัญหาหมด   เพราะฉะนั้นการขีดให้ชัด อาจไม่เป็น ประโยชน์เท่ากับเราร่วมกันพัฒนาดีไหม  เพื่อประโยชน์แก่กันและกันดีไหม ถ้าเล่นเรื่อง&lt;b&gt;ดินแดน อธิปไตย มันเป็นปัญหาหมด ถ้าเล่นเรื่องพื้นที่พัฒนาร่วม-จบ&lt;/b&gt;&amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รองศาสตราจารย์คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี  มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้นำเสนออีกมุมมองในกรณีประสาทพระวิหาร  ว่าไทย-กัมพูชามีทัศนะที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง นั่นคือไทยมองเป็น&lt;u&gt;เรื่องของดินแดนและอธิปไตย&lt;/u&gt; ขณะที่กัมพูชามองว่ามรดกโลกเป็น&lt;u&gt;เครื่องจักรขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ&lt;/u&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt; 3 รัฐบาลยอมรับ&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;quot;ผมมองว่าปราสาทพระวิหาร เป็นเรื่องของ&lt;u&gt;การบริหารจัดการ-ไม่ใช่เรื่องการเมือง&lt;/u&gt;   เพราะพื้นที่ทับซ้อนเรื่องใหญ่ก็คือเรื่องการจัดการว่าทำอย่างไร จะอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข  พอเป็นเขตชายแดนมันหนีไม่พ้น  การปักปันเขตแดนไทย-กัมพูชาทำมานาน ก็ยังไม่สำเร็จสักที  แนวชายแดน 800 กว่ากิโลเมตร ยังไงมันก็ต้องทับซ้อนกันอยู่   
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เพราะฉะนั้นดีที่สุดคือ&lt;b&gt; ต้องบริหารจัดการให้ทั้ง  2  ฝั่งอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข&lt;/b&gt; และก็ไม่เอาเรื่องชาตินิยมเข้ามา เรื่องการปักปันเขตก็คงต้องทำไปเรื่อยๆ ทำวันนี้ มันไม่เสร็จพรุ่งนี้หรอก เพราะฉะนั้นตอนนี้ ตอนที่ยังไม่ชัด ทำอย่างไรที่จะอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข&amp;quot;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;quot;กัมพูชาเขามองเรื่องนี้เป็น&lt;b&gt;เรื่องเศรษฐกิจ&lt;/b&gt;ชัดเจน  เพราะเห็นเลยว่า เงินจะเข้าเท่าไหร่  เห็นการท่องเที่ยวจะโตเป็น  2  พันล้านเหรียญฯต่อปี  จากการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ผมถึงได้เรียกว่าเป็นเหรียญคนละด้านของเงินคนละสกุล  กัมพูชามองตรงนี้ว่าเป็น&lt;b&gt;เศรษฐกิจกับการพัฒนา&lt;/b&gt; ประเทศไทยมองเป็นเรื่อง&lt;b&gt;ดินแดนและอธิปไตย&lt;/b&gt;  มันคนละเรื่องกันเลย  
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
มันก็ลำบากสำหรับเรา &lt;b&gt;จุดยืนอย่างเราไม่มีใครเล่นด้วย&lt;/b&gt;  &lt;b&gt;จุดยืนอย่างเราประชาคมโลกไม่เอา&lt;/b&gt;  คุณจะมาเล่นเรื่องรบพุ่งเพื่อแย่งดินแดน &lt;b&gt;โลกสมัยนี้ไม่มีใครกล้าเล่นแล้ว&lt;/b&gt;  &lt;b&gt;ประชาคมโลกก็มีแนวโน้มจะเข้าข้างกัมพูชา&lt;/b&gt; เพราะเขามองว่านี่เป็นประเทศยากจน คน 35 เปอร์เซ็นต์อยู่ใต้เส้นความยากจน เมื่อเขามีโอกาสจะใช้ปราสาทพระวิหารเป็นกลไกในการพลิกฟื้นเศรษฐกิจ ประเทศส่วนใหญ่ก็ต้องเข้าข้างกัมพูชา ใครเขาจะเข้าข้างเรา ผมว่า&lt;b&gt;เราอยู่ในจุดยืนที่ไม่มีวันชนะในเรื่องนี้&lt;/b&gt;&amp;quot;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;u&gt;ไทยโพสต์&lt;/u&gt; :   มันเป็นเรื่องการเมืองภายในมากกว่า
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;quot;ถามว่าคนที่ออกมาเล่นเป็นประเด็นการเมือง &lt;u&gt;รู้ข้อเท็จจริงไหม-รู้ &lt;/u&gt;  แต่เรื่องนี้ใช้เพื่อล้มรัฐบาลสมัครกับทักษิณ คือตราบใดที่เชื่อว่าสมัครคือนอมินีของทักษิณ ก็ต้องการล้มสมัคร และเห็นชัดว่า&lt;u&gt;ประชาธิปัตย์พร้อมทั้งพันธมิตรฯ&lt;/u&gt; เป็นตัวการสำคัญในการะดมเรื่องพวกนี้เข้ามา ที่น่ากลัวคือ&lt;u&gt;พอปลุกขึ้นมาแล้วมันสงบยาก &lt;/u&gt; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
อ.ชาญวิทย์  เกษตรศิริ  จึงเรียกว่าเป็น&lt;b&gt;หลุมดำ&lt;/b&gt;  คือ&lt;u&gt;ลงไปแล้วมันขึ้นไม่ได้แล้ว&lt;/u&gt;  และคราวนี้เรื่องต่างๆ  ก็ถูกเปิดออกมาเต็มไปหมด   ใครทำอะไรอย่างไรกับใคร  ผมคิดว่ามัน  emotional over ไม่ฟังเหตุผลกันแล้วตอนนี้ เรื่องรักชาติปลุกขึ้นง่ายมาก &lt;u&gt;ปลุกขึ้นแล้วก็แก้กันให้ดีแล้วกัน&lt;/u&gt;&amp;quot;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;u&gt;ไทยโพสต์&lt;/u&gt; :  อาจารย์พิภพบอกว่าเขาโดดลงไปทำ paper เรื่องนี้ เพราะสนใจว่ากัมพูชาคิดอย่างไรกับการเอาปราสาทพระวิหารขึ้นทะเบียนมรดกโลก
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;quot;กัมพูชาภายใต้รัฐบาลสมเด็จฮุนเซน มีนโยบายที่เรียกว่า&lt;u&gt;ยุทธศาสตร์สี่เหลี่ยม (จตุโกณ)&lt;/u&gt;  เขาต้องการพัฒนา  4  ด้าน  1.คือเรื่องการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ของเขา  2.เรื่องการจ้างงาน  3.เรื่องความเสมอภาค  และ 4.ประสิทธิภาพ ฉะนั้นความมุ่งมั่นในเรื่องนี้ เขาก็ต้องหาอะไรที่เป็นกลไกสักตัวหนึ่ง ดึงดูดเงินลงทุนสร้างรายได้จากการท่องเที่ยว  เพราะกัมพูชามีรายได้จากการท่องเที่ยวประมาณ  1 ใน 3 ของรายได้ทั้งหมด&amp;quot;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;quot;เรื่องสำคัญอันหนึ่งคือเมื่อปี  2547  กัมพูชาเข้าเป็นสมาชิก  WTO  เพื่อให้ได้การยอมรับในวงการค้าของตลาดโลก  ประเทศที่เป็นคู่ค้าหลักๆของกัมพูชาอย่างอเมริกาและประเทศอื่นๆ ต้องยกเลิกสิทธิพิเศษโควตานำเข้าสิ่งทอกัมพูชา ซึ่งคิดเป็นประมาณ 85 เปอร์เซ็นต์ของมูลค่าการส่งออก กัมพูชาก็ลำบากต้องแข่งกับประเทศอื่นๆ กังวลว่ารายได้จะหายไปเยอะ จึงมองว่ารายได้จากการท่องเที่ยวจะมาชดเชยรายได้จากสิ่งทอที่หายไป&amp;quot;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;quot;เขามองตั้งแต่ปี  2547 พอ ม.ค.49 ก็ยื่นจดทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก และมาจบเอาปี 2551 ที่จริงคาดว่าจะเสร็จตั้งแต่ปี 2549 แต่ไม่เสร็จเพราะถูกเราคัดค้าน&amp;quot;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;u&gt;ไทยโพสต์&lt;/u&gt; :   อ.พิภพบอกว่าสิ่งที่น่าประหลาดใจคือ จุดยืนของไทยเปลี่ยนไปตั้งแต่ปี 2548
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;quot;2544-2549 เราอยู่ภายใต้รัฐบาลชุดเดิมตลอดคือรัฐบาลทักษิณ ก่อน 2548 จุดยืนเราคือขึ้นทะเบียนร่วมกัน  จัดการร่วมกัน  ทำอะไรร่วมกันหมด  แต่พอปี  2548 เป็นต้นมาทั้งที่ยังเป็นรัฐบาลทักษิณ 2549  รัฐบาลสุรยุทธ์  2551 รัฐบาลสมัคร  3 รัฐบาลจุดยืนเปลี่ยน-ให้กัมพูชาขึ้นไป จุดยืนเราคือพอขึ้นเสร็จเราจะไปร่วมลงทุน ไปแสวงหารายได้จากการท่องเที่ยว การร่วมลงทุน&amp;quot;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;quot;เรื่องใหญ่คือทำไมจึงเปลี่ยนจุดยืน  ทั้งที่อยู่ในรัฐบาลเดิมด้วยนะ ถ้าเปลี่ยนรัฐบาลเราพอเข้าใจ จุดยืนรัฐบาลเปลี่ยนตั้งแต่ปี 2548 และมันเห็นชัด ปี 2546 มีมติร่วมคณะรัฐมนตรีไทย-กัมพูชา บอกว่าจะทำอะไรร่วมกันหมด  ดร.สุรเกียรติ์  เสถียรไทย ออกมาแถลงตั้งคณะกรรมการร่วมพัฒนาปราสาทพระวิหาร  มีรัฐมนตรีต่างประเทศเป็นประธาน  มีอนุกรรมการอีก 2 ชุด แต่พอปี 2548 เปลี่ยนรัฐมนตรีต่างประเทศเป็น ดร.กันตธีร์ ศุภมงคล ยินดีให้กัมพูชาขึ้นฝ่ายเดียว&amp;quot;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;quot;ข้อน่าสงสัยก็คืออะไร รัฐบาล 3 สมัยที่ผ่านมา ไทยรู้มาตลอดว่ากัมพูชาจะขึ้นทะเบียนเขาพระวิหาร ยินดี-ยินยอม จุดยืนเราคือคุณขึ้นเสร็จ เราจึงจะเข้าไปร่วมลงทุนและหารายได้จากตรงนั้น&amp;quot;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;u&gt;ไทยโพสต์&lt;/u&gt; :   แล้วทำไมถึงเปลี่ยน
