<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<rss version="2.0" xml:base="http://www.arayachon.org" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
<channel>
 <title>บทความ</title>
 <link>http://www.arayachon.org/article</link>
 <description></description>
 <language>th</language>
<item>
 <title>กำเนิด &quot;แดงใหม่&quot; (ของแท้)</title>
 <link>http://www.arayachon.org/article/20120205/2048</link>
 <description>&lt;p&gt;
นิยายเรื่อง &amp;quot;ล้มเจ้า&amp;quot; ที่แพร่หลายอยู่ในเวลานี้ มีหลายเรื่องที่จับได้ว่า ผู้เขียนนั่งเทียนร่ายยาว และใช้ทฤษฎีจับแพะชนแกะ ด้วยหวังผลการโฆษณาทางการเมืองของกลุ่มตัวเอง กลุ่มไม่เอาเจ้าตัวจริง ที่ได้มีการสถาปนาองค์การการนำมาแล้ว 69 ปี คือ พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ปัจจุบัน อดีตสมาชิก พคท. แตกแยกความเห็นออกเป็น 2 กลุ่ม โดยกลุ่มแรกยังถือว่า องค์การการนำ พคท.ยังดำรงอยู่ แต่มีการปรับเปลี่ยนยุทธวิธีการต่อสู้ใหม่ ไม่ต่อสู้ด้วยอาวุธ ศัตรู 3 ตัว &amp;quot;นายทุน ขุนศึก ศักดินา&amp;quot; เป้าหมายทางยุทธศาสตร์เดิม ก็ถูกรวบให้เหลือตัวเดียว คือ &amp;quot;ทุนนิยมผูกขาด&amp;quot; ที่ต้องทำลายให้สิ้นซาก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มที่สอง มองว่า คณะกรรมการบริหารกลางชุดที่ 4 &amp;quot;ได้สูญสิ้นและหมดสภาพการเป็นองค์การการนำไปแล้ว&amp;quot;  เมื่อเร็วๆ นี้ อดีตสมาชิก พคท.กลุ่มหลังได้เขียนบทความผ่านนิตยสารคนเสื้อแดง โดยระบุว่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;quot;ทุกวันนี้ กล่าวได้ว่า องค์การจัดตั้งของ พคท. น่าจะยังไม่เป็นตัวเป็นตน แต่ชาว พคท. ที่ยังยึดมั่นในอุดมการณ์ กำลังศึกษาลักษณะสังคมไทยอย่างขะมักเขม้น ละเอียดรอบคอบ และศึกษาสถานการณ์โลกาภิวัตน์แห่งทุนนิยมโลก...&amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นั่นหมายความว่า องค์การการนำ &amp;quot;ยังไม่เป็นตัวเป็นตน&amp;quot; ส่วนพวกที่ประกาศตัวว่าเป็น &amp;quot;จัดตั้ง&amp;quot; ในวันนี้ คือ &amp;quot;พวกลัทธิแก้&amp;quot; (แก้ลัทธิมาร์กซ์-เลนิน) และเป็นพวกฉวยโอกาสเอียงขวา กลุ่มที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นลัทธิแก้ ยังยืนยันในอุดมการณ์เดิม เพียงแต่วิเคราะห์สังคมไทยต่างกัน จึงกำหนดเข็มมุ่งไม่เหมือนกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากการศึกษาสังคมไทยในระยะใกล้อย่างขะมักเขม้น  อดีตสมาชิก พคท.กลุ่มที่อ้างว่าไม่ใช่พวกลัทธิแก้ จึงสรุปในเบื้องต้นว่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;quot;สังคมไทยปัจจุบันเป็น&lt;b&gt;สังคมทุนนิยม (ยังไม่สมบูรณ์) ที่มีทุนผูกขาดศักดินาเหนือรัฐ และมีอิทธิพลจักรวรรดินิยมครอบงำอยู่&lt;/b&gt;&amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากวันที่ก่อตั้ง พคท.เมื่อ 69 ปีที่แล้ว คณะกรรมการกลางชุดแรก วิเคราะห์สังคมไทยว่าเป็น &amp;quot;กึ่งเมืองขึ้น กึ่งศักดินา&amp;quot; ศัตรูที่จะต้องถูกโค่นล้ม จึงเป็น &amp;quot;ศัตรู 3 ตัว&amp;quot; ดังที่กล่าวมาแล้ว ปัจจุบัน สังคมไทยยังมี &amp;quot;ทุนผูกขาดศักดินาเหนือรัฐ&amp;quot; และมีอิทธิพล &amp;quot;จักรวรรดินิยม&amp;quot; หรือ &amp;quot;ทุนนิยมบริวาร&amp;quot; ดำรงอยู่ ใครคือมิตร ใครคือศัตรู จึงต้องกำหนดใหม่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;quot;ชาว พคท. ต้องสามัคคีกับพลังที่ก้าวหน้าในสังคมไทย ไปทำลายอำนาจอิทธิพลศักดินาและจักรวรรดินิยม สนับสนุนทุนนิยมที่ก้าวหน้า&amp;quot; ดังนั้น &amp;quot;มิตร&amp;quot; ของชนกรรมาชีพไทย ก็คือ ทุนนิยมที่ก้าวหน้า ! &amp;quot;ศัตรู&amp;quot; ก็หนีไม่พ้นสิ่งที่เรียกว่า &amp;quot;ศักดินา&amp;quot; และ &amp;quot;จักรวรรดินิยม&amp;quot;! &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การวิเคราะห์สังคมไทย ก็จะนำไปสู่การกำหนดมิตรและศัตรู รวมถึงวางเข็มมุ่งในการต่อสู้ เพื่อบรรลุเป้าหมายในระยะแรก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;quot;พัฒนาประเทศไทยให้เป็นทุนนิยมที่มีประชาธิปไตย สร้างเงื่อนไขทางวัตถุและทางจิตใจ เพื่อก้าวไปสู่สังคมที่มีประชาธิปไตยอย่างสมบูรณ์ ปกครองด้วยนิติรัฐที่แท้จริง ประชาชนอยู่ดีกินดีอย่างถ้วนหน้า&amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ใครคือทุนนิยมที่ก้าวหน้า เป็นหลักคิดใหม่ในขบวนการคอมมิวนิสต์ไทย เพราะที่แล้วมา มีแต่กำหนดให้ &amp;quot;นายทุนชาติ&amp;quot; เป็นแนวร่วมชั้นสูง ชาว พคท.มิได้ระบุว่า ทุนนิยมที่ก้าวหน้าในเมืองไทยมีใครบ้าง แต่ก็รับรู้กัน &amp;quot;วงใน&amp;quot; ว่าเป็น &amp;quot;อดีตนายกรัฐมนตรี&amp;quot; ที่ถูกกลั่นแกล้งทำร้ายจากฝ่ายอำมาตย์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หากพิจารณาให้ดี แนวคิดของชาว พคท.กลุ่มที่อ้างว่าไม่ใช่ลัทธิแก้ จะคล้ายกับแนวทางปฏิวัติประชาธิปไตยหรือการเปลี่ยนผ่านอย่างสันติ ตามที่ &amp;quot;สุรชัย แซ่ด่าน&amp;quot; เคยนำเสนอไว้ มันเป็นเพียงความเคลื่อนไหวลึกๆ ที่ซุ่มซ่อนอยู่ใน &amp;quot;ขบวนการเปิด&amp;quot; ถ้าฝ่ายตรงข้ามตามไม่ทัน และใช้ชุดความคิดโบราณมาตอบโต้ ก็อาจพลาดท่าตกหลุมพราง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หากแยกมิตรแยกศัตรูไม่ถูก แถมใช้ความคิด &amp;quot;อภิปรัชญา&amp;quot; มาชี้นำ มันก็แพ้ตั้งแต่ยังไม่ทันชักดาบออกจากฝัก !
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;br /&gt;
ที่มา &lt;a href=&quot;http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/opinion/politic-view/20120203/433864/news.html&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;คอลัมน์ แกะรอยการเมือง กรุงเทพธุรกิจ 3 กพ. 2555&lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;nbsp;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/article/20120205/2048#comments</comments>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/443">CPT</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/284">politics</category>
 <pubDate>Sun, 05 Feb 2012 17:50:10 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">2048 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>อมตภาพของสมบูรณาญาสิทธิราชย์</title>
 <link>http://www.arayachon.org/article/20120121/2045</link>
 <description>&lt;p&gt;
การปฏิวัติที่ไม่เสียเลือดเนื้อในปี 2475 ทำให้ประเทศสยามสามารถล้มเลิกระบอบการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่มีอายุนับร้อยปี แล้วแทนที่ด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีรัฐธรรมนูญได้สำเร็จ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ในฐานะที่เป็นประเทศเดียวในภูมิภาคนี้ที่ไม่เคยตกเป็นอาณานิคม (อย่างเป็นทางการ) ของมหาอำนาจตะวันตก สิ่งนี้เองที่ทำให้สยามมีความภาคภูมิใจในอิสรภาพเป็นอย่างมาก 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
นักประวัติศาสตร์ฝ่ายอนุรักษ์นิยมส่วนใหญ่เห็นว่า เกียรติยศของสยามประเทศดังกล่าว ล้วนได้มาด้วยพระปรีชาสามารถและวิสัยทัศน์อันกว้างไกลของบูรพกษัตริย์ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (2411 - 2453) ซึ่งปกครองราชอาณาจักรในช่วงที่กระแสการล่าอาณานิคมในเอเชียตะวันออกเฉียง ใต้ขึ้นสู่จุดสูงสุด กลยุทธ์อันแยบคายในการบริหารความสัมพันธ์กับมหาอำนาจนอกราชอาณาจักรของพระองค์นั้น ได้รับการยกย่องสรรเสริญเป็นอย่างมาก 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
อย่างไรก็ตาม พระปรีชาสามารถที่ยากจะหาผู้เปรียบได้ของพระองค์ กลับก็ไม่สามารถรับประกันความยั่งยืนของระบอบราชาธิปไตยได้ เพียง 22 ปีหลังการสวรรคตของพระจุลจอมเกล้าฯ ประเทศไทยก็ได้พานพบกับการล่มสลายของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ในสองรัชสมัยถัดมาคือ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (2453-2468) และพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (2468-2478) ได้แสดงให้เห็นว่า ไม่สามารถปรับตัวให้เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงของสภาวการณ์ทางการเมืองได้ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
จนถึงวันนี้เกือบ 80 ปีผ่านไปแล้วนับจากการล่มสลายของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ แม้พระมหากษัตริย์ในรัชกาลปัจจุบัน จะทรงประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูงในการฟื้นฟูและเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับสถานภาพและพระราชอำนาจของสถาบันกษัตริย์ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่การแปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่เกิดขึ้น นับตั้งแต่รัฐประหารในปี 2549 นั้น ได้สร้างความสั่นคลอนให้กับสถาบันกษัตริย์ คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ สถาบันกษัตริย์จะสามารถพิสูจน์ให้เห็นถึงความยืดหยุ่น และที่สำคัญกว่าคือความยึดโยงกับสังคมไทยสมัยใหม่อยู่ต่อไปได้หรือไม่ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ทั้งนี้ หากมองไปรอบๆ ตัวเราจะพบว่า ระบบราชาธิปไตยของหลายๆ ประเทศในโลกต่างประสบชะตากรรมในทำนองเดียวกันเพียงเพราะว่าไม่สามารถอยู่ร่วมกับระบอบประชาธิปไตยได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บทความนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่ออธิบายถึง บทบาทของสถาบันกษัตริย์ไทยต่อบริบททางการเมือง โดยต้องการคลายปมปัญหาสำคัญข้อหนึ่งที่ว่า :&lt;b&gt; อะไรคือมรดกตกทอดของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และสิ่งนี้ได้หล่อหลอมวัฒนธรรมทางการเมืองไทยในหลายปีที่ผ่านมาอย่างไร &lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เราอาจพูดได้ว่า ถึงแม้ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ จะได้ล่มสลายไปหลายทศวรรษ แล้ว แต่ยังคงมีผลกระทบครอบงำองคาพยพทางการเมืองไทยอย่างยิ่งยวด อาจถึงขนาดที่เป็นอุปสรรคต่อกระบวนการประชาธิปไตย และตอกย้ำให้ความแตกแยกทางการเมืองที่กำลังขยายตัวแตกร้าวหนักยิ่งขึ้น 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
นี่คือหนึ่งในมูลเหตุเบื้องหลังความรุนแรงทางการเมือง ที่เกิดขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ การก้าวขึ้นสู่อำนาจของ พตท ทักษิณ ชินวัตร ในปี 2544 ถูกมองว่าเป็นภัยคุกคามต่ออมาตยชน วิธีหนึ่งที่ใช้จัดการกับภัยคุกคามนี้ได้คือการกล่าวหาว่าทักษิณกำเริบเสิบสาน และไม่จงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ในกระบวนการนี้ กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพได้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญเพื่อจัดการกับฝ่ายตรงข้ามและผู้มีความเห็นต่างทางการเมือง แต่&lt;b&gt;การใช้สถาบันกษัตริย์เป็นเครื่องมือทางการเมืองนั้นกลับส่งผลในทางตรงกันข้าม กล่าวคือ ได้ส่งผลให้สถาบันกษัตริย์อ่อนแอลงอย่างมาก&lt;/b&gt; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
บทความนี้เสนอแนะว่า การจะรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ให้ยืนยงสืบไปได้นั้น ฝ่ายราชานิยมต้องยินยอมพร้อมใจ&lt;b&gt;ให้มีการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์อย่างแท้จริง รวมถึงกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพที่มีความล้าหลัง&lt;/b&gt; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
กลุ่มราชานิยมจะต้องเลิกสมมติอย่างทึกทักไปเองฝ่ายเดียวว่า สถาบันกษัตริย์ยังได้รับความจงรักภักดี (โดยปราศจากคำถาม) จากคน ไทยทุกคน—ซึ่ง&lt;b&gt;นี่อาจจะไม่เป็นความจริงอีกต่อไปแล้ว&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;วิญญาณหลอนของสมบูรณาญาสิทธิราชย์&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แม้ว่าระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์จะจบสิ้นไปนานแล้ว แต่อิทธิพลของระบอบนี้ยังคงมีอยู่อย่างท่วมท้นและทรงพลานุภาพยิ่ง หากมองย้อนกลับไป จุดประสงค์ดั้งเดิมของการเลิกล้มระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์นั้น ก็เพื่อยกเลิกรูปแบบการปกครองที่ถือว่าไม่มีอารยะ และเพื่อให้สยามรับแนวคิดการปกครองแบบประชาธิปไตย 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่ฝ่ายราชานิยมกลับตระหนักถึงความจำเป็นที่จะรักษาไว้ ซึ่งลักษณะบางประการของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เพื่อช่วยปกป้องสถานะทางอำนาจที่พวกเขาเคยมี 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ปัจจุบัน มีมุมมอง 2 ด้านของสถาบันกษัตริย์ที่ขัดแย้งกันอยู่ –ซึ่งมุมมองเหล่านี้เป็นตัวกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างกษัตริย์กับพสกนิกร ในด้านหนึ่งเป็นมุมมองแบบมาตรฐานทั่วไปต่อสถาบันกษัตริย์ ในด้านนี้จะเน้นให้เห็นถึงคุโณปการของสถาบันกษัตริย์ที่มีต่อประเทศ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
โดยหลักก็คือ การเป็นศูนย์รวมใจชาวไทยทั้งชาติและเป็นผู้ปกป้องบูรณภาพของแผ่นดิน จากงานวิจัยที่ชื่อ Saying the Unsayable: Monarchy and Democracy in Thailand (2010) ของ Soren Ivarsson และ Lotte Isager อธิบายว่า 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ในมุมมองแบบปกติทั่วไปนั้น &lt;b&gt;กษัตริย์คือผู้ปกปักษ์รักษาทั้งจารีตประเพณี ชาติ และ ประชาธิปไตย&lt;/b&gt;; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
คือนักพัฒนาของคนไทยทุกหมู่เหล่าที่ทรงมีความเป็นสมัยใหม่ คอยให้คำแนะนำแก่รัฐบาล ให้ความดูแลทุกข์สุขแก่พสกนิกรของพระองค์ และเป็นสถาบันที่หล่อหลอมวัฒนธรรมการเมืองและสังคมไทย เฉกเช่นเดียวกับที่ “ข้าว”เป็นอาหารหลักของคนไทยมาช้านาน 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่ในขณะเดียวกัน พระราชอำนาจอันทรงพลานุภาพที่ถูกปกป้องไว้ด้วยเกราะกำบังของกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพนั้น ก่อให้เกิดมุมมองอีกด้านหนึ่งต่อสถาบันกษัตริย์ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ด้านนี้สะท้อนถึงความเชื่อที่ว่า พระราชอำนาจที่ยิ่งใหญ่อาจเป็นอุปสรรคต่อพัฒนาการทางประชาธิปไตย การยกย่องสรรเสริญพระราชอำนาจของฝ่ายราชานิยมอย่างล้นเกินนั้น ถูกมองว่า อาจเป็นการลดความสำคัญของสถาบันการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
กลุ่มราชานิยมได้ร่วมมือจากนักประวัติศาสตร์อนุรักษ์นิยมและสื่อที่ทรงอิทธิพล ในการสร้างภาพด้านลบต่อสภาพการเมืองของไทย ซึ่งแปดเปื้อนไปด้วยนักการเมืองเลวร้ายและไร้ศีลธรรม 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
สำหรับพวกเขาแล้ว ข้อบกพร่องของระบบการเมืองไทย ไม่ได้เกิดจากการเข้ามาแทรงแซงของสถาบันอำนาจนอกระบบรัฐสภา แต่เกิดจากการบรรดานักการเมืองที่ไร้ความรับผิดชอบและไร้จริยธรรมต่างหาก 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
จากทัศนคติที่เชิดชูสถาบันกษัตริย์นี้ จุดจบของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์จึงไม่ได้หมายถึง การจบสิ้นของพระราชอำนาจของสถาบันกษัตริย์ ในทางตรงข้าม กลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของวัฒนธรรมการเมืองแบบใหม่ ซึ่งฝ่ายราชานิยมได้อ้างสิทธิโดยธรรม ในการเข้าแทรกแซงทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง เมื่อใดก็ตามที่พวกเขาเห็นว่ามีความจำเป็น 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แม้ว่าสิ่งที่พวกทำ (อาทิ การปกป้องผลประโยชน์ทางการเมืองของตน) นั้น&lt;b&gt;อาจจะมีความเลวร้าย ไม่น้อยไปกว่าสิ่งที่ฝ่ายตรงข้ามของพวกเขาทำก็ตาม&lt;/b&gt; วิญญาณของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ จึงยังคงตามหลอกหลอนการเมืองไทยตราบจนทุกวันนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ก่อนอื่น มีความจำเป็นอย่างมากที่จะต้องอธิบายให้กระจ่าง ณ จุดนี้ว่า เมื่อพูดถึง “สถาบันกษัตริย์” คำนี้ไม่ได้หมายความถึงพระมหากษัตริย์ พระราชินี หรือพระบรมวงศานุวงศ์ ในเชิงบุคคลแต่อย่างเดียว 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่คำนี้มีหมายความถึงองคาพยพทั้งหมดที่เกาะเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งหมายรวมถึง ราชนิกุล องคมนตรี (ที่ปรึกษาและผู้ปฏิบัติงานรับใช้เบื้องพระยุคลบาท) รวมถึงฝ่ายราชานิยม ซึ่งได้ปวารณาตัวที่จะปกป้องสถาบันกษัตริย์ในทุกภาคส่วนของสังคม เช่น กองทัพ หน่วยงานราชการ พรรคการฝ่ายเมืองฝ่ายราชานิยม และกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ด้วย 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
กลุ่มราชานิยมนี้ แม้ว่าจะมีจุดยืนร่วมกันในการรักษาไว้ซึ่งพลานุภาพของพระราชอำนาจ แต่ก็ไม่ได้มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน พวกเขามีผลประโยชน์ มีแนวคิด มีมุมมองทางการเมืองที่แตกต่างกันออกไป 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ในงานวิจัยที่ชื่อ “Network Monarchy and Legitimacy Crisis in Thailand” ซึ่งจัดพิมพ์โดย Pacific Review ในปี 2548 ศ. Duncan McCargo นักวิชาการชาวอังกฤษได้เรียกองคาพยพทั้งหมดนี้ว่า “&lt;b&gt;Network Monarchy&lt;/b&gt;” หรือ “เครือข่ายสถาบันกษัตริย์” 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
McCargo เสนอว่า วิธีที่ดีที่สุดที่จะเข้าใจการเมืองไทยก็คือ การมองผ่านมุมมองของเครือข่ายอำนาจหลากหลายที่มีปฏิสัมพันธ์ต่อกัน มีการต่อรองอำนาจกัน หรือแม้แต่มีการขัดแย้งกันต่อกัน 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ซึ่งสำหรับเขาแล้ว ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมานี้ เครือข่ายอำนาจที่ทรงอิทธิพลที่สุดในประเทศไทยคือ &lt;b&gt;เครือข่ายสถาบันกษัตริย์ ซึ่งมีพระมหากษัตริย์อยู่บนส่วนยอดของเครือข่าย&lt;/b&gt; มีฝ่ายบริหารที่นำโดย&lt;b&gt;พลเอกเปรม ติณสูลานนท์&lt;/b&gt; อดีตผู้บัญชาการกองทัพและอดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งในปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานองคมนตรี 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
อย่างไรก็ดี แม้แต่ก่อนที่จะมีการก่อตั้งเครือข่ายสถาบันกษัตริย์นี้ กลุ่มกษัตริย์นิยมในรุ่นก่อน ได้มีความพยายามรักษาไว้ซึ่งมรดกของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ควบคู่ไปกับความต้องการสถาปนาระบอบประชาธิปไตยรูปแบบใหม่ หรือที่เรียกว่าเป็นประชาธิปไตยแบบไทย (Thai-style democracy) ที่ยังวนเวียนอยู่รอบพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
หรือพูดให้ง่ายก็คือ แม้ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์จะสิ้นชีพไปแล้ว แต่คุณลักษณะหลายด้านของระบอบนี้ยังคงอยู่รอดปลอดภัย และได้รับการปกป้องรักษาไว้เป็นอย่างดี 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
จากบทความเรื่อง “มรดกของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์” ของ ศ. ดร. ธงชัย วินิจจะกูล ที่ปรากฏในวารสารฟ้าเดียวกัน ได้กล่าวไว้ว่า จนถึงปัจจุบัน คตินิยมทางสังคมและทางการเมือง ความรู้ทางประวัติศาสตร์ ภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ชุดความคิด และสถาบันพระมหากษัตริย์เองนั้น 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ต่างก็ฝังรากยึดโยงอยู่กับระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ทั้งสิ้น อย่างไรก็ตาม การสนับสนุนให้ สถาบันกษัตริย์มีบทบาทเป็นแบบอย่างของวิถีชีวิตคนไทยนั้น เปรียบเสมือนดาบสองคมที่ส่งผลทางลบต่อพัฒนาการการเมืองของประเทศไทย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เนื่องจากการสรรเสริญเยินยอพระเกียรติและกระบวนการ&lt;b&gt;ยกสถาบันให้มีความศักดิ์สิทธิ์เยี่ยงเทวราช&lt;/b&gt;อย่างไม่หยุดหย่อน ตลอดรัชสมัยของรัชกาลปัจจุบัน ส่งผลให้เกิดสายใยที่แนบแน่นระหว่างสถาบันกษัตริย์กับสังคมและการเมือง ทำหน้าที่เสมือนราวกับว่าเป็น “เรือนจำ” ที่กักขังไม่ให้คนไทยสามารถแสดงความคิดเห็นที่ต่างไปจากกรอบคิดกระแสหลัก 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
“การคิดนอกกรอบ” กลายเป็นสิ่งต้องห้ามเนื่องจาก มันอาจคุกคามต่อสถานะของเครือข่ายสถาบันกษัตริย์ คนที่ละเมิดข้อห้ามดังกล่าวมากมาย ถูกลงทัณฑ์ที่มีโทษจำคุกสูงสุดถึง 15 ปีตามกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพซึ่งมีบทลงโทษรุนแรงที่สุดในโลก 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ซึ่งเป็นเรื่องน่าขันที่คุณจะพบการลงโทษแบบนี้เฉพาะในประเทศที่อ้างตัวเองว่าเป็นดินแดนแห่งเสรีภาพ (“ประเทศไทย”มีความหมายตามตัวอักษรว่า “ดินแดนแห่งเสรีภาพ”) เท่านั้น 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
กรอบดังกล่าวครอบคลุมตั้งแต่เรื่องสัพเพเหระไปจนถึงกฎเกณฑ์สำคัญ จากต้องยืนตรงในโรงภาพยนตร์เมื่อเพลงสรรเสริญพระบารมีบรรเลงขึ้น จนถึงการยืนตรงเคารพธงชาติทุกๆ 8 โมงเช้า และ 6 โมงเย็นเมื่อเพลงชาติถูกบรรเลงออกอากาศ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ที่สำคัญที่สุดก็คือ ประชาชนจักต้องไม่แสดงการขัดขืนหรือต่อต้านเมื่อต้องเผชิญกับการแทรกแซงทางการเมืองอย่างโจ่งแจ้งของฝ่ายราชานิยมที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทัพ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ล่มสลายลงแล้ว แต่กลุ่มราชานิยมและกลุ่มชนชั้นสูงสามารถเอาตัวรอดได้อย่างปลอดภัย ซึ่งหนึ่งในกลยุทธ์การเอาตัวรอดของคนกลุ่มนี้คือ &lt;b&gt;การสร้างความเชื่อที่ว่า ประเทศชาติจำเป็นต้องเลือกรับเฉพาะแนวคิดที่เหมาะสมกับประเทศเท่านั้น&lt;/b&gt; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
โดยเฉพาะแนวคิดที่มีต้นกำเนิดจากต่างชาติ แนวคิดจากชาติตะวันตก เช่นว่า ประชาธิปไตยนั้น จะต้องถูกนำมาปรับเปลี่ยนให้เข้ากับความเชื่อ วัฒนธรรม ชุดความคิด และขนบธรรมเนียมประเพณีของท้องถิ่นดั้งเดิม ไม่อย่างนั้นแล้ว&lt;b&gt;ประเทศไทยจะสูญเสียเอกลักษณ์ที่เรียกว่า “ความเป็นไทย” &lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่เราต้องตั้งข้อสังเกตว่า หลักการเรื่องความเป็นไทยนี้ที่เป็นส่วนหนึ่งขององค์ประกอบหลักของประเทศไทย ได้แก่ ชาติ ศาสนาพุทธ และพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นวาทกรรมที่ได้รับการสร้างขึ้นครั้งแรกในรัชกาลพระมงกุฎเกล้าฯ นั้น ก็ถูกใช้เพื่อประโยชน์ทางการเมืองมาตลอด โดยเฉพาะในการอนุรักษ์ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ให้ยืนนานต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;เหล้าเก่าในขวดใหม่&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลังจากยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์มานั้น ไทยประกาศใช้การปกครองแบบประชาธิปไตย แต่ก็เป็นประชาธิปไตยแค่เปลือกนอกเท่านั้น แก่นแท้ในนั้นยังคงมีอุดมการณ์แบบกษัตริย์นิยม ฝังไว้ต่างจากภาพที่เห็นจากภายนอก 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
นี่คือสิ่งที่คนไทยส่วนมากเรียกว่า “&lt;b&gt;ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข&lt;/b&gt;” กล่าวคือ แม้จะมีรูปแบบที่เป็นประชาธิปไตย แต่ฝ่ายราชานิยม ก็ยังคงมีบทบาทสำคัญในทางการเมือง 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขนั้น ได้ถูกนฤมิตขึ้นให้สอดรับกับทัศนะของคนกรุงเทพฯ เป็นหลัก รวมถึงการสร้างประวัติศาสตร์ราชาชาตินิยม และความเชื่อที่ว่า พุทธศาสนาคือศาสนาประจำชาติ โดยความเชื่อเหล่านี้ ล้วนมีสถาบันกษัตริย์เป็นองค์ประกอบที่ขาดไม่ได้ ทำหน้าที่ผูกโยงชุด ความคิดที่ต้องการให้ประชาชนยอมรับอย่างไม่มีเงื่อนไข 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ผลที่ตามมาก็คือ ฝ่ายราชานิยมประสบความสำเร็จเบื้องต้น ในการสร้างรัฐไทยที่เป็นหนึ่งเดียว (unitary state) ซึ่งให้ความสำคัญกับสถาบันกษัตริย์อย่างท่วมท้น ยกตัวอย่างเช่น บทบาทของกษัตริย์ในการปกป้องอิสรภาพและอธิปไตยของชาติ ที่ได้ถูกปลูกฝังในจิตสำนึกของประชาชน 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
มีการสรรเสริญบูรพกษัตริย์ในอดีตอย่างไม่หยุดหย่อนในเรื่องพระปรีชาสามารถในการปกป้องผืนแผ่นดินไทย (และมักใช้เป็นข้ออ้างในการขับไล่ผู้ไม่เห็นด้วยทางการเมืองออกจากประเทศ ด้วยเหตุของการ “เนรคุณ” บูรพกษัตริย์) 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ดังนั้น บ่อยครั้งที่กลุ่มราชkนิยมได้กระตุ้นให้เกิดกระแสชาตินิยม โดยการเน้นย้ำถึงก ารสูญเสียในดินแดนบางส่วน ที่เชื่อว่าเคยเป็นผืนแผ่นดินไทย ทั้ง ๆ ที่ในความจริงนั้น วาทกรรมเรื่องการเสียดินแดน จะเป็นเพียง&lt;b&gt;มายาคติ &lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ชุดความคิดนี้ไม่เพียงแต่กระตุ้นให้เกิด&lt;b&gt;กระแสชาตินิยมอย่างรุนแรง&lt;/b&gt; แต่ยังรวมถึง&lt;b&gt;กระแสราชานิยม&lt;/b&gt;ด้วย ถึงระดับที่ว่า ประชาชนต้องพร้อมที่จะยอมสละชีพ เพื่อปกป้องชาติและสถาบันพระมหากษัตริย์ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ด้วยปรัชญาเหล่านี้เอง จึงทำให้ไม่เหลือพื้นที่ให้กับประชาชนที่มีความคิดต่าง โดยเฉพาะกลุ่มที่ตั้งคำถามถึงบทบาทที่แท้จริงของสถาบันกษัตริย์ในการเมืองไทย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา กระบวนการยกย่องสรรเสริญสถาบันพระมหากษัตริย์ได้เพิ่มความเข้มข้นขึ้น จนถึงระดับที่น่าเป็นกังวลใจ พระมหากษัตริย์ได้กลายเป็นมากกว่าประมุขของประเทศ โดยถูกยกให้กลายเป็นเสมือนเทพเจ้าที่ใครจะล่วงละเมิดมิได้ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ในขณะเดียวกัน ก็มีภาพลักษณ์อีกด้านหนึ่งของของการเป็น “&lt;b&gt;พ่อของแผ่นดิน&lt;/b&gt;” ภาพลักษณ์ในด้านนี้ได้ปรากฏอย่างชัดเจนในช่วงต้นของรัชสมัยปัจจุบัน เมื่อพระมหากษัตริย์เสด็จฯ เยือนเกือบทุกแห่งหนตำบลในประเทศนับครั้งไม่ถ้วน โดยทรงมุ่งหวังจะสร้างความผูกพันกับพสกนิกรของพระองค์ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
อาจเรียกได้ว่า ไม่มีรัฐบาลไหนที่จะสามารถเทียบทันสถาบันกษัตริย์ได้ในการเอาชนะใจปวงชน พิสูจน์ได้จากการที่ประชาชนส่วนใหญ่ เชื่อมั่นเสมอว่า พระมหากษัตริย์ทรงเป็นคำตอบสุดท้ายในทุกวิกฤติการณ์ของชาติ แต่ความขัดแย้งระหว่างภาพลักษณ์สองด้านข้างต้นทำให้เกิดความสับสนยิ่ง 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แม้ว่าพระมหากษัตริย์จะมีพระราชประสงค์ ในการสร้างความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพสกนิกรมากเท่าใด แต่ภาพลักษณ์ด้านที่เป็นเสมือนเทวราชา กลายมาเป็นกำแพงกั้นกลางระหว่างกษัตริย์กับพสกนิกรอยู่เสมอ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ธรรมเนียมปฏิบัติเก่าแก่ไร้อารยะมากมายได้ถูกรื้อฟื้นขึ้น อาทิ &lt;b&gt;การหมอบคลาน&lt;/b&gt; เป็นต้น เป็นเรื่องน่าคิดที่ว่า การหมอบคลานนี้ได้ถูกยกเลิกมาตั้งแต่ปี 2416 ในสมัยพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ พระอัยกาของรัชกาลปัจจุบัน ซึ่งทรงเห็นว่าการปฏิบัติดังกล่าวเป็นเรื่องป่าเถื่อนและล้าสมัย 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
การฟื้นฟูธรรมเนียมเหล่านี้ นับว่าเป็นความประสงค์ให้มีการยกสถานะของพระมหากษัติรย์ในลักษณะของการเป็นเทวาธิราช มากกว่าการเป็นธรรมราชาธิราช สถานะที่แตกต่างนี้มีความซับซ้อนยิ่ง เมื่อมีการพิจารณาถึงบทบาทของกษัตริย์ในบริบททางการเมือง 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เกี่ยวกับเรื่องนี้ นาย Paul Handley ผู้เขียนหนังสือเรื่อง The King Never Smiles ได้ตั้งข้อสังเกตว่า การที่ฝ่ายราชานิยมมีบทบาทเด่นในประวัติศาสตร์การเมืองไทยอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด ทำให้ดูเสมือนราวกับว่า &lt;b&gt;พระมหากษัตริย์ลงมาเป็นผู้เล่นในเกมการเมืองเสียเอง&lt;/b&gt; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
และก่อให้เกิดคำถามต่อความเข้าใจที่ว่า &lt;b&gt;สถาบันกษัตริย์อยู่เหนือการเมืองจริงหรือไม่&lt;/b&gt; เมื่อใดก็ตามที่สถาบันกษัตริย์ถูกดึงเข้ามาสู่พื้นที่สาธารณะในบทบาทของการเป็นตัวแสดงทางการเมือง ก็ย่อมนำไปสู่ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งทางอำนาจ (conflict of interest) 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
หากมองเช่นนี้ เมื่อใดก็ตามที่ไทยมีรัฐบาลที่เข้มแข็ง ก็มักถูกมองว่าเป็นภัยต่อสถาบันกษัตริย์ นับตั้งแต่ทักษิณ สมัคร สมชาย และอาจรวมถึงยิ่งลักษณ์ ดังที่กล่าวข้างต้น หนทางหนึ่งของการกำจัดภัยเหล่านี้คือ การใช้มาตรา 112 ในการห้ำหั่นคู่ต่อสู้ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ตามสถิตินั้น ในปี 2548 มีคดีที่เกี่ยวกับกฏหมายหมิ่นฯ ขึ้นสู่ศาลชั้นต้นทั้งสิ้น 33 คดี ซึ่งได้รับการยกฟ้องในเวลาต่อมา 18 คดี ในปี 2550 จำนวนคดีเพิ่มขึ้นเกือบ 4 เท่าเป็น 126 คดี และยังเพิ่มขึ้นเป็น 164 คดีในปี 2552 ก่อนจะเพิ่มขึ้นอีกสามเท่าตัวเป็น 478 คดีในปี 2553 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ช่วงเวลาที่จำนวนคดีดังกล่าวเพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจ อยู่ภายใต้รัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์ภายใต้การนำของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ(2551-2554) จากการศึกษาของ ดร. David Streckfuss นักวิชาการชาวอเมริกันพบว่า อาจมีผู้ถูกจำคุกเนื่องจากคดีหมิ่นฯ เหล่านี้รวมแล้วนับหลายราย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความพยายามที่จะสร้างความมั่นคงเข้มแข็งให้กับสถาบันกษัตริย์ ส่วนมากนับเป็นผลงานของฝ่ายราชานิยม แต่จำนวนไม่น้อยก็เป็นผลอันเนื่องมาจากพระราชกรณียกิจของพระองค์เอง โดยเฉพาะในฐานะของกษัตริย์นักพัฒนาผู้มีบทบาทอย่างสูงกับสังคมไทย 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ในงานวิจัยล่าสุดเกี่ยวกับราชานิยมล้นเกิน (hyper-royalists) ที่ชื่อ “The Monarchy and Anti-Monarchy: Two Elephants in the Room of Thai Politics” ดร. ธงชัยได้กล่าวถึง&lt;b&gt;การกลับมาของลัทธิราชานิยมในฐานะวัฒนธรรมสาธารณะ&lt;/b&gt;ว่า การเพิ่มขึ้นของความนิยมต่อพระมหากษัตริย์จะเห็นได้ชัดในช่วงหลังการจราจลในปี 2516 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
โดยความนิยมนี้ตั้งอยู่บนความเชื่อที่ว่า สถาบันกษัตริย์ได้มีส่วนเข้ามายุติวิกฤตการณ์ทางการเมืองในครั้งนั้น รวมถึงครั้งต่อมาในปี 2535 ด้วย นอกจากนี้ สถานการณ์การเมืองในภูมิภาค ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่ทำให้สถาบันกษัตริย์เข้ามามีบทบาทสำคัญทางการเมือง 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
โดยในช่วงที่แนวคิดระบอบคอมมิวนิสต์กำลังแพร่กระจาย ทั้งในและนอกเขตแดนไทย สถาบันกษัตริย์ได้เข้ามามีส่วนสำคัญ ในการกำหนดยุทธศาสตร์การต่อสู้กับขบวนการคอมมิวนิสต์ แม้กระทั่งหลังจากที่สงครามเย็นจบสิ้นลงแล้ว ขณะที่รัฐบาลหลายชุดถูกโค่นล้มจากกระดานการเมือง 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่ตำแหน่งและสถานะของสถาบันกษัตริย์ กลับมีความแข็งแกร่งยิ่งขึ้นมาโดยตลอด การเข้ายุติจลาจลในปี 2535 เปรียบเสมือน “trophy” อีกชิ้นหนึ่งของสถาบันกษัตริย์ ในฐานะของผู้รักษาเสถียรภาพให้กับระบบการเมืองไทย 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
จึงเห็นได้ชัดว่า เป้าหมายของฝ่ายราชานิยมนั้น ยากที่แยกออกจากการเมือง แต่คำถามสำคัญก็คือ &lt;b&gt;ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขนี้ เหมาะสมกับประเทศไทยมากน้อยเพียงใด (Does it really work?)&lt;/b&gt; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
จากที่ได้ย้ำไปข้างต้นว่า มีลักษณะหลายด้านของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ที่ได้รับการปลูกฝังให้เข้ากับระเบียบการเมืองแบบใหม่ในปัจจุบัน แต่ในความเป็นจริง ลักษณะเหล่านั้นไม่สามารถอยู่ร่วมกับคุณค่าสมัยใหม่ของระบอบประชาธิปไตย นำไปสุ่ความขัดแย้งทางด้านกรอบความคิด อาทิ ความขัดแย้งระหว่างอำนาจของพระมหากษัตริย์และอำนาจที่มาจากเสียงข้างมากของประชาชน (Royal power VS Popular mandate) 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ดร. ธงชัยเห็นว่า ที่จริงแล้ว คำว่าประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขนี้มันเป็น&lt;b&gt;คำปฏิพจน์ที่มีความหมายขัดแย้งในตัวเอง (oxymoron) &lt;/b&gt;เหมือนกับหลุมดำขนาดใหญ่ที่จะดูดกลืนระบบการเมืองทั้งหมดเข้าไปในตัวมัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;ปรากฏการณ์ “ตาสว่าง”&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ช่วงก่อนและหลังรัฐประหารในปี 2549 ได้เกิดปรากฏการณ์บางอย่างที่ส่งผลกระทบต่อมรดกของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ทางการเมือง และได้เริ่มส่งสัญญาณของ “&lt;b&gt;การเสื่อมความนิยมของแนวคิดราชนิยม&lt;/b&gt;” ออกมา &lt;b&gt;ความเสื่อมนี้เกิดมาจากน้ำมือของกลุ่มราชานิยมเอง&lt;/b&gt; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ตัวอย่างเช่น กรณีที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) หรือกลุ่มเสื้อเหลืองนิยมเจ้า ออกมาเคลื่อนไหวบนท้องถนนและใช้สัญลักษณ์ที่เชื่อมโยงกับสถาบันกษัตริย์ มาเป็นเครื่องมือในการโค่นระบอบทักษิณ คำขวัญอย่างเช่น “&lt;b&gt;สู้เพื่อในหลวง&lt;/b&gt;” ได้ถูกนำมาใช้เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับเป้าหมายทางการเมืองของกลุ่มพันธมิตรฯ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นว่า ความท้าทายที่แท้จริงต่อมรดกตกทอดของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไม่ใช่การเคลื่อนไหวของทักษิณ หรือจากฝ่ายที่ถูกเรียกว่าเป็นพวกต่อต้านสถาบันแต่อย่างไร แต่กลับกลายเป็น&lt;b&gt;กลุ่มพวกราชาชาตินิยมล้นเกิน (Hyper-Royalists) เสียเองต่างหาก &lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
พวกเขายังคงปฏิเสธที่จะเผชิญหน้ากับความจริงใหม่ ๆ ทางการเมือง &lt;b&gt;ฤาประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยอีกครั้ง ?&lt;/b&gt; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ความไม่สามารถของสถาบันพระมหากษัตริย์ (และเครือข่ายพระมหากษัตริย์) ที่จะปรับตัวให้ทันกับกับความเปลี่ยนแปลงของสภาวการณ์ทางการเมือง เป็นสาเหตุเดียวกันของการล่มสลายของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในปี 2475 จะต่างกันบ้างก็ที่ การเสื่อมถอยในวันนี้ถูกเร่งเครื่องด้วยปรากฏการณ์ล่าสุดทางการเมืองไทยที่เรียกว่า &lt;b&gt;ปรากฏการณ์ “ตาสว่าง”&lt;/b&gt; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
สรุปโดยสั้น “ตาสว่าง” เป็นปรากฏการณ์ที่คนไทยจำนวนมาก ตระหนักและเข้าใจว่า &lt;b&gt;ประเทศไทยไม่เคยก้าวข้ามระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์อย่างแท้จริง&lt;/b&gt; ในขณะเดียวกันระบอบประชาธิปไตยของเราก็ได้ถูกตีรวนมาโดยตลอด 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;หากสถาบันกษัตริย์ต้องการแสดงบทบาททางกาเมือง ประชาชนก็ควรจะมีสิทธิ์ในการวิพากษ์วิจารณ์และตรวจสอบบทบาทเหล่านั้น&lt;/b&gt; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
การขยายตัวของกระแส “ตาสว่าง” ดังกล่าว ไม่ว่าจะในที่ลับหรือที่แจ้ง จะชักนำให้มีการตั้งคำถามเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์มากขึ้น &lt;b&gt;เสียงของผู้วิจารณ์สถาบันกษัตริย์ดังกึกก้องขึ้น ชัดเจนขึ้น ยิ่งกว่าช่วงเวลาใดในประวัติศาสตร์ไทยในอดีต&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในการวิเคราะห์เรื่องบทบาทของสถาบันกษัตริย์นั้น การสืบสันตติวงศ์ย่อมเป็นประเด็นสำคัญที่ไม่อาจจะหลีกเลี่ยงได้ บทความนี้ขอกล่าวส่งท้ายว่า 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
กระบวนการยกย่องสรรเสริญพระเกียรติที่ขาดความพอเพียงในขณะนี้นั้น ไม่เพียงแต่จะเผยให้เห็นถึงความกังวลใจ (anxiety) ของกลุ่มราชานิยมที่พยายามจะยึดติดกับอดีตอันรุ่งโรจน์แล้ว ยังมีผลข้างเคียงต่อรัชกาลถัดไปที่จะต้องแบกรับความกดดันอันยิ่งใหญ่ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ทางออกของวิกฤตการณ์นี้ จึงขึ้นอยู่กับ &lt;b&gt;ความเข้าใจของบุคคลในเครือข่ายสถาบันกษัตริย์ ต่อสถานการณ์การเมืองที่เป็นจริง และความยินยอมพร้อมใจที่จะปฏิรูปตัวเอง โดยการยอมสละซึ่งมรดกตกยุคที่ตกทอดมาจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไปให้ได้ในที่สุด&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;หมายเหตุ&lt;/b&gt; : บทความนี้แปลจากบทความภาษาอังกฤษของผู้เขียน: Pavin Chachavalpongpun, “Thailand: The Die-Hard Absolute Monarchy?”, Harvard International Review, Vol. 23, Issue 3 (24 December 2011)
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
โดย &lt;b&gt;ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ที่มา &lt;a href=&quot;http://www.prachatai.com/journal/2012/01/38851&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;ประชาไท  &lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;nbsp;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/article/20120121/2045#comments</comments>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/287">crisis</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/353">democracy</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/493">LM</category>
 <pubDate>Sat, 21 Jan 2012 01:08:52 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">2045 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>&quot;กม.หมิ่นฯ&quot; ของ &quot;สยาม&quot; vs &quot;ไทย&quot; ถอยหลัง หรือ เดินหน้า</title>
 <link>http://www.arayachon.org/article/20120119/2043</link>
 <description>&lt;p&gt;
กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ กับ กฎหมายหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย ของ &amp;quot;สยาม&amp;quot; vs &amp;quot;ไทย&amp;quot; &amp;quot;ถอยหลัง หรือ เดินหน้า เข้าคลอง&amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
------------------------------------------------------&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ปัจจุบันนี้ ถ้ากล่าวตามกฎหมายลายลักษณ์อักษรแล้ว ราชอาณาจักรไทยไม่มี  &amp;quot;กฎหมายเกี่ยวกับการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ&amp;quot; แต่อย่างใด ทั้งนี้ เพราะมาตรา 112 ของกฎหมายอาญา (ปัจจุบัน) กำหนดไว้ว่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;quot;ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ &lt;br /&gt;
พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปี ถึงสิบห้าปี&amp;quot; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
--------------------------------------------------------&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดังนั้น &amp;quot;ราชอาณาจักรไทย&amp;quot; จึงมีแต่ &amp;quot;กฎหมายหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย&amp;quot; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
---------------------------------------------------&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่วนที่เรียกกันว่า &amp;quot;กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ&amp;quot; (สมัยโบราณ) นั้น&lt;br /&gt;
ก็มีแต่เพียงในสมัย &amp;quot;ระบอบราชาธิปไตย&amp;quot; หรือ &amp;quot;ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์&amp;quot; และได้ยกเลิกไปเมื่อเกิด &amp;quot;การปฏิวัติ 24 มิถุนายน 2475&amp;quot; ให้เป็น &amp;quot;ระบอบประชาธิปไตย&amp;quot; (สมัยใหม่)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
--------------------------------&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สรุป ดังนั้น แต่เดิม &amp;quot;ราชอาณาจักรสยาม&amp;quot; (สมัยโบราณ) จึงเคยมี &amp;quot;กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ&amp;quot; ที่มีโทษจำคุกระหว่าง 3 ถึง 7 ปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
--------------------------------------------&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่วน &amp;quot;ราชอาณาจักรไทย&amp;quot; (สมัยใหม่) ต่อมา มี &amp;quot;กฎหมายหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย&amp;quot; ขึ้นมาแทน และก็มีโทษจำคุกสูงกว่า คือ ระหว่าง 3 ถึง 15 ปี &lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
