Carbon Valley

เมื่อพลังประมวลผล กลายเป็นสาธารณูปโภคพื้นฐาน

tags:

ในเชิงเศรษฐศาสตร์ปัจจุบัน การผลิตหรือจัดการสาธารณูปโภคพื้นฐานที่ส่วนกลาง แล้วส่งให้ประชาชนใช้ตามสายหรือท่อ เป็นวิธีที่คุ้มกว่าให้แต่ละครัวเรือนทำหน้าที่ผลิต/จัดการกันเอง

เราเห็นตัวอย่างเหล่านี้ในชีวิตประจำวัน

  • ไฟฟ้า
  • น้ำประปา
  • โทรศัพท์
  • ความร้อน (ประเทศไทยไม่มีแต่บางประเทศต้มน้ำร้อนแล้วส่งทางท่อ ทำหน้าที่แทนฮีตเตอร์)
  • ความเย็น (แอร์ตึกขนาดใหญ่ส่งตามท่อ ไม่มีเครื่องปรับอากาศเองในห้อง)

ประชาชนไม่จำเป็นต้องรู้ว่าโรงไฟฟ้า โรงกรองน้ำประปาอยู่ที่ไหน ขอเพียงแค่มีท่อหรือสายส่งเข้าถึงอย่างสะดวก มีเสถียรภาพ ได้ใช้เสมอเมื่อต้องการ และมีคุณภาพอยู่ในระดับมาตรฐานตามที่คาดหวัง ก็เพียงพอแล้ว

คอมพิวเตอร์เองก็กำลังกลายมาเป็นหนึ่งในสาธารณูปโภคเหล่านี้ ถ้าพูดให้ถูกต้องระบุว่าเป็น "พลังประมวลผล" ของคอมพิวเตอร์ต่างหาก

คอมพิวเตอร์พีซีที่เราใช้กันทุกวันนี้ ดึงพลังงานผ่านทางสายไฟฟ้า และเชื่อมต่อกับระบบคอมพิวเตอร์อื่นๆ ผ่านสายโทรศัพท์ แต่การประมวลผลทั้งหมดยังเกิดขึ้นภายในกล่องสี่เหลี่ยมอยู่ และการที่คอมพิวเตอร์มีจำนวนมากขึ้นอย่างก้าวกระโดด ทำให้เกิดภาระในการบำรุงรักษา รวมถึงคอมพิวเตอร์พีซีส่วนใหญ่ถูกใช้ไม่คุ้มกับสมรรถนะที่มี (ภาษาเทคนิคเรียกว่ามี utilization ต่ำ) เพราะเรามักเปิดคอมพิวเตอร์ทิ้งไว้โดยไม่ทำงานอะไรให้เปลืองไฟเล่น ทำงานไม่คุ้มกับมูลค่าทรัพย์สินที่ซื้อมา

เมื่อความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีพัฒนาขึ้น จึงมีคนเสนอแนวคิดว่าทำไมเราไม่นำเอา "การประมวลผล" ไปรวมไว้ที่ส่วนกลาง แบบเดียวกับพลังงานหรือการสื่อสารล่ะ?

แนวคิดนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ สมัยที่คอมพิวเตอร์กำลังเริ่มต้นพัฒนาและมีราคาแพงมาก หน่วยงานมักมีคอมพิวเตอร์เมนเฟรมขนาดใหญ่ ที่มีพลังประมวลผลสูง (ในสมัยนั้น) เพียงเครื่องเดียว และให้พนักงานล็อกอินระยะไกลจากอุปกรณ์ที่เรียกว่า dumb terminal (มีเฉพาะจอภาพกับคีย์บอร์ด) เพื่อเข้าใช้งานยังเมนเฟรมเครื่องนั้น แต่เมื่อคอมพิวเตอร์พีซีพัฒนาขึ้นมาโดยมีสมรรถนะสูงขึ้น และราคาที่ถูกลง วิธีการใช้งานจึงเปลี่ยนมาเป็นผู้ใช้ทุกคนมีคอมพิวเตอร์เอง แต่เมื่อเทคโนโลยีด้านเซิร์ฟเวอร์ก้าวหน้า เราสามารถสร้างเซิร์ฟเวอร์ที่มีอัตราส่วนประสิทธิภาพต่อราคาได้ใกล้เคียงกับเมนเฟรมสมัยก่อน แนวโน้มจึงกลับไปเป็นแบบเดิมอีกครั้ง