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;quot;มันเป็นคำถามที่ยังต้องหาคำตอบ  ส่วนหนึ่งคนก็นำเรื่องนี้ไปโยงกับการขุด พบน้ำมันในอ่าวไทยของกัมพูชา ซึ่งบริษัทเชฟรอนบอกว่า&lt;u&gt;เจอเยอะมาก&lt;/u&gt; หลายคนคงรู้เรื่องนี้ว่าเชฟรอนขุดประมาณ 7 แห่ง เวิลด์แบงก์คาดว่าจะมีน้ำมันถึง  2 พันล้านบาร์เรล และก๊าซธรรมชาติอีก 10 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต ซึ่งอันนี้ไปโยงกับการเยือนกัมพูชาของคุณทักษิณเมื่อ ส.ค.ปี  2549  หนึ่งใน  agenda  ที่ไปคือ เจรจาเรื่องทรัพยากรใต้ทะเลเพื่อความมั่นคงทางพลังงาน คนเลยจับไปโยงกัน&amp;quot;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;quot;เพื่อจะให้แฟร์ก็ต้องยืนยันว่าเรื่องนี้เป็นข้อสงสัย เป็นข้อสังเกต ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร แต่สิ่งที่นายกฯ ไทยยืนยันก่อนไปเดือน ส.ค.49 ก็คือบอกว่าให้ร่วมกันสำรวจและใช้ทรัพยากรใต้ทะเลได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ  โดยเฉพาะในยามที่เกิดวิกฤติพลังงานขึ้นในโลก   มันแปลอย่างอื่นไม่ได้&amp;quot;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;quot;หลังจากนั้นพอ ก.ย.49 เกิดรัฐประหาร ต.ค.49 พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ไปกัมพูชา ไปก็เพื่อยืนยันว่ายินดีช่วยกัมพูชาขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหาร  และก็ยังยืนยันว่าที่เรารับปากจะช่วยสร้างถนนสาย  68, 48  และ  67 ก็จะช่วยต่อ&amp;quot;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;quot;ความหมายคือเราไปลงทุนพัฒนาถนนต่างๆ  เพื่อให้ขนส่งเข้าไปได้ เดินทางเข้าไปสะดวก ประเด็นคือหลังจากนั้นเราเตรียมลงทุนหรือทำอะไรต่อหรือเปล่า  อันนี้ผมไม่รู้  รู้แต่ว่าสาย 68 รัฐบาลไทยเข้าไปช่วยสนับสนุน  มีคนพูดถึงเรื่องเงินให้เปล่า  เงินกู้จากเอ็กซิมแบงก์ดอกเบี้ยถูก 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ผมไม่รู้ว่าสัดส่วนเป็นอย่างไร และก็มีข่าวออกมาชัดเจนว่าคนที่ได้โปรเจ็กต์คือ ช.การช่าง สาย 68 วิ่งไปต่อกับสาย 67 และ  64  จะวิ่งไปชนกำปงธม  กัมพูชาออกแบบให้เป็นสามเหลี่ยมท่องเที่ยว วิ่งจากปราสาทพระวิหารลงมาเสียมเรียบ แล้วลงไปกำปงธม ก็คือจากปราสาทพระวิหาร ไปปราสาทนครวัด ปราสาทซำโบ ฉะนั้นก็จะเป็นเส้นทางท่องเที่ยวที่น่าสนใจ&amp;quot;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;u&gt;ไทยโพสต์&lt;/u&gt; :  แสดงว่าเราสนับสนุนเขามาตลอด
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;quot;นี่คือเรื่องใหญ่ ถ้าพูดกันตรงๆ คือกัมพูชามีกลยุทธ์ มีแผนและก็ดำเนินการตามแผน เรื่องการท่องเที่ยวก็ระดมคนมาช่วยทำถนนให้ และถ้าขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารสำเร็จ ก็ดึงเงินลงทุน ที่เป็นข้อสังเกตของผมคือการขึ้นทะเบียนเฉพาะตัวปราสาท  มันสร้างความคล่องตัวให้กัมพูชาในการจัดการพื้นที่โดยรอบ เพราะเป็นมรดกโลกเฉพาะตัวปราสาท  พื้นที่โดยรอบไม่เป็น  
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ฉะนั้นพื้นที่โดยรอบทำอะไรได้เยอะ  สร้างกระเช้าก็อาจจะง่ายขึ้น  สร้างสนามบิน โรงแรม กาสิโน มันไม่ถูกคุมโดยยูเนสโก ยูเนสโกจัดการเฉพาะพื้นที่ปราสาท ถ้าถามผมกัมพูชาต้องแฮปปี้กว่าแน่ที่จะขึ้นทะเบียนเฉพาะตัวปราสาท&amp;quot;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;u&gt;ไทยโพสต์&lt;/u&gt; :   ตกลงไทยเราได้อะไรจากการสนับสนุนเขามา 3 รัฐบาล
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;quot;เรื่องนี้รัฐบาลไม่เคยชี้แจง   รัฐบาลคุณสมัครชี้แจงแต่ว่าเราไม่เสียนะ  ปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชามาตั้งแต่ปี 2505แล้ว &lt;b&gt;เราไม่เสียดินแดนไม่เสียอธิปไตย&lt;/b&gt; แต่ไม่เคยบอกว่าเราได้อะไร เราไม่เคยบอกว่าเมื่อเขาขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกแล้ว การค้าชายแดนจะดีขึ้นไหม ซึ่งจริงๆ แล้วการค้าชายแดนไทย-กัมพูชา มีมูลค่าตั้ง 3 หมื่นกว่าล้านต่อปีนะครับ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ฉะนั้นการค้าจะเฟื่องฟูไหม การลงทุนจะดีขึ้นไหม รัฐบาลไม่เคยพูด ทั้งที่ก่อนหน้านี้เราไปลงทุนสร้างถนน 3 สายเพื่อให้กัมพูชาพัฒนาอย่างรวดเร็ว แต่ปัญหาคือแล้วลูกต่อเนื่องล่ะ  ไม่ได้พูดถึง มันก็เลยทำให้ เอ๊ะ-ถ้าเราไปลงทุนแล้วมันน่าจะมีอะไรต่อเนื่องสิ  ถ้าเขาจะต้องขึ้นทะเบียนในส่วนของเขาตามคำตัดสินของศาลโลก  เขาก็ต้องมีสิทธิ์ขึ้น แต่เราได้ประโยชน์อะไรจากตรงนั้นไหม ผมคิดว่ารัฐบาลไม่ได้พูดชัดและก็อาจจะเป็นเพราะมัวแต่ต้องมาแก้เรื่อง&lt;u&gt;ดินแดนอธิปไตย&lt;/u&gt; ถ้าไม่ต้องมามัวแก้เรื่องพวกนี้ก็อาจพูดอะไรได้ชัดเจน&amp;quot;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;u&gt;ไทยโพสต์&lt;/u&gt; :  มันมีการโจมตีกันเรื่องผลประโยชน์ด้วย
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;quot;เรื่องผลประโยชน์ถ้ารัฐบาลตรงไปตรงมา  ก็ต้องสามารถอธิบายได้ว่าการเข้าไปเป็นกรรมการร่วมฯ การเข้าไปมีส่วนพัฒนาจะเป็นประโยชน์อย่างไร เรามีโครงการความร่วมมือระหว่างไทย-กัมพูชาประมาณ  17  ฉบับ ฉบับสำคัญๆ เช่น สามเหลี่ยมมรกต (Emerald Triangle) ลุ่มแม่น้ำอิรวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง  
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ถ้าเปิดออกมาก็แปลว่า สามารถให้นักธุรกิจไทยเข้าไปลงทุนได้เยอะมาก ถ้ารัฐบาลทำตรงไปตรงมาก็สามารถเปิดแผนออกมาได้  เปิดให้คนที่สนใจ-มีคุณสมบัติเข้าไปร่วมได้  แต่ผมคิดว่าคุณสมัครอาจจะไม่เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ ก็เลยไม่ได้อธิบายเรื่องนี้ชัดเจน รัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจก็อาจจะไม่มีใครเชี่ยวชาญเรื่องการค้าการลงทุน  เลยไม่สามารถหยิบเรื่องนี้ออกมาอธิบายและทำให้เกิดความกระจ่างต่อสาธารณชนได้&amp;quot;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;u&gt;ไทยโพสต์&lt;/u&gt; : ใช่หรือไม่ว่า มีการเจรจาแลกกับเรื่องพลังงานที่พบในอ่าวไทย ซึ่งบางส่วนเป็นพื้นที่ทับซ้อน
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;quot;ผมคงต้องอ้างคำพูดของ อ.สุรชาติ  บำรุงสุข  ถ้าเราคิดว่าปักปันเขตแดนบนบกยากแล้ว  ในทะเลยากกว่าเยอะ  กฎหมายทางทะเลซับซ้อนมาก ฉะนั้นถ้าถามว่ามีพื้นที่ทับซ้อนไหม ผมว่าน่าจะมีและน่าจะเข้าใจยากกว่าพื้นที่บนบกด้วยซ้ำ   ฉะนั้น ในทางปฏิบัติเราจึงไม่รู้ว่ามีการเจรจาแบ่งผลประโยชน์จริงไหม  ถ้ามีจริงก็ต้องมีคนไปหาคำตอบเรื่องพวกนี้ และเรื่องการเจรจาระหว่าง  2 ฝ่าย ถึงแม้เราไม่รู้ผลของการเจรจา  แต่การลงทุนหลังการเจรจา สุดท้ายก็ต้องเปิดตัวว่าใครลงทุนบ้าง   มันก็จะเป็นคำตอบที่เราพอจะได้ในอนาคต&amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;ให้ขึ้นฝ่ายเดียว&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;u&gt;ไทยโพสต์&lt;/u&gt; :  ทำไมไม่ขอขึ้นทะเบียนร่วมกันซึ่งจะได้ประโยชน์มากกว่า
