<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<rss version="2.0" xml:base="http://www.arayachon.org" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
<channel>
 <title>เรื่องจากคอลัมน์</title>
 <link>http://www.arayachon.org/column</link>
 <description>เรื่องจากคอลัมน์</description>
 <language>th</language>
<item>
 <title>ศึกษาวัตถุนิยมวิภาษ บทที่ 3 ความเกี่ยวพันทั่วไปของโลกวัตถุ</title>
 <link>http://www.arayachon.org/sansab/20120120/2044</link>
 <description>บทนี้ มีเนื้อหาสำคัญคือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1. จินตภาพของความเกี่ยวพันที่มีลักษณะทั่วไปของโลกวัตถุ&lt;br /&gt;
2.ความเกี่ยวพันระหว่างเหตุกับผล &lt;br /&gt;
3. ความเกี่ยวพันระหว่างความบังเอิญกับความแน่นอน &lt;br /&gt;
4.  ความเกี่ยวพันระหว่างความเป็นไปได้กับความเป็นจริง &lt;br /&gt;
5.  ความเกี่ยวพันระหว่างรูปแบบกับเนื้อหา &lt;br /&gt;
6. ความเกี่ยวพันระหว่างธาตุแท้กับปรากฎการณ์ &lt;br /&gt;
7. ความเกี่ยวพันระหว่างเหตุภายในกับเหตุภายนอก &lt;br /&gt;
8.ความเกี่ยวพันระหว่างกฎเกณฑ์กับธาตุแท้ เพื่อเข้าใจว่า &lt;b&gt;คนเราสามารถรับรู้และใช้กฎเกณฑ์ได้ แต่ไม่อาจสร้างและทำลายกฎเกณฑ์ได้&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เชิญทัศนาได้โดยพลันใน &lt;a href=&quot;/files/Section_3.pdf&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;บทที่ 3&lt;/a&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/sansab/20120120/2044#comments</comments>
 <enclosure url="http://www.arayachon.org/files/Section_3.pdf" length="752488" type="application/pdf" />
 <pubDate>Fri, 20 Jan 2012 00:59:45 +0700</pubDate>
 <dc:creator>ไท</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">2044 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>ลบล้างผลรัฐประหาร 49 แก้ไข ม.112 เยียวยาผู้เสียหายและจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่</title>
 <link>http://www.arayachon.org/editorial/20110920/2020</link>
 <description>&lt;p&gt;
กองบรรณาธิการได้พิจารณาแถลงการณ์คณะนิติราษฎร์ เนื่องในโอกาสครบรอบ ๑ ปีนิติราษฎร์ เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2554  ขอสนับสนุนข้อเสนอ 4 ข้อในแถลงการณ์ดังกล่าว ดังนี้ 
&lt;/p&gt;
&lt;blockquote&gt;
	&lt;br /&gt;
	&lt;div align=&quot;center&quot;&gt;
	&lt;b&gt;แถลงการณ์คณะนิติราษฎร์&lt;br /&gt;
	เนื่องในโอกาสครบรอบ ๑ ปีนิติราษฎร์&lt;br /&gt;
	&lt;/b&gt;
	&lt;/div&gt;
	&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	&lt;b&gt;ประเด็นที่ ๑ &lt;br /&gt;
	การลบล้างผลพวงของรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	รัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ทำลายนิติรัฐ-ประชาธิปไตย และยังเป็นต้นเหตุของปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ด้วยเหตุนี้ คณะนิติราษฎร์จึงเสนอให้มีการลบล้างผลพวงของรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ดังต่อไปนี้ &lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	๑. ประกาศให้รัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ และการกระทำใดๆที่มุ่งต่อผลในทางกฎหมายของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ตั้งแต่วันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ จนถึงวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๔๙ เสียเปล่าและถือว่าไม่เคยเกิดขึ้นและไม่เคยมีผลในทางกฎหมาย&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	๒. ประกาศให้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๔๙ มาตรา ๓๖ และมาตรา ๓๗ เสียเปล่าและถือว่าไม่เคยเกิดขึ้นและไม่เคยมีผลในทางกฎหมาย&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	๓.  ประกาศให้คำวินิจฉัยของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่อาศัยอำนาจตามประกาศของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.)&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	และคำวินิจฉัยของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่เป็นผลต่อเนื่องจากรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ &lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาคำวินิจฉัยและคำพิพากษาที่เกิดจากการเริ่มกระบวนการโดยคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ซึ่งได้รับการแต่งตั้งโดยคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.)  เสียเปล่าและถือว่าไม่เคยเกิดขึ้นและไม่เคยมีผลในทางกฎหมาย&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	๔. ประกาศให้เรื่องที่อยู่ในกระบวนพิจารณาในชั้นเจ้าหน้าที่ และเรื่องที่อยู่ในกระบวนพิจารณาในชั้นศาล ที่เกิดจากการเริ่มเรื่องโดยคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) เป็นอันยุติลง &lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	๕. การประกาศความเสียเปล่าของบรรดาคำวินิจฉัยและคำพิพากษาตามข้อ ๓ และการยุติลงของกระบวนการตามข้อ ๔ ไม่ใช่เป็นการนิรโทษกรรมหรือการอภัยโทษหรือการล้างมลทินแก่บุคคลที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิด  และไม่ใช่เป็นการลบล้างการกระทำทั้งหลายทั้งปวงของผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิด ดังนั้น หากจะเริ่มดำเนินคดีกับบุคคลดังกล่าวใหม่ก็สามารถกระทำไปตามกระบวนการทางกฎหมายปกติได้&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	๖. เพื่อความชอบธรรมทางประชาธิปไตย คณะนิติราษฎร์เสนอให้นำข้อเสนอดังกล่าวข้างต้นไปจัดทำเป็นร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมและนำไปให้ประชาชนออกเสียงประชามติ&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	&lt;b&gt;ประเด็นที่ ๒ &lt;br /&gt;
	การแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	ตามที่คณะนิติราษฎร์ได้จัดทำข้อเสนอการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ และนำเสนอสู่สาธารณะตั้งแต่วันที่ ๒๗ มีนาคม ๒๕๕๔ แล้วนั้น&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	๑. คณะนิติราษฎร์ยังยืนยันว่าประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ มีปัญหาทั้งในแง่ตัวบทกฎหมาย การบังคับใช้ และอุดมการณ์ และจำเป็นต้องแก้ไข บุคคลที่เกี่ยวข้องไม่ควรปฏิเสธว่าประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ ไม่มีปัญหาและไม่จำเป็นต้องแก้ไข ทั้งที่ยังไม่มีการศึกษาและอภิปรายในวงกว้างอย่างจริงจัง&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	๒. คณะนิติราษฎร์เห็นว่าประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในประเด็นเรื่องความสมดุลระหว่างความร้ายแรงของการกระทำอันเป็นความผิดกับโทษที่ผู้กระทำความผิดนั้นควรได้รับ จึงไม่เป็นไปตามหลักความพอสมควรแก่เหตุซึ่งได้รับการรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๙&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	๓. คณะนิติราษฎร์เสนอให้คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนในประเด็นประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ เพื่อเสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรีต่อไปตามพระราชบัญญัติคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย พ.ศ.๒๕๕๓ มาตรา ๑๙ (๓)&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	&lt;b&gt;ประเด็นที่ ๓ &lt;br /&gt;
	กระบวนการยุติธรรมกับผู้ต้องหาหรือจำเลย&lt;br /&gt;