ปัจจุบันในหน่วยงานวิจัยชั้นสูงของโลก หรือบริษัทไอทีขนาดใหญ่อย่างเช่นกูเกิล ได้มีการสร้างคอมพิวเตอร์สมรรถนะสูงโดยใช้เซิร์ฟเวอร์หลายตัวมาช่วยกันทำงาน โดยเรียกมันว่าระบบคลัสเตอร์ (cluster) หรือกริด (grid) ทำหน้าที่คอยให้บริการผู้ใช้เป็นล้านๆ คนโดยที่ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องรู้ว่าระบบคลัสเตอร์เหล่านี้ตั้งอยู่ที่ไหน

ตัวอย่างที่ใกล้ตัวคือเว็บไซต์กูเกิลให้บริการผลการค้นหาหลายร้อยล้านหน้าในแต่ละวัน เบื้องหลังของบริการเหล่านี้คือเซิร์ฟเวอร์ประมาณ 450,000 เครื่องกำลังทำงานอยู่ตลอดเวลาตามศูนย์คอมพิวเตอร์ 6 แห่งของกูเกิลทั่วโลก 1

การสร้างระบบคอมพิวเตอร์สมรรถนะสูงระดับนี้ต้องใช้เงินลงทุนมหาศาล นอกจากด้านประสิทธิภาพของระบบแล้ว ความเสถียรก็เป็นสิ่งสำคัญ หน่วยงานเจ้าของระบบคอมพิวเตอร์เหล่านี้มีค่าใช้จ่ายในด้านพลังงาน การระบายความร้อน ค่าจ้างพนักงานที่เชี่ยวชาญการดูแลรักษา และอื่นๆ อีกมากมาย เพียงแต่มันเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า และหาคู่แข่งได้ยาก แทบไม่มีโอกาสเลยที่บริษัทเล็กๆ จะสามารถสร้างระบบคอมพิวเตอร์ที่มีเสถียรภาพสูงเท่ากับบรรดายักษ์ใหญ่ โดยให้ราคาที่สามารถแข่งขันกับยักษ์ใหญ่ได้ด้วย

ดังนั้นทางออกที่ win-win กันทุกฝ่าย ก็คือบริษัทยักษ์ใหญ่ขายพลังประมวลผลที่ตัวเองมีอยู่อย่างเหลือเฟือ (และยังใช้ไม่คุ้มค่ากับเงินลงทุนด้านโครงสร้างและฮาร์ดแวร์ที่จ่ายไป) ให้กับบริษัทเล็กๆ ที่อยากได้พลังประมวลผล แต่ไม่ต้องการเปลืองแรงเปลืองเงินสร้างระบบขึ้นมาเอง แถมยังได้เสถียรภาพในระดับเดียวกับยักษ์ข้ามชาติเหล่านี้อีกด้วย

บริษัทที่เป็นผู้นำในเรื่องนี้คือ Amazon.com

Amazon.com เป็นร้านขายหนังสือออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก (ปัจจุบันหันมาขายสินค้าปลีกอย่างอื่นนอกจากหนังสือเพิ่มด้วย) Amazon ต้องลงทุนในเซิร์ฟเวอร์สำหรับระบบขายสินค้าเป็นเงินมหาศาล และพบว่ามีพลังประมวลผลและพื้นที่เก็บข้อมูลจำนวนมากไม่ถูกใช้ (แต่คอมพิวเตอร์ยังต้องเปิดกินไฟ เปลืองค่าดูแลรักษาอยู่) Amazon จึงนำเอาพลังประมวลผลและพื้นที่เก็บข้อมูลมาแบ่งขาย ในชื่อ Amazon EC2 (ย่อมาจาก Amazon Elastic Compute Cloud) และ Amazon S3 (Amazon Simple Storage Service) ตามลำดับ

Amazon S3 คิดราคาพื้นที่ 1GB ต่อเดือนเป็นเงิน 15 เซ็นต์ (ประมาณ 5 บาท) และคิดค่าโอนถ่ายข้อมูล (transfer) อีกต่างหาก ถ้าเราคิดราคาพื้นที่เก็บข้อมูลของฮาร์ดดิสก์ที่วางขายในท้องตลาดปัจจุบัน 160GB ราคาประมาณ 3,500 บาท ก็จะตก GB ละ 22 บาทตลอดอายุการใช้งานของฮาร์ดดิสก์ ถ้าคิดเทียบแบนนี้อาจรู้สึกว่า S3 แพง แต่ในความเป็นจริงแล้วค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษา ค่าไฟฟ้า ค่าเชื่อมต่อเครือข่าย และค่าใช้จ่ายจิปาถะอื่นๆ นับรวมกันแพงกว่าค่าตัวฮาร์ดดิสก์มาก เมื่อ S3 เปิดให้บริการ หลายบริษัทที่มีความจำเป็นต้องใช้พื้นที่เก็บข้อมูลขนาดใหญ่จึงมองว่าคุ้มยิ่งกว่าคุ้ม