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;quot;การขึ้นทะเบียนร่วมกัน เราได้ประโยชน์มากกว่าอยู่แล้ว ถ้าขึ้นทะเบียนฝ่ายเดียวก็เป็นประโยชน์กับกัมพูชา แต่คำถามคือเราไม่ให้เขาจดได้ไหม ก็เขาจะจดในสิทธิ์ของเขา สิ่งที่เราทำได้และควรจะทำคือ &lt;u&gt;คุณยื่นของคุณ-เรายื่นของเรา&lt;/u&gt;  แล้วให้ไปเจอกันในกรรมการมรดกโลก พิจารณาไปพร้อมกัน แต่นี่เปล่า ในเมื่อเขาไม่ยอม  เขาจะขึ้นของเขา เราก็เฉยๆ  แย้งบ้าง 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่ถามว่าเราทำอะไรไหม มีข้อเสนออะไรไหม-ไม่มี  &lt;u&gt;ไม่ให้ขึ้นๆๆ&lt;/u&gt; แล้วทำไมไม่ยื่นของเราไปด้วยล่ะ ไปชนกันข้างบน ง่ายสำหรับกรรมการมรดกโลกที่จะให้ทั้งคู่ ไทยดูแลโดยรอบ กัมพูชาดูแลปราสาท ทั้งหมดมีกรรมการ ICC มาดูแล&amp;quot;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;quot;ม.ค.49 เรารู้ว่าเขาจะขึ้นแต่ไม่ทำอะไร ซึ่งอันนี้เป็นประเด็นที่สงสัยว่า ตกลงอะไรกันหรือเปล่าถึงบอกให้เดินหน้าฝ่ายเดียว ถ้าเราจะเดินเราก็เดินได้ ปี 2550 ที่เขาพิจารณากันที่นิวซีแลนด์ก็ยังไม่ขึ้นให้   ที่จริงเรามีเวลาจะขึ้นพร้อมเขา แต่พอปราสาทพระวิหารขึ้นทะเบียนไปแล้ว  บริเวณโดยรอบไปขึ้นทีหลัง คุณค่าจะพอให้ขึ้นหรือเปล่า  จึงเป็นข้อผิดพลาดของฝั่งเรา ถ้าเขาไม่ให้ขึ้นร่วมอย่างน้อยก็ขึ้นแยก แต่ต้องเดินเรื่องไปพร้อมกัน อันนี้น่าจะเป็นกลยุทธ์ที่ดี แต่ดูเหมือนจุดยืนฝั่งไทยคือ ขอให้กัมพูชาขึ้นแล้วเราไปร่วมลงทุนในภายหลัง&amp;quot;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;quot;จุดยืนเราอยู่ตรงนี้จริงๆ ซึ่งผมก็ตอบไม่ได้ว่าทำไมจู่ๆ จุดยืนเราเปลี่ยน เพราะมติ ครม.ยังไม่ได้ยกเลิก ไทย-กัมพูชา ยังมีอยู่ตั้งแต่ปี 2546 มีกรรมการพัฒนาร่วมเขาพระวิหารที่มีรัฐมนตรีต่างประเทศเป็นประธาน มีอนุกรรมการ 2 ชุด อนุกรรมการบูรณะปฏิสังขรณ์เขาพระวิหาร มีคุณเตช บุนนาค เป็นประธาน  มีอนุกรรมการวางแผนพัฒนาร่วมเขาพระวิหาร  มีคุณบัณฑิต  โสตถิพลาฤทธิ์ เป็นประธาน มันชัดหมดว่าเราทำอะไรมา แต่พอ 2548 เปลี่ยน&amp;quot;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;u&gt;ไทยโพสต์&lt;/u&gt; :  รัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ก็เดินแนวทางไม่ต่างกัน
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;quot;ที่คุณนพดลมาบอกว่ารัฐบาลสุรยุทธ์มีจุดยืนอย่างนั้นก็จริง  ตอนที่ พล.อ.สุรยุทธ์ไปกัมพูชาเมื่อ ต.ค.49  1.พล.อ.สุรยุทธ์พูดว่า จะให้ความช่วยเหลือตามที่ตกลงไว้  2.บอกว่าสำหรับการเปิดช่องที่บริเวณช่องตาเฒ่า-เขาพระวิหารนั้น  ไทยพร้อมที่จะร่วมพัฒนาเขาพระวิหารกับกัมพูชาและยินดีที่กัมพูชายื่นจดทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกแล้ว&amp;quot;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;quot;พูดอย่างนี้แปลว่าอะไร  แปลว่า&lt;u&gt;รู้-ยินดี&lt;/u&gt;  และจะร่วมพัฒนาหลังจากคุณขึ้นทะเบียนแล้ว     พล.อ.สุรยุทธ์รู้และจุดยืนก็ไม่ได้เปลี่ยนไป  คือรับลูกจากรัฐบาลทักษิณ  เพราะฉะนั้นตอนที่เขาออกมาตีว่าสมัยคุณคุณก็ยอม ก็จุดยืนเดียวกัน &lt;u&gt;ทักษิณ สุรยุทธ์ สมัคร&lt;/u&gt; จุดยืนเดียวกันครับ เชิญขึ้นแล้วฉันจะเข้าไปร่วมลงทุน&amp;quot;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;quot;ที่ผมพูดนี่นับจาก 2548 นะครับ ก่อน 2548 อีกเรื่องหนึ่ง ก่อน 2548 ต้องขึ้นทะเบียนร่วม หลัง 2548  ให้กัมพูชาขึ้นฝ่ายเดียว มันถึงชวนให้คนสงสัยเพราะ 2548 คือปีที่เชฟรอนเจอแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ คนมันก็โยงกัน พอ ส.ค.49 คุณทักษิณไปกัมพูชาเจรจาเรื่องทรัพยากรใต้ทะเล&amp;quot;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;quot;รายละเอียดตรงนี้ เราไม่รู้แต่ก็ไม่เห็นเป็นอย่างอื่น ในเมื่อเจรจากันมาแล้ว กรรมการร่วมก็มีแล้ว มติร่วมครม.ก็มีแล้ว พอปี 2549 กัมพูชายื่นฝ่ายเดียว มันอธิบายไม่ได้เลย ถามว่าทำไมเขากล้ายื่น แปลว่าเราต้อง say yes ก่อนถูกไหม&amp;quot;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;u&gt;ไทยโพสต์&lt;/u&gt; :  ในรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ก็มีการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกที่ไครสต์เชิร์ช
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;quot;ดร.มนัสพาสน์  ชูโต ผู้แทนพิเศษของรัฐมนตรีต่างประเทศ เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทยไปประชุมที่ไครสต์เชิร์ช  กลับมา ก.ค.50 เชิญหน่วยงานราชการมาประชุม  ดร.มนัสพาสน์พูดว่าทางการไทยสนับสนุนการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหาร เป็นมรดกโลกมาโดยตลอดและขอให้หน่วยราชการทุกฝ่าย แสดงความพร้อมที่จะให้ความสนับสนุนเกื้อกูลความร่วมมือ นี่เป็นถ้อยแถลงจากกระทรวงต่างประเทศเอง&amp;quot;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;quot;หลังจากนั้น ส.ค.50  ดร.มนัสพาสน์ไปกัมพูชา และแถลงว่าไทยตอบตกลงตามคำเชิญของกัมพูชา ที่จะเป็นสมาชิกคณะกรรมการประสานงานระหว่างประเทศ ที่เขาเรียก ICC ซึ่งจะจัดตั้งขึ้นเพื่อการอนุรักษ์และการพัฒนาประสาทพระวิหารอย่างยั่งยืน&amp;quot;&lt;br /&gt;
&amp;quot;ไทยตอบรับการเป็น ICC ตั้งแต่ปี 2550 แล้วนะครับ &lt;b&gt;ปีนี้ทำเป็นมาตื่น โห! 7 ประเทศเข้ามา ตอบไปตั้งแต่ปี 2550 แล้วว่าจะเป็น&lt;/b&gt;&amp;quot;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;quot;เพราะฉะนั้น  ข้อเท็จจริงเรื่องปราสาทพระวิหาร &lt;b&gt;มันเดินมาค่อนข้างชัด เพียงแต่มีบางกลุ่มบางพวกที่หยิบมาเป็นประเด็น แล้วก็จะปลุกอารมณ์เพื่อใช้ล้มรัฐบาล ไม่มีประเด็นอื่น&lt;/b&gt;&amp;quot;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;u&gt;ไทยโพสต์&lt;/u&gt; :  สิ่งที่ประเทศไทยคัดค้านในตอนนั้น มีเพียงแผนที่เท่านั้น
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;quot;5  ก.ค.51 ที่กัมพูชายื่นแผนที่ใหม่ คือแผนที่ที่ขีดเส้นพรมแดนตามมติครม.ปี 2505 เพราะฉะนั้นเขาก็ไม่ได้ทำอะไรเกินเลย ก่อนนั้นแผนที่อาจจะผิด ฉะนั้นอันใหม่เป็นไปตามมติครม.2505 ที่เราเป็นคนขีดเอง&amp;quot;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;quot;เราก็โอเค.ตามนั้น เพราะเป็นไปตามมติครม.2505 หลังจากนั้นคุณนพดลกลับมาแถลง ตอนที่คุณสมัครไปกัมพูชาก็เจรจา กัมพูชาก็พูดชัดเจนว่า &lt;b&gt;ขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารไม่เกี่ยวกับพรมแดน ซึ่งมันคนละเรื่องจริงๆ&lt;/b&gt;  ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศตัดสินเรื่องปราสาทพระวิหารว่า&lt;b&gt;อยู่ในอาณาเขตอธิปไตยของกัมพูชา ไม่ได้พูดเรื่องเขตแดนเพราะไม่มีอำนาจ คนที่มีอำนาจปักปันเขตแดนคือ 2 ประเทศที่เจรจา&lt;/b&gt;  เพราะฉะนั้น &lt;b&gt;ยูเนสโกก็ไม่มีอำนาจเรื่องเขตแดน&lt;/b&gt;  เขามีหน้าที่แค่ชี้ว่าจะให้เป็นมรดกโลกหรือไม่ให้&amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt; เกมขาดทุน&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;quot;การเอาเรื่องนี้มาปลุกปั่นกันจนกระทั่ง มันกระทบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศขนาดนี้  มันก็&lt;u&gt;ลดโอกาสร่วมลงทุนกับกัมพูชา เขาก็ต้องเกิดความรู้สึกไม่ดี จะไปร่วมลงทุนกับเขาได้ยังไง คุณปลุกปั่นกันขนาดนี้ 1,500  ชีวิตในกัมพูชา ที่ไปลงทุนร้านอาหาร โรงแรมกระทบหมด&lt;/u&gt; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