(นับได้ว่าสูงสุดในมาตรฐานสากล และนานาอารยประเทศโลก และ &amp;quot;ราชอาณาจักรไทย&amp;quot; สมัยใหม่ของเรา ก็มีคดีขึ้นโรงศาล มากที่สุดเป็นประวัติการในระดับมาตรฐานสากลของนานาอารยประเทศ เช่นกัน)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
---------------------------------------------------------------------------------------------------&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;b&gt;หมายเหตุ&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หนึ่ง) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในหนังสือเล่มใหม่สุด King Bhumibol Adulyadej: A Life′s Work,&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หนา 383 หน้า ราคา 1, 235 บาท 40 US$ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มี ฯพณฯ อานันท์ ปันยารชุน เป็นประธานที่ปรึกษา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีนักเขียนดัง 9 ท่าน เช่น คริส เบเกอร์ พอพันธุ์ อุยยานนท์ เดวิด สเตร็กฟุส ฯลฯ&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
---------------------------------------------------------------------------&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สอง) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในหนังสือเล่มนี้ บทว่าด้วย &amp;quot;กฏหมายหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย&amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หน้า 303-313 The Law of Lese Majeste&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีข้อความ ถอดเป็นภาษาไทย (ไม่เป็นทางการ) ดังนี้ &lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
-------------------------------------------------------------------&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
สาม) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากปี 2536/1993 ถึงปี 2547/2004&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โดยเฉลี่ยแล้ว จำนวนคดีหมิ่นฯ ใหม่ๆ ลดลงครึ่งหนึ่ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ไม่มีคดีหมิ่นฯ เลยในปี 2545/2002.......&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างไรก็ตาม ในปีที่ผ่านมาเร็วๆ นี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จำนวนคดีหมิ่นฯ ที่ผ่านเข้ามาในระบบศาลของไทยนั้น เพิ่มขึ้นอย่างน่าสังเกต &lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
-------------------------------------------------------------------------&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
ในปี 2552/2009 มีคดีฟ้องร้องที่ส่งไปยังศาลชั้นต้น สูงเป็นประวัติการณ์ถึง 165..... &lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
------------------------------------------------------------------------------&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขณะนี้ ประเทศไทย มีกฎหมายหมิ่นฯ ที่มีโทษรุนแรงที่สุดในรอบหนึ่งร้อยปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เทียบได้ก็แต่ระบบกฎหมายของญี่ปุ่นในยามสงคราม (โลก) เท่านั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โทษขั้นต่ำสุด (ของไทย) เท่ากับโทษสูงสุดของจอร์แดน &lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
และเป็นสามเท่าของโทษในประเทศระบอบกษัตริย์โดยรัฐธรรมนูญ ในยุโรป.... &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
-------------------------------------------------------------&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(นับได้ว่าสูงสุดในมาตรฐานสากล และนานาอารยประเทศโลก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
และ &amp;quot;ราชอาณาจักรไทย&amp;quot; สมัยใหม่ของเรา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ก็มีคดีขึ้นโรงศาล มากที่สุดเป็นประวัติการในระดับมาตรฐานสากล ของนานาอารยประเทศ เช่นกัน)
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;br /&gt;
โดย ชาญวิทย์ เกษตรศิริ  
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ที่มา &lt;a href=&quot;http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1326976786&amp;amp;grpid=no&amp;amp;catid=no&amp;amp;utm_source=twitterfeed&amp;amp;utm_medium=twitter&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;มติชน &lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/article/20120119/2043#comments</comments>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/287">crisis</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/493">LM</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/284">politics</category>
 <pubDate>Thu, 19 Jan 2012 20:53:34 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">2043 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title> เงิน 7.5 ล้าน มีค่าน้อยกว่าชีวิตของคนหนึ่งคน</title>
 <link>http://www.arayachon.org/article/20120118/2042</link>
 <description>&lt;p align=&quot;center&quot;&gt;
&amp;quot; &lt;span style=&quot;color: #ff0000&quot;&gt;กูจ่ายภาษีเพื่อพัฒนาชาติ ไม่ใช่เพื่อสนับสนุนโจรเสื้อแดงเผาเมือง&lt;/span&gt;&amp;quot;
&lt;/p&gt;
&lt;p align=&quot;center&quot;&gt;
&amp;quot;&lt;span style=&quot;color: #ff0000&quot;&gt;ธุรกิจประเภทใหม่ รายได้ดี...ธุรกิจการเรียกร้องประชาธิปไตย&lt;/span&gt;&amp;quot;
&lt;/p&gt;
&lt;p align=&quot;center&quot;&gt;
&amp;quot;&lt;span style=&quot;color: #ff0000&quot;&gt;ใครไม่ตายหรือบาดเจ็บ ยังเหลือวิธีสุดท้ายคือ แกล้งบ้า ให้ญาติไปขอรับเงินได้นะคะ&lt;/span&gt;&amp;quot;
&lt;/p&gt;
&lt;p align=&quot;center&quot;&gt;
&amp;quot;&lt;span style=&quot;color: #ff0000&quot;&gt;ถ้ารู้สึกผิดที่เหยียบศพเขาขึ้นมา ก็ใช้เงินตัวเองจ่ายสิคะ&lt;/span&gt;&amp;quot;
&lt;/p&gt;
&lt;p align=&quot;center&quot;&gt;
&amp;quot;&lt;span style=&quot;color: #ff0000&quot;&gt;เคยได้ยินแต่ปล้นแล้วเผา แต่เผาแล้วปล้นต่อ เพิ่งเคยเห็นนี่แหละ&lt;/span&gt;&amp;quot;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;br /&gt;
ภาพและคำพูดข้างต้นใน facebook ของ&lt;b&gt; วรกร จาติกวณิช&lt;/b&gt; ได้รับการกดไลค์นับพันครั้ง เป็นปฏิกิริยาฉับพลัน ต่อมติ ครม.ที่อนุมัติการเยียวยาผู้เสียหายจากเหตุการณ์รุนแรงทางการเมืองตั้งแต่วันที่ 19 กันยายน 2549-พฤษภาคม 2553  
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เป็นสิ่งที่ชี้ว่า ผู้คนจำนวนมากในสังคมนี้ &lt;b&gt;ยังมองความตายของคนเสื้อแดงอย่างหยามเหยียด&lt;/b&gt; &lt;b&gt;เป็นเสมือนยาพิษที่สาดซัดไปยังบาดแผลสด ๆ ของครอบครัวของผู้เสียชีวิต 92 คน และบาดเจ็บสาหัสอีกจำนวนมากจากการสลายการชุมนุมคนเสื้อแดงเมื่อปี 2553&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
และวันจันทร์ที่ผ่านมา (16 ม.ค.) ตัวแทนพรรค ปชป.ได้ไปยื่นคำร้องต่อศาลปกครอง ขอให้มีคำสั่งเพิกถอน มติ ครม. เรื่องการเยียวยา และสั่งให้รัฐบาลมีมติกำหนดหลักเกณฑ์เยียวยาความเสียหายให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบในเหตุการณ์ความรุนแรงในครั้งต่างๆ อย่างเป็นธรรมเท่าเทียมกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ช่างเป็นตลกที่ขำไม่ออก เพราะมติ ครม.ดังกล่าว เป็นข้อแนะนำของ คอป.ที่แต่งตั้งโดยรัฐบาลอภิสิทธิ์นั่นเอง คอป.ระบุชัดว่า การชดเชยเยียวยาและฟื้นฟูเป็นเงื่อนไขสำคัญในการสร้างความปรองดองในชาติ ที่จริง ปชป. น่าจะยื่นต่อศาลปกครอง ให้สั่งยุบ คอป. ไปเสียด้วยเลย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คนตาย คนเจ็บ ถูกกล่าวหาว่า เป็นผู้ก่อการร้าย แต่จนบัดนี้ เราก็ยังไม่เคยเห็นหลักฐานว่า คนที่ตาย มีอาวุธร้ายแรงอยู่ข้างกาย ถ้ามีหลักฐานรูปถ่ายใด ๆ รัฐบาล ปชป.ในขณะนั้น คงเอามาป่าวประกาศเป็นล้าน ๆ ครั้งแล้ว ในทางตรงกันข้าม คลิปวีดีโอและรูปถ่ายจำนวนมาก ชี้ว่า &lt;b&gt;พวกเขาถูกยิงตายเหมือนหมาข้างถนน โดยไม่มีอาวุธอยู่ข้างกาย&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลายคนตายเพราะถูกลูกหลง เพราะทหารกราดกระสุนใส่ประชาชน หลายคนตายขณะกำลังเดินข้ามถนน &lt;b&gt;การตายในลักษณะนี้เป็นผลจากการใช้กำลังอย่างเกินขอบเขตของฝ่ายรัฐนั่นเอง&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าใครแน่ใจว่า คนตาย คนเจ็บคนไหนเป็นผู้ก่อการร้าย ก็ชี้ตัวออกมาเลย อย่ามาปูพรมข้อหามั่วๆ กับคนที่เขาเจ็บปวดมามากแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พวกคุณก็มีลูกไม่ใช่หรือ &lt;b&gt;เงิน 7.5 ล้านแลกกับชีวิตลูกของคุณจะเอาไหม&lt;/b&gt; หรือคุณคิดว่าความเป็นคนชั้นสูงของคุณ ทำให้คุณรักลูกมากกว่าเงิน แต่คนจนเห็นแก่เงินมากกว่าลูก จึงปล่อยลูกไปตาย                  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กล้าไปถามพ่อแม่น้องเฌอ แม่น้องเกด และอีกหลายๆ พ่อแม่ไหมว่า &lt;b&gt;ระหว่างเงิน 7.5 ล้านกับลูกของเขา อะไรสำคัญกว่ากัน&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เคยใช้จินตนาการบ้างไหมว่า สำหรับพวกเขาวันพ่อวันแม่ จะมีความหมายอะไร เมื่อไม่มีลูกให้ชื่นชมความเป็นพ่อเป็นแม่ของพวกเขาอีกต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กล้าไปถามเมียและลูก 2 คนในวัยเรียนของครอบครัวอัศวศิริมั่นคงไหมว่า ชีวิตพวกเขาลำบากแค่ไหน เมื่อหัวหน้าครอบครัวต้องกลายมาเป็นคนพิการ &lt;b&gt;ระหว่างเงิน 7.5 ล้านกับพ่อที่ไม่พิการ พวกเขาอยากได้อะไร&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ฯลฯ ฯลฯ ฯลฯ ฯลฯ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เคยคิดจะเปิดสมอง เปิดใจ รับฟังความทุกข์ของพวกเขาบ้างไหม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บอกว่า เป็นเงินภาษีของประชาชน..ก็ในเมื่อชนชั้นกลางในเมืองทั้งหลาย ช่วยกันเชียร์ให้รัฐบาล ปชป.ใช้กำลังปราบปรามเสื้อแดงอย่างเด็ดขาด &lt;b&gt;นี่ก็คือความรับผิดชอบทางสังคมที่พวกคุณต้องจ่ายเพื่อแลกกับความสุขความสบายใจที่ได้รับ&lt;/b&gt; ยังไงล่ะ แล้วขอโทษที &lt;b&gt;ไม่ได้มีแต่พวกคุณที่จ่ายภาษี คนเสื้อแดงเขาก็จ่ายภาษีเช่นกัน&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;เวลารัฐบาลเอาเงินเป็นแสนล้านไปสนับสนุนธุรกิจขนาดใหญ่ ไม่เห็นมีคนจนออกมาค้านเลย แต่ถ้ารัฐบาลทำอะไรเพื่อคนจนหรือคนเสื้อแดง พวกนี้ต้องอ้างเรื่องภาษีของกูทุกที&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เงิน 7.5 ล้านนี่มันเกินค่าความเป็นมนุษย์ของพวกเขากระนั้นหรือ?  ถ้าฉันมีอำนาจอนุมัติจ่ายเงิน ฉันจะจ่ายให้พวกเขามากกว่านี้แน่นอน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เงินชดเชย 4.5 ล้านบาท คำนวนจากการใช้&lt;b&gt;รายได้ประชาชาติ GDP) ของปี 2553 หรือ 150,177 บาท/ปี คูณ 30 &lt;/b&gt;ปี แต่อันที่จริง รัฐบาลควรคำนวณจากรายได้ที่พวกเขาเคยได้รับจริงก่อนที่จะเสียชิวิตหรือทุพพลภาพ คูณจำนวนปีจนถึงอายุ 65 ปี จึงจะนับว่าเป็นความเหมาะสมขั้นต่ำ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เพราะ เมื่อใช้ GDP ปี 2553 เป็นฐานในการคำนวณ เท่ากับว่าแต่ละคนมีรายได้แค่ &lt;b&gt;เดือนละ 12,514 บาทเท่านั้น ต่ำกว่าเงินเดือนปริญญาตรีขั้นต่ำที่เขาพึงได้&lt;/b&gt;หากยังมีชีวิตอยู่เสียอีก หลายคนมีรายได้มากกว่านี้แน่นอน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หรือแม้แต่เยาวชนที่เสียชีวิต ก็ต้องคิดด้วยว่า หากเขามีชีวิตอยู่ เขาจะทำรายได้อย่างน้อยเท่าไร พ่อแม่เขาจะพึ่งพาเขาในยามแก่เฒ่าได้ต่อไป นี่เป็นความสูญเสียที่ประเมินค่าไม่ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่วนเงินค่าเยียวยาทางจิตใจอีก 3 ล้านบาท สำหรับความสูญเสียตลอดชีวิต มากเกินไปอย่างนั้นหรือ กรุณาถามตัวเองว่า &lt;b&gt;มันมีค่าสูงกว่าคนที่คุณรักจริงๆ หรือ? &lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขอเตือนความจำอีกครั้งว่า คนเสื้อแดงมาเรียกร้องการยุบสภา มาขอแสดงสิทธิทางการเมืองให้เป็นที่ประจักษ์อีกครั้งว่า คนส่วนใหญ่ในประเทศนี้ต้องการให้ใครเป็นรัฐบาล มายืนยันว่าเขาไม่ต้องการรัฐบาลที่เกิดจากค่ายทหาร &lt;b&gt;พวกเขาไม่ได้มาเพื่อใช้ชีวิตแลกเงิน 7.5 ล้าน โปรดเลิกใช้เหตุผลวิปลาสกันเสียที&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ปชป.บอกว่า ต้องรวมคนที่ตายในตากใบ-กรือเซะ ใน 3 จว.ภาคใต้ ใน 14 ตุลา 6 ตุลา พฤษภา 35 แล้ว &lt;b&gt;ทำไมตอนตัวเองเป็นรัฐบาล ไม่คิดจะทำอะไรให้กับพวกเขาบ้าง จะได้เป็นบรรทัดฐานทางการเมืองต่อไป &lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ทำไมตอนนั้นไม่เคยคิดทำอะไรที่สร้างสรรค์บ้าง แต่พอคนอื่นทำ กลับหาว่ามุ่งหาคะแนนเสียงกับคนเสื้อแดง อ้าว ! ก็นี่เป็นธรรมชาติของพรรคการเมืองไม่ใช่หรือ &lt;b&gt;แล้วที่ปชป.ทำมาตลอด และทำอยู่นี่ ไม่ได้สนใจฐานเสียงชนชั้นกลางของพรรคเลยอย่างนั้นหรือ?&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในทางกลับกัน การชดเชยเยียวยาจากเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมือง นับแต่รัฐประหาร 2549 เป็นต้นมา หากทำได้จริง ก็จะกลายเป็นบรรทัดฐานทางการเมืองต่อไป และจะช่วยให้การเรียกร้องให้มีการเยียวยาแก่คนกลุ่มอื่นๆ กระทำได้ง่ายยิ่งขึ้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขอแต่เพียงว่า เมื่อถึงคราวที่คนในจังหวัดภาคใต้ได้รับการเยียวยาบ้าง คนกลุ่มเดียวกันนี้จะไม่ออกมาตะโกนว่า “&lt;b&gt;กูจ่ายภาษีเพื่อพัฒนาชาติ ไม่ใช่เพื่อสนับสนุน &#039;โจรใต้&#039; แยกดินแดน&lt;/b&gt;”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทั้งนี้ทั้งนั้น โปรดเข้าใจด้วยว่า การเยียวยาด้วยตัวเงิน เป็นแค่&lt;b&gt;การผ่อนความทุกข์ของครอบครัวที่ได้รับผลกระทบให้เบาบางลงเท่านั้น การเยียวยาไม่ได้เป็นทั้งหมดของความยุติธรรม&lt;/b&gt; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
สิ่งที่พวกเขาต้องการมากที่สุดคือ &lt;b&gt;การนำผู้ที่เกี่ยวข้องกับความตาย-บาดเจ็บเมื่อ เม.ย.-พ.ค. 53 มาลงโทษ ประชาธิปัตย์ยินดีคืนความยุติธรรมให้เขาหรือไม่ ? &lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;br /&gt;
ที่มา &lt;a href=&quot; http://prachatai.com/journal/2012/01/38797&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;ประชาไท &lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;a href=&quot;http://prachatai.com/journal/2012/01/38797&quot;&gt;&lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;nbsp;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/article/20120118/2042#comments</comments>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/287">crisis</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/284">politics</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/358">red-shirt</category>
 <pubDate>Wed, 18 Jan 2012 21:36:30 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">2042 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>การเมืองเรื่องน้ำ แยกมิตรแยกศัตรู</title>
 <link>http://www.arayachon.org/article/20111020/2032</link>
 <description>&lt;p&gt;
พลันที่นวนครแตก ทั้งที่ก่อนหน้านี้ ศปภ.พร้อมกับรัฐมนตรีเกษตรฯ และอธิบดีชลประทานเพิ่งแถลงว่า “มวลน้ำก้อนใหญ่ไหลลงทะเลแล้ว” ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า &lt;b&gt;ทำให้ความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อรัฐบาลดำดิ่ง ตามมาด้วยเสียงวิพากษ์วิจารณ์มากมาย&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;img src=&quot;http://www.voicetv.co.th/uploads/users/11937/blog/images/navanakron.jpg&quot; align=&quot;absmiddle&quot; height=&quot;400&quot; width=&quot;500&quot; /&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(AFP)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เอแบคโพลล์ให้คะแนน ศปภ.แค่ 3.36 เต็ม 10 ทั้งที่ก่อนหน้านั้น เพิ่งให้คะแนนความเห็นใจยิ่งลักษณ์ 9 เต็ม 10 และร้อยละ 56.8 ยังให้โอกาสรัฐบาล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ศปภ.ถูกถล่มหนัก ตั้งแต่ปลอดประสพแถลงข่าวให้ประชาชนเตรียมพร้อม แล้วต้องมาแถลงแก้ เพราะกลัวประชาชนแตกตื่น สื่อต่างๆ ได้โอกาสเยาะเย้ย “&lt;b&gt;ปลอดประสบการณ์&lt;/b&gt;” แต่เมื่อเวลาผ่านไป เราจะเห็นได้ว่า &lt;b&gt;พื้นที่ที่ปลอดประสพเตือนภัยนั้น ถูกน้ำท่วมจริงทั้งหมด&lt;/b&gt; เพียงแต่ปลอดประสพ ตกคำว่า “ในเวลา 3-4 วันข้างหน้า” และออกอาการ “ลน” จนทำให้คนแตกตื่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นี่เป็นภาพสะท้อนว่า ศปภ.สอบตกในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร ทำความเข้าใจกับประชาชน ซึ่งอันที่จริงควรบอกประชาชนว่า อาจเกิดอะไรขึ้น แม้ ณ วันนี้ยังไม่เกิด แม้ ณ วันนี้รัฐบาลได้พยายามป้องกันอยู่ แต่มันก็มีความเป็นไปได้ทางร้าย ขอให้พ่อแม่พี่น้องเตรียมพร้อม และติดตามคำเตือนทุกระยะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การแถลงข้อมูลที่เป็นจริง เมื่อเกิดสถานการณ์เลวร้ายขึ้น ประชาชนยังยอมรับได้ ดีกว่าแถลงว่า “&lt;b&gt;มวลน้ำก้อนใหญ่ไหลลงทะเลแล้ว&lt;/b&gt;”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ปัญหาที่เกิดขึ้นยังสะท้อนว่า ศปภ.ไม่เป็นเอกภาพ ไม่เป็นระบบ ทั้งการประเมินสถานการณ์และการตัดสินใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งห ลังจากเบรกกันหัวทิ่มบ่อ ปลอดประสพก็ดูจะน้อยใจ พอ พล.ต.อ.ประชามาพลาดกับนวนคร ที่ตอนเช้ายังยืนยันว่า “&lt;b&gt;เอาอยู่&lt;/b&gt;” ก็ดูเหมือนจะเกิดความขัดแย้งภายใน จน ศปภ.ไปไม่เป็น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่ที่ร้ายกว่านั้นคือ &lt;b&gt;การฉวยโอกาสทางการเมืองของกรุงเทพมหานครและพรรคประชาธิปัตย์&lt;/b&gt; ที่หลังจากนวนครล่ม ผู้ว่าฯ ก็ออกมาเกทับ “&lt;b&gt;ขอให้ฟังข้าพเจ้าแต่ผู้เดียว&lt;/b&gt;” ตามด้วยการทำสงครามน้ำลายกันเรื่องกระสอบทราย โดยมีสื่อมือไม่พายเอา teen ราน้ำจำนวนหนึ่งคอยกระชุ่น &lt;b&gt;หมายจะเอาวิกฤติน้ำโค่นรัฐบาล&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;ประสิทธิภาพต่ำใต้กรอบจำกัด&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าวิจารณ์ตามเนื้อผ้า รัฐบาลไม่สามารถป้องกันน้ำท่วมได้อยู่แล้ว เพราะความเป็นจริงที่ปีนี้น้ำมากกว่าปกติ 40% แต่ถ้ารัฐบาลเข้าใจสถานการณ์ได้เร็วกว่านี้ ก็จะเตรียมพร้อมรับมือได้มากกว่านี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
น้ำท่วมจังหวัดน่าน ตั้งแต่ยังไม่ทันหย่อนบัตรเลือกตั้ง รัฐบาลกว่าจะจัดตั้งได้ ก็เดือนสิงหาคม แน่นอน ตอนนั้นโทษกันไม่ได้ แต่หลังจากตั้งรัฐบาล เกิดพายุถล่มหลายระลอก ถามว่า ณ ตอนนั้นมีใครตระหนักไหมว่า มวลน้ำปริมาณมหาศาลจะเคลื่อนตัวเข้ากรุงเทพฯ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ไม่มีครับ ทำไมถึงไม่มีใครเตือนภัย พลิกหน้าข่าวหนังสือพิมพ์ย้อนหลัง ไม่ต้องถึง 7 เดือนหรอก เอาแค่ 3 เดือนหลังเลือกตั้งนี่แหละ &lt;b&gt;หน่วยราชการที่รับผิดชอบไปงมอยู่ที่ไหน เป็นปัญหาประสิทธิภาพหรือปัญหาอะไร จึงไม่บอกรัฐบาล ไม่บอกสาธารณชน ว่าน้ำจะท่วมหนักยิ่งกว่าปีที่แล้ว&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พอน้ำท่วมหลายพื้นที่ นายกรัฐมนตรีไปตรวจเยี่ยมบางระกำ ผุด “บางระกำโมเดล” รัฐบาลตั้งคณะกรรมการรับมือ แต่ตอนนั้นก็ดูเหมือน &lt;b&gt;จะยังไม่ตระหนักถึงความหนักหนาสาหัส&lt;/b&gt; รัฐบาลมาตั้ง ศปภ.เอาในตอนที่วิกฤติจ่อแล้ว ตรงนี้อาจกล่าวได้ว่า &lt;b&gt;รัฐบาลตื่นช้า&lt;/b&gt; และต้องไปซักไซ้ไล่เลียงกันว่า รัฐบาลได้รับข้อมูลที่ถูกต้องหรือไม่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รัฐบาลมีปัญหาที่เข้ามาทำงานใหม่ ๆ ยังไม่รู้ใจรู้มือกัน กระทั่งใน ครม.ด้วยกันเอง อย่าว่าแต่การรู้จักใช้หน่วยราชการ ผู้เชี่ยวชาญต่าง ๆ ใครเชื่อถือได้ ใครเชื่อไม่ได้ ใครมั่ว ใครรู้จริง (หรือกระทั่งใครวางยา) นี่คือปัญหาของรัฐบาลที่เข้ามาเจอวิกฤติกะทันหัน อย่างที่หมอเลี้ยบพูด รัฐบาลทักษิณรับมือสึนามิในปี 47 โดยทำงานมาแล้ว 3 ปี รู้หน้า รู้ใจ รู้ฝีมือ ทั้งคนใน ครม.ด้วยกันและข้าราชการฝ่ายต่างๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นี่คือความจริงแ ต่ก็ไม่ใช่ข้อแก้ตัว เพราะประเด็นสำคัญคือ ระหว่างรัฐมนตรีด้วยกัน ต้องเป็นเอกภาพ ต้องทำงานเข้าขากันให้ได้ นี่เป็นปัญหาของ ศปภ.(ซึ่งผมก็ยังไม่เข้าใจจนบัดนี้ว่าทำไมไม่ตั้ง มท.1 เป็น ผอ.ศปภ.)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ศปภ.มีปัญหาเรื่องจัดวางตัวบุคคล ดูง่าย ๆ โฆษกคือนายวิม (ผู้ต้องหาอีเมล์ซื้อสื่อ คริคริ) ทั้งที่วิกฤตน้ำไม่ใช่เรื่องการเมือง แต่เป็นเรื่องทางวิทยาศาสตร์ นายวิมอาจเข้าใจเรื่องการสื่อสารกับสื่อ แต่อย่างน้อยก็ควรมีนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญเฉพาะมาชี้แจงร่วม เช่นกัน ประชา ปลอดประสพ ก็ควรแถลงข่าวโดยมีนักวิทยาศาสตร์หรือผู้เชี่ยวชาญของกรมชลประทานประกบ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
งานหนักของรัฐบาลและ ศปภ.นับจากนี้ไปคือ &lt;b&gt;ต้องฟื้นความเชื่อมั่น&lt;/b&gt; โดยพึ่งนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญ เริ่มจากการให้ข้อมูลที่เป็นจริงกับประชาชน ว่าสถานการณ์ขณะนี้หนักหนาอย่างไรและควรเตรียมตัวอย่างไร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รัฐบาลต้องบอกประชาชนว่า &lt;b&gt;รัฐบาลจะสู้เต็มที่ แต่ก็ต้องเตือนภัยว่า ถ้าสู้ไม่ไหว จะเกิดอะไรขึ้น&lt;/b&gt; ยกตัวอย่างนวนคร รัฐบาลต้องบอกว่าพยายามป้องกัน แต่ก็ควรเตรียมอพยพ ขนย้ายข้าวของมีค่า เอารถยนต์ออกไปก่อน เพราะ&lt;b&gt;ความเสียหายที่เกิดขึ้น เกิดจากการไม่ได้เตรียมพร้อม&lt;/b&gt; เช่น คันกั้นน้ำแตกที่บางบัวทอง หรือหมู่บ้านหรูราคาหลายล้านที่ปทุมธานี รถเบนซ์จมน้ำเกลื่อน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;อย่าทำให้คนตื่นตระหนก แต่ก็อย่าทำให้คนตายใจ อย่าฟันธง แค่บอกความจริง&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทีวีไทยเมื่อบ่ายวันอังคาร ออกแผนผังพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วมใน กทม.ถ้าน้ำทะลักเข้ามา แถบไหนจะโดนบ้าง นั่นคือหน้าที่ ศปภ.ควรทำ ซึ่งไม่ใช่การทำให้ประชาชนแตกตื่น แต่บอกให้ชัดเจนว่า ถ้าน้ำตีโอบเข้ากรุงเทพฯ มาได้ พื้นที่ไหนจะท่วมสูงกี่เมตร และใช้เวลาเท่าไหร่กว่าน้ำจะมาถึง คนโซนไหนควรย้ายรถหรือเก็บข้าวของไว้ก่อน คนที่อยู่ไกลหน่อย จะมีเวลากี่ชั่วโมง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แน่นอน ศปภ.จะสู้เต็มที่ก่อนถึงเวลานั้น แต่บอกประชาชนเตรียมตัว ถึงเวลาค่อยเป่านกหวีด&lt;br /&gt;
การทำเช่นนี้ได้ ศปภ.ต้องตัดสินใจอย่างเป็นเอกภาพ ซึ่งมาจากการประเมินสถานการณ์ถูกต้อง และได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประสิทธิภาพของ ศปภ.ไม่ใช่ประสิทธิภาพที่จะป้องกันน้ำท่วมได้ ทำให้ตาย ก็ป้องกันไม่ได้ แต่อยู่ที่ &lt;b&gt;การรับมืออย่างไรให้เสียหายน้อยที่สุด&lt;/b&gt; ทั้งยังต้องมองไปข้างหน้า ถึง&lt;b&gt;การบรรเทาทุกข์และการฟื้นฟู&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
น้ำท่วมครั้งนี้ไม่เหมือนครั้งอื่น ๆ ที่น้ำมาแล้วก็ไป มีวงจรของการรับมือป้องกัน การช่วยเหลือบรรเทาทุกข์เมื่อน้ำท่วม และการฟื้นฟูเมื่อน้ำลด แต่ครั้งนี้ รัฐบาลต้องรับมือทั้ง 3 อย่างพร้อมกัน ในขณะที่ป้องกันกรุงเทพฯ ก็ต้องบรรเทาทุกข์คนนครสวรรค์ ชัยนาท สิงห์บุรี ลพบุรี อยุธยา ปทุมธานี แล้วอีกไม่กี่วันในขณะที่น้ำยังนองกรุงเทพฯ ก็ต้องเริ่มฟื้นฟูนครสวรรค์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;งานหนัก นะครับ&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นอกจากการปรับปรุงประสิทธิภาพ อีกข้อสำคัญที่ต้องเตือนกัน คือการเอานักการเมืองเข้าไปทำงานใน ศปภ.ไม่ว่าจะเป็น ส.ส.พื้นที่ ส.ส.สอบตก แกนนำเสื้อแดง นี่เป็นข้อพึงระวัง บางท่านมีความสามารถ มีประสบการณ์ เช่น 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
บก.ลายจุด ซึ่งมูลนิธิกระจกเงาทำงานด้านนี้มาตั้งแต่สึนามิ แต่บางคนไม่น่าจะเกี่ยวข้อง กลับไปนั่งคุมเรื่องแจกของ หรือให้ ส.ส.นำขบวนไปแจกถุงยังชีพ หรือไปทำตัวให้เป็นข่าว (กระทั่งเป็นข่าวถีบกัน) นี่เป็นจุดอ่อนที่ต่อให้พวกคุณจริงใจ ก็ถูกโจมตีง่าย ทำลายความเชื่อมั่นได้ง่าย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เอ้อ แล้วมันก็มีส่วนให้เขาวิพากษ์วิจารณ์จริงๆ เช่นเท่าที่รู้ ในแต่ละพื้นที่ ส.ส.เพื่อไทยก็ต่อสายตรง ศปภ. ขอกำลังขออุปกรณ์ไปป้องกันฐานเสียงของตัว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;ศัตรูผู้ต่ำช้า&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในภาวะที่ประชาชนเดือดร้อน อารมณ์อ่อนไหว สื่อบางส่วนก็เอาเรื่องการเมือง เรื่องความเหลื่อมล้ำ ไปขยายผล ซึ่งถ้าเป็นการวิพากษ์วิจารณ์ให้ปรับปรุง ก็ถือว่าสื่อทำหน้าที่ได้น่าชื่นชม แต่บางรายไม่ใช่อย่างนั้น อาทิเช่น 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เอาเรื่องปกป้องนวนครไปเขียนว่าเป็นนิคมการเมือง เพราะบอร์ดส่วนใหญ่ใกล้ชิดรัฐบาล ประธานบอร์ดคือเสธแอ๊ว น้องชาย รมว.กลาโหม ฯลฯ ทั้งที่ความจริง รัฐบาลก็ปกป้องทุกนิคมอุตสาหกรรมไล่ลงมา ไม่ว่าจะญาติใครใกล้ชิดใคร นวนครมีคนงานคนอยู่อาศัยเป็นแสน ๆ รัฐบาลจะไม่ดูแลได้อย่างไร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สื่อบางรายนอกจากถล่มรัฐบาลแล้ว ยังแช่งชักหักกระดูก ยกโหราพยากรณ์ คำทำนายดั้นเมฆ หรือการวิเคราะห์เหลวไหล มาปลุกใจกัน เช่น &lt;b&gt;ทำนายว่า “นารีขี่ม้าขาว” จะต้องวิบัติฉิบหายในช่วงเวลานั้น ๆ&lt;/b&gt; หรือไม่ก็วิเคราะห์ว่าวิกฤตน้ำท่วม จะทำให้เสื้อแดงไม่พอใจแกนนำ แกนนำแตกแยก คะแนนนิยมทหารพุ่ง ประชาชนหนุนทหารปฏิวัติ ฯลฯ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;คนพวกนี้อ้าปากก็เห็นลิ้นไก่ &lt;/b&gt;บ้างก็โจมตีรัฐบาลว่า ไม่ยอมประกาศ พรก.ฉุกเฉินตามข้อเสนอของพรรคประชาธิปัตย์ อ้างว่านี่มันกลียุคแล้ว ไม่ใช่แค่ฉุกเฉิน โทษรัฐบาลมัวแต่ห่วงภาพลักษณ์ กลัวกระทบการท่องเที่ยว หรือกลัวทหารเป็นฮีโร่ ทั้งที่ความจริง รัฐบาลก็บอกอยู่ว่า &lt;b&gt;การแก้ไขปัญหาขัดแย้งในหมู่ประชาชน ควรใช้การทำความเข้าใจมากกว่า&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คุณจะประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเพื่ออะไร เพื่อปราบ “ชุมชนเข้มแข็ง” อย่างชาวหมู่บ้านกฤษณา ชาวบ้านคลองหนึ่งคลองสอง อย่างนั้นหรือ ต่อให้ประกาศแล้ว ชาวบ้านไม่พอใจ ออกมาประท้วงปิดถนนไม่ให้รัฐบาลระบายน้ำ คุณจะใช้กำลังทหารเข้าไปสลายม็อบหรือ คุณจะประกาศให้ประชาชนอพยพ ใครไม่ออกจากบ้านมีความผิด อย่างนั้นหรือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผมไม่ปฏิเสธว่า เมื่อสถานการณ์ย่ำแย่ลงอีกระดับหนึ่ง ถ้ามันเกิดจลาจล เกิดการแย่งชิงข้าวของ รัฐบาลอาจจำเป็นต้องประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน แต่ยังไม่ใช่ช่วงที่ผ่านมา ซึ่งควรใช้การเจรจากันเป็นหลัก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าจะประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ก็สมควรประกาศ เพื่อปิดปากผู้ว่า กทม. ปิดปากพรรคประชาธิปัตย์ และสื่อจ้องโค่นรัฐบาลนี่แหละครับ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สื่อบางรายหนักกว่านั้นอีก พอรัฐบาลประกาศว่า จะต้องใช้คลองทางฝั่งตะวันตกตะวันออกระบายน้ำ ก็บอกว่า “มรดกสมบูรณาญาสิทธิราชย์” โห เมริงจะบอกว่าระบอบประชาธิปไตยไร้ประสิทธิภาพ กลับไปใช้สมบูรณาญาสิทธิราชย์ดีกว่า อย่างนั้นเลยหรือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างไรก็ดี ไม่ใช่ว่าขบวนการโค่นล้มรัฐบาลครั้งนี้ จะใหญ่โตกว้างขวาง เพราะเห็นได้ว่า หลายคนที่เคยร่วมขบวนการเสื้อเหลือง เขาไม่ได้ร่วมมือด้วย ไม่ได้ฉวยโอกาสโจมตีรัฐบาล เพราะพวกเขายังมีสำนึกที่เห็นแก่ส่วนรวม เห็นว่า &lt;b&gt;การเล่นเกมการเมืองในสถานการณ์วิกฤติ มีแต่จะทำให้เกิดผลร้ายกับประชาชน&lt;/b&gt; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
หลายคน ก็ร่วมใจป้องภัยพิบัติโดยไม่คำนึงถึงสีเสื้อ (คนเสื้อเหลืองจำนวนไม่น้อยไปช่วยรัฐบาลแพคถุงยังชีพที่ดอนเมือง หรือช่วยบรรจุกระสอบทรายตามที่ต่าง ๆ แต่ก็มี&lt;b&gt;พวกสุดขั้ว สุดโต่ง นั่งแช่งนั่งด่าอยู่ตามกระดานข่าวในเน็ต พวกนี้ดีใจที่เห็นเพื่อนมนุษย์ฉิบหาย&lt;/b&gt;)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พันธมิตรสำคัญของรัฐบาล ยังได้แก่ นักวิชาการ ซึ่งช่วยอธิบายว่าปีนี้มีน้ำมากกว่าปกติ 40% ภัยพิบัติแตกต่างจากปี 38 เพราะมีสิ่งปลูกสร้าง บ้านเรือน โรงงานเข้าไปอยู่ในพื้นที่รับน้ำ ฯลฯ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
นักวิชาการที่มาออกทีวีวิทยุช่วงนี้ น่าทึ่งนะครับ เพราะเป็นคนหน้าใหม่ๆ ที่พูดตรงไปตรงมา ให้ความรู้ ให้ความคิด และให้เห็นปัญหาว่า มันหมักหมมมานาน ทั้งการบริหารจัดการน้ำ และการบริหารจัดการภัยพิบัติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บังเอิญ นักวิชาการที่พูดเรื่องน้ำส่วนใหญ่เป็นนักวิทยาศาสตร์ ซึ่งพูดตรงไปตรงมาตามเนื้อผ้า ไม่แหลเหมือนพวกนักนิติศาสตร์ นักรัฐศาสตร์ รัฐบาลควรสนับสนุนให้นักวิชาการออกมาพูดเยอะๆ ให้ความเห็น ให้ความรู้ประชาชน กว้างขวางหลากหลาย แม้วิจารณ์รัฐบาลบ้าง ก็ไม่เป็นไร ถ้าเขาพูดความจริง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในภาพรวม รัฐบาลยืนอยู่บนจุดหักเห ยังมีโอกาสที่จะปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงาน แล้วบริหารความร่วมมือร่วมใจสู้ภัยพิบัติ “&lt;b&gt;เปลี่ยนน้ำท่วมเป็นน้ำใจ&lt;/b&gt;” ซึ่งถ้าทำได้ รัฐบาลก็จะชนะสงครามสื่อทำให้&lt;b&gt;พวกที่จ้องโค่นล้มถูกโดดเดี่ยว คลั่งใจตายอยู่หน้าจอมืดดำ&lt;/b&gt; เพราะไม่มีเงินจ่ายค่าเช่าช่องสัญญาณ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;ศัตรูสุภาพบุรุษ&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ภาพที่น่าชื่นชมยิ่งกว่าภาพยิ่งลักษณ์กับอภิสิทธิ์หารือกัน คือภาพที่ยิ่งลักษณ์กับ พล.อ.ประยุทธ์เคียงคู่กันตรวจน้ำท่วมและกำลังทหารเข้ามาช่วยเหลือรัฐบาลอย่างเต็มที่ ถ้าสังเกตให้ดี จะพบว่าภาพยิ่งลักษณ์กับ พล.อ.ประยุทธ์ ค่อย ๆ เปลี่ยนแปรจากความเหินห่างมาสู่ความร่วมมือร่วมใจกันมากขึ้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในระยะแรกของวิกฤติ ผมสังเกตว่า ทหารไม่ได้เข้ามาช่วยรัฐบาลเต็มที่ อาจเป็นเพราะรัฐบาลยังไม่ตระหนักความร้ายแรงของสถานการณ์ และยังไม่รู้ว่าจะให้ทหารทำอะไร แต่อีกสาเหตุ คงเพราะมีกำแพงที่มองไม่เห็น ระหว่างพรรคเพื่อไทยกับผู้นำเหล่าทัพ ซึ่งกล่าวได้เต็มปากว่าอยู่ในภาวะที่เป็น “ศัตรู” กัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่เมื่อบ้านเมืองวิกฤติ น้ำถล่มอยุธยา ทะลักมาจ่อกรุงเทพฯ กระแสข่าวฝ่ายเพื่อไทยก็บอกว่า&lt;b&gt;ความจริงใจของยิ่งลักษณ์โน้มน้าวให้กองทัพโดดเข้ามาช่วยเต็มที่&lt;/b&gt; ขณะที่กระแสข่าวฝ่ายทหาร ก็บอกว่า พล.อ.ประยุทธ์ท่านเป็นคนใจอ่อน ไปกับยิ่งลักษณ์หลายๆครั้ง ก็เห็นใจรัฐบาล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ไม่ว่าจะเชื่อใคร มันก็สะท้อนภาพที่รัฐบาลกับทหารร่วมมือกันอย่างเต็มอกเต็มใจขึ้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขณะเดียวกัน มันก็สะท้อนให้เห็นว่า ชายชาติทหารอย่าง พล.อ.ประยุทธ์และแม่ทัพนายกองส่วนใหญ่ &lt;b&gt;ต่างเห็นแก่ส่วนรวม ตระหนักในภาระหน้าที่ ที่จะต้องเป็นกำลังสำคัญของรัฐบาล&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นี่คือข้อแตกต่างระหว่าง&lt;b&gt; สุภาพบุรุษชายชาติทหาร กับพวกต่ำช้าที่เอาวิกฤติมาเล่นเกมการเมือง&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“เราอย่าพูดว่า ใครผิด ใครถูก แต่ต้องดูว่า จะบรรเทาความเดือดร้อนประชาชนอย่างไร อย่าไปโทษกัน” คำพูดของ ผบ.ทบ.ในวันหลังจากนวนครล่ม เป็นคำพูดที่ควรปรบมือให้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บางคนอาจจะคิดว่าทหารเล่นเกมเหนือชั้น สร้างภาพ สร้างคะแนนนิยม แต่ผมไม่คิดเช่นนั้น การมองทหารขึ้นกับเราทำความเข้าใจเขาแบบมองสองด้าน มองอย่างแยกแยะหรือเปล่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทหารส่วนใหญ่ไม่ใช่คนเลวร้าย พวกเขาได้รับการอบรมให้ปกป้องประชาชน ยอมตายเพื่อชาติ ยอมตายก่อนประชาชน แต่ขณะเดียวกันพวกเขาก็เชื่อว่า ตนเองมีอภิสิทธิ์เหนือประชาชน มีอภิสิทธิ์ที่จะใช้กำลังปกป้องชาติ ศาสน์ กษัตริย์ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
โดยมองไม่เห็นความสำคัญของสิทธิเสรีภาพ อำนาจอธิปไตยของปวงชน พวกเขาจึงทำรัฐประหาร จัดตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร และใช้กำลังสลายการชุมนุม โดยเชื่อว่านั่นคือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับประเทศ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่พูดเช่นนี้ไม่ใช่จะบอกให้เรายกย่องทหารชื่นชมทหาร แล้วเชื่อว่าทหารคิดถูกทำถูก แต่เราควรจะทำความเข้าใจ และมองสองด้าน ไม่ใช่มองโลกสีขาวดำ มองคนเป็นพระเอกผู้ร้ายในหนังการ์ตูน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เราต้องยืนหยัดต่อสู้ทางความคิดกับทหาร เป็น “ศัตรู” กันทางความคิด ซึ่งต้องสู้กันต่อไปในเรื่องแก้ไข พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกลาโหม หรือการลบล้างผลพวงรัฐประหาร ตามข้อเสนอของ “นิติราษฎร์”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่ขณะเดียวกันเราก็ต้องแยกแยะ ให้ความยกย่องชื่นชม เมื่อเขาทำหน้าที่ ที่ควรจะทำในฐานะส่วนราชการ ซึ่งอยู่ภายใต้บังคับบัญชาของรัฐบาล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่ต้องพูดเรื่องนี้เพราะผมเชื่อว่า แกนนำเสื้อแดงบางส่วน คงปั่นป่วนรวนเรอยู่เหมือนกัน กลัวทหารจะเป็นฮีโร่ กลัวทหารจะได้ความนิยมจากมวลชน แต่มันก็ขึ้นกับคุณทำความเข้าใจมวลชนอย่างไร ถ้าที่ผ่านมา คุณปลุกมวลชนให้โกรธเกลียดทหารเหมือนผู้ร้ายในหนังการ์ตูน ก็ลำบากละครับ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่ถ้าคุณทำความเข้าใจได้ว่า เราต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย เป็นเรื่องของความขัดแย้งทางความคิด ไม่ใช่เรื่องตัวบุคคล เรายอมรับที่เขาทำความดี แต่ต้องต่อสู้ความคิดกันต่อไป มวลชนก็ไม่หวั่นไหว และยกระดับขึ้นด้วยซ้ำ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผมไม่ได้บอกว่า ต้องหยุดพูดเรื่อง พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกลาโหม แม้อาจต้องปรับท่าทีบ้าง โดยเน้นพูดเรื่องหลักการ แต่ข้อสำคัญคือ ต้องแยกแยะระหว่างทหารกับ&lt;b&gt;ศัตรูผู้ต่ำช้าที่เห็นวิกฤติของชาติเป็นเครื่องมือทางการเมือง&lt;/b&gt; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
สิ่งที่ต้องระวังคือ พวกแกนนำขายหนังการ์ตูน อาจจะก่อกระแสโทษทหารเป็นแพะ ว่าทหารไม่ช่วยเต็มที่ ไม่ 100% เลื่อยรัฐบาลอยู่ลึกๆ ซึ่งการพูดเช่นนั้น ไม่ทำให้อะไรดีขึ้น นอกจากหวังจะดึงมวลชนให้ดูหนังของตัวเองต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ต่อให้คุณเชื่อว่าทหารเล่นเกม รัฐบาลก็ต้องเล่นเกม ไม่ว่าจะเชื่ออย่างไร รัฐบาลก็ต้องใจกว้าง ยกย่อง ชื่นชมทหาร ที่เข้ามาช่วยรัฐบาลเต็มที่ &lt;b&gt;รัฐบาลจำเป็นต้องพึ่งกองทัพต่อสู้ภัยพิบัติ&lt;/b&gt; และปฏิเสธไม่ได้หรอกว่า ในสถานการณ์อย่างนี้ ทหารคือฮีโร่ ประชาชนจะเสื้อสีไหน จมน้ำอยู่เห็นทหารเข้าไปช่วย ก็ต้องดีอกดีใจ รัฐบาล พรรคเพื่อไทย และแกนนำเสื้อแดง จะเล่นบทฮีโร่ด้วยกันหรือเล่นบทตัวอิจฉา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้ารัฐบาลแสดงให้เห็นว่า สามารถทำงานร่วมกับกองทัพ ร่วมมือกันแล้วเกิดประสิทธิภาพ และสามารถบริหารความร่วมมือร่วมใจของคนทั้งสังคมได้ ก็จะโดดเดี่ยวพวกที่จ้องโค่นล้มดังกล่าว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประธานเหมาสอนว่า &lt;b&gt;แยกมิตรแยกศัตรูให้แจ่มชัด การปฏิวัติจึงได้ชัย&lt;/b&gt; แต่โก้วเล้งสอนว่า &lt;b&gt;ในมวลหมู่ศัตรูก็มีทั้งศัตรูที่ต่ำช้า และศัตรูที่ควรคารวะ&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;br /&gt;
ใบตองแห้ง
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;br /&gt;
19 ต.ค.54&lt;br /&gt;
ที่มา &lt;a href=&quot;http://www.voicetv.co.th/blog/584.html&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;บลอกใบตองแห้ง&lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/article/20111020/2032#comments</comments>
 <pubDate>Thu, 20 Oct 2011 18:56:04 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">2032 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>จาก 14 ถึง 6 ตุลา และ สอง พฤษภา (4 อาชญากรรมรัฐ)</title>
 <link>http://www.arayachon.org/article/20111005/2029</link>
 <description>&lt;p&gt;
&lt;b&gt;การต่อสู้และการเดินทางเพื่อ &amp;quot;ประชาธิปไตย&amp;quot;: 2516-2519-2535-2553&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(1)       วันมหาปิติ 14 ตุลา 2516&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(2)       วันมหามหาวิปโยค 6 ตุลา 2519&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(3)       พฤษภาเลือด 2535 (ไม่ใช่ &amp;quot;พฤษภาทมิฬ&amp;quot; ชาวทมิฬอยู่อินเดียใต้ ไม่เกี่ยว ไม่ได้อยู่เมืองไทย)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(4)       พฤษภาอำมหิต 2553&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(5)       ????&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;(หนึ่ง) วันมหาปิติ 14 ตุลา 2516&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
--นักเรียน/นักศึกษา/ประชาชน ลุกขึ้นมาประท้วงระบอบ &amp;quot;คณาธิปไตยถนอม-ประภาส&amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
--ผู้คนจำนวนเป็นแสนเข้าร่วมประท้วงกลางถนนราชดำเนิน เรียกร้อง &amp;quot;ประชาธิปไตย&amp;quot; และ &amp;quot;รัฐธรรมนูญ&amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
--คณาธิปไตยทหารกระทำ &amp;quot;อาชญากรรมรัฐ&amp;quot; (state crime) ปราบปราบหนักด้วยอาวุธสงคราม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
--ประชาชนขัดขืน สถาบันฯ เข้าระงับความรุนแรง คณาธิปไตยล้มครืน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
--มีผู้เสียชีวิต 77 ราย บาดเจ็บ 800&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
--(ผู้มีส่วนร่วม คือ เยาวชนคนหนุ่มสาว ชนชั้นกลางในเมือง กทม. และต่าง จว. กับสื่อมวลชน)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;(สอง) วันมหามหาวิปโยค 6 ตุลา 2519 3 ปีต่อมา&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
--จอมพลถนอม บวชเป็นเณรจากสิงคโปร์ กลับเข้ามาประจำวัดบวรนิเวศ บางลำพู&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
--นักศึกษาและประชาชน ชุมนุมประท้วงที่ธรรมศาสตร์ (เรียกร้องให้รัฐบาล นรม. เสนีย์ ปราโมช ขับไล่ถนอมออกจากประเทศ)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
--กลุ่มการเมืองจัดตั้งฝ่ายขวา นวพล กระทิงแดง และวิทยุเครือข่ายทหาร (อ้างและอิงชาติ-ศาสน์-กษัตริย์) โจมตีและกล่าวหาว่านักศึกษา &amp;quot;หมิ่นพระบรมเดชาฯ&amp;quot; และเป็น &amp;quot;คอมมิวนิสต์&amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
--ผู้กุมอำนาจรัฐ-กลุ่มการเมืองจัดตั้ง-ตำรวจตระเวนชายแดน กระทำ &amp;quot;อาชญากรรมรัฐ&amp;quot; ปราบปราบหนักด้วยอาวุธสงคราม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
--ทหารกระทำ &amp;quot;รัฐประหาร&amp;quot; แล้วเสนอตั้งนายธานินทร์ กรัยวิเชียร เป็น นรม.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
--มีผู้เสียชีวิต 40 (?) ราย, บาดเจ็บ 3,000 (?) คนหนุ่มสาวหนีเข้าป่าไปร่วมกับ พคท.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
--ตัวแสดง-ผู้มีส่วนร่วม คือ เยาวชนคนหนุ่มสาว ชนชั้นกลางในเมืองที่เป็นปฏิปักษ์ รวมทั้งสื่อมวลชน &amp;quot;กระแสหลัก&amp;quot; ของทั้งรัฐและเอกชน วิทยุ/ทีวี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;(สาม) พฤษภาเลือด 2535 (ไม่ใช่ &amp;quot;ทมิฬ&amp;quot;) อีก 16 ปีต่อมา&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