	และการเยียวยาผู้ได้รับความเสียหายภายหลังรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ &lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	สืบเนื่องจากการรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ประเทศไทยต้องตกอยู่ในสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองเรื่อยมา มีการชุมนุมของฝ่ายต่างๆ  มีการใช้ความรุนแรง มีผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิด และมีผู้ได้รับความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สิน ดังนั้น เพื่ออำนวยความยุติธรรมแก่ทุกฝ่าย และเพื่อบรรเทาความเสียหายของประชาชน คณะนิติราษฎร์จึงเสนอให้ดำเนินการดังต่อไปนี้โดยเร่งด่วน และเป็นรูปธรรม&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	๑.  คณะนิติราษฎร์ไม่เห็นด้วยกับการออกกฎหมายนิรโทษกรรมที่มีเป้าหมายแอบแฝงเพื่อยุติกระบวนการพิสูจน์ความจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ความรุนแรงครั้งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ผ่านมา  &lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	อย่างไรก็ดี สิทธิของผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดโดยมีมูลเหตุจูงใจทางการเมือง หรือมีประเด็นทางการเมืองเป็นองค์ประกอบอย่างมีนัยสำคัญ ต้องได้รับการประกันตามกระบวนการที่ถูกต้องและเป็นธรรม (Due Process) ในลักษณะที่ไม่แตกต่างจากผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดในกรณีทั่วไป &lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	สิทธิที่จะได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวต้องถูกพิจารณาโดยเคร่งครัดและอย่างเป็นภาวะวิสัย ในขณะที่การเรียกประกันหรือหลักประกันก็ต้องไม่เกินความจำเป็นแก่กรณี ตามเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๑๐ วรรคท้าย แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	ซึ่งสอดคล้องกับหลักให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหรือจำเลยเป็นผู้บริสุทธิ์ (Presumption of Innocence) และก่อนมีคำพิพากษาถึงที่สุดแสดงว่าบุคคลใดได้กระทำความผิด จะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นเสมือนเป็นผู้กระทำความผิดมิได้ ตามที่รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๓๙   &lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	๒. โดยอาศัยหลักความรับผิดของรัฐ คณะนิติราษฎร์เสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาออกมติคณะรัฐมนตรีเพื่อให้ความช่วยเหลือหรือจ่ายค่าทดแทนแก่ผู้ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นภายหลังรัฐประหาร ๑๙ กันยายน  ๒๕๔๙ อย่างไม่เลือกปฏิบัติ&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	โดยอาจแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมารับผิดชอบโดยเฉพาะ ทั้งนี้ หลักเกณฑ์ วิธีการ และอัตราค่าทดแทน สามารถอาศัยแนวทางตามกฎหมายที่มีอยู่แล้ว เช่น พระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหายและค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ. ๒๕๔๔ &lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	หรือพระราชบัญญัติสงเคราะห์ผู้ประสบภัยเนื่องจากการช่วยเหลือราชการ การปฏิบัติงานของชาติหรือการปฏิบัติตามหน้าที่มนุษยธรรม พ.ศ.๒๕๔๓ เป็นต้น และการได้รับค่าทดแทนดังกล่าวไม่เป็นการตัดสิทธิหรือประโยชน์ที่ผู้เสียหายพึงได้ตามกฎหมายอื่น&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	๓. คณะนิติราษฎร์เสนอให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติติดตามตรวจสอบการกระทำหรือการละเลยการกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนของผู้ต้องหาหรือจำเลย ซึ่งอาจเกิดขึ้นโดยองค์กรต่างๆ ในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา เพื่อเสนอมาตรการแก้ไขปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนตามพระราชบัญญัติคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๒๘ &lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	&lt;b&gt;ประเด็นที่ ๔ &lt;br /&gt;
	การยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ 
	และการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ เป็นผลพวงต่อเนื่องจากรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ จึงมีปัญหาความชอบธรรมทางประชาธิปไตย แม้ว่ารัฐธรรมนูญดังกล่าวผ่านการออกเสียงประชามติก็ตาม แต่กระบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญ และกระบวนการจัดให้มีการออกเสียงประชามติไม่สอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตย   &lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	๑. คณะนิติราษฎร์เสนอให้คณะรัฐมนตรีเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม “หมวด ๑๖ การจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่” &lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	๒. คณะนิติราษฎร์เห็นว่ารัฐธรรมนูญที่จะนำมาใช้เป็นต้นแบบในการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ สมควรเป็นพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช ๒๔๗๕, รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช ๒๔๗๕, รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๔๘๙ &lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	และอาจนำรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ ในส่วนของการประกันสิทธิและเสรีภาพ ตลอดจนโครงสร้างสถาบันการเมืองและองค์กรทางรัฐธรรมนูญเท่าที่สอดคล้องกับพัฒนาการในยุคร่วมสมัยมาเป็นแนวทางในการยกร่าง    &lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	๔. เพื่อมิให้การรัฐประหารทำลายหลักการอันเป็นรากฐานของนิติรัฐ -ประชาธิปไตยจนหมดสิ้น คณะนิติราษฎร์เสนอให้มีการจัดทำ  “&lt;b&gt;คำประกาศว่าด้วยคุณค่าอันเป็นรากฐานของระบอบเสรีประชาธิปไตย&lt;/b&gt;” แม้คำประกาศดังกล่าวจะไม่มีสถานะเป็นกฎหมาย แต่คำประกาศดังกล่าวเป็นวิญญาณของระบอบเสรีประชาธิปไตยที่ไม่มีบุคคลใดหรือไม่มีวิธีใดทำลายหรือทำให้สูญสิ้นไปได้ &lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	๕. คำประกาศว่าด้วยคุณค่าอันเป็นรากฐานของระบอบเสรีประชาธิปไตย ยืนยันว่ามนุษย์ทั้งปวงเกิดมามีอิสระและเสมอภาคกันในศักดิ์ศรีและสิทธิอำนาจสูงสุดเป็นของราษฎรทั้งหลาย ไม่มีผู้ใดและไม่มีวิธีใดที่จะพรากไปจากราษฎรได้ การปกครองโดยกฎหมายที่ยุติธรรมเป็นคุณค่าพื้นฐานของรัฐ และการแบ่งแยกอำนาจเป็นอุดมการณ์ในการจัดรูปการปกครองที่ต้องธำรงไว้ให้มั่นคงตลอดกาล&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	๖. หลังจากสภาร่างรัฐธรรมนูญให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญแล้ว ให้นำร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวไปออกเสียงประชามติเพื่อให้ความเห็นชอบ &lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	&lt;b&gt;วรเจตน์ ภาคีรัตน์&lt;br /&gt;
	จันทจิรา เอี่ยมมยุรา&lt;br /&gt;
	ฐาปนันท์ นิพิฏฐกุล&lt;br /&gt;
	ธีระ สุธีวรางกูร&lt;br /&gt;
	สาวตรี สุขศรี&lt;br /&gt;
	ปิยบุตร แสงกนกกุล&lt;br /&gt;
	ปูนเทพ ศิรินุพงศ์&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	&lt;b&gt;คณะนิติราษฎร์ : นิติศาสตร์เพื่อราษฎร &lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
	ท่าพระจันทร์, ๑๘ กันยายน ๒๕๕๔  
	&lt;p&gt;
	&amp;nbsp;
	&lt;/p&gt;
&lt;/blockquote&gt;
&lt;br /&gt;
ที่มา &lt;a href=&quot;http://www.enlightened-jurists.com/download/56&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;เว็บนิติราษฎร์ 
&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/editorial/20110920/2020#comments</comments>
 <pubDate>Tue, 20 Sep 2011 23:54:06 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">2020 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>กสทช.ใหม่คือ ตัวแทนของอภิชน </title>
 <link>http://www.arayachon.org/editorial/20110905/2011</link>
 <description>&lt;p&gt;
มติชนรายงานข่าวว่า &lt;a href=&quot;/news/20110905/2010&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;วุฒิสภาเลือก 11 กสทช.ใหม่แล้ว&lt;/a&gt; แต่ทว่า ผลการเลือกตั้ง กสทช. จากวุฒิสภาชุดนี้ สรุปได้คำเดียวว่า &lt;b&gt;น่าผิดหวังยิ่งนัก&lt;/b&gt; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ดังภาษิตที่ว่า &amp;quot; &lt;b&gt;งาช้างไม่อาจงอกออกจากปากของสุนัข&lt;/b&gt;&amp;quot; ฉันใด &lt;b&gt;&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;กสทช.ที่มาจากการเลือกของวุฒิสภาที่สมาชิกมาจากการสรรหาของพวกอภิชนถึงครึ่งหนึ่ง ย่อมถูกครอบงำด้วยตัวแทนของอภิชน&lt;/b&gt; ฉันนั้น
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ในบรรดารายชื่อ กสทช. 11 คนปรากฎว่า เป็นอดีตนายทหารถึง 6 คน คือ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;พล.อ.อ.ธเรศ ปุณณศรี &lt;/b&gt;&lt;b&gt;พล.อ.อ.ชาลี จันทร์เรือง &lt;/b&gt;&lt;b&gt;พ.อ.นที ศุกลรัตน์ &lt;/b&gt;&lt;b&gt;พ.อ.เศรษฐพงศ์ มะลิสุวรรณ &lt;/b&gt;&lt;b&gt;พล.ท.พีระพงษ์ มานะกิจ &lt;/b&gt;&lt;b&gt;พล.อ.สุกิจ ขมะสุนทร &lt;/b&gt;และตำรวจอีก 1 คน คือ&lt;b&gt; พ.ต.อ.ทวีศักดิ์ งามสง่า&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
บรรดานายทหาร 6 คนนี้ ยกเว้น &lt;b&gt;พ.อ.นที ศุกลรัตน์ &lt;/b&gt;ซึ่งเป็นผู้มีการศึกษาถึงระดับปริญญาเอกด้านกิจการโทรคมนาคมจากสหรัฐ และเป็นผู้เชี่ยวชาญโดยตรงแล้ว ที่เหลือ จัดว่าเป็นบรรดาผู้ที่ใกล้ชิดกับกลุ่มอภิชนมาช้านาน รวมถึงพลเรือนอีก 2 คนด้วย
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