จุดยืนอย่างนี้คือจุดยืนที่&lt;b&gt;เสี่ยงต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เสี่ยงต่อความปลอดภัยของคนไทยในกัมพูชา และก็เสี่ยงต่อการสูญเสียการค้าการลงทุนบริเวณชายแดน เป็นเรื่องที่อันตรายมาก&lt;/b&gt;&amp;quot;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;u&gt;ไทยโพสต์&lt;/u&gt; :  อ.พิภพเห็นว่าถ้าไม่เกิดปัญหาชาตินิยม แม้กัมพูชาขึ้นทะเบียนฝ่ายเดียวไปก่อนก็สามารถพัฒนาร่วมกันได้
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;quot;เราก็พัฒนาพื้นที่ร่วม แทนที่จะเรียกเป็นพื้นที่ทับซ้อน กลุ่มที่ศึกษาเรื่องความมั่นคง คณะรัฐศาสตร์จุฬาฯ  เขาเรียกว่า joint  cultural  development  เป็นพื้นที่ร่วมพัฒนาทางวัฒนธรรมและเศรษฐกิจ  ก็เข้าไปพัฒนาร่วมกัน ไทยอาจจะประกาศเป็นพื้นที่พิเศษให้ เรื่องของการลงทุน ลดภาษี ให้ไทยมีสิทธิ์เข้าไปลงทุนก่อนคนอื่น การลงทุนร่วมในโรงแรม ร้านอาหาร กระเช้าลอยฟ้า เราเข้าได้หมด&amp;quot;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;u&gt;ไทยโพสต์&lt;/u&gt; :  เขาบอกว่า กัมพูชาต้องการให้ไทยเปิดช่องทางบริเวณช่องตาเฒ่า เพื่อสร้างเมืองใหม่
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;quot;กัมพูชาเขาวางผังเมืองไว้แล้ว เมืองใหม่ของกัมพูชาด้านล่างของเขาพระวิหาร ตรงข้ามช่องตาเฒ่า เขาจะมีโรงแรม กาสิโน สนามบิน รถกระเช้า&amp;quot;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;u&gt;ไทยโพสต์&lt;/u&gt; :  ตัวรถกระเช้าจะเป็นตัวดึงดูดนักท่องเที่ยว
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;quot;พูดอย่างนักธุกิจ นั่งกระเช้าขึ้นมาไม่เห็นอะไรเลย เห็นแต่ป่าเขา แต่พอขึ้นมาถึงปุ๊บ โอ้โห-ปราสาทมันงดงาม  การขึ้นจากกระเช้าลอยฟ้ามันได้ impact  มาก  ความประทับใจของนักท่องเที่ยวจะมากกว่าที่ขึ้นจากฝั่งเราเยอะ เขาถึงอยากจะทำกระเช้าลอยฟ้า&amp;quot;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;u&gt;ไทยโพสต์&lt;/u&gt; :  บอกว่าสิ่งต่างๆ เหล่านี้ไทยไปลงทุนได้
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;quot;กัมพูชาเขามีเหมือน BOI ดูเรื่องการลงทุน เรียกว่า Cambodia Development Council ปีปีหนึ่งกัมพูชาสนับสนุนการลงทุนเยอะมาก ของไทย-สามารถคอร์ปอเรชั่นก็ไปลงทุนทำโรงไฟฟ้า และเราก็มีสัมปทานเรื่องอ้อย โรงพยาบาลเครือกรุงเทพก็ไป  พวกนี้ได้ส่งเสริมการลงทุนหมด กัมพูชาต้องการการลงทุนอย่างมาก  ประเทศที่ไปลงทุนเป็นอับดับ 1 คือจีน  
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่ความสัมพันธ์เราดีกว่า ดังนั้นเรามีโอกาสอยู่แล้ว ต่อให้ไม่มีข้อตกลงอะไรเลย ไทยก็มีโอกาสเข้าไปลงทุนได้มากกว่า และถ้าบอกว่าพื้นที่ร่วมให้ priority กับไทย เราก็ยิ่งมีโอกาสเยอะมาก  พื้นที่ช่องตาเฒ่าฝั่งกัมพูชา ยังไงเราก็มีโอกาสมากกว่าคนอื่น  แต่ตอนนี้&lt;u&gt;ความสัมพันธ์มันเสีย&lt;/u&gt; และที่สำคัญก็คือไม่เพียงแต่&lt;u&gt;รัฐบาลกัมพูชาจะมีความรู้สึกไม่ดี&lt;/u&gt; แต่รวมทั้ง&lt;u&gt;คนกัมพูชาที่อยู่บริเวณชายแดน&lt;/u&gt;   ต่อไปพอเกิดปัญหาจะเกิด sensitive  ตรงตะเข็บบริเวณชายแดนทั้งหมด&amp;quot;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;u&gt;ไทยโพสต์&lt;/u&gt; :  ตอนนี้ฝั่งเราแรงกว่า
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;quot;แต่ต่อไปถ้าเราทำอะไรกระเทือนเขา คราวนี้เขาขึ้นแล้ว ตอนนี้ฝั่งเขาเห็นเป็นเรื่องเศรษฐกิจการลงทุน ไม่ได้มองเรื่องดินแดน แต่ถ้าเรา move จนกระทั่งฝั่งโน้นเอามาเป็น issue ก็เจ๊ง ตอนนี้สมเด็จฮุนเซนคุมอยู่ พอขึ้นทะเบียนสำเร็จ คนก็แฮปปี้ มีโอกาสได้รับเลือกตั้งอีกรอบหนึ่ง เขาก็สบายแล้ว  แต่ถ้าฝ่ายค้านเขาหยิบเรื่องนี้ขึ้นมาเล่นบ้าง  เหมือนกับที่ฝ่ายค้านเราเล่น ก็พังทั้ง 2 ประเทศ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ตอนนี้มุมของเขา ยังเป็น&lt;b&gt;เศรษฐกิจการลงทุนการพัฒนา ไม่ใช่ดินแดนและอธิปไตย&lt;/b&gt; เมื่อไหร่ก็ตามที่พลิกมาเป็นเหรียญด้านเดียวกัน-เสร็จ ตอนนี้มันเป็นคนละด้าน ถ้าด้านเดียวกันเมื่อไหร่ผมว่า&lt;b&gt;เจ๊ง&lt;/b&gt;&amp;quot;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;u&gt;ไทยโพสต์&lt;/u&gt; :  คนไทยตอนนี้คงไม่ยอมฟังเรื่องประโยชน์การค้าการลงทุนกับเขมร เพราะปลุกกันจนคิดว่าเป็นของเราหมด ต้องเอาคืน บางคนบอกว่าปราสาทเป็นของเขมรที่ดินเป็นของเราต้องเก็บค่าเช่า
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;quot;ผมไปโคราช พันธมิตรฯ เขาก็มีเวที เขียนว่าศักดิ์ศรีชาวโคราช คือ&lt;b&gt;ปราสาทพระวิหารคืนมา&lt;/b&gt; มาจากไหน ทำไมไปไกลขนาดนั้น ปลุกกันทั่วประเทศ ประเด็นรักชาติมันไปไกลมากเลยนะ จนผมตกใจว่าเล่นอะไรกันอยู่  &lt;b&gt;เอาเขาพระวิหารของเราคืนมา&lt;/b&gt;-&lt;b&gt;เป็นของเราตั้งแต่เมื่อไหร่&lt;/b&gt;-&lt;b&gt;สู้ๆๆ เอาแผ่นดินไทยคืนมา&lt;/b&gt;&amp;quot;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;quot;มันเคยเป็นของเราตอนจอมพล ป.ไปยึดมา เปลี่ยนเป็นจังหวัดพิบูลสงคราม หลังจากนั้นเราก็คืนเขาไป อาจารย์ชาญวิทย์ตั้งข้อสังเกตน่าสนใจมาก ทำไมรัฐบาลที่แล้วต้องส่งดร.มนัสพาสน์ ชูโต ไปแทนรัฐมนตรีต่างประเทศ  ก็รัฐมนตรีต่างประเทศนามสกุลพิบูลสงคราม ไปเจรจากับเขาได้เหรอ (หัวเราะ)  ตอนพล.อ.สุรยุทธ์กัมพูชาไป คุณนิตย์ไปด้วยหรือเปล่า ต้องย้อนกลับไปดู 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ตอนเราจัดสัมมนาอาจารย์ชาญวิทย์เอาให้ดู สัญลักษณ์จังหวัดพิบูลสงครามเป็น&lt;u&gt;รูปไก่กระพือปีก &lt;/u&gt;จอมพลป.เกิดปีระกา ประเด็นใหญ่คือ&lt;u&gt;เราถูกสอนหรือเลือกให้จำบางเรื่องและให้ลืมบางเรื่อง&lt;/u&gt; &lt;u&gt;เรื่องที่รุกรานคนอื่นเราไม่เคยพูด เราพูดเฉพาะคนอื่นรุกรานเรา&lt;/u&gt; เวลาพูด&lt;b&gt;เราเสียเสียมเรียบ พระตะบอง เราไม่พูดว่าเราได้จันทบุรี ตราดกลับคืน มันแลกกัน&lt;/b&gt;&amp;quot;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;quot;เรื่องนี้เอาเข้าจริงแล้วคือ &lt;b&gt;คนที่มีเจตนาล้มรัฐบาล เล่นเกมแย่งชิงอำนาจ โดยไม่คำนึงถึงวิธีการที่ใช้ และไม่คำนึงถึงชีวิตของบรรดาตัวเบี้ยตัวหมากที่ตัวเองวางไว้ ถึงเวลาปะทะก็สูญเสียชีวิตและเลือดเนื้อ ผมว่าเป็นการกระทำที่เลวร้าย ไร้ความรับผิดชอบ&lt;/b&gt; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เราเล่นเกมนี้แล้ว เราจะขึ้นมาลำบาก &lt;b&gt;มันเป็นเกมที่จะไม่มีวันชนะ&lt;/b&gt; เราไปเรียกร้องทวงคืนสิ่งที่ไม่ได้เป็นของเรามา 46 ปี โดยตลอด 46 ปีเราไม่ได้ทำอะไรเลย ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศก็วางกติกาชัดเจนว่า ถ้ามีหลักฐานใหม่เอามายื่น แต่เราไม่เคยทำอะไรเลย  