--ประชาชน คนชั้นกลาง ชาวกรุง จำนวนหลายหมื่น ชุมนุมประท้วงเป็นระยะๆ ณ บริเวณถนนราชดำเนิน เรียกร้องให้รัฐบาลของ นรม. พลเอกสุจินดา คราประยูร ลาออก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
--รัฐบาลประกอบ &amp;quot;อาชญากรรมรัฐ&amp;quot; (state crime) ปราบปราบหนักด้วยอาวุธสงคราม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
--ประชาชนขัดขืน สถาบันฯ เข้าระงับความรุนแรง คณาธิปไตย/รัฐบาลล้มครืน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
--มีผู้เสียชีวิต44 (?) ราย, บาดเจ็บ 600 (?)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
--ตัวแสดง-ผู้มีส่วนร่วม คือ ชนชั้นกลางในเมือง กับชาวกรุง รวมทั้งสื่อมวลชนเอกชน นสพ. และไม่ค่อยมีเยาวชนคนหนุ่มสาวเข้าร่วมมากนัก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;(สี่) พฤษภาอำมหิต 2553 อีก 18 ปีต่อมา&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
--ประชาชน คนเสื้อแดง ชาวบ้านจากภาคอีสาน/ภาคเหนือ กับคนชั้นกลาง ชาวกรุง จำนวนหลายหมื่น ชุมนุมประท้วงต่อเนื่องบนถนนราชดำเนิน และสี่แยกราชประสงค์ เรียกร้องให้ นรม.อภิสิทธิ์ ยุบสภาให้มีการเลือกตั้งใหม่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
--รัฐบาลใช้กำลังทหารประกอบ &amp;quot;อาชญากรรมรัฐ&amp;quot; (state crime) ปราบปราบหนักด้วยอาวุธสงคราม พร้อมข้อกล่าวหา &amp;quot;ก่อการร้าย&amp;quot; และการอ้างและอิงสถาบันฯ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
--มีผู้เสียชีวิต 90  (?) กว่าราย, บาดเจ็บ 2,000 (?)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
--ตัวแสดง-ผู้มีส่วนร่วม มีทั้งชาวบ้าน จากชนบทอีสาน/เหนือ ร่วมกับชาวกรุง คนชั้นกลาง พร้อมด้วยสื่อมวลชนภาครัฐ และภาคเอกชน ที่บางส่วนแตกแยก ขัดแย้ง ผู้หญิงวัยกลางคน เข้าร่วมจำนวนมาก แต่ก็ไม่ค่อยมีเยาวชนคนหนุ่มสาวมากนัก &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
--&amp;quot; &lt;b&gt;สยามประเทศไทย เรากำลังจะไปทางไหนกัน ? &lt;/b&gt;&amp;quot;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;br /&gt;
(จาก เฟซบุ๊กส่วนตัวของชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์)
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ที่มา &lt;a href=&quot;http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1317820521&amp;amp;grpid=&amp;amp;catid=02&amp;amp;subcatid=0207&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;มติชน 
&lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/article/20111005/2029#comments</comments>
 <pubDate>Wed, 05 Oct 2011 23:03:35 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">2029 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>ฆ่าตัวตายหมู่ : ตอบโต้แถลงการณ์ 23 อาจารย์นิติศาสตร์ </title>
 <link>http://www.arayachon.org/article/20111005/2026</link>
 <description>&lt;p&gt;
ขอชื่นชมความกล้าหาญของ 23 คณาจารย์นิติศาสตร์ ที่ออกมาแสดงความเห็นโต้ “&lt;b&gt;นิติราษฎร์&lt;/b&gt;”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะคำแถลงของพวกท่านที่สรุปได้ว่า “&lt;b&gt;ทักษิณมันเลว&lt;/b&gt;” ฉะนั้นไม่ควรใช้หลักนิติธรรมกับทักษิณ พร้อมกับปกป้องรัฐประหารว่า ไม่ใช่ต้นเหตุของความเลวร้าย แต่เป็นเพราะความเลวร้ายของ “เผด็จการทุนนิยม” ต่างหากที่ทำให้เกิดรัฐประหาร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ต้องใช้ความกล้าหาญอย่างมากๆ ในการลงชื่อ ในฐานะอาจารย์นิติศาสตร์ ซึ่งควรยึดมั่นในหลักนิติรัฐนิติธรรม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“รูปแบบในการปกครองในโลกนี้มีหลากหลายรูป  เช่น รูปแบบเสรีนิยมประชาธิปไตย สังคมนิยม ฯลฯ ตลอดจนเผด็จการเบ็ดเสร็จโดยผู้มีอำนาจหรือโดยกลุ่มบุคคลหรือพรรคการเมือง 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
การที่ประเทศใดควรที่จะยึดถือรูปแบบการปกครองใด ย่อมขึ้นอยู่กับค่านิยม อุดมการณ์ทางการเมืองของคนในชาตินั้น ๆ รวมทั้งประวัติศาสตร์ บทเรียน และบริบททางสังคมที่เป็นจริงในประเทศนั้นเป็นสำคัญ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การกล่าวว่ารูปแบบการปกครองใดดีกว่ารูปแบบใดนั้นเป็นการกล่าวอ้างที่มีการโต้เถียงทางวิชาการไม่จบสิ้น เพียงแต่การปกครองในระบอบประชาธิปไตยนั้นประชาชนมีส่วนร่วมและได้รับความนิยมมากที่สุดในโลกเสรีนิยม”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แค่ขึ้นต้นข้อ 3 ก็แสดงให้เห็นทัศนะที่ชัดเจนของพวกท่านแล้วว่า &lt;b&gt;ไม่ได้ยึดมั่นในอุดมการณ์ประชาธิปไตย&lt;/b&gt; เพราะท่านเหมือนจะบอกว่า บางทีนะ ประเทศไทยอาจจะเหมาะกับเผด็จการมากกว่าประชาธิปไตยก็ได้ (หรืออาจเหมาะกับสมบูรณาญาสิทธิราชย์มากกว่าก็ได้)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่ลงท้าย ท่านกลับไปตั้งข้อกังขานิติราษฎร์ว่า “ยังคงมีอุดมการณ์ที่ยึดถือการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และเป็นระบอบการปกครองที่ประเทศไทยยึดถือมาเป็นระยะเวลายาวนาน นับตั้งแต่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับแรกจนถึงฉบับปัจจุบันหรือไม่”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อ้าว เฮ้ย ไหงงั้นล่ะ &lt;b&gt;คนที่เสนอให้ลบล้างผลพวงรัฐประหาร กลับถูกตั้งคำถามว่ายังมีอุดมการณ์ประชาธิปไตยหรือไม่ ในขณะที่ผู้ตั้งคำถามเองกลับไม่เชื่อมั่นประชาธิปไตย รูปแบบการปกครองใดดีกว่า ยัง “โต้เถียงทางวิชาการไม่จบสิ้น”&lt;/b&gt; (ไม่ทราบวงวิชาการที่ไหน เมื่อร้อยปีก่อนหรือสองร้อยปีก่อน)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พวกท่านอาจจะเน้น “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” แต่&lt;b&gt;ประชาธิปไตยไม่ว่ารูปแบบใด ก็ไม่ยอมรับเผด็จการทั้งสิ้น ไม่ใช่หรือครับ&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หรือท่านจะบอกว่าไอ้การที่มีเผด็จการกับการเลือกตั้ง สลับกันมั่ง ถือเป็นเรื่องปกติธรรมดาใน “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ไม่เพียงเท่านั้น หลังจากกล่าวหานิติราษฎร์ว่าปกป้องผู้กระทำการทุจริตหยาบช้า ตั้งข้อกังขาว่าไม่ยึดมั่น “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ลงท้ายท่านก็กลับบอกว่า
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
“ไม่มีความประสงค์เป็นเผด็จการทางภูมิปัญญา ที่จะประณามผู้หนึ่งผู้ใดที่มีความเห็นแตกต่างว่าไม่รักชาติ ประชาธิปไตย หรือประชาชน หรือกล่าวหาว่าการไม่เห็นด้วยกับความคิดของพวกเราต้องเป็นฝ่ายตรงข้าม แต่ต้องการให้เกิดความงดงามในวิถีประชาธิปไตยที่เคารพความแตกต่างทางภูมิปัญญาและทัศนคติที่แตกต่างอย่างสร้างสรรค์”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;สร้างสรรค์มากเลย นะครับ ด่าเขาเสร็จแล้วตีกันว่า อย่าประณามพวกเรานะ&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;ประชาธิปไตยคู่นิติรัฐ&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ระบอบประชาธิปไตยไม่ได้หมายความแค่การเลือกตั้ง หรือเสียงข้างมากครองอำนาจ แต่องค์ประกอบสำคัญของประชาธิปไตยคือหลักนิติรัฐ ซึ่งกำหนดว่าประเทศต้องปกครองอย่างมีหลักเกณฑ์ ผู้ใช้อำนาจต้องรับผิดชอบ การใช้อำนาจต้องตรวจสอบถ่วงดุลได้ มีการคานอำนาจ 3 ฝ่าย ไม่มีใครใช้อำนาจได้โดยพลการ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แน่นอน ประชาธิปไตยมีจุดอ่อน บางครั้งก็เกิดปัญหาดังที่พวกท่านว่า มีการทุจริตฉ้อฉล ใช้อำนาจแทรกแซงกลไกต่างๆ ผู้มีอำนาจไม่ยึดหลักนิติรัฐนิติธรรม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่รัฐประหารคืออะไร รัฐประหารคือการฉีกรัฐธรรมนูญ ล้มล้างความเป็นนิติรัฐ กองทัพยึดอำนาจด้วยกำลังอาวุธ ตั้งตนเป็น “องค์อธิปัตย์” ใช้อำนาจแต่ผู้เดียวโดยพลการ ออกคำสั่ง ออกประกาศเป็นกฎหมาย ทุกคนต้องปฏิบัติตาม นี่คือการทำลายโครงสร้างของระบบกฎหมาย ทำลายหลักเกณฑ์ ให้อยู่ภายใต้อำนาจผู้ถือปืนแต่ผู้เดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โดยไม่ว่ามันจะเป็น&lt;b&gt; รัฐประหารที่ชั่วร้ายเลวทรามหรือมีคุณธรรมจริยธรรม ก็ล้มล้างนิติรัฐเช่นกัน&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้น ถ้านักนิติศาสตร์คนใด สนับสนุน เห็นด้วย หรืออ้างความจำเป็นของการรัฐประหาร ก็เท่ากับ &lt;b&gt;สนับสนุนให้ล้มล้างนิติรัฐเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ล้มหลักการเพื่อแก้ปัญหาคนคนเดียว&lt;/b&gt; ซึ่งควรจะตั้งคำถามตัวเองว่า &lt;b&gt;ท่านยังเป็นนักนิติศาสตร์อยู่ไหม&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะวิธีคิดแบบนี้ ไม่ต้องเป็นนักนิติศาสตร์ก็ได้ ชาวบ้านก็คิดได้ นักเลงเจ้าพ่อก็คิดได้ ไม่จำเป็นต้องใช้สติปัญญามากมายระดับศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ มาสนับสนุนการทำลายระบบกฎหมาย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าท่านบอกว่านักการเมืองชั่วเลว ไม่มีหนทางอื่นแก้ปัญหา ผมก็จะสมมติว่า ในตำบลบ้านผม มีเจ้าพ่ออิทธิพล ซื้อตำรวจซื้อข้าราชการ ซื้อชาวบ้าน จนเป็นนายก อบต.แล้วทุจริตฉ้อฉล ร่ำรวยมหาศาล แต่ไม่มีทางเอาผิดมันได้ ไม่มีทางไล่มันได้ ถ้าผมมาปรึกษาอาจารย์นิติศาสตร์ อาจารย์จะว่ายังไง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จะบอกว่าไม่มีทางแล้ว ต้องใช้กำลัง ไข้โป้งแม่-เลย อย่างนั้นหรือครับ ถ้าอย่างนั้นทำไมผมต้องปรึกษาอาจารย์นิติศาสตร์ ผมปรึกษานักเลงขี้เมาแถวบ้านก็ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉันใด ก็ฉันนั้น สติปัญญาของคนเป็นอาจารย์กฎหมาย ควรมีมากกว่า บอกว่า &lt;b&gt;ไม่มีทางทำอะไรทักษิณได้ ทักษิณเป็นต้นธารของความเลวร้าย จึงต้องเกิดรัฐประหาร&lt;/b&gt; ถ้าคิดจะพูดอย่างนั้น ก็เอาหูไปนาเอาตาไปไร่ ปิดปากเสียดีกว่าครับ อย่าออกมาพูดให้เสียหลักเลย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่ต้องพูดเรื่องนี้ก่อนเพราะต้องขีดเส้นให้ชัดเจน แต่ไม่ใช่จะประณามว่า 23 คณาจารย์เชียร์รัฐประหาร เพราะท่านฉลาดเขียนคำแถลง &lt;b&gt;หลบเลี่ยงไม่บอกว่าสนับสนุน แต่ก็ไม่คัดค้านและโทษว่า “เผด็จการทุนนิยม” คือต้นธารของรัฐประหาร&lt;/b&gt; (ขณะเดียวกันใน 23 ชื่อก็มีอดีต คตส.อย่างบรรเจิด อดีต สสร.อย่างคมสัน แอบ ๆ อยู่)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เหตุที่ต้องขีดเส้นเรื่องหลักประชาธิปไตยคู่กับหลักนิติรัฐให้ชัดเจน ก็คือคณาจารย์จำนวนมาก ทั้งรัฐศาสตร์ นิติศาสตร์ ชอบพูดเรื่อยเปื่อยว่า การปฏิวัติประชาธิปไตย 2475 ก็เป็นรัฐประหาร 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ทั้งที่รัฐประหารคือการยึดอำนาจด้วยกำลังอาวุธ ล้มล้างนิติรัฐ ตั้งตนเป็น “องค์อธิปัตย์” แต่ 2475 คือการยึดอำนาจจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ที่กษัตริย์เป็น “องค์อธิปัตย์” แต่ผู้เดียว (จะมีทศพิธราชธรรมหรือไม่ ก็แล้วแต่) มาเป็นระบอบที่มีนิติรัฐ มีการแยกอำนาจ เราจึงเรียกว่า&lt;b&gt;การปฏิวัติประชาธิปไตย&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
23 คณาจารย์ก็หนีไม่พ้นความบ่วงนี้ เพราะท่านยัง&lt;b&gt;เอาการเปลี่ยนแปลง 2475 มาเปรียบเทียบกับ รสช.&lt;/b&gt; ซึ่งทำให้ผมนึกขำ พร้อมกับสงสัยว่า คำแถลงนี้ น่าจะมีสมคิด เลิศไพฑูรย์ ลงชื่อเป็นคนที่ 24 แต่พอดีสมคิดพลาดไปเขียนพาดพิง อ.ปรีดี จนต้องลบเฟซบุคไปก่อน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;ความเห็นทางกฎหมาย ?&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แน่นอน ความเห็นของ 23 คณาจารย์ส่งผลสะเทือนทางการเมือง อย่างที่สื่อยกเอาไปพาดหัวข่าว “&lt;b&gt;กูรูรุมยำ&lt;/b&gt;” อ่านแล้วก็ขำอีกว่า พาดหัวเห็นภาพ เพราะนักวิชาการโต้กับนักวิชาการ ต้องดูหลักการเหตุผล ไม่ใช่ดูจำนวนว่า ข้างไหนมากกว่า ถ้าเอาข้างมากเข้าว่า แบบนั้น &lt;b&gt;มันจิ๊กโก๋ยกพวก “รุมยำ” กัน&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผมไม่แปลกใจที่นิติราษฎร์ไม่ออกมาโต้ เพราะอ่านความเห็น 23 คณาจารย์แล้ว ผมก็ยังหาไม่เจอว่า &lt;b&gt;ตรงไหนคือความเห็นทางกฎหมาย&lt;/b&gt; ถ้าเปรียบกับ&lt;b&gt;กิตติศักดิ์ ปรกติ&lt;/b&gt; ยังชัดเจนว่าที่แย้งเป็นประเด็น ๆ ว่าอะไรทำไม่ได้ แต่สำหรับพวกท่าน ผมเข้าใจว่า ท่านมองว่าทำได้ เลยไม่รู้จะแย้งอย่างไร ได้แต่ทักท้วงว่าอย่าทำ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โปรดฟังอีกครั้งหนึ่ง ข้อเสนอของนิติราษฎร์ &lt;b&gt;ให้รัฐประหารเสียเปล่า ให้ประกาศ คปค.เสียเปล่า ลบล้างคำพิพากษาที่มีที่มาจากประกาศ คปค.และลบล้างการนิรโทษกรรมตัวเองของรัฐประหาร โดยขีดช่วงระหว่างวันที่ 19-30 ก.ย.2549 ที่ คปค.ตั้งตนเป็น “องค์อธิปัตย์” 
&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ประเด็นสำคัญคือ &lt;b&gt;การแสดงเจตนารมณ์ปฏิเสธรัฐประหารโดยคำนึงถึงความเป็นจริง ให้เกิดผลกระทบเหตุการณ์ที่ล่วงไปแล้วให้น้อยที่สุด&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่คณาจารย์กฎหมายซึ่งควรจะอ่านเข้าใจ &lt;b&gt;กลับไม่เข้าใจ หรือแกล้งทำเป็นไม่เข้าใจ&lt;/b&gt; กลับพูดประชดประชันเหมือนนักการเมืองว่า ทำไมไม่ย้อนหลังตั้งแต่ 2475 ถึง 2535 ที่บิ๊ก รสช.ให้สัมปทานโทรคมนาคมแก่ทักษิณ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถามว่านี่เป็นการโต้แย้งทางกฎหมายหรือไม่ ผมว่า ไม่ ถ้าท่านจะโต้แย้งทางกฎหมายท่านก็ต้องยกหลักวิชามาแย้ง แต่ที่ท่านใช้สำนวนโวหารมาอารัมภ์ ก็เพียงเพื่อจะโน้มน้าวว่า เหตุที่นิติราษฎร์เสนอให้ลบล้างผลพวงรัฐประหาร เฉพาะ 19-30 ก.ย.2549 ก็เพื่อช่วยทักษิณ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นี่ไม่ใช่หลักวิชากฎหมาย &lt;b&gt;นี่เป็นวิธีกล่าวหาแบบนักการเมืองพรรคประชาธิปัตย์&lt;/b&gt; (ตรงที่เหน็บแนมเรื่องสัมปทานโทรคมนาคม ยิ่งใช่เลย นี่สำนวนแบบ ปชป.ไม่ใช่สำนวนนักวิชาการ)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากนั้นพวกท่านก็พูดถึงหลักการทางจริยธรรมของนักวิชาการ ซึ่งก็น้ำท่วมทุ่ง ไม่ทราบว่า ด่าพวกเดียวกันหรือด่าใคร เพราะเท่าที่ผมเห็น อ.วรเจตน์และนิติราษฎร์ ก็เสนอความเห็นตามหลักวิชาโดยไม่อคติ มาตั้งแต่สมัยวิพากษ์วิจารณ์ทักษิณ จนวิพากษ์วิจารณ์รัฐประหาร 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ตรงกันข้าม พวกนักวิชาการที่เกลียดทักษิณต่างหาก ที่เอาอคติมาบิดเบือนหลักวิชา (สมัยวรเจตน์วิจารณ์ทักษิณ ผมไม่เคยได้ยินชื่อนักวิชาการบางคนด้วยซ้ำ แต่พอกระแสเสื้อเหลืองฮิต ก็โผล่หน้ามาโหนกันล้นหลาม)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พวกท่านน้ำท่วมทุ่ง แล้วก็วกมาตีขลุม ด่านักวิชาการที่เลือกกล่าวแต่เรื่องเอื้อประโยชน์แก่บุคคลหรือพวกพ้อง &lt;b&gt;ไม่กล้าพูดตรงๆ ด้วยซ้ำว่าด่าใคร&lt;/b&gt; &lt;b&gt;กลัวถูกฟ้องหรือครับ&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นักวิชาการต้องเสนอความเห็นตามหลักวิชา คำนึงถึงความถูกต้อง โดยไม่คำนึงว่าจะทำให้ใครได้ประโยชน์ ใครเสียประโยชน์ เพราะไม่ว่าคุณเสนอแบบไหน มันก็ต้องมีฝ่ายได้ฝ่ายเสีย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;แต่พวกท่านกำลังจะโหนกระแสสังคมไร้สติ&lt;/b&gt; ที่เห็นว่าใครเสนออะไร แล้วทักษิณได้ประโยชน์ ต้องไม่ถูกต้องต้องเป็นคนชั่วคนเลว ไร้จริยธรรม รับจ๊อบ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มิน่า ถึงบอกว่าประชาธิปไตยไม่ใช่ระบอบที่ดีที่สุด เพราะประชาธิปไตยต้องมีการเลือกตั้ง เลือกทีไร ก็แพ้ทักษิณ ฉะนั้น &lt;b&gt;หลักการประชาธิปไตย จึงไม่ถูกต้อง ใครยึดมั่นหลักการประชาธิปไตยคือ พวกทักษิณ&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลักการทางจริยธรรมที่พวกท่านพูดมาทั้งหมด ยิ่งไปเน้นความกล้าหาญของนิติราษฎร์ ที่กล้ายืนหยัดในหลักการทั้งที่รู้ว่าทวนกระแส นี่สิครับ คือความกล้าหาญที่แท้จริง &lt;b&gt;ไม่ใช่แค่กล้าลงชื่อแสดงความเห็นข้าง ๆ คู ๆ ประจานตัวเองไปชั่วลูกชั่วหลาน&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;อะไรคือนิติธรรม&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พวกท่านพูดถึง “หลักนิติธรรม” ก็น้ำท่วมทุ่งอีกแหละ มีแต่คำพูดสวยหรู เลื่อนลอย อ่านแล้วสรุปความรวมกับหัวเรื่องได้ว่า อย่าใช้หลักนิติธรรมปกป้องพวกกระทำการทุจริตหยาบช้า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฟังเหมือนถูกอีกนั่นแหละครับ แต่ในฐานะนักกฎหมาย มันแปลว่าอะไร มันแปลว่า ต้องไม่ใช้หลักนิติธรรมกับผู้มีอำนาจที่กระทำการทุจริตหยาบช้า อย่างนั้นหรือ แล้วถ้าอย่างนั้น อะไรคือหลักนิติธรรม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผมตีความคำแถลงของพวกท่านเป็นภาษาชาวบ้านแล้ว ก็เข้าใจได้ว่า ท่านบอกว่าทักษิณมันเลว มันมีอำนาจแล้วทุจริตฉ้อฉล มันอ้างหลักนิติธรรมเพียงเพื่อปกป้องตัวเอง ฉะนั้น เราไม่ควรใช้หลักนิติธรรมกับทักษิณ นักวิชาการควรใช้หลักนิติธรรมโดยคำนึงถึงประชาชนผู้สุจริต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แล้วอะไรคือหลักนิติธรรม &lt;b&gt;หลักนิติธรรมต้องใช้โดยเลือกดูหน้าคนก่อน ท่านสอนลูกศิษย์อย่างนั้นหรือ&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;หลักนิติธรรมต้องไม่ใช้โดยเสมอภาค ต้องมีการแยกแยะ ถ้าไอ้นี่มันคนชั่วคนเลว ก็ไม่ต้องใช้หลักนิติธรรม อย่างนั้นหรือ&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฟังเหมือนถูกต้องนะครับ แต่แล้วอะไรคือหลักนิติธรรมล่ะ &lt;b&gt;หลักนิติธรรมไม่ใช่การอำนวยความยุติธรรมแก่ทุกคนโดยเท่าเทียมกันหรือ&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อ.วรเจตน์เคยพูดกับผมว่า &lt;b&gt;กฎหมายกับความยุติธรรมต้องไปด้วยกัน เมื่อเป็นนักกฎหมาย ไม่ว่าคนที่อยู่เบื้องหน้าเราเป็นคนชั่วหรือไม่ แต่พอมาอยู่เบื้องหน้า ก็เสมอกันในทางกฎหมายและต้องมีหลักวินิจฉัย &lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
สัญลักษณ์ของกฎหมายในตำนานกรีกโบราณ เป็นรูป&lt;b&gt; เทพีมีผ้าปิดตา มือถือตราชู อีกมือถือกระบี่ ผ้าที่ปิดตาแสดงให้เห็นว่า เบื้องหน้ากฎหมาย ทุกคนเสมอกัน ไม่ได้ดูว่าเป็นใคร ตราชูคือความเที่ยงธรรม กระบี่คืออำนาจ&lt;/b&gt; ประกอบกัน 3 ส่วนความยุติธรรมถึงเกิดขึ้นได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นี่ไม่ใช่หรือคือหลักนิติธรรม หรือพวกท่านจะบอกว่าไม่ควรใช้ผ้าปิดตา หรือปิดไว้แต่แอบขยิบดูว่า ไอ้นี่เป็นคนที่สังคมประณาม ผู้คนเกลียดชัง ขับไล่ แล้วใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือจัดการมัน &lt;b&gt;นี่หรือคือหลักนิติธรรม&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผมคิดว่า นี่เป็น 2 แนวคิดที่ต่อสู้กันอยู่ในวงการนิติศาสตร์ไทย&lt;b&gt; ฝ่ายหนึ่งใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือจัดการ “คนชั่ว”ในทัศนคติของตน แต่นิติราษฎร์เห็นว่ากฎหมายต้องใช้อย่างเที่ยงธรรม&lt;/b&gt; แยกออกจากการต่อสู้ทางการเมืองซึ่งเป็นเรื่องของทัศนคติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นิติราษฎร์ไม่เคยบอกว่า ทักษิณเป็นคนดีเลิศประเสริฐศรีนะครับ ไม่เคยคัดค้านการไล่ทักษิณที่อยู่ในกรอบของการเคลื่อนไหวตามระบอบประชาธิปไตย เพราะ อ.วรเจตน์ก็วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลทักษิณมาตลอด 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่นิติราษฎร์ยืนยันว่า &lt;b&gt;การเอาผิดทักษิณต้องเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม และต้องเป็นไปตามหลัก “นิติธรรม”&lt;/b&gt; ส่วนคุณจะก่อม็อบขับไล่ ชุมนุมประท้วง เป็นเรื่องทางการเมือง ไม่เกี่ยวกับนักกฎหมาย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ใครถูกใครผิด ผมว่าเราเห็นกันชัดเจนแล้ว การจัดการกับทักษิณโดยไม่คำนึงถึงหลักนิติธรรม ออกประกาศ คปค.ตัดสิทธิย้อนหลังกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ตั้ง คตส.รอบแรก อ้าว กลัวเป็นกลางไป ตั้งใหม่ แล้วผลออกมา &lt;b&gt;เอาผิดได้แค่ 2 คดีที่ไม่กระจ่างแจ้งในใจคน&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;“ไม่ทุจริต แต่ติดคุก”  ได้ประโยชน์ “โดยไม่สมควร”ต้องยึดทรัพย์&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บ้านเมืองมันถึงได้วุ่นวายมาตลอด 5 ปีตั้งแต่รัฐประหาร เพราะ&lt;b&gt;หลักนิติธรรมของพวกท่าน มันขัดกับหลักนิติธรรมที่มีอยู่โดยสามัญสำนึกในจิตใจของประชาชนทั่วไป&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;เผด็จการทุนนิยม ?&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นักวิชาการไทยมีความสามารถอันแปลกประหลาด ในการคิดค้นบัญญัติศัพท์และคำอธิบายว่า ประเทศไทยไม่สมควรปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย ปกติอย่างสากลโลก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในความเห็นผม&lt;b&gt; คำแถลงข้อ 3 ของ 23 คณาจารย์ เป็นข้อที่ตื้นเขินที่สุด และไม่น่าเป็นความเห็นของนักนิติศาสตร์&lt;/b&gt; เพราะดังกล่าวแล้วว่า &lt;b&gt;นิติรัฐอยู่คู่กับประชาธิปไตย&lt;/b&gt; ถ้าไม่เชื่อมั่นประชาธิปไตย แล้วจะเอาอะไรมายึดถือ เพราะ&lt;b&gt;เผด็จการไม่มีหลักนิติรัฐ&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แน่นอนว่า ในยุคทักษิณเรืองอำนาจ รัฐบาลไม่ยึดหลักนิติรัฐนิติธรรม กระบวนการตรวจสอบอ่อนแอ แต่ถามว่า นั่นเป็นเผด็จการจริงหรือ ผมอ่านคำแถลงของพวกท่านแล้วนะครับ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
“ได้มาซึ่งอำนาจรัฐโดยไม่คำนึงถึงวิธีการที่ชอบธรรม ทุจริตการเลือกตั้ง ทุจริตฉ้อราษฎร์บังหลวง หลอกลวงปิดบังประชาชน แทรกแซงกระบวนการตรวจสอบและกระบวนการยุติธรรม เพื่อประโยชน์ของบุคคลหรือพวกพ้อง ไม่อาจถือได้ว่าเป็นการปกครองในระบอบประชาธิปไตยในเนื้อหาที่แท้จริง 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่กลับกลายเป็นเพียงการปกครองใน &lt;b&gt;ระบอบเผด็จการเสียงข้างมาก&lt;/b&gt; ที่อาศัยรูปแบบแอบแฝงภายใต้เสียงข้างน้อยที่มากกว่ากลุ่มเสียงอื่นเป็นฐานเพื่อกระทำการอันเป็นประโยชน์แก่บุคคลกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผมว่าท่านตกไปข้อหนึ่ง ข้อสำคัญที่สุดด้วยคือ &lt;b&gt;ทักษิณเรืองอำนาจด้วยความนิยมของประชาชน&lt;/b&gt; ซึ่งไปใช้สิทธิเลือกพรรคไทยรักไทยถล่มทลาย ข้อนี้สำคัญเพราะมันบอกว่า รัฐบาลทักษิณได้อำนาจมาโดยชอบธรรม แต่การใช้อำนาจนั้นไม่ได้ใช้โดยชอบธรรม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แน่นอน นี่ไม่ใช่ประชาธิปไตยโดยสมบูรณ์ แต่ก็ไม่ใช่เผด็จการ เป็นแค่รัฐบาลที่มีอำนาจมากจากความนิยมสูง ซึ่งก็เป็นเพียงสถานการณ์สัมพัทธ์ ไม่ได้ยั่งยืน &lt;b&gt;รัฐบาลในระบอบประชาธิปไตย ล้วนมีช่วงเวลาที่ความนิยมสูง ความนิยมตกต่ำ&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นักวิชาการไทย รวมทั้ง&lt;b&gt; ทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ&lt;/b&gt; (ซึ่งบางเรื่อง ก็พูดเป็นสาระ แต่ส่วนใหญ่ใช้สำบัดสำนานถากถางมากกว่าเนื้อหาสาระ) เอาทักษิณไปเปรียบเทียบกับฮิตเลอร์ว่า ชนะการเลือกตั้งมาเหมือนกัน ทั้งที่ยังไม่ใช่เลยครับ เพราะฮิตเลอร์เป็นเผด็จการจากการที่รัฐสภามอบอำนาจเด็ดขาดให้ (ซึ่งละเมิดหลักนิติรัฐ ไม่ใช่เป็นไปตามหลักนิติรัฐ ดังทวีเกียรติประชดประชัน)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทักษิณจึงยังไม่ใช่เผด็จการรัฐสภาอย่างฮิตเลอร์ ที่นักวิชาการไทยชอบอ้าง และข้อสำคัญคือ การรัฐประหารไม่ได้เกิดขึ้นในขณะที่ทักษิณกำลังจะรวบอำนาจดังว่า &lt;b&gt;แต่รัฐประหารเกิดขึ้นในขณะที่กำลังจะมีการเลือกตั้งต่างหาก&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;อย่าความจำสั้น&lt;/b&gt; นะครับ รัฐประหารเกิดขึ้นในขณะที่จะมีการเลือกตั้ง วุฒิสภาเลือก กกต. กันแล้ว เพียงแต่ยังไม่ทันโปรดเกล้าฯ ทุกพรรคการเมืองพร้อมลงเลือกตั้ง แต่อยู่ ๆ ไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย พันธมิตรก็ประกาศนัดชุมนุม 20 ก.ย.แล้วทหารก็ชิงทำรัฐประหารตัดหน้าในวันที่ 19 ก.ย.&lt;b&gt;โดยอ้างว่า จะเกิดการปะทะกัน&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รัฐประหารไม่ได้เกิดเพราะกลัวทักษิณเป็นฮิตเลอร์ &lt;b&gt;แต่เกิดเพราะกลัวทักษิณชนะการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยต่างหาก&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แล้วที่อ้างว่า ทักษิณแทรกแซงได้ทุกองค์กร ไม่เว้นศาล ก่อนรัฐประหาร ศาลก็เพิ่งตัดสินจำคุก กกต. “3 หนา” ต้องลาออกก่อน ถึงจะให้ประกัน (แบบเดียวกับคดีสเตราส์คานส์ ตุลาการภิวัตน์นิวยอร์ก)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้น ที่พวกท่านบอกว่าปัญหามีมาก่อนรัฐประหาร จึงไม่ผิด (แต่ไม่ใช่ต้นธารแห่งความเลวร้าย ต้นธารแห่งความเลวร้าย ต้องย้อนไปพูดถึงระบอบประชาธิปไตยที่ถูกทำลายมาตั้งแต่รัฐประหาร 2490) 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่รัฐประหารไม่ใช่วิธีการแก้ปัญหาที่ถูกต้อง และกลับทำให้สถานการณ์เลวร้ายยิ่งขึ้น รัฐประหารเป็นเพียง&lt;b&gt; การแย่งยึดอำนาจจากขั้วหนึ่งไปสู่อีกขั้วหนึ่ง ซึ่งก็ไม่เป็นประชาธิปไตยเช่นกัน และมากกว่าด้วยซ้ำ&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จึงไม่มีเหตุผลใดเลยที่คนเป็นอาจารย์นิติศาสตร์ จะต้องมาเรียกร้องความเห็นใจให้รัฐประหาร พร้อมกับปฏิเสธการนำ “คนทุจริตหยาบช้า”ขึ้นสู่กระบวนการยุติธรรมปกติ แต่พึงพอใจกับกระบวนการยุติธรรมแบบพิเศษ ที่สร้างวิกฤตศรัทธาต่อสถาบันตุลาการและสถาบันสำคัญต่าง ๆ กระทั่งเกิดความแตกแยกรุนแรงในสังคมการเมืองปัจจุบัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขอย้ำอีกครั้งว่า ที่พวกท่านลงท้ายว่า “ต้องการให้เกิดความงดงามในวิถีประชาธิปไตยที่เคารพความแตกต่างทางภูมิปัญญาและทัศนคติที่แตกต่างอย่างสร้างสรรค์ ” นั้น ขัดกับคำแถลงที่กล่าวมาข้างต้นทั้งหมด 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
สันนิษฐานว่า ผู้ร่วมลงชื่อบางท่าน ไม่ต้องการให้มีการกล่าวหาโจมตีกัน แต่ผู้ร่างก็ซุกประเด็นไว้ โดยบางเรื่องก็ไม่กระจ่าง เช่นที่ตั้งข้อกังขานิติราษฎร์ว่า ยังมีอุดมการณ์ “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข”อยู่หรือไม่ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เหมือนจะยกมาจากกรณีที่นิติราษฎร์เสนอแก้ ม.112 แต่ก็ไม่พูดว่าเห็นด้วย เห็นต่างอย่างไร กลับยกมาลอย ๆ โดยไม่มีเหตุผลทางกฎหมาย เป็นแค่&lt;b&gt;คำกล่าวหาตัดแปะ&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เหนือสิ่งอื่นใด การออกมาแสดงปฏิริยา “นิติราษฎร์เอฟเฟกท์”อย่างต่อเนื่องยาวนานครั้งนี้ พิสูจน์ให้เห็นว่า &lt;b&gt;ข้อเสนอของนิติราษฎร์สร้างความตื่นตระหนก&lt;/b&gt; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;เพราะเป็นข้อเสนอที่ทำได้จริง อำนาจอธิปไตยของปวงชนสามารถลบล้างรัฐประหาร และย้อนไปเอาผิดรัฐประหาร ซึ่งเป็นการเปิดหน้าใหม่ในประวัติศาสตร์กฎหมายไทย&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แม้ทักษิณและพรรคเพื่อไทย คงไม่ทำตามข้อเสนอนิติราษฎร์ &lt;b&gt;แต่ข้อเสนอนี้ ก็ทำให้อำมาตย์และทหารที่คิดจะทำรัฐประหารครั้งต่อไป คิดหนัก พวกถึงได้เต้นกันน่าดู&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ให้สังเกตด้วยว่า &lt;b&gt;เนติบริกรชั้นครูเงียบกันหมด ไม่มีใครกล้าบอกว่า ทำไม่ได้&lt;/b&gt; ขนาด&lt;b&gt;มีชัย ฤชุพันธ์&lt;/b&gt; มีคนเขียนไปถามในเว็บไซต์ &lt;b&gt;ยังตีลูกมึน อ้างว่าอ่านแล้วไม่เข้าใจ (โห มือระดับนี้ มีหรือไม่เข้าใจ)&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt; ใบตองแห้ง&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
4 ต.ค.2554
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ชื่อบทความเดิม ฆ่าตัวตายหมู่ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ที่มา &lt;a href=&quot;http://www.voicetv.co.th/blog/561.html&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;VoiceTV &lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/article/20111005/2026#comments</comments>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/453">coup</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/353">democracy</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/491">rule of law</category>
 <pubDate>Wed, 05 Oct 2011 15:26:58 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">2026 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>ปกป้องสถาบัน (รัฐประหาร)</title>
 <link>http://www.arayachon.org/article/20111002/2024</link>
 <description>&lt;p&gt;
ระหว่างติดตามสดับตรับฟังวิวาทะสืบเนื่องจากข้อเสนอของเพื่อนอาจารย์กลุ่มนิติราษฎร์ที่ให้ลบล้างผลพวงของรัฐประหาร ๑๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๙ ดังอื้ออึงอยู่นั้น ผมอดนึกเปรียบเทียบไม่ได้ว่า.....
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
สิ่งที่คณะรัฐประหาร คปค. กระทำเมื่อ ๕ ปีก่อนคือการใช้อำนาจปืนลุกขึ้นฉีกกฎหมายสูงสุดของชาติที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงลงพระปรมาภิไธยกำกับไว้ทิ้งโดยพลการ
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ขณะสิ่งที่คณะนิติราษฎร์ทำตอนนี้คือ นำเสนอหลักเหตุผลข้อถกเถียงทางวิชาการเพื่อให้สังคมไทยพิจารณาตัดสินใจลบล้างผลพวงของการละเมิดกฎหมายและอำนาจอธิปไตยของแผ่นดินโดย คปค. ครั้งนั้น ผ่านกระบวนการและวิธีการโดยชอบในกรอบของกฎหมายปัจจุบัน
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เนื้อแท้ที่แตกต่างตรงกันข้ามของสิ่งที่ทั้งสองคณะกระทำ, และปฏิกิริยาที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิงต่อกรณีทั้งสองโดยเฉพาะในหมู่นักกฎหมายทนายความและครูบาอาจารย์นิติศาสตร์บางคน
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ช่างเป็นที่น่าแปลกประหลาดอัศจรรย์ใจเสียนี่กระไร ? ! ? ! ?&lt;br /&gt;
เราจะเข้าใจพวกเขาว่าอย่างไรดี ?
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
มองในแง่ดีที่สุด ผมเข้าใจว่าสิ่งที่นักกฎหมายทนายความและครูบาอาจารย์นิติศาสตร์บางคนพยายามทำ คือปกป้องสถาบันเก่าแก่สำคัญของชาติสถาบันหนึ่งไว้ นั่นคือ &lt;b&gt;สถาบันรัฐประหาร !&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
สถาบันดังกล่าวอยู่คู่กับสถาบันหลักทั้งสามอันได้แก่ชาติ-ศาสนา-พระมหากษัตริย์มาตลอดยุคการเมืองไทยสมัยใหม่ หน้าที่สำคัญของสถาบันหลักของชาติแห่งที่สี่นี้คือ&lt;b&gt;เป็นเครื่องมือหรือวิธีการ (instrument/means)ที่พลังการเมืองบางกลุ่มบางฝ่าย ในสังคมการเมืองไทยเก็บไว้ใช้เพื่อปกป้องสถาบันหลักทั้งสาม&lt;/b&gt; ในยามที่พวกเขาเห็นกันไปเองว่าคับขันจำเป็น
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
สถานะถูกผิดดีชั่วทางศีลธรรม (moral/immoral) ของสิ่งที่เป็นเครื่องมือย่อมไม่มีอยู่ในตัวมันเอง (ก็มันเป็นแค่เครื่องมืออ่ะ.....) หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งมันเป็นกลางทางศีลธรรม (amoral) ตราบเท่าที่มันสามารถนำไปสู่เป้าหมายที่พึงประสงค์ มันก็ใช้ได้แล้ว
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ในระเบียบวิธีคิดแบบ instrumentalism (อุปกรณ์นิยม), pragmatism (สัมฤทธิ์คตินิยม) หรือconsequentialism (ผลลัพธ์นิยม) นี้ &lt;b&gt;เป้าหมายย่อมเป็นตัวให้ความชอบธรรมกับวิธีการ (The endjustifies the means.) &lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
หากเป้าหมาย (ปกป้องสถาบันหลักทั้งสาม, ปราบทุจริตคอร์รัปชั่น ฯลฯ) ถูก&lt;br /&gt;
ต้องชอบธรรมเสียอย่างแล้ว ไม่ว่าวิธีการใด ๆ (รัฐประหาร, ใช้กำลังบังคับปราบปรามประชาชน,ก่อการร้าย ฯลฯ) ก็ใช้ได้ &lt;b&gt;ต่อให้มันผิดเลวชั่วร้ายทางศีลธรรมหรือการเมืองเพียงใดก็ตาม &lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เพราะเป้าหมายที่ถูกต้องย่อมจะเสกบันดาลให้วิธีการดังกล่าวกลายเป็นถูกต้องดีงามในสายตาของผู้ใช้ไปได้โดยปริยาย ในโลกที่ “จะแมวดำหรือแมวขาวก็ช่าง ขอให้จับหนูได้เป็นพอ” หรือ “&lt;b&gt;จะรัฐประหารหรือระบอบรัฐสภาก็ช่าง ขอให้ปราบคอร์รัปชั่น/ปกป้องสถาบันได้เป็นพอ&lt;/b&gt;” นี้ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แนวคิดและหลักปฏิบัติเรื่องสิทธิเสรีภาพ, อำนาจอธิปไตยของประชาชน, หลักนิติธรรม ฯลฯ ย่อมกลายเป็นสิ่งแปลกปลอมและฟุ่มเฟือย มีก็ได้ ไม่มีก็ไม่เห็นจะเป็นไร เพราะ “เมืองไทยเสียอย่าง เรามีเอกลักษณ์เฉพาะตัวไม่เหมือนใครอื่นเขาในโลก”, “ความเป็นไทยจะให้ไปเดินตามหลักสากลของฝรั่งมังค่าตะวันตกได้&lt;br /&gt;
อย่างไร” ฯลฯลฯ
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เป็นเรื่องง่ายที่จะฟันธงว่า &lt;b&gt;ความคิดข้างต้นต่อต้านประชาธิปไตย&lt;/b&gt; ส่วนที่ยุ่งกว่าหน่อยคือพยายามเข้าใจว่า ลำดับเหตุผลตรรกะการคิดที่นำคนฉลาด ๆ อย่างท่านไปสู่จุดนั้นมันเป็นอย่างไร?
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ผมคิดว่ามันเป็นอะไรบางอย่างทำนองนี้ครับ….
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แก่นสารส่วนที่เป็นประชาธิปไตย (democratic components) ของระเบียบการเมืองเสรีประชาธิปไตย (liberal democracy) นั้นคือ &lt;b&gt;หลักของการปกครองโดยประชาชน (government by the people)&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้ตะขิดตะขวงใจหรือปฏิเสธไม่ยอมรับประชาธิปไตยกล่าวให้ถึงที่สุดก็คือ ปฏิเสธหลักการนี้แหละ เพราะ “การปกครองโดยประชาชน” (ซึ่งฟังดูดี) แปลเป็นรูปธรรมในสังคมหนึ่ง ๆ ได้ความว่า (ขอประทานโทษ ใช้ภาษาตลาดเพื่อสื่อความเข้าใจ) “&lt;b&gt;การปกครองโดยพวกมึง” !&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
พวกมึง น่ะน้า ?!? เอื๊อกกกก.... &lt;b&gt;ขืนให้พวกมึงขึ้นมาปกครอง ก็อิ๊บอ๋ายเท่านั้นเอง&lt;/b&gt; ขึ้นชื่อว่า “ประชาชน” นั้นย่อมน่ารักในทางนามธรรม แต่พอกลายเป็น “พวกมึง” ในทางรูปธรรมแล้ว มันก็รักไม่ค่อยลง เพราะย่อมมีทั้งคนดีคนชั่ว คนฉลาดคนเขลาปะปนคละเคล้ากันไปเป็นธรรมดา 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
และที่แย่ก็ตรง พอปล่อยให้โหวตเสรีเลือกผู้ปกครองตามใจตัวเองทีไร ก็มักจะโหวตผิดเลือกคนโกงคนทุจริตมาทุกที การที่ “ประชาชน” ผู้น่ารักดันโหวตเลือกคนไม่ดีมาสู่อำนาจ ย่อมฟ้องโทนโท่อยู่ว่า &lt;b&gt;“พวกมึง” โง่ (ขาดการศึกษา) หรือชั่ว (ขายเสียงขายสิทธิ์เหมือนขายชีวิตขายชาติ) หรือยังเป็นเด็กอยู่ (ไม่บรรลุวุฒิภาวะ ถูกจูงจมูกได้ง่ายด้วยนโยบายขายฝันสารพัด)&lt;/b&gt; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ฉะนั้นจึงจำเป็นอยู่เองที่ &lt;b&gt;“พวกกู” (ผู้ใหญ่ในบ้านเมือง) ผู้มีคุณธรรม สติปัญญาความสามารถและความเป็นไทย&lt;/b&gt; จะต้องเข้ามาแบกรับหน้าที่รับผิดชอบปกครองดูแลบ้านเมืองให้ผ่านพ้นช่วงวิกฤตคับขันแตกแยกนี้ไปก่อน, &lt;b&gt;อะแฮ่ม, โดยไม่ต้องผ่านการเลือกตั้งแบบประชาธิปไตย หากด้วยวิธีอื่นแทน&lt;/b&gt;.....
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่มันจะเป็นไรไป ในเมื่อ &lt;b&gt;เป้าหมาย (ปราบคอร์รัปชั่น/ปกป้องสถาบัน) ย่อมสำคัญกว่าวิธีการ (รัฐประหาร)&lt;/b&gt;, จะแมวดำแมวขาวก็ช่าง ขอให้จับหนู (ตัวใหญ่ หนีไปอยู่ต่างประเทศอีกแล้วตอนนี้) ได้เป็นพอ แหะ ๆ
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ปัญหาอยู่ตรงประสบการณ์รอบห้าปีที่ผ่านมาบ่งชี้ชัดว่า เครื่องมือ/วิธีการรัฐประหารนั้น&lt;br /&gt;
มันไม่บรรลุผลสัมฤทธิ์ในการปราบทุจริตคอร์รัปชั่น/ปกป้องสถาบันอย่างที่ตั้งเป้าหมายไว้เลย ตรงกันข้าม ก็เห็น ๆ กันอยู่ว่า 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
การทุจริตคอร์รัปชั่นยังดำรงอยู่ในวงการรัฐบาลและราชการ,ปัญหาความมั่นคงของสถาบันหลักของชาติกลับหนักหน่วงร้ายแรงขึ้น, มิหนำซ้ำความแตกแยกขัดแย้งระหว่างคนในชาติกลับรุนแรงลุกลามออกไปถึงขั้นฆ่าฟันกันกลางเมืองล้มตายเรือนร้อยบาดเจ็บเป็นพัน เสียหายเป็นหมื่นเป็นแสนล้าน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นี่คือราคาที่เราจ่ายให้ การใช้วิธีการที่ผิดในนามของเป้าหมายที่ถูก &lt;b&gt;แล้วมันคุ้มกันไหม ?&lt;/b&gt; เรียกชีวิตของผู้ที่ตายไปเพราะผลพวงสืบเนื่องจากรัฐประหารกลับคืนมาได้แม้สักคนหนึ่งไหม ? ใครต้องรับผิดชอบ ?
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ผมอยากเรียนว่าการที่ คปค.ยึดอำนาจโดยอ้างเหตุผลในการปกป้องสถาบันหลักของชาติด้วยความเชื่อว่า มีแต่วิธีการรัฐประหารเท่านั้น จะยังความมั่นคงแก่สถาบันหลักของชาติได้ เท่ากับ&lt;b&gt;เป็นการลากดึงเอาสถาบันหลักของชาติให้ออกห่างจากรัฐธรรมนูญ, หลักนิติธรรมและการปกครองในระบอบประชาธิปไตย&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ขณะที่เอาเข้าจริง ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ที่ตั้งอันมั่นคงที่สุดของสถาบันหลักของชาติคืออยู่ที่เดียวกับรัฐธรรมนูญ, หลักนิติธรรมและประชาธิปไตยเท่านั้น
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ให้ลบล้างผลพวงของการรัฐประหารโดยเนื้อแท้แล้ว จะส่งผลช่วยฟื้นฟูและผดุงความมั่นคงของสถาบันหลักของชาติเคียงข้างรัฐธรรมนูญ, หลักนิติธรรมและประชาธิปไตยเยี่ยงนานาอารยประเทศในที่สุด
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ที่มา &lt;a href=&quot;http://www.facebook.com/notes/mars-independence/%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B8%9B%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%96%E0%B8%B2%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%99-%E0%B9%82%E0%B8%94%E0%B8%A2-%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A3-%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%8A%E0%B8%B0%E0%B8%9E%E0%B8%B5%E0%B8%A3%E0%B8%B0/10150468666029167&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;facebook สนับสนุนนิติราษฎร์ &lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/article/20111002/2024#comments</comments>
 <pubDate>Sun, 02 Oct 2011 23:53:14 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">2024 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>ยิ่งเหลิม ยิ่งเละ</title>
 <link>http://www.arayachon.org/article/20110910/2016</link>
 <description>&lt;p&gt;
“ยังไม่เห็นรายชื่อ” “ยังไม่ได้ศึกษารายละเอียด” “ยังไม่ชัดเจน” รวมทั้งยังไม่ตอบ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นั่นคือคำพูดที่เราได้ยินอยู่บ่อยๆ จากปากยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในรอบ 1 เดือนที่ผ่านมา นับแต่เป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ซึ่งก็ตามมาด้วยคำวิจารณ์ว่า ยังไม่เด่น ประชาชนยังไม่มั่นใจ ฯลฯ และคำถามว่าเมื่อไหร่ยิ่งลักษณ์จะกล้าพูดกล้าตอบกล้าตัดสินใจเสียที&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขณะที่คนพูดคนตัดสินใจคนเป็นข่าวรายวัน กลับเป็นเฉลิม ซึ่งในฐานะประชาชนคนหนึ่งที่ประกาศอย่างเปิดเผยว่าเลือกพรรคเพื่อไทย ผมก็เขียนลงบล็อกในเว็บไซต์ Voice TV ไปแล้วว่า “เลือกยิ่งลักษณ์ได้ออเหลิม” (&lt;a href=&quot;http://www.voicetv.co.th/blog/513.html&quot; title=&quot;http://www.voicetv.co.th/blog/513.html&quot;&gt;http://www.voicetv.co.th/blog/513.html&lt;/a&gt; อาจจะมีคนได้อ่านไม่มาก ขอเชื่อมลิงก์ให้อ่านหน่อย)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คือผมจำได้แม่นว่าตอนที่พรรคเพื่อไทยหาเสียง ผมไม่เคยเห็นขุนศึกฝั่งธนออกมาแสดงบทบาท ประกาศนโยบาย ออกรายการโทรทัศน์ หรือไปดีเบตที่ไหนๆ ไม่เคยมีภาพ 33 ภาพ 31 ภาพ ตามหน้าหนังสือพิมพ์ แต่ไหงหลังตั้งรัฐบาล เพียง 10 กว่าวันหลังแถลงนโยบาย ออเหลิมกลับกลายเป็นข่าวรายวัน และเป็นข่าวในทางลบกับรัฐบาลเสียด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นถ้าจะตั้งฉายารัฐบาลนี้ว่าเป็นรัฐบาล “ยิ่งเหลิม 1” ก็คงไม่ผิด ทั้งๆ ที่ถ้าบอกก่อนว่าพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาลแล้วจะตั้งออเหลิมเป็นรองนายกฯ คุมตำรวจ คะแนนเสียงอาจหดหายไปกว่านี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่พูดนี่ไม่ใช่ว่าผมคัดค้านการย้ายข้าราชการ ย้ายเลขา สมช. ย้าย ผบ.ตร. รัฐบาลมีอำนาจเต็มอยู่แล้ว แต่ต้องทำอย่างมีเหตุผล และทำให้ “เนียน” หน่อย สมมติเช่น รัฐบาลประกาศย้ายผู้เกี่ยวข้องกับการปราบปรามประชาชนเมื่อเดือนพฤษภาคม 2553 เพื่อความสะดวกในการสอบสวนข้อเท็จจริงของ คอป.