คงเหลือ &lt;b&gt;น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ และ &lt;/b&gt;&lt;b&gt;นายประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา &lt;/b&gt;ซึ่งน่าจะมีความเป็นกลาง แต่ก็คงทำอะไรแทบไม่ได้ นอกจาก&lt;b&gt; การเป็นเพียงดอกไม้ประดับมูลโค&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
พล.อ.&lt;b&gt;สมเจตน์ บุญถนอม&lt;/b&gt; นายทหารที่ร่วมก่อการรัฐประหารเมื่อ กันยายน 2549 และได้เป็น ส.ว.จากการสรรหา กล่าวว่า &lt;a href=&quot;http://news.sanook.com/1053062-%E0%B8%9E%E0%B8%A5.%E0%B8%AD.%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B8%95%E0%B8%99%E0%B9%8C%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B9%89%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%97%E0%B8%8A.%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%C3%A0.html&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;การที่วุฒิสภาเลือกทหารถึง 5 นาย จาก 11 คน ไม่ใช่เรื่องแปลก &lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ความจริง นอกจากไม่ใช่เรื่องแปลกแล้ว ควรกล่าวว่า &lt;b&gt;วุฒิสภาได้เลือก กสทช. ชุดนี้ ออกมาตามที่คณะรัฐประหารได้ตั้งใจไว้ &lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;เหมือนที่ พรรคประชาธิปัตย์ได้เป็นรัฐบาล สมใจคณะรัฐประหาร ตามแผนบันได 4 ขั้น นั่นเอง &lt;/b&gt; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
กสทช.ชุดนี้ นอกจาก&lt;b&gt;มิได้มาจากตัวแทนของประชาชน 
ขัดกับหลักการพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตยแล้ว 
ยังถูกครอบงำด้วยตัวแทนของอภิชนอย่างเห็นได้ชัดเจน  &lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;ประชาชนจึงยากที่จะฝากความหวังกับ กสทช. ชุดนี้ได้ &lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;ขอประชาชน จงร่วมกันจับตาดูผลงานที่ กสทช.ชุดนี้ จะทำออกมาเถิด แล้วจะรู้เห็นเองว่า ประชาชนจะผิดหวังกับ กสทช.ชุดนี้หรือไม่&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;nbsp;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;nbsp;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/editorial/20110905/2011#comments</comments>
 <pubDate>Mon, 05 Sep 2011 22:35:21 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">2011 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>ปรากฏการณ์กับธาตุแท้</title>
 <link>http://www.arayachon.org/sarnti/20110901/2008</link>
 <description>&lt;p&gt;
&lt;br /&gt;
คำโป้ปดในใต้หล้า  ย่อมต้องระรื่นหู&lt;br /&gt;
อิสตรีจิตใจอำมหิตดุจอสรพิษ ล้วนมีรูปโฉมสะคราญล้ำ
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ยาพิษที่ปลิดชีวิตคน ล้วนมีรสหวานปานน้ำผึ้ง&lt;br /&gt;
หมอกพิษที่เกิดจากการเน่าเปื่อยของดอกเหมย&lt;br /&gt;
ก็เปี่ยมสีสัน บรรเจิดเพริศแพร้ว งามละลาน ชวนพร่าพรายตา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่ถ้อยคำตักเตือน มักไม่เข้าหูผู้รับฟัง&lt;br /&gt;
ตัวยาเลิศล้ำ มักมีรสขมฝาด&lt;br /&gt;
นี่เป็นสาเหตุใดกัน? &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หรือนี่เป็นเทพยดากลั่นแกล้งคน&lt;br /&gt;
หาไม่ก็เป็นสวรรค์เบื้องบน มีเจตนารมณ์ทดสอบหยั่งวิจารณ์ของมนุษยชาติ (1)&lt;br /&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;img src=&quot;http://www.chineseartpaintings.com/images/specials/NMsy001b.jpg&quot; align=&quot;absmiddle&quot; height=&quot;233&quot; width=&quot;430&quot; /&gt; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
(ภาพจาก &lt;a href=&quot;http://www.chineseartpaintings.com/ssy001f.html&quot;&gt;chineseartpaintings.com&lt;/a&gt; )
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;บทศึกษา&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วัตถุสิ่งหนึ่ง เหตุการณ์หนึ่ง คน ๆ หนึ่ง รวมความแล้วทุกสรรพสิ่ง จะมีทั้ง&lt;b&gt;ปรากฏการณ์และธาตุแท้ &lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;ปรากฏการณ์&lt;/b&gt; เป็นรูปโฉมภายนอกของสิ่งทั้งหลาย ซึ่งปกติจะถูกรับรู้โดยประสาทสัมผัสของมนุษย์ อาทิ รูป รส กลิ่น เสียง เป็นต้น 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ในขณะที่ &lt;b&gt;ธาตุแท้&lt;/b&gt; เป็นคุณลักษณะภายในของสิ่ง ซึ่งมนุษย์รับรู้ได้โดย “&lt;b&gt;สมองและจิตใจ&lt;/b&gt;” &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;ปรากฏการณ์ของสิ่ง&lt;/b&gt; มักจะเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาและแสดงออกอย่างซับซ้อน แต่&lt;b&gt;ธาตุแท้ของสิ่ง&lt;/b&gt; กลับค่อนข้างมั่นคงแน่นอน ไม่เปลี่ยนแปลงง่าย ๆ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;ธาตุแท้&lt;/b&gt;ของสิ่งใด ๆ ย่อมแสดงออกทาง&lt;b&gt;ปรากฏการณ์&lt;/b&gt; แต่&lt;b&gt;ปรากฏการณ์&lt;/b&gt;หนึ่งย่อมไม่อาจแสดง&lt;b&gt;ธาตุแท้&lt;/b&gt;ทั้งหมดของสิ่งได้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;ปรากฏการณ์&lt;/b&gt;เป็นเพียงภาพสะท้อนของ&lt;b&gt;ธาตุแท้&lt;/b&gt; เพียง&lt;b&gt;ด้านเดียว เฉพาะส่วนและอย่างเป็นรูปธรรม&lt;/b&gt; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
นอกจากนี้ &lt;b&gt;ปรากฏการณ์&lt;/b&gt;จำนวนมาก ก็อาจไม่ได้สะท้อน&lt;b&gt;ธาตุแท้&lt;/b&gt;ของสิ่ง &lt;b&gt;อย่างตรงต่อความเป็นจริง แต่เป็นการสะท้อนอย่างบิดเบือนและลวงหลอกคน&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ข้อนี้ สอนว่า หากเราต้องการเข้าใจสิ่งหนึ่งสิ่งใดอย่างถ่องแท้แล้ว อย่ามองเพียง&lt;b&gt;ปรากฏการณ์&lt;/b&gt;ภายนอก แต่จะต้อง&lt;b&gt;ประมวลและวิเคราะห์ปรากฏการณ์ทั้งหลายเพื่อเข้าถึงธาตุแท้ของสิ่งนั้น &lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ด้วยเหตุนี้ &lt;b&gt;คนเราจึงสามารถดำเนินการหรือแก้ปัญหาอย่างได้ผลและตรงเป้า&lt;/b&gt; ไม่ถูกหลอกลวงจนหลงทิศผิดทาง หรือหวั่นไหวปั่นป่วนไปตามการเปลี่ยนแปลงของ&lt;b&gt;ปรากฏการณ์&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จะทำเช่นนี้ได้ ควรต้องตะหนักว่า “ &lt;b&gt;ความจริงคือสิ่งทั้งหมด&lt;/b&gt; ” ( The truth is the whole ) อย่ามองเพียงแง่ใดแง่หนึ่ง หรือด้านใดด้านหนึ่ง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่จะต้องพิจารณา&lt;b&gt;ปรากฏการณ์&lt;/b&gt;ทั้งหมดของสิ่งอย่าง&lt;b&gt;รอบด้าน&lt;/b&gt; และจะต้องมีความสามารถในการ “ขบคิดวิเคราะห์” ที่ทางพุทธเรียกว่า &amp;quot;&lt;b&gt;โยนิโสมนสิการ&lt;/b&gt;&amp;quot; ด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เรื่องนี้ ยังสอนเราอีกว่า เมื่อเราสัมผัสกับคนหรือสิ่งใด ๆ แล้ว รู้สึกว่า &lt;b&gt;ดีหรือเลว ก็อย่าเพิ่งเชื่อความรู้สึกนั้น&lt;/b&gt; อย่าด่วนสรุปว่าดีหรือเลว เพราะอาจจะผิดพลาดได้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ควรจะสังเกตและรวบรวมปรากฏการณ์ของสิ่งนั้น ๆ ไปก่อน แล้วค่อย ๆ ใช้วิจารณญาณ ขบคิดวิเคราะห์ดู เพราะ “ &lt;b&gt;ต่อให้เป็นเรื่องเห็นกับตา ก็ไม่แน่นักว่าเป็นความจริง &lt;/b&gt;” (2)  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในสังคมปัจจุบัน สิ่งที่หลอกลวงคนมากที่สุดก็คือ “&lt;b&gt;คำพูดของคน&lt;/b&gt;” 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แน่นอนว่า ต้องประกอบด้วย&lt;b&gt;กิริยาอาการและพฤติกรรม&lt;/b&gt;ของผู้พูดด้วย ดังนั้น คำเตือนจากข้าพเจ้าก็คือ “&lt;b&gt;คำพูดที่น่าฟัง ระรื่นหู มักไม่ใช่ความจริง คำพูดที่เป็นความจริง มักไม่น่าฟัง ไม่ระรื่นหู&lt;/b&gt;”&lt;br /&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;div align=&quot;center&quot;&gt;
—————————————————-
&lt;/div&gt;
&lt;p&gt;
* จากนวนิยายเรื่อง “จับอิดนึ้ง” แปลโดย น. นพรัตน์&lt;br /&gt;
** จากนวนิยายเรื่อง “ซาเซียวเอี้ย” แปลโดย น.นพรัตน์ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;หมายเหตุ&lt;/b&gt; เผยแพร่ครั้งแรกใน มติชนสุดสัปดาห์ เมษายน 2532&lt;br /&gt;
แก้ไขปรับปรุง กันยายน 2554
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;a href=&quot;http://creativecommons.org/licenses/by-nc/3.0/th/&quot; rel=&quot;license&quot;&gt;&lt;img src=&quot;http://i.creativecommons.org/l/by-nc/3.0/th/88x31.png&quot; alt=&quot;Creative Commons License&quot; style=&quot;border-width: 0pt&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