แล้วเรามาพูดเรื่องสงวนสิทธิ์ &lt;b&gt;เราจะสงวนสิทธิ์ไปได้ตลอดชีวิตหรือ&lt;/b&gt; ผมก็ยังนึกไม่ออก สงวนสิทธิ์อะไร เราเป็นสมาชิกสหประชาชาติ ถ้าเราไม่ทำตามคำตัดสินเราก็ยืนอยู่บนเวทีโลกลำบาก&amp;quot;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;quot;ที่จริงเรื่องนี้ไม่น่าจะมี  issue อะไรเลย เรื่องใหญ่คือ&lt;b&gt;ใช้อารมณ์ความรู้สึกมากเกินไป&lt;/b&gt; ตอนนี้ไม่มีใครฟังข้อเท็จจริงแล้ว สื่อส่วนใหญ่ก็ไม่เล่น เหมือนไม่รับกับอารมณ์ของคนในประเทศ  เลือกที่จะเล่นข้อมูลที่มันไปกับอารมณ์ความรู้สึก นักวิชาการก็มีหลายประเภท บางคนก็มีเครดิต บางคนก็ไม่ค่อยมี ก็ต้องเลือกฟังเหมือนกัน  ผมเองก็ไม่มีเครดิต แต่ผมคิดว่า&lt;b&gt;เรื่องใหญ่คือเรื่องข้อมูล ความเป็นจริง อย่าเอาอารมณ์เพราะมันจะพัฒนาไปสู่ความตึงเครียด&lt;/b&gt;&amp;quot;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;quot;ทำไมปลุกเรื่องชาตินิยมขนาดนี้ ผมกลัว&lt;b&gt;เลยเถิดแล้วมันจะพัง&lt;/b&gt; การค้าการลงทุนไม่เท่าไหร่แต่&lt;b&gt;ชีวิตคนและมันจะกลายเป็นอีกแผลหนึ่งที่อยู่ในประวัติศาสตร์ไทย&lt;/b&gt; ถ้าฟังอาจารย์ชาญวิทย์ ปราสาทก็เป็นชาตินิยมของกัมพูชา เพลงชาติเขาร้องว่า ชาติเราเกรียงไกรสร้างปราสาทกันนานมา ปราสาทขอมเป็นสัญลักษณ์ชาตินิยมของเขาอยู่แล้ว เราไปเล่นเกมอย่างนี้ &lt;b&gt;ถ้าเขาปลุกกันบ้าง-มันพังหมด&lt;/b&gt;&amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;เลิกยึดติดร่วมจัดการ&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;u&gt;ไทยโพสต์&lt;/u&gt; :  อ.พิภพเห็นว่า เรื่องนี้เข้าสู่เวทีระหว่างประเทศเมื่อไหร่ ไทยเสียเปรียบ
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;quot;1.ปราสาทพระวิหารตามคำตัดสินศาลโลก บอกว่าอยู่ในอาณาเขตอธิปไตยกัมพูชาตั้งแต่ปี 2505  และยังไม่เคยเปลี่ยน  
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
2.ครม.2505  ขีดเส้นให้อยู่ฝั่งเขา ด้วยหลักฐาน 2 ชิ้นนี้ ประชาคมโลกจะอยู่ฝ่ายไหนล่ะ&amp;quot;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;u&gt;ไทยโพสต์&lt;/u&gt; : แล้วยูเนสโกก็อุ้มเขมรอยู่แล้ว เพราะเห็นเป็นประเทศยากจน
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;quot;เป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว เป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษของกัมพูชา (Cambodia  Millennium Development  Goal)ภายใต้การสนับสนุนของUNDPคือระดมเงินจากต่างประเทศเข้ามาเพื่อการพัฒนา&amp;quot;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;quot;ถ้าพูดกันตรงไปตรงมา fact  ชัดมาก จากคำตัดสินของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ จากมติ ครม.2505 จากข้อตกลงต่างๆ จุดยืนของรัฐบาลมันชัดหมด &lt;u&gt;ทำไมคนไม่ฟังรัฐบาลเลย&lt;/u&gt; เพราะรัฐมนตรีต่างประเทศ นายกรัฐมนตรี รวมถึงครม.มี&lt;u&gt;ต้นทุนความน่าเชื่อถือทางสังคมต่ำ&lt;/u&gt; แม้พูดเรื่องจริงคนก็ยังไม่ฟัง มันแปลว่าอะไรทั้งๆที่ตัวเองมี authority มีอำนาจ มีข้อมูลข้อเท็จจริง แต่&lt;b&gt;ไม่มีผลไม่มีใครเชื่อ&lt;/b&gt;  
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
อีกฝั่งหนึ่งเป็นใคร คนเชื่อถือมากกว่า ต้นทุนความน่าเชื่อถือทางสังคมของรัฐบาลต่ำมาก  สะท้อนว่า คุณจะอยู่ได้อีกนานแค่ไหน มันไม่มีคำอธิบายอื่น ปกติคนไทยส่วนใหญ่เชื่อรัฐบาล คนในชนบทส่วนใหญ่ฟังรัฐบาล ฟังอำนาจรัฐ &lt;u&gt;ยังไม่เชื่อสิ่งที่รัฐบาลเพียรย้ำแล้วย้ำอีก&lt;/u&gt;&amp;quot;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;quot;รัฐบาลพูดอย่างอื่นไม่เป็น เราไม่เสีย ที่เสียเสียมานานแล้ว-เราไม่เสีย ซ้ำๆอยู่อย่างนั้น ไม่มีคำอื่น  ไม่บอกว่าได้อะไร คนก็อยากฟังทั้งได้และเสีย โอเค.ตอนนี้เราไม่ได้ ประโยชน์เป็นของกัมพูชา ต่อไปเราได้อะไร  ถ้าฟังได้คนก็จะรู้สึก เออยังดีนะ ตรงนั้นยอมก็ได้ เราได้อะไร สิทธิพิเศษจากการที่อยู่พื้นที่ติดกัน  พื้นที่ทับซ้อน  รัฐบาลสามารถเจรจาได้จำนวนมาก เช่น สิทธิพิเศษในการลงทุนบริเวณนั้นให้กับเรา สิทธิในการเข้าชม สิทธิในการจัดการ สิทธิพิเศษจำนวนมาก เรามีสิทธิ์ได้หมด&amp;quot;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;u&gt;ไทยโพสต์&lt;/u&gt; :  พื้นที่ทับซ้อนถ้าจะให้บริหารจัดการร่วม ก็ถูกหาว่าเสียดินแดนอีก
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;quot;เรื่องนี้เขาถึงต้องแยกว่า ปักปันเขตแดนคนอื่นไม่มีสิทธิ์  มี 2 ประเทศเท่านั้น และตราบใดที่ 2 ประเทศยังไม่ขีดเส้น  คนอื่นก็ไม่รู้&amp;quot;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;quot;พื้นที่ทับซ้อนบริเวณชายแดน ไม่ได้มีเฉพาะไทย-กัมพูชา  มีทุกประเทศทั่วโลก  แต่ที่เขาไม่มีปัญหาเพราะเขามีวิธีจัดการที่ดี เขาไม่เล่นเรื่องชาตินิยม เขาเล่นเรื่องประโยชน์ของคน  2  ชาติ 2 ฝั่ง ขีดตรงไหนก็มีปัญหาหมด  ขีดฝั่งแม่น้ำก็อีกด้านหนึ่งได้แม่น้ำไป  ขีดตรงกลางแม่น้ำแล้วเรือจะวิ่งอย่างไร เพราะฉะนั้นการขีดให้ชัด อาจจะไม่เป็นประโยชน์เท่ากับว่าเราร่วมกันพัฒนาดีไหม   แบ่งประโยชน์ร่วมกันดีไหม  เพื่อประโยชน์แก่กันและกันดีไหม  ขีดให้ชัดยังไงก็มีปัญหา  
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
โดยสภาพภูมิประเทศ ลองนึกภาพขีดแม่น้ำ จะทำอย่างไร  ถ้าเล่นเรื่องดินแดนอธิปไตยมันเป็นปัญหาหมด ถ้าเล่นเรื่องพื้นที่พัฒนาร่วม-จบ และไม่ใช่ไม่มีตัวอย่าง มีหลายประเทศ ประเทศทั้งหลายเขตมันติดกันหมด ที่ไม่ค่อยมีปัญหาคือเกาะ มันไม่ติดกับใคร  ของเรามันเป็นไหล่ทวีป  พื้นที่ทับซ้อนหลายจุด เรายังสำรวจไปไม่ถึงด้วยซ้ำ และมันก็ไม่ง่ายโดยสภาพภูมิศาสตร์ที่มันไม่ได้เข้าถึงง่ายๆ&amp;quot;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;quot;สมมุติบอกว่าทำพื้นที่ทับซ้อนอยู่ตรงกลาง เรียกพื้นที่พัฒนาร่วม ไม่เคลมดินแดนนะ เรื่องปักปันเขตแดนก็ปักปันต่อไป  ปักปันเสร็จก็ยังเป็นพื้นที่พัฒนาร่วมอยู่ดี  พัฒนาร่วมแปลว่า ฉันยินดีให้อีกฝ่ายเข้ามาร่วมลงทุนพัฒนา ร่วมใช้ประโยชน์ แต่ไม่ได้มีกรรมสิทธิ์ เป็นพื้นที่พัฒนาร่วม ปักปันเขตแดนยังต้องทำ-ทำไปเถอะ และมันใช้เวลา&amp;quot;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;u&gt;ไทยโพสต์&lt;/u&gt; : 20 ปีอาจไม่เสร็จด้วยซ้ำ
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;quot;สำหรับเราดูเหมือนมันง่ายๆ  ขีดเส้นก็จบ ความจริงมันไม่ได้ เรื่องรักชาติเป็นความคิดสมัยใหม่ คนในดินแดนติดกันเขาอยู่มาตั้งนาน ไม่รู้ด้วยซ้ำไปใครเป็นชาติอะไร  ฉันใช้ชีวิตของฉันยู่ตรงนี้มาตั้งนานแล้ว ถึงวันหนึ่งคุณมาขีดเส้นว่า ครึ่งหนึ่งของกระท่อมฉันเป็นของประเทศนี้ อีกครึ่งอยู่ฝั่งหนึ่ง เขาไม่เข้าใจหรอก 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เพราะฉะนั้นแนวคิดรักชาติสมัยใหม่ &lt;u&gt;ขีดแบ่งดินแดนทำให้เกิดปัญหา และก็ไม่ควรเล่นเกมนี้อีกต่อไป เกมนี้มันเกิดยุคล่าอาณานิคม&lt;/u&gt; มันต้องขีดเส้นกันว่านี่พื้นที่ฉัน  นี่พื้นที่เธอ คนสมัยก่อนพื้นที่ขอบๆ เป็นที่เข้าใจตรงกันว่าขอบ แต่ขอบที่ชัดๆ ไม่มี พอขยับมาใกล้ๆ ฝั่งนี้ก็บอกว่าอยู่ฝั่งนี้ พอใกล้อีกฝั่งก็เป็นของฝั่งนั้น แต่ตรงรอยตะเข็บ เขาไม่ใช้ความพยายามที่จะขีดเส้น