ถ้าดูรายชื่อลูกค้าของ S3 คงช่วยพิสูจน์แนวโน้มของอุตสาหกรรมได้ไม่น้อย เพราะชื่อชั้นลูกค้าอย่างไมโครซอฟท์หรือซีร็อกซ์คงช่วยรับประกันความน่าเชื่อถือได้เป็นอย่างดี ปัจจุบันมีบริษัทหน้าใหม่ที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับเว็บ ใช้บริการพื้นที่เก็บข้อมูลของ S3 เพื่อที่ตัวเองจะได้มุ่งเป้าสนใจเฉพาะ core business ของบริษัทเท่านั้น ไม่ต้องมายุ่งวุ่นวายกับการบริหารจัดการเซิร์ฟเวอร์

นอกจาก Amazon แล้ว บริษัทไอทียักษ์ใหญ่อีกแห่งที่มุ่งจับตลาดพลังประมวลผลคือ ซัน ไมโครซิสเต็มส์ โดยใช้บุคคลทั่วไปได้เช่าใช้ระบบกริดคอมพิวเตอร์ของซัน ในราคา 1 ดอลลาร์สหรัฐต่อซีพียูต่อชั่วโมง 2

ตัวอย่างที่ยกมาคงแสดงให้เห็นว่าวิธีคิดของอุตสาหกรรมไอทีกำลังเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง บริษัทเล็กๆ จะมีที่ยืนน้อยลงด้วยเหตุผลด้าน Economy of Scale ทำให้บริษัทใหญ่ได้เปรียบด้านฮาร์ดแวร์ เรื่องนี้ย่อมส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมไอทีของไทยอย่างมาก เนื่องจากบริษัทขนาดเล็กหรือกลางในประเทศ จะเจอกับคู่แข่งใหม่ชื่อกระเดื่องก้องโลกอย่างกูเกิล Amazon และซัน ที่ไม่สนใจว่าพรมแดนขอบเขตประเทศจะมีอยู่หรือไม่

อ้างอิง

  1. ข้อมูลจาก Wikipedia
  2. Sun Grid Compute Utility

นำมาจาก www.palawat.com

ศรศิลป์

อยากให้คุณ mk ช่วยจินตนาการภาพข้างหน้า
ในหลายหลากเส้นทางที่เป็นไปได้เกี่ยวกับ
สาธารณูปโภคพื้นฐานในโลกไซเบอร์
เพื่อช่วยให้ผู้คนที่อยู่ชายขอบไซเบอร์สเปซ
อย่างศรศิลป์และอีกหลายๆ คน
ได้เกิดจินตภาพที่ชัดเจนขึ้น
ขอขอบคุณล่วงหน้า

แม้อยากจะแลกเปลี่ยนความคิดเห็น
แต่จนใจที่ความรับรู้และข่าวสารที่มีอยู่จ้อยกระจิดเกิน

จินตภาพนี้มีคนคิดไว้บ้างแล้วครับ ถ้าเอาเฉพาะที่เกี่ยวกับบทความนี้ มีแนวคิดที่เรียกว่า Ubiquitous Computing (ผมไม่รู้จะเรียกภาษาไทยอย่างไร) หมายถึงคอมพิวเตอร์ฝังตัวอยู่ทุกที่ อาจเป็นในเสื้อผ้าหรือในกำแพง ถ้าเอาแบบปัจจุบันก็ในมือถือ เกมกด นาฬิกา พวกสมาร์ทการ์ด หรือป้ายสินค้าแบบ RFID ที่กำลังจะนำมาใช้ก็ใช่

คอมพิวเตอร์เหล่านี้ไม่จำเป็นต้องมีพลังประมวลผลสูง ขอเพียงทำหน้าที่ที่มันได้รับมอบหมายให้ดี และใช้พลังงานต่ำก็พอ เมื่อมีความจำเป็นต้องใช้การทำงานที่สูงเกินจากปกติ ก็ติดต่อไปยัง “ท่อ” ที่ว่าไว้ในบทความนี้ แล้วขอยืมพลังประมวลผลมาทำงานแทน