อนุญาตให้นำงานในคอลัมน์นี้ ไปใช้ได้ตาม &lt;a href=&quot;http://creativecommons.org/licenses/by-nc/3.0/th/&quot; rel=&quot;license&quot;&gt;สัญญา&lt;br /&gt;
อนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า 3.0 ประเทศไทย&lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;nbsp;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;nbsp;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/sarnti/20110901/2008#comments</comments>
 <pubDate>Thu, 01 Sep 2011 16:29:30 +0700</pubDate>
 <dc:creator>sarnti</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">2008 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล: โต้รายงานประจำปี 2553 ของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์</title>
 <link>http://www.arayachon.org/rethink/20110619/1980</link>
 <description>&lt;p&gt;
สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ได้ออกรายงานประจำปี 2553 (ดาวน์โหลดได้ &lt;a href=&quot;http://www.crownproperty.or.th/th/main.php&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;ที่นี่&lt;/a&gt; ) โดยที่ในรายงานฉบับดังกล่าวมี “บทส่งท้าย” ซึ่งเป็นการเขียนขึ้นเพื่อตอบโต้รายงานของนิตยสาร “ฟอร์บ” ที่ว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่เป็นพระมหากษัตริย์ที่ร่ำรวยที่สุดในโลกโดยเฉพาะ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
(ดู “บทส่งท้าย” นี้ได้จาก &lt;a href=&quot;http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1308302383&amp;amp;grpid=01&amp;amp;catid&amp;amp;subcatid&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;มติชนออนไลน์&lt;/a&gt;) 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เป็นที่ทราบกันดีว่า “ฟอร์บ” วางข้อสรุปของตนอยู่บนการคำนวนมูลค่า “ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์” ประเภทต่างๆที่อยู่ในความดูแลของสำนักงานทรัพย์สินฯ “บทส่งท้าย” ของรายงานประจำปีของสำนักงานทรัพย์สินฯ ได้โต้แย้งประเด็นสำคัญนี้ ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;blockquote&gt;
	&lt;br /&gt;
	ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ เป็นทรัพย์สินของรัฐและของแผ่นดิน ซึ่งมีรัฐบาลโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นประธานกรรมการเป็นผู้รับผิดชอบ โดยสำนักงานฯ เป็นผู้ดูแล&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
&lt;/blockquote&gt;
&lt;p&gt;
&lt;br /&gt;
ข้อความนี้ ไม่เป็นความจริง ทั้งในทางกฎหมายและในทางปฏิบัติ กล่าวคือ “รัฐบาล” หาได้ “เป็นผู้รับผิดชอบ” ต่อทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์แต่อย่างใด รัฐบาลไม่ว่าชุดไหนๆ ก็ไม่มีอำนาจในการควบคุมดูแล จัดการเกี่ยวกับทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ได้ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เป็นเวลาหลายสิบปีมาแล้ว ที่ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์และสำนักงานทรัพย์สินฯ ไม่เคยอยู่ในความ “รับผิดชอบ” ของรัฐบาล หรือรัฐสภาที่ควบคุมรัฐบาลเลย และนี่เป็นเรื่องที่รู้กันดี ทั้งในวงการธุรกิจ ในวงการรัฐบาล และที่แน่ๆ ในสำนักงานทรัพย์สินฯเอง 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
การเขียน “บทส่งท้าย” เช่นนี้ เป็นการบิดเบือนความจริง เพื่อโต้แย้ง “ฟอร์บ” ว่า แท้จริงแล้ว ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ (รวมทั้งมูลค่าดอกผลต่างๆ) อยู่ในความควบคุมของรัฐบาล เป็นทรัพย์สินของรัฐที่รัฐบาลดูแล เหมือนทรัพย์สินของรัฐอื่นๆ จึงไม่อาจนำมาใช้เป็นการคำนวน “ความร่ำรวย” ของพระมหากษัตริย์ไทยแบบที่ “ฟอร์บ” ทำได้ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
พูดแบบภาษาชาวบ้านคือ &lt;b&gt;“ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์” แท้จริงแล้ว “อยู่ในมือ” ของรัฐบาล ไม่ใช่ของสถาบันกษัตริย์&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;ตัวบทกฎหมาย&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ขอให้เราเริ่มที่ตัวบทกฎหมาย พ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ 2491 กำหนดไว้ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;blockquote&gt;
	&lt;br /&gt;
	มาตรา 4 ทวิ ให้ตั้งสำนักงานขึ้นสำนักงานหนึ่งเรียกว่า “สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์” มีหน้าที่ปฏิบัติการตามความในมาตรา 5 วรรคสอง&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	ให้สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์มีฐานะเป็นนิติบุคคล&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	มาตรา 4 ตรี ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่งเรียกว่า &amp;quot;คณะกรรมการทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์&amp;quot; ประกอบด้วยรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังเป็นประธานกรรมการโดยตำแหน่ง และกรรมการอื่นอีกไม่น้อยกว่า 4 คน ซึ่งพระมหากษัตริย์จะได้ทรงแต่งตั้ง และในจำนวนนี้จะได้ทรงแต่งตั้งให้เป็นผู้อำนวยการสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ 1 คน&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	ให้คณะกรรมการทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์มีอำนาจหน้าที่ดูแลโดยทั่วไปซึ่งกิจการของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ มีอำนาจหน้าที่ตามที่คณะกรรมการทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์มอบหมาย และมีอำนาจลงชื่อ เป็นสำคัญผูกพันสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	มาตรา 5 . . .ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์บรรดาที่เป็นเครื่องอุปโภคบริโภค ให้อยู่ในความดูแลรักษาของสำนักพระราชวัง&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์นอกจากที่กล่าวในวรรคก่อนให้อยู่ในความดูแลรักษาและจัดหาผลประโยชน์ของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
&lt;/blockquote&gt;
&lt;p&gt;
&lt;br /&gt;
ก่อนอื่น ขอให้สังเกตว่า “อำนาจหน้าที่” ของ “คณะกรรมการทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์” กำหนดไว้ (มาตรา 4 ตรี วรรคสอง) เพียงหลวมๆว่า “ดูแลโดยทั่วไป” ซึ่ง “กิจการของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์” ไม่ใช่ ดูแลหรือมีอำนาจในการควบคุมตัดสินใจเกี่ยวกับตัว ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์หรือดอกผลกำไรจากตัวทรัพย์สินนั้นเอง 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ในความเป็นจริง คณะกรรมการนี้ อย่างมากก็มีลักษณะเป็นเพียง advisory board หรือ คณะกรรมการที่ปรึกษา ให้กับสำนักงานทรัพย์สินฯ ซึ่งเป็นองค์กรที่มีบทบาทแท้จริงในการดำเนินการเกี่ยวกับตัวทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ (โดยเฉพาะคือตัวผู้อำนวยการสำนักงานฯ ที่พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งเอง) 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ยิ่งกว่านั้น คณะกรรมการ ที่ว่านี้ มี “คนของรัฐบาล” คือ รมต.คลัง เป็นประธานโดยตำแหน่งเป็นเพียงคนเดียว กรรมการที่เหลืออีก 4 คน (รวมทั้ง ผู้อำนวยการ สำนักงานทรัพย์สินฯ) ล้วนแต่แต่งตั้งโดยพระมหากษัตริย์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดังที่จะเล่าต่อไปข้างล่าง ในการพิจารณาสถานะสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ในระยะหลายสิบปีที่ผ่านมา ซึ่งมีตัวแทนของสำนักงานทรัพย์สินฯเองเข้าร่วมด้วย แทบไม่มีการกล่าวถึง “คณะกรรมการทรัพย์สินฯ” เลย แม้แต่ในแง่บทบาทต่อการดำเนินงานของสำนักงานทรัพย์สินฯ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ที่สำคัญ การมีอยู่ของคณะกรรมการฯนี้ ไม่มีความหมายใดๆ ต่อการที่จะตัดสินว่าสำนักงานทรัพย์สินฯ หรือตัวทรัพย์สินฯเอง ขึ้นต่อหรืออยู่ในกำกับหรือความรับผิดชอบของรัฐบาลหรือไม่ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
และข้อสรุปของการพิจารณาทุกครั้งคือ สำนักงานทรัพย์สินฯ และตัวทรัพย์สินฯที่สำนักงานฯดำเนินการดูแล ไม่ได้ขึ้นต่อหรืออยู่ในความรับผิดชอบของรัฐบาลเลย แต่ขึ้นต่อองค์พระมหากษัตริย์ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