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ถ้าจะชัดอย่างมากคือชัดตรงด่าน เพราะจะได้รู้ว่าเข้า-ออกกันตรงไหน แต่ถ้าไม่ใช่ด่านก็ยากมาก เราไม่เคยถึงขั้นที่จะไปทำกำแพงเมืองจีนหรืออะไรกั้น ถามว่าใครจะไปลงทุนทำอย่างนั้น มันไม่คุ้ม  เรื่องใหญ่ไม่ใช่เรื่องเขตแดนว่าใครมีมากมีน้อย เรื่องใหญ่คือทำให้ผู้คนใน 2 พื้นที่มีสภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีจากการช่วยเหลือกันของทั้ง 2 ประเทศ&amp;quot;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;u&gt;ไทยโพสต์&lt;/u&gt; : ถ้าสลัดความคิดชาตินิยมเสีย เราจะเดินต่อไปอย่างไรในเรื่องปราสาทพระวิหาร
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;quot;เราต้องบอกว่า ปราสาทพระวิหารตอนนี้ขึ้นทะเบียนมรดกโลก ซึ่งมันต่อเนื่อง มาจากคำตัดสินของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ มติ  ครม.2505 เดินมาอย่างนี้แล้ว เรามีหน้าที่พัฒนาพื้นที่ทับซ้อนให้เป็นประโยชน์สูงสุด เลิกเรียกว่าพื้นที่ทับซ้อน เปลี่ยนเป็น&lt;u&gt;พื้นที่พัฒนาร่วม&lt;/u&gt;เสีย
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ให้มีการร่วมกันทั้ง 2 ฝ่าย คิดเรื่องประโยชน์ของ 2 ฝ่ายมากกว่าจะคิดว่าเป็นดินแดนของใคร พื้นที่ร่วมไม่ได้แปลว่ากรรมสิทธิ์ของใครนะครับ  ต้องยืนยันเรื่องนี้ก่อน  คนจำนวนมากที่มีความคิดเรื่องชาติสมัยใหม่ จะกังวลมากว่าตกลงมันเขตใคร ถ้าพื้นที่พัฒนาร่วม ก็ออกกฎพิเศษสำหรับพื้นที่พัฒนาร่วมสิ  จะไปยากอะไร  เหมือนพื้นที่พิเศษพัฒนาความร่วมมือ 2 ฝ่าย &lt;u&gt;เลิกยุ่งเรื่องเขตแดนและอธิปไตยเสีย&lt;/u&gt;&amp;quot;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;u&gt;ไทยโพสต์&lt;/u&gt; : แต่ตอนนี้คงจบไม่ง่ายเหมือนกับต้องไล่รัฐบาลก่อน
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;quot;ประเด็นนี้ไม่ยอมจบเพราะจะไล่รัฐบาล แต่เมื่อรัฐบาลไปแล้วจะจบได้หรือเปล่า เพราะมันถูกเปิดแผลและเริ่มลึกลงเรื่อยๆ  มันอาจจะลุกลาม ผมว่า&lt;b&gt;น่ากลัวและอยากให้ตระหนัก&lt;/b&gt; เพราะเราคิดสั้นมาก คิดสั้นว่ากูไล่ก่อน อย่างอื่นคิดทีหลัง&amp;quot;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;u&gt;ไทยโพสต์&lt;/u&gt; :  เขาทิ้งท้ายด้วยการหวนมามองปัญหาภายใน
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;quot;ที่น่ากลัวคือเรื่อง  3  อำนาจอธิปไตย อำนาจบริหารตอนนี้ คนไม่เชื่อรัฐบาล นิติบัญญัติแหล่งมาเดียวกัน คนไม่เชื่อสภาฯ เหลือตุลาการ  ตอนนี้ที่คุณสมัครเดินเกมอยู่ก็คือ &lt;u&gt;ดิสเครดิตตุลาการ &lt;/u&gt; สัปดาห์ก่อนออกมาติงศาลว่าก้าวละเมิดอำนาจบริหาร สัปดาห์ต่อมาตี ป.ป.ช. ตี ส.ว.ว่ามาจากการแต่งตั้ง เป็นผลพวงรัฐประหาร  &lt;b&gt;สรุปแล้วต่อไปบริหารเจ๊ง  นิติบัญญัติเจ๊ง ตุลาการไม่มีใครเชื่อถือ&lt;/b&gt; องค์กรอิสระไม่มีความน่าเชื่อถือ  ประเทศนี้อยู่ยังไง  
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ถ้าตัดสินอะไรไม่มีใครฟัง ก็ยกพวกตีกัน ปรากฏการณ์คนไปยืนหน้าศาลฎีกาตอนคดีคุณยงยุทธ   ขว้างปาตะโกนด่า ศาลต้องระมัดระวังมาก ที่จะไม่พาตัวเองไปสู่&lt;b&gt;จุดที่สุดท้ายคนไม่ยอมรับ&lt;/b&gt; ตอนนี้เหลือศาลอย่างเดียวแล้วนะและก็หมิ่นเหม่มาก 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
คำสั่งศาลปกครอง คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ มีคนออกมาให้ความเห็นเต็มไปหมด  ถ้าศาลเสียเครดิตมันจบ ไม่เหลืออะไรอีกแล้วประเทศนี้  ต่อไป&lt;b&gt;ศาลตัดสินอะไร คนก็จะไม่รับ&lt;/b&gt; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เมื่อมีพันธมิตรฯ ก็มีเสื้อแดง มันก็ตีกันอยู่อย่างนี้ &lt;b&gt;ถ้ามันลามไปทั่วประเทศล่ะ&lt;/b&gt;  คุณมีพันธมิตรฯ ฉันมี นปก. สุดท้ายมันก็ต้องตีกัน  เป็น 2 ขั้วที่วิ่งเข้ามาหากันตลอดเวลา เราหนีไม่พ้น  ตอนนี้เรื่องมันเดินไปแล้ว  ถามว่าจะไปหยุดตรงไหน  คือ&lt;b&gt;มันต้องปะทะกันจนกระทั่งมีคนออกมาบอกว่าหยุด&lt;/b&gt; &lt;b&gt;เราไม่อยากให้ไปถึงตรงนั้น แต่ต่างคนต่างยั่วกันให้มันไปถึงให้ได้&lt;/b&gt; &amp;quot;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;span style=&quot;font-size: 10pt; font-family: Tahoma; color: blue&quot;&gt;&lt;span lang=&quot;TH&quot;&gt;*รศ&lt;/span&gt;.&lt;span lang=&quot;TH&quot;&gt;ดร&lt;/span&gt;.&lt;span lang=&quot;TH&quot;&gt;พิภพ อุดร เป็นอาจารย์คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธ&lt;/span&gt;รรมศาสตร์&lt;/span&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;ที่มา&lt;/b&gt; - &lt;a href=&quot;http://www.thaipost.net/index.asp?bk=tabloid&amp;amp;iDate=20/Jul/2551&amp;amp;news_id=161257&amp;amp;cat_id=220100&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;ไทยโพสต์แทบลอยด์&lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;ข้อมูลเพิ่มเติม &lt;/b&gt;-&lt;span class=&quot;TextTitle&quot;&gt;&lt;a href=&quot;http://www.prachatai.com/05web/th/home/page2.php?mod=mod_ptcms&amp;amp;ID=12844&amp;amp;Key=HilightNews&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;มองจากมุมการบริหารจัดการ ไทยอยู่อย่างไรในสังคมโลก&lt;/a&gt; โดยดร.พิภพ อุดร ที่ประชาไท&lt;br /&gt;
&lt;/span&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;nbsp;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/article/20080720/558#comments</comments>
 <pubDate>Sun, 20 Jul 2008 13:49:36 +0700</pubDate>
 <dc:creator>ไท</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">558 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>พันธมิตรประชาชนเพื่อราชาธิปไตย?              </title>
 <link>http://www.arayachon.org/article/20080719/555</link>
 <description>&lt;p&gt;
อันที่จริงกรณีการเคลื่อนไหวของกลุ่มขบวนการทางการเมือง ที่เรียกตัวเองว่า “&lt;u&gt;พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย&lt;/u&gt;” ทั้งในระยะก่อนหน้ารัฐประหาร 19 กันยายน 2549 จนถึงสมัยนายสมัคร สุนทรเวชเป็นนายกรัฐมนตรีนี้ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ควรจะถือเป็นโอกาสหนึ่ง ที่หลายฝ่ายน่าจะได้พิจารณาอย่างจริงจัง ว่าถึงที่สุดแล้ว “&lt;b&gt;ระบบคิด&lt;/b&gt;” ที่กำกับอยู่เบื้องหลังการเคลื่อนไหวหรือที่กลุ่มพันธมิตรฯ นำมาใช้เคลื่อนไหวปลุกระดมมวลชนนั้น แท้จริงแล้วมีคุณูปการอย่างไรต่อสังคมไทยกันแน่? 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ในเมื่อประเด็นหลักสำคัญที่นายสนธิ ลิ้มทองกุลและคณะ นำมาใช้เคลื่อนไหวปลุกกระแสความเกลียดชัง รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งอย่างได้ผลนั้น ล้วนแต่เป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ“&lt;b&gt;ความกลัว&lt;/b&gt;” ต่างๆเกี่ยวกับ “&lt;b&gt;ชาติ&lt;/b&gt;” และ “&lt;b&gt;สถาบัน&lt;/b&gt;” 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