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
หรือรัฐบาลประกาศตรงๆ ว่าถวิล เปลี่ยนศรี ขึ้นมาดำรงตำแหน่งด้วยอำนาจการเมือง ที่ย้าย พล.ท.สุรพล เผื่อนอัยกา ออกไปเมื่อ 2 ปีก่อน ฉะนั้นก็ต้องไปด้วยการเมืองเหมือนกัน เด้งซะ แล้วค่อยหาคนมาเป็น เลขา สมช.ใหม่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่นี่มันไม่ใช่อย่างนั้น ภาพมันกลายเป็นรัฐบาลต้องการเด้ง พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี เพื่อดัน พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ แล้วหาที่ให้ลงไม่ได้ มองมามองไปก็มาเจอถวิล เปลี่ยนศรี ที่ “กล้ามเล็ก” หน่อย ภาพทางการเมืองจึงออกว่าถวิลกลายเป็นแพะ บูชายัญเพื่อเพรียวพันธ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขณะที่ข้าราชการซึ่งคาดกันไว้แล้วว่าจะโดนย้าย อย่างธาริต เพ็งดิษฐ์ กลับไม่ถูกแตะ ถูกตั้งข้อกังขาว่าธาริตเป็นนก 2 หัวอีกต่างหาก เพราะไปจับผิดการสรรหา กสทช.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ฝ่ายทหาร ซึ่งสืบทอดอำนาจรัฐประหาร ก็ยังลอยนวลกันอยู่ แถมยังหัวร่อกลิ้งที่รัฐบาลไร้น้ำยา (ถึงขนาดฉีกหน้านายกฯ ไม่ไปร่วมงานแถลงยุทธศาสตร์ชาติของ วปอ.)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แน่นอนเราพูดได้ว่า ฝ่ายแค้นอย่างประชาธิปัตย์และสื่อกระแสหลัก จับจ้องเล่นงานรัฐบาลอยู่แล้ว แต่รัฐบาลก็เปิดคางให้เขาถลุง เรื่องแบบนี้ ความมีเหตุผลและวิธีการที่ “เนียน” เป็นสิ่งสำคัญ เพราะดูอย่างการโยกย้ายปลัดมหาดไทย ไม่มีใครวิจารณ์ได้ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เพราะเห็นกันอยู่ว่ารัฐบาลที่ผ่านมายำกระทรวงมหาดไทยเสียเละ มีข่าวอื้อฉาวเรื่องทุจริตและฟ้องร้องกันอุตลุด การจะเด้งปลัดแล้วตั้งพระนาย สุวรรณรัฐ ซึ่งอาวุโสเหนือกว่ามาเป็น จึงไม่มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่สำหรับคุณพ่อโต้งหนุ่มชาย ชีวิตนี้คงไม่เคยรู้ว่าคำว่า “เนียน” มีอยู่ในพจนานุกรม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขณะเดียวกัน อีกด้านหนึ่ง รัฐบาลก็ไปยุ่งแต่กับเรื่องของทักษิณ ตั้งแต่ทักษิณไปญี่ปุ่น ทักษิณจะไปเขมร เดี๋ยวก็ฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษทักษิณ เดี๋ยวก็จะยื่นศาลฎีกาทบทวนคดีที่ดินรัชดาใหม่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผมเนี่ยยืนยันมาตลอดว่าทักษิณไม่ผิด หรือถ้าผิดก็เป็นความผิดทางจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ไม่ควรลงโทษทางอาญา “ไม่ทุจริตแต่ติดคุก” (แถมยังมาจากการสอบสวนของ คตส.ที่ตั้งโดยคณะรัฐประหาร อ้างว่าประกอบด้วยบุคคลผู้ซื่อสัตย์สุจริต ทำงานเพื่อชาติบ้านเมือง แล้วไง ปปช.ชี้มูลความผิด “นางเอก” ไปแล้ว แต่สื่อส่วนใหญ่เอาไปซุกไว้เป็นข่าวหน้าในซะอย่างงั้น)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพียงแต่การจะทำอะไรก็ต้องอดทนอดกลั้น มีขั้นตอนกันหน่อยสิครับ มีลำดับก่อนหลัง ไม่ใช่เป็นรัฐบาลขึ้นมา ยังไม่ได้ทำอะไรให้ประชาชนเลย ก็จะเอาทั้งยิ่งลักษณ์ ทั้งทักษิณ ทั้งเพรียวพันธ์ มันไม่มากไปหน่อยหรือ&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;br /&gt;
ประชาชนต้องมาก่อน&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ยืมสโลแกน ปชป.ซึ่งเอาเข้าจริง &lt;b&gt;ประชาชนตายก่อน&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รัฐบาลต้องคำนึงว่า ประชาชนเลือกพรรคเพื่อไทยมาเพื่ออะไร หนึ่ง เพื่อให้แก้ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาปากท้อง สอง สำหรับมวลชนเสื้อแดงและผู้รักประชาธิปไตย ซึ่งเป็นฐานเสียงหลัก ก็คือเพื่อคืนความยุติธรรม และคืนความเป็นประชาธิปไตย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นี่คือยุทธศาสตร์หลักที่รัฐบาลต้องจัดวางลำดับขั้นตอนไปสู่สัญญาประชาคมให้ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่ตอนนี้รัฐบาลยังไม่ได้ทำอะไรเลย นอกจากลดราคาน้ำมัน ซึ่งเป็นนโยบายที่ดีแต่กลับถูกโจมตีเละเทะ สาเหตุหนึ่งก็เพราะรัฐบาลเองทำให้สับสนด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รัฐบาลเข้ามาก็เจอปัญหาน้ำท่วม ยิ่งลักษณ์เดินสายเยี่ยมประชาชน “บางระกำโมเดล” “อุดรโมเดล” แต่เอาเข้าจริงยังไม่มีงบประมาณลงไปถึง และยังทำอะไรไม่ได้ซักอย่าง น้ำก็ท่วมหนักขึ้น และทำท่าจะว่าหนักกว่าปีที่แล้ว หนักที่สุดในรอบหลายปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพียงโชคดี ที่รัฐบาลยังไม่กินเกาเหลากับสรยุทธ์ และครอบครัวข่าว 3 ไม่งั้นก็เละเหมือนอภิสิทธิ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รัฐบาลประกาศนโยบายค่าแรง 300 เงินเดือน 15,000 จำนำข้าว 15,000 แต่พอถูกทักท้วงก็เป๋ ทำท่าจะไปไม่เป็น เหมือนไม่มีความแน่นอนในนโยบาย ล่าสุด รมว.คลังจะให้ตั้งกองทุนมั่งคั่ง พอศิษย์หลวงตาบัวค้านก็พับฐาน ตกลงมันดีหรือไม่ดี ต้องว่ากัน อย่าไปฟังแต่ศิษย์หลวงตา 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
รำคาญ บริจาคทองคำหน่อยเดียว ทำตัวเป็นเจ้าเข้าเจ้าของทุนสำรองทั้งประเทศ คำว่าบริจาคก็คือสละ ไม่ใช่ยึดติด ตัวกูของกู&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พรรคเพื่อไทยประกาศนโยบายค่าแรงขั้นต่ำ 300 ทั่วประเทศ รัฐมนตรีแรงงานกลับบอกว่าจะใช้นโยบายนำร่องใน 7 จังหวัดก่อน ทำอย่างนี้ก็ฉิบหายสิครับ ที่เหลืออีก 70 จังหวัดเขาไม่ได้เลือกพรรคเพื่อไทยหรือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นโยบายใดที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนโดยตรงและทันที คุณจะมาทำเฉพาะพื้นที่ไม่ได้ เหมือนนโยบาย 30 บาท ก็มีคนค้านว่าให้ทดลองก่อน แต่รัฐบาลไทยรักไทยทำทันที ทำพร้อมกันทั้งประเทศ เพราะการให้สิทธิ “30 บาทรักษาทุกโรค” ต้องเป็นสิทธิที่เท่าเทียม ไม่ใช่คนจังหวัดหนึ่งได้ คนอีกจังหวัดไม่ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างว่า ผมไม่เชื่อว่าเผดิมชัย สะสมทรัพย์ จะมานั่ง brainstorm กำหนดนโยบายค่าแรง 300 บาท คนคิดนโยบายไม่ได้เข้ามาทำ แต่คนทำกลับมาจากระบบโควตาการเมืองเก่าเจ้าพ่อท้องถิ่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อพูดถึงการคืนความยุติธรรม และความเป็นประชาธิปไตย แน่นอน ทักษิณไม่ได้รับความยุติธรรม เพรียวพันธ์ไม่ได้รับความยุติธรรม แต่คุณทำให้ประชาชนก่อนได้ไหม รัฐบาลเป็นของประชาชน ไม่ใช่ของกงสี รู้จักอดทนอดกลั้นบ้าง ต่อให้ไม่ย้ายวิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ตำรวจก็ไปออหน้าห้องเพรียวพันธ์อยู่ดี วิเชียรอยู่ไปก็เป็นแค่เจว็ดเท่านั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รัฐบาลต้องคืนความยุติธรรมให้มวลชนเสื้อแดงที่ถูกปราบปรามจับกุมคุมขังก่อน ต้องดูแลมวลชนและครอบครัวที่ได้รับความเดือดร้อน ซึ่งเท่าที่ทราบ จนบัดนี้ก็ยังดูแลไม่ทั่วถึง 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
บางคนออกจากคุก ถูกยึดรถยึดเครื่องมือทำมาหากิน เป็นหนี้สินล้นพ้น ในเรื่องการสอบสวนข้อเท็จจริง ก็ไม่ควรจะทำแค่โยนให้ คอป.ซึ่งไม่ควรไว้วางใจมากนัก แถมโยนให้แล้วจนบัดนี้รัฐบาลก็ยังไม่เข้าไปช่วยเข้าไปเสริมอะไรซักอย่าง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รัฐบาลนี้มาจากชีวิตเลือดเนื้อของมวลชนเสื้อแดง การตอบแทนมวลชนกับการตั้งแกนนำ นปช.เป็นที่ปรึกษาเป็นเลขารัฐมนตรีเป็นคนละเรื่องกัน แน่นอน เราไม่ยอมรับการโจมตีของฝ่ายแค้นและสื่อ ที่ต่อต้านคนเสื้อแดงไม่ให้รับตำแหน่ง 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
(พวกสลิ่มบางรายโพสต์ลงเฟซบุคว่า ผู้ดีเดินตรอก ขี้ครอกเดินถนน ก็แหงอยู่แล้ว ประชาธิปไตยเป็นของขี้ครอกนี่หว่า แท็กซี่จะเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีคมนาคมไม่ได้หรือ ต้องให้พ่อค้าหรือขุนนางเป็นเท่านั้นหรือ)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่ขณะเดียวกันก็ต้องคำนึงว่ารัฐบาลมีหน้าที่เข้ามาบริหารเพื่อประชาชน การตั้งคนต้องดูความเหมาะสม ความสามารถ ที่จะเข้ามาเสริมประสิทธิภาพ สมมติเช่น ถ้ารัฐบาลจะตั้ง บก.ลายจุด แห่งมูลนิธิกระจกเงา เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีพัฒนาสังคม ใครก็คัดค้านไม่ได้ เพราะมีความเหมาะสมไม่ว่าเป็นสีอะไร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าใครไม่มีความเหมาะสม ก็ตอบแทนเขาอย่างอื่น ให้เขาทำหน้าที่อื่น กรณีนี้เป็นภาพสะท้อนของความสับสนทางยุทธศาสตร์ ที่ไม่เข้าใจว่าจะต้องแยกบทบาท ระหว่างรัฐบาล รัฐสภา พรรคเพื่อไทย และขบวนเสื้อแดง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การตั้งแกนนำ นปช.ให้มีตำแหน่ง เท่าที่ทราบยังทำให้เกิดความแตกแยก ทะเลาะเบาะแว้ง คนที่ไม่ได้ตำแหน่งก็น้อยเนื้อต่ำใจ ต้องเข้าใจว่าเสื้อแดงไม่ใช่มีเฉพาะ นปช. เสื้อแดงมีหลายกลุ่ม ในแต่ละจังหวัดมีการรวมตัวกัน 2-3-4-5 กลุ่ม เพียงแต่เมื่อนัดชุมนุมเขาก็มารวมตัวกัน คนที่บอกว่าเป็นแกนนำไม่ได้ตัวแทนของมวลชนทั้งหมด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มวลชนเสื้อแดงไม่ได้มีเฉพาะ นปช.ที่เป็นสายตรงพรรคเพื่อไทย มวลชนจำนวนไม่น้อยเขามากันเอง มาต่อสู้ด้วยความสมัครใจ เอารถมาเอง เดินเท้ามาเอง ขึ้นรถเมล์รถแท็กซี่มาเอง 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
หลังพฤษภา 53 ที่แกนนำ นปช.ถูกจับ ก็เกิด “แกนนอน” มวลชนต่อสู้ด้วยตัวของเขาเอง “แกนนอน” ในพื้นที่จำนวนไม่น้อย เข้มแข็งยิ่งกว่าแกนนำ นปช.หรือผู้สมัคร ส.ส.พรรคเพื่อไทย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่ใครอยู่ใกล้นายใหญ่ ใครอยู่ใกล้พรรค ใครเป็นหัวคะแนน ใครเป็น organizer จัดงาน event คนนั้นก็ได้ “ทรัพยากร” ได้รับการปูนบำเหน็จ เป็นเช่นนี้มาตลอด ไม่ว่าแพ้หรือชนะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่พูดเช่นนี้ไม่ใช่ว่ามวลชนหรือ “แกนนอน” ต้องการบำเหน็จรางวัลอะไร สิ่งที่เขาต้องการคือความช่วยเหลือและความยุติธรรมให้กับพี่น้องที่ถูกเข่นฆ่าจับกุมคุมขัง สิ่งที่เขาต้องการคือการได้ประชาธิปไตยคืนมา 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
สิ่งที่เขาต้องการคือ&lt;b&gt; รัฐบาลที่บริหารงานอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อรักษาชัยชนะของประชาชน&lt;/b&gt; สิ่งที่เขาต้องการคือ &lt;b&gt;การให้สิทธิเสรีภาพ แก่วิทยุชุมชน เว็บไซต์ สื่อที่เป็นปากเสียงของมวลชน&lt;/b&gt; สิ่งที่เขาต้องการคือ &lt;b&gt;นโยบายที่จะเสริมสร้างเศรษฐฐานะให้แก่คนชนบท&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้น ถ้ารัฐบาลทำในสิ่งที่ควรทำ ต่อให้โพลล์ สื่อ ฝ่ายแค้น รุมกระหน่ำโจมตี มวลชนก็พร้อมจะปกป้อง เช่นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นสิ่งที่ต้องทำ ไม่ต้องฟังเสียงวิจารณ์ว่าจะสร้างความแตกแยก เร็วไป ยังไม่ต้องรีบทำตอนนี้ แก้ปัญหาปากท้องก่อน ฯลฯ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เพียงต้องชี้แจงให้เคลียร์ ประกาศให้ชัด เป็นที่เข้าใจทั่วกันว่าจะแก้ไขโดย สสร.ที่มาจากการเลือกตั้ง และต้องผ่านการลงประชามติ พวกเมริงอย่ามากล่าวหาว่าแก้เพื่อใคร ไม่เห็นด้วยก็มาโต้เถียงกันด้วยเหตุผล ไม่อยากให้แก้ก็เชิญเคลื่อนไหวคัดค้าน ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
(วันก่อนฟังมาร์คบอกว่า ปชป.จะเดินหน้าเชิดชูเสรีประชาธิปไตยแล้ว&lt;b&gt;ฮาศาสตร์ โธ่ ไอ้ ม.7&lt;/b&gt;)
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;พท.ไม่ใช่ ทรท.&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ปัญหาของพรรคเพื่อไทยคือ ไม่ได้มีประสิทธิภาพและไม่มีผู้นำที่เข้มแข็งเหมือนพรรคไทยรักไทยในอดีต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พรรคไทยรักไทยเมื่อปี 2544 เปรียบเหมือนบริษัทในตลาดหุ้น บริหารแบบทุนโลกาภิวัตน์ มีทักษิณเป็น CEO ที่กล้าคิดกล้าพูดกล้าทำ แม้มีจุดอ่อนของการรวมศูนย์อำนาจอยู่ที่คนคนเดียว แต่ทำให้การบริหารในระยะเริ่มแรกมีประสิทธิภาพ ฉับไว 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
รัฐบาลเข้ามาอย่างมีนโยบายและแผนที่ศึกษาไว้เป็นระบบ มียุทธศาสตร์ยุทธวิธี มีขั้นตอน ลงมือทำทันที และมีอะไรใหม่ๆ มานำกระแสและทิศทางข่าวเสมอ รวมทั้งมีศัพท์ใหม่ๆ เช่น บูรณาการ เวิร์คช็อป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พรรคเพื่อไทยเป็นคนละเรื่อง เปรียบเหมือนบริษัทที่ถูกโจร 19 กันยาปล้นจนเจ๊งแล้วยกกงสีมาตั้งร้านขายของเก่า  ไม่มี CEO ไม่มีแผนงาน ไม่มียุทธศาสตร์ยุทธวิธี มีแต่พวกปากเก่งรายวัน และร่วมด้วยช่วยกันวุ่น 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
สิ่งเดียวที่ก้าวหน้าในเวลา 1 ทศวรรษ คือ&lt;b&gt;ความเข้มแข็งของมวลชน&lt;/b&gt; แต่พรรคเพื่อไทยก็ยังไม่ใช่พรรคของมวลชน แม้ชนะมาด้วยมวลชน ผู้กุมอำนาจยังเป็นกงสีตระกูลชินวัตร กับอาเสี่ยอาเฮียการเมืองเก่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นี่เป็นสิ่งที่ผู้รักประชาธิปไตยมองเห็นอยู่แล้ว เราไม่ได้ฝากความหวังกับพรรคเพื่อไทย แต่เรามีความหวังกับความเข้มแข็งของมวลชน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพียงแต่ก็ไม่คิดว่าแค่หลังแถลงนโยบาย 10 กว่าวัน มันจะย่ำแย่เร็วขนาดนี้ คงต้องเริ่มมองไปข้างหน้าว่าทำอย่างไรจะรักษาความเข้มแข็งของมวลชน ของพลังประชาธิปไตย ไม่ให้เสื่อมโทรมไปหากรัฐบาลพรรคเพื่อไทยพังหรือพ่ายแพ้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แน่นอนว่าเราจำเป็นต้องสนับสนุนรัฐบาลต่อไป แต่ก็ต้องควบคู่กับการวิพากษ์วิจารณ์ แยกบทบาทออกมาให้ชัด อะไรที่รัฐบาลทำถูกต้อง ทำเพื่อประชาชน ทำเพื่อการพัฒนาประชาธิปไตย ต้องให้การปกป้อง แต่อะไรที่ทำไม่เข้าท่า เลอะเทอะ เอาพวกตัวเองก่อน ก็ต้องด่ากันแรงๆ เพื่อไม่ให้นักการเมืองกเฬวรากทำลายชัยชนะของประชาชน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รัฐบาลจะต้องตั้งหลักให้ได้ โอเค ที่เด้งแล้วก็แล้วไป แต่ต้องหันมาทุ่มเททำงานเพื่อประชาชน ทั้งการแก้ปัญหาน้ำท่วมและเดินหน้านโยบายที่หาเสียงไว้อย่างเด็ดเดี่ยว อะไรที่ทำได้ทำไม่ได้ (เช่นจำนำข้าวที่มีคนค้านเยอะ แม้แต่ ดร.โกร่ง ปรีดิยาธร หรือ อ.วิโรจน์ ณ ระนอง ซึ่งเป็นคนในฝ่ายประชาธิปไตย) ก็ต้องสรุปให้ชัดเจน ควบคู่ไปกับการปฏิรูปการเมือง เตรียมแก้ไขรัฐธรรมนูญ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ยิ่งลักษณ์จะต้องแสดงความเป็นผู้นำ กล้าคิด กล้าพูด กล้าทำ ซึ่งผมเชื่อว่า เธอมี ไม่ใช่เป็นแค่คุณหนูไฮโซ วางท่าโพสต์ภาพสวย ๆ (ถ้ามีแค่นั้นจริงๆ ก็จบเห่) เพียงแต่เมื่อ น้องเล็กเข้ามาเป็นผู้จัดการกงสี &lt;b&gt;พี่ชาย พี่สาว พี่สะใภ้ ต้องไม่เข้ามายุ่มย่ามก้าวก่าย จนทำให้เสียความมั่นใจ ปล่อยให้เธอตัดสินใจเอง&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ยิ่งลักษณ์จะต้องมีอำนาจสั่งการรัฐมนตรี ไม่ใช่คนนี้เป็นคนของพี่ชาย พี่สาว พี่สะใภ้ วิ่งข้ามสายสัมพันธ์ขวาง ไม่ขึ้นต่ออำนาจบังคับบัญชา ผมไม่รู้ว่า ยิ่งลักษณ์รู้เห็นกับแผนเด้ง ผบ.ตร.หรือเปล่า 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่สมมติไม่รู้เห็น ไม่เห็นด้วย ก็คงพูดไม่ออก เพราะออเหลิมทำเพื่อรับใช้พี่สะใภ้ ทำได้แล้วก็ยิ่งฮึกเหิม มีปลอกคอ แล้วจะบังคับบัญชากันอย่างไร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ยิ่งลักษณ์จะต้องมีทีมงานด้านยุทธศาสตร์ หรือทีมที่ปรึกษา ที่ขึ้นตรงกับนายกฯ อย่างที่บอกว่า จะตั้งทีมที่ปรึกษาบ้านพิษณุโลก ไม่ต้องตั้งเป็นทางการก็ได้ แต่มีทีมที่กำหนดทิศทางว่าเรื่องนั้นเรื่องนี้จะเอาอย่างไร สร้างความมั่นใจให้การตัดสินใจแต่ละเรื่อง และสร้างความเป็นเอกภาพในพรรค 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ไม่ใช่คนนั้นไปทาง คนนี้ไปทาง ร่วมด้วยช่วยกันวุ่น (นักการเมืองพรรคเพื่อไทยไม่เคยเข้าใจสื่อ ไม่รู้ทันสื่อ คุณพูดไปเถอะ พูดยาวเหยียด 2 ชั่วโมง แต่สื่อเอาแค่คำเดียวที่เป็นประเด็นเชิงลบ)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รัฐบาลเข้ามาแบกภาระหนัก แต่ไม่ใช่ทำให้ตัวเองหนักยิ่งขึ้น อันตรายยังมีอยู่รอบด้าน ทั้งภัยคุกคามจากอำมาตย์และพวกสลิ่ม ปัญหาเศรษฐกิจก็ทำท่าจะแย่ เพราะเศรษฐกิจโลกกำลังจะเข้าสู่วิกฤติอีกรอบ ที่อาจรุนแรงกว่าวิกฤติซับไพรม์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รัฐบาลต้องยึดมั่นในฐานเสียงของตน คือคนยากคนจนคนชนบท ที่ต้องการลืมตาอ้าปาก และต้องการสิทธิเสรีภาพ ฉะนั้นในทางเศรษฐกิจต้องมุ่งแก้ปัญหาปากท้อง ไม่จำกัดเฉพาะนโยบายที่ประกาศตอนหาเสียง คิดอะไรใหม่ๆ ได้ต้องรีบทำ ถ้าไม่มีสมองก็ต้องหาคนช่วยคิด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;ในทางการเมือง ก็ไม่ใช่แค่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ต้องกระจายอำนาจ กระจายสิทธิเสรีภาพ ให้มากที่สุด สนับสนุนการสร้างสื่อของมวลชน ทั้งวิทยุชุมชน เว็บไซต์ ทีวีดาวเทียม เชื่อมต่อโครงข่ายอินเตอร์เน็ตไฮสปีดลงไปถึงทุกหมู่บ้านทั่วประเทศ&lt;/b&gt; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แล้วก็&lt;b&gt;ยกเลิกเสียเถอะ พรบ.คอมพิวเตอร์&lt;/b&gt; ไม่ใช่เข้ามาแล้วก็ท่องคาถาตาม ปชป.ตามพวกสลิ่ม ว่า จะเข้มงวดกวดขันปิดเว็บไซต์ ต้องยืนยันว่าถ้าผิดกฎหมายก็ปิด แต่&lt;b&gt;ถ้าไม่มีคำสั่งศาล จะละเมิดสิทธิเสรีภาพประชาชนไม่ได้&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อันตรายจากรัฐประหารยังคงมีอยู่ แม้พวกทหารไม่สามารถทำรัฐประหารแบบเดิม ๆ ได้อีก ก็อาจแปรรูปแปรวิธีการมาโค่นล้มรัฐบาล &lt;b&gt;ผู้ที่จะปกป้องประชาธิปไตยมีแต่มวลชน&lt;/b&gt; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ฉะนั้น ต้องเร่งส่งเสริมสิทธิเสรีภาพของมวลชน โดยไม่จำกัดว่าสีเหลืองสีแดง (แต่ต้องสร้างความเท่าเทียม แบบพวกที่อ้างปฏิรูปเอาเงินภาษี 600 ล้านไปใช้ เอาเงิน สสส.ไปใช้ ต้องตัดให้หมด)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กล่าวสำหรับมวลชนเสื้อแดงและผู้รักประชาธิปไตย ต้องวางยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน แยกบทบาทจากพรรคเพื่อไทย แน่นอนว่า เราสนับสนุนรัฐบาล แต่ไม่ใช่เดินตามรัฐบาลหรือไว้วางใจรัฐบาลเสียทุกอย่าง บางอย่างต้องเดินนำ เช่น การต่อสู้เรื่องสิทธิประชาธิปไตย การเรียกร้องเรื่องมาตรา 112 กฎหมายความมั่นคง กฎหมายคอมพิวเตอร์ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ตลอดจนการกระจายอำนาจ (ซึ่งเป็นสิ่งที่ร่วมกันได้ทั้งเสื้อเหลืองเสื้อแดง) บางอย่างก็ต้องวิพากษ์วิจารณ์ เช่นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของบุคคล ความเลอะเทอะ เหลวไหล ไร้ยุทธศาสตร์ยุทธวิธี ตลอดจนการหาผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นแน่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เราต้องปกป้องรัฐบาลจากรัฐประหารตุลาการภิวัตน์ และการให้ร้ายป้ายสีของสื่อ นักวิชาการ ที่มี agenda แต่ไม่ใช่ปกป้องกันจนไม่ลืมหูลืมตา ทำอะไรก็เห็นถูกไปหมด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะเราไม่ใช่สลิ่ม เรามีเหตุผล เหตุผลและหลักการประชาธิปไตย เป็นสิ่งที่จะทำให้เสื้อแดงต่างจากเสื้อเหลือง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;ใบตองแห้ง&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
10 ก.ย. 54
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ที่มา &lt;a href=&quot;http://www.prachatai3.info/journal/2011/09/36867?utm_source=feedburner&amp;amp;utm_medium=feed&amp;amp;utm_campaign=Feed%3A+prachatai+%28%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B9%84%E0%B8%97+Prachatai.com%29&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;ประชาไท &lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/article/20110910/2016#comments</comments>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/323">Government</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/284">politics</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/358">red-shirt</category>
 <pubDate>Sat, 10 Sep 2011 20:18:39 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">2016 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>4 แนวปะทะใหม่ทางการเมือง</title>
 <link>http://www.arayachon.org/article/20110907/2013</link>
 <description>&lt;p&gt;
หลังจากพรรคเพื่อไทยได้รับชัยชนะทางการเมืองฝ่ายประชาชน จนสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ นี่มิได้หมายความว่า เป็นการรบชนะทุกแนว ที่จริงเพิ่งชนะแนวใหญ่แนวเดียวเท่านั้นเอง ยังมีแนวรบอีกหลายแนวที่เป็นเครือข่ายของระบอบอำมาตยาธิปไตย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่นี่มิใช่เรื่องเกรงกลัว เพราะการเอาชนะแนวใหญ่ที่สำคัญที่สุดคือ สามารถเอาชนะการเลือกตั้งมาตลอด และชนะยิ่งใหญ่ในครั้งล่าสุด ย่อมเป็นกำแพงที่มีหลังพิงที่ยิ่งใหญ่ที่สุด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่ด้วยเครือข่ายระบอบอำมาตยาธิปไตย และการครอบงำที่มีมายาวนาน ในทุกปริมณฑล ทำให้&lt;b&gt; คนชั้นกลางและคนชั้นสูงกลายเป็นพวกอนุรักษ์นิยม&lt;/b&gt;ที่ได้อำนาจ ได้ผลประโยชน์ จากระบอบอำมาตยาธิปไตย และกลัวการลุกขึ้นต่อสู้ของมวลชนพื้นฐาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พูดให้ถึงที่สุดก็คือ คนชั้นกลางและคนชั้นสูงเหล่านี้ พึงพอใจในฐานะทางสังคม บทบาท และอำนาจที่ตนมีอยู่ ที่มิได้มาจากการต่อสู้แต่อย่างใด จึงกลัวการเปลี่ยนแปลงและการต่อสู้ของประชาชน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทั้งที่ยังมิได้เข้าใจว่า การต่อสู้ของประชาชนนั้น&lt;b&gt;เป็นการต่อสู้เพื่อให้ได้ประชาธิปไตย ได้ความเป็นธรรมในสังคม และความเจริญก้าวหน้าของประเทศ&lt;/b&gt; คนทุกกลุ่มในประเทศจะได้รับผลประโยชน์ทั่วหน้า แต่ต้องเป็นผลประโยชน์ที่สมเหตุผล และไม่เป็นอุปสรรคต่อระบอบประชาธิปไตยและความเป็นธรรมในสังคม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความซับซ้อนของสังคมไทย เกิดจากการที่โครงสร้างชั้นบนของสังคม อันได้แก่การเมือง การปกครอง, อุดมการณ์, วัฒนธรรม, การศึกษา ความคิดที่ครอบงำชี้นำการปฏิบัติล้าหลัง &lt;b&gt;อยู่ในระบอบอำมาตยาธิปไตย และเป็นรัฐตัวจริงที่มีอำนาจควบคุมประเทศ&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในขณะที่รากฐานเศรษฐกิจเรา ค่อนข้างพัฒนาตามทุนนิยมโลกาภิวัฒน์ แต่ทุนเครือข่ายระบอบอำมาตย์ก็พัฒนาไปได้ โดยอาศัยอำนาจรัฐในมือเป็นตัวช่วยสนับสนุนการผูกขาดตลอดมา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทุนเครือข่ายระบอบอำมาตย์ ยังเติบโตพร้อมกับการที่มีอำนาจเหนือประเทศยาวนาน ทำให้ประเทศมหาอำนาจทั้งหลาย ก็สวามิภักดิ์ต่อระบอบอำมาตย์ในไทยเช่นกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทุนกลุ่มใหม่ที่นอกเหนืออำนาจการควบคุมที่เติบใหญ่ และยึดครองหัวใจประชาชน มวลชนพื้นฐาน จึงเป็นปฏิปักษ์กับ&lt;b&gt;กลุ่มทุนเครือข่ายอนุรักษ์นิยม และชนชั้นกลาง ชนชั้นสูงอนุรักษ์นิยม&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อเอาชนะการเลือกตั้ง สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ เราจึงเห็นแนวรบและสนามฆ่าคนในรูปแบบต่าง ๆ เกิดขึ้นนับจากได้อำนาจรัฐครั้งที่สอง พ.ศ. 2548 เป็นต้นมา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะเครือข่ายระบอบอำมาตย์ ไม่อาจปล่อยให้การสูญเสียอำนาจและสถานะเกิดขึ้นได้อีกต่อไป เพราะนั่นจะหมายถึงมีจุดสิ้นสุดระบอบอำมาตยาธิปไตยในประเทศไทย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กองกำลังพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จึงเป็นกองกำลังรบแนวแรกที่ ได้ผลอย่างยิ่ง แต่เมื่อมาถึงปัจจุบัน กองกำลังนี้กำลังถูกสลาย เนื่องจากความขัดแย้งภายใน แกนนำ และความขัดแย้งกับพรรคการเมือง อนุรักษ์นิยม คือ พรรคประชาธิปัตย์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขณะนี้ สนธิ ลิ้มทองกุล กำลังร้องเพลง “น้ำตาเถ้าแก่” ที่มีเนื้อหาตัดพ้อต่อว่าแม่ยก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“เช่นดังตัวผม ต้องตรมดวงใจกลัดหนอง แม่ยกต้องมาจากจร ตัวอย่างเห็นกันไป ลืมคนเสื้อเหลือง แล้วยังมาว่าร้ายให้ แม่ยกเธอช่างเหลือร้าย โง่เง่าหรือไร ถึงคิดไม่เป็น” 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
หรือบางตอน “ สิ้นสุดกันเถิดหนา แม่ยกแมลงสาบใจสอง ชาตินี้ไม่ขอใฝ่ปอง ให้มามัวหมองต่อไป หลงรูปคนหล่อ สอบตกคร่ำครวญร้องไห้ ยังเชื่อเจ้าหล่อต่อไป อาจจะชิบหายสักวัน นะเธอ”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สรุปว่า &lt;b&gt;แนวปะทะด้านพันธมิตรยังมีอยู่ แต่ยังไม่มีกำลังพอที่จะปะทะเป็นด่านแรก&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;u&gt;&lt;b&gt;แนวปะทะแรก&lt;/b&gt;&lt;/u&gt; จึงเป็น&lt;b&gt;สื่อกระแสหลักที่เป็นสื่อในกำกับของทุนอนุรักษ์นิยม และระบอบอำมาตย์ รวมทั้งองค์กรสื่อ&lt;/b&gt;ที่แสดงบทบาทอยู่ในขณะนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การมองสื่อกระแสหลัก จึงต้องมองให้เห็นว่า เป็นแนวปะทะสำคัญในการต่อสู้ระบอบอำมาตย์ จำเป็นที่ต้องมีแนวทางและยุทธศาสตร์ในการทำให้สื่อเข้าสูแนวคิดเสรีนิยม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การปะทะแนวรบสื่ออนุรักษ์นิยม จึงต้อง&lt;b&gt;เปิดประตูเสรีภาพของสื่ออย่างเต็มที่ และผลักดันอุดมการณ์ประชาธิปไตย แนวคิดเสรีนิยม&lt;/b&gt;ให้เข้ามาแทนที่ อุดมการณ์ระบอบอำมาตย์ และความคิดอนุรักษ์นิยม จารีตนิยมให้ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การทำลายการผูกขาดของสื่อ และสัมปทานที่ดูแลโดยกองทัพกลุ่มอำมาตย์ กลุ่มจารีตนิยม มุ่งให้สื่อเปิดเสรี และให้เสรีภาพสื่อเต็มที่ ให้กลไกตลาดและความนิยมของประชาชนเป็นผู้ตัดสิน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นี่จึงเป็นแนวปะทะที่สำคัญ ที่ฝ่ายประชาชนต้องผลักดัน&lt;b&gt;ให้เลิกผูกขาดสื่อ&lt;/b&gt;ให้ได้ ทั้งต้องเปิดโปงเรื่องราวเบื้องหลังสื่อแต่ละค่าย ให้ประชาชนเข้าใจว่า สื่อเป็นเครื่องมือเพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มทุนค่ายต่าง ๆ และเชื่อมโยงกับเครือข่ายระบอบอำมาตยาธิปไตยอย่างไร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;u&gt;&lt;b&gt;&lt;br /&gt;
แนวปะทะที่สอง&lt;/b&gt;&lt;/u&gt; คือ นักวิชาการ เป็นแนวปะทะที่สำคัญอีกแนวหนึ่ง ซึ่งมักเชื่อมโยงกับสื่อคือ กลุ่มนักวิชาการ ตัวอย่างนักวิชาการที่แสดงตัว ให้ปราบประชาชนเมื่อปี 2553 &lt;b&gt;จำนวน 303 คน&lt;/b&gt; ก็มีอาจารย์คณะนิเทศศาสตร์เป็นจำนวนมากจนน่าตกใจ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หารายชื่ออ่านได้ในมหาประชาชน ปีที่ 1 ฉบับที่ 51 วันที่ 19-25 สิงหาคม 2554 และเร็ว ๆ นี้ &lt;b&gt;นักวิชาการค่ายทีดีอาร์ไอ&lt;/b&gt; พูดตรง ๆ เป็นสถาบันที่รวบรวมนักวิชาการที่สนับสนุนเครือข่ายระบอบอำมาตย์ โดยมีคุณ&lt;b&gt;อานันท์ ปันยารชุน&lt;/b&gt; เป็นผู้สนับสนุนหลักในการก่อตั้งและดำเนินงาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในระยะแรก ก็ดูเป็นนักวิชาการเสรีนิยม และสนับสนุนกลไกตลาดในการดูแลเศรษฐกิจ สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ แต่เมื่อต้องการโค่นคุณทักษิณ ชินวัตร &lt;b&gt;ทีดีอาร์ไอ ก็รวมศูนย์ จัดการอย่างมีพลัง&lt;/b&gt; เช่น 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
การปล้นสถานีโทรทัศน์ ไอทีวี และยึดมาอยู่ในเครือข่ายอำมาตย์และค่ายเนชั่น รวมทั้งเป็นกำลังสำคัญในการใช้ความเป็นนักวิชาการ จัดการเรื่องคดีของคุณทักษิณ เช่น คดีหุ้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ยังมีนักวิชาการอื่นอีกมากที่จะโผล่ออกมาในแนวปะทะที่สองนี้ เราจึงต้องขยายกำลัง&lt;b&gt;แนวร่วมนักวิชาการประชาธิปไตย&lt;/b&gt;ให้มีบทบาทมากขึ้น ในหมู่ประชาชน &lt;b&gt;ในสื่อกระแสหลัก สื่ออินเตอร์เนทและสื่อสีแดง&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แนวปะทะนี้ เป็นแนวที่ต้อง&lt;b&gt;ต่อสู้ด้วยหลักการและองค์ความรู้ มิใช่ด้วยอารมณ์&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นอกจากขยายแนวร่วมนักวิชาการแล้ว ฝ่ายประชาชนเองก็ต้องยกระดับองค์ความรู้เพื่อโต้กับนักวิชาการอำมาตย์ได้ ด้วย และขยายให้ประชาชนส่วนอื่น ๆ ที่ไม่ใช่เสื้อแดงได้ยกระดับด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;u&gt;&lt;b&gt;แนวปะทะที่สาม&lt;/b&gt;&lt;/u&gt; สำคัญยิ่งคือ กระบวนการยุติธรรมและองค์กรอิสระต่าง ๆ มากมายที่อยู่ในการครอบงำของระบอบอำมาตย์ค่อนข้างสิ้นเชิง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แนวปะทะแนวรบนี้ ยิ่งใหญ่ที่สุด ก็มีบทบาทเป็นด้านหลักในการต่อสู้ของประชาชนให้ได้ระบอบประชาธิปไตย การยกเลิกรัฐธรรมนูญ 50 และเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ด้วยมือประชาชน จะเป็นเรื่องหลักในแนวปะทะนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การทวงความยุติธรรมให้กับคนตาย 92 + 1 ศพที่เพิ่งฌาปนกิจเมื่อวันที่ 5 ก.ย. นี้เอง (คุณหรั่ง) คนบาดเจ็บและคนถูกจองจำ ตลอดจนคนที่ถูกตั้งข้อหาร้ายแรง อย่างไม่เป็นธรรม บาปกรรมและชะตากรรมประเทศไทยจึงขึ้นอยู่กับแนวรบให้ได้นิติรัฐ นิติธรรม ว่าจะสัมฤทธิ์ผลหรือไม่
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;u&gt;&lt;b&gt;แนวปะทะสุดท้าย&lt;/b&gt;&lt;/u&gt; คือ การก่อรัฐประหารโดยกองกำลังประจำการของประเทศ นี่เป็น รูปแบบสูงสุดของการขัดขวางระบอบประชาธิปไตย โดยใช้กำลังอาวุธยึดอำนาจและปราบปรามประชาชน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถามว่า อาจเกิดได้ไหม ก็ต้องตอบว่า เกิดได้ ถ้าฆ่าประชาชนมือเปล่าตายได้ โดยไม่สะทกสะท้าน และไม่มีการยอมรับผิดใด ๆ หรือไม่อาจเปิดเผยความจริงให้ปรากฎได้ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
7 กันยายน 2554
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ที่มา &lt;a href=&quot;http://thaienews.blogspot.com/&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;ไทยอีนิวส์ &lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/article/20110907/2013#comments</comments>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/287">crisis</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/284">politics</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/467">redshirt</category>
 <pubDate>Wed, 07 Sep 2011 19:47:52 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">2013 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>ความคลุมเครือ-ที่มาของอำนาจนอกระบบ </title>
 <link>http://www.arayachon.org/article/20110906/2012</link>
 <description>&lt;p&gt;
คําอภิปรายของฝ่ายค้านและตอบโต้ของรัฐบาล ในการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ดูจะเป็นการต่อสู้กันระหว่างอะไรสองอย่าง ซึ่งสะท้อนให้เห็นพัฒนาการทางการเมืองของไทยว่า 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ได้เดินมาถึงแพร่งสำคัญที่ต้องเลือกว่าจะเดินไปทางใด โดยเฉพาะการอภิปรายถึง &lt;b&gt;สถาบันพระมหากษัตริย์, ความจงรักภักดี และ ม.112 ในกฎหมายอาญา&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้ฟังหลายคนคงรู้สึกผิดหวังเหมือนผม ที่ฝ่ายรัฐบาลเลือกที่จะเล่นเกมการเมืองเก่า คือ&lt;b&gt;ยืนยันความสัมพันธ์ทางการเมืองกับสถาบันพระมหากษัตริย์ที่ไม่ชัดเจนดังเดิม&lt;/b&gt; ด้วยการประกาศความจงรักภักดีอย่างท่วมท้นของตน และอย่างที่ฝ่ายค้านวางเส้นทางให้เดิน &lt;b&gt;คือไม่คิดจะทบทวน ม.112 ไม่ว่าในแง่เนื้อหา หรือในแง่ของการปฏิบัติ&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ยิ่งไปกว่านั้น รองนายกฯเฉลิม อยู่บำรุง และ รมต.ไอซีที ยังแสดงบทบาทไม่ต่างจากรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ที่จะบังคับใช้กฎหมายต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างเข้มข้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทั้ง ๆ ที่ก็รู้อยู่เต็มอกว่า &lt;b&gt;การบังคับใช้กฎหมายเรื่องนี้ที่ผ่านมา มีปัญหาอย่างไร และบิดเบือนเจตนารมณ์ของกฎหมายเพื่อปราบศัตรูทางการเมืองอย่างเมามันอย่างไร&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ถ้าเมามันเท่ากันเช่นนี้ ยังมีน้ำหน้าจะไปปลดคนโน้นคนนี้ ซึ่งเป็นเครื่องมือให้รัฐบาลได้ใช้กฎหมายอย่างเมามันได้อย่างไร)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่อะไรกับอะไร ที่ต่อสู้กันอยู่ในสภาในวันแถลงนโยบาย?&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผมพยายามหาวิธีอธิบายเรื่องนี้อยู่หลายวัน และคิดว่าอธิบายได้ แต่เพิ่งมาอ่านพบบทความของ นายรอเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ที่ลงในเว็บไซต์นิวมัณฑละ ตรงกับความคิดของผมพอดี แต่อธิบายได้กระจ่างชัดกว่า จึงขอนำมาสรุปดังนี้ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
(จมูกของหลายคนคงย่นเมื่อได้ยินชื่อนี้ แต่เราตัดสินอะไรกันที่เนื้อหาไม่ดีกว่าที่ผู้พูดหรอกหรือครับ)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เขายกทฤษฎีของนักวิชาการเยอรมันคนหนึ่งชื่อ Ernst Fraenkel ซึ่งศึกษาเยอรมันภายใต้นาซี ออกมาเป็นทฤษฎีที่อาจเอาไปใช้ในกรณีอื่นๆ ได้ด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เขาเสนอว่ารัฐนั้นมีสามประเภทอย่างกว้าง ๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเภทหนึ่งคือ&lt;b&gt; นิติรัฐ&lt;/b&gt; ทุกอย่างดำเนินไปตามกฎเกณฑ์กติกาหรือกฎหมาย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อีกประเภทหนึ่งซึ่งอยู่สุดโต่งอีกข้างหนึ่งคือ&lt;b&gt; รัฐอภิสิทธิ์ &lt;/b&gt;อันหมายถึงรัฐที่มีบุคคลหรือกลุ่มบุคคลซึ่งถืออภิสิทธิ์บางอย่าง และ&lt;b&gt;การบริหารจัดการบ้านเมืองย่อมเป็นไปตามความประสงค์ของอภิสิทธิ์ชน&lt;/b&gt;เหล่านี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รัฐประเภทที่สามคือ &lt;b&gt;รัฐซ้อน&lt;/b&gt; อันได้แก่รัฐเช่นประเทศไทย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กล่าวคือมีสถาบัน, องค์กร และการจัดการที่เป็นไปตามกฎหมายอยู่ แต่&lt;b&gt;ในการบริหารจัดการจริง ก็ยังขึ้นอยู่กับความประสงค์ของกลุ่มอภิสิทธิ์ชน&lt;/b&gt;นั่นเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่รัฐเหล่านี้ต้องมีระเบียบแบบแผนระดับหนึ่ง ก็เพราะ ระเบียบแบบแผนเอื้อต่อทุนนิยม จำเป็นต้องมีระบบตุลาการที่เป็นอิสระและเป็นกลาง พอจะตัดสินกรณีพิพาททางธุรกิจหรือหนี้สินได้ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่ในเรื่อง &lt;b&gt;อำนาจทางการเมือง กลุ่มอภิสิทธิ์ชนก็ยังหวงไว้ตามเดิม&lt;/b&gt; แต่ก็หวงไว้ ภายใต้ความคลุมเครือในรูปแบบของนิติรัฐ ไม่ได้ประกาศออกมาโจ้ง ๆ ตลอดทั้งมีกฎหมายเป็นรองความประสงค์ของฉัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้น ถ้าอธิบายตามทฤษฎีของนาย Ernst Fraenkel อะไรที่ต่อสู้กันในสภาวันนั้น ที่จริงคือ&lt;b&gt;การต่อสู้ระหว่างนิติรัฐ และรัฐอภิสิทธิ์&lt;/b&gt;นั่นเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นิติรัฐของไทยกำลังผลักดันตัวเองไปสู่กฎระเบียบที่เป็นประชาธิปไตย ซึ่งจะเหลือความคลุมเครือของอำนาจน้อยลง ในขณะที่&lt;b&gt;รัฐอภิสิทธิ์พยายามจะรักษาส่วนที่ไม่เสรีและไม่ประชาธิปไตยเอาไว้ภายใต้ความคลุมเครือ เพื่อจรรโลงอภิสิทธิ์ของคนบางกลุ่มต่อไป&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
และด้วยเหตุดังนั้น จึงกดดันให้รัฐบาลใหม่ต้องยอมรับว่า &lt;b&gt;จะไม่เข้าไปสถาปนาความชัดเจนในความคลุมเครือที่จำเป็นต้องดำรงอยู่&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
และอย่างที่กล่าวในตอนแรกนะครับ รัฐบาลพรรค พท.ก็พร้อมจะรักษาความคลุมเครือนั้นไว้ดังเดิม ผมยังพยายามจะมองในแง่ดีว่า เพราะพรรค พท.คิดว่า &lt;b&gt;เป็นวิธีเดียวที่จะประคองตัวให้รอดพ้นจากการถูกทำลายลงด้วยอำนาจของรัฐอภิสิทธิ์&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่&lt;b&gt;นี่น่าจะเป็นการตัดสินใจที่ผิด&lt;/b&gt; เพราะสถานการณ์ของไทยได้เปลี่ยนไปแล้ว พรรค พท.มีแต้มต่อหลายอย่างที่ควรกล้าเดิมพัน มากกว่าขออยู่ในตำแหน่งนาน ๆ เพียงเท่านั้น ถึงอยู่ได้ไม่นาน เดี๋ยวก็กลับมาอีก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผลการเลือกตั้งที่ พท.ชนะอย่างท่วมท้น ทำให้เห็นว่า &lt;b&gt;การต่อสู้ของนิติรัฐได้เข้ามาอยู่ในสภาแล้ว&lt;/b&gt; หลังจากได้อยู่ในท้องถนนมาตั้งแต่ พ.ศ.2516 แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า จะไม่มีการต่อสู้ในท้องถนนอีกเลย &lt;b&gt;หากรัฐอภิสิทธิ์พยายามสถาปนารัฐบาลของตนเองขึ้นใหม่&lt;/b&gt; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
(โดยการรัฐประหาร, คำพิพากษา, หรือการจัดรัฐบาลในค่ายทหารก็ตาม) การต่อสู้ในท้องถนนก็อาจกลับมาอีก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นอกจากนี้รัฐอภิสิทธิ์ยังอาจหนุนให้เครือข่ายของตน ใช้ท้องถนนเพื่อบ่อนทำลายอำนาจรัฐประชาธิปไตยในสภาได้ หากสถานการณ์อำนวย แต่แนวหน้าของการต่อสู้ของนิติรัฐได้เคลื่อนเข้ามาอยู่ในสภาแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดังนั้น หากรัฐบาล พท.ไม่ยอมรุกคืบหน้าในการขยายพื้นที่ของนิติรัฐ ทุกอย่างจะชะงักงันอยู่อย่างเก่า และพรรค พท.ต้องไม่ลืมว่า
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;ในสถานการณ์ชะงักงันที่พื้นที่นิติรัฐมีอยู่นิดเดียว ในขณะที่พื้นที่ของรัฐอภิสิทธิ์มีในความคลุมเครืออยู่อย่างกว้างขวาง พรรค พท.ก็จะถูกเขี่ยกระเด็นไปได้ง่าย ๆ&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การต่อสู้ผลักดันเพื่อขยายพื้นที่ของนิติรัฐในสภา จึงเป็นไปเพื่อความมั่นคงของพรรค พท.เองด้วย ซ้ำจะเป็นความมั่นคงมากเสียยิ่งกว่า พยายามจรรโลงความคลุมเครือให้ดำรงอยู่เพื่อการยอมรับของรัฐอภิสิทธิ์เสียอีก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส.ส.ของ พท.แต่ละคน จะมีพันธกรณีกับประชาธิปไตยมากน้อยเพียงใดไม่ทราบได้ แต่&lt;b&gt;พรรค พท.เองจะอยู่รอดได้ ก็อยู่ที่พื้นที่นิติรัฐหรือประชาธิปไตยต้องขยายกว้างขึ้น เพื่อเป็นหลักประกันว่ารัฐบาลพท.จะล้มก็ด้วยการเลือกตั้งเท่านั้น&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พรรค พท.จึงควรอธิบายให้ชัดเจนว่า &lt;b&gt;ความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์นั้น แท้ที่จริงคือความจงรักภักดีต่ออธิปไตยของปวงชนชาวไทยนั่นเอง&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะพระมหากษัตริย์ทรงใช้อำนาจอธิปไตยแทนปวงชนชาวไทย (ตามรัฐธรรมนูญ) &lt;b&gt;คนที่ไม่จงรักภักดีคือ คนที่ละเมิดอธิปไตยของปวงชนชาวไทย&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในส่วน ม.112 นั้น พรรค พท.ต้องกล้าพูดความจริงว่า &lt;b&gt;เป็นกฎหมายที่มีปัญหาแน่นอน ไม่ในเนื้อหาก็ในการบังคับใช้ หรือทั้งสองอย่าง&lt;/b&gt; จากการที่มีผู้ตกเป็นผู้ต้องหาเพียงปีละไม่ถึง 10 ราย กลายเป็นมีผู้ต้องหานับร้อยในทุกปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การสร้างภาพความจงรักภักดีอย่างสูงสุดแก่ตนเอง ดังที่นักการเมืองได้ทำสืบเนื่องกันมาหลายปีแล้วนี้ เป็นสิ่งที่พรรค พท.จะไม่ทำตามเป็นอันขาด การปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ในโลกยุคปัจจุบัน ต้องทำด้วยสติปัญญาและคำนึงถึงความละเอียดอ่อน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้น หากจะยังมีกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพอยู่ต่อไป กฎหมายนั้นต้องชัดเจนว่า กระทำการอย่างใด จึงจะถือว่าละเมิดกฎหมาย &lt;b&gt;ไม่ปล่อยให้ขึ้นอยู่กับการตีความของเจ้าหน้าที่และผู้ฟ้องร้องตามอำเภอใจ &lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
และเพราะกฎหมายมาตรานี้ ถูกนำมาใช้เพื่อกลั่นแกล้งกัน ทั้งในเชิงบุคคลและในเชิงการเมืองอยู่เสมอ &lt;b&gt;จำเป็นต้องสร้างกระบวนการกลั่นกรองการฟ้องร้องที่ละเอียดรอบคอบและโปร่งใส&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ทั้งนักรัฐประหารและนักการเมือง ต่างช่วยกันทำความเสื่อมเสียแก่สถาบันฯ ตลอดมา และส่วนหนึ่งของกระบวนการนี้คือ &lt;b&gt;การใช้มาตรา 112 เป็นเครื่องมือ &lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
จะหยุดการทำร้ายสถาบันฯ ต่อไปได้ ก็ต้องทบทวนมาตรา 112 เพื่อทำให้ทุกฝ่าย ไม่สามารถเที่ยวทำร้ายศัตรูของตน โดยใช้มาตรานี้เป็นเกราะกำบังตนอีกต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การประกาศว่า จะทบทวน ม.112 จึงไม่ได้หมายความว่า ไม่มีความจงรักภักดีต่อสถาบัน &lt;b&gt;ตรงกันข้าม การขจัดความคลุมเครือในเรื่องนี้เสียอีก ที่จะทำให้เกิดความมั่นคงแก่สถาบัน เพราะในความคลุมเครือของรัฐอภิสิทธิ์นั้น ย่อมไม่มีความมั่นคงแก่สถาบันใดๆ ทั้งสิ้น&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
และเพราะพรรค พท.มองการณ์ไกลกว่า พรรค พท.จึงจะแสดงความจงรักภักดีด้วยการทบทวน ม.112 ทั้ง ๆ ที่พรรค พท.น่าจะรู้ดีอยู่แล้วว่า การทบทวนจะก่อให้เกิดศัตรูมากขึ้น 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่ต้องแยกแยะศัตรูเหล่านี้ให้ดี ส่วนที่จริงใจเพราะเกรงว่าสถาบันฯจะไม่ได้รับการปกป้อง พรรค พท.ย่อมสามารถแลกเปลี่ยนแสดงเหตุผล เพื่อให้เขากลับมาสนับสนุนได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่ส่วนที่ไม่จริงใจ และใช้การปกป้องสถาบันฯ เป็นเพียงเครื่องมือเพื่อหาอำนาจทางการเมือง &lt;b&gt;สู้กับ &amp;quot;มัน&amp;quot; สิครับ&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ที่มา &lt;a href=&quot;http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1315217314&amp;amp;grpid=no&amp;amp;catid=02&quot;&gt;นสพ.มติชนรายวัน วันที่ 5 กันยายน 2554&lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/article/20110906/2012#comments</comments>
 <pubDate>Tue, 06 Sep 2011 11:42:59 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">2012 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>วงศาคณาญาติ</title>
 <link>http://www.arayachon.org/article/20110808/2003</link>
 <description>&lt;p&gt;
สำนักข่าว TCIJ รายงานว่า ในสภาที่เพิ่งได้รับเลือกตั้งมาครั้งนี้ มี &lt;b&gt;ส.ส.89 คนที่มีญาติอยู่ในสภาเดียวกัน เพราะต่างมาจากตระกูลการเมือง 42 ตระกูล&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คอลัมนิสต์ท่านหนึ่งของบางกอกโพสต์บอกว่า ที่จริงมีมากกว่านี้เสียอีก เพราะมี ส.ส.ที่นามสกุลไม่ตรงกัน แต่เป็นญาติกันอีกจำนวนหนึ่ง ซ้ำหากมองให้กว้างกว่านั้นขึ้นไปอีก คือรวมไปถึงนักการเมืองที่ถูกห้ามเล่นการเมือง ก็ยังมีพ่อ, เมีย และญาติสายอื่น ๆ เข้ามานั่งในสภาอีกจำนวนไม่น้อยเหมือนกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การเมืองในระบบสภาของเรา จึงเป็นเรื่องของ&lt;b&gt;การต่อรองกันระหว่างกลุ่มตระกูลหรือครอบครัว (และเครือข่าย) เพียงไม่กี่ครอบครัวเท่านั้น&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ใคร ๆ ก็คงเห็นพ้องต้องกันว่า นี่เป็นอาการเจ็บป่วยกระเสาะกระแสะของประชาธิปไตยไทยแน่ แต่ปัญหาอยู่ที่ว่า ความเจ็บป่วยนี้เกิดขึ้นจากอะไร หลายคนคงยกความผิดให้แก่นักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งฝ่ายเดียว 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