พูดง่ายๆคือ การมี “คณะกรรมการ” ที่มี รมต.คลัง เป็นประธานโดยตำแหน่งดังกล่าว ไม่ได้ทำให้สำนักงานทรัพย์สินฯ อยู่ในความรับผิดชอบหรือกำกับดูแลของรัฐบาลแต่อย่างใดเลย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดังนั้น การที่ “บทส่งท้าย” ในรายงานประจำปี 2553 ของสำนักงานทรัพย์สินฯ กล่าวถึงการมีอยู่ของคณะกรรมการทรัพย์สินฯ ที่มี รมต.คลังเป็นประธานโดยตำแหน่ง เพื่ออ้างว่าทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์มี “รัฐบาล...เป็นผู้รับผิดชอบ” นั้น &lt;b&gt;จึงเป็นการจงใจบิดเบือนความจริง&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในทางตรงข้าม กฎหมายได้ระบุไว้ชัดเจน ถึงความมีอำนาจสิทธิ์ขาดในทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์และผลประโยชน์ที่ได้จากทรัพย์สินฯนั้น ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับรัฐบาลเลย ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;blockquote&gt;
	&lt;br /&gt;
	มาตรา 6 รายได้จากทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ที่กล่าวในมาตรา 5 วรรคสองนั้น จะจ่ายได้ก็แต่เฉพาะในประเภทรายจ่ายที่ต้องจ่ายตามข้อผูกพัน รายจ่ายที่จ่ายเป็นเงินเดือน บำเหน็จ บำนาญ เงินรางวัล เงินค่าใช้สอย เงินการจร เงินลงทุน และรายจ่ายในการพระราชกุศล เหล่านี้เฉพาะที่ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตแล้วเท่านั้น&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	รายได้ซึ่งได้หักรายจ่ายตามความในวรรคก่อนแล้ว จะจำหน่ายใช้สอยได้ก็แต่โดยพระมหากษัตริย์ตามพระราชอัธยาศัย ไม่ว่าในกรณีใดๆ ....&lt;br /&gt;
&lt;/blockquote&gt;
&lt;p&gt;
&lt;br /&gt;
นั่นคือผลประโยชน์ทั้งหมดที่ได้จากทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ (หลังการหัก “ต้นทุน” ในการดำเนินงาน) พระมหากษัตริย์จะทรงจำหน่ายใช้สอย ในทางใดๆก็ได้ “ตามพระราชอัธยาศัย ไม่ว่าในกรณีใดๆ” 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
นั่นหมายรวมถึงว่า จะทรงจำหน่ายใช้สอยในกรณีที่จะตีความว่าเป็น “ส่วนพระองค์” ก็ได้ 
กฎหมายให้อำนาจสิทธิ์ขาด ไม่มีข้อห้ามเลยแม้แต่น้อย (อันที่จริง แม้แต่พวก “ต้นทุน” ในการดำเนินงาน ที่กำหนดในวรรคแรก ก็ต้อง “ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตแล้วเท่านั้น”)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นี่คือการ “เบลอ” “เส้นแบ่ง” ระหว่าง “ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์” กับ “ทรัพย์สินส่วนพระองค์” ที่เกิดขึ้นจากกฎหมายปี 2491 ที่เป็น&lt;b&gt;ผลงานของรัฐบาลนิยมเจ้า (royalist) พรรคประชาธิปัตย์&lt;/b&gt; ที่ขึ้นสู่อำนาจจากการรัฐประหารโค่นคณะราษฎรในปี 2490 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
(กฎหมายทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ฉบับที่ออกโดยคณะราษฎร ในปี 2479 รัฐบาลเป็นผู้ควบคุมทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ทั้งหมด แม้แต่ทรัพย์สินส่วนพระองค์ ก็ยังอยู่ในความดูแลของสำนักพระราชวังที่รัฐบาลเป็นผู้ควบคุมได้จริง)&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;br /&gt;
การตีความของคณะกรรมการกฤษฎีกา&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ตัวบทกฎหมายนี้ได้สร้างปัญหามาโดยตลอด เพราะโดยสามัญสำนึก “ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์” สมควรเป็นทรัพย์สินของรัฐ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ซึ่งตามหลักการปกครองประชาธิปไตยและรัฐสมัยใหม่ ก็ควรอยู่ภายใต้การควบคุมรับผิดชอบของรัฐบาล (และรัฐสภา) ที่ประชาชนเลือกมา ว่าจะนำผลประโยชน์ที่ได้จากทรัพย์สินดังกล่าว ไปใช้จ่ายในทางใดบ้าง แต่ตัวกฎหมายกลับกำหนดให้อำนาจสิทธิ์ขาดในเรื่องนี้อยู่ที่องค์พระมหากษัตริย์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดังนั้น ในช่วง 30 กว่าปีที่ผ่านมา จึงมีปัญหาให้ต้องตีความกฎหมายหลายครั้ง จากปี 2518 เป็นต้นมา ประเด็นที่ว่า สำนักงานทรัพย์สินฯ เป็นหน่วยงานของรัฐ ส่วนราชการ หรือรัฐวิสาหกิจ ที่อยู่ในความควบคุมดูแล รับผิดชอบของรัฐบาลหรือไม่ ได้ถูกนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการกฤษฎีกา ถึง 5 ครั้ง 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ซึ่งทุกครั้ง ยกเว้นครั้งสุดท้ายครั้งเดียว ได้ข้อสรุปออกมาว่า ไมใช่ “หน่วยงานของรัฐ หน่วยราชการ หรือรัฐวิสาสหกิจ” และไม่อยู่ในการควบคุมหรือกำกับใดๆของรัฐบาล 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แม้แต่ครั้งสุดท้ายที่คณะกรรมการกฤษฎีกาเปลี่ยนมาตีความว่า สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เป็น “หน่วยงานของรัฐ” ก็ยังยืนยันว่า สำนักงานฯ “มิได้ขึ้นอยู่ในกำกับของคณะรัฐมนตรีหรือกระทรวงทบวงกรมใด”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผมจะไม่เล่ารายละเอียดของการประชุมตีความแต่ละครั้งของคณะกรรมการกฤษฎีกาในที่นี้ เพราะจะยาวมาก ผู้สนใจขอให้อ่านบทความของผมเรื่อง “สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์คืออะไร?” ใน ฟ้าเดียวกัน ปีที่ 4 ฉบับที่ 1 (มกราคม – มีนาคม 2549) แต่จะสรุปเพียงเนื้อหาสำคัญ ดังต่อไปนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การตีความครั้งที่ 1 (พ.ศ. 2518) มีปัญหาเกิดขึ้นว่า สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ จะถือเป็น “รัฐวิสาหกิจ” ได้หรือไม่ คณะกรรมการกฤษฎีกา ได้ลงความเห็นว่า 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ไม่ใช่รัฐวิสาหกิจ แต่““จัดตั้งขึ้นโดยมิได้อาศัยเงินจากงบประมาณแผ่นดิน และมีหน้าที่ดูแลรักษาและจัดหาผลประโยชน์ในทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์” 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
มี “ความเป็นอิสระของการดำเนินกิจการ...ไม่อยู่ภายใต้การควบคุมหรือการกำกับของรัฐบาล” ซึ่งรายได้จากการดำเนินการเมื่อหักค่าใช้จ่ายแล้ว “ถวายพระราชอำนาจในอันที่จะจำหน่ายใช้สอยได้ตามพระราชอัธยาศัย”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์....ไม่อาจถือได้ว่าเป็นกิจการของรัฐ เพราะคำว่า “รัฐ” และคำว่า “พระมหากษัตริย์” มีความหมายแตกต่างกัน และตามพระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ พุทธศักราช 2479 [แก้ไขเพิ่มเติม 2491] ก็มิได้มีบทบัญญํติที่แสดงให้เห็นว่า 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
รัฐได้เข้ามาเกี่ยวข้องกับการดูแลรักษาและจัดหาผลประโยชน์แต่ประการใด การดำเนินกิจการของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ มิได้อาศัยเงินงบประมาณแผ่นดินในรูปรายได้หรือเงินอุดหนุน...&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การตีความครั้งที่ 2 (พ.ศ. 2533) มีปัญหาว่า สำนักงานป้องกันปราบปรามการทุจริต หรือ “ปปป” (ปัจจุบันคือ “ปปช”) สามารถเข้าไปตรวจสอบสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ได้หรือไม่ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เพราะมีผู้ร้องเรียนมาว่ามีการทุจริต จึงต้องการให้ตีความว่า สำนักงานทรัพย์สินฯ เป็น “หน่วยงานของรัฐ ส่วนราชการ หรือ รัฐวิสาหกิจ” หรือไม่ (ซึ่งถ้าเป็น “ปปป.”ก็จะสามารถเข้าไปตรวจสอบได้) ครั้งนี้เป็นครั้งที่มีรายละเอียดน่าสนใจมาก (ดูบทความของผมใน ฟ้าเดียวกัน) 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เพราะมีความเห็นแตกแยกเป็นเสียงข้างมากและเสียงข้างน้อย มีการเรียกตัวแทนสำนักงานทรัพย์สินฯมาร่วมชี้แจงด้วย แต่ในที่สุด คณะกรรมการกฤษฎีกาก็ลงความเห็นตามเสียงข้างมากว่า 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
กฎหมายจัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ “ประสงค์จะแยกการจัดการทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ขึ้น ออกจากส่วนราชการให้เป็นเอกเทศ...ไม่มีบทบัญญัติมาตราใด กำหนดให้สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เป็นส่วนราชการ” และ “การที่ทรงแต่งตั้งกรรมการ [ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์] ดังกล่าว เป็นพระราชดำริของพระมหากษัตริย์ มิใช่รัฐบาลเป็นผู้เสนอแนะในการแต่งตั้งแต่ประการใด 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
การที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการในการแต่งตั้งดังกล่าว ก็เป็นเพียงการปฏิบัติการให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ มิได้มีผลทำให้สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เป็นส่วนราชการหรือหน่วยงานของรัฐ” 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