(ทั้งในด้านการผลิตซ้ำและขยายใหม่) ฉะนั้น เราจึงได้เห็นการโยงประเด็นปัญหาต่างๆเข้ากับกรอบความขลาดกลัวดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นประเด็นเรื่องของ&lt;b&gt;การไม่จงรักภักดี หมิ่นสถาบัน ขายชาติ จนถึงการเสียดินแดนเขาพระวิหาร&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่วนประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ  อันที่จริงสิ่งที่รัฐบาลสมัครเสนอขึ้นมานี้ ยังน้อยกว่าที่ควรจะเป็นอยู่มากนัก เพราะรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ไม่มีความชอบธรรมที่จะนำมาใช้ตั้งแต่แรก แม้ฝ่ายสนับสนุนและกลุ่มพันธมิตรฯ จะอ้างว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ผ่านการลงประชามติกันมา แต่ทุกคนต่างก็รู้ดีว่ารัฐประหาร 19 กันยา’ ต่างหาก ที่เป็นปัจจัยกำหนดการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
หลายกรณีเห็นได้ชัดว่าประเด็นจริงๆของกลุ่มพันธมิตรฯ อยู่ที่การล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตั้งแต่แรก และเป็นการปกป้องเจตนารมณ์ของการรัฐประหาร โดยหวังให้มีการเปลี่ยนรัฐบาลอีกครั้งด้วยวิถีทางดังกล่าวก็ตาม 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ในเมื่อปัญหาอยู่ที่ “ระบบคิด” ไม่ใช่ตัวบุคคลหรือกลุ่มขบวนการ การโต้กลับการเคลื่อนไหวลักษณะนี้ จึงไม่ควรใช้กลไกการปราบปรามของรัฐเอง เช่น ตำรวจ หรือทหาร เพราะจะยิ่งสร้างเงื่อนไขให้การเคลื่อนไหวตาม “ระบบคิด” ดังกล่าวมีความชอบธรรมยิ่งขึ้น 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ความอดทนอดกลั้นไม่ใช่แต่เพียงความจำเป็นเฉพาะหน้าเท่านั้น แต่นี่จะเป็นบทพิสูจน์อย่างหนึ่งของสิทธิความเป็นประชาธิปไตยของรัฐเองในระยะยาวด้วย แต่ดูเหมือนความวิตกกังวลของหลายฝ่ายจะเป็นในลักษณะว่า การประท้วงของกลุ่มพันธมิตรฯ จะนำมาซึ่งข้ออ้างในการก่อรัฐประหารขึ้นมาอีก
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
รัฐประหารเป็น&lt;b&gt;อาชญากรรมที่ร้ายแรง&lt;/b&gt;ต่อความเป็นประชาธิปไตย ความคิดที่สนับสนุนหรือนำไปสู่การรัฐประหาร ก็ควรถูกพิจารณาในลักษณะเดียวกัน! 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ถ้าไม่เปลี่ยนแนวคิดหรือไม่มีการต่อสู้ทางความคิดที่ได้ผลเพียงพอ โอกาสจะเกิดรัฐประหารรวม ทั้งการเคลื่อนไหวแบบกลุ่มพันธมิตรนี้ก็ยังจะมีอยู่ต่อไป!&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 กับการสร้างเงื่อนไขจากการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯ มีความเกี่ยวข้องกันอย่างแยกไม่ออก การตีความ “ชาติ” และ “สถาบัน” ของ คมช. และกลุ่มพันธมิตรฯ มีความสอดคล้องลงรอยกันเป็นอย่างดี นอกเหนือจากสายสัมพันธ์ระหว่างบุคคลที่เชื่อมต่อกันระหว่าง พล.อ. สพรั่ง กัลยาณมิตร และแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ทั้งหมดนี้เราถึงจำเป็นต้องพิจารณาดูที่มาที่ไปของการตีความ “ชาติ” และ “สถาบัน” ที่ทั้งคมช. และกลุ่มพันธมิตรฯ นำมาใช้อย่างได้ผล ทั้งหมดนี้ เราสามารถย้อนกลับไปพิจารณาดูจากประวัติศาสตร์ได้มากน้อยเพียงไหน? อะไรคือเงื่อนไขให้เกิดการเคลื่อนไหวตามแนวคิดการตีความดังกล่าว?&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่ผ่านมาความพยายามในการตีความ “ชาติ” ให้สัมพันธ์สอดคล้องกับ “สถาบัน” ในการเมืองไทยนั้นสามารถจำแนกอย่างหยาบ ๆ ได้เป็น 4 ยุคด้วยกัน ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;(1). 2475&lt;/b&gt; : ภายหลังจากเปลี่ยนระบอบการปกครอง ได้มีความพยายามของ&lt;b&gt;กลุ่มเจ้า&lt;/b&gt;ที่ต้องการเปลี่ยนระบอบการปกครอง ให้เอื้อต่อผลประโยชน์ของกลุ่มตน กลุ่มนี้ได้ขัดแย้งและช่วงชิงอำนาจนำกับคณะราษฎร จนนำไปสู่การปิดสภาโดยพระยามโนปกรณ์นิติธาดา รัฐประหาร พ.ศ. 2476 สงครามกลางเมืองระหว่างคณะราษฎรกับฝ่ายพระองค์เจ้าบวรเดชในปีเดียวกัน 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
โดยในการเคลื่อนไหวของฝ่ายต่อต้านคณะราษฎรครั้งนั้น ได้ชูประเด็นสำคัญเรา รู้จักกันดีในปัจจุบันคือ“&lt;b&gt; พระราชอำนาจ&lt;/b&gt; ” แต่จบลงด้วยความพ่ายแพ้ของฝ่ายต่อต้านเอง เป็นที่ทราบกันดีในภายหลังว่าการเคลื่อนไหวของกลุ่มกบฏบวรเดชนั้น ไม่ใช่จะรื้อฟื้นระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ขึ้นมาใหม่ แต่กลุ่มนี้ต้องการปรับปรุงโครงสร้างบางอย่าง เพื่อให้ “สถาบัน” ได้มีพื้นที่ทางอำนาจในการปกครองระบอบใหม่ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
“ความเป็นชาติ” ระหว่างกลุ่มบวรเดชและคณะราษฎร แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงด้วยเหตุประการนี้ เพราะการเคลื่อนไหวของคณะราษฎรนั้น ยืนยันชัดเจนว่า “&lt;b&gt;ประเทศเป็นของราษฎร ไม่ใช่ของกษัตริย์ดังที่เขาหลอกลวง&lt;/b&gt;”  แต่ขณะเดียวกัน คณะราษฎรก็ใช่จะต้องการเปลี่ยนสู่ระบอบสาธารณรัฐ ดังที่ฝ่ายตรงข้ามมักใช้โจมตี เพียงแต่ประเด็นข้อแตกต่างสำคัญนั้นอยู่ที่ “&lt;b&gt;พระราชอำนาจ&lt;/b&gt;” 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
คณะราษฎรไม่เห็นควรจะให้&lt;b&gt;สถาบันมีอำนาจครอบงำเหนือ “การเมือง” อีกต่อไป&lt;/b&gt; อำนาจบริหารควรตกเป็นของ&lt;b&gt;ผู้นำสามัญชนที่มาจากการเลือกตั้ง&lt;/b&gt; ตรงจุดนี้เอง ถูกขยายความโดยนักคิดนักเขียนและนักปาฐกถาจำนวนมาก เกี่ยวกับข้อเสนอเรื่องความจำเป็นที่&lt;b&gt;จะต้องแยกระหว่าง “ชาติ” กับ “สถาบัน” ออกจากกัน ยกพระองค์ไว้เป็นที่เคารพสักการะ ไม่ยุ่งเกี่ยวการเมือง&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;(2).2490-2500&lt;/b&gt; : สถานการณ์ ได้ผันเปลี่ยน ทำให้อำนาจนำทางการเมือง ได้เปลี่ยนมือจากคณะราษฎรเป็นฝ่ายตรงข้าม กลุ่มการเมืองที่เคยเคลื่อนไหวสัมพันธ์กับเหตุการณ์กบฏบวรเดชเมื่อปี พ.ศ. 2476 ได้กลับฟื้นมามีบทบาทอีกครั้งในการเมืองไทยระยะปี พ.ศ. 2490 ถึงทศวรรษ 2500 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
“&lt;b&gt;รัฐบาลในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว&lt;/b&gt;” และ “&lt;b&gt;ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข&lt;/b&gt;” จากเดิมที่เคยเป็นจริงแต่เพียงในนามเท่านั้น กลายเป็น “ความเป็นจริงทางสังคม” ในแง่ที่รัฐบาลเริ่มแสดงการกระทำเชิงสัญลักษณ์ว่า &lt;b&gt;ตนเป็นรัฐบาลที่มีสิทธิธรรมจากการเป็นตัวแทนของสถาบันในการบริหาร&lt;/b&gt; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เนื่องจากกลุ่มผู้นำระยะ 2490 ถึง 2500 ล้วนแต่มีปัญหาสิทธิธรรมตามระบบที่มีมาแต่ครั้ง 2475 พวกเขาไม่ได้รับเลือกจากราษฎรส่วนข้างมาก ตามจารีตที่มีขึ้นหลัง 2475 แต่คงอยู่ในอำนาจได้ก็ด้วยการรัฐประหาร ซึ่งแกนนำรัฐประหารต่างรู้ดีว่า ขณะนั้นกำลังเกิดเงื่อนไขใหม่ขึ้นในการเมืองไทยคือ การเสด็จนิวัติกลับพระนคร เป็นการถาวรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชในปี พ.ศ. 2494&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ต่อมาเราจึงเห็นได้ว่า ผู้นำเผด็จการทหาร ต่างอ้างความชอบธรรมจากสถาบัน กระทำการเชิงสัญลักษณ์ว่า ตนเป็นรัฐบาลในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว “ความเป็นชาติ” ที่เคยเป็นเพียงจินตนาการความฝัน ที่ไม่เคยถูกยอมรับมาปฏิบัติจริงของ&lt;b&gt;กลุ่มกบฏบวรเดช&lt;/b&gt;ถูกผลิตซ้ำและสร้างใหม่อย่างมากมายในยุคเผด็จการ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ดูเหมือนสิ่งนี้เองจะเป็นประสบการณ์ “ความจัดเจน” อย่างแท้จริงของสถาบันในยุคต่อมาว่า ผู้นำเผด็จการที่ขึ้นสู่อำนาจจากการรัฐประหารนั้น ไว้ใจได้ในเรื่องความจงรักภักดี แม้พวกนี้จะคอรัปชั่น คดโกงอย่างไร ก็ไม่ถูกนำมาเป็นประเด็น (อย่างน้อยก็ในระยะที่ยังอยู่ในอำนาจ) 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