คนเหล่านี้มี &amp;quot;บารมี&amp;quot; อย่างสูงในท้องถิ่นของตน เป็นที่พึ่งของคนในท้องถิ่น ทั้งครอบครัวและเครือข่ายได้รับความภักดีจากคนในท้องถิ่น จนสมัคร ส.ส.เมื่อไรก็ได้รับเลือกตั้งเมื่อนั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นี่เป็นวิธีมองที่ว่า การเถลิงอำนาจของครอบครัวการเมืองเป็น &amp;quot;กิริยา&amp;quot; กล่าวคือเป็นการกระทำของนักการเมือง (ชั่วๆ) เอง แต่เราอาจมองในทางกลับกันได้ว่า การเถลิงอำนาจของครอบครัวการเมืองเหล่านี้เป็น &amp;quot;ปฏิกิริยา&amp;quot; กล่าวคือ
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ครอบครัวตอบสนองต่อเงื่อนไขทางการเมือง, เศรษฐกิจ, สังคม, วัฒนธรรมอย่างหนึ่ง โดยการรวมพลังของกลุ่มใกล้ชิดที่เรียกว่าครอบครัว เพื่อเข้าไปหาประโยชน์ในเงื่อนไขดังกล่าว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้ามองให้กว้างกว่าสภา (และการเมือง) &lt;b&gt;ครอบครัวคือสถาบันที่เข้มแข็งที่สุดของสังคมไทย&lt;/b&gt; เพราะสามารถปรับตัวรองรับเงื่อนไขที่เปลี่ยนแปลงได้ดีที่สุด ดีกว่าสถาบันใดๆ ในประเทศไทยทั้งสิ้นด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากการร่วมแรงและเฉลี่ยทรัพย์สินในครอบครัว เพื่อการผลิตพอยังชีพในอดีต เผชิญกับภัยพิบัติตามธรรมชาติ และภัยจากโจรและรัฐมาจนถึงยุคทุนนิยม ครอบครัวไทย (และไทยจีน) ปรับตัวมาตลอด ร่วมทุนเพื่อเข้าสู่ตลาดอย่างมีพลัง ส่งสมาชิกไปหาเงินสดในเมือง หรือเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของอำนาจรัฐ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ใช้ครอบครัวเป็นฐานในการสร้างเครือข่ายทางธุรกิจและอำนาจ (นับตั้งแต่ลูกสาวได้เป็นเจ้าจอมไปจนถึงได้เป็นเมียเก็บผู้มีอำนาจ) ไม่เฉพาะแต่ประชาชนทั่วไปเท่านั้น 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
หากมองไปถึงธุรกิจขนาดใหญ่ทั้งหมดในประเทศไทย ไม่ใช่ครอบครัว (และเครือข่าย) หรอกหรือที่กุมทรัพย์สินส่วนใหญ่ของบริษัทไว้ในมือมาหลายชั่วคน แม้ระเบียบของธนาคารชาติและตลาดหลักทรัพย์ ก็ไม่เคยสามารถละลายการยึดกุมธุรกิจสาธารณะเหล่านี้จากครอบครัวได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มองการเมืองให้ไกลจากสภา แล้วสังเกตนามสกุลของ &amp;quot;ผู้ใหญ่&amp;quot; ในกรมกองราชการกับกองทัพให้ดี ไม่เคยได้ยินนามสกุลอย่างนี้มาก่อนหรือ เหตุใดคนนามสกุลอย่างนั้นๆ จึงได้ดีเด่นดังมาเป็นชั่วโคตรได้อย่างนี้ แล้วยังสถาบันทางการเมืองอื่นๆ นอกสภาอีกมาก ไม่ใช่ครอบครัวหรอกหรือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การเมือง (ในความหมายกว้าง) ของไทยทั้งหมด คือธุรกิจครอบครัวทั้งนั้น ไม่เฉพาะแต่สภาผู้แทนราษฎรอย่างเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ยิ่งไปกว่านี้ ยังน่าสนใจอย่างยิ่ง หากวิเคราะห์ลงไปถึงว่า ครอบครัวซึ่งกุมอำนาจทางการเมืองไทยเป็นใครมาจากไหน สร้างสายสัมพันธ์ข้ามไปสู่ครอบครัวอื่น ๆ หรือไม่อย่างไร ก็จะมองเห็นทั้งความเปลี่ยนแปลงและความไม่เปลี่ยนแปลง 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
และนี่คือ&lt;b&gt; การวิเคราะห์ &amp;quot;ชนชั้นนำ&amp;quot; ท้องถิ่นของไทย ในบริบทของ &amp;quot;ชนชั้นนำ&amp;quot; ระดับประเทศ หรือภาวะการนำระดับประเทศ&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
และดังที่กล่าวแล้วว่า นี่เป็นการมองบทบาทของครอบครัวในเงื่อนไขทางสังคม ไม่ใช่มองระดับปรากฏการณ์ว่า ครอบครัวใดแผ่อิทธิพลอย่างไร ดังนั้น&lt;b&gt;ความเปลี่ยนแปลง จึงไม่น่าสนใจเท่าความไม่เปลี่ยนแปลง&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นับแต่การเลือกตั้งครั้งแรก ๆ ส่วนใหญ่ของ ส.ส.ประเภทหนึ่งที่มาจากต่างจังหวัดคือชนชั้นนำท้องถิ่น และจำนวนไม่น้อยของคนเหล่านี้ สัมพันธ์เชื่อมโยงกับชนชั้นนำตามประเพณีในท้องถิ่น เช่น เป็นลูกหลานเจ้าเมืองเดิม 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ชนชั้นนำตามประเพณีในท้องถิ่น เคยมีสายสัมพันธ์โยงไยมาถึงชนชั้นนำตามประเพณีในส่วนกลาง จึงไม่แปลกอะไรที่บางคนในกลุ่ม ส.ส.ชนชั้นนำท้องถิ่นร่วมสร้างพรรค ปชป.ขึ้นด้วย นี่ก็เป็นเรื่องของครอบครัวเหมือนกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในเวลาต่อมา ส.ส.เริ่มมีชนชั้นนำท้องถิ่นรุ่นใหม่เข้ามาปน คนเหล่านี้เป็นครูหรือผู้มีการศึกษาในท้องถิ่น บางคนอาจเชื่อมโยงกับชนชั้นนำท้องถิ่นตามประเพณี แต่ก็เป็นรุ่นหลัง ซึ่งสายสัมพันธ์กับชนชั้นนำตามประเพณีในส่วนกลางเจือจางลงแล้ว 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
คนเหล่านี้หันมาสนับสนุน&lt;b&gt;ท่านปรีดี พนมยงค์&lt;/b&gt; ซึ่งเป็นชนชั้นนำรุ่นใหม่ ซึ่งแม้เชื่อมโยงกับชนชั้นนำตามประเพณีของส่วนกลางอยู่บ้าง แต่ก็ค่อนข้างห่าง และไม่ได้รับความไว้วางใจจากชนชั้นนำตามประเพณีนัก อันที่จริงไม่ใช่เฉพาะท่านปรีดี แม้แต่ศัตรูหรือคู่แข่งของท่านอื่นๆ ในคณะราษฎร ก็ล้วนสัมพันธ์เชื่อมโยง กับชนชั้นนำตามประเพณีเพียงห่างๆ เหมือนกัน 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่คณะราษฎรยังสามารถกำราบชนชั้นนำตามประเพณีในส่วนกลางได้ ก็ด้วยเหตุผลสองประการ คือ&lt;b&gt; คณะราษฎรยังคุมกองทัพได้อยู่ และในขณะนั้น มีความแตกร้าวในหมู่ชนชั้นนำตามประเพณีอย่างสูง&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ มาเกิดขึ้นจากนโยบายพัฒนาของ&lt;b&gt;สฤษดิ์ ธนะรัชต์&lt;/b&gt; เพราะก่อให้เกิดการแตกตัว (diversification) ของชนชั้นนำ ทั้งส่วนกลางและท้องถิ่นอย่างมโหฬาร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในส่วนกลาง ระบอบพ่อขุนอุปถัมภ์ของเขา ทำให้กองทัพเข้ามาเป็นแกนกลางของการเมืองไทยเต็มตัว ครอบครัวและเครือข่ายของนายทหารจำนวนมาก สร้างฐานะจากระดับรองๆ หรือปลายแถวของชนชั้นนำ ขึ้นมาเป็นระดับแนวหน้า รวมถึงข้าราชการพลเรือนบางครอบครัว และ &amp;quot;นักวิชาการ&amp;quot; ที่สฤษดิ์ดึงเข้าไปทำงานในหน่วยงาน &amp;quot;พัฒนา&amp;quot; ใหม่ๆ ด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในขณะเดียวกัน เพื่อสร้างความชอบธรรมให้แก่ระบอบพ่อขุนอุปถัมภ์ของตน &lt;b&gt;สฤษดิ์ก็ฟื้นฟู &amp;quot;ภาวะการนำ&amp;quot; เชิงสัญลักษณ์ให้แก่ชนชั้นนำตามประเพณี&lt;/b&gt; เป็นโอกาสให้คนเหล่านี้ สามารถขยายเครือข่ายออกไปอย่างกว้าง ดังนั้น &lt;b&gt;จึงเกิดขั้วของภาวะการนำขึ้นสองขั้วในส่วนกลาง&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ได้แก่ &lt;b&gt;ขั้วของ &amp;quot;ขุนนางใหม่&amp;quot; ของระบอบพ่อขุนอุปถัมภ์ขั้วหนึ่ง และขั้วของชนชั้นนำตามประเพณีอีกขั้วหนึ่ง&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่น่าสนใจคือ การที่ชนชั้นนำตามประเพณีสามารถผนวกกลืนเอาอีกขั้วหนึ่ง เข้าไปให้เชื่อมโยงกันได้อย่างสนิทแนบแน่น มีการแต่งงานข้าม &amp;quot;ชนชั้น&amp;quot; กันหลายกรณีในช่วงนี้ จนเราเคยชินที่จะเห็น ม.ร.ว.นามสกุลเจ๊ก 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
จะว่าไปความสำเร็จสุดยอดของชนชั้นนำตามประเพณี ที่สามารถขยายอำนาจของตนในเศรษฐกิจและการเมืองได้ ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงและผันผวนครั้งนี้ ก็คือ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;การสร้างสายสัมพันธ์เชื่อมโยงกับเหล่าคนที่ไม่รู้หัวนอนปลายตีนได้อย่างสนิทแนบแน่น กลายเป็นกลุ่มครอบครัวชนชั้นนำที่ยึดกุมเศรษฐกิจและการเมืองไทยสืบมาจนถึงทุกวันนี้&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บทบาททางเศรษฐกิจและการเมืองของชนชั้นนำ จึงมีฐานที่ครอบครัวและเครือข่ายของครอบครัว แต่น่าเสียดายที่การแตกตัวของชนชั้นนำ ไม่ได้หยุดอยู่เพียงเท่านั้น ความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจทำให้เกิดชนชั้นนำรุ่นใหม่ในส่วนกลางตามมาอีกอย่างไม่หยุดหย่อน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ชนชั้นนำตามประเพณีต้องขยายเครือข่ายของตนออกไปเรื่อย ๆ ในขณะที่เหมือนสถาบันชนชั้นนำในทุกสังคม กล่าวคือมีแนวโน้มที่จะเปลี่ยน &amp;quot;สถานะ&amp;quot; ของตนเองไปเป็น &amp;quot;ชนชั้น&amp;quot; &lt;b&gt;การผนวกกลืนจึงทำได้ยากขึ้น และอาจไม่ประสบความสำเร็จในหลายกรณี&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เช่นเดียวกับในส่วนกลาง ในท้องถิ่นก็เกิดการแตกตัวของชนชั้นนำอย่างรวดเร็วเหมือนกัน การผลิตเชิงพานิชย์อย่างเข้มข้นขึ้นเพียงอย่างเดียว ก็ทำให้เกษตรกรรมไทยเปลี่ยนไป และภายใต้เงื่อนไขใหม่นี้ ก็เกิดชนชั้นนำรุ่นใหม่ขึ้นทั่วไป ตอบรับกับความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คนเหล่านี้ไม่เกี่ยวข้องสืบเนื่องอย่างไรกับชนชั้นนำตามประเพณีในท้องถิ่น เป็นคนที่ไม่รู้หัวนอนปลายตีน ที่ไม่ได้ผ่านการอบรมของกระบวนการการศึกษาแบบที่ชนชั้นนำตามประเพณีได้วางเอาไว้ (เช่นไม่ได้จบจุฬาฯ, หรือจปร. หรือออกซ์ฟอร์ด)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
และคนเหล่านี้แหละ ที่ส่งตนเองหรือคนในครอบครัวและเครือข่ายมาเป็น ส.ส. ซ้ำเป็น ส.ส.ส่วนใหญ่ในสภาด้วย แต่ก็เป็นกลุ่มคนที่ไม่ได้ถูกผนวกกลืนเข้าไปในกลุ่มชนชั้นนำส่วนกลาง 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
และด้วยเหตุดังนั้น &lt;b&gt;สภาจึงเป็นเครื่องมือควบคุมการเมืองของชนชั้นนำได้น้อยลง&lt;/b&gt; ส.ส.เหล่านี้น่ารังเกียจเย้ยหยัน และ&lt;b&gt;สภาก็เป็นเวทีตลกร้ายของชนชั้นนำตามประเพณีและเครือข่ายของตนมากขึ้นทุกที&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในขณะที่ปัญหาเก่าซึ่งเกิดจากความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ-สังคม ยังแก้ไม่ได้ ชนชั้นนำที่ส่วนกลางกลับต้องเผชิญปัญหาใหม่ การเลือกตั้งที่ผ่านมาสองครั้ง ชี้ให้เห็นว่า แม้ผู้สมัครจะอาศัยเครือข่ายของครอบครัว แต่ประชาชนผู้เลือกตั้งอาจไม่ได้เลือกจากเครือข่ายอุปถัมภ์ระหว่างครอบครัวของนักการเมืองกับครอบครัวของตนอีกแล้ว 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
(อย่างน้อยก็ประชาชนจำนวนหนึ่ง ซึ่งมีทีท่าว่าจะเพิ่มจำนวนขึ้นด้วย) ผู้เลือกตั้งจำนวนหนึ่งในท้องถิ่น เริ่มกลายเป็นปัจเจกบุคคล แทนที่จะเป็นสมาชิกของครอบครัวและเครือข่าย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตรงตามอุดมคติประชาธิปไตยที่ชนชั้นนำส่วนกลางชอบอ้าง (แม้ว่า ตัวชนชั้นนำเองกลับใช้ครอบครัว เป็นฐานในการขยายอำนาจทางเศรษฐกิจและการเมือง) แต่เพราะใช้วิจารณญาณในการเลือกตั้งแบบปัจเจกนี้แหละ ที่ทำให้ &lt;b&gt;คนซึ่งได้เป็น ส.ส.นับวันก็จะไร้หัวนอนปลายตีนมากขึ้น&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;เวลานี้ หัวหน้า &amp;quot;ไพร่&amp;quot; ได้เป็น ส.ส.ในระบบบัญชีรายชื่อ ครั้งหน้าก็จะมีหัวหน้า &amp;quot;ไพร่&amp;quot; ได้เป็น ส.ส.เขต&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความไม่เปลี่ยนแปลงของการเมืองระบบครอบครัวของ&lt;b&gt;ชนชั้นนำที่ส่วนกลาง&lt;/b&gt; จึงน่าสนใจตรงนี้
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ที่มา &lt;a href=&quot;http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1312792310&amp;amp;grpid=&amp;amp;catid=02&amp;amp;subcatid=0207&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 8 สิงหาคม 2554&lt;/a&gt; 
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/article/20110808/2003#comments</comments>
 <pubDate>Mon, 08 Aug 2011 22:32:15 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">2003 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>ปัญหาอุปสรรคทางแพร่งสำคัญของ ′รัฐบาลใหม่′</title>
 <link>http://www.arayachon.org/article/20110722/1998</link>
 <description>&lt;p&gt;
รัฐบาลผสมใหม่ที่มีพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำ ซึ่งเพิ่งชนะการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา กำลังฟอร์มตัวขึ้นสู่อำนาจ ท่ามกลางบริบทแนวโน้มความเปลี่ยนแปลงใหญ่ของสังคมการเมืองไทย ที่อำนาจกำลังเปลี่ยนย้ายในหมู่ชนชั้นนำ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
การเมืองกำลังเปลี่ยนผ่านจากแวดวงชนชั้นนำไปสู่มวลชน และแนวนโยบายเศรษฐกิจกำลังเปลี่ยนแปลงจากการพัฒนาที่ชี้นำโดยเทคโนแครตไปเป็นการกระจายความมั่งคั่งที่ผลักดันด้วยพลังการเมือง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
และในฐานะที่ประกาศตัวอย่างเปิดเผยชัดเจนแต่แรกว่ารัฐบาลใหม่นี้เป็นรัฐบาลโคลนนิ่งทักษิณ รัฐบาลใหม่ก็อาจคิดและทำผิดพลาดเพลี่ยงพล้ำซ้ำรอยรัฐบาลทักษิณและรัฐบาลนอมินีทักษิณแต่เดิม จนประสบความล้มเหลวในการรับมือและฟันฝ่ากระแสแนวโน้มความเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นได้เช่นกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพื่อที่จะเข้าใจรัฐบาลโคลนนิ่งทักษิณ จึงน่าจะทบทวนทำความเข้าใจลักษณะ ฐานะ และบทบาททางเศรษฐกิจการเมืองของรัฐบาลทักษิณสักเล็กน้อย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในกรอบของระเบียบเศรษฐกิจการเมืองเปรียบเทียบระดับโลก รัฐบาลทักษิณจัดเป็นรัฐบาลเสรีนิยมใหม่รุ่นสอง หรือที่เรียกว่าเสรีนิยมใหม่เชิงสังคม/ชดเชย (second-generation neoliberalism, or social/compensatory neoliberalism) เช่นรัฐบาลประธานาธิบดีบิล คลินตัน ของอเมริกา และรัฐบาลนายกฯโทนี แบลร์ ของอังกฤษ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ซึ่งปรับเปลี่ยนแตกต่างไปจากบรรดารัฐบาลเสรีนิยมใหม่รุ่นแรกที่ยึดมั่นหลักตลาดเสรี บริสุทธิ์สุดโต่งและต่อต้านการแทรกแซงของอำนาจการเมือง ไม่ว่าจากการเลือกตั้งหรือจากมวลชนโดยตรงเข้ามาในการบริหารจัดการเศรษฐกิจ (the anti-politics of market fundamentalists/neoliberal purists) 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เช่น รัฐบาลเผด็จการทหารของพลเอกออกุสโต ปิโนเช่ต์ แห่งชิลี, รัฐบาลประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน ของอเมริกา และรัฐบาลนายกฯมากาเร็ต แธตเชอร์ ของอังกฤษ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รัฐบาลทักษิณปรับแนวนโยบายเสรีนิยมใหม่ ให้เข้ากับความเป็นจริงของการเมืองเลือกตั้งแบบประชาธิปไตย ซึ่งเรียกร้องความชอบธรรมที่กว้างไปกว่าหลักการตลาดเสรี และต้องการแรงสนับสนุนของประชาชน 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ผ่านการสร้างนโยบายสัญญาประชาคมใหม่แบบประชานิยม (populist social contracts) นำเสนอสิทธิและความเสมอภาคแบบใหม่ ที่ต่างไปจากสิทธิและความเสมอภาค แบบเดิมของรัฐชาติในระบอบประชาธิปไตย 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
กล่าวคือ เปลี่ยนจาก [สิทธิที่จะมีส่วนร่วมทางการเมือง + ความเสมอภาคในการเข้าถึงบริการและสวัสดิการต่างๆ ของรัฐ] ---&amp;gt; [สิทธิที่จะมีส่วนร่วมในตลาด + ความเสมอภาคในการเข้าถึงตลาด]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นโยบายประชานิยมต่างๆ ของรัฐบาลทักษิณก็คือการ ติดตั้งอุปกรณ์ที่จำเป็น (ห่วงชูชีพ) เพื่อมวลชนโดยเฉพาะคนชั้นกลางระดับล่างซึ่งขาดแคลนทุน, ที่ดิน, ทักษะ, การศึกษา ฯลฯ สามารถเอื้อมถึงสิ่งเหล่านี้สำหรับอาศัยใช้มันในอันที่จะเข้าร่วมและประคองตัวลอยคออยู่รอดได้ในตลาดแข่งขันเสรี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เสรีนิยมใหม่ของรัฐบาลทักษิณจึงมิใช่เสรีนิยมใหม่หรือตลาดเสรีบริสุทธิ์ หากมีทั้งแง่มุมเชิงสังคม (ประชานิยม) และเชิงอุปถัมภ์กลุ่มทุนพวกพ้อง (โลกาภิวัตน์แบบลำเอียงเข้าข้างทุนนิยม พวกพ้อง crony-capitalist oriented globalization) และดังนั้น จึงถูกต่อต้านคัดค้านจากพลังหลายฝ่าย โดยเฉพาะ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
1) พลังฝ่ายขวาภาครัฐ-ราชาชาตินิยม (&amp;quot;อำมาตย์&amp;quot;, คปค., พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย), 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
2) พลังฝ่ายซ้ายตลาดเสรี (TDRI) และ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
3) พลังฝ่ายซ้ายที่ต้องการกระจายอำนาจและทรัพยากรออกไปจากภาครัฐและทุนมาให้ภาคประชาชน (สมัชชาคนจน ฯลฯ)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตราบเท่าที่รัฐบาลใหม่โคลนเอาแนวนโยบายเสรีนิยมใหม่เชิงสังคมและโลกาภิวัตน์แบบลำเอียงเข้าข้างทุนนิยมพวกพ้องของรัฐบาลทักษิณต้นแบบมา ตราบนั้นก็คงจะเผชิญกับพลังคัดค้าน ต่อต้าน 3 ฝ่ายดังกล่าวอีก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในความหมายนี้ รัฐบาลโคลนนิ่งทักษิณจึงน่าจะเผชิญกับทางแพร่ง (dilemmas) ด้านแนวนโยบายใหญ่ๆ 3 ประการ คล้ายกับรัฐบาลทักษิณต้นแบบด้วย กล่าวคือ :-&lt;br /&gt;
1) ทางแพร่งระหว่างประชาธิปไตยกับหลักนิติธรรม หรือนัยหนึ่งทางแพร่งระหว่างอาญาสิทธิ์ที่ได้มาจากมติเสียงข้างมากของประชาชนในการเลือกตั้ง กับการจำกัดอำนาจรัฐไว้ให้อยู่ในกรอบที่ไม่ไปล่วงละเมิดรัฐธรรมนูญ, สิทธิเสรีภาพเหนือร่างกาย ชีวิตและทรัพย์สินของบุคคล และเสียงข้างน้อย, 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
รวมทั้งเหล่าสถาบันตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจบริหารตามรัฐธรรมนูญ โดยมีศาลตุลาการอิสระเป็นกรรมการคุมเส้น ทางแพร่งนี้จะแสดงออกอย่างรวมศูนย์เป็นรูปธรรมในปัญหาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งเปรียบเสมือนกับระเบิดลูกที่หนึ่ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2) ทางแพร่งระหว่างผลประโยชน์ส่วนตัวและพวกพ้องเครือข่าย กับผลประโยชน์ส่วนรวม หรือนัยหนึ่งปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน (conflict of interest) อันเป็นกลุ่มอาการประจำตัวของรัฐบาลทักษิณแต่ก่อน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทางแพร่งนี้จะแสดงออกอย่างรวมศูนย์เป็นรูปธรรมในปัญหาการทวงคืนทรัพย์สินของคุณทักษิณและญาติมิตรที่ถูกรัฐยึดไปซึ่งเปรียบเสมือนกับระเบิดลูกที่สอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3) ทางแพร่งระหว่างความจำเป็นสองด้านที่ต้องทั้งหาทางรอมชอมปรองดองกับชนชั้นนำเก่า กับตอบสนองความเรียกร้องต้องการของฐานมวลชนเสื้อแดง 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ทำให้รัฐบาลใหม่จะตกอยู่ในแรงกดดัน 2 ด้านที่หนักหน่วงรุนแรงกว่ารัฐบาลทักษิณ แต่เดิมก่อนเกิดการปะทะแตกหักกับกลุ่มชนชั้นนำเก่า และก่อนเกิดมวลชนเสื้อแดงเป็นฐานพลังสนับสนุนในยามพ่ายแพ้ลี้ภัย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หากทำได้ รัฐบาลโคลนนิ่งทักษิณคงต้องการทั้งรอมชอมกับชนชั้นนำเก่าและเอาใจมวลชนเสื้อแดงไปพร้อมกัน เพื่อบรรลุเป้าหมายอำนาจการเมืองและการทวงคืนความยุติธรรมของตน, 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่หากต้องเลือกทางใดทางหนึ่ง คงง่ายกว่าที่รัฐบาลโคลนนิ่งทักษิณจะโน้มไปในทางเลือกรอมชอมกับชนชั้นนำเก่า แทนที่จะตอบสนองมวลชนเสื้อแดงอย่างเต็มที่ (ดังคำกล่าวของคุณทักษิณช่วงเลือกตั้งในทำนองว่าคนที่เจ็บกว่าใครเพื่อนต้องยอมลืมและให้อภัยก่อน)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รัฐบาลโคลนนิ่งทักษิณน่าจะหยิบยื่นสิ่งที่ไม่ใช่ข้อเรียกร้องหลักสำคัญที่สุดแก่มวลชนเสื้อแดงอย่างใจกว้าง ไม่ว่าให้ลำดับ ส.ส.บัญชีรายชื่อต้นๆ หรือตำแหน่งฝ่ายบริหารกับแกนนำเสื้อแดง, 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ยกย่องสดุดีหรือชดเชยค่าเสียหายบาดเจ็บล้มตายแก่ญาติมิตรของผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์มีนา-พฤษภาอำมหิต 2553, เปิดโอกาสเพิ่มงบประมาณให้คณะกรรมการชุดต่างๆ ไต่สวนแสวงหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าวอย่างยืดเยื้อเรื้อรังยาวนานออกไปเรื่อยๆ ฯลฯ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทางแพร่งนี้ย่อมแสดงออกเป็นรูปธรรมชัดเจนและแหลมคมที่สุดในปัญหาความจริง, ความยุติธรรม และความรับผิดชอบต่อกรณี 92 ศพมีนา-พฤษภาอำมหิต 2553 ซึ่งเปรียบเสมือนกับระเบิดลูกที่สามนั่นเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขณะที่ความแตกต่างสำคัญระหว่างรัฐบาลทักษิณต้นแบบ กับรัฐบาลโคลนนิ่งยิ่งลักษณ์ก็คือ รัฐบาลทักษิณปกครองโดยอาศัยรัฐธรรมนูญปฏิรูปการเมือง พ.ศ.2540 ที่ออกแบบมาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของฝ่ายบริหาร โดยสร้างตำแหน่งนายกรัฐมนตรีที่เข้มแข็งขึ้นมา, 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ส่วนรัฐบาลโคลนนิ่งยิ่งลักษณ์กลับจะต้องบริหารอยู่ภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญประชามติ พ.ศ.2550 (รวมทั้งพระราชบัญญัติฉบับอื่นๆ ที่ออกโดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติของ คมช.) ที่ออกแบบมา &amp;quot;เพื่อป้องกันคนอย่างทักษิณ&amp;quot; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
โดยจำกัดควบคุมอำนาจฝ่ายบริหารไว้ในบทบัญญัติต่างๆ มากมายผ่านกลไกและตัวแทนของสถาบันที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งด้วยเสียงข้างมาก (non-majoritarian institutions) โดยเฉพาะฝ่ายตุลาการ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;สรุป&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพื่อให้สอดคล้องกับบรรยากาศแห่งการปรองดองหลังการเลือกตั้งและต้อนรับรัฐบาลใหม่ ผมใคร่ขอสรุปจบลงด้วยเรื่องการปรองดอง 3 ข้อ กล่าวคือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1) สำหรับพลังการเมืองทุกพรรคทุกฝ่าย การปรองดองที่สำคัญที่สุดคือปรองดองกับประชาธิปไตย หมายความว่า เราควรถือเป็นจุดเริ่มพื้นฐานในการออกเดินทางร่วมกันไปต่อจากนี้ว่า ประชาธิปไตยจะอยู่ยั้งยืนยงกับเราที่นี่, 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ฉะนั้น เราต้องหาทางปรองดองกับประชาธิปไตยและอยู่กับประชาธิปไตยให้จงได้ แม้ว่าผลการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยจะออกมาไม่ตรงกับใจเรา, ได้คนที่เราไม่ชอบหรือคิดว่าไม่ดี, เราก็ไม่มีทางเลือกของระบอบปกครองอื่นนอกจากประชาธิปไตย 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เพราะต้นทุนความเสียหายที่ได้เกิดต่อชาติบ้านเมืองมาแล้วในรอบ 5 ปีนี้ และจะเกิดต่อไปหากเลือกแก้ปัญหาด้วยรัฐประหารและระบอบเผด็จการอีก มันแพงเกินไป, การต่อสู้คัดค้านหรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงทางการเมืองต่างๆ พึงต้องดำเนินไปภายใต้กรอบของระบอบประชาธิปไตยเท่านั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2) สำหรับแฟนๆ ของคุณยิ่งลักษณ์ การปรองดองที่สำคัญที่สุดของรัฐบาลยิ่งลักษณ์คือ ปรองดองกับหลักนิติธรรมในความหมายของการเป็นรัฐบาลที่มีอำนาจจำกัด (the rule of law = limited government) 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
บรรดาผู้สนับสนุนคุณยิ่งลักษณ์ควรต้องช่วยเธอ โดยหาทางป้องกันไม่ให้ระบอบประชาธิปไตย ภายใต้รัฐบาลคุณยิ่งลักษณ์กลายเป็นแบบอำนาจนิยมเหมือนสมัยรัฐบาลทักษิณ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เพราะระบอบประชาธิปไตยอำนาจนิยม (authoritarian democracy) อันหมายถึงรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งโดยเสียงข้างมาก ทว่าใช้อำนาจเกินเลยไม่จำกัด ไปล่วงละเมิดสิทธิเสรีภาพของผู้คนพลเมืองโดยมิชอบนั่นแหละที่เป็นตัวขับดันคนให้ไปหาการรัฐประหารเป็นทางออก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3) สุดท้าย สำหรับรัฐบาลคุณยิ่งลักษณ์เองและผู้รักประชาธิปไตยทั้งหลาย วิธีจัดการ/ปรองดองกับพลังต่อต้านประชาธิปไตย ที่เรียกร้องรัฐประหารไม่ขาดปากนั้น ไม่ใช่ไปทำให้พวกเขากลายเป็น &amp;quot;วีรชน&amp;quot; ด้วยการกดขี่ข่มเหงรังแกพวกเขา แต่ควรทำให้พวกเขากลายเป็น &amp;quot;ตัวตลก&amp;quot; จะดีกว่า
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
(เรียบเรียงเพิ่มเติมจากส่วนท้ายของปาฐกถา &amp;quot;บ้านเมืองเป็นเรื่องของเรา&amp;quot; 
ในงานสัมมนา &amp;quot;ขับเคลื่อนประเทศไทย ภายใต้บริบทเศรษฐกิจสังคมยุครัฐบาลใหม่&amp;quot; 
จัดโดยเครือธนาคารกสิกรไทย, สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย 
และสถาบันอิศรา อมันตกุล ณ โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ และเซ็นทรัลเวิลด์, 8 
กรกฎาคม 2554)
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ที่มา &lt;a href=&quot;http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1311337037&amp;amp;grpid=&amp;amp;catid=02&amp;amp;subcatid=0207&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;มติชน &lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/article/20110722/1998#comments</comments>
 <pubDate>Fri, 22 Jul 2011 21:43:50 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">1998 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>รัฐบาลนี้มาจากชีวิตเลือดเนื้อของมวลชนเสื้อแดง</title>
 <link>http://www.arayachon.org/article/20110708/1996</link>
 <description>&lt;p&gt;
เปล่า ไม่ใช่จะสนับสนุน ขวัญชัย ไพรพนา ที่เรียกร้องว่าแกนนำเสื้อแดงต้องได้รัฐมนตรี 1 ตำแหน่ง เพราะการมอบเก้าอี้รัฐมนตรีให้แกนนำเสื้อแดง ไม่ใช่การตอบแทนบุญคุณมวลชนเสื้อแดงที่พลีชีวิตเลือดเนื้อ จนพรรคเพื่อไทยมีวันนี้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่ขวัญชัย ไพรพนา พูดถูกที่ว่า ชัยชนะครั้งนี้เป็นชัยชนะของประชาชนคนรากหญ้า ที่ให้บทเรียนแก่รัฐบาล 2 มาตรฐาน เป็นชัยชนะของคนเสื้อแดงที่พลีชีวิตต่อสู้ให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตย กระนั้น ชัยชนะนี้ก็ยังเป็นเพียงก้าวหนึ่งเท่านั้น เจตนารมณ์ของคนเสื้อแดงผู้พลีชีพยังไม่บรรลุง่ายๆ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผมไม่ปฏิเสธว่าชัยชนะของพรรคเพื่อไทย ส่วนหนึ่งมาจากความเชี่ยวชาญ “การตลาด” และการวางยุทธศาสตร์ที่เหนือชั้น และแน่นอน อีกส่วนหนึ่งมาจากระบบหาเสียงแบบเก่า คะแนนจัดตั้ง ตลอดจนกระสุนดินดำ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ผมไม่ได้ไร้เดียงสานี่ครับ เพียงแต่ที่สดับตรับฟังมา มันใช้กันทุกพรรค แต่พรรคเพื่อไทยใช้น้อยกว่าและใช้เข้าเป้ากว่าทุกพรรค เพราะมีฐานมวลชนของตนเอง นั่นคือคนเสื้อแดง เห็นชัดเลยว่าที่ไหนมวลชนเสื้อแดงเข้มแข็ง ที่นั่นยกจังหวัด หรือแทบจะยกจังหวัด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีแต่พวกสลิ่มที่ไม่ยอมรับ เดินผ่านร้านลาบยโสพาลโกรธ หาว่าคนอีสานโง่แล้วยังยโสโอหัง โถ ก็สมควรโกรธอยู่หรอก ที่ยโสชนะยกจังหวัด ถีบ ส.ส.ปชป.ร่วงอีกต่างหาก (ร้านลาบ 101 ก็โดนหมั่นไส้ เพราะเลขสวย เท่าจำนวน ส.ส.เพื่อไทยในภาคอีสานพอดี)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มวลชนเสื้อแดงเลือกพรรคเพื่อไทย โดยไม่ได้สนใจด้วยว่า นาย ก.หรือนาย ข.เป็นผู้สมัคร บางเขตผู้สมัครเป็นที่รักของมวลชน เป็นคนที่ต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่มาตลอด แต่หลายๆ เขต ผู้สมัครเป็นที่หมั่นไส้ของมวลชน เหินห่างมวลชน เป็นเพียงตัวแทนกลุ่มก๊วนการเมือง กระนั้นพวกเขาก็ยังเลือก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างไรก็ดี คุณูปการอันยิ่งใหญ่ของมวลชนเสื้อแดง ไม่ใช่แค่การเป็นฐานเสียง เป็นคะแนนเสียง ที่มั่นคงเหนียวแน่นเท่านั้น คุณูปการอันยิ่งใหญ่ของมวลชนเสื้อแดง ที่นักการเมืองอาจมองข้ามไป ก็คือ &lt;b&gt;การสร้าง “ความชอบธรรม” ให้กับพรรคเพื่อไทยและรัฐบาลชุดนี้&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าเรามองย้อนกลับไป เมื่อปี 2549 ที่ทักษิณถูกรัฐประหาร แม้ถูกโค่นล้มด้วยวิธีการอันไม่เป็นประชาธิปไตย ที่สากลโลกไม่ยอมรับ แต่นานาชาติก็ยังมองทักษิณเป็น Telecoms Tycoon ผู้ร่ำรวยจากสัมปทาน รัฐและมีผลประโยชน์ทับซ้อน ซึ่งสำหรับฝรั่ง ทั้งอเมริกา ยุโรป พวกสื่อ นักวิชาการ นักสิทธิมนุษยชน เขาไม่ชื่นชอบผู้นำแบบทักษิณ และต่อต้านด้วยซ้ำ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่หลังเหตุการณ์พฤษภาอำมหิต 2553 ทัศนะของสื่อฝรั่งกระแสหลัก นักสิทธิมนุษยชน ตลอดจนท่าทีของอารยะประเทศ เริ่มเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด ในขณะที่พวกสลิ่มมองว่า เสื้อแดงเผาบ้านเผาเมือง 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่สื่อต่างชาติมองว่า &lt;b&gt;นี่คือการปราบปรามประชาชน&lt;/b&gt; ผู้เรียกร้องต้องการประชาธิปไตยที่แท้จริง ประชาธิปไตยอย่างอารยะประเทศ ประชาธิปไตยตะวันตก ที่ปราศจากการแทรกแซงของมือที่มองไม่เห็น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เช่นเดียวกับทัศนะของคนชั้นกลาง คนทั่วไป “พลังเงียบ” จำนวนไม่น้อยที่เปลี่ยนไป... ผมเชื่อว่าเปลี่ยนไป แม้จะถูกกลบด้วยบทบาทของพวกสลิ่ม หรือแม้แต่พวกสลิ่มส่วนหนึ่งก็จำใจยอมรับว่า &lt;b&gt;คนเสื้อแดงไม่ใช่ม็อบรับจ้าง คนเหนือคนอีสานไม่ได้ถูกซื้อ อย่างที่พวกเขาเคยปรามาส&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทัศนะที่เปลี่ยนไปนี้ แลกมาด้วย&lt;b&gt;การต่อสู้อย่างไม่ยอมแพ้ ยอมอุทิศแม้ชีวิตเลือดเนื้อ ของมวลชนเสื้อแดง คนจนคนชั้นล่าง ผู้ลุกตื่นขึ้นมาปกป้องสิทธิ “ประชาธิปไตยกินได้”&lt;/b&gt; นับตั้งแต่บรรพชนเสื้อแดงอย่างลุงนวมทอง ไพรวัลย์ มาจนถึงน้องเกด 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;มวลชนต่อสู้ครั้งแล้ว ครั้งเล่า แพ้แล้ว แพ้เล่า แต่พวกเขาไม่ยอมแพ้&lt;br /&gt;
&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
ภาพของคนเสื้อแดงที่กล้ายืนประจัญหน้ากับทหารอาวุธครบมือ ถาโถมเข้าหา “กระสุน ยาง” และแก๊สน้ำตา แม้ถูกปราบปรามจนพ่ายแพ้ย่อยยับ เมื่อสงกรานต์ปี 2552 แต่ก็ยังกลับมาใหม่ในปี 2553 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ภาพของ “ทัพไพร่” ยาตราเข้ากรุง ได้รับการต้อนรับจากคนจนเมือง “ชนชั้นต่ำ” ของสังคมกรุงเทพฯ ผนึกพลังชาวนา แท็กซี่ สามล้อ แมงกะไซค์ คนงาน ช่างฟิต ช่างไฟ แม่บ้าน ยาม คนจรจัด ฯลฯ ยึดสี่แยกราชประสงค์ ศูนย์กลางธุรกิจของเมืองฟ้าเมืองอมร แหล่งสินค้าแบรนด์เนม ที่คนอย่างพวกเขาทำมาหากินชั่วชีวิตยังไม่มีวันซื้อหาได้แม้สักชิ้นเดียว 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ภาพของมวลชนที่จัดแถวเป็นระเบียบ ปิดล้อมปลดอาวุธทหารด้วยสองมือเปล่าที่ สถานีไทยคม ภาพของมวลชนที่ฮือต้านการ “ขอคืนพื้นที่” แม้ถูกยิงร่วงผลอยๆ ที่ผ่านฟ้า เมื่อวันที่ 10 เมษายน ก็ยังรุกไล่จน “ทหารเสือ” แตกกระเจิง 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ภาพของมวลชนที่ถูก “กระชับพื้นที่” ด้วย “เขตใช้กระสุนจริง” ก็ยังใช้บั้งไฟสู้สไนเปอร์ ยืนหยัดอยู่จนวินาทีสุดท้าย ไม่กลัวตาย พร้อมที่จะตาย และยอมพลีชีพไป 70 กว่าคน บาดเจ็บอีกร่วม 2,000 คน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ภาพเหล่านี้ที่ออกสู่สายตาชาวโลก ทำให้นานาชาติและคนไทยที่มีใจเป็นธรรมตระหนักว่า นี่ไม่ใช่เรื่องของ Telecoms Tycoon เพียงผู้เดียว 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่มันคือ &lt;b&gt;การต่อสู้เพื่อความยุติธรรม เพื่อประชาธิปไตย เพื่อความเสมอภาค ซึ่งเป็นผลมาจากความเหลื่อมล้ำทางชนชั้นที่อำนาจและโอกาสถูกผูกขาดอยู่ในมือคนหยิบมือเดียว&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สื่อระดับโลกอย่างนิวยอร์คไทม์ จึงระบุว่า &lt;b&gt;การเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคประชาธิปัตย์เป็นตัวแทนของกลุ่มอำนาจเก่า รอแยลลิสต์ กลุ่มทุนเก่า และนายทหารระดับสูง&lt;/b&gt; เหล่าผู้อยู่ส่วนบนสุดของสังคมไทยที่มีความเหลื่อมล้ำอย่างรุนแรง (ในทางสากล โดนระบุอย่างนี้เท่ากับจบเห่)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สื่อฝรั่งส่วนใหญ่ยังคาดการณ์ด้วยว่า &lt;b&gt;นี่คือสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ของสังคมไทยที่กำลังจะมาถึง&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้น จึงไม่ต้องแปลกใจ ที่เลขา UN กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ และทูตานุทูตประเทศต่างๆ ออกมาเรียกร้องให้ทุกฝ่ายยอมรับการเลือกตั้ง ปรามกองทัพไม่ให้ทำรัฐประหารอีก เช่นเดียวกับคนไทยส่วนใหญ่ ที่ต้องการให้รัฐบาลจากการเลือกตั้งได้เข้ามาทำงาน เข้ามาแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ไม่ต้องการให้หาเหตุโค่นล้มกันด้วยรัฐประหารตุลาการภิวัตน์อีก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แม้แต่อองซานซูจี ยังแสดงความยินดีกับยิ่งลักษณ์ แสดงความยินดีกับประชาธิปไตยไทย เป็นสิ่งที่อภิสิทธิ์ไม่เคยได้รับ (ทั้งที่ทักษิณเคยซูเอี๋ยกับเผด็จการทหารพม่ามาก่อน)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สิ่งที่แตกต่างระหว่างรัฐบาลสมัคร กับรัฐบาลยิ่งลักษณ์ แม้ชนะการเลือกตั้งมาเหมือนกัน ในทางหลักการมีความชอบธรรมไม่ต่างกัน ก็คือ
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ชัยชนะของรัฐบาลยิ่งลักษณ์แลกมาด้วย&lt;b&gt; การลุกขึ้นสู้อย่างเด็ดเดี่ยวกล้าหาญของมวลชน ที่ถั่งถมลงศพแล้วศพเล่า ปูร่าง เลือด หยาดเหงื่อ น้ำตา ความสูญเสีย ผนึกเป็นความชอบธรรมที่มีชีวิตเลือดเนื้อ มีจิตวิญญาณ&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;นี่จึงไม่ใช่ประชาธิปไตย 3 วินาที อย่างที่คนชั้นกลางปรามาส เพราะมันผลของการต่อสู้เสียสละมายาวนาน 4 ปี&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นักการเมืองพรรคเพื่อไทย จึงควรตระหนักว่า &lt;b&gt;ชีวิตเลือดเนื้อของมวลชนเสื้อแดงคือ “โควต้า” ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เหนือโควตาของกลุ่มก๊วนใดใด&lt;/b&gt; นอกเหนือจากชัยชนะที่ได้มาด้วยฐานมวลชนเสื้อแดง 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;ความเสียสละของมวลชนยังสร้างความชอบธรรมในอำนาจ ที่คุณซื้อหาไม่ได้ สร้างเองไม่ได้ และเป็นโอกาสอันยิ่งใหญ่ที่ไม่มีวันหวนกลับมาอีก&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มวลชนไม่ได้เสียสละเพื่อให้คุณมากัดกันแย่งเก้าอี้รัฐมนตรี เพื่อมีผู้ติดตามเป็นโขยง โชว์หน้าตาอัปลักษณ์โฆษณาผลงานในสื่อ ในป้ายคัทเอาท์ และหาผลประโยชน์เข้ากระเป๋าตัวเอง มวลชนเสียสละเพื่อให้คุณเข้ามาทำงาน ทำเพื่อปากท้องของพี่น้องคนยากไร้ ให้พวกเขามีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
และที่สำคัญเหนืออื่นใด มวลชนต้องการให้คุณมีอำนาจแทนพวกเขา &lt;b&gt;เพื่อทวงความยุติธรรม เพื่อสถาปนาระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง สร้างความเสมอภาค เสรีภาพ และ “โค่นอำมาตย์” ไม่ให้มี “มือที่มองไม่เห็น” มาแทรกแซงการเมืองอีกต่อไป&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รัฐบาลพรรคเพื่อไทยจึงสามารถถูกโค่นล้ม ด้วยรัฐประหาร ด้วยตุลาการภิวัตน์ ด้วยวิธีการบ่อนทำลายต่างๆ นานาของพวกสลิ่มและพรรคประชาธิปัตย์ เพราะล้มแล้วยังสามารถสู้ใหม่ด้วยพลังมวลชนที่เนื่องหนุน แต่รัฐบาลเพื่อไทยไม่สามารถพังเพราะการแก่งแย่งผลประโยชน์ ช่วงชิงตำแหน่ง กัดกันเอง ประจบสอพลอ ทอดทิ้งภารกิจการต่อสู้เพื่อมวลชน 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เพราะถ้าล้มแบบนั้น ถ้าทำให้มวลชนผิดหวัง เสื่อมศรัทธา คุณจะไม่มีวันได้กลับมาอีก และคุณจะไม่มีค่าอะไรเลย เหลือแต่ความเป็นนักการเมืองกเฬวราก เหมือนกับนักการเมืองที่ออกไปจากพรรคไทยรักไทยและพรรคพลังประชาชน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โดยเฉพาะทักษิณ ทักษิณควรตระหนักว่า คนที่รักและซื่อสัตย์ต่อคุณอย่างจริงใจ นอกจากลูกเมีย พี่น้อง ก็มีแต่มวลชนเท่านั้น ที่จะพาคุณกลับบ้านได้ นักการเมืองสมุนบริวารที่อยู่รอบข้าง &lt;b&gt;ต้องรู้จักแยกแยะ รู้จักใช้คน&lt;/b&gt; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ถ้าคุณสานต่อเจตนารมณ์ของมวลชน วันหนึ่งคุณจะกลับมาอย่างรัฐบุรุษ แต่ถ้าคิดแต่จะฮั้ว ซื้อ จ่าย แจก ประนีประนอมเอาตัวรอด คุณก็จะถูกหลอกอีกตามเคย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;ยุทธศาสตร์ 2 ขา&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รัฐบาลพรรคเพื่อไทยแบกรับความหวังของประชาชน 2 ประการสำคัญคือ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;หนึ่ง การทำให้บ้านเมืองสงบ ฟื้นฟูเศรษฐกิจ แก้ปัญหาปากท้อง&lt;/b&gt; ซึ่งเป็นความหวังของประชาชนทั่วไป และ
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;สอง ปฏิรูปการเมือง ทวงความยุติธรรม ทวงประชาธิปไตย&lt;/b&gt; พูดในทางรูปธรรมคือ &lt;b&gt;แก้ไขรัฐธรรมนูญ ปฏิรูปศาล ปฏิรูปกองทัพ ซึ่งเป็นความหวังของมวลชนเสื้อแดงและผู้รักประชาธิปไตยทั้งหลาย&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โดยอุปสรรคสำคัญคือ การก่อกวนบ่อนทำลายของพวกสลิ่มและแมลงสาบ สื่อและนักอวิชา ซึ่งมีเป้าหมายจะปลุกกระแสมวลชนออกมายึดทำเนียบ ยึดสนามบิน ย้อนอดีตพันธมิตร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างไรก็ดี ด้วยกระแสโลก และกระแสหลักของสังคมไทย ที่ต้องการให้รัฐบาลเข้ามาทำงาน กระตุ้นเศรษฐกิจ กองทัพจะยังไม่กล้ากระดิกเข้ามาแทรกแซงการเมือง หรือทำรัฐประหาร ในระยะอันใกล้นี้ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เว้นแต่พวกสลิ่ม-แมลงสาบ จะ remake สถานการณ์ได้ ถึงขั้นสร้างความปั่น่วุ่นวาย ฉะนั้น ในระยะอย่างน้อย 1 ปี กองทัพจะต้อง “ลงใต้ดิน” ตกเป็นฝ่ายตั้งรับ ทำได้อย่างมากก็แค่ตั้งการ๋ดปกป้องตัวเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(บันทึกการดักฟังโทรศัพท์)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“อะโหลๆ ขอเรียนสายคุณปูครับ คุณปูหรือครับ ผมตู่ครับ”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“อ้าว คุณตู่ ได้ประกันตัวออกมาเมื่อไหร่คะ ดิฉันไม่ยักรู้ เอ๊ะ ทำไมเสียงเปลี่ยนไป”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“ไม่ใช่ตู่นั้นครับ ไม่ใช่ตู่ ล้มเจ้า ผมตู่ โหนเจ้า แถวบ้านเรียกบิ๊กตู่”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(เงียบไปพักหนึ่ง) “เอ้อ คุณตู่มีอะไรหรือคะ”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“เอ้อ ก็เรื่องที่คุณปูเคยอยากมาพบผม แต่ตอนนั้นผมเห็นว่า ช่วงเวลามันไม่เหมาะสม ถึงตอนนี้คงจะเหมาะสมแล้ว ให้ผมไปพบคุณปูก็ได้นะครับ ที่ไหนเมื่อไหร่ก็ได้ครับ”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(เงียบไปชั่วครู่) “เอ้อ คุณตู่คะ ดิฉันว่าช่วงเวลานี้ก็ไม่เหมาะสม ดิฉันยังไม่ได้รับตำแหน่งอย่างเป็นทางการเลย”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“ครับ ครับ ไม่เป็นไรครับ แต่ผมจะบอกว่า คุณปูรับตำแหน่งเมื่อไหร่ หวังว่าคงยินดีให้ผมเข้าพบ”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“เอ้อ คุณตู่คะ สงสัยจะคิวยาวนะคะ หลังรับตำแหน่ง CEO ดิฉันต้องพบผู้จัดการฝ่ายการตลาด ผู้จัดการฝ่ายผลิต ผู้จัดการฝ่ายบัญชี ผู้จัดการฝ่ายบุคคล ต้องกระตุ้นให้บริษัทเรามียอดขายมีกำไรสูงขึ้น คงอีกนานละค่ะ กว่าจะได้พบหัวหน้าฝ่าย รปภ.อย่างคุณ เผลอๆ บอร์ดจะสั่งเปลี่ยนหัวหน้า รปภ.ก่อน”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“อ้อ แล้ว-ทานโทษนะคะ คราวหน้าคราวหลัง คุณตู่อย่าโทรมาเบอร์นี้อีก คุณตู่ต้องติดต่อเลขาหน้าห้องก่อนนะคะ”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อ้าว หลงฟังตั้งนาน นึกว่าเรื่องการบ้านการเมือง ที่แท้เรื่องในบริษัท กลับมาเข้าเรื่องของเราดีกว่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อทหารทำอะไรไม่ได้ พวกอำมาตย์และสมุนแมลงสาบ ก็เหลือแต่&lt;b&gt;วิถีทางใช้สื่อ ใช้นักอวิชา และใช้อำนาจตุลาการภิวัตน์เข้ามาเตะตัดขา&lt;/b&gt; ดังที่เริ่มเห็นเค้าลางกันอยู่ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่อำนาจตุลาการภิวัตน์ก็ใช้ได้อย่างจำกัด ภายใต้กระแสหลักที่ต้องการเห็นความสงบหลังเลือกตั้ง พวกเขาไม่สามารถใช้อำนาจยุบพรรค ตัดสิทธิ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนทางการเมืองอีก แม้แต่การใช้อำนาจให้ใบเหลืองใบแดง ก็ยังต้องทำอย่างระมัดระวัง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นี่คือโอกาสซึ่งรัฐบาลพรรคเพื่อไทยจะต้องรีบทำงานสนองความต้องการของประชาชน เพียงแต่ภายใต้กระแสหลักที่ต้องการให้รัฐบาลฟื้นฟูเศรษฐกิจ ภารกิจ 2 ด้านของรัฐบาลจึงขัดแย้งกันอยู่ในตัวเอง นั่นคือ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
สมมติรัฐบาลจะเร่งปฏิรูปโครงสร้างทางการเมือง เร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญ สังคมก็เกรงว่าจะจุดชนวนให้มีพวกโพกผ้าเหลืองออกมาต่อต้านอีก การวางจังหวะก้าว กำหนดขั้นตอนทางยุทธศาสตร์ที่เหมาะสมจึงเป็นเรื่องสำคัญ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำคัญและน่าวิตกด้วย เพราะดูเหมือนพรรคเพื่อไทยจะไม่มีทีมงานยุทธศาสตร์ เหมือนสมัยพรรคไทยรักไทย การกำหนดขั้นตอนทางยุทธศาสตร์จะมาจากดูไบโน้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ยุทธศาสตร์ที่ดูเหมือนจะเหมาะสมคือ รัฐบาลต้องเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจก่อน ซึ่งเท่าที่ดู พรรคเพื่อไทยก็กำลังจะเดินแนวทางนี้ เหมือนยุทธศาสตร์หาเสียง ที่หันไปชูปากท้องเป็นประเด็นสำคัญ “ไม่คิด แก้แค้นแต่คิดแก้ไข” และเมื่อถูกพรรคประชาธิปัตย์สร้างกระแสบีบคั้น ก็ต้องยืนยันว่า &lt;b&gt;จะไม่นิรโทษกรรมทักษิณคนเดียว และจะไม่รีบทำตอนนี้&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าเดินแนวทางนี้ สมมติผ่านไป 6 เดือนถึง 1 ปี รัฐบาลสามารถทำให้เศรษฐกิจบูม พวกที่คอยเตะตัดขาก็จะกลายเป็นหมาหัวเน่า คนเขาจะทำงานยังระรานรังควาน แมลงสาบจะถูกโดดเดี่ยว พวกคนชั้นกลางน้ำมันมะกอกจะตีอกชกหัว 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