สรุปแล้ว “ปปป” จึงเข้าไปตรวจสอบเรื่องร้องเรียนทุจริต ไม่ได้ (มีหน่วยงานใน “ความรับผิดชอบ” ของรัฐบาล – นี่คือข้ออ้างของ “รายงานประจำปี” สำนักงานทรัพย์สินฯ – ที่ไหน ที่ไม่อนุญาตให้มีการเข้าไปตรวจสอบเรื่องร้องเรียนทุจริต?)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การตีความครั้งที่ 3 (พ.ศ. 2536) มีปัญหาว่า สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ถือเป็น “เอกชน” ตาม พรบ.ให้เอกชนเข้าร่วมในกิจการของรัฐ (2535) หรือไม่ ซึ่ง “เอกชน” ตาม พรบ.นั้นหมายถึง “บุคคลซึ่งไม่อยู่ในอำนาจควบคุมหรือกำกับของรัฐบาล” 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ข้อสรุปของคณะกรรมการกฤษฎีกาคือ สำนักงานทรัพย์สินฯ เป็น “เอกชน” ตามความหมายนี้ คำวินิจฉัยของคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้กล่าวถึง คณะกรรมการทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ว่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กรรมการเกือบทั้งหมด (ยกเว้นประธานซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นโดยตำแหน่ง) พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งด้วยพระองค์เอง.... การดำเนินงานของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ จึงมิได้อยู่ในการควบคุมหรือกำกับของรัฐบาล 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ดังนั้น สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ย่อมมิใช่ส่วนราชการตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 และมิใช่รัฐวิสาหกิจตามพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2502 (มาตรา 4) และก็มิใช่หน่วยงานอื่นใดภายใต้รัฐบาลด้วย เพราะมิได้อยู่ในการควบคุมหรือกำกับของรัฐบาล ที่จะจัดให้ดำเนินงานตามความประสงค์ของรัฐบาลได้ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่การดำเนินธุรกิจของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ เป็นไปเพื่อจัดหาผลประโยชน์แก่กองทรัพย์สินที่มีไว้ เพื่อใช้จ่ายสำหรับสถาบันพระมหากษัตริย์อันเป็นงานที่แยกอยู่เป็นเอกเทศต่างหาก 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
และเท่าที่เป็นมา การที่สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เข้าถือหุ้นในบริษัทรัฐวิสาหกิจแห่งใด ก็ถือว่ามีฐานะอย่างเอกชน ไม่มีการนับส่วนที่มีหุ้นนั้นว่าเป็นของส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
จากเหตุผลดังกล่าว จึงเห็นได้ว่า สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์มีฐานะเป็น “เอกชน” ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2535&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การตีความครั้งที่ 4 (พ.ศ. 2544) ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ทำเรื่องถามคณะกรรมการกฤษฎีกาว่า “สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เป็นกระทรวง ทบวง กรม และทบวงการเมืองที่มีฐานะเทียบเท่า หรือไม่ และรัฐบาลมีความผูกพันต้องรับผิดชอบในหนี้สินและภาระผูกพันของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์หรือไม่”
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
คณะกรรมการกฤษฎีกา ได้วินิจฉัยตอบว่า สำนักงานทรัพย์สินฯ “มิใช่หน่วยงานภาครัฐที่อยู่ภายใต้การควบคุมหรือกำกับดูแลของรัฐบาล” จึงไม่มีฐานะเป็นกระทรวง ทบวง กรม หรือเทียบเท่า และ “ดังนั้น รัฐบาลจึงไม่มีความผูกพันที่จะต้องรับผิดชอบในหนี้สินและภาระผูกพันของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การตีความครั้งที่ 5 (พ.ศ. 2544) ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา ซึ่งเป็นองค์กรใหม่ตามรัฐธรรมนูญ 2540 ได้รับการร้องเรียนจากผู้เช่าที่ดินของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์รายหนึ่ง เรื่องการปฏิบัติงานของสำนักงานทรัพย์สินฯ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
จึงเกิดปัญหาว่า ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา ซึ่งมีอำนาจในการสอบสวนข้อเท็จจริงการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ หน่วยงานของรัฐ, หน่วยราชการ, รัฐวิสาหกิจ หรือ ราชการส่วนท้องถิ่น จะมีอำนาจในการสอบสวนข้อเท็จจริงในกรณีสำนักงานทรัพย์สินฯหรือไม่ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เพราะไม่ชัดเจนว่าสำนักงานทรัพย์สินฯ มีฐานะเป็น หน่วยงานของรัฐ, หน่วยราชการ, รัฐวิสากิจ หรือไม่ จึงขอให้คณะกรรมการกฤษฎีกา ตีความ ปรากฏว่า เป็นครั้งแรกในระยะหลายสิบปี คณะกรรมการกฤษฎีกาได้ตีความว่า 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ “ไม่ใช่หน่วยราชการ....ไม่ใช่รัฐวิสาหกิจ” แต่ “ถือได้ว่าเป็นหน่วยงานของรัฐ” เพราะอยู่ในกำกับของพระมหากษัตริย์ ซึ่งครั้งนี้ ต่างจากครั้งก่อนๆ ที่คณะกรรมการกฤษฎีกาเปลี่ยนมาตีความว่า พระมหากษัตริย์เป็นส่วนหนึ่งของรัฐ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
(ดูเปรียบเทียบคำตีความครั้งที่ 1 ที่ยกมาข้างต้น) ดังนั้น ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา จึงทำการสอบสวนข้อเท็จจริงได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จะเห็นว่า ถ้าเทียบกับการตีความทุกครั้งที่ผ่านมา ที่ปฏิเสธฐานะในลักษณะที่เกี่ยวกับรัฐของสำนักงานทรัพย์สินฯ ในทุกกรณี (รัฐวิสากิจ, หน่วยราชการ, หน่วยงานของรัฐ) ครั้งนี้ คณะกรรมการกฤษฎีกา ได้หันมาตีความว่าสำนักงานทรัพย์สินฯมีฐานะเป็น “หน่วยงานของรัฐ” 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่การตีความนี้ กลับยิ่งเป็นการยืนยันว่า ข้ออ้างของ “บทส่งท้าย” ใน “รายงานประจำปี 2553” ของสำนักงานทรัพย์สินฯ ไม่ตรงความจริง คือข้ออ้างที่ว่า ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ “เป็นของรัฐ” ที่อยู่ในความ “รับผิดชอบ” ของรัฐบาล ไม่ใช่ขึ้นกับพระมหากษัตริย์ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
(ดังนั้น “ฟอร์บ” จะเอามูลค่าไปคำนวนเป็น “ความร่ำรวย” ของพระมหากษัตริย์ไม่ได้) เพราะการที่ คณะกรรมการกฤษฎีกา ตีความในครั้งนี้ว่า สำนักงานทรัพย์สินฯ เป็น “หน่วยงานของรัฐ” ก็ด้วยเหตุผลที่ว่า สำนักงานฯ ขึ้นต่อพระมหากษัตริย์ ในเมื่อพระมหากษัตริย์เป็นส่วนหนึ่งของรัฐ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ดังนั้น สำนักงานฯจึงเป็น “หน่วยงานหนึ่งของรัฐ” (ตามคำของนายมีชัย ฤชุพันธ์ ประธานคณะกรรมการกฤษฎีกาคณะที่วินิจฉัยเรื่องนี้คือ “สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ อยู่ในการกำกับดูแลของพระมหากษัตริย์ตามพระราชอัธยาศัย จึงถือได้ว่าอยู่ในการกำกับดูแลของรัฐ”) 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
พูดอีกอย่างคือ นี่เป็นข้อสรุปที่ตรงข้ามกับข้ออ้างของ “บทส่งท้าย” ในรายงานประจำปี ของสำนักงานทรัพย์สินฯ ที่พยายามทำให้ไขว้เขวว่าเป็นเรื่องความ “รับผิดชอบ” หรือกำกับดูแลของรัฐบาล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ยิ่งกว่านั้น และที่สำคัญอย่างยิ่งต่อการประเมินข้ออ้างของ “บทส่งท้าย” คือ ขณะที่ คณะกรรมการกฤษฎีกา ตีความในครั้งนี้ว่า สำนักงานทรัพย์สินฯ เป็น “หน่วยงานของรัฐ” คณะกรรมการกฤษฎีกาก็ยืนยันเช่นเดียวกับที่เคยยืนยันในการตีความทุกครั้งก่อนหน้านี้ คือ สำนักงานทรัพย์สินฯ “มิได้ขึ้นอยู่ในกำกับของคณะรัฐมนตรี หรือกระทรวง ทบวง กรมใด”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ควรชี้ให้เห็นต่อไปว่า การวินิจฉัยของคณะกรรมการกฤษฎีกาในครั้งหลังสุดนี้ว่า สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เป็น “หน่วยงานของรัฐ” ดังนั้น ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา จึงมีอำนาจที่จะสอบสวนข้อเท็จจริงการดำเนินการได้นั้น แท้จริงแล้ว มีความหมายน้อยมากในแง่ที่ต่อไปนี้องค์กรภายนอกหรือสาธารณะจะเข้าไปตรวจสอบสำนักงานทรัพย์สินฯได้อย่างแท้จริง 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ในทางตรงข้าม กลับเป็นการยืนยันให้เห็นว่า ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และสำนักงานทรัพย์สินฯ หาใช่ทรัพย์สินหรือหน่วยงานที่มี “รัฐบาล โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง...เป็นผู้รับผิดชอบ” แต่อย่างใดเลย 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
(ถ้าใช่ ก็ควรตรวจสอบได้ธรรมดาเหมือนหน่วยงานอื่นๆในความรับผิดชอบของรัฐบาล) เพราะในคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกฤษฎีกาที่ว่า ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา มีอำนาจในการสอบสวนข้อเท็จจริงการดำเนินการของสำนักงานทรัพย์สินฯนั้น ได้กล่าวย้ำด้วยว่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การเข้าไปตรวจสอบโดยสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาเกี่ยวกับกิจการของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์นั้น จะต้องคำนึงถึงสถานะพิเศษของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการดำเนินการต่างๆที่เป็นไปตามพระราชอัธยาศัยหรือที่ต้องได้รับพระบรมราชานุญาตนั้น บุคคลใดไม่พึงดำเนินการสอบสวนให้เป็นที่กระทบกระเทือนต่อพระราชอำนาจดังกล่าว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