อย่างไรก็ตามระยะเผด็จการครองอำนาจนี้เอง ความสัมพันธ์ระหว่างกลไกรัฐ (และความเป็นชาติ) ได้มีการเชื่อมต่อกับ “สถาบัน” ไว้หลายมิติด้วยกัน กระทั่งกล่าวได้ว่ารูปแบบรัฐที่นิยามความเป็น “ชาติ” หมายถึง&lt;b&gt;อำนาจสูงสุดเป็นของราษฎร ที่คณะราษฎรได้สร้างทำไว้นั้น ถูกยกเลิกเป็นอำนาจสูงสุดเป็นของสถาบันไปโดยปริยาย&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;(3) 14 ตุลา’ ถึงสงครามประชาชน&lt;/b&gt; : แม้ว่าการเคลื่อนไหวระยะแรกของขบวนการ 14 ตุลา’ นั้น จะยังคงอ้างอิง “พระราชอำนาจ” มาใช้ในการเคลื่อนไหว แต่ปรากฏว่า ขบวนการได้ขยายในเชิงคุณภาพแนวคิดสังคมนิยมจากพคท.(พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย) ได้เข้ามาชิงการนำของขบวนการ มีการรื้อฟื้นแนวคิดและบทบาทความสำคัญของขบวนการฝ่ายซ้ายไทยในอดีต การวิพากษ์สังคมไทยว่า เป็น “&lt;b&gt;กึ่งเมืองขึ้นกึ่งศักดินา&lt;/b&gt;” นำมาซึ่งการตั้งคำถามต่อบทบาทของรัฐบาลและสถาบันอย่างรุนแรง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“&lt;b&gt;ศักดินา&lt;/b&gt;” กลายเป็นตัวการสำคัญในทางประวัติศาสตร์ ที่เป็นอุปสรรคหยุดยั้งพัฒนาการความก้าวหน้าของสังคมไทย จากจุดนี้สงครามประชาชนได้เริ่มขึ้น นอกเหนือจากรัฐบาลได้ดำเนินการปราบปรามกำลังนักรบทปท. (กองทหารปลดแอกแห่งประเทศไทย) ในชนบทอย่างรุนแรง ตั้งแต่ยุทธการภูหลวงกลางปี พ.ศ. 2515 และอีกครั้งในปี พ.ศ. 2516 รัฐบาลจอมพลถนอมที่เคยมองกันว่าอ่อนแอนั้น กลับทุ่มเทกำลังคนและงบประมาณในการปราบปรามกำลังทปท.มากกว่ารัฐบาลเผด็จการก่อนหน้านั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฝ่ายสถาบันก็ยังทำการเคลื่อนไหวต่อต้านอย่างต่อเนื่อง พระองค์ทรงวิพากษ์วิจารณ์การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่รัฐในการปราบปราม พคท. ที่เน้นเฉพาะแต่กำลังอาวุธยุทโธปกรณ์เพียงอย่างเดียว ต่อมาทรงเสนอ&lt;b&gt;การปราบด้วยวิธีการเมืองมวลชนหรือที่รู้จักกันในศัพท์ “การเมืองนำการทหาร”&lt;/b&gt; ก่อนที่ประเสริฐ ทรัพย์สุนทร จะนำเสนอแนวคิดนี้มาเคลื่อนไหวในหมู่นายทหารเสียอีก &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การยุติบทบาทลงไปของพคท. จึงถือเป็นชัยชนะของฝ่ายสถาบัน ที่เชื่อมโยงกับการต่อสู้ของรัฐบาลในสถานการณ์สงครามประชาชน ความสำคัญของเหตุการณ์ “ป่าแตก” ที่ยังไม่ค่อยมีการกล่าวถึงกันมากนัก ก็คือเหตุการณ์นี้ นำมาซึ่งการล่มสลายของ “คู่ตรงข้าม” หรือศัตรูสำคัญของสถาบันมากกว่าอื่นใด 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
จากนั้นนับแต่ปี พ.ศ. 2525 เป็นต้นมา เราจึงได้เห็นการแพร่ระบาดของกระแสความนิยม ในตัวองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมากกว่ายุคใด ปราศจากซึ่งคู่ตรงข้ามที่สามารถท้าทายหรือมีพื้นที่ในการต่อต้านไปแล้วนั่นเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่ทว่า มรรคผลของการพยายามครอบงำเหนือรัฐ เพื่อใช้ในการปราบปรามฝ่ายตรงข้ามมาหลายปี ก็ทำให้ฝ่ายสถาบัน เห็นความจำเป็นที่ต้องกระทำการเยี่ยงนั้นต่อไป เพราะเห็นชัดแล้วว่ารัฐ (ที่ต่อเนื่องกับชาติ) มีความสำคัญอย่างยิ่ง ในการต่อสู้ช่วงชิงการนำจากประชาชน 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
“ข้าราชการ” จึงเป็น “&lt;b&gt;ข้า ‘ราช ’ การ&lt;/b&gt;” ต่อไป ไม่ยินยอมให้คนเหล่านี้มีสำนึกว่าตนเป็น “&lt;b&gt;ข้าราษฎร&lt;/b&gt;” ตามเจตนารมย์ของ ๒๔๗๕ อีกต่อไป และระยะนี้เองนายทหารระดับคุมกำลัง ต่างถือตัวว่าเป็น&lt;b&gt;ทหารของในหลวง&lt;/b&gt;และถือว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเป็น “&lt;b&gt;จอมทัพ&lt;/b&gt;” อย่างแท้จริง ไม่ใช่แต่เพียงการยกย่องโดยนามเท่านั้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายผู้กุมอำนาจรัฐ/ชาติ(เช่น นายกรัฐมนตรี) กับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ยังเป็นไปอย่างราบรื่น เพราะระยะดังกล่าวนี้นายกรัฐมนตรีคนสำคัญที่ครองอำนาจยาวกว่าใคร ได้แก่ พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ ผู้ซึ่งทำให้ประชาชนและนายทหารมีนายกเป็น “ป๋า” (ป๋าเปรม?) นับจากเคยมีนายกเป็น “พ่อ” ในสมัยจอมพลสฤษดิ์ (พ่อขุน?) 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ระบอบป๋ารับใช้สถาบันอย่างเต็มที่ “&lt;b&gt;ในหลวงมาก่อนประชาชน&lt;/b&gt;” และ “&lt;b&gt;ในหลวงก็คือชาติ&lt;/b&gt;”&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;br /&gt;
(4) พฤษภาคม 2535&lt;/b&gt; : การ นำพล.อ. สุจินดา คราประยูร กับพล. ต. จำลอง ศรีเมือง เข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโดยพลอ.เปรม ติณสูลานนท์ ทั้งที่ปกติต้องเป็นหน้าที่ของราชเลขาธิการ สร้างภาพเป็นบวกแก่สถาบันอย่างสูง กลายเป็นว่าปัญหาความขัดแย้งและการต่อสู้ของประชาชน ในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 2535 นั้นจบลงก็ด้วยพระบารมี 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ดูประหนึ่งว่าสังคมไทย มีสิ่งซึ่งเป็นกลางที่สำคัญสูงสุด ท่ามกลางความขัดแย้งที่ยากแก่การประนีประนอม แต่ก็มีการตั้งข้อสังเกตว่า บทบาทของพระองค์ในเหตุการณ์ครั้งนั้น ปรากฏออกมาในระยะที่สถานการณ์ต่อสู้กำลังเป็นไป โดยที่ฝ่ายประชาชนค่อนข้างจะเป็นฝ่ายได้เปรียบ สุจินดาและระบอบ รสช.กำลังพบจุดจบอยู่รอมร่อ การแสดงบทบาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กลับทำให้ฝ่ายเผด็จการ &lt;b&gt;ได้รับผลกรรมจากการเข่นฆ่าประชาชนน้อยกว่าที่ควรจะเป็น&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากที่เหตุการณ์พฤษภาคม 2535 จบลงเช่นนั้น ฝ่ายรัฐและการเมือง ถูกมองถูกรับรู้ด้วยภาพของความขัดแย้งความรุนแรง ฯลฯ ขณะที่ภาพลักษณ์และความทรงจำ เกี่ยวกับบทบาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในสถานการณ์การต่อสู้ทางการเมืองเป็นตรงกันข้าม ทรงถูกทำให้เป็น&lt;b&gt;ศูนย์รวมของความรู้สึกในชาติ&lt;/b&gt; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ชาตินิยมจากเดิมที่เคยเป็นพลังอำนาจอย่างหนึ่งของรัฐประชาชาติ รัฐซึ่งมีนิยามอย่างกว้างว่า อำนาจสูงสุดในทางการเมืองการปกครองเป็นของประชาชน ลุถึงทศวรรษ 2540 ชาตินิยมได้ผูกติดแนบแน่นกับผลประโยชน์ของสถาบัน ซึ่งก็เป็นอันสรุปได้ว่า ความพยายามในช่วงที่ผ่านมาของเหล่าบรรดา&lt;b&gt;นักกษัตริย์นิยม&lt;/b&gt; ประสบผลสำเร็จในการชี้นำให้สังคมเห็นว่า &lt;b&gt;ผลประโยชน์ของสถาบันนั้นเป็นอย่างเดียวกับผลประโยชน์ของชาติ&lt;/b&gt; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
หรือกล่าวอีกนัยคือ &lt;b&gt;ผลประโยชน์ของคนบางหมู่เหล่า ถูกเกลื่อนกลบด้วยข้ออ้างว่าเป็นผลปร