รัฐบาลจะมีอำนาจมั่นคงจากคะแนนนิยมล้นหลาม แล้วค่อยเข้าสู่ขั้นตอนของการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยผ่านการลงประชามติ และการแก้ไขรื้อล้างกลไกต่างๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่การเดินตามยุทธศาสตร์นี้ ก็มีปัญหาสำคัญ 2 ด้าน ด้านแรกคือ ภาพลักษณ์ของรัฐบาล ที่จะต้องประกอบด้วยตัวบุคคลที่เหมาะสม วางตัวบุคคลที่เหมาะกับงาน มีตัวแทนกลุ่มก๊วนบ้าง แต่ไม่มากนัก และต้องควบคุมพฤติกรรมให้แข็งขัน อย่าสร้างเรื่องฉาวโฉ่ อย่าลืมว่ารัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์มีเรื่องปลากระป๋องเน่า สื่อยังให้อภัย แต่ถ้าเป็นพรรคเพื่อไทย สื่อรุมเอาถึงตาย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แน่นอน การแก่งแย่งตำแหน่งก็เป็นผลเสียต่อภาพลักษณ์ตั้งแต่แรก &lt;b&gt;ไม่รู้แม่-จะแย่งอะไรกันนักหนา&lt;/b&gt; กระทั่งตำแหน่งประธาน นปช.ทีตอนที่เสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย ท้าทายอำนาจรัฐ ไม่ยักมีใครอยากเป็น &lt;b&gt;ชนะขึ้นมาแล้วอยากเป็น&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เรื่องเศร้าคือพวกโง่ๆ เหล่านี้ไม่รู้ตัวเลยว่า กำลังทำลายชัยชนะของมวลชนตั้งแต่เริ่มต้น พวกนี้คิดจะใช้นักข่าวเป็นเครื่องมือ หารู้ไม่ว่านักข่าวกำลังใข้พวกคุณทำลายพวกคุณด้วยกันเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“ด้านกลับของชัยชนะ” ก็มีพิษภัยอยู่เหมือนกัน เพราะเมื่อคุณกุมอำนาจชี้ขาดผลประโยชน์ ก็จะมีแต่คนแห่แหน ถ้า “นายใหญ่” หูเบา ไม่แยกแยะว่าใครจริงใจ ใครทำงาน ใครประจบสอพลอ คนที่ร่วมต่อสู้มาด้วยกันก็จะหมดกำลังใจ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ไม่ต้องดูอื่นไกล ถ้าพูดกันตามความจริง เนวินคือคนที่ยืนซดยืนสู้อย่างเด็ดเดี่ยวมาตั้งแต่รัฐประหาร เนวินคือหัวเรี่ยวหัวแรงที่ทำให้พรรคพลังประชาชนชนะ แต่พอชนะ พวกที่รู้หลบเป็นหลีก ก็โผล่ขึ้นมาประจบสอพลอ ได้ดิบได้ดีกันเพียบ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นี่ผมจะคอยดูการคัดเลือกประธานสภาว่า ระหว่างคนที่สร้างภาพ เอาแต่บินไปดูไบบ่อยๆ กับคนที่ทำงาน พิสูจน์ตัวเองแล้วว่าทำหน้าที่ได้อย่างเป็นกลาง และต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับมวลชน “นายใหญ่” จะเลือกใคร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าข้อแรกคือจุดอ่อนของพรรคเพื่อไทย และบุคลากรกเฬวรากของพรรคเอง ข้อสองก็คือ การระรานตีรวนของฝ่ายตรงข้าม ที่จะมาในหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่เกมต่ำๆ แบบร้องเรียนยิ่งลักษณ์ผัดหมี่โคราชแจกชาวบ้านระหว่างหาเสียง (ปล่อยให้มันร้องไป ประชาชนเขาส่ายหน้า) ไปจนการแปลงร่างของพวกนักอวิชาพันธมิตร ที่หนีหายไปชั่วครู่ คิดว่าชาวบ้านลืมกำพืด กลับมาสวมบทกูรูเศรษฐกิจ วิพากษ์วิจารณ์นโยบายรัฐบาล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วันก่อน ผมฟังรายการเล่าข่าวทางวิทยุ ยังมีพวกสลิ่มสมอ้างเป็นนักลงทุนต่างชาติ ส่ง SMS มาเป็นภาษาอังกฤษว่าถ้าขึ้นค่าแรง 300 จะย้ายไปลงทุนที่เวียดนาม สลิ่มชัดๆ ฝรั่งที่ไหนจะมาฟังรายการเล่าข่าว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อันที่จริง นโยบายประชานิยมของรัฐบาล ก็มีหลายข้อที่ผมไม่เห็นด้วย ไว้วันหลังค่อย ๆ พูดกัน แต่ไอ้พวกที่ดาหน้าออกมาวิพากษ์วิจารณ์ ส่วนใหญ่มี Agenda โดยไม่ต้อง hidden กันทั้งนั้น ประเด็นก็คือรัฐบาลจะรับมืออย่างไรกับพวกนักอวิชาและสื่อกระแสหลัก จะรับมือไหวไหม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิธีการรับมือของรัฐบาลที่ดีที่สุด คืออย่าปล่อยให้ฝายตัวเองมีจุดอ่อน มีมลทินมัวหมอง แสดงให้เห็นว่าตั้งหน้าตั้งตาทำงาน และถ้าทำให้เศรษฐกิจเฟื่องฟู ก็จะปิดปากพวกวิพากษ์วิจารณ์เอง (เหมือนทักษิณสมัยแรก) เพราะเวลาเศรษฐกิจเฟื่องฟู ผู้ที่ได้อานิสงส์ก่อนเพื่อนไม่ใช่ใครหรอก ก็คนชั้นกลางนี่แหละ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่วนการรับมือกับสื่อ วิธีการที่ดีที่สุด ก็คือต้องวางตัวเป็นผู้ใหญ่ อดทน อดกลั้น ใช้การชี้แจงแต่ไม่ตอบโต้ระราน ไม่จำเป็นต้องมีโฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรค อย่างเทพไท ไม่จำเป็นต้องให้ “เสด็จพี่” แสดงฝีปากอย่างหมอท็อป คนแพ้กับคนชนะ ต้องวางตัวคนละอย่าง &lt;b&gt;&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;ปชป.เป็นรัฐบาล 2 ปีกว่า จิตใต้สำนึกพวกเขายังมีปมด้อยว่าตัวเองเป็นผู้แพ้ จึงทำตัวเป็นเด็ก&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การรับมือกับสื่อกระแสหลัก จะต้องใช้วิธีการ&lt;b&gt;เปิดเสรีภาพสื่อ คืนเสรีภาพ สนับสนุนเสรีภาพสื่อทางอินเตอร์เน็ต วิทยุชุมชน ทีวีดาวเทียม&lt;/b&gt; ASTV เปิด ได้เปิดไป ปชป.จะเปิดทีวีดาวเทียมมั่ง ก็ให้เขาทำไป แต่ก็ยังมีเอเชียอัพเดท มี Voice มีสปริงนิวส์ ที่หลากหลาย และที่สำคัญยังมีวิทยุชุมชน ที่ส่วนใหญ่เป็นของคนเสื้อแดง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้น รัฐบาลจะ&lt;b&gt;ต้องแก้ไข พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ แก้ไขหรือยกเลิก พ.ร.บ.ความมั่นคง สนับสนุนให้มีการจัดตั้ง กสทช.โดยเร็ว เพื่อจัดสรรคลื่นความถี่กันใหม่ เอาคลื่นวิทยุทหารมาเกลี่ยใหม่&lt;/b&gt; เขาอาจจะจัดให้ NGO ให้ใครก็แล้วแต่ มันก็ยังดีกว่าผูกขาดอยู่ในมือทหาร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รัฐบาลไม่จำเป็นต้องแทรกแซงเสรีภาพสื่อ ปล่อยให้เป็น “นิวส์ออฟเดอะเวิลด์” ไป เข้าข่ายล่วงละเมิดทางกฎหมายก็ฟ้อง ส่วนวิธีการจัดการทางอ้อมคงไม่ต้องสอนหนังสือสังฆราช ฮิฮิ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่ถ้าจะตัดโฆษณารัฐ ก็ทำให้เนียนหน่อย เช่น แฉว่ารัฐบาล ปชป.ใช้งบโฆษณาเป็นพัน ๆ ล้าน ประกาศลดงบโฆษณาเพื่อเอาไปทำประโยชน์อย่างอื่น ที่ประชาชนได้มรรคผลมากกว่า แล้วก็ยกเลิกเสีย ไอ้ป้ายโฆษณาที่มีแต่โชว์หน้ารัฐมนตรี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่วนตัวผมสันนิษฐานว่าถ้ารัฐบาลใช้วิธีการจัดการทางอ้อม สื่อที่จะหลบหัวลมก่อนก็คงเป็น&lt;b&gt;เดลินิวส์กับค่ายโพสต์&lt;/b&gt; เพราะเจ้าของมีธุรกิจอื่นสำคัญกว่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;ปฏิรูปการเมือง&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้ามองปัญหาสองด้านที่กล่าวมา ก็น่าวิตกไม่น้อย (โดยเฉพาะด้านพรรคเพื่อไทยเอง ซึ่งควบคุมกมลสันดานนักการเมืองได้ลำบาก) ชวนให้คิดว่าจะใช้ยุทธศาสตร์ฟื้นฟูเศรษฐกิจแล้วค่อยรุกทางการเมืองดีหรือไม่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เอ้า ยกตัวอย่างรูปธรรม หลังตั้งรัฐบาลแล้ว &lt;b&gt;เด้ง “บิ๊กตู่” ทันทีทันใดดีหรือไม่&lt;/b&gt; ยังไง ทหารก็ไม่กล้ารัฐประหาร แต่ก็จะกระทบกระแสที่ต้องการให้รัฐบาลทำงานมากกว่าล้างแค้นทางการเมือง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่ถ้าไม่เด้ง ปล่อยเสืออยู่ในป่า รัฐบาลยังไม่ทำอะไรเลย ไม่ริเริ่มปฏิรูปกองทัพ ปีหนึ่งผ่านไป โดนถล่มหนัก หัวหน้า รปภ.เอ๊ย-กองทัพกลับมามีฤทธิ์เดช กลับมาหือ ผนึกกำลังกันโค่นรัฐบาล เท่ากับ&lt;b&gt; เจตนารมณ์ประชาธิปไตยที่เลือกรัฐบาลนี้เข้าไปสูญเปล่า&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตัดสินใจยากนะครับ การแก้ไขรัฐธรรมนูญก็เหมือนกัน &lt;b&gt;ถ้าคุณรีบทำ สังคมก็จะว่าอย่าเพิ่งขัดแย้งกันเลย แก้ปัญหาปากท้องก่อน ถ้าคุณไม่รีบทำ เดี๋ยวกระแสตก ถูกรุมกระหน่ำ ก็จะทำอะไรไม่ได้เลย การจับอารมณ์สังคมแล้ววางจังหวะก้าวที่เหมาะสมจึงสำคัญ&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือ ผมกลัวทักษิณและแกนนำพรรคเพื่อไทย ได้อำนาจแล้วจะไม่สนใจการปฏิรูปประชาธิปไตย สมมติเช่น กองทัพ ทักษิณอาจจะใช้วิธีเดิม ๆ ใช้ผลประโยชน์ซื้อใจกองทัพ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
(มีข่าวสะพัดว่าจะเอาใจกองทัพเรือ ซื้อเรือดำน้ำให้ เพราะ ทร.ไม่พอใจรัฐบาล ปชป.ไม่ซื้อให้) ทักษิณอาจจะไม่เด้ง “บิ๊กตู่” แต่ตั้งคนของตัวแซม แล้วก็ให้งบให้สวัสดิการทหารเต็มที่ แทนที่จะตัดงบ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทักษิณอาจจะไม่ปฏิรูปอะไรเลย ถ้าตัวเองเข้ามาครอบครองปรปักษ์ได้ โหนได้ กลับบ้านได้ แบบสมมติ-จู่ๆ ทักษิณบินกลับมา เดินเข้าคุก แล้วขอพระราชทานอภัยโทษ ยอมเข้าไปนอนในคุกซักพัก ในขณะที่น้องสาวเป็นนายกฯ เรียกความเห็นใจจากคนไทยได้อีกต่างหาก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เราต้องเข้าใจด้วยว่า แกนนำพรรคเพื่อไทยจริงๆ คือนักธุรกิจ พวกนี้สนใจแต่การกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อที่ตัวเองจะร่ำรวยไปด้วย &lt;b&gt;พวกนี้ไม่ได้สนใจการแก้ปัญหาโครงสร้าง การปฏิรูปประชาธิปไตย การปฏิรูปประเทศ&lt;/b&gt; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เพียงแต่คุณูปการที่ผ่านมาคือ พวกเขาต่างตอบแทนด้วยนโยบายประชานิยม ซึ่งแม้จะไม่ใช่นโยบายที่ดีทั้งหมด แต่ก็ทำให้มวลชนตื่นตัวขึ้นมา ตระหนักในอำนาจ “ประชาธิปไตยกินได้”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่ถึงที่สุด ในการที่จะไปสู่ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ตามเจตนารมณ์ของมวลชนเสื้อแดงและผู้รักประชาธิปไตย คนพวกนี้ไม่ได้กระตือรือร้นไปด้วย &lt;b&gt;พวกเขาเพียงต้องการบดขยี้กลุ่มทุนเก่า รัฐราชการ กองทัพ ตุลาการ ที่เป็นอุปสรรคขัดขวางประชาธิปไตยทุนนิยม&lt;/b&gt; ฉะนั้นถ้าได้อำนาจมั่นคง พวกเขาก็พอใจแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นั่นคือข้อแตกต่างที่จะส่งผลต่อไปในอนาคต แต่ตอนนี้ จะต้องให้พวกเขาตระหนักว่า &lt;b&gt;คุณจำเป็นต้องปฏิรูปประชาธิปไตย ถ้าไม่อยากถูกโค่นล้มอีก&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รัฐบาลอาจยังไม่แก้รัฐธรรมนูญโดยทันที แต่หลังรับตำแหน่ง ควรตั้งคณะกรรมการศึกษาปฏิรูปการเมือง ที่ไม่เอาหมอประเวศหรืออานันท์มาเป็นประธาน แต่ยินดีรับข้อเสนอปฏิรูปประเทศไทยของหมอประเวศ-อานันท์ เข้ามารวมอยู่ด้วยกัน 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่เน้นเรื่องสำคัญที่สุดที่หมอประเวศ-อานันท์ ไม่ได้ทำ คือ &lt;b&gt;การปฏิรูปโครงสร้างอำนาจ&lt;/b&gt; โดยเปิดรับความคิดเห็นจากคนทุกสี หาข้อสรุปใน 6 เดือน เพื่อนำไปสู่&lt;b&gt;การแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วยการลงประชามติ และแก้ไขกฎหมายสำคัญๆ ด้วยการลงประชามติ&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ย้ำ ลงประชามติ พวกพันธมิตรพวกสลิ่มอย่าหาเรื่องมาต่อต้าน ไม่พอใจก็ไปรณรงค์คัดค้านกันด้วยเหตุด้วยผล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รัฐบาลต้องสนับสนุนการแก้ไขกฎหมายต่าง ๆ ที่เปิดกว้างให้เสรีภาพประชาชนแสดงออกได้เต็มที่ ตลอดจนเพิ่มอำนาจประชาชน เพราะมวลชนเท่านั้นที่จะปกป้องรัฐบาล สมมติเช่น คุณจะต้องเดินหน้าไปสู่&lt;b&gt;การยกเลิกกฎหมายความมั่นคง ยุบ กอ.รมน.&lt;/b&gt; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;อย่าคิดว่าจะใช้ กอ.รมน.ค้ำจุนอำนาจ เพราะ “หมู่บ้านเสื้อแดง” ต่างหากที่เป็นเสาค้ำอำนาจคุณ&lt;/b&gt; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;คุณจะต้องยกเลิก พรบ.คอมพิวเตอร์ โดยเร็วที่สุด เพราะนักประชาธิปไตยยึดครองโลกไซเบอร์อยู่เป็นส่วนใหญ่&lt;/b&gt; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;คุณจะต้องมุ่งกระจายอำนาจการปกครองสู่ท้องถิ่น ลดอำนาจผู้ว่าฯ ข้าราชการจากส่วนกลาง ทำให้แต่ละพื้นที่เป็น “เขตปกครองตนเอง” กลายๆ&lt;/b&gt; เพราะไม่เห็นหรือว่า สีแดงพรืดไปหมดทั้งภาคอีสานและล้านนา ต้องให้พวกเขาขึ้นมามีอำนาจปกครองตนเองมากขึ้น ลดอำนาจส่วนกลางลง เพื่อสร้าง “ฐานที่มั่น” ระยะยาว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในทางเศรษฐกิจ&lt;b&gt; รัฐบาลจะต้องเร่งทำโครงการระเบียงเศรษฐกิจ เหนือ-ใต้ ตะวันออก-ตะวันตก เปิดรถไฟความเร็วสูงจากคุนหมิงลงมากรุงเทพฯ เชื่อมเส้นทางขนส่งจากดานังไปทวาย&lt;/b&gt; เพื่อเปิดมิติใหม่ทางเศรษฐกิจให้คนเหนือคนอีสาน ทำให้ความเจริญไม่ต้องมากระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพฯ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขบวนประชาธิปไตย ขบวนคนเสื้อแดง (ที่ไม่ได้หมายถึงแกนนำ ซึ่งบ้างก็เป็นนักการเมือง บ้างก็เป็นพวกฉวยโอกาส) &lt;b&gt;มีภารกิจสำคัญที่จะต้องพิทักษ์เจตนารมณ์ของมวลชนผู้พลีชีวิต เลือดเนื้อ ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย จนมีวันนี้ &lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ภารกิจนั้นมีทั้งสองด้านคือ&lt;b&gt; ปกป้องรัฐบาล&lt;/b&gt; จากการโจมตีบ่อนทำลายด้วยอคติความเกลียดชัง ของพวกสลิ่ม แมลงสาบ สื่อ นักอวิชา ขุนนางอำมาตย์ อำนาจตุลาการภิวัตน์ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ทั้งยังอาจต้อง&lt;b&gt;เป็นแนวหน้าให้รัฐบาล ในการรุกรบอย่างมีจังหวะก้าว&lt;/b&gt; สมมติเช่น การเรียกร้องให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ รณรงค์เนื้อหาแก้รัฐธรรมนูญ เรียกร้องให้ปลดผู้นำเหล่าทัพ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อีกด้านหนึ่งที่สำคัญยิ่งก็คือ &lt;b&gt;การตรวจสอบรัฐบาลอย่างจริงจัง&lt;/b&gt; และว่าไปตามเนื้อผ้า การวิพากษ์วิจารณ์ที่มีเหตุผล 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
สิ่งใดที่พวกสลิ่มหรือพวกแมลงสาบยกมากล่าวหา ถ้าเป็นจริง ถ้ามีเหตุผล มีพยานหลักฐาน (น่าจะน้อยเต็มที) เราก็ต้องยอมรับ และเรียกร้องกดดันให้รัฐบาลแก้ไข สิ่งใดที่ไม่จริงก็ด่ามันกลับไป แต่อย่าปล่อยให้นักการเมืองเข้ามาทำลายชัยชนะของมวลชนที่แลกมาด้วยชีวิต เลือดเนื้อ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในอีกแง่หนึ่ง ขบวนประชาธิปไตย ขบวนคนเสื้อแดง ยังต้อง&lt;b&gt;เรียกร้องกดดันรัฐบาล ให้เดินหน้าไปสู่การปฏิรูปการเมือง&lt;/b&gt; เพราะธาตุแท้ของนักการเมืองเป็นดังที่กล่าว ถ้าขบวนประชาชนไม่เรียกร้องกดดันให้มีการปฏิรูปกองทัพ ปฏิรูปศาล พวกเขาก็ไม่ทำ (มิพักต้องพูดถึงการปฏิรูปสถาบัน ซึ่งรัฐบาลนี้ไม่กล้าแอะ)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ไม่ใช่เรื่องแปลกเลย ที่เกิดความขัดแย้งใน นปช.เป็นเรื่องธรรมดามาก เมื่อผ่านการต่อสู้สู่ชัยชนะ พรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาล นปช.ก็จะแตกตัว ไม่ต่างกับพันธมิตร 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ส่วนหนึ่งก็จะแตกตัวไปเป็นผู้รับใช้นักการเมือง หรือแสดงธาตุแท้ของความเป็นนักการเมือง อีกส่วนหนึ่ง&lt;b&gt;จะเดินหน้าต่อไปในอุดมการณ์ประชาธิปไตยโดยไม่ผูกติดกับรัฐบาล&lt;/b&gt; กระบวนการนี้กำลังจะเริ่มขึ้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่ขบวนประชาธิปไตย จะไม่เป็นอย่างพันธมิตร &lt;b&gt;เพราะเรายึดถืออุดมการณ์ประชาธิปไตย ไม่ใช่อุดมการณ์ราชาชาตินิยมสุดขั้วสุดโต่ง&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;ใบตองแห้ง&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
8 ก.ค.54
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ที่มา &lt;a href=&quot;http://www.prachatai.com/journal/2011/07/35928&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;ประชาไท &lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/article/20110708/1996#comments</comments>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/287">crisis</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/353">democracy</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/284">politics</category>
 <pubDate>Fri, 08 Jul 2011 23:54:55 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">1996 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>ความผิดพลาดแท้จริงที่คุณอภิสิทธิ์ควรรับผิดชอบคือ การละทิ้งความเป็นวิญญูชนและหลักการแข่งขันอันเที่ยงธรรม  </title>
 <link>http://www.arayachon.org/article/20110707/1994</link>
 <description>&lt;p&gt;
การลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคของคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะด้วยเหตุผลที่ว่า ทำให้พรรคได้ที่นั่งน้อยลงกว่าเดิม  ...จะว่าเป็นเรื่องเล็ก ก็เล็ก แต่จะว่าเป็นเรื่องใหญ่ ก็ใหญ่ ที่เป็นเรื่องเล็กเพราะว่า เลือกตั้งปี 2550  ภายใต้การนำของคุณอภิสิทธิ์  ปชป.เคยแพ้พลังประชาชน. มาแล้ว แพ้อีกไม่เห็นเป็นไร  แม่ยกยังนิยม รัก และอุ้มชูกว่าเดิมด้วยซ้ำ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
จะว่าเรื่องใหญ่ ก็ใหญ่ในแง่ที่ว่า มีโอกาสบริหารประเทศแบบเทพอุ้มสมและมีตัวช่วยขนาดนี้ ครองสื่ออย่างเบ็ดเสร็จ แก้รัฐธรรมนูญตามความได้เปรียบของพรรค ฯลฯ แต่ยังเอาชนะไม่ได้ ย่อมต้องเกิดคำถาม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อันที่จริงเหตุผลที่ว่า นำพรรคพ่ายแพ้สองครั้งนั้น ยังไม่น่าจะถือว่ามีน้ำหนักมากพอสำหรับการลาออก  ....ไหนๆ จะลาออกทั้งที่ควรจะทบทวนความพ่ายแพ้ให้ได้บทเรียนมากกว่านี้  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;ถ้าเป็นผม ผมคงลาออกเพราะหมดสิ้นความนับถือตัวเองมากกว่าเหตุเพราะเลือกตั้งแพ้&lt;/b&gt;  ซึ่งอาจจะมีคำถามตามมาว่า เหตุอันใดเล่าที่ทำให้ผู้นำแห่งพรรค ปชป. ควรจะหมดสิ้นความนับถือตัวเอง?&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โดยส่วนตัว ผมเห็นว่า ประเด็นที่คุณอภิสิทธิ์ควรจะทบทวนอย่างมากภายใต้การลาออก คือ การขาดหายไปของความเป็นวิญญูชน ดังจะได้อธิบาย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;1. กับคนอื่นบอกให้ &amp;quot;สู้ด้วยตนเอง&amp;quot;  แต่กับตัวเองใช้ &amp;quot;สองรุมหนึ่ง&amp;quot;&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ทุกฝ่ายลุ้นกับการเลือกตั้งเพราะรู้ว่า พท. มีโอกาสเดียวที่จะชนะ นั่นคือต้องชนะเกินครึ่ง   ส่วน  ปชป. แสดงท่าที่อย่างเปิดเผยว่า &amp;quot;ใครรวมเสียงได้เกินครึ่งก่อนย่อมมีสิทธิจัดตั้งรัฐบาล&amp;quot;   นั่นคือพวกเขาไม่เคยปฏิเสธว่า &lt;b&gt;จะใช้สองรุมหนึ่ง (ร่วมกับพรรคคุณเนวิน)&lt;/b&gt; และทางเลือกนี้เท่ากับยอมรับอยู่ลึกๆ ด้วยว่า &amp;quot;อำนาจที่หลีกเลี่ยงไม่ได้&amp;quot; พร้อมจะเข้ามาโอบอุ้มอย่างที่เคยทำ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แน่นอน  การรวมเสียงข้างมากให้ได้ไม่ผิดรัฐธรรมนูญ และการให้พรรคอันดับหนึ่งตั้งรัฐบาลก่อน เป็นเพียงธรรมเนียมปฏิบัติ ไม่ใช่กฎหมายที่เป็นลายลักษณ์  ... ดังนั้น จึงไม่ผิดกฎหมาย ไม่ผิดรัฐธรรมนูญ แต่ประเด็นคือ &lt;b&gt;ขาดความละอายที่ไปท้าสู้แบบ &amp;quot;สองรุมหนึ่ง&amp;quot;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่สำคัญกว่านั้น &lt;b&gt;ยังขาดความละอายกับการกำหนดโจทย์ที่ยากกว่าให้คู่ต่อสู้ (เกินครึ่งของ 500 เท่านั้น) ส่วนตัวเองใช้โจทย์ง่ายกว่า (รวมกับพรรคอันดับสามแล้วได้มากกว่าหรือใกล้เคียง) &lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;ความน่าตระหนกอยู่ที่ว่า ฝ่ายที่อ้างว่าเป็นคนดี ช่างไม่กระดากและไม่รู้สึกฝืนใจใดๆ เลยกับการป่าวประกาศได้อย่างหน้าตาเฉยว่าจะใช้ &amp;quot;สองรุมหนึ่ง&amp;quot; !!!&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อันที่จริง มิสู้รวมพรรคกันไปเลยดีว่าไหม ...จริงอยู่แม่ยก ปชป. รับไม่ได้แน่ๆ (เกลียดตัวกินไข่) แต่ในแง่ความถูกทำนองคลองธรรม จะได้ภาพลักษณ์ที่ดีกว่านี้ว่าสู้กันอย่างแฟร์ๆ ระหว่างสองพรรค&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;2. ได้บัญชีรายชื่อ (Party List) ไม่ถึงครึ่ง ไม่มีความชอบธรรมในการนิรโทษกรรม&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ข้อสังเกต คือ พท. ประกาศจะอิงผลการทำงานของคณะ อ.คณิต ณ ณคร เพื่อเป็นฐานในกระบวนการปรองดอง  จนบัดนี้ยังไม่เคยมีข้อมูลจากฝั่ง พท. ว่าจะใช้จำนวนที่ได้บัญชีรายชื่อ ไปใช้รองรับความชอบธรรมในเรื่องนี้ (ซึ่งผมไม่เชื่อว่า พท. จะเอาจำนวน ส.ส.ในบัญชีรายชื่อมาอ้างเป็นมติมหาชนด้วยซ้ำ เพราะผลที่ได้จะไม่ยั่งยืน ..ถ้าทำคือไม่ฉลาด) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่ที่คุณอภิสิทธิ์แถลงเหมือนวางระเบิดทิ้งไว้ในครั้งนี้ กลับเปิดช่องให้ต้องถามกลับไปว่า  &lt;b&gt;ถ้าจริงใจ (sincere) จริงๆ กับ หลักการที่ว่า สัดส่วนที่นั่งปาร์ตี้ลิสต์  คือตัวกำหนดความชอบธรรมในการ set agenda ใดๆ  ....แล้วจะอธิบายอย่างไรกับความพ่ายแพ้ในระบบปาร์ตี้ลิสต์ของตัวเอง?&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;เพราะตั้งแต่มีระบบปาร์ตี้ลิสต์มา  ปชป. ไม่เคยได้จำนวนที่นั่งมากกว่าฝ่ายตรงข้ามเลย (ไม่ว่าจะในรูปของ ทรท.  พปช.  หรือ พท.) ได้น้อยกว่าทุกครั้ง&lt;/b&gt;   แม้ครั้งล่าสุด พท. จะได้ไม่ถึงครึ่ง แต่ก็ได้ไปราวๆ 61 ที่นั่ง (ถ้าได้ 63 คือเกินครึ่ง) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ซึ่งทำให้ย้อนกลับมาถามได้ว่า สมัย ปชป. เป็นรัฐบาล  มักจะอ้างตลอดว่า &lt;b&gt;รัฐบาลตนมาด้วยสภาชุดเดียวกันกับรัฐบาล สมัคร-สมชาย  อ้าง majority ในสภา  แต่ไม่เคยสักครั้งจะพาดพิงถึงความพ่ายแพ้ของตัวเองในระบบปาร์ตี้ลิสต์&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ครั้งนี้ พอศัตรูชนะกลับออกมาบอกว่า &lt;b&gt;ปาร์ตี้ลิสต์ไม่ถึงครึ่ง อย่าผลักดันเรื่องนั้นเรื่องนี้ (โดยที่อีกฝ่ายยังไม่ได้บอกด้วยซ้ำว่าจะทำ)&lt;/b&gt; ...&lt;b&gt;.แล้วการที่ฝ่ายตนบริหารประเทศมาสองปี กลับได้ปาร์ตี้ลิสต์แค่ 44 ในหนนี้  มันไม่เท่ากับว่า การ set agenda ใดๆ ที่ผ่านมาทั้งหมดขาดความชอบธรรมไปด้วยหรือ?  &lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เช่น กรณีเรื่องใหญ่ขนาดที่ไปประกาศถอนตัวจากภาคีมรดกโลกนี่เป็น agenda ที่ ปชป. ควรจะได้ปาร์ตี้ลิสต์เกินครึ่งด้วยใช่ไหม ถึงจะอ้าง majority (เสียงข้างมาก) ของชาติได้? ถึงจะชอบธรรม?  เราเถียงได้ไหมว่า ห้ามถอนตัวจากภาคีเพราะ ปชป. ได้ปาร์ตี้ลิสต์ไม่ถึงครึ่ง?&lt;br /&gt;
......&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;ไล่เรียงดูสภาวะ &amp;quot;สองมาตรฐาน&amp;quot; ทั้งสามกรณี (ด้วยภาษาพูดง่ายๆ)&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;1. แกสู้โดยลำพัง / ฉันสู้แบบ สองรุมหนึ่ง&lt;br /&gt;
2. แกต้อง 250 ขึ้นเท่านั้นจึงจะเป็น majority / ฉันและเพื่อนรวมกันขอ 250 หรือแค่ใกล้เคียง แล้วจะไปรวบรวมรายย่อยอื่นๆ มาเป็น majority&lt;br /&gt;
3. ปาร์ตี้ลิสต์แกต้องเกินครึ่งเท่านั้น ถึงจะมีความชอบธรรม / ฉันแพ้ปาร์ตี้ลิสต์ติดกันสามครั้ง ไม่ใช่ประเด็น  &lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทั้งหมดข้างต้นคือปัญหาในกรณีของ &amp;quot;&lt;b&gt;ความเป็นธรรมในเกมการเมือง&lt;/b&gt;&amp;quot; หรือ &amp;quot;&lt;b&gt;ความเป็นธรรมในการแข่งขันทางการเมือง&lt;/b&gt;&amp;quot; ล้วนๆ ซึ่งถูกบั่นทอนอย่างโจ่งแจ้งจนเห็นได้ชัด  ชัดชนิดที่ว่ายังไม่ต้องนำการถกเถียงในเรื่อง ใครเผา ใครฆ่า ใครบิดเบือน ใครปกปิด ใครล้มเจ้า ใครอ้างเจ้า  ใครโกงกว่า ใครพายเรือให้โจรนั่ง  ฯลฯ  มาปะปนเลยด้วยซ้ำ !!!  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เรื่องอื่นๆ ในกรณีหลัง อาจเถียงกันได้เพราะเป็นเรื่องผลการทำงาน  &lt;b&gt;แต่การกำหนดเกมอย่างอยุติธรรม  ให้ศัตรูเจองานหินกว่าตั้งแต่เริ่มลงสนาม  ไม่แข่งขันแบบที่ควรจะเป็น  แถมสร้างความได้เปรียบเสียเปรียบขนาดนี้  &lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;....นี่ต่างหากคือความควรรับผิดชอบที่ควรแสดงออกด้วยการลาออก&lt;/b&gt; เพราะถ้าลองนำเกณฑ์ทั้งสามข้อที่แอบบีบบังคับ พท. มาบังคับใช้กับ ปชป. แทน &lt;b&gt; ปชป. ย่อมไม่สามารถทำได้แม้แต่ข้อเดียว นี่คือการใช้กติกาอย่างไร้สมมาตร&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่จริงแล้ว หากได้สู้กันอย่างยุติธรรมภายใต้กติกาเดียวกันแล้วเกิดพ่ายแพ้ เชื่อว่าคนดูยังชื่นชมว่า &lt;b&gt;เป็นการสู้เต็มที่อย่างขาวสะอาด   ...ถ้าเกมมันแฟร์ การพ่ายแพ้ไม่ใช่เรื่องใหญ่เลย&lt;/b&gt; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ความผิดพลาดแท้จริงที่คุณอภิสิทธิ์ควรรับผิดชอบต่อพรรค คือ &lt;b&gt;การละทิ้งความเป็นวิญญูชนและหลักการแข่งขันอันเที่ยงธรรม  &lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;เพราะคุณลักษณะอย่างหนึ่งของวิญญูชน คือเมื่อกำหนดเกณฑ์ทางศีลธรรมต่างๆ กับผู้อื่นอย่างเข้มงวด ก็จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเข้มงวดกับตนเองด้วย !!!&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;ไม่ใช่ลดมาตรฐานความเป็นธรรมในเกมการแข่งขันของฝ่ายตัวเองอย่างน่าละอาย แต่กับฝ่ายตรงข้ามกลับกำหนดเกณฑ์ไว้สูงลิบ  (...แล้วยังแพ้เขา)&lt;br /&gt;
&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;หากสร้างเกณฑ์ทางศีลธรรมหรือกติกาอันเข้มงวดมาบังคับใช้กับผู้อื่น แต่กับตนเองกลับย่อหย่อนในทุกเรื่องราว ย่อมมีแต่จะทำให้คนหวนคิดว่า ฉายา &amp;quot;ดีแต่พูด&amp;quot; และ &amp;quot;สองมาตรฐาน&amp;quot; นั้น มิใช่ได้มาด้วยโชคช่วยจริง ๆ&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;หมายเหตุ&lt;/b&gt; ชื่อบทความเดิม  หรือควรลาออกเพราะความผิดพลาดที่ใหญ่กว่านี้ ? 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ที่มา &lt;a href=&quot;http://prachatai.com/journal/2011/07/35855&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;ประชาไท &lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/article/20110707/1994#comments</comments>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/320">democrat</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/341">election</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/284">politics</category>
 <pubDate>Thu, 07 Jul 2011 15:25:07 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">1994 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>ลาออกจากมรดกโลก: บนความสูญเสียของใคร ?</title>
 <link>http://www.arayachon.org/article/20110628/1989</link>
 <description>&lt;p&gt;
การประกาศแบบฟ้าผ่าของนาย&lt;b&gt;สุวิทย์ คุณกิตติ&lt;/b&gt; ว่าประเทศไทยขอถอนตัวจากการเป็นภาคีของอนุสัญญามรดกโลก&lt;b&gt; นับเป็นชัยชนะอีกครั้งหนึ่งของกลุ่มชาตินิยม&lt;/b&gt; โดยที่ไม่มีความชัดเจนว่า อะไรคือเหตุผลร้ายแรงที่ทำให้นายสุวิทย์ตัดสินใจเช่นนั้น ในขณะที่นายสุวิทย์ บอกว่า สาเหตุมาจากการที่ไทยไม่เห็นด้วยกับการที่กัมพูชาจะใช้คำว่า &amp;quot;urgent repair&amp;quot; (ซ่อมแซมอย่างเร่งด่วน) และ &amp;quot;restoration&amp;quot; (ฟื้นฟู, บูรณะ)  
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่ต้องการให้ใช้คำว่า &amp;quot;protection&amp;quot; (ปกป้อง) และ &amp;quot;conservation&amp;quot; (อนุรักษ์) และแผนบริหารจัดการฉบับใหม่ของกัมพูชาสุ่มเสี่ยงให้ไทยเสียดินแดน แต่ข้อมูลที่ปรากฏกลับตรงกันข้ามกับสิ่งที่นายสุวิทย์แถลงโดยสิ้นเชิง กล่าวคือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1. ร่างมติที่ 35COM7B.62 ของกก.มรดกโลก ชี้ว่ากัมพูชาตกลงใช้คำว่า &amp;quot;protection&amp;quot; และ &amp;quot;conservation&amp;quot; โดยมีข้อความ: 6 [Proposed by Cambodia. Decides to review the progress towards the protection and conservation of the property at its 36th session:]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2. คำแถลงของมาดามโบโควา ผอ.ยูเนสโกระบุว่า ไม่มีการพิจารณาเรื่องแผนบริหารจัดการปราสาทพระวิหารเลย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;เราจึงควรตรวจสอบการตัดสินใจที่ไม่มีคำอธิบายที่ชัดเจนนี้ และไม่แน่ชัดว่า ได้ผ่านที่ประชุมครม.จริงหรือไม่ อีกทั้งก็เป็นแค่รัฐบาลรักษาการณ์ สมควรตัดสินใจเรื่องสำคัญที่จะกระทบผลประโยชน์ของประเทศในระยะยาวหรือไม่ &lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เป็นไปได้หรือไม่ว่า เหตุผลสำคัญที่นำไปสู่การประกาศถอนตัวจากอนุสัญญามรดกโลก มาจากข้อเท็จจริงที่ว่า รัฐบาลอภิสิทธิ์และนายสุวิทย์ตระหนักว่า&lt;b&gt; ไทยไม่สามารถยับยั้งการบริหารจัดการปราสาทพระวิหารได้อีกต่อไป  แต่ไม่รู้จะชี้แจงกับสังคมอย่างไร &lt;/b&gt;เพราะที่ผ่านมาได้ให้ข้อมูลและความเข้าใจที่มีปัญหากับสังคมมาโดยตลอด &lt;b&gt;จึงใช้วิธีถอนตัว สร้างความสะใจ แถมยังได้คะแนนชาตินิยมเพิ่มขึ้นอีก&lt;/b&gt; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
บทความชิ้นนี้จึงต้องการชี้แจงให้เห็นว่าข้อมูลและความเข้าใจที่มีปัญหานั้นคืออะไร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1. &lt;b&gt;แผนบริหารจัดการปราสาทพระวิหารเป็นข้อตกลงทวิภาคีระหว่างคณะกรรมการมรดกโลกกับรัฐบาลกัมพูชา&lt;/b&gt; ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจอธิปไตยเหนือมรดกโลกชิ้นนี้เท่านั้น ไทยไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงนี้ ฉะนั้น โดยหลักการ เขาไม่จำเป็นต้องรับฟังประเทศไทยเลยก็ได้ โดยเฉพาะหลังจากรัฐบาลสมัครถูกบีบให้ถอนแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชาที่สนับสนุนการขึ้นทะเบียนพระวิหารมรดกโลก ก็ทำให้ไทยไม่มีความเกี่ยวข้องใด ๆ กับมรดกโลกชิ้นนี้อีกต่อไป &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2. รัฐบาลอภิสิทธิ์และกลุ่มชาตินิยมกล่าวว่า &lt;b&gt;การขึ้นทะเบียนพระวิหารเป็นมรดกโลกอาจทำให้ไทยเสียอธิปไตยเหนือพื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตร.กม. แต่รัฐบาลก็ไม่เคยชี้แจงอย่างชัดเจนว่าแผนที่หรือแผนผังที่กัมพูชาแนบไปกับการขอขึ้นทะเบียนมรดกโลกมีส่วนไหนที่รุกล้ำเข้ามาใน 4.6 ตร.กม.&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อนุสัญญามรดกโลกระบุไว้ชัดเจนว่า &lt;b&gt;การขึ้นทะเบียนทรัพย์สินใดที่ตั้งอยู่ในอาณาเขตที่มีการอ้างสิทธิมากกว่าหนึ่งรัฐ ย่อมไม่ทำให้สิทธินั้นเสียไปแต่อย่างใด&lt;/b&gt; นอกจากนี้ มติคณะกรรมการมรดกโลกที่ WHC-09/33.COM/7B.Add, p.90 ยืนยันว่า &lt;b&gt;พื้นที่บริหารจัดการของพระวิหาร หมายรวมเฉพาะตัวทรัพย์สินที่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกและพื้นที่กันชนเท่าที่ระบุไว้ในแผนผังที่ได้รับการปรับปรุงแล้วเท่านั้น&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โดยกัมพูชาได้ระบุไว้ชัดเจนว่า &lt;b&gt;ทรัพย์สินที่ขอขึ้นทะเบียนคือตัวปราสาท (หมายเลข 1) และพื้นที่กันชนคือ (หมายเลข 2 หรือพื้นที่สีเขียว) ซึ่งอยู่ทางฝั่งตะวันออกและด้านใต้ของกัมพูชาเท่านั้น&lt;/b&gt; &lt;b&gt;พื้นที่ทับซ้อนคือพื้นที่สีเหลืองไม่ได้ถูกผนวกไว้ในทรัพย์สินที่ขอขึ้นทะเบียนเลย (ดูแผนผังประกอบ)&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;img src=&quot;/files/1309247690.jpg&quot; align=&quot;absmiddle&quot; height=&quot;379&quot; width=&quot;500&quot; /&gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แผนผังแนบการขึ้นทะเบียนพระวิหารเป็นมรดกโลกระบุว่ามีเฉพาะตัวปราสาท (เลข 1) และพื้นที่ด้านใต้กับด้านตะวันออกของปราสาท (เลข 2) ที่ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อนึ่ง แผนผังฉบับที่กัมพูชายื่นขอขึ้นทะเบียนพระวิหารในปี 2550 แต่ถูกฝ่ายไทยคัดค้านจนต้องเลื่อนไปอีกหนึ่งปี ได้รวมเอาพื้นที่ 4.6 ตร.กม.ไว้เป็นเขตกันชนด้วย&lt;b&gt; แต่กระทรวงการต่างประเทศของไทยในยุครัฐบาลสมัครสามารถเจรจาจนทำให้กัมพูชาตัด 4.6 ตร.กม.ออกจากแผนผังที่แนบเพื่อขึ้นทะเบียนในที่สุด&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3. คำอธิบายประการหนึ่งที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ใช้เพื่อคัดค้านแผนบริหารจัดการพระวิหารก็คือ &lt;b&gt;การบริหารจัดการได้รุกล้ำเข้ามาในเขตแดนของไทย แต่รัฐบาลไทยก็ไม่เคยมีแม้แต่ภาพถ่ายแสดงให้ประชาชนไทยและเทศได้เห็นว่าการพัฒนาพระวิหารได้รุกล้ำเขตแดนของไทยแค่ไหน อย่างไร&lt;/b&gt; สื่อมวลชนไทยก็ไม่เคยทวงถามขอดูหลักฐานอะไรเลย&lt;b&gt; เป็นไปได้หรือไม่ว่า ทีมงานนายสุวิทย์ก็ไม่มีหลักฐานหนักแน่นเพียงพอไปแสดงต่อคณะกรรมการมรดกโลกเช่นกัน เขาจึงไม่สนใจคำคัดค้านของไทย จดหมายแจ้งเรื่องการถอนตัวที่นายสุวิทย์มีถึงมาดามโบโควา ผอ.ยูเนสโก ก็ไม่มีรายละเอียดเรื่องนี้&lt;br /&gt;
&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
4. &lt;b&gt;เป็นความเข้าใจผิดว่า ถ้าแผนบริหารจัดการไม่ผ่าน กัมพูชาก็ไม่สามารถเดินหน้าพัฒนาพระวิหารได้ เมื่อพัฒนาไม่ได้ก็อาจจะถูกถอดออกจากมรดกโลกในที่สุด&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความเป็นจริงก็คือ &lt;b&gt;ทันทีที่พระวิหารได้เป็นมรดกโลกในเดือนกรกฎาคม 2551 กัมพูชาได้เดินหน้าพัฒนาพระวิหารและพื้นที่โดยรอบไปอย่างมากมาย โดยมีผู้เชี่ยวชาญจากหลายประเทศและจากคณะกรรมการมรดกโลกทำงานร่วมอยู่ด้วย&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้ทำหน้าที่สำรวจ แนะนำ ติดตามความก้าวหน้าในการทำงาน และเขียนรายงานแผนบริหารจัดการ โดยรัฐบาลกัมพูชาสามารถลงมือปฏิบัติตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญได้เลย ฉะนั้น ในแผนที่ที่เสนอต่อคณะกรรมการมรดกโลก ก็จะต้องรายงานว่า ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ทำอะไรบ้าง กัมพูชาได้ลงมือทำอะไรไปแล้วบ้าง และจะทำอะไรต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รายงานที่กัมพูชาพิมพ์เผยแพร่ในเดือน พ.ค.2553 แสดงภาพให้เห็นว่า&lt;b&gt; ได้มีการบูรณปฏิสังขรณ์ตัวปราสาท, การก่อสร้างสะพานไม้ยาว 1,450 เมตร, หมู่บ้านนิเวศ (Eco-village), สถานพยาบาล, พิพิธภัณฑ์, โรงเรียน ฯลฯ แต่ขอย้ำว่าการก่อสร้างเหล่านี้อยู่ในพื้นที่ราบทางฝั่งกัมพูชา ส่วนสะพานไม้ก็เชื่อมระหว่างพื้นที่ราบกับด้านตะวันออกของตัวปราสาท&lt;/b&gt; (กรุณาดูภาพประกอบ)
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;img src=&quot;/files/1309247711.jpg&quot; align=&quot;absmiddle&quot; height=&quot;250&quot; width=&quot;500&quot; /&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ภาพ ถนนที่เชื่อมหมู่บ้านกัมพูชาเข้ากับทางขึ้นฝั่งตะวันออกของพระวิหาร )
&lt;br /&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;img src=&quot;/files/1309247722.jpg&quot; align=&quot;absmiddle&quot; height=&quot;159&quot; width=&quot;500&quot; /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;p&gt;
(ภาพพิพิธภัณฑ์นิเวศโลก ตั้งอยู่ทางใต้ของปราสาทพระวิหาร)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;img src=&quot;/files/1309247733.jpg&quot; align=&quot;absmiddle&quot; height=&quot;350&quot; width=&quot;500&quot; /&gt; 
&lt;br /&gt;
(ภาพ สะพานไม้ความยาว 1,450 เมตร อยู่ทางฝั่งตะวันออกของปราสาทพระวิหาร)
&lt;br /&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
5. ในขณะที่ ในช่วงกว่าสองปีที่ผ่านมา รัฐบาลอภิสิทธิ์มักทำท่าแข็งขันคัดค้านแผนบริหารจัดการพระวิหารทุกครั้งที่มีการประชุมมรดกโลก แล้วก็ประกาศว่า ไทยคัดค้านสำเร็จ แต่ผู้เขียนอยากบอกว่า&lt;b&gt; เป็นการคัดค้านผิดที่ผิดเวลาทุกครั้ง และก็ค้านไม่สำเร็จด้วย&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กล่าวคือ ในการประชุมกก.มรดกโลกที่บราซิลเดือนก.ค. 2553 นายสุวิทย์ให้สัมภาษณ์ว่า การขึ้นทะเบียนพระวิหารเป็นมรดกโลกยังไม่สมบูรณ์ เพราะกัมพูชายื่นแผนฯ ช้ากว่ากำหนด ฝ่ายไทยยังไม่ได้เห็นเอกสาร ฉะนั้น กก.มรดกโลกจึงให้เลื่อนการพิจารณาออกไปเป็นปี 2554 สื่อไทยต่างไชโยโห่ร้องกับชัยชนะครั้งนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่ฝ่ายกัมพูชาออกมาตอบโต้อย่างทันทีทันใดว่า ตนได้ยื่นแผนฯ ให้ศูนย์มรดกโลก (World Heritage Centre) ตั้งแต่วันที่ 28 ม.ค.2553 (ก่อน deadline วันที่ 10 ก.พ.2553) และย้ำว่า &lt;b&gt;ศูนย์มรดกโลกไม่มีหน้าที่ต้องส่งแผนฯให้ไทยพิจารณาก่อน เพราะไทยไม่มีสิทธิ์อะไรในปราสาทพระวิหาร แผนบริหารจัดการเป็นเรื่องระหว่างกัมพูชากับคณะ กก.มรดกโลกเท่านั้น&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กัมพูชายังอ้างคำพูดของ กก.มรดกโลกที่ไม่เพียงรับแผนฯ แต่ยังแสดงความชื่นชมวิสัยทัศน์ที่ปรากฏในแผนอีกด้วย แถมกัมพูชายังเยาะเย้ยว่า &lt;b&gt;ฝ่ายไทยทำเหมือนไม่รู้ขั้นตอนการดำเนินงานของกก.มรดกโลก&lt;/b&gt; กล่าวคือ หน่วยงานที่ทำหน้าที่พิจารณาแผนฯ คือ ศูนย์มรดกโลก ซึ่งมีฐานะเป็นกองเลขาธิการและประสานงานระหว่างประเทศสมาชิกกับคณะกก.มรดกโลก (World Heritage Committee) ศูนย์มรดกโลกยังทำหน้าที่ติดตาม-ให้คำแนะนำแก่ประเทศสมาชิกด้วย ข้อมูลของกัมพูชาไม่ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนไทยเลย ทั้ง ๆ ที่มีข้อมูลที่ควรถูกนำมาใช้ตรวจสอบข้อมูลของนายอภิสิทธิ์และนายสุวิทย์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในแง่นี้ หมายความว่า การประชุมคณะกก.ชุดใหญ่ที่ไทยไปคอยเฝ้าคัดค้านนั้น ทำหน้าที่เสมือนขั้นตอนสุดท้ายในการรับรองแผนบริหารจัดการอย่างเป็นทางการเท่านั้น โดยเขาจะต้องพิจารณา-ตัดสินใจกันเรียบร้อยกันมาก่อนหน้านั้นแล้วว่า จะรับหรือไม่รับอย่างไร เพราะในแต่ละวัน คณะกก.ชุดใหญ่ มีเรื่องให้พิจารณาหลายวาระ จะให้นั่งวิเคราะห์แต่ละวาระ ที่ประกอบด้วยเอกสารเป็นร้อยหน้าในเวลาสั้น ๆ ย่อมเป็นไปไม่ได้ อีกทั้ง การพิจารณาแผนฯ ต้องส่งคนไปดูในพื้นที่ด้วย ดูแต่กระดาษที่เสนอมาย่อมไม่สามารถบอกได้ว่ามีการปั้นน้ำเป็นตัวหรือไม่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้น ในปีนี้ เมื่อรัฐบาลไทยบอกว่า ส่งนายสุวิทย์ไปคัดค้านแผนบริหารจัดการอีก&lt;b&gt; จึงเป็นปัญหาว่ายังจะค้านได้อยู่อีกหรือ&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;ปัญหาของมรดกโลกในไทย&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในขณะที่นักวิชาการบางส่วนบอกว่า ไม่เป็นไร ถอนตัวออกมาก็ดีแล้ว เราดูแลสมบัติของเราเองได้ แต่ผู้เขียนอยากเตือนให้ตระหนักถึงความเป็นจริงประการหนึ่ง คือ &lt;b&gt;ความไร้ประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมายในไทย กรณีอุทยานประวัติศาสตร์อยุธยาเป็นตัวอย่างที่ดี&lt;/b&gt; การที่เราตื่นตัวกับสภาพเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อมรอบตัวอุทยาน เพราะเราถูกเตือนจากกก.มรดกโลก ว่า อยุธยาอาจถูกถอดจากมรดกโลกได้ ทำให้เจ้าหน้าที่รัฐต้องหาทางจัดระเบียบกับร้านค้าโดยรอบอุทยานฯ &lt;b&gt;สถานะมรดกโลกจึงเป็นเสมือนเครื่องมือคอยกำกับดูแลในกรณีที่เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นขาดประสิทธิภาพในการดูแลสิ่งที่มีคุณค่านั้น ๆ&lt;br /&gt;
&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
แต่การดูแลรักษาอุทยานประวัติศาสตร์ ก็ยังไม่น่ากังวลเท่ากับดูแลรักษามรดกทางธรรมชาติอีกสองแห่งคือ&lt;b&gt; เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร-ห้วยขาแข้ง และอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่&lt;/b&gt; เพราะเป็นที่รู้กันดีถึงความสามารถของคนไทยในการทำลายพื้นที่ป่า ที่ผ่านมาเราต้องยอมรับว่า &lt;b&gt;สถานะมรดกโลกทำให้พื้นที่ป่าทั้งสองได้รับการปกป้องอย่างเข้มแข็งมากขึ้น&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นอกจากนี้ สถานะมรดกโลก 7 แห่งในประเทศไทย เป็นสิ่งที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้าสู่ประเทศไทยจำนวนมาก ถ้าเราไม่ได้เป็นภาคีของอนุสัญญามรดกโลก เราก็ต้องทำใจที่จะต้องเลิกใช้คำว่า &lt;b&gt;มรดกโลก&lt;/b&gt;กับสถานที่ทั้งหลายด้วย  และหมายความต่อว่า &lt;b&gt;ความคิดที่จะขึ้นทะเบียนทรัพย์สินใหม่ ๆ ก็ต้องยกเลิกไปเลย&lt;/b&gt; เพราะมีแต่ประเทศภาคีเท่านั้นที่จะยื่นขอจดทรัพย์สินเป็นมรดกโลกได้ &lt;b&gt;เมื่อไทยไม่ได้เป็นภาคี พันธะสัญญาที่มีต่อกันก็ต้องยุติลง สถานะมรดกโลกไม่ใช่สิ่งที่ได้แล้วได้เลย&lt;br /&gt;
&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
ในช่วงสามปีที่เรามีปัญหากับกัมพูชาเรื่องพระวิหาร &lt;b&gt;ภาพพจน์ของไทยในสายตานานาชาติตกต่ำลงไปอย่างมาก เราเหมือนประเทศที่ &amp;quot;มวยแพ้ แต่คนไม่แพ้&amp;quot;&lt;/b&gt; มาวันนี้ เราก็ประกาศถอนตัวจากอนุสัญญามรดกโลก ด้วยเหตุผลที่กำกวม และไม่สนใจว่า เรายังมีประโยชน์อื่นๆที่ต้องรักษาไว้อีก &lt;b&gt;ไม่น่าเชื่อว่าการต่างประเทศของไทยจะตกต่ำได้ถึงเพียงนี้&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างไรก็ตาม การประกาศถอนตัวจากการเป็นภาคี ยังไม่มีผลบังคับใช้ในทันที แต่ต้องรอถึง 12 เดือนหลังจากที่รบ.ไทยยื่นจดหมายอย่างเป็นทางการกับผู้อำนวยการยูเนสโกแล้วเท่านั้น  &lt;b&gt;ก็หวังว่ารัฐบาลใหม่ที่เข้ามาจะกล้าทบทวนเรื่องนี้อย่างจริงจัง&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ที่มา &lt;a href=&quot;http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1309247610&amp;amp;grpid=01&amp;amp;catid=01&amp;amp;utm_source=MatichonOnline&amp;amp;utm_medium=MatichonOnline&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;มติชน &lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/article/20110628/1989#comments</comments>
 <enclosure url="http://www.arayachon.org/files/1309247690.jpg" length="122215" type="image/jpeg" />
 <pubDate>Tue, 28 Jun 2011 18:53:18 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">1989 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>การถอนตัวจากการประชุมมรดกโลก กระทำไปเพื่อหวังผลประโยชน์ทางการเมืองในช่วงเลือกตั้งเท่านั้น</title>
 <link>http://www.arayachon.org/article/20110628/1987</link>
 <description>&lt;p&gt;
การตัดสินใจของคณะผู้แทนไทยนำโดยนายสุวิทย์ คุณกิติ ที่จะให้ประเทศไทยถอนตัวออกจากการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกของยูเนสโก&lt;b&gt; เป็นการตัดสินใจที่วู่วาม ขาดความรอบคอบ และกระทำไปเพื่อกลัวเสียหน้า เพื่อความสะใจ และกระทำไปเพื่อหวังผลประโยชน์ทางการเมืองในช่วงเลือกตั้ง&lt;/b&gt;เท่านั้น โดยได้อ้างว่าทำเพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติและเพื่อปกป้องอธิปไตยของไทย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อถามว่า ประเทศไทยได้ประโยชน์อะไรจากการถอนตัวออกจากคณะกรรมการมรดกโลก เมื่อพิจารณาอย่างถ่องแท้แล้ว &lt;b&gt;ไทยไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย &lt;/b&gt;ถึงไทยจะอยู่หรือจะไปก็ไม่สามารถคัดค้านประเทศกัมพูชา หรือการทำงานของคณะกรรมการมรดกโลกได้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตรงข้าม &lt;b&gt;ไทยจะเสียภาพพจน์ในสายตามขององค์การยูเนสโก และประชาคมโลกที่ต้องการให้คณะกรรมการมรดกโลกเป็นเวทีแห่งความร่วมมือระหว่างประเทศ และการพูดคุยกันอย่างสร้างสรรค์ &lt;/b&gt;การที่คณะผู้แทนไทยถอนตัวนั้น ผลที่จะตามมาก็คือ ไทยอาจจะไม่มีเพื่อนเหลืออยู่อีกในโลก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อถามว่า การถอนตัวเป็นการปกป้องอธิปไตยของไทยหรือไม่ คำตอบก็คือ&lt;b&gt; คณะกรรมการมรดกโลกสามารถทำงานด้านการปฏิสังขรณ์ปราสาทพระวิหารได้โดยไม่ต้องผ่านดินแดนของไทยหรือเข้ามาในพื้นที่ทับซ้อน &lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในทางตรงข้าม การถอนตัวออกจากคณะกรรมการมรดกโลก&lt;b&gt; จะทำให้ความสัมพันธ์กับกัมพูชาเลวร้ายลง อีกทั้งยังจะสร้างความตรึงเครียดตามแนวชายแดนไทยกัมพูชาอีกด้วย ซึ่งไม่ส่งผลดีต่อชาวไทยที่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดนฯ&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;nbsp;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ที่มา &lt;a href=&quot;http://thaienews.blogspot.com/2011/06/blog-post_4537.html&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;ไทยอีนิวส์ &lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;b&gt;&lt;/b&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/article/20110628/1987#comments</comments>
 <pubDate>Tue, 28 Jun 2011 16:53:48 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">1987 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>3 ก.ค. วันปลดแอก เราจะเลือกคนเลว โดยใบตองแห้ง</title>
 <link>http://www.arayachon.org/article/20110626/1985</link>
 <description>&lt;p&gt;
สิบปีผ่านไปไวเหมือนโกหก ย้อนหลังไปเมื่อปี 2544 ที่พรรคไทยรักไทยชนะเลือกตั้งท่วมท้น ได้ ส.ส.247 คน ครั้งนั้นผมเลือกพรรคไทยรักไทย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่ถัดมาอีก 4 ปี เมื่อพรรคไทยรักไทยได้ 19 ล้านเสียง ส.ส.377 คน ผมเลือกพรรคมหาชน ครั้นเลือกตั้ง 2 เมษา 49 ผม Vote No แต่พอเลือกตั้ง 50 หลังรัฐประหาร ผมเลือกพรรคพลังประชาชน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มองย้อนไป ผมไม่เคยรู้สึกเสียใจว่าตัวเองคิดผิด แม้แต่ครั้งที่ทำคะแนนตกน้ำหายไปกับไอ้หนุ่มซินตึ๊ง เพราะตั้งใจเลือกเพื่อคานอำนาจไทยรักไทย (แบบว่าไม่อยากฝืนใจเลือก ปชป.)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าจะกังขาอยู่หน่อย ก็คือครั้งที่ Vote No เพราะในแง่หนึ่งเหมือนตกเป็นเครื่องมือของฝ่ายล้มการเลือกตั้ง แต่ทำไงได้ ในเวลานั้น แม้ผมเริ่มไม่เห็นด้วยกับพันธมิตร ผมก็ยังเห็นว่าการคัดค้านทักษิณเป็นเป้าหมายหลัก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่การเลือกตั้งปี 2544 ปี 2550 (ทั้งที่ไม่เคยคิดว่าจะต้องเลือกออหมัก) และครั้งนี้ ผมไม่มีวันเสียใจแน่นอน มีบางคนเลือกไทยรักไทยปี 2544 แล้วสำนึกเสียใจเมื่อมาต่อต้านทักษิณภายหลัง ผมก็ต่อต้านทักษิณ ตั้งแต่เริ่มเป็นอำนาจนิยม ทุบม็อบท่อก๊าซ มาจนก่อนถูกรัฐประหารในปี 49 แต่ผมไม่เคยเสียใจ และมองย้อนไปตอนนี้ยิ่งมั่นใจว่าตัวเองถูก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ปี 2444 ผมเลือกไทยรักไทยเพราะความเบื่อชวน “คนดี” ที่เชื่องช้า ปลัดประเทศ ผู้ไม่เคยคิดแก้ไขระบบ ไม่เคยแตะต้องปัญหาโครงสร้าง เอาตัวรอดแต่ผู้เดียวกับภาพลักษณ์นายกฯ ลูกแม่ค้าพุงปลา ไม่โกงไม่กิน ไม่ซื้อเสียง ไม่เลี้ยงกาแฟใครแม้แต่แก้วเดียว อาศัยอยู่บ้านเพื่อนซอยหมอเหล็ง ขณะที่นักการเมืองทั้งในพรรคและในรัฐบาล ตลอดจนระบบราชการ ทุจริตฉ้อฉลกันครึกโครม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผมไม่เข้าใจจนบัดนี้ว่า นักข่าวจำนวนหนึ่ง ยังกรี๊ดชวนอยู่ได้ไง &lt;b&gt;ชวนเป็นแค่ “ใบบัว” ที่แปะอยู่บนช้างเน่า&lt;/b&gt; โดยตัวชวนเองก็เต็มใจและพอใจ ขอเป็นแค่ใบบัวบนช้างเน่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผมเลือกไทยรักไทย ด้วยความหวังรางๆ ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง มีอะไรที่แปลกใหม่บ้าง ให้ตายเถอะ! เหมือนแทงหวยถูก 3 ตัวเต็ง หรือซื้อลอตเตอรีถูกแจคพอต นี่ถ้าเจาะเวลาหาอดีตได้ ถ้าเวียนเทียนได้ ผมคงเวียนเข้าคูหากาเบอร์ 7 ตั้งแต่เช้ายันเย็น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะทักษิณ-ผู้มีคุณูปการทั้งด้านตรงด้านกลับ ด้านที่ถูกขับไล่ ด้านที่มีแรงผลักแรงต้าน-ได้ทำให้การเมืองไทย ประวัติศาสตร์ไทย สังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรม ประเทศทั้งประเทศ เปลี่ยนไปอย่างถอนรากถอนโคน (หรือกำลังจะถอนรากถอนโคน) อย่างที่ผมไม่เคยคิดไม่เคยฝันว่าจะได้เห็นกับตาตัวเองในชีวิตนี้ (หมดหวังไปแล้วด้วยซ้ำ)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นี่ถ้าเป็นคนเชื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ผมก็คงร้องว่า พระสยามเทวาธิราชส่งทักษิณมาถูกที่ถูกเวลาดีแท้ๆ แต่ผมเชื่อวิทยาศาสตร์สังคม จึงมองตาม อ.เกษียร เตชะพีระ ว่า 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;“ระบอบทักษิณ” คือทุนเสรีนิยมใหม่ ผู้ร่ำรวยจากโลกาภิวัตน์ ที่ได้คะแนนประชานิยมจากคนยากคนจนคนชนบท ผู้ได้รับผลกระทบจากโลกาภิวัตน์ มาเขย่าโครงสร้างเดิมของสังคมไทย &lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ชนชั้นนำเดิมๆ ทุนผูกขาดเดิมๆ ระบอบอุปถัมภ์เจ้าขุนมูลนาย ที่ครอบงำสังคมอยู่ด้วย&lt;b&gt;อุดมการณ์จารีตนิยม เชิดชูตัวบุคคล&lt;/b&gt; &lt;b&gt;ยกย่อง “คนดี” มาปกปิดโครงสร้างที่เน่าเฟะ ใช้คำสอนศีลธรรมจรรยา มาปิดกั้นการเปลี่ยนแปลงไปสู่สังคมที่เปิดกว้าง มีเสรี จึงกลายเป็นศีลธรรมปากว่าตาขยิบ&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แน่นอน ทักษิณไม่ใช่ตัวดี แต่ถ้าไม่ใช่ทักษิณ ก็คงไม่เกิดความเปลี่ยนแปลงที่รุนแรงและรวดเร็วถึงขนาดนี้ เสรีนิยมใหม่อาจไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการ แต่อย่างน้อย &lt;b&gt;เสรีนิยมใหม่ ก็เปิดทางให้อุดมการณ์เสรีประชาธิปไตยเติบโตได้มากกว่าจารีตนิยม&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“คนดี” ของจารีตนิยม ล้วนเป็น “คนดี” กว่าทักษิณ ในทางส่วนตัว มีไม่น้อยที่น่าเคารพนับถือ ยกมือไหว้ได้ แต่พวกเขาคือ คนที่เชื่อว่าสังคมต้องอยู่ในกรอบ ประชาชนต้องเชื่อผู้หลักผู้ใหญ่ มากกว่าให้ประชาชนเติบโต กล้าตัดสินใจ และรับผิดชอบตัวเอง มากกว่าที่จะสถาปนากฎกติกา บนพื้นฐานของเสรีภาพและความเสมอภาค&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สังคมไทยต้องการ “วิญญาณกบฎ” “วิญญาณเสรี” เพื่อปลดเปลื้องพันธนาการของวัฒนธรรมจารีต แบบครูยังจับนักเรียนเข้าแถวตรวจผม ตรวจเครื่องแบบ เหมือนสมัยผมเป็นเด็ก 40 ปีก่อน 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ครูเรียกนักเรียนมาเข้าแถวอบรม “ทำดีเพื่อพ่อ” “โตแล้วไม่โกง” ขณะที่ตัวครูเอง กว่าจะได้เป็น ผอ.รอง ผอ.ก็วิ่งเต้นเส้นสาย ประจบสอพลอ เอาหน้า (เว็บไซต์โรงเรียนลูกผมเปิดเจอแต่หน้า ผอ.กลายเป็นเว็บพรีเซนส์ตัวเอง)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่ “คนดี” ของจารีตนิยมกลัว “วิญญาณกบฎ” เพราะความกลัวว่าโลกใบเก่า ๆ ที่พวกเขายึดมั่นจะแตกสลาย “คนดี” ของจารีตนิยมคือคนที่มองว่า โลกสมัยใหม่มันเลวลงไปเป็นรุ่นๆ น่าจะเป็นเพราะสัตว์ชั้นต่ำกลับชาติมาเกิดเป็นคนกันยั้วเยี้ย ทั้งโง่ ถูกซื้อ เห็นแก่ตัว เห็นแก่ประโยชน์เฉพาะหน้า ไร้การศึกษา ไม่อยู่ในศีลในธรรม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พวกเขาจึงเกลียดเสรีประชาธิปไตย เพราะพวกเขายอมรับไม่ได้ที่มีหนึ่งเสียงเท่ากับ “คนชั้นต่ำ”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ห้าปีที่ผ่านมา “คนดี” ของชนชั้นนำจารีตนิยม ใช้พลังเฮือกสุดท้าย ทำลายล้างเสรีนิยมใหม่ &lt;b&gt;ด้วยอำนาจบารมีที่พวกเขามีอยู่ในกองทัพ ในสถาบันตุลาการ ในระบบราชการ ในสื่อ ในแวดวงวิชาการ&lt;/b&gt; โดยปิดกั้นอุดมการณ์เสรีประชาธิปไตยไปพร้อมกัน เพราะพวกเขาเชื่อว่า &lt;b&gt;ประชาธิปไตยเปิดโอกาสให้ “คนเลวปกครองบ้านเมือง”&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทั้งที่ในระหว่างนั้น พวกเขาก็ตอบคำถามไม่ได้ว่า การใช้ปืน รถถัง และใช้กฎหมายสองมาตรฐาน ทำให้พวกเขายังเป็นคนดีอยู่หรือเปล่า หรือในหมู่พวกเขาเอง เป็นคนดีจริงทั้งหมดหรือเปล่า เพราะเมื่อเลือกข้างแล้ว พวกเขาไม่ได้เลือกคน จะห้อย โหน แอบอิงหาผลประโยชน์ เลว ชั่ว คดโกงอย่างไร ไม่เลือกทั้งตัวบุคคลและวิธีการที่จะไปสู่ชัยชนะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อันทิ่จริงก็ไม่ต่างจากระบอบของพวกเขา &lt;b&gt;ระบอบอุปถัมภ์&lt;/b&gt; ที่ครอบงำประเทศนี้มาตลอด คำสอนให้ยึดมั่นคุณธรรมจริยธรรม เชื่อฟังผู้หลักผู้ใหญ่ &lt;b&gt;กลายเป็นเครื่องมือปกป้องระบอบอภิสิทธิ์ชน&lt;/b&gt; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ซึ่งเมื่อเป็นสังคมปิด มีอภิสิทธิ์ชน มีอำนาจนอกระบบ ระบอบนี้ก็เป็นที่แอบอิงของ&lt;b&gt;พวกมือถือสากปากถือศีล ประจบสอพลอ วิ่งเต้นเส้นสาย ใครใกล้ชิดขั้วอำนาจ คนนั้นก็ได้โอกาส&lt;/b&gt; พลเอกเปรมปกครองประเทศ 8 ปี ข้างตัวเปรมมีคนดีจำนวนหนึ่ง แต่ก็มีนักการเมืองและนายทหารที่ร่ำรวยมหาศาล จำนวนไม่น้อยเช่นกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ชวนเป็นนายกฯ 2 สมัย ผมเคยชอบที่ชวนปาฐกถาว่า เป็นเด็กยากจนมาจากชนบท เห็นตำรวจ เห็นข้าราชการ รังแกชาวบ้าน แต่ชวนไม่เคยทำอะไรที่เป็นการปฏิรูประบบ นอกจากท่องคาถา&lt;b&gt;หัวไม่ส่ายหางไม่กระดิก&lt;/b&gt; ฉลาด วรฉัตร อดข้าวเรียกร้องให้ปฏิรูปการเมือง ชวนไม่แยแสสนใจ ตั้งกรรมการปฏิรูปการเมืองพอเป็นพิธี 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
จนบรรหาร “ตู้เอทีเอ็มเคลื่อนที่” ให้สัญญาประชาคมว่า ชนะเลือกตั้ง จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ จึงเป็นจุดกำเนิดของรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน 2540 ซึ่งตอนไล่พลเอกชวลิต พวกประชาธิปัตย์ก็กลับมาชูธงเขียวกันได้อย่างหน้าไม่อาย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถามว่าบรรหาร ชวลิต เป็น “คนดี” ไหม ในสายตาคนกรุงคนชั้นกลาง เมื่อเทียบกับชวน ถ้าวันนั้นคนไทยเลือกคนดี (ไม่เลือกเราเขามาแน่) บรรหารไม่ได้เป็นนายกฯ การเมืองไทยคงไม่พัฒนามาถึงขนาดนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;คำขวัญที่ว่า “เลือกคนดี” ไม่มีอยู่จริง&lt;/b&gt; เพราะเอาเข้าจริง ไม่มีคนดีให้เลือก มีแต่คนที่ถูกสร้างภาพขึ้นมาให้เป็น “ใบบัว” อย่างชวน อภิสิทธิ์ ที่เหลือล้วนเป็นตัวแทนกลุ่มทุนระดับชาติและทุนท้องถิ่น &lt;b&gt;การเมืองคือเรื่องของผลประโยชน์ คือเรื่องของการต่อรองอำนาจและผลประโยชน์&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในระบอบที่ต่อเนื่องมาแบบเดิม ๆ เราเพียงแต่ต้องจำใจเลือกคนหรือพรรคที่ “เลวน้อยกว่า” แต่นับจากปี 2544 โดยเฉพาะนับจากปี 2550 การเลือกตั้งกลายเป็นเรืองของการเลือกทางยุทธศาสตร์ เลือกเพื่อรักษาระบอบ หรือเลือกเพื่อเปลี่ยนแปลงระบอบ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นักการเมืองไม่มีตัวดี พูดอย่างนี้อาจคล้ายพวก Vote No แต่พวก Vote No คือพวกที่สิ้นหวัง ทุกๆวันจมอยู่กับโรคซึมเศร้า เห็นแต่ความเลวร้ายของการเมือง มันเลวลงไปเป็นรุ่นๆ หมดหวังกับประชาธิปไตย มองไม่เห็นความตื่นตัวของประชาชน หมดหวังกับการเลือกตั้ง หวังลมๆ แล้งๆ ว่าจะเกิดรัฐประหารอีกครั้ง ปิดประเทศ ให้ครูจับนักเรียนมาเข้าแถวอบรมศีลธรรมอย่างเข้มงวดอีกครั้ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กระแสหลักในการเลือกตั้งครั้งนี้มี 3 ส่วนเท่านั้น นอกจาก&lt;b&gt;พวก Vote No ผู้น่าสงสาร ก็คือคนชั้นกลางน้ำมันมะกอก&lt;/b&gt; ผู้สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ในฐานะผู้ปกป้อง “ระบอบอภิสิทธิ์ชน” โดยคนชั้นกลางส่วนหนึ่งก็คือผู้เคยเข้าร่วมกับพันธมิตร แต่ลงรถไฟสถานีสุดท้าย ไม่สุดขั้วสุดโต่งไปกับพันธมิตร พวกเขาพอใจแค่มีพรรคประชาธิปัตย์มารักษาระบอบเดิมๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พรรคประชาธิปัตย์มีฐานเสียงซ้อนกัน 3 มิติ มิติหนึ่งคือ “พรรคเลวน้อยกว่า” ผู้ที่จะปกป้องระบอบเดิมๆ อยู่กันไปอย่างนี้ ไม่ต้องเปลี่ยนแปลงอะไร อิงอำนาจทหาร อิงอำนาจตุลาการ คำพิพากษาของศาล ชอบแล้ว ถูกต้องแล้ว (เพราะกรูได้ประโยชน์) เราจะไม่ทำเพื่อคนคนเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มิติที่สองคือ ความเป็น “&lt;b&gt;พรรคพลังสะตอ&lt;/b&gt;” ซึ่งน่าเหนื่อยใจ เพราะจริง ๆ แล้วไม่ได้มีอะไรแตกต่างจากพรรคพลังชลบุรี ขณะที่มิติที่สาม ในจังหวัดอื่นๆ นอกกรุงเทพฯ นอกภาคใต้ พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้แตกต่างจากพรรคอื่นคือ &lt;b&gt;เป็นตัวแทนทุนท้องถิ่น&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แน่นอน พรรคเพื่อไทยก็มีมิติของตัวแทนทุนท้องถิ่น มีความเป็นท้องถิ่นนิยมอยู่จางๆ ในจังหวัดภาคเหนือตอนบน 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่มิติที่สำคัญที่สุดคือ ความเป็นตัวแทนของคนชนบท คนชั้นล่าง ที่ต้องการสิทธิเสมอภาคทางการเมืองเพื่อแก้ปัญหาปากท้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ต้องการตอบโต้อำนาจรัฐประหารตุลาการภิวัตน์ ที่ล้มล้างรัฐบาลที่พวกเขาเลือกเข้าไป &lt;b&gt;ด้วยปืน รถถัง และความยุติธรรมสองมาตรฐาน&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พูดได้ว่า พรรคเพื่อไทยเป็นตัวแทนของการต่อสู้เพื่อเสรีประชาธิปไตย แม้เป็นเพียงปรากฏการณ์เฉพาะหน้า เป็นสิ่งสัมพัทธ์ เพราะธาตุแท้ของพวกเขาคือ &lt;b&gt;ทุนเสรีนิยมใหม่ คือทุนท้องถิ่น คือนักการเมืองกเฬวราก&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่เฮ้ย นักการเมืองกเฬวราก มันก็แน่เหมือนกัน มันยังสู้ ทั้งรู้ว่าสู้กับใคร ถ้าไม่แน่จริง ไอ้พวกนี้มันคงย้ายพรรคไปซบภูมิใจไทยแล้ว มันจึงเป็นปรากฏการณ์ประจวบเหมาะอะไรเช่นนี้ ที่ผมจะได้ประกาศอย่างเต็มปากภาคภูมิว่า เฮ้ย การเลือกตั้งครั้งนี้ &lt;b&gt;ผมจะเลือกคนเลว&lt;/b&gt; ไชโย ดีใจจริงๆ ที่เกิดมาชาติหนึ่ง ยังมีโอกาสได้เลือกคนเลว สนุกสนานเฮฮากับการเลือกคนเลว 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เพราะอย่างน้อย ก็ยังได้ใช้สิทธิกวน teen อำมาตย์ ขุนทหาร ตุลาการ ผู้มีศีลธรรมจรรยาสูงส่งทั้งหลาย ที่เก๊กท่าหน้าขรึมเป็นซูเปอร์ฮีโร่ผู้รักชาติบ้านเมืองแต่ผู้เดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะอย่างน้อย นักการเมืองเลวๆ ที่ต่อให้มันคิดทำเพื่อ “นายใหญ่” คนเดียว ไม่ได้แยแสประชาชนคนเสื้อแดงอย่างจริงใจ มันก็ต้องเข้าไปรบรากับอำนาจจารีต ซึ่งเปิดทางให้เสรีประชาธิปไตยอยู่ในตัว หลังจากนั้น จะเป็นอย่างไรค่อยว่ากัน เพราะแค่นี้ก็สะใจพอแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพียงหวังว่า ผมจะยังมีชีวิตอยู่จนเห็นสังคมเปลี่ยน การเมืองเปลี่ยน เมื่อถึงตอนนั้น ถ้าประชาธิปไตยกลับมาเต็มใบ ผมคงไม่จำเป็นต้องเลือกเพื่อยุทธศาสตร์ ผมอาจจะเลือกตามใจชอบ เลือกเสี่ยอ่าง เลือกคนบ้าๆบอๆ เลือกหนุ่มหล่อ เลือกสาวสวย หรือ Vote No หรือไม่ไปเลือกตั้งแม่-เลย ตามประสาคนชั้นกลางที่ไม่เห็นจะต้องไปเลือกตั้ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพียงแต่การเลือกตั้งครั้งนี้ เป็นการเลือกเพื่อยุทธศาสตร์อย่างชัดเจน คนไทยมีทางเลือกแค่ 3 ทางคือ ถ้าอยากเห็นความเปลี่ยนแปลง เลือกพรรคเพื่อไทย ถ้าอยากให้ทุกอย่างอยู่แบบเดิมๆ เลือกพรรคประชาธิปัตย์ แต่ถ้าอยากถอยหลัง ก็เข้าคูหากา Vote No&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;ใบตองแห้ง&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
26 มิ.ย.54 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ที่มา &lt;a href=&quot;http://www.prachatai3.info/journal/2011/06/35690?utm_source=feedburner&amp;amp;utm_medium=feed&amp;amp;utm_campaign=Feed%3A+prachatai+%28%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B9%84%E0%B8%97+Prachatai.com%29&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;ประชาไท&lt;/a&gt; 
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/article/20110626/1985#comments</comments>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/293">citizen</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/341">election</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/284">politics</category>
 <pubDate>Sun, 26 Jun 2011 15:30:14 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">1985 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>ความผิดพลาดร้ายแรงของอภิสิทธิ์ (Abhisit′s blunder)</title>
 <link>http://www.arayachon.org/article/20110625/1982</link>
 <description>&lt;p&gt;
แอนดรูว์ วอล์คเกอร์ นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย ได้เขียนบทความชื่อ &amp;quot;Abhisit′s blunder&amp;quot; (ความผิดพลาดร้ายแรงของอภิสิทธิ์) ลงในเว็บล็อก &amp;quot;นิว แมนดาลา&amp;quot; (นวมณฑล)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วอล์คเกอร์ เห็นว่า การปราศรัย ณ สี่แยกราชประสงค์ ของพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อวันที่ 23 มิถุนายนที่ผ่านมา ถือเป็น &amp;quot;จุดเปลี่ยนสำคัญ&amp;quot; สำหรับการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งในครั้งนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เขาวิเคราะห์ว่า ส่วนผสมที่คาดการณ์ได้ของ&lt;b&gt;คำปราศรัยที่ไม่มีเหตุผล, โหยหาอดีต, เต็มไปด้วยความโกรธแค้น และกล่าวร้ายต่อฝ่ายตรงข้าม&lt;/b&gt; ได้ถูกออกแบบขึ้นเพื่อขู่ขวัญประชาชนผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ด้วยภาพลักษณ์ของผลต่อเนื่องที่เป็นโศกนาฏกรรมความรุนแรงจากสภาวะโกลาหลทางการเมืองในช่วงที่ผ่านมา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สารจากคำปราศรัยของพรรคประชาธิปัตย์ อาจสามารถดึงดูดใจผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียงบางส่วนที่ยังไม่ตัดสินใจว่าจะเลือกพรรคใดได้บ้าง ถ้าพวกเขาคิดว่าอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นตัวแทนของผู้ที่สามารถถือครองอำนาจได้อย่างมั่นคง ในช่วงเวลาที่เกิดความแตกแยกทางการเมืองอย่างร้าวลึกในสังคมไทย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่สำหรับประชาชนผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียงอีกเป็นจำนวนมากแล้ว เวทีปราศรัยที่สี่แยกราชประสงค์ของพรรคประชาธิปัตย์ อาจก่อให้เกิดผลลัพธ์อันตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วอล์คเกอร์ชี้ให้เห็นว่า ความเป็นจริงที่หลายคนอาจทนไม่ได้มีอยู่ว่า &lt;b&gt;วิถีทางเดียวที่ประเทศไทยจะสามารถมีเสถียรภาพทางการเมืองได้ภายหลังการเลือกตั้ง 3 กรกฎาคม ก็คือ ชัยชนะอย่างเด็ดขาดของพรรคเพื่อไทย&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โดยไม่ต้องเข้าไปข้องแวะกับเรื่องคุณธรรมความสามารถหรือความล้มเหลวทั้งในทางการเมืองและในทางส่วนบุคคลของบรรดาผู้สมัคร ส.ส. ของพรรคเพื่อไทย แต่ปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินไปตามกลไกของการเลือกตั้ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รูปแบบที่กลายเป็นมาตรฐานของการเลือกตั้งไทย ตลอดช่วงเวลากว่า 10 ปีที่ผ่านมา ก็คือ &lt;b&gt;พรรคประชาธิปัตย์ได้ทำการรณรงค์หาเสียงเพียงเพื่อจะพ่ายแพ้การเลือกตั้ง&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ณ บัดนี้ พวกเขาได้ตระหนักแล้วว่า &lt;b&gt;ตนเองไม่สามารถจะแข่งขันกับแบรนด์ &amp;quot;ชินวัตร&amp;quot; ได้ ชัยชนะสำหรับประชาธิปัตย์จึงถือเป็นเรื่องที่ &amp;quot;เป็นไปไม่ได้&amp;quot;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พรรคประชาธิปัตย์สามารถหวังได้เพียงแค่ &lt;b&gt;ทำอย่างไรพวกเขาจึงจะได้ ส.ส. จำนวน &amp;quot;ใกล้เคียง&amp;quot; กับพรรคเพื่อไทยให้มากที่สุด เพื่อจะชักจูงให้พรรคการเมืองขนาดเล็กเข้ามาร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับฝ่ายของตนเอง&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่ปัญหาก็คือ ที่ว่า &amp;quot;ใกล้เคียงที่สุด&amp;quot; นั้น คือขนาดไหน? มีความเป็นไปได้ว่า พรรคการเมืองใหญ่ทั้งคู่ จะได้ที่นั่งในสภาไปประมาณ 400 ที่นั่ง จากทั้งหมด 500 ที่นั่ง ถ้าเพื่อไทยได้ ส.ส. จำนวนประมาณ 250 คน ประชาธิปัตย์ได้ประมาณ 150 คน เพื่อไทยก็จะได้เปรียบอย่างสูง ส่วนอภิสิทธิ์และประชาธิปัตย์ก็คงพ่ายแพ้อย่างสิ้นเชิง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ด้วยจำนวน ส.ส. 250 คน จะส่งผลให้พรรคเพื่อไทยไม่มีปัญหาใดๆ ในการดึงดูดพรรคการเมืองอื่นๆ ให้เข้ามาร่วมจัดตั้งรัฐบาลผสมที่มีเสียงข้างมากอย่างปลอดภัยในสภาผู้แทนราษฎร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าทั้งสองพรรคได้ ส.ส. ฝ่ายละ 200 ที่นั่ง ฝันของอภิสิทธิ์ก็จะกลายเป็นจริง แต่แนวโน้มเช่นนี้ จะไม่มีทางเกิดขึ้นแน่นอน ดังนั้น สิ่งที่ประชาธิปัตย์สามารถคาดหวังให้เกิดขึ้นอย่างมีความเป็นไปได้มากที่สุด ก็คือ &lt;b&gt;การมี ส.ส. จำนวนประมาณ 175 ที่นั่ง ขณะที่เพื่อไทยได้ไปประมาณ 225 ที่นั่ง&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ซึ่งจะส่งผลให้ อภิสิทธิ์มีโอกาสจัดตั้งรัฐบาลผสมขึ้นได้ ทว่า สำหรับผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้งจำนวนมากแล้ว ผลการเลือกตั้งที่ไม่เด็ดขาดเช่นนั้น ได้กลายเป็นสิ่งที่ไม่น่าดึงดูดใจ เพราะสภาวะดังกล่าวอาจเปิดโอกาสให้ &lt;b&gt;&amp;quot;อำนาจนอกระบบ&amp;quot; เข้ามาแทรกแซงการเมืองอีกครั้งหนึ่ง กระทั่งกลายเป็นชัยชนะของ &amp;quot;มือที่มองไม่เห็น&amp;quot;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นอกจากนั้น สภาวะที่ว่ายังอาจส่งผลให้คนเสื้อแดงและเสื้อเหลือง ระดับฮาร์ดคอร์ทั้งหลายออกมาชุมนุมกันบนท้องถนนอีกก็เป็นได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ด้วยเหตุนี้ ผลการเลือกตั้งที่คลุมเครือไม่ชัดเจน (เพื่อไทย 225 : ประชาธิปัตย์ 175) ซึ่งอาจถือเป็นความสำเร็จระดับสูงสุดที่พรรคประชาธิปัตย์พอจะคาดหวังได้ในขณะนี้ &lt;b&gt;จึงจะยิ่งส่งผลทำให้เกิดการเผชิญหน้าและภาวะวุ่นวายในสังคมการเมืองไทยมากขึ้น&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นักวางกลยุทธการเลือกตั้งของพรรคประชาธิปัตย์อาจคิดว่า การมุ่งเน้นหาเสียงไปที่ประเด็นความวุ่นวายทางการเมืองในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553 ถือเป็นแนวคิดที่มีประสิทธิผล แต่&lt;b&gt;การดึงดูดใจผู้ลงคะแนนเสียงด้วยการสร้างความวิตกกังวลดังกล่าว อาจถือเป็นกลยุทธที่ไม่ฉลาดนัก&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะโอกาสเดียวที่พรรคประชาธิปัตย์จะประสบความสำเร็จตามกลยุทธนี้ ก็คือ &lt;b&gt;การเลือกตั้งที่จะนำไปสู่ความวุ่นวายทางการเมืองรอบใหม่&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่สำคัญ วอล์คเกอร์ได้สรุปความเห็นปิดท้ายว่า &lt;b&gt;คำปราศรัยที่ระคายหูและการสร้างภาพลักษณ์แห่งการเผชิญหน้า&lt;/b&gt; บนเวทีปราศรัยหาเสียงของพรรคประชาธิปัตย์ ณ สี่แยกราชประสงค์ อาจกระตุ้นให้ผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียงบางส่วนตัดสินใจสนับสนุนพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นเครือข่ายพันธมิตรของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ให้มีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กระทั่ง&lt;b&gt;พรรคการเมืองพรรคนี้ อาจได้รับอำนาจอาญาสิทธิ์จากประชาชนผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งอย่างแข็งแกร่งมั่นคง ยิ่งกว่าที่พรรคพลังประชาชนเคยได้รับเมื่อเดือนธันวาคม 2550 เสียอีก&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ที่มา &lt;a href=&quot;http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1309013558&amp;amp;grpid=01&amp;amp;catid=01&amp;amp;utm_source=MatichonOnline&amp;amp;utm_medium=MatichonOnline&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;มติชน &lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/article/20110625/1982#comments</comments>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/287">crisis</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/320">democrat</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/341">election</category>
 <pubDate>Sat, 25 Jun 2011 23:20:10 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">1982 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>“แถลงการณ์พรรคคอมมิวนิสต์” หลังจากปีที่ 150</title>
 <link>http://www.arayachon.org/article/20110613/1977</link>
 <description>&lt;p&gt;
การพิมพ์ซ้ำ “แถลงการณ์พรรคคอมมิวนิสต์” หนังสือเก่าเมื่อ 150 ปีก่อนเล่มนี้ ในสายตาของคนทั่วไปแล้ว ยังจะต้องให้คำอธิบายถึงมีความหมายมากน้อยเพียงใด? อันที่จริง “แถลงการณ์ฯ” เล่มนี้เป็นผลงานประพันธ์ที่มีความหมายที่สุดแห่งยุคเล่มหนึ่ง ข้อสรุปนี้ พิสูจน์ความเป็นจริงได้ไม่ยาก 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
หากเราพิจารณาผลงานประพันธ์ของชนชั้นนายทุนในกึ่งศตวรรษที่ผ่านมานี้สักนิด ก็จะพบว่า หนังสือแต่ละเล่มเหล่านั้น จะมีคุณค่าก็แต่เชิงประวัติศาสตร์เท่านั้น ไม่มีความหมายที่เป็นจริงแม้แต่น้อย 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่สำหรับ “แถลงการณ์ฯ” ซึ่งวางอยู่เบื้องหน้าของเราเล่มนี้แล้ว เป็นหนังสือที่สร้างสรรค์ขึ้นอย่างบรรจง ผ่านการกลั่นกรองอย่างดีเยี่ยม เป็นงานวิเคราะห์ที่ลุ่มลึก และเป้นคำตอบอันล้ำเลิศของปรากฏการณ์มูลฐานในลักษณะทั่วโลก ที่เรากำลังสนใจกัน อยู่ ณ วันนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แท้ที่จริงแล้ว “แถลงการณ์พรรคคอมมิวนิสต์” ณ วันนี้ มีความถูกต้องชัดเจนยิ่งกว่าวันที่มันก่อกำเนิดเมื่อปี ค.ศ. 1848 เสียอีก ขอแต่ให้เราพิจารณาสักตัวอย่าง ก็จะพบว่า ในยุคของมาร์กซและเองเกลส์นั้น &lt;b&gt;โลกแห่งบรรษัทข้ามชาติก็ยังคงเป็นเสียงดนตรีในอนาคตอันแสนไกล 
&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่ท่านทั้งสองก็ได้ชี้ไว้ตั้งแต่บัดนั้นแล้วว่า การแข่งขันของ “วิสาหกิจเสรี” ย่อมนำไปสู่การรวมศูนย์ของทุนและการผูกขาดของพลังการผลิตอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้เลย 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ทุกวันนี้การพยากรณ์อันอัจฉริยะของท่านทั้งสองนี้ ได้ปรากฏเป็นจริงขึ้นแล้วโดยปราศจากข้อกังขาใดๆ ทั้งสิ้น บรรดาทนายแก้ต่างของลัทธิทุนนิยม พากันกล่าวขวัญว่า คำวินิจฉัยของมาร์กซนั้น “ผิดพลาด” กาลกลับกลายเป็นว่า พวกเขานั่นแหละ ที่กลายเป็นตัวตลกโปกฮาไป
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
การโฆษณาว่า “เล็กก็คือความดีงาม” ที่ทำกันในทศวรรษที่ 1990 นั้น เป็นเพียงสมัยนิยมอย่างหนึ่งเท่านั้นเอง ณ ที่นี้ข้าพเจ้าจะไม่เข้าร่วมเสวนาในเรื่องพิจารณาความดีงาม จากความเล็ก กลางและใหญ่ ซึ่งเป็นเรื่องที่ต่างคน ต่างก็มีทัศนะของตนเอง 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่ความจริงที่เราไม่มีทางโต้แย้งก็คือ &lt;b&gt;กระบวนการรวมศูนย์ทุน &lt;/b&gt;ที่มาร์กซได้พยากรณ์ไว้นั้น ไม่เพียงได้ปรากฏขึ้นมาแล้ว หากยังกำลังพัฒนาไป และจะบรรลุถึงระดับสูงซึ่งไม่เคยปรากฏมาเมื่อสิบปีก่อนหน้านี้
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ในสหรัฐฯ กระบวนการเช่นนี้มีให้เห็นอย่างเด่นชัดยิ่ง คือรายได้ของกลุ่มทุนผูกขาดยักษ์ใหญ่ 500 กลุ่ม ในปี 1994 เท่ากับ 92% ของมวลรวมรายได้ รายได้ของบริษัทใหญ่ที่สุด 1,000 บริษัทสูงถึง 1/3 ของผลกำไรรวมของทั่วทั้งโลก 5% ของครอบครัวที่มั่งคั่งที่สุดของสหรัฐฯ มีสินทรัพย์ทางการเงินถึงกึ่งหนึ่งของยอดรวมสินทรัพย์การเงินของเอกชนทั่วทั้งประเทศ 1% ของชาวอเมริกันที่มั่งคั่งที่สุด มีรายได้ระหว่างปี ค.ศ. 1978-1989 โดยเพิ่มสัดส่วนจาก 17.6%~36.3% ของรายได้ประชาชาติ
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
กระบวนการควบรวมศูนย์ทุนของกลุ่มทุนเหล่านี้ สูงถึงระดับที่ยากจะคาดฝันถึง การควบบริษัทแพร่หลายในประเทศอุตสาหกรรมที่เจริญแล้ว ดุจดังโรคติดต่อ ปี ค.ศ. 1995 ตัวเลขควบบริษัทสูงเป็นประวัติการณ์ ธนาคารมิซูบิชิ ธนาคารเกียวโต กลายเป็นธนาคารใหญ่ที่สุดในโลก 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ในสหรัฐฯ การรวมแมนฮัทเตอร์เข้ากับธนาคารเคมี ก่อให้เกิดสถาบันการเงินที่ใหญ่ที่สุด ซึ่งมีทุนสำรองถึง 2.97 แสนล้านดอลล่าร์สหรัฐ การซื้อบริษัทอเมริกันกระจายเสียง (ABC) ของวอลท์ ดิสนีย์ ให้กำเนิดบริษัทกิจการบันเทิงใหญ่ที่สุดในโลก นิชียะ (Nishiya) ชื่อบริษัทคอลัมเบียกระจายเสียง (CBS) ไทม์วอนเนอร์เข้าควบรวมกับเครือข่ายกระจายเสียงของเธอร์นา ในวงการเภสัช กลาสโซ่ (Klaxo) ซื้อเวลคัม (Wellcome) บริษัททำกระดาษใหญ่ที่สุดในโลกเกิดขึ้นทันทีที่คิมเบอร์ลี คลาร์ด (Kimbery-Clark) ควบสก๊อต (Scott) เข้าในเครือของตน 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
กระแสความร้อนแรงในการซื้อกิจการขยายตัวไปสู่ยุโรป และเมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ก็ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แม้กระทั่งสวิสเซอร์แลน ก็ประสบกับการซื้อกิจการอันเลวร้าย ซึ่งปรากฏให้เห็นในกรณีการควบรวมกลุ่มทำกระดาษในโฮลวิส (Holvis) ซึ่งเป็นภัตตาคาร ด้วยราคา 3.2 หมื่นล้านปอนด์สเตอร์ลิง 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
สิ่งที่เชื่อมโยงอย่างแนบแน่นกับกระบวนการซื้อกิจการแบบนี้ก็คือ&lt;b&gt; พฤติกรรมด้านมืด---การลอบติดต่อกันเป็นการลับ การปลอมแปลงราคาหุ้น ตลอดจนถึงการฉ้อฉล ขโมยลิขสิทธิ์ และหลอกลวง &lt;/b&gt;ดังที่ปรากฏเป็นข่าวฉาวโฉ่ซึ่งเปิดเผยอยู่ในกินเนส (Guinness)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เรายังสามารถยกตัวอย่างง่ายๆ อีกมากมาย แต่ก็เพียงพอสำหรับการพิสูจน์ถึง&lt;b&gt;ความถูกต้องแห่งกระบวนการรวมศูนย์ทุน&lt;/b&gt; ดังที่มาร์กซและเองเกลส์ได้วิเคราะห์ไว้ ตัวอย่างเป้าหมายแห่งการรวมศูนย์ทุนที่ยกมาแต่ละรายข้างต้นนั้น ล้วนมิได้บ่งบอกถึงการเติบโตของพลังการผลิต มิใช่เพื่อการลงทุนสร้างโรงงานและนวัตกรรมเครื่องจักรใหม่ แต่กลับเป็นการปิดโรงงานและองค์การที่กำลังดำเนินการผลิตอยู่ และ&lt;b&gt;ปลดกรรมกรจำนวนมากออกจากงาน เพื่อได้มาซึ่งกำไรสูงสุด&lt;/b&gt; จากส่วนต่างในสภาวะที่ไม่ต้องขยายการผลิต สภาวะแห่งความทุกข์ยากลำบากแสนเข็ญของการว่างงาน 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
“&lt;i&gt;จากนี้จะเห็นได้อย่างชัดแจ้งว่า ชนชั้นนายทุนไม่สามารถที่จะเป็นชนชั้นปกครองในสังคมต่อไปได้อีกแล้ว และไม่สามารถที่จะเอาเงื่อนไขการดำรงชีวิตของชนชั้นตน เป็นกฎที่ครอบงำทุกสิ่งทุกอย่าง ไปยัดเยียดให้แก่สังคมต่อไปได้อีกแล้ว ชนชั้นนายทุนจะปกครองต่อไปไม่ได้แล้ว 
&lt;/i&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;i&gt;
&lt;/i&gt;
&lt;p&gt;
&lt;i&gt;
เพราะว่าชนชั้นนี้ แม้กระทั่งจะประกันให้ทาสของตน มีความเป็นอยู่เยี่ยงทาส ก็ทำไม่ได้ เพราะว่าชนชั้นนี้ จำต้องยอมให้ทาสของตน ตกอยู่ในสภาพที่ตนเลี้ยงเขาไม่ได้ แต่กลับต้องให้เขามาเลี้ยงตน สังคมจะอยู่ภายใต้การปกครองของชนชั้นนี้ต่อไปอีกไม่ได้แล้ว&lt;/i&gt;” (แถลงการณ์พรรคคอมมิวนิสต์) 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ซึ่งตรงกันข้ามกับความเพ้อเจ้อของผู้นำพรรคกรรมกรในอดีต การปรากฏขึ้นอีกครั้งหนึ่งของการว่างงานอย่างขนานใหญ่นี้ เสมือนหนึ่ง&lt;b&gt;เซลล์มะเร็งในร่างกายของคนที่ได้แพร่กระจายไปทั่วโลก&lt;/b&gt; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
จากสถิติของสหประชาชาติจำนวนคนว่างงานทั่วโลกสูงถึง 120 ล้านคน โดยที่สถิติการว่างงานของทางการนั้น มักจะประเมินต่ำกว่าความเป็นจริงเป็นอย่างมากอยู่เสมอ หากพิจารณาถึงประชากรที่ต้อง “ทำงาน” ในสายอาชีพต่างๆ ละก้อ ผู้ว่างงานและกึ่งว่างงานจะสูงถึง 1,000 ล้านคนทีเดียว.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากสถิติของทางการ ในยุโรปตะวันตกมีจำนวนผู้ว่างงานถึง 18 ล้านคน ซึ่งเป็น 10% ของผู้ที่อยู่ในวัยทำงานเฉพาะในสเปนประเทศเดียว แทบไม่น่าเชื่อว่าสูงถึง 20% แม้ในเยอรมันถือว่าเป็น “ชายฉกรรจ์แห่งยุโรป” ประชากรผู้ว่างงานสูงถึง 45 ล้านคน ซึ่งเป็นครั้งแรกหลังยุคฮิตเลอร์ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ในญี่ปุ่นตัวเลขผู้ว่างงานก็พุ่งสูงเป็นครั้งแรก นับแต่ปี ค.ศ. 1930 เป็นต้นมา ภาพลักษณ์สวนอีเดนที่มีประชากรมีงานทำกันทุกคนของญี่ปุ่นนั้น ได้กลายเป็นตำนานในประวัติศาสตร์ไปเสียแล้ว จากสถิติของทางการอัตราการว่างงานของญี่ปุ่นสูงถึง 3% ทว่าสถิตินี้ไม่เป็นความจริง หากวัดอัตราการว่างงานของญี่ปุ่นด้วยมาตรฐานเดียวกับประเทศทุนนิยมอื่นๆ แล้ว ตัวเลขจริงๆ จะอยู่ระหว่าง 8~9% ทีเดียว
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
การว่างงานเช่นนี้ มิใช่การว่างงานในแบบวัฏจักรตามที่กรรมกรคุ้นเคยอย่างในอดีต มิใช่จำนวนผู้ว่างงานขึ้นลงตามเศรษฐกิจถดถอยและเติบโต ภาวการณ์ว่างงานเช่นนี้ จะไม่ซ้ำรอยในอดีตอีกต่อไป ตราบจนถึงเวลาที่เขียนบทความชิ้นนี้ เศรษกิจของสหรัฐฯ เติบโตต่อเนื่องกันมาแล้ว 6 ปี 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่การว่างงานทั่วโลกยังไม่มีทีท่าว่าจะลดน้อยลง มีข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ทุกวัน ถึงการปิดโรงงานและปรับลดพนักงานลูกจ้าง (ภาษาเทคนิคทุกวันนี้เรียกว่า “ปรับลดขนาดลง”) ข่าวทำนองนี้ มักจะเกี่ยวพันกับการซื้อครอบกิจการตามที่กล่าวแล้วมาข้างต้น 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
การว่างงานก็มิใช่เป็นการว่างงานแบบวัฏจักร แม้กระทั่งการเป็น “&lt;i&gt;กองหนุนใหญ่ของแรงงาน&lt;/i&gt;” ของลัทธิทุนนิยม ตามที่มาร์กซ เคยกล่าวไว้อีก ก็มิใช่ นี้คือการว่างงานที่เป็นปรากฏการณ์ใหม่ในลักษณะโครงสร้างและลักษณะชีวภาพ ที่แม้ในยาม “รุ่งเรือง” ก็ไม่ลดลง.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การว่างงานเช่นนี้ ยังได้ส่งผลกระทบถึงส่วนที่ไม่เคยได้รับการกระทบมาก่อนเลยในสังคม ได้แก่ครู อาจารย์ แพทย์ ข้าราชการ พนักงานธนาคาร นักวิทยาศาสตร์ แม้กระทั่งบุคลากรด้านบริหาร ความไม่มั่นใจในความปลอดภัยกลายเป็นภาวะจิตใจทั่วไปของสังคม 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ข้อความข้างต้นที่มาร์กซและเองเกลส์ได้บรรยายไว้นั้น เป็นตัวอักษรในความเป็นจริง ชนชั้นนายทุนของประเทศต่างๆ ต่างก็ได้ส่งเสียงอื้ออึง รณรงค์ว่า “เราจะต้องตัดลดรายจ่ายด้านสาธารณะลง” อันเป็นคำขวัญของแทตเชอร์และเมเจอร์ ทุกวันนี้ โทนี่ แบลร์ และผู้นำฝ่ายขวาของพรรคกรรมกร ก็กำลังเดินอยู่บนเส้นทางเดียวกัน ซึ่งมิใช่เรื่องบังเอิญเลย 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
รัฐบาลชนชั้นนายทุน ทุกๆ รัฐบาลไม่ว่าจะเป็นซ้ายหรือขวา โดยความจริงแล้ว ต่างก็ดำเนินนโยบายที่เหมือนๆ กัน ซึ่งมิใช่เกิดจากแวบความคิดเพียงชั่ววูบ โฉดเขลา หรือความเสื่อมศรัทธาต่อคุณธรรม (แม้จะมีตัวอย่างมากมายให้เห็นอยู่ก็ตาม) แต่เนื่องจาก&lt;b&gt;ลัทธิทุนนิยมได้ถลำเข้าไปสู่ความอับจน&lt;/b&gt; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ระหว่างปี 1948~1973 ซึ่งลัทธิทุนนิยมอยู่ในช่วงขาขึ้น ชนชั้นนายทุนสามารถสร้างความเติบโตทางเศรษฐกิจได้เฉพาะส่วนและชั่วคราว ทำให้ความขัดแย้งทั้งสองมูลฐานหยุดลงคือ: &lt;b&gt;ระบอบกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคลในปัจจัยการผลิตกับรัฐประชาชาติ 
&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
พลังการผลิตขนาดมหึมาที่มาพร้อมกับลัทธิทุนนิยมนั้น ได้ล้ำเกินขีดจำกัดของระบอบกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคลและรัฐประชาชาติไปตั้งนานแล้ว นี่คือมูลเหตุอันแท้จริงของวิกฤต นับแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ชนชั้นนายทุนด้านหนึ่ง ใช้วิธี&lt;b&gt;ตั้งงบประมาณตัวเลขแดงของเคนส์&lt;/b&gt; อีกด้านหนึ่งพยายามเสริมความเข้มแข็งใน&lt;b&gt;การแบ่งงานทางสากล และขยายการค้าระหว่างประเทศ&lt;/b&gt; เพื่อหลีกเลี่ยงทั้งสองความขัดแย้งนี้ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ทุกวันนี้ วิธีการทั้งสองวิธีนี้ ได้ถึงขีดจำกัดของพวกมันเองแล้ว ลัทธิเคนส์แม้จะยังได้รับการเสนอและส่งเสริมโดยนักลัทธิปฏิรูปฝ่ายซ้าย แต่ความเป็นจริงกลับนำไปสู่ภาวะเงินเฟ้อ และภาวะขาดดุลการคลัง ก็ยากที่จะทนทานได้อีกต่อไป ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นสิ่งที่มาร์กซได้พยากรณ์ไว้แล้วทั้งสิ้น ใน “ว่าด้วยทุน” 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
มาร์กซเคยอรรถาธิบายไว้แล้วว่า &lt;b&gt;เหตุใดลัทธิทุนนิยม จึงสามารถอาศัยวิธีการให้สินเชื่อที่เกินกว่าการพัฒนาพลังการผลิตได้&lt;/b&gt; แต่การเกินเช่นว่านี้ ก็มีขอบเขตเช่นกัน ผลที่สุด ชนชั้นนายทุนจำต้องหวนกลับไปเดินทางเก่า โดยลดรายจ่ายด้านสาธารณะลงอย่างสุดฤทธิ์ เพื่อฟื้น “การคลังที่ดี” ซึ่งหมายความว่า พวกเขาหาวิธีกลับไปสู่สภาวการณ์ของทศวรรษที่ 1920 และทศวรรษที่ 1930 กระทั่งย้อนกลับไปสู่ยุคของมาร์กซ กล่าวสำหรับการเผชิญหน้ากับการต่อสู้ทางชนชั้นที่กำลังจะอุบัติขึ้นแล้ว แผนการนี้ ก็ไร้ประโยชน์อย่างสิ้นเชิง
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ในเวลาเดียวกับการตัดลดรายจ่ายของรัฐ ชนชั้นนายทุนยังตัดลดอุปสงค์และตลาดไปพร้อมกันด้วย จนกระทั่งถึงวันใดวันหนึ่ง บรรดานักเศรษฐศาสตร์ชนชั้นนายทุนได้ค้นพบเช่นกันว่า &lt;b&gt;เกิดปัญหาการผลิตล้นเกินขึ้นแล้วทั่วโลก&lt;/b&gt; (“พลังการผลิตล้นเกิน”) เช่นนี้แล้ว อันที่จริงพวกเขากำลังเตรียมการสำหรับการถดถอยครั้งใหญ่ที่จะมาเยือน แสดงให้เห็นอีกว่า ลัทธิทุนนิยมได้ก้าวล้ำขีดจำกัดของตนมานานแล้วก่อนหน้านี้ ดังที่มาร์กซเคยกล่าวไว้ ชนชั้นนายทุนมีแต่ใช้วิธีการเช่นนี้มาแก้วิกฤตเฉพาะหน้า : 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
วิธีการเช่นนั้นคือการ “&lt;i&gt;ปูทางให้แก่วิกฤตที่กว้างใหญ่ยิ่งขึ้น มีลักษณะทำลายยิ่งขึ้น ในขณะเดียวกันก็สูญเสียซึ่งวิธีการแก้วิกฤตครั้งต่อไปอย่างสิ้นเชิง&lt;/i&gt;” 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
หลายปีมานี้ นักเศรษฐศาสตร์ของสังคมนิยมและสากลนิยม ต่างกล่าวขวัญกันถึง “โลกาภิวัมน์” โดยเห็นว่า มันเป็นยาครอบจักรวาลขนานวิเศษที่ใช้ในการแก้ความรุ่งเรืองและถดถอยของวัฏจักรเศรษฐกิจอย่างถึงราก แต่ฝันที่สวยสดงดงาม ก็ต้องถูกโจมตีจากราคาหุ้นที่ตกลงอย่างฮวบฮาบเมื่อปี ค.ศ. 1997 และวิกฤตเศรษฐกิจของประเทศที่เรียกว่า เสือแห่งเอเชียก็พังทลายลงอย่างแหลกลาญ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ขณะที่ข้าพเจ้าเขียนบทความอยู่นี่เอง ก็มีข่าวการปิดกิจการของบรรษัทการเงินที่สำคัญของญี่ปุ่นได้แก่ บริษัทประกันภัยยามาอิชิ (Yamaichi) ซึ่งมีผลกระทบอย่างร้ายแรงลึกซึ้งต่อทั่วโลก เพราะว่าการพังทลายทางการเงินของญี่ปุ่นครั้งนี้ อาจลากดึงสหรัฐฯ ให้ตกลงสู่ภาวะถดถอยด้วย 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ผลกระทบของวิกฤตเศรษฐกิจเอเชีย กล่าวสำหรับญี่ปุ่นยิ่งร้ายแรง เพราะว่าการส่งออกไปยังพื้นที่ดังกล่าวของญี่ปุ่นมีอัตราสูงถึง 44% ของอัตราการส่งออกทั้งหมด ในเวลาเดียวกับที่ราคาหุ้นตกลงแบบพังทลาย ก็ได้เปิดเผยให้เห็นถึงจุดอ่อนที่แฝงเร้นอยู่ในระบบธนาคารของญี่ปุ่น อีกทั้งญี่ปุ่นเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ของโลกด้วย 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ประมาณว่า หากพิจารณาอย่างเข้มงวดจากแง่กฎหมายแล้ว ธนาคารใหญ่ที่สุด 5 ธนาคารของญี่ปุ่นล้มละลายแล้ว ตามข่าวของ NIHON KEIZAI SHIMBUN ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์การเงินการคลังที่มีอิทธิพลที่สุด จำนวนหนี้เน่า (NPL) สูงเป็นตัวเลขดาราศาสตร์คือ 1.5 ล้านล้านเยน 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แม้เจ้าหน้าที่ระดับสูงของธนาคารญี่ปุ่นยอมรับว่า การเงินการคลังของญี่ปุ่น มีอันตรายที่จะล้มละลาย เขากล่าวกับนิตยสาร “นักเศรษฐศาสตร์” ว่า “ระบบการเงินการคลังส่อเค้าอย่างชัดเจนว่าจะเกิดวิกฤต” หากวิกฤตนำไปสู่การถอนการลงทุนของญี่ปุ่นออกจากสหรัฐฯ อย่างขนานใหญ่ ผลที่ตามมาจะเป็นภัยพิบัติอย่างใหญ่หลวง.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทั้งหมดนี้ สะท้อนอย่างเด่นชัดถึงอีกด้านหนึ่ง “โลกาภิวัฒน์” คู่ขนานไปกับการพัฒนาเศรษฐกิจลัทธิทุนนิยมแบบโลกาภิวัฒน์นี้ ก็เป็นการเตรียมตัวให้เศรษฐกิจซบเซาพังทลายในลักษณะทั่วโลกในขั้นที่แน่นอนด้วย 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
วิกฤตเศรษฐกิจเฉพาะส่วน ขยายไปสู่เขตอื่นอย่างรวดเร็วทั่วโลกนี้ (ดู วิกฤตเอเชียคือตัวอย่าง) โลกาภิวัฒน์ไม่เพียงไม่ได้ถอนรากถอนโคนวัฏจักรของเศรษฐกิจเท่านั้น หากยังนำสัญลักษณ์พิเศษมามอบให้แก่วัฏจักรนี้ &lt;b&gt;ให้เป็นแบบทั่วไปยิ่งขึ้นและ รุนแรงยิ่งขึ้นอีกด้วย
&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ผู้ที่เคยอ่าน “แถลงการณ์พรรคคอมมิวนิสต์” ทุกท่านล้วนรับรู้ว่า มาร์กซและเองเกลส์ ได้พยากรณ์สภาพการณ์ดังกล่าวไว้แล้วตั้งแต่เมื่อ 150 ปีก่อน ท่านทั้งสองเผยให้เห็นว่า &lt;b&gt;ลัทธิทุนนิยมจักต้องพัฒนาไปเป็นระบบโลกาภิวัฒน์&lt;/b&gt; ถึงวันนี้ การวินิจฉัยดังกล่าว ได้รับการพิสูจน์แล้วจากข้อเท็จจริงจำนวนมาก 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ทุกวันนี้ไม่มีใครปฏิเสธพลังครอบงำเชิงทำลายล้างตลาดโลก ซึ่งความจริงคือปรากฏการณ์ในยุคของเรายุคนี้ เป็นปรากฏการณ์ที่ชี้ขาดแห่งยุค ยุคปัจจุบันคือ ยุคแห่งเศรษฐกิจโลกาภิวัฒน์ การเมืองโลกาภิวัฒน์ วัฒนธรรมโลกาภิวัฒน์ การทูตโลกาภิวัฒน์และสงครามโลกาภิวัฒน์ (เราต้องไม่ลืมข้อนี้ด้วย) เราผ่านประสบการณ์ของสงครามโลกที่เกิดจากชนวนวิกฤตลัทธิทุนนิยมมาแล้ว 2 ครั้ง สงครามโลกครั้งที่ 2 มีผู้เสียชีวิตถึง 5,500 คน (ตัวเลขนี้น่าจะผิดอาจเป็น 55 ล้านคน---ผู้แปล) อารยธรรมมนุษยชาติแทบจะล่มสลายกันหมด.
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ลัทธิสังคมนิยมก็เป็นลัทธิสากลนิยมในขณะเดียวกันด้วย มิฉะนั้นก็มิใช่อะไรสักอย่าง แต่ลัทธิสากลนิยมแห่งลัทธิสังคมนิยม มิใช่ผลิตผลของลัทธิละมุนละม่อม มิใช่ “ความคิดที่ดี” หากเป็นลัทธิที่เกิดจากการวิเคราะห์อย่างเป็นวิทยาศาสตร์ของมาร์กซและเองเกลส์ เป็นหนึ่งในผลงานที่มีความหมายก้าวหน้าทางประวัติศาสตร์ที่ได้มาจากชนชั้นนายทุน 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
การก่อตั้งของรัฐประชาชาติ อันนำไปสู่การก่อรูปขึ้นของระบบพาณิชย์สากล ภายใต้ลัทธิทุนนิยม พลังการผลิตได้พัฒนาอย่างขนานใหญ่ ทำให้มันไม่ถูกจำกัดอยู่แต่ในขอบเขตของรัฐประชาชาติ ดังนั้น ประเทศลัทธิทุนนิยมทั่วโลก ล้วนเข้าร่วมตลาดโลกกันอย่างกว้างขวาง ซึ่งมีทั้งประเทศที่เข้มแข็งที่สุดและที่ประเทศที่ไม่เคยเข้าร่วมมาก่อนเลย
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ความขัดแย้งระหว่างศักยภาพอันมหึมาของพลังการผลิตกับเครื่องพันธนาการของรัฐประชาชาติ และการแสดงออกของภัยพิบัติแห่งกลิ่นคาวเลือดบนเวทีโลก ระหว่างปี ค.ศ. 1914-1939 นั้น กล่าวในมุมมองทางประวัติศาสตร์แล้ว ลัทธิทุนนิยม ไม่อาจมีความเพียบพร้อมในการแบกรับภารกิจที่ก้าวหน้าได้อีกต่อไปแล้ว 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่ทว่า ลัทธิทุนนิยมไม่อาจพังทลายได้ด้วยตัวของมันเอง บนความหมายนี้ วิกฤตของลัทธิทุนนิยม ก็มิใช่เป็นครั้งสุดท้ายเช่นกัน &lt;b&gt;การก้าวไปสู่วิกฤตการณ์ของสังคมเก่า มิใช่เป็นหลักประกันให้แปรเปลี่ยนไปเป็นสู่ระบอบสังคมใหม่&lt;/b&gt; ไม่ว่าวิกฤตการณ์นั้น จะหนักหนาสาหัสเพียงใด ย่อมจะมีกลุ่มผลประโยชน์ที่มีพลังอันเข้มแข็ง พยายามอย่างสุดกำลังในการต่อต้านการเปลี่ยนแปลงของสังคมเก่า เพื่อรักษารายได้ อภิสิทธิ์ บารมีและสถานะดั้งเดิมของตนไว้ 
&lt;/p&gt;
&lt;b&gt;&lt;/b&gt;
&lt;p&gt;
นี่คือมูลเหตุให้มาร์กซและเองเกลส์ได้เขียน “แถลงการณ์พรรคคอมมิวนิสต์” ขึ้นมา นี่มิใช่เอกสารเชิงประวัติศาสตร์ทีเป็นนามธรรม หากเรียกร้องการกระทำ มันมิใช่ตำราเรียน และมิใช่การเสวนาสโมสร หากเป็น&lt;b&gt;แผนการก่อตั้งพรรคปฏิวัติ&lt;/b&gt;.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพื่อโค่นล้มลัทธิทุนนิยม ชนชั้นกรรมกรจักต้องตั้งกันขึ้นมา พิทักษ์ผลประโยชน์ของตน หลายสิบปีมานี้ กรรมกรประเทศต่างๆ รวมทั้งกรรมกรในประเทศที่เจริญแล้ว ต่างก็ตั้งองค์กรที่ใหญ่โตเข้มแข็งมากมายของตนขึ้นมาคือ พรรคการเมือง สหภาพแรงงาน แต่องค์กรเหล่านี้มิได้อยู่ในสุญญากาศ พวกเขาถูกกดดันจากลัทธิทุนนิยมอยู่เสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งระดับนำขององค์กรเหล่านี้ถูกกดดันเป็นพิเศษ.
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
กล่าวในความหมายการล้มละลายของลัทธิชาตินิยมโดยทั่วไปแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การบิดเบนลัทธิมาร์กซอย่างร้ายแรง การล้มละลายของ “ลัทธิสังคมนิยมในประเทศเดียวก่อน” แสดงให้เห็นอย่างเด่นชัดถึง &lt;b&gt;การพังทลายของลัทธิสตาลิน&lt;/b&gt; และได้แสดงถึง&lt;b&gt;พวกขุนนางของจีนและของรัสเซีย ที่กำลัง&lt;/b&gt;เข้าร่วมตลาดสากล 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ประเทศในอาฟริกา ในเอเชียและในลาตินอเมริกา ต่างก็เคยต่อสู้เพื่อสลัดหลุดพ้นจากการปกครองของจักรวรรดินิยม เพื่อได้มาซึ่งเอกราชของตน ปัจจุบัน พวกเขาถูกพันธนาการโดยอดีตเจ้าอาณานิคมเก่าอีกครั้ง โดยผ่านวิถีการค้าโลก
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ผู้มีภูมิปัญญาทุกคนล้วนรับรู้ว่า การพัฒนาอย่างเสรีของพลังการผลิต เรียกร้องให้เศรษฐกิจของประเทศต่างๆ มีโครงการที่เป็นเอกภาพโครงการหนึ่ง โครงการเช่นนี้ ทำให้คนเราสามารถใช้ทรัพยากรบนดาวเคราะห์ของเราดวงนี้ ได้อย่างสมเหตุสมผล และสนองความต้องการของประชาคมในสังคม &lt;b&gt;ข้อเรียกร้องนี้ชัดเจนยิ่ง&lt;/b&gt; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แม้แต่นักวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญสาขาต่างๆ ที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับลัทธิสังคมนิยมแม้แต่น้อย ก็ยังตระหนักถึงข้อเรียกร้องดังกล่าว พวกเขาโกรธแค้นที่ประชากรโลกถึงสองในสาม มีสภาพการดำรงชีพอย่างเลวร้าย พวกเขากังวลผลกระทบจากการที่ภาวะแวดล้อมต้องถูกทำลาย 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ที่น่าเศร้าก็คือ ไม่มีเสียงขานรับต่อข้อเสนอด้วยความปรารถนาดีของพวกเขา ทั้งนี้ก็เพราะว่า ข้อเสนอเหล่านี้ขัดแย้งกับผลประโยชน์เฉพาะหน้าที่ของบรรษัทข้ามชาติ ที่ครอบงำเศรษฐกิจโลกอยู่ บรรษัทข้ามชาติเหล่านี้ ไม่ใส่ใจสารทุกข์สุขดิบและอนาคตของมนุษยชาติ สิ่งที่พวกเขาไตร่ตรองก่อนอื่นใดคือ &lt;b&gt;การแสวงหากำไรสูงสุดและโลภไม่รู้พอ &lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ใน 10 ปีของช่วงปลายศตวรรษที่ 20 ไม่ว่าการเสวนาเกี่ยวกับโลกาภิวัฒน์จะคึกคักเพียงใด และการปะทะกันของระหว่างประเทศเข้มข้นยิ่งกว่าที่ผ่านมาก็ตาม 10 ปีก่อน มูลค่าการส่งออกของสหรัฐฯ คิดเป็น 6 % ของมวลรวมประชาชาติ ถึงวันนี้ตัวเลขส่งออกสูงถึง 13 % ทางวอชิงตันมีโครงการที่จะเพิ่มสัดส่วนการส่งออกให้สูงถึง 20% ในปี ค.ศ. 2000 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ซึ่งเท่ากับเป็นการประกาศสงครามกับทั่วโลก กับญี่ปุ่นก่อนใครอื่น มันมิใช่สงครามทางทหาร หากเป็นสงครามการค้าที่เป็นวิสาหกิจในการผลิต ความจริง หากเราหวนกลับไปสู่ยุคหนึ่งยุคใดในอดีต การแก้ไขความขัดแย้งระหว่างประเทศทุนนิยมที่สำคัญๆ นั้น เป็นไปไม่ได้อีกต่อไป 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ดังนั้น จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะแก้ไขวิกฤตเฉพาะหน้าด้วยวิธีเดียวกับที่ทำในปี ค.ศ. 1914 และ 1939 การแก้ปัญหาโดยอาศัยการปะทะกันทางทหาร ย่อมหมายถึงความขัดแย้งภายในของประเทศทุนนิยมทุกประเทศ จะต้องรุนแรงยิ่งขึ้น ชนชั้นปกครอง จึงไม่มีทางเลือก นอกจากผลักภาระวิกฤตทั้งหมด&lt;b&gt;ไปให้ชนชั้นกรรมกรแบกรับแทน&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การคาดการณ์ล่วงหน้าอันฉับไวถึงเงื่อนไขของชนชั้นกรรมกรประเทศต่างๆ ในภาวะทุกวันนี้ไว้ใน “แถลงการณ์พรรคคอมมิวนิสต์” ว่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“&lt;i&gt;เนื่องจาก การใช้เครื่องจักรได้แพร่หลายออกไปและการแบ่งงานได้พัฒนาไป การใช้แรงงานของชนกรรมาชีพก็ได้สูญเสียลักษณะอิสระทั้งหมดไป ดังนั้น แรงดึงดูดใดๆ ที่มีต่อกรรมกรจึงพลอยสูญสิ้นไปด้วย กรรมกรได้กลายเป็นเครื่องพ่วงอย่างหนึ่งของเครื่องจักรไป 
&lt;/i&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;i&gt;
&lt;/i&gt;
&lt;p&gt;
&lt;i&gt;
สิ่งที่ต้องการให้เขาทำนั้นเป็นเพียงการคุมเครื่องที่ไม่สลับซับซ้อน ที่จำเจที่สุดและหัดง่ายที่สุด ฉะนั้น ค่าใช้จ่ายที่เสียให้กับกรรมกร จึงแทบจะกล่าวได้ว่า จำกัดอยู่แค่ปัจจัยการครองชีพอันจำเป็น สำหรับประทังชีวิตของกรรมกรและให้มีกรรมกรรุ่นหลังสืบต่อไปเท่านั้น 
&lt;/i&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;i&gt;
&lt;/i&gt;
&lt;p&gt;
&lt;i&gt;
แต่ราคาของสินค้า และจากนี้ก็ราคาของแรงงานด้วยนั้น เท่ากันกับค่าใช้จ่ายในการผลิตของมัน ดังนั้น การใช้แรงงาน ยิ่งทำให้คนรู้สึกเบื่อหน่ายเท่าไร ค่าแรงก็ยิ่งลดน้อยลงเท่านั้น 
&lt;/i&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;i&gt;
&lt;/i&gt;
&lt;p&gt;
&lt;i&gt;
ยิ่งกว่านั้น เครื่องจักรยิ่งแพร่หลายออกไป การแบ่งงานยิ่งละเอียดมากขึ้น ปริมาณการใช้แรงงานก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้ไม่ก็เนื่องจากยืดเวลาทำงาน หรือไม่ก็เนื่องจากเพิ่มปริมาณการใช้แรงงานภายในเวลาที่แน่นอน หรือไม่ก็เร่งเครื่องจักรให้หมุนเร็วขึ้นและอื่นๆ&lt;/i&gt;”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทุกวันนี้ สหรัฐฯ อยู่ในฐานะเดียวกับอังกฤษในยุคของมาร์กซ--- ประเทศทุนนิยมที่เจริญที่สุด แนวโน้มทั่วไปของลัทธิทุนนิยม ณ ที่นั่นเจริญที่สุด ใน 20 ปีที่ผ่านมานี้ ค่าแรงที่เป็นจริงของกรรมกรลดลง 20% ขณะที่วันทำงานเพิ่มขึ้น 10% ความเจริญรุ่งเรืองในปัจจุบันนี้ ได้สร้างขึ้นบนรากฐานแห่งการทำลายผลประโยชน์ของชนชั้นกรรมกรด้วยวิธีการเช่นนี้แหละ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ทุกวันนี้ กรรมกรสหรัฐฯ ต้องทำงานล่วงเวลาเฉลี่ยปีละ 168 ชั่วโมง---ปริมาณทำงานล่วงเวลาเท่ากับวันทำงานเป็นหนึ่งเดือน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมรถยนต์ยิ่งเป็นเช่นนี้ การทำงานสัปดาห์ละ 6 วัน วันละ 9 ชั่วโมง กลายเป็นกฎทั่วไปของที่นั่น จากสถิติของสหพันธ์แรงงานยานยนต์แห่งสหรัฐฯ เผยว่าหากจำกัดเวลาทำงานไว้ที่สัปดาห์ละ 40 ชั่วโมง ก็สามารถสร้างตำแหน่งงานในอุตสาหกรรมยานยนต์ได้ถึง 59,000 ตำแหน่ง 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
บทความบทหนึ่งในนิตยสารไทม์ (24 ต.ค.94) เขียนไว้ว่า “บรรดากรรมกรบ่นว่า กล่าวสำหรับพวกเขาแล้ว การพัฒนาของเศรษฐกิจ ก็หมายถึงความเหน็ดเหนื่อย ในอุตสาหกรรมทั้งหมดในสหรัฐฯ ตามบริษัทต่างๆ ล้วนกดขี่และขูดรีดแรงงานของกรรมกรสหรัฐฯ อย่างหนักหนาสาหัสโดยผ่านการทำงานล่วงเวลา 4.6 ชั่วโมงด้วย” 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
บทความเดียวกันนี้ ยังได้ยกตัวอย่างของนายโยเซฟ แคปน์ (อนุมานตามเสียงภาษาจีน) กรรมกรอุตสาหกรรมใยแก้ว (Opticle fibre) เนื่องจากโรงงานนี้ปรับลดกรรมกร เขาจึงต้องเพิ่มเวลาทำงานอีกวันละ 4 ชั่วโมง และต้องทำงานวันสุดสัปดาห์ 3 อาทิตย์ต่อ 1 ครั้ง เขาบ่นว่า “ทุกครั้งที่กลับถึงบ้าน ข้าพเจ้ามีเวลาทั้งหมดแค่เพียงสำหรับอาบน้ำ กินข้าวสักมื้อ และนอนหลับสักตื่นเท่านั้น เพียงชั่วครู่เดียวก็ต้องตื่นขึ้นมาเริ่มต้นวันใหม่”
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
วันทำงานเพิ่มขึ้น แต่ค่าแรงที่เป็นจริงลดลง จังหวะของการผลิตถูกเร่งเร็วขึ้น ก่อให้เกิดแรงกดดันอย่างหนักหน่วง ส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อคุณภาพชีวิตครอบครัวของชนชั้นกรรมกร 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เช่นเดียวกับประเทศอื่นๆ อัตราการเกิดของประชากรสหรัฐฯ ลดจากอัตราเฉลี่ยต่อครัวเรือน 2.5 คนในทศวรรษที่ 1960 เหลือ 1.8 คนในทศวรรษที่ 1980 อัตราหย่าร้างในทศวรรษที่ 1970 เพิ่มขึ้นเท่าตัว ถึงทศวรรษที่ 1980 อัตราหย่าร้างคิดเป็น 60% ของการแต่งงานอายุเฉลี่ยของคนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องกำลังถดถอยลงแล้วหลัง จากทศวรรษที่ 1980.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในอังกฤษ ก็มีสภาพเช่นเดียวกัน สมัยรัฐบาลแทตเชอร์ ตำแหน่งงานลดลง 2.5 ล้านตำแหน่งในภาคอุตสาหกรรม ขณะที่ระดับการผลิตยังอยู่ในระดับเดียวกับปี ค.ศ. 1979 นี่ก็มิใช่ได้มาด้วยการอาศัยเครื่องจักรใหม่ แต่อาศัยได้มาด้วยการขูดรีดกรรมกรอังกฤษอย่างหนักหน่วง 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
มีรายงานว่า ความกดดันจากการสูญเสียอาชีพตลอดชีวิตนั้น ได้นำมาซึ่งการระบาดของโรคภัยไข้เจ็บ ปี ค.ศ. 1994 อังกฤษต้องสูญเสียวันทำงานไปถึง 175 ล้านวัน โดยประมาณว่าเป็นวันทำงานของกรรมกรโดยเฉลี่ย 8 วันต่อคน เนื่องจากโรคภัยไข้เจ็บ และปี ค.ศ.1995 ใบสั่งยารักษาโรคทั้งปีเพิ่มขึ้น 11.7 ล้านใบ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
“ความกดดัน รถติดและมลภาวะเป็นฆาตกรของคนอาชีพขับรถ” บันทึกของ TGWU ประกาศว่า จากงานวิจัยชิ้นหนึ่งของสหภาพแรงงานระบุว่า 30% ของคนอาชีพขับรถรับว่าเคยหลับในขณะขับรถ และ 45% ของคนอาชีพขับรถเคยเกิดอุบัติเหตุด้วยสาเหตุดังกล่าว 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ประเทศลัทธิทุนนิยมไม่ว่าประเทศใดๆ ล้วนแต่มีสภาพเช่นเดียวกันนี้ทั้งสิ้น วิธีการของมาร์กซใน “แถลงการณ์พรรคคอมมิวนิสต์” ที่ทำให้ผู้คนต้องตกตลึงนั้น หาใช่ความบังเอิญไม่ หากเป็นวิธีการที่เป็นวิทยาศาสตร์---&lt;b&gt;วัตถุนิยมวิภาษ&lt;/b&gt; ซึ่งประยุกต์ใช้ในประวัติศาสตร์ ซึ่งก็คือ&lt;b&gt;วัตถุนิยมประวัติศาสตร์&lt;/b&gt;ของมาร์กซนั่นเอง 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
มาร์กซได้วางรากฐานทางทฤษฎีประวัติศาสตร์อันมั่นคงไว้แล้ว ก่อนหน้าการประพันธ์ “แถลงการณ์พรรคคอมมิวนิสต์” เช่น “ครอบครัวอันศักดิ์สิทธิ์” (The Holly Family) และ “รูปการจิตสำนึกของเยอรมัน” (The German Ideology)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่ควรเตือนความจำไว้ ณ ที่นี้คือ ลัทธิสังคมนิยมและลัทธิคอมมิวนิสต์ ไม่ได้เริ่มต้นโดยมาร์กซและเองเกลส์ ก่อนหน้าท่านทั้งสอง ก็มีนักคิดจำนวนมากเคยมีสมมุติฐานถึงสังคมไร้ชนชั้นที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานทรัพย์สินร่วมกันแล้ว อันได้แก่ โรเบิร์ต โอเวน (Robert Owen) เฟอรีเอร์ (Fourier) แซง ซีมอง (Sant Simon) และอีกหลายคน ในบทประพันธ์เรื่อง “ยูโธเปียร์” อันลือชื่อที่ โธมัส มอร์ เขียนไว้ตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 ก็ได้บรรยายสังคมคอมมิวนิสต์ไว้แล้ว แม้กระทั่งก่อนหน้านั้น ก็เคยมีสาวกคริสต์ศาสนา จัดคอมมูนของตนเองขึ้น โดยห้ามอย่างเข้มงวด มิให้มีทรัพย์สินส่วนตัวอย่างเด็ดขาด
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
มาร์กซและเองเกลส์เรียกการนำเสนอทั้งหมดนี้ว่า &lt;b&gt;ลัทธิสังคมนิยมเพ้อฝัน&lt;/b&gt; ส่วนลัทธิสังคมนิยมที่ท่านนำเสนอและชี้นำเป็นสังคมอีกอย่างหนึ่ง เป็นลัทธิสังคมนิยมวิทยาศาสตร์ ลัทธิสังคมนิยมสองอย่างนี้แตกต่างกันอย่างไรเล่า 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
สำหรับนักลัทธิสังคมนิยมเพ้อฝันเห็นว่า ลัทธิสังคมเป็นเพียงความคิดเห็นที่ดี อย่างหนึ่ง เป็นสังคมที่ต้องอาศัยการประชาสัมพันธ์ เอาชนะใจคนให้ยอมรับข้อเรียกร้องแห่งคุณธรรม กล่าวโดยจุดนี้แล้ว หากการนำเสนอข้างต้นของพวกเขาถูกต้อง ลัทธิสังคมนิยมดังกล่าว คงจะเกิดขึ้นตั้งแต่สองพันปีก่อนแล้ว ซึ่งย่อมตัดความยุ่งยากของผู้คนออกไปได้มาก
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ทว่า มาร์กซและเองเกลส์อรรถาธิบายว่า &lt;b&gt;ลัทธิสังคมนิยมต้องมีรากฐานทางวัตถุรองรับ รากฐานนี้อยู่ที่ระดับพัฒนาการของพลังการผลิต อันได้แก่อุตสาหกรรม เกษตรกรรม วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี่&lt;/b&gt; วัตถุนิยมประวัติศาสตร์ เห็นว่า กล่าวถึงที่สุดแล้ว วิวัฒนาการของประวัติศาสตร์นั้น ตั้งอยู่บนรากฐานดังกล่าว การวินิจฉัยชี้ขาดเช่นนี้ แม้ได้รับการพิสูจน์อย่างชัดเจนแล้วจากประวัติศาสตร์มนุษยชาติ แต่ผู้ที่ใส่ร้ายป้ายสีมาร์กซ ก็ยังเลือกหยิบยกข้อความโดดๆ ขึ้นมา.. ..(ข้อความตกหาย)..... อ้างคือ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
“สิ่งที่มีอยู่ในลัทธิมาร์กซ ล้วนถูกสรุปว่าเป็นเศรษฐกิจ” ซึ่งหาใช่ข้อเสนอของมาร์กซและเองเกลส์ไม่ แต่เป็นข้อเสนอที่สามานย์ เป็นความเห็นที่เหลวไหล ซึ่งผู้ประพันธ์ “แถลงการณ์พรรคคอมมิวนิสต์” ทั้งสองท่าน ได้ตอบโต้ข้อโต้แย้งอันเหลวไหลดังกล่าวหลายครั้งหลายหน 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ดังในจดหมายที่เองเกลส์เขียนถึงโบลคช์ กล่าวไว้ว่า 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
“&lt;i&gt;ตามจินตภาพของวัตถุนิยมประวัติศาสตร์ ปัจจัยท้ายที่สุดที่กำหนดประวัติศาสตร์คือ การผลิตและการผลิตซ้ำในชีวิตที่เป็นจริง มาร์กซและข้าพเจ้าไม่เคยประกาศในสิ่งที่นอกเหนือไปกว่านี้&lt;/i&gt;&lt;i&gt; ดังนั้น หากมีใครนำมันมาบิดเบนว่า ปัจจัยทางเศรษฐกิจคือ ปัจจัยที่ชี้ขาดเพียงหนึ่งเดียว เขาผู้นั้นได้เปลี่ยนคำวินิจฉัยของเรา เป็นข้อสรุปที่ไร้ความหมาย เป็นนามธรรมและเหลวไหล&lt;/i&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;i&gt;สภาวะเศรษฐกิจเป็นรากฐานแต่ปัจจัยต่างๆ ของโครงสร้างชั้นบนคือ รูปแบบการเมือง การต่อสู้ทางชนชั้นและผลของมัน รัฐธรรมนูญที่กำหนดขึ้นโดยชนชั้นที่ได้รับชัยชนะ เป็นต้น&lt;/i&gt;&lt;i&gt; มีการต่อสู้ชนิดต่างๆ ที่สะท้อนสู่สมองของนักต่อสู้คือ: ทัศนะทางการเมือง ทัศนะทางกฎหมาย ทัศนะทางทฤษฎีปรัชญา และการพัฒนาของมัน จนกลายเป็นคำสอนศาสนา แล้วยังได้ส่งผลสะเทือนต่อวิถีทางแห่งการต่อสู้ทางประวัติศาสตร์ของพวกเขา ทั้งยังได้กำหนดรูปแบบการต่อสู้เหล่านี้ ภายใต้สภาวการณ์ต่างๆ อย่างใหญ่หลวง&lt;/i&gt;”
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เห็นได้ชัดว่า ศาสนา การเมือง คุณธรรมและปรัชญา เป็นต้น ล้วนได้แสดงบทบาทที่แน่นอนในกระบวนการพัฒนาของประวัติศาสตร์ ทว่า ท้ายที่สุดแล้ว ระบบเศรษฐกิจสังคมหนึ่งๆ จะบรรลุผลสำเร็จหรือไม่ ยังต้องดูว่า &lt;b&gt;มันสามารถสนองความต้องการมูลฐานของมนุษยชาติได้หรือไม่ 
&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ก่อนที่ทัศนะทางศาสนา การเมืองและปรัชญาจะเกิดขึ้นมานั้น คนเราจำเป็นต้องกิน ต้องสวมใส่และต้องมีที่อยู่อาศัย จากขั้นตอนแรกของมนุษยชาติเป็นต้นมา คนเราก็จำเป็นต้องต่อสู้ เพื่อสนองความต้องการดังกล่าวอย่างเพียงพอแล้ว แม้กระทั่งทุกวันนี้ กล่าวสำหรับคนส่วนใหญ่แล้ว พวกเขายังจะต้องต่อสู้เพื่อสนองความต้องการดังกล่าวต่อไป
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ในขั้นตอนหนึ่งของประวัติศาสตร์ การแบ่งงานทางสังคมของมวลมนุษยชาติได้ปรากฏขึ้น และการแบ่งแยกทางชนชั้น ก็ได้ปรากฏขึ้นในเวลาเดียวกัน นี้คือความก้าวหน้าอันใหญ่หลวงของประวัติศาสตร์ อันแสดงถึงการมีผลผลิตล้นเกินขึ้นแล้วเป็นครั้งแรกของสังคมมนุษยชาติ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่ผลผลิตล้นเกินเหล่านั้น ได้ถูกครอบครองโดยชนชั้นหนึ่งที่สลัดตนเองออกจากการใช้แรงงานทางกาย และชนชั้นเหล่านี้ดำรงอยู่ โดยการอาศัยการใช้แรงงานของชนชั้นอื่น: ในสมัยโบราณ “ชนชั้นอื่น” ก็คือทาส ต่อมาก็คือ ทาสกสิกรในสังคมศักดินา และท้ายสุดนี้ก็คือ ชั้นกรรมกรในสังคมลัทธิทุนนิยมนั่นเอง แม้ว่า สิ่งที่มาคู่กับสังคมชนชั้น คือความหวาดผวา ความอยุติธรรมและความทุกข์ยากแสนเข็น กล่าวสำหรับทัศนะลัทธิมาร์กซ แล้ว การอุบัติขึ้นของสังคมชนชั้นนั้นสมเหตุสมผล คือทั้งเป็นวิทยาศาสตร์และไร้คุณธรรม มันมีบทบาทผลักดันให้สังคมก้าวหน้าไป
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ผลงานอันรุ่งโรจน์ทางวิทยาศาสตร์ ศิลปะและปรัชญาของกรีกโบราณ สร้างขึ้นบนรากฐานแห่งการใช้แรงงานของเหล่าทาส ซึ่งชาวโรมันโบราณเรียกว่า &lt;b&gt;“เครื่องมือที่พูดได้&lt;/b&gt;” (กล่าวสำหรับมุมมองของนายจ้างแล้ว สภาวะที่เป็นจริงของกรรมกรในปัจจุบันก็ไม่แตกต่างกันมากนัก) 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ผลผลิตส่วนเกินที่ชนชั้นถูกขูดรีดผลิตขึ้นนั้น แม้จะเพียงพอสำหรับเลี้ยงดูชนชั้นขูดรีดส่วนน้อยส่วนหนึ่ง แต่ก็ยังไม่เพียงพอสำหรับการปลดปล่อยคนส่วนใหญ่ ให้ออกจากการใช้แรงงานทางกาย เพราะการตกเป็นทาสของพวกเขา เป็นเงื่อนไขเบื้องต้นของการก่อกำเนิดของอารยะธรรมมนุษยชาติ และมีแต่การพัฒนาของพลังการผลิตเท่านั้น เงื่อนไขเบื้องต้นนี้จะเกิดขึ้นได้
การค้นพบของมาร์กซและเองเกลส์ เพียงพอต่อการอธิบายกฎเกณฑ์ที่สำคัญที่สุดของวิวัฒนาการ ประวัติศาสตร์สังคมของมวลมนุษยชาติ ท่านทั้งสองอรรถาธิบายว่า
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;รูปแบบสังคมที่แน่นอนจะดำรงอยู่ได้ ก็ยามที่มันมีบทบาทผลักดันการพัฒนาของพลังการผลิต และมันจะไม่ดับสูญไปตราบใดที่มันยังรองรับให้พลังการผลิตทั้งหมดได้สำแดงอย่างเต็มที่&lt;/b&gt; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
กล่าวในความหมายนี้แล้ว เราสามารถนำระบอบเศรษฐกิจสังคม มาเที่ยบกับสิ่งมีชีวิต คือสังคมมิใช่สิ่งที่หยุดนิ่งไม่เปลี่ยนแปลง ซึ่งต่างกับเรื่องพื้นฐานพันธุกรรมศาสตร์ของเศรษฐกิจแบบตลาดอันน่าขบขัน ที่ทนายแก้ต่างของลัทธิทุนนิยมเสนอขึ้นมาและอยากให้เราเชื่อ ระบอบทุนนิยมดุจเดียวกับระบอบสังคมอื่นๆ มันเกิดขึ้น พัฒนา และเข้าภาวะสุกงอม ในที่สุดก็มาถึงขีดจำกัดของตนเอง และปัจจุบันนี้มันได้ก้าวสู่ขั้นตอนแห่งความดับสูญแล้ว
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
มีแต่พิจารณาจากแง่มุมทางวิทยาศาสตร์เท่านั้น เราจึงไม่มอง&lt;b&gt;ประวัติศาสตร์เสมือนหนึ่งเป็น โจรสวมหน้ากากที่หมุนเวียนผลัดเปลี่ยนไปเรื่อยๆ&lt;/b&gt; โดยกำหนดจากเหตุการณ์ล้วนๆ เพียงไม่กี่กรณี และต่างก็ไม่มีความเกี่ยวพันกัน หรือเป็นผลแห่งกิจกรรมของ “บุคคลที่ยิ่งใหญ่” ล้วนๆ (แม้ในทางอัตวิสัยจะทำได้และเคยมีบทบาทชี้ขาดในบางภาวะมาแล้วก็ตาม) 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
หากทำความเข้าใจประวัติศาสตร์ ในฐานะที่เป็นกระบวนการที่กำกับด้วยกฎเกณฑ์ เช่นเดียวกับกระบวนการอื่นๆ ในโลกธรรมชาติ ดุจดังที่&lt;b&gt;ชาร์ลส์ ดาร์วิน&lt;/b&gt;ได้อธิบายไว้ว่า สายพันธ์ของสิ่งมีชีวิตมิใช่อยู่ถาวร พวกมันมีอดีต ปัจจุบัน อนาคต และวิวัฒนาการไปในการเปลี่ยนแปลงอย่างไม่หยุดยั้ง 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
มาร์กซและเองเกลส์ก็เผยให้เห็นว่า ระบอบสังคมชนิดหนึ่ง มิใช่หยุดนิ่งตลอดกาล มันเป็นเพียงมายาภาพของแต่ละยุคสมัย แต่ละสังคมล้วนเชื่อว่า ระบอบของตนเป็นตัวแทนแห่งแบบวิถีการดำรงอยู่ของมวลมนุษยชาติเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น ระบอบ ศาสนาและคุณธรรมของสังคมตน ล้วนเป็นมาตรฐานสูงสุดของสังคมตน
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
และนี่คือสิ่งที่ชนเผ่ากินคน นักบวชแห่งอียิปต์ มาเรีย แอนโทนีออสและกษัตริย์นิโคลัส เชื่ออย่างเต็มเปี่ยม และ ณ วันนี้ ก็เป็นสิ่งที่ชนชั้นนายทุนและทนายแก้ต่างของชนชั้นนี้หวังแสดงให้เห็นเช่นกัน ทั้งๆ ที่ไม่มีพื้นฐานอะไรเลย แต่พวกเขาก็อยากให้เราเชื่อในสิ่งที่เรียกว่า &lt;b&gt;ระบบ “วิสาหกิจเสรี” เป็นระบบเพียงหนึ่งเดียวที่เป็นไปได้ ทั้งๆ ที่มันกำลังจะล่มจมอยู่แล้ว 
&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ทุกวันนี้ อย่างน้อยมโนคติ “วิวัฒนาการ” ด้วยการปฏิรูปและการปฏิวัติ ก็ยังเป็นที่ยอมรับทั่วไปของผู้ที่มีการศึกษา มโนคติที่เป็นเชิงปฏิวัติในยุคของดาร์วิน มาถึงวันนี้แทบจะเป็นสัจธรรมแล้ว แต่ก็เข้าใจว่าการวิวัฒนาการเป็นกระบวนการที่เชื่องช้า ค่อยเป็นค่อยไป เป็นกระบวนการที่ต่อเนื่องและไม่รุนแรง 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ทฤษฎีนี้กลายเป็นคำอ้างอันชอบธรรมในปริมณฑลการเมืองของพวกลัทธิปฏิรูป ทว่า โดยความจริงแล้ว เป็นการเข้าใจวิวัฒนาการอย่างผิดๆ ปัจจุบันนี้คนเรายังไม่เข้าใจกลไกแห่งวิวัฒนาการที่แท้จริง ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดแต่อย่างไร เพราะดาร์วินเองก็ไม่ชัดเจนเช่นกัน จนกระทั่งสิบปีที่ผ่านมา 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
การปรากฏตัวขึ้นของทฤษฎีดุลยภาพเป็นช่วงๆ ของนักชีวศาสตร์โบราณ คือ สตีฟเวน และกูลด์ เราจึงพบว่า วิวัฒนาการนั้น มิใช่กระบวนการที่ค่อยเป็นค่อยไป ในบางช่วงที่ยาวมาก สิ่งที่มีชีวิตแทบจะไม่เปลี่ยนแปลงมากมายอะไรเลย แต่ในอีกช่วงเวลาหนึ่งลำดับขั้นของวิวัฒนาการของสายพันธุ์ ก็เกิดการประทุฉับพลัน และการชงักงัน การประทุฉับชนิดนี้ ก็คือการปฏิวัติในอาณาจักรของสิ่งมีชีวิต สายพันธุ์จำนวนมากสูญไปจากการประทุฉับพลันนี้ ส่วนสายพันธุ์ใหม่กลับก่อรูปขึ้นอย่างรวดเร็ว
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ถูกละ สังคมกับธรรมชาตินำมาเปรียบเทียบได้แต่เพียงความใกล้เคียงเท่านั้น แต่เมื่อพิจารณาประวัติศาสตร์ด้วยสายตาที่ตื้นเขินที่สุด เราก็ยังจะพบว่า การอธิบายการเปลี่ยนแปลงที่ค่อยเป็นค่อยไปนั้น ไม่มีหลักอ้างอิง สังคมก็เช่นเดียวกับธรรมชาติ ที่แม้ในระยะอันยาวนานช่วงหนึ่ง จะมีเพียงการเปลี่ยนแปลงอย่างเชื่องช้า แต่ลำดับขั้นแห่งการพัฒนาของประวัติศาสตร์ ก็เกิดขึ้นในลักษณะฉับพลันคือ: &lt;b&gt;ตัดขาดโดยการปฏิวัติและสงคราม&lt;/b&gt; การเปลี่ยนอย่างฉับพลันของเหตุการณ์เหล่านี้ จะทำให้สังคมเปลี่ยนแปลงเร็วยิ่งๆ ขึ้น 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ความจริงก็คือ ตัวของเหตุการณ์เหล่านี้นั่นเองที่เป็นพลังผลักดันการพัฒนาของประวัติศาสตร์ และมูลเหตุที่แท้จริงของการปฏิวัติ ก็อยู่ที่เหตุการณ์ที่เป็นจริงเช่นนี้แหละคือ: &lt;b&gt;ระบอบเศรษฐกิจสังคมซึ่งเมื่อเข้าสู่จุดขีดจำกัดเฉพาะของมัน โดยไม่อาจกระตุ้นให้พลังการผลิตพัฒนาต่อไปได้อีกแล้ว&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ข้อหนึ่งในวินิจฉัยอันลือชื่อของ “แถลงการณ์ฯ” คือ “&lt;i&gt;ประวัติศาสตร์ของสังคมทั้งหมดที่ผ่านมาจนกระทั่งถึงบัดนี้ ล้วนแต่เป็นประวัติศาสตร์แห่งการต่อสู้ทางชนชั้น&lt;/i&gt;” 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ทว่า อะไรคือการต่อสู้ทางชนชั้น? 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แท้ที่จริง การต่อสู้ทางชนชั้นก็คือ &lt;b&gt;การต่อสู้ที่ล้อมรอบผลผลิตส่วนเกินที่ชนชั้นผู้ใช้แรงงานสร้างขึ้นมา &lt;/b&gt;นั่นเอง การต่อสู้ชนิดนี้ จะต่อเนื่องไปจนกระทั่งพลังการผลิตพัฒนาถึงระดับที่ทำลายความยากจนให้หมดสิ้นในที่สุด ซึ่งก็คือสามารถสร้างผลผลิตจนเพียงพอที่จะสนองความต้องการของทุกๆ คนได้ แต่มิใช่สนองความต้องการแก่ชนชั้นอภิสิทธิ์จำนวนน้อยเท่านั้น 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ดังนั้น ลัทธิสังคมนิยม จึงมิใช่ “ความคิดเห็นที่ดี” ที่เพียงแต่เป็นความสมัครใจของทุกคนเท่านั้น ก็สามารถบรรลุถึงได้ในทุกๆ เงื่อนไข ลัทธิสังคมนิยมจำเป็นต้องสร้างขึ้นบนพื้นฐานทางวัตถุที่เป็นอุตสาหกรรม เกษตรกรรม วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี่ ได้พัฒนาถึงระดับที่แน่นอนแล้ว
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ใน “รูปการจิตสำนึกของเยอรมัน” ที่เขียนขึ้นระหว่างปี ค.ศ. 1845-1846 มาร์กซและเองเกลส์เขียนไว้ว่า 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
“....&lt;i&gt;พลังการผลิตเช่นนี้ (พลังการผลิตชนิดนี้หมายถึงคนที่ดำรงอยู่ในประวัติศาสตร์โลก หากมิใช่ดำรงอยู่ในความรู้สึกสัมผัสที่แท้จริงและเฉพาะส่วน) เป็นรากฐานที่เป็นจริงรากฐานหนึ่ง หากไม่มีรากฐานนี้แล้ว อุปสงค์กลายเป็นสิ่งทั่วไป เนื่องจากความขาดแคลน และคนทุกคนพยายามให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ตนต้องการแล้ว อุตสาหกรรมสกปรกเก่าๆ ทั้งปวง ก็จะกลับมาปรากฏอีกครั้งหนึ่งอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น&lt;/i&gt;....”
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
“อุตสาหกรรมเก่าๆ ทั้งปวง” ในสายตาของมาร์กซและเองเกลส์ หมายถึงความไม่เสมอภาค การขูดรีด การกดขี่ ความเหลวแหลก การเมืองแบบอำมาตย์ประชาธิปไตย กลไกรัฐ ตลอดจนความชั่วร้ายทั้งปวงในสังคม 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ณ วันนี้ พร้อมๆ ไปกับการล้มสลายของลัทธิสตาลินในรัสเซีย ศัตรูของลัทธิสังคมนิยมพยายามจะให้ผู้คนเชื่อว่าลัทธิมาร์กซไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงแล้ว พวกเขาละเลยรายละเอียดเล็กๆ ข้อหนึ่ง ซึ่งก็คือ&lt;b&gt; รัสเซียก่อนปี ค.ศ. 1971 ล้าหลังกว่าอินเดียในปัจจุบันเสียอีก&lt;/b&gt; เลนินและชาวบอลเชวิค อ่านบทประพันธ์ของมาร์กซอย่างจริงจังตระหนักว่า รัสเซียขาดเงื่อนไขทางวัตถุของลัทธิสังคมนิยม 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่ทั้งเลนินและทรอสกี้ ต่างก็ไม่เคยมีทัศนะการปฏิวัติลัทธิสังคมนิยมในประเทศเดียว หรือ “ลัทธิสังคมนิยมในประเทศเดียว” มาก่อนเลย ยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงประเทศที่ล้าหลัง ดังเช่น รัสเซีย
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ปี ค.ศ. 1971 ชาวบอลเชวิคเข้าแย่งยึดอำนาจรัฐมาได้ ในภาวะจิตใจที่รอคอยการปฏิวัติโลก การปฏิวัติเดือนตุลาคมสำหรับยุโรป เป็นพลังขับดันพลังหนึ่งที่เข้มแข็งมาก หากมิใช่เป็นเพราะผู้นำพรรคสังคมนิยมประชาธิปไตย ขี้ขลาดตาขาว ทรยศกอบกู้ลัทธิทุนนิยมไว้ การปฏิวัติของยุโรปที่เริ่มขึ้นในเยอรมันอาจได้รับชัยชนะแล้ว 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ชาวโลกต้องจ่ายค่าทดแทนอย่างมหาศาล ให้แก่อาชญากรรมของผู้ทรยศเหล่านี้คือ เศรษฐกิจยุโรปผันผวนอย่างร้ายแรง ในช่วงระหว่างสงครามโลกสองครั้ง ฮิตเลอร์ประสบผลสำเร็จในเยอรมัน และสงครามภายในของสเปน และหลังสุดคือความหวาดผวาต่อสงครามโลกครั้งใหม่ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เราจะไม่วิเคราะห์กระบวนการทั้งหมดหลังปี ค.ศ. 1945 กล่าวสั้นๆ คือ อย่างน้อยก็ในประเทศลัทธิทุนนิยมที่เจริญแล้ว ได้แก่ในยุโรปตะวันตก ญี่ปุ่น และสหรัฐฯ ได้มาซึ่งเสถียรภาพสัมพัทธ์อีกครั้งหนึ่ง และประสบผลสำเร็จในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ด้วยวิธีการบางอย่างดังที่กล่าวมาข้างต้น 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่ในช่วงเวลานี้ ความขัดแย้งมูลฐานยังไม่สูญสิ้นไป กล่าวสำหรับประชากรสองในสามของโลก มันก็คือวันคืนแห่งความอดอยาก น่าเวทนา สงคราม การปฏิวัติและการต่อต้านการปฏิวัติ แต่ในประเทศอุตสาหกรรม อย่างน้อยที่สุด ก็ยังมีหลักประกันให้ปวงชนมีงานทำ ระบบสวัสดิการและระดับการครองชีพโดยทั่วไปสูงขึ้น 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ทั้งหมดนี้ทำให้ผู้คนโน้มเอียงไปหาทัศนะของบรรดาผู้นำพรรคกรรมกร (ทั้งปีกขวาและปีกซ้าย) ซึ่งก็คือ วันนี้ลัทธิทุนนิยมได้แก้ไขปัญหาของตนตกไปแล้ว การว่างงานครั้งมโหฬารได้ผ่านพ้นไปแล้ว การต่อสู้ทางชนชั้นกลายเป็นอดีตไปแล้ว และลัทธิมาร์กซ (ย่อมมีเหตุผลสมควรที่จะต้อง) ล้าสมัยเสียแล้ว 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ทัศนะนี้ทุกวันนี้มองดูแล้ว มันน่าเยาะเย้ยเพียงใด !
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ในประเทศที่เป็นสมาชิกในองค์กรร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา มีคนว่างงานถึง 30 ล้านคน วิธีการกอบกู้สถานการณ์ของสมาชิกองค์กรร่วมมือเหล่านี้ คือการลดระดับการครองชีพของกรรมกรอย่างเต็มที่ ในยุโรป ฝรั่งเศส เยอรมัน สเปน อิตาลี และเบลเยี่ยม เป็นต้น ได้มีการผละงานอย่างต่อเนื่อง ในสหรัฐฯ ขบวนการผละงานครั้งมโหฬารของกรรมกร UPS ได้รับชัยชนะในที่สุด พวกเขาประกาศว่า กรรมกรสหรัฐฯ จักไม่ยอมรับการลดค่าจ้างแรงงานเพื่อเพิ่มกำไร 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ในอังกฤษ การที่รัฐบาลพรรคกรรมกรได้รับการเลือกตั้งต่อจากรัฐบาลอนุรักษ์นิยมที่เป็นรัฐบาลมานานถึง 18 ปี ได้สะท้อนให้เห็นถึงอารมณ์ความรู้สึกเปลี่ยนแปลงไปของมหาชนอย่างลึกซึ้ง
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ทัศนะ “&lt;b&gt;การดำรงอยู่ทางสังคม กำหนดจิตสำนึกของคนเรา&lt;/b&gt;” เป็นอีกทัศนะหนึ่งอันลุ่มลึก ที่ก่อรูปขึ้นบนรากฐานของวัตถุนิยมประวัติศาสตร์ &lt;b&gt;เงื่อนไขสังคมเปลี่ยนไป ย่อมนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของจิตสำนึกของคนเรา&lt;/b&gt; ใช่ว่าจะเกี่ยวพันกันอย่างเป็นไปเอง ถ้าหากเป็นเช่นนั้นได้ละก้อ คนเราก็อาจได้ใช้ชีวิตอยู่ในลัทธิสังคมนิยมไปตั้งนานแล้ว 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
จิตสำนึกของคนต่างกับความรับรู้ของจิตนิยม จิตสำนึกของคนเราโดยทั่วไปแล้วจะมีความอนุรักษ์ และใช่ว่าจะก้าวหน้า &lt;b&gt;ในยาม “ปกติ” คนเราจะเอนเอียงเข้าข้างสิ่งที่ตนคุ้นเคย และคนเรามักจะเอนเอียงเข้าหา มโนทัศน์ คุณธรรม ระบอบ พรรคการเมืองและผู้นำที่พวกเข้าคุ้นเคย
&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เองเกลส์เคยกล่าวว่า ช่วงเวลาอันยาวนานเสมือนหนึ่งไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลย ทว่า ภายใต้ปรากฏการณ์ภายนอกที่สงบนั้น &lt;b&gt;ได้สะสมความไม่พอใจ ความแค้นเคือง ความกดดัน และความโกรธแค้นเดือดดาลไว้มากมายและเมื่อการสะสมดังกล่าว ถึงเวลาใดเวลาหนึ่ง ก็จะเกิดระเบิดขึ้นทั่วทั้งสังคม 
&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เมื่อยามวิกฤต คนเราก็เริ่มคิดถึงทางออกของตน พวกเขาจะเริ่มมีพฤติการณ์ดุจดังเจ้าของแห่งเสรีภาพ และไม่เป็นแพะบูชายันของประวัติศาสตร์อีกต่อไป พวกเขาจะค้นหาวิธีร่วมกันแสดงออกซึ่งเจตจำนงของพวกเขา พวกเขาร่วมการเคลื่อนไหวในสหภาพแรงงานและพรรคการเมืองของมวลชน เพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมอย่างเอาการเอางาน
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ข้อความตอนหนึ่งใน “แถลงการณ์พรรคคอมมิวนิสต์”  ที่ผู้คนยังไม่เข้าใจอย่างทั่วด้านคือ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
“&lt;i&gt;ชาวพรรคคอมมิวนิสต์สัมพันธ์กับชนกรรมาชีพทั่วไปอย่างไร ? ชาวพรรคคอมมิวนิสต์ มิใช่พรรคการเมืองพิเศษที่เป็นปฏิปักษ์กับพรรคการเมืองของกรรมกรอื่นๆ พวกเขาไม่มีผลประโยชน์ใดๆ ที่ต่างกับผลประโยชน์ของชนชั้นกรรมาชีพทั้งชนชั้น พวกเขาไม่เสนอหลักการพิเศษใดๆ เพื่อใช้มาสร้างรูปการเคลื่อนไหวชนชั้นกรรมาชีพ
&lt;/i&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;i&gt;
&lt;/i&gt;
&lt;p&gt;
&lt;i&gt;
ชาวพรรคคอมมิวนิสต์ต่างกับพรรคการเมืองชนชั้นกรรมาชีพอื่นๆ เพียงที่ว่า : ด้านหนึ่ง ในการต่อสู้ของชนชั้นกรรมาชีพประเทศต่างๆ ชาวพรรคคอมมิวนิสต์เน้นและยืนหยัดในผลประโยชน์ร่วมของชนชั้นกรรมาชีพทั้งชนชั้นโดยไม่แบ่งชนชาติ 
&lt;/i&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;i&gt;
&lt;/i&gt;
&lt;p&gt;
&lt;i&gt;
อีกด้านหนึ่ง ในขั้นต่างๆ แห่งการพัฒนาที่ผ่านในการต่อสู้ระหว่างชนชั้นกรรมาชีพกับชนชั้นนายทุนชาว พรรคคอมมิวนิสต์เป็นตัวแทนผลประโยชน์ของขบวนการทั้งขบวนตลอดเวลา.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะฉะนั้น ในด้านการปฏิบัติ ชาวพรรคคอมมิวนิสต์ จึงเป็นส่วนที่เด็ดเดี่ยวที่สุดและเป็นส่วนที่ผลักดันการเคลื่อนไหวให้ก้าวหน้าอยู่ตลอดเวลา ในบรรดาพรรคการเมืองของชนชั้นกรรมกรประเทศต่างๆ ในด้านทฤษฎี พวกเขาล้ำเลิศกว่ามวลชนชนชั้นกรรมาชีพอื่นๆ ก็ตรงที่พวกเขาเข้าใจเงื่อนไข วิถีดำเนินและผลทั่วไปของการเคลื่อนไหวของชนชั้นกรรมาชีพ&lt;/i&gt;”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ข้อความในตอนนี้สำคัญยิ่ง เพราะว่ามันได้แสดงให้เห็นถึง วิธีการมูลฐานของมาร์กซและเองเกลส์ ซึ่งก็คือ การเริ่มจากความเป็นจริงของขบวนการกรรมกร หากมิใช่เริ่มจากความปรารถนาของเราที่มีต่อการเคลื่อนไหวของกรรมกร 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ฝ่าย “ปฏิวัติ” บางฝ่ายซึ่งดิ้นรนเฮือกสุดท้ายอยู่ชายขอบของขบวนการเคลื่อนไหวของกรรมกร ไม่มีปัญญาสร้างความเชื่อมโยงอย่างมีอินทรียภาพที่เป็นจริงกับการเคลื่อนไหวของกรรมกรได้เลย ลัทธิพรรคพวกที่ไร้ผลพวงของพวกเขา แตกต่างราวฟ้ากับดินกับวิธีการที่มาร์กซและเองเกลส์ได้ริเริ่มเสนอไว้ กล่าวสำหรับนักลัทธิมาร์กซแล้ว เบื้องต้นของพรรคการเมืองพรรคหนึ่งคือ แผนการ ความคิดเห็น วิธีการและประเพณีปฏิบัติ ถัดมานำทัศนะเหล่านี้ไปโฆษณาจัดตั้งในหมู่ชนชั้นกรรมกร 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ในวิถีทางประวัติศาสตร์ ชนชั้นกรรมกรจัดตั้งองค์กรมวลชนของตน ก็เพื่อพิทักษ์ผลประโยชน์ของตนและเปลี่ยนแปลงสังคม แรกเริ่มก็คือสหภาพแรงงาน ซึ่งเป็นองค์กรจัดตั้งพื้นฐานของชนชั้นกรรมกร เมื่อถึงขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่ง บรรดากรรมกรจะค่อยๆ รับรู้ว่า &lt;b&gt;ลำพังการต่อสู้เรียกร้องทางเศรษฐกิจบางส่วนนั้นไม่เพียงพอเสียแล้ว &lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ข้อสรุปเช่นนี้ จักต้องมีขึ้นอย่างแน่นอนภายใต้เงื่อนไขปัจจุบัน หากไม่มีการต่อสู้เพื่อความก้าวหน้าของสังคมครั้งแล้วครั้งเล่าภายใต้เงื่อนไขลัทธิทุนนิยม การปฏิวัติของลัทธิสังคมนิยม ก็ไม่อาจเป็นไปได้ จากประสบการณ์แห่งการผละงานและการเดินขบวน ชนชั้นกรรมกรจะได้รับรู้ถึงพลังของตนเอง 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ทว่า เพียงการต่อสู้ที่เป็นไปเองนี้ก็ยังไม่พอ แม้ว่าการนัดหยุดด้วยความสามัคคีที่สุดและได้รับผลสำเร็จที่สุด ก็ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหามูลฐานที่ชนชั้นกรรมกรต้องเผชิญหน้าอยู่ได้เลย เพราะฉะนั้น สิ่งที่อยู่ตรงกันข้ามกับผลสำเร็จของการนัดหยุดงาน ก็คือความพ่ายแพ้มากยิ่งขึ้น
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แม้การได้รับชัยชนะในท้ายที่สุด ค่าจ้างแรงงานที่เพิ่มขึ้นก็ถูกหักด้วยเงินเฟ้อ ชนชั้นนายทุนหยิบยื่นให้ด้วยมือซ้าย แล้วก็เก็บกลับคืนไปด้วยมือขวา ในยามที่เกิดวิกฤตลัทธิทุนนิยม ปฏิกิริยาก็เข้าแทนที่ปฏิรูป ก็เหมือนดังที่เราเห็นในการกระทำของรัฐบาลแบลร์ ปรากฏการณ์เช่นนี้ย่อมมีตรรกะอยู่ในตัว 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
หากคนเรายอมรับในระบอบทุนนิยม คนเราก็ยอมรับกฎหมายของลัทธิทุนนิยม หากคนเราพูดถึง “A” คนเราก็ควรพูดถึง “B” “C” และ “D” การว่างงาน กรรมสิทธิ์ส่วนตัวและการตัดลดรายจ่ายของสังคม ล้วนแต่เกิดจากวิกฤตทั่วไปของลัทธิทุนนิยมทั้งสิ้น 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
นี่คือปัญหาการเมืองอย่างหนึ่งที่อาศัยการเคลื่อนไหวทั้งหมดทางอุตสาหกรรมอย่างเดียวไม่อาจแก้ไขได้ ถึงแม้ว่าการเคลื่อนไหวทางอุตสาหกรรมก็มีความสำคัญก็ตาม ชนชั้นกรรมกรยังจะต้องก้าวข้ามกรอบของสหภาพแรงงาน แล้วก้าวไปสู่ปริมณฑลแห่งการต่อสู้ทางการเมือง
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
สหภาพแรงงานและพรรคการเมืองของกรรมกรที่มีลักษณะมวลชน สร้างขึ้นโดยผ่านการต่อสู้และการเสียสละของชนชั้นกรรมกรในหลายชั่วคน ประวัติศาสตร์ทั้งมวล ล้วนแสดงให้เห็นว่า ก่อนที่จะมีการพิสูจน์ท่ามกลางการปฏิบัติอย่างไม่ลดละนั้น ชนชั้นกรรมกรจะไม่ยอมละทิ้งประเพณีสืบทอดแห่งองค์กรมวลชนของตน 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ประมาณหนึ่งร้อยปีก่อนหน้านี้ สหภาพแรงงานก็ได้ก่อตั้งพรรคการเมืองของกรรมกร ที่เป็นตัวแทนของชนชั้นกรรมกรในรัฐสภาขึ้น พรรคการเมืองของกรรมกรเป็นพรรคที่แสดงออกซึ่งความคิดเห็นของสหภาพแรงงาน แต่ว่า องค์กรมวลชน มิใช่อยู่ในสูญญากาศ พวกเขาได้รับแรงกดดันจากเครื่องมือโฆษณาอันทรงอำนาจของชนชั้นปกครองตลอดเวลา เครื่องมือเหล่านี้กอปรด้วย: ข่าวสาร โทรทัศน์ ศาสนาจักร ไปจนถึงวิธีการกดขี่ การแผ่อิทธิพล และการกัดกร่อนผู้ที่เป็นตัวแทนพรรคกรรมกรชนิดที่นับครั้งไม่ถ้วน 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ข่าวอื้อฉาวเกี่ยวกับพ่อค้าคนหนึ่งบริจาคเงินให้พรรคกรรมกรถึงหนึ่งล้าน ปอนด์เสตอร์ลิงเมื่อเร็วๆ นี้ เป็นเพียงมุมหนึ่งของภูเขาน้ำแข็งเท่านั้น การบริจาคของพ่อค้าย่อมมิใช่ไม่หวังผลตอบแทนอย่างเด็ดขาด แม้ว่าเราจะประเมินความเหลวแหลกนี้ในระดับต่ำก็ตาม
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แรงกดดันของวิสาหกิจขนาดใหญ่ที่มีต่อผู้นำกรรมกร ก็หนักหนาสาหัสเช่นกัน สำหรับผู้นำปีกขวาแล้ว ย่อมไม่มีข้อกังขาเลยว่า จะสามารถรับผลสะเทือนของรัฐ วิสาหกิจขนาดใหญ่ได้ เพราะเดิมทีพวกเขาคือผู้สนับสนุนลัทธิทุนนิยมด้วยน้ำใสใจจริง และเต็มไปด้วยอารมณ์ถากถาง ในช่วงเวลาที่ “ตลาด” เริ่มสลายตัว พวกเขาก็ร้องเพลงสรรเสริญก้องกังวานให้กับมัน ปีกขวาของพรรคกรรมกรยังคงถือลัทธิทุนนิยมไม่ดำรงอยู่อีกต่อไป เป็นรากฐานของตนอย่างหลับหูหลับตา พวกเขาเป็นตัวแทนของอดีต มิใช่ของอนาคต 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แม้พวกเขาคิดเอาเองว่า ตนเป็นอัตถนิยมที่ยิ่งใหญ่ แต่แท้จริงพวกเขาเป็นนักเพ้อฝันเลวที่สุด ความน่าเชื่อถือของพวกเขาในพรรคกรรมกรจะถูกสั่นคลอนในการเคลื่อนในขั้นต่อ ไป ทว่า ภาวะการณ์ของนักลัทธิปฏิรูปฝ่ายซ้าย ก็ไม่ดีไปกว่านี้สักเท่าไรนัก แม้พวกเขาจะมีความถูกต้องในการคัดค้านนโยบายปฏิรูป สวนทางของพวกปีกขวาก็ตาม ทว่า โดยความเป็นจริงพวกเขาก็ไม่มีนโยบายที่ดีไปกว่านี้ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เบื้องหน้าของการยอมรับลัทธิทุนนิยม พวกเขาหวังเพียงให้ระบอบนี้ มีไมตรีจิตและนุ่มนวลมากขึ้น ซึ่งเสมือนหนึ่งการขอร้องพยัคย์ร้ายให้เลิกกินเนื้อ หันมากินหญ้าแทน หากรัฐบาลลัทธิทุนนิยมทั้งหมดในโลก ล้วนใช้นโยบายดังกล่าว (ซึ่งเป็นไปไม่ได้)นั่นก็หมายถึงลัทธิทุนนิยมประสบกับวิกฤตอย่างร้ายแรง แล้วหวนกลับไปหาวิธีตัวเลขแดงทางการคลังของเคนซ์อีกที ซึ่งก็จะกลายเป็นชนวนระเบิดของเงินเฟ้อ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
กล่าวสำหรับชนชั้นกรรมกรแล้ว การเลือกเงินเฟ้อหรือเงินฝืด ก็เสมือนหนึ่งการเลือกว่า &lt;b&gt;จะยอมถูกแขวนคอให้ตายทันที หรือจะยอมถูกรมด้วยความร้อนให้ตายอย่างช้าๆ&lt;/b&gt; เราไม่ต้องการทั้งสองอย่าง คำตอบเพียงหนึ่งเดียวที่เราต้องการก็คือ แปรเปลี่ยนไปสู่ลัทธิสังคมนิยม ซึ่งเป็นหนทางเดียวที่มาร์กซและเองเกลส์กล่าวไว้ใน “แถลงการณ์พรรคคอมมิวนิสต์” ในขณะที่ท่านทั้งสองยังเป็นเยาวชนที่อายุเพียง 29 และ 27 ปี เท่านั้น 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ท่านทั้งสองได้เขียนขึ้นในยุคปฏิกิริยาอันมืดมนที่ชนชั้นกรรมาชีพ ยังไม่คึกคัก “แถลงการณ์ฯ” นี้เขียนที่บรุสเชลข์ หลังจากนั้นผู้เขียนทั้งสอง ก็ต้องถูกขับไล่ให้ลี้ภัยการเมือง แต่แล้ว ณ. เวลาดังกล่าวนั้นเอง ซึ่งก็คือเดือนกุมภาพันธ์ ปี ค.ศ. 1848 “แถลงการณ์พรรคคอมมิวนิสต์” ก็เริ่มเห็นแสงตะวันเป็นครั้งแรก คือการปฏิวัติระเบิดขึ้นตามถนนในกรุงปารีสในปีเดียวกันนี้เอง หลังจากนั้นไม่กี่เดือนการปฏิวัติก็ลามเลียไปทั่วทั้งยุโรปดุจไฟป่า
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
หากจะกล่าวว่าหลังจากนั้น ประวัติศาสตร์สอนอะไรแก่เราบ้าง นั่นก็คือ: ไม่มีใครคนใด และไม่มีเหตุการณ์ใดๆ ที่จะสามารถพังทลายการตัดสินใจอันเด็ดเดี่ยวในการเปลี่ยนแปลงสังคมของชนชั้นกรรมกรที่เกิดขึ้นเองได้ ถูกละ พวกเขาประสบความล้มเหลวในลักษณะโศกนาฏกรรมมากมาย เช่น ความพ่ายแพ้ในปี ค.ศ. 1848 ความพ่ายแพ้ของคอมมูนปารีส จนถึงวันนี้ผลพวงแห่งการปฏิวัติเดือนตุลาคมของรัสเซียที่สูญเสียไปในที่สุด 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่ทว่า แต่ละครั้งของการต่อสู้เช่นนี้ ชนชั้นกรรมกรจะฟื้นตัวจากการถดถอยในแต่ละครั้งได้ในที่สุด และเดินเข้าสู่วิถีทางแห่งการต่อสู้อีกครั้งหนึ่ง เพราะพวกเขาไม่มีทางเลือกอื่นใด เมื่อหวนดูประวัติศาสตร์ จะเห็นว่าสำหรับชนชั้นกรรมกรแล้ว แม้ความพ่ายแพ้ที่ร้ายแรงที่สุด ล้วนเป็นฉากสลับในขบวนการต่อสู้เพื่อปลดปล่อยตนเองในบั้นปลาย.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่ทว่า ประวัติศาสตร์ยังสอนสิ่งอื่นๆ ให้แก่เรา &lt;b&gt;มีแต่ความเด็ดเดี่ยวยังไม่อาจประกันชัยชนะได้ การจะได้มาซึ่งชัยชนะ ยังจำเป็นต้องต่อสู้ด้วยจิตสำนึก ต้องมีแผนการและมีการคาดการณ์&lt;/b&gt; หากไม่มีสิ่งเหล่านี้ เราจักไม่มีวันได้รับชัยชนะเลย แต่ปัจจัยเหล่านี้มิใช่จะลอยลงมาจากฟากฟ้า ยามที่มวลประชาชนลุกขึ้นมาท้าทายการดำรงอยู่ของระเบียบนั้น การวางแผน การวางกลยุทธ์ และการวางยุทธศาสตร์นั้น ดูจะไม่ทันกาลเสียแล้ว ทั้งหมดนี้ จักต้องมีการตระเตรียมล่วงหน้า 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เราจะต้องทำให้ลัทธิมาร์กซชนะใจผู้ก้าวหน้าทุกคนในสังคม ด้วยความอดทน บ่มเพาะและฝึกฝนพวกเขาให้เป็นพลังที่เป็นแกนของลัทธิมาร์กซ พวกเขามาจากโรงงาน เหมืองแร่ สำนักงาน โรงเรียนและมหาวิทยาลัยทุกแห่ง พวกเขาจะเป็นผู้ปฏิบัติงานที่โลดแล่นอยู่สหภาพแรงงานและพรรคการเมืองของกรรมกร โลดแล่นอยู่ในองค์กรของพนักงานร้านค้า และสมาคมอาชีพต่างๆ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เราจะต้องเตรียมงานโฆษณาและปลุกระดมอย่างอดทน ทำให้การต่อสู้ประจำวันกับอนาคตแห่งการปฏิวัติลัทธิสังคมนิยมทั้งหมดประสานกันเข้า มีแต่เช่นนี้เท่านั้น เราจึงจะมีการตระเตรียมที่ดีและวางรากฐานให้แก่การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ ทั้งที่อังกฤษ ยุโรปและขอบเขตทั่วโลก
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ไม่ว่าผู้ใส่ไคล้จะให้ร้ายป้ายสีอย่างไร ลัทธิมาร์กซก็ยังคงเป็นสัจธรรมเสมอ มันไม่เพียงได้วิเคราะห์สังคมปัจจุบันอย่างละเอียดแม่นยำเท่านั้น หากยังเสนอแผนการต่อสู้เพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมในขณะเดียวกันด้วย 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แม้รายละเอียดบางอย่างจะเปลี่ยนไป แต่กล่าวอย่างถึงที่สุดแล้ว &lt;b&gt;ทฤษฎีของ “แถลงการณ์พรรคคอมมิวนิสต์” ยังคงถูกต้องดุจดังวันที่มันก่อกำเนิดขึ้น และยังเหมาะกับทุกวันนี้&lt;/b&gt; แท้ที่จริงแล้ว ณ วันนี้ ในบางด้านของมันมีความถูกต้องยิ่งขึ้นอีก ปี ค.ศ. 1848 กระแสการปฏิวัติม้วนตลบไปทั่วทั้งยุโรป แต่เสียงสะท้อนกลับจากดินแดนนอกยุโรปมีเพียงน้อยนิด 
&lt;/p&gt;
กระแสคลื่นที่เริ่มต้นจากการปฏิวัติเดือนตุลาคมของรัสเซีย เมื่อ ปี พ.ศ. 1917 ไม่เพียงส่งผลสะเทือนต่อยุโรป หากยังส่งผลสะเทือนถึง จีน อินเดีย เปอร์เซียและเตอร์กี ทุกวันนี้ โลกที่สานทอขึ้นจากลัทธิทุนนิยมโลกกำลังฟูมฟักการก้าวกระโดดที่มโหราฬสง่างามยิ่งขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ด้วยเหตุผลที่โลกเราได้ประสานทอขึ้นจากลัทธิทุนนิยมโลกกำลังฟูมฟักการก้าวกระโดดที่มโหฬาฬสง่างามยิ่งขึ้นอีกครั้ง&lt;br /&gt;
&lt;p&gt;
ชัยชนะที่สำคัญใดๆ ก็ตามของชนชั้นกรรมกรในประเทศลัทธิทุนนิยม จะนำไปสู่การที่ลัทธิทุนนิยมถูกโค่นล้มประเทศแล้วประเทศเล่า และสร้างรากฐานอันมั่นคงให้แก่ลัทธิสังคมนิยมอังกฤษ สหพันธ์รัฐลัทธิสังคมนิยมยุโรปและพันธมิตรลัทธิสังคมนิยมแห่งโลก
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
โดย &lt;b&gt;เอลเล็น ไม้ค์ซินส์ วูดส์&lt;/b&gt; ( Ellen Meiksins Wood)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
26 พ.ย. 1997 ณ. ลอนดอน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แปลจาก  &lt;a href=&quot;http://monthlyreview.org/1998/05/01/the-communist-manifesto-after-150-years&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;The Communist Manifesto After 150 Years &lt;/a&gt;นิตยสาร Communist Manifesto today
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ที่มา &lt;a href=&quot;http://www.thaisocialist.com/thaisocialist1/khwam_khid-thvsdi/Entries/2011/1/28_thlngkarn_khxng_stwrrs_thi_21.html&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;Thai Socialist &lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;หมายเหตุ&lt;/b&gt; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
1. ชื่อบทความที่แปลเดิมคือ แถลงการณ์ของศตวรรษที่ 21&lt;br /&gt;
“แถลงการณ์พรรคคอมมิวนิสต์” ก้าวข้ามปีที่ 150 โดย อลัน วูดส์ Alan Woods 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
2.กองบรรณาธิการได้แก้ไขชื่อบทความและคำแปลเล็กน้อย 
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/article/20110613/1977#comments</comments>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/406">marxist</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/284">politics</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/487">theory</category>
 <pubDate>Mon, 13 Jun 2011 00:18:35 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">1977 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
</channel>
</rss>