และสิ่งที่เกิดขึ้นจริงหลังคำวินิจฉัยนี้คือ ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา ได้ทำจดหมายฉบับหนึ่งถึงสำนักงานทรัพย์สินฯ ขอให้ “ชี้แจงข้อเท็จจริง” ที่มีผู้ร้องเรียน 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ซึ่งสำนักงานทรัพย์สินฯ ก็ทำจดหมายตอบฉบับหนึ่ง ยืนยันว่า ได้ดำเนินการอย่างถูกต้องตามระเบียบแล้วในกรณีผู้ร้องเรียนรายนั้น เมื่อผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาได้รับจดหมายตอบจากสำนักงานทรัพย์สินฯแล้ว ก็ “วินิจฉัยให้ยุติการพิจารณาเรื่องร้องเรียน” นั้น 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
สรุปแล้ว การ “เข้าไปตรวจสอบ” การดำเนินการของสำนักงานทรัพย์สินฯของผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาครั้งนี้ รวมแล้วประกอบไปด้วยจดหมาย ถาม-ตอบ จากฝ่าย “ผู้ตรวจสอบ” และ “ผู้ถูกตรวจสอบ” ฝ่ายละ 1 ฉบับเท่านั้น (ดูรายละเอียดในบทความ ฟ้าเดียวกัน ของผม)&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;br /&gt;
บทส่งท้าย: ความจริงอันน่ากระอักกระอ่วน?&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ความจริงที่ว่า ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์และสำนักงานทรัพย์สินฯ อยู่ในการกำกับดูแลของพระมหากษัตริย์โดยเด็ดขาด (และไม่มีใครหรือหน่วยงานใดควบคุมตรวจสอบได้) นั้น เป็นเรื่องที่รู้กันดีมานานแล้วในแทบทุกวงการ ทั้งวงการธุรกิจ วงการรัฐบาล และแม้แต่ประชาชนจำนวนมาก 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
การที่ “รายงานประจำปี 2553” ของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์พยายามบิดเบือนว่า ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ มีรัฐบาลเป็น “ผู้รับผิดชอบ” &lt;b&gt;เป็นอะไรที่เหลือเชื่อมากๆ&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แน่นอน ตามหลักการและสามัญสำนึก “ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์” เป็นทรัพย์สินของรัฐ ซึ่งในประเทศที่ปกครองแบบประชาธิปไตย ไม่ใช่สมบูรณาญาสิทธิราช จะต้องหมายความว่า
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;เป็นทรัพย์สินที่ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของรัฐบาลที่ได้รับการเลือกตั้งมาจากประชาชนและสามารถตรวจสอบควบคุมโดยสาธารณะได้อย่างเต็มที่ทุกประการ เช่นเดียวกับทรัพย์สินของรัฐอื่นๆ&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่ที่สถานะของทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เป็นเช่นในปัจจุบัน ก็เพราะ (ดังที่ผมกล่าวมาก่อนหน้านี้) เมื่อ 60 กว่าปีก่อน รัฐบาลนิยมเจ้า (royalist) ของพรรคประชาธิปัตย์ ที่ขึ้นสู่อำนาจด้วยการรัฐประหารโค่นคณะราษฎร (รัฐบาลของปรีดี) ลงไป 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ได้ออกพระราชบัญญัติเปลี่ยนแปลงอำนาจการควบคุมทรัพย์สินของรัฐส่วนนี้ ให้กลับไปเป็นแบบสมบูรณาญาสิทธิราชอีก คือ ให้พระมหากษัตริย์มีอำนาจเด็ดขาดในการ “จำหน่ายใช้สอย” ผลประโยชน์ที่ได้จากทรัพย์สินส่วนนี้ “ตามพระราชอัธยาศัย ไม่ว่ากรณีใดๆ” 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ผลก็คือ ทำให้ &lt;b&gt;“ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์” ที่มีลักษณะเป็นทรัพย์สินของรัฐ กลายมาเป็นทรัพย์สินที่มีลักษณะ “ส่วนพระองค์” โดยปริยายไป&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
จริงๆ แล้ว ถ้าเราเปรียบเทียบบทบัญญัติของ พ.ร.บ.จัดการทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ 2491 ที่รัฐบาลนิยมเจ้าพรรคประชาธิปัตย์ทำขึ้นและใช้มาจนทุกวันนี้ ในส่วนที่เกี่ยวกับ “ทรัพย์สินส่วนพระองค์” กับ “ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์” จะเห็นว่า แทบไม่มีความแตกต่างกันเลย ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทรัพย์สินส่วนพระองค์นั้น การดูแลรักษาและการจัดหาผลประโยชน์ &lt;b&gt;ให้เป็นไปตามพระราชอัธยาศัย&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รายได้ [จากทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์] ซึ่งได้หักรายจ่ายตามความในวรรคก่อนแล้ว จะจำหน่ายใช้สอยได้ก็แต่โดยพระมหากษัตริย์&lt;b&gt;ตามพระราชอัธยาศัย ไม่ว่าในกรณีใด ๆ&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จะเห็นว่า โดยเนื้อหาแล้ว ไม่แตกต่างกันเลย “ความแตกต่าง” ที่เพิ่มขึ้นมาในส่วนที่เกี่ยวกับ “ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์” ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการกำหนด “รายจ่ายประจำ” (“รายจ่ายที่ต้องจ่ายตามข้อผูกพัน รายจ่ายที่จ่ายเป็นเงินเดือน บำเหน็จ บำนาญ เงินรางวัล เงินค่าใช้สอย เงินการจร เงินลงทุน...”) 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
หรือการกำหนดให้มี “คณะกรรมการทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์” และ “สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์” ก็ล้วนแต่เป็นเรื่องที่ขึ้นกับการแต่งตั้งของพระมหากษัตริย์ หรือต้องได้รับ “พระบรมราชานุญาต” จากพระมหากษัตริย์เท่านั้น 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
พูดตามคำของมีชัย ฤชุพันธ์ คือ เป็นเรื่องที่ “อยุ่ในการกำกับดูแลของพระมหากษัตริย์ตามพระราชอัธยาศัย” ทั้งสิ้น ซึ่งก็คือ ไม่ต่างจากเรื่องการจัดการ “ทรัพย์สินส่วนพระองค์” ที่ “ให้เป็นไปตามพระราชอัธยาศัย” นั่นเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โดย &lt;b&gt;สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
22 มิถุนายน 2554 
&lt;/p&gt;
&lt;blockquote&gt;
	&lt;p&gt;
	ข้าขอเปล่งคำสาบานไปกับสายลม จักพิทักษ์ชีวิตผู้ทุกข์ตรม 
	&lt;/p&gt;
	&lt;p&gt;
	จักลบล้างการกดขี่ระทมและต่อสู้ล้มอำนาจอธรรม 
	&lt;/p&gt;
	&lt;p&gt;
	ชีพนี้จักอุทิศพลีเพื่อกอบกู้ธรรม จักจองล้างทรราชย์ระยำ...
	&lt;/p&gt;
	&lt;p&gt;
	&lt;b&gt;จิตร ภูมิศักดิ์ &lt;/b&gt;, “หยดน้ำบนพื้นทราย”&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	&lt;/p&gt;
&lt;/blockquote&gt;
&lt;br /&gt;
หมายเหตุ การลงวันที่ท้ายบทความ เป็นความประสงค์ของผู้เขียน
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่มา &lt;a href=&quot;http://www.prachatai3.info/journal/2011/06/35539?utm_source=feedburner&amp;amp;utm_medium=feed&amp;amp;utm_campaign=Feed%3A+prachatai+%28%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B9%84%E0%B8%97+Prachatai.com%29&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;ประชาไท &lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/rethink/20110619/1980#comments</comments>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/287">crisis</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/284">politics</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/489">royalist</category>
 <pubDate>Sun, 19 Jun 2011 21:20:31 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">1980 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>วิพากษ์คำแถลงฯ ของผู้ที่อ้างว่าเป็นโฆษก พคท.เรื่องการเลือกตั้งฯ และภารกิจของ ปชช.</title>
 <link>http://www.arayachon.org/sansab/20110612/1976</link>
 <description>&lt;p&gt;
เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2554 ปรากฎคำแถลงฯ ของผู้ที่อ้างว่า เป็น&lt;b&gt; โฆษกพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย&lt;/b&gt; เรื่อง การเลือกตั้งทั่วไป พ.ศ. 2554 กับภารกิจของประชาชน (กรุณาดูตาม&lt;a href=&quot;http://www.thaisocialist.com/thaisocialist1/kratha_khaw/Entries/2011/6/4_khathlng_kar_leuxk_tang_thaw_piph.s.2554_kab_phara_kic_khxng_prachachn.html&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt; ลิ้งนี้&lt;/a&gt; ) 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
คำแถลงนี้ น่าเชื่อว่า ออกโดยกลุ่มอดีตกรรมการบริหารกลาง พคท. ชุดที่ 4 ที่นำโดย สหาย&lt;b&gt;วิชัย ชูธรรม &lt;/b&gt;(ชื่อจัดตั้งเดิม สหายเล่าเซ้ง) และลุงชิตหรือลุงปรีดา (นายวินัย เพิ่มพูนทรัพย์ ) 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;ธง แจ่มศรี &lt;/b&gt;อดีตเลขาธิการ พคท. เห็นว่า &amp;quot; อดีตคณะกรรมการบริหารกลางชุดที่ 4 ถ้าไม่นับบุคคลที่ลาออกจากพรรคโดยสมัครใจ 
และผู้ที่ไปรับมาตรา 17 สัตตะ ในปี 2530 คงเหลือเพียง 1 ใน 6 เท่านั้น 
นี่คือความจริงทางภาวะวิสัยที่ไม่ขึ้นต่อเจตจำนงทางอัตวิสัยของใคร &amp;quot;  
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