ถ้าไม่เอาเวอร์ขนาดนั้น ทุกวันนี้หน่วยงานบางแห่งก็เริ่มลดคอมพิวเตอร์พีซีแบบเดิมที่ไม่จำเป็น หันมาใช้คอมพิวเตอร์พกพาขนาดเล็ก อย่างเช่น สุกี้ MK ให้พนักงานพก PDA สำหรับออเดอร์ (ส่วนหน่วยประมวลผลออเดอร์ อยู่ที่เซิร์ฟเวอร์กลางของร้าน) หรือที่พวกโรงพยาบาลให้หมอใช้ Tablet PC แทนชาร์ทคนไข้แบบกระดาษ พวกนี้ก็เป็นพัฒนาการในขั้นต้นของสิ่งที่ว่ามานี้ทั้งนนั้นครับ

ศรศิลป์

แล้วคุณ mk คิดว่า
เราจะนำแนวโน้มใหม่ของโลกนี้
มาเป็นประโยชน์แก่ปวงชนในภาคเกษตรกรรม
อันเป็นภาคล้าหลังที่สุดทางเศรษฐกิจได้อย่างไร?
(โดยอย่าเพิ่งไปมองบทบาทของรัฐ)

IT ย่อมาจาก Information Technology แปลเป็นไทยธรรมดาก็คือเทคโนโลยีที่ทำให้เราเข้าถึงข้อมูลได้ ในกรณีสำหรับเกษตรกรตามโจทย์ที่ให้มา ก็คงเป็นการให้เกษตรกรเข้าถึงข้อมูลที่ควรรู้ (เช่น ลมฟ้าอากาศ ข้อมูลราคาพืชผล) มากกว่าจะเป็นการปรับปรุงประสิทธิภาพในการผลิตดังเช่นเทคโนโลยีแขนงอื่น

ดังนั้นเราต้องมองในสองระดับ คือ วิธีการเข้าถึงข้อมูล และ ตัวข้อมูลเอง

สำหรับเรื่องแรกได้มีความพยายามมากมายในการช่วยลด “ความเหลื่อมล้ำทางเทคโนโลยี” (digital divide) อยากให้คุณศรศิลป์ลองดูโครงการ Simputer ซึ่งเป็นคอมพิวเตอร์พกพาขนาดเล็ก ราคาถูกของอินเดีย มีจุดประสงค์เพื่อให้เกษตรกรได้ดูราคาพืชผล แต่สุดท้ายก็ล้มเหลวไปด้วยเหตุผลด้านธุรกิจ แต่แน่นอนยังมีโครงการอื่นๆ ในทำนองเดียวกันอีกมากมาย ที่โด่งดังก็คือ แล็ปท็อปร้อยเหรียญ ของ MIT ที่มุ่งเป้าไปยังเด็กๆ หัวข้อนี้ยังมีเรื่องให้พูดถึงได้อีกมาก ไว้จะเขียนเป็นคอลัมน์ยาวๆ ดีกว่า

แต่อันที่ผมเป็นห่วงคือ “ตัวข้อมูล” เอง หากแม้นเราสร้างระบบการเข้าถึงข้อมูลได้ดีเพียงไหน แต่ถ้าผู้กุมข้อมูลเหล่านั้น (ซึ่งโดยมากมักจะเป็นรัฐ เช่น กรมอุตุ กรมทรัพยากรธรณี กรมชลประทาน) ไม่สามารถหรือไม่สนใจจะนำข้อมูลพวกนี้มาบริการประชาชนอย่างมีคุณภาพแล้ว ก็แทบไม่เกิดประโยชน์แต่อย่างใด

ศรศิลป์

เห็นด้วยกับที่คุณ mk เป็นห่วง
นั่นก็คือปัญหาด้านการจัดการ "เนื้อหาสาระ"
ซึ่งทั้งต้องง่ายต่อการทำความเข้าใจ
เป็นประโยชน์ต่อวิถีชีวิตและการผลิต
และทำให้เกษตรกรสามารถรู้เท่าทันโลก

ส่วนปัญหาทางเทคโนโลยีในยุคปัจจุบันนั้น
น่าจะไม่เป็นอุปสรรคสำคัญอีกต่อไป

บทความ

อ่านบทความย้อนหลังทั้งหมด

กลุ่มศึกษาทฤษฎี

รวมเว็บไซต์น่าสนใจ

ล็อกอิน หรือ สมัครสมาชิก เพื่อเสนอความเห็นหรือตั้งกระทู้