Carbon Valley

อำนาจใหม่โผล่ขึ้นที่ปลายขอบฟ้า

tags:

หนังสือ The World is Flat เสนอแนวคิดว่า "โลกาภิวัฒน์" แบ่งออกเป็น 3 ช่วงย่อยๆ แยกตามสิ่งที่กุมอำนาจในช่วงนั้น ซึ่งไล่มาตั้งแต่ "ประเทศ" นับตั้งแต่โคลัมบัสค้นพบทวีปอเมริกาจนถึงปี 1800 แล้วตามมาด้วย "บริษัทข้ามชาติ" ซึ่งใช้อำนาจเม็ดเงินเป็นอาวุธแทนระเบิดและดินปืน ยุคที่สองสิ้นสุดลงพร้อมกับการขึ้นสหัสวรรษใหม่ หนังสือเล่มนี้บอกว่า ปัจจุบันเราอยู่ในยุคที่ "ปัจเจกชน" เป็นใหญ่
แนวคิดนี้ไม่ปฏิเสธเรื่องชาติหรือบริษัท การเติบโตของปัจเจกชนไม่ได้ขึ้นมาแทนที่รัฐชาติหรือองค์กรธุรกิจ เพียงแต่ทำให้ความสำคัญของมันลดลงไป ด้วยเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ ความจำเป็นที่เราต้องพึ่งพิงรัฐชาติหรือบริษัทจำกัดก็ค่อยๆ หายไปตามลำดับ ทุกวันนี้เราสามารถพูดคุยกับคนทุกมุมโลกโดยไม่ต้องผ่านกลไกทางการทูตของรัฐชาติ และซื้อขายสินค้ากับปัจเจกชนคนอื่นได้โดยตรงไม่ต้องผ่านห้างร้านบริษัท

The World is Flat

ขุมพลังแห่งปัจเจกนี้มีพลังอำนาจมากเกินกว่ารัฐชาติ บริษัท หรือแม้แต่ตัวปัจเจกเองจะคาดคิดฝันถึง เราเห็นการรวมพลังของปัจเจกชนเหล่านี้มาช่วยกันแก้ปัญหาขนาดมหึมา หรือสร้างสิ่งมหัศจรรย์ที่เราไม่เคยคาดว่าจะเกิดขึ้นได้ และการรวมพลังยิ่งทรงอำนาจมากขึ้นเป็นทวีคูณเมื่อเกิดเครือข่ายที่เชื่อมปัจเจกชนทุกคนเข้าไว้ด้วยกัน อย่างเช่นอินเทอร์เน็ต
ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา เราเห็นผลงานของปัจเจกชนเหล่านี้ในการสร้างซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ส ซึ่งเทียบเท่าหรือเหนือกว่าซอฟต์แวร์ที่สร้างโดยบริษัทข้ามชาติ เราเห็นการร่วมกันเขียนสารานุกรมออนไลน์วิกิพีเดีย ซึ่งได้รับการพิสูจน์แล้วว่าไม่ด้อยคุณภาพไปกว่าสารานุกรมบริทานิกา ซึ่งเขียนโดยกลุ่มนักวิชาการชั้นสูง ทุกวันนี้เหล่าปัจเจกชนกำลังร่วมมือกันสร้าง เมกะโปรเจคต์ อื่นๆ อีกมากมาย เช่น การระบุตำแหน่งและรายละเอียดอาคารของหัวเมืองทั่วโลกใน Google Earth, การแบ่งพลังของคอมพิวเตอร์ตัวเองมาช่วยคำนวณโครงสร้างของโปรตีนในโครงการ Folding@home และยังไม่นับรวมการผลิตเนื้อหา ข่าวสาร บทความ ความคิดเห็น รูปภาพ ดนตรี วิดีโอ และสื่อต่างๆ โดยไม่ต้องผ่านองค์กรอื่นใดอีกจำนวนมหาศาล
พลังปัจเจกที่โตขึ้นเรื่อยๆ เริ่มเปลี่ยนจากขุมพลังทางเลือกเข้าสู่กระแสหลัก นักคิดนักเขียนจำนวนหนึ่งเริ่มเล็งเห็นถึงพลานุภาพของปัจเจกชนเหล่านี้ และเริ่มเขียนหรือชี้ให้เห็นความสำคัญที่คนส่วนใหญ่ในสังคมยังมองข้าม หนังสือ The World is Flat เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่ง เรายังเห็นการพูดถึงเรื่องราวเหล่านี้ด้วยความถี่ที่เพิ่มขึ้นในวารสาร เว็บไซต์ หนังสือพิมพ์ต่างๆ ในระยะหลัง
จุดเปลี่ยนสำคัญอยู่ที่ปลายปี 2006 เมื่อสื่อยักษ์ใหญ่ที่ทรงอิทธิพลอย่างหนังสือ TIME ประกาศรางวัล Person of the Year หรือบุคคลที่ทรงอิทธิพลต่อโลกในรอบปี ซึ่งผู้ชนะในปีนั้นได้แก่ "You" หรือพวกคุณทุกคนที่ร่วมกันสร้างสรรค์ผลงานมหัศจรรย์ผ่านอินเทอร์เน็ตนั่นเอง การบ่งชี้ของ TIME ครั้งนี้ได้ก่อเกิดคลื่นความตื่นตัวลูกใหญ่ ที่ทำให้ปัจเจกชนทั่วโลกที่ยังหลับใหลอยู่อีกมากเห็นความสำคัญของขุมพลังนี้ และเข้าร่วมจนทวีความสำคัญของมันยิ่งขึ้นไปอีก

Time Person of the Year

อย่างไรก็ตามขุมพลังนี้ไม่ได้เติบโตแต่ในทางสร้างสรรค์ไม่เบียดเบียนใครเพียงอย่างเดียว การเติบโตของมันอยู่ในขั้นที่เริ่ม "ล้ำเส้น" อำนาจเก่าเสียแล้ว และการที่มันเป็นสิ่งที่ใหม่มาก ทำให้อำนาจเก่ายังงงงวยอยู่ว่าจะจัดการกับมันอย่างไร แถมอำนาจใหม่เองก็ไม่รู้จะใช้พลังของตัวเองไปทางไหนเช่นกัน
กรณี YouTube ในประเทศไทยถือเป็นตัวอย่างที่ดีมากของการ "ล้ำเส้น" ที่ว่านี้ YouTube เป็นตัวแทนของสื่อแขนงใหม่ที่ไม่ต้องผ่านอำนาจเก่าซึ่งในที่นี้คือรัฐชาติ ปัจเจกชนแต่ละคนสามารถสร้างและส่งผ่านเนื้อหาระหว่างกันได้โดยตรง ไม่ต้องผ่านการตรวจสอบจากภาครัฐก่อน เมื่อเกิดมีเนื้อหาที่ล้ำเส้นอำนาจรัฐเดิมขึ้นมา ฝ่ายรัฐจึงพิศวงงงงวยว่าจะจัดการกับมันอย่างไร และสุดท้ายก็นำวิธีแบบเก่าที่ตัวเองคุ้นเคยมาเป็นศตวรรษมาใช้ นั่นคือปิดกั้นมันเสีย เคสรูปแบบเดียวกันนี้ไม่เพียงแต่เกิดในประเทศไทยเท่านั้น ยังเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีกกับรัฐบาลของอีกหลายประเทศทั่วโลก
กรณี YouTube ยังเป็นตัวอย่างที่ดีในการล้ำเส้นอำนาจเก่าลำดับที่สอง ซึ่งหมายถึงบริษัทสื่อข้ามชาติ จากเดิมที่บริษัทสื่อขนาดใหญ่เป็นผู้ผูกขาดด้านความบันเทิงทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเพลงหรือภาพยนตร์ และใช้รูปแบบทางธุรกิจมาตีกรอบให้เหล่าปัจเจกเลือกในเฉพาะสิ่งที่บริษัทเองอยากให้เป็น เมื่อเทคโนโลยีใหม่ก้าวหน้ามาถึงขั้นที่ปัจเจกชนสามารถท้าทายบริษัทเหล่านี้ได้ เราจึงเห็นการแจกจ่ายเพลง หนัง วิดีโอ และเนื้อหาชนิดอื่นๆ อย่างเสรีในอินเทอร์เน็ตโดยที่บริษัทได้แต่เพียงมองดูและร้องโวยวาย เพราะการใช้เครื่องมือแบบเดิมอย่างกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญานั้น ดูจะใช้ไม่ได้เสียแล้ว
ความขัดแย้งระหว่างรัฐชาติ/บริษัทกับปัจเจกมีตัวอย่างให้เห็นมากมายมหาศาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมนุษย์แต่ละคนสวมบททั้งเป็นปัจเจกชน พนักงานบริษัทหรือผู้บริโภคสินค้า และสมาชิกคนหนึ่งของรัฐชาติ เราแทบบอกได้ว่าถ้ายกเทคโนโลยีอันใดอันหนึ่งขึ้นมา เราจะสามารถหาตัวอย่างความขัดแย้งระหว่างบทบาททั้งสามนี้ได้เสมอ เช่น การเขียนบล็อกของปัจเจกชน อาจส่งผลกระทบต่อบริษัท (ความลับทางการค้า) และรัฐชาติ (การวิพากษ์วิจารณ์สิ่งต้องห้ามของรัฐชาติ หรือที่รัฐชาติมักเรียกว่า ความมั่นคง) เป็นต้น
ผู้เขียนเชื่อว่าทั้งรัฐชาติ บริษัท และปัจเจกชนเองต่างก็อยู่ในช่วงเรียนรู้ถึงพลังอำนาจใหม่นี้ (และวิธีที่จะใช้มันโดยอยู่ร่วมกับอำนาจเก่าได้) เราจะเห็นปริมาณความขัดแย้งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคตอันใกล้ ก่อนจะลดลงตามมาเมื่อทั้งสามฝ่ายเริ่มหาจุดยืนใหม่ของตัวเองได้ ดังที่บริษัทเคยประสบกับการท้าทายรัฐชาติมาก่อนแล้ว

 

นำมาจาก www.palawat.com 

 

ศรศิลป์

ขอร่วมต้อนรับอำนาจใหม่ด้วยคน
ร่วมให้กำลังใจอำนาจใหม่ก้าวข้ามพ้นขอบเขตจินตนาการทั้งปวง
ที่ Status Quo ขีดกรอบครอบงำไว้

มีแง่คิดที่ดีครับ

ไท

ต้อนรับครับ
ชอบอันล่างสุด
"...ความขัดแย้งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆในอนาคตอันใกล้...ก่อนจะลดลงตามมาเมื่อทั้งสามฝ่ายเริ่มหาจุดยืนใหม่ของตัวเองได้..."

เท่าที่ผ่านมาในอดีต เคยเกิดความ่ขัดแย้ง จนถึงขั้นเปลี่ยนแปลงดุลอำนาจมาหลายครั้ง
ประชาชนจะได้เป็นใหญ่ในแผ่นดินสักที
แต่สุดท้ายก็ล้มเหลว
"เมื่อทั้งสามฝ่ายเริ่มหาจุดยืนใหม่ของตัวเองได้"

ความผิดพลาดที่ผ่านมา คือ ในช่วงแห่งความขัดแย้งที่เป็นโอกาส ก่อนที่ทุกฝ่ายจะปรับเข้าสมดุลนั้น
เป็นช่วงเวลาแห่งการต่อสู้ช่วงชิง ฐานที่มั่น

ใครเรียนรู้ระบบใหม่ได้เร็วกว่า ถูกต้องกว่า ย่อมสามารถสร้างจุดสมดุลในระยะยาวได้ดีกว่า
เช่นเดียวกับ การเจรจาต่อรอง ใครพร้อมกว่าย่อมได้เปรียบ

แน่นอน ทุกฝ่ายย่อมเรียนรู้ปรับตัว แต่ในโลกแห่งการแข่งขันนั้น ผู้ปรับตัวได้เร็วกว่าคือผู้ชนะ
ที่ผ่านมา ฝ่ายอภิชน เรียนรู้ได้ดีกว่า แม้จะแพ้เป็นบางช่วง แต่ก็กลับมาได้เปรียบเสมอ
เนื่องจากความผิดพลาดและอ่อนด้อยของฝ่ายประชาชน ซึ่งอาจขาดประสบการณ์และการเตรียมพร้อม

ภาคประชาชน มีการเตรียมพร้อม เรียนรู้วิธีใหม่แล้วหรือยัง
(เรียนรู้แบบธรรมดาไม่เพียงพอ ยังต้องเหนือกว่าคู่แข่งด้วยนะครับ)

บทความ

อ่านบทความย้อนหลังทั้งหมด

กลุ่มศึกษาทฤษฎี

รวมเว็บไซต์น่าสนใจ

ล็อกอิน หรือ สมัครสมาชิก เพื่อเสนอความเห็นหรือตั้งกระทู้