นอกจากนั้น ลุงธงยังเห็นว่า เกือบ 30 ปีที่ผ่านมา กรรมการบริหารกลางชุดที่ 4 ที่เหลือ ก็มิได้ปฏิบัติตามระเบียบการพรรค ไม่มีการประชุมคณะกรรมการบริหารกลาง ไม่ทำหน้าที่การนำใดๆ ดังนั้น จึงต้องถือว่า ตามความจริง พคท.ได้สลายตัวไปแล้ว 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
(ดูข้อมูลเพิ่มเติม &lt;a href=&quot;/article/20100204/1665&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;บนสถานการณ์ &amp;quot;คอมฯแดง&amp;quot; แตกหัก &amp;quot;คอมฯ เหลือง&amp;quot;&lt;/a&gt; โดย ประชา บูรพาวิถี)
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
กลุ่มอดีตกรรมการบริหารกลาง พคท. ชุดที่ 4 ดังกล่าว ชูธง &amp;quot;&lt;b&gt;ต่อต้านกลุ่มทุนใหญ่ผูกขาด ต่อต้านทุนสามานย์ &lt;/b&gt;&amp;quot; และเสนอว่า &amp;quot;&lt;b&gt;ทุนสามานย์ร้ายกว่าศักดินา&lt;/b&gt;&amp;quot; โน้มเอียงไปสนับสนุนข้อเสนอและแนวทางการเมืองของกลุ่มพันธมิตรฯ จึงมีผู้เรียกว่าเป็น &lt;b&gt;คอมฯ ปีกเสื้อเหลือง &lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
กลุ่มนี้ ไม่ยอมรับว่า พคท.สลายตัวลงแล้ว จึงพยายามรื้อฟื้นบทบาทของ พคท.ขึ้นมาใหม่ การออกคำแถลงของผู้ที่อ้างว่าเป็นโฆษกพรรคเป็นระยะๆ ก็คือความพยายามอย่างหนึ่ง ในการรื้อฟื้นบทบาทของ พคท. ที่ได้ตายซากไปแล้วดังกล่าว
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;a href=&quot;http://www.thaisocialist.com/thaisocialist1/kratha_khaw/Entries/2011/6/4_khathlng_kar_leuxk_tang_thaw_piph.s.2554_kab_phara_kic_khxng_prachachn.html&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;คำแถลงครั้งนี้&lt;/a&gt; ก็เป็นเช่นเดียวกับคำแถลงครั้งก่อนๆ ของกลุ่มนี้คือ ใช้วาทกรรมซ้ายๆ  &amp;quot;ต่อต้านกลุ่มทุนใหญ่ผูกขาด&amp;quot; โดยมุ่งเป้าไปที่ &lt;b&gt;การต่อต้านทักษิณ ชินวัตรและพรรคเพื่อไทย&lt;/b&gt; แม้ว่าจะอ้างแบบกลุ่มพันธมิตรฯว่า พวกเขาไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหารหรือรัฐบาลพระราชทาน 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่พวกเขามองไม่เห็น &lt;b&gt;ปัญหาการกดขี่สิทธิเสรีภาพทางการเมืองต่อปวงชนชาวไทย โดยการใช้ข้อหาหมิ่นฯ ตามมาตรา 112 และ พรบ.ความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ที่เพิ่มขึ้นและแพร่หลายไปทั่ว ไม่เห็นการบิดเบือนระบอบประชาธิปไตยแบบตัวแทน ซึ่งมีพระมหากษัตริย์อยู่ใต้กฎหมาย  &lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
พวกเขายังมองไม่เห็น &lt;b&gt;กลุ่มจารีตที่ครองอำนาจเหนือรัฐ มีอภิสิทธิและอิทธิพลซึมซ่านไปทั่วทั้งสังคมไทย ไม่เห็นการขูดรีดของกลุ่มจารีต(ซึ่งไม่ใช่การขูดรีดด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจ) และสุดท้ายคือ ไม่เห็นการเข่นฆ่าปราบปรามประชาชน&lt;/b&gt; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
พิจารณาจากหลักลัทธิมาร์กซ (ถ้าพวกเขายังนับถืออยู่) พวกเขาทั้ง &amp;quot;&lt;b&gt;ไม่เริ่มต้นจากความเป็นจริง&lt;/b&gt;&amp;quot; และทั้ง &amp;quot; &lt;b&gt;ไม่หาสัจจะจากความเป็นจริง&lt;/b&gt;&amp;quot; คำแถลงของพวกเขา จึงเป็น&lt;b&gt;นามธรรม เลื่อนลอย เป็นจิตนิยมและไม่เป็นประโยชน์ใดๆ&lt;/b&gt; ต่อการต่อสู้เพื่อขับเคลื่อนสังคมไทยให้ก้าวรุดหน้าต่อไป
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
พวกเขาอาจมุ่งหวังจะอาศัยชื่อเสียงเกียรติคุณของ พคท.ที่มีประวัติการต่อสู้เพื่อประชาชนที่สง่างามในอดีต มาแสดงตน แสวงหาประโยชน์จากกลุ่มจารีตหรือกลุ่มการเมืองอื่น ๆ ในปัจจุบัน 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่&lt;b&gt;พฤติกรรมดังกล่าว เป็นเรื่องน่าละอาย&lt;/b&gt; ทั้งวิสัยทัศน์ที่แสดงออกมา ยังประจานตัวเองว่า พวกเขาได้ทอดทิ้งลัทธิมาร์กซ และละทิ้งจุดยืนการต่อสู้เพื่อประชาชนและเพื่อประชาธิปไตยที่แท้จริงไปหมดสิ้นแล้ว !
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;พวกเขาไม่ใช่กลุ่มคนที่จะสามารถฟื้นฟู พคท.ให้เป็นพรรคปฏิวัติตามหลักลัทธิมาร์กซของสังคมไทยได้  ! &lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;nbsp;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/sansab/20110612/1976#comments</comments>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/443">CPT</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/406">marxist</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/284">politics</category>
 <pubDate>Sun, 12 Jun 2011 16:41:32 +0700</pubDate>
 <dc:creator>ไท</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">1976 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>งานสัมมนา Marxism 2010 @BKK</title>
 <link>http://www.arayachon.org/sansab/20110612/1974</link>
 <description>&lt;p&gt;
กลุ่มประกายไฟ (Iskra Group) จัดงานสัมมนา Marxism 2010 @BKK ขึ้นเมื่อวันเสาร์-อาทิตย์ ที่ 13-14 พฤศจิกายน 2553 ที่ห้องประชุม 14 ตุลา อาคารสำนักงานมูลนิธิ 14 ตุลา (อาคารด้านหลัง) ถ.ราชดำเนิน กรุงเทพฯ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;img src=&quot;/files/Logo%20Marxism%202010.jpg&quot; align=&quot;absmiddle&quot; height=&quot;250&quot; width=&quot;505&quot; /&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;วันเสาร์ ที่ 13 พฤศจิกายน 2553&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สัมมนาหัวข้อ “&lt;b&gt;ว่าด้วยลักษณะสังคมไทย: ทุนนิยมหรือศักดินา?&lt;/b&gt; ” (Analysis of Thai Society: Capitalist or Feudalist in Character?) 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
นำเสนอโดย 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
โชติศักดิ์ อ่อนสูง (Iskra Group), 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ปราการ กลิ่นฟุ้ง (Lecturer, Social Science Division, Rangsit University), 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
พรมมา ภูมิพันธ์ (PR,The Textile Garment and Leather workers&#039; Federation of Thailand (TWFT)
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ดำเนินรายการโดย ปาลิดา ประการะโพธิ์  (Iskra Group)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฟังไฟล์เสียงจากการสัมนาได้ &lt;a href=&quot;http://www.4shared.com/audio/I6-DlsbC/20101113-Marxism_Seminar-Analy.html&quot;&gt;ที่นี่&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สัมมนาหัวข้อ “&lt;b&gt;องค์กรแนวตั้งหรือองค์กรแนวนอน?&lt;/b&gt;” (Vertical VS Horizontal Organization)
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
นำเสนอโดย เทวฤทธิ์ มณีฉาย (Iskra Group), 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ศรีไพร นนทรีย์ (Ex-President of Rangsit Area and Neighborhood Labour Union), 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
สมบัติ บุญงามอนงค์ (Red Sunday Group)
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ดำเนินรายการโดย อานนท์ ชวาลาวัณย์ (Iskra Group)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฟังไฟล์เสียงจากการสัมนาได้ &lt;a href=&quot;http://www.4shared.com/audio/RkO20Fx2/20101113-Marxism_Seminar-Verti.html&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;ที่นี่&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สัมมนาหัวข้อ “&lt;b&gt;ใครคือชนชั้นปฏิวัติในปัจจุบัน ?&lt;/b&gt; ” (Who is the Revolutionary Class in present day?)
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
นำเสนอโดย รัชพงศ์ โอชาพงศ์ (Iskra Group),
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เกรียงศักดิ์ ธีระโกวิทขจร ( Lecturer, College of Interdisciplinary Studies, Thammasat University, Lampang campus), 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
คมลักษณ์ ไชยยะ (Red Poets Group)
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ดำเนินรายการโดย สลิลทิพย์ ณ พัทลุง (Iskra Group)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฟังไฟล์เสียงจากการสัมนาได้ &lt;a href=&quot;http://www.4shared.com/audio/C5_Cacrz/20101113-Marxism_Seminar-Who_i.html&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;ที่นี่&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สัมมนาหัวข้อ “&lt;b&gt;รัฐในมุมมองมาร์กซิสม์&lt;/b&gt;” (Marxist Analysis on ‘State’)
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
นำเสนอโดย วีรนันท์ ฮวดศรี (Iskra Group), 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ (Lecturer, Faculty of Political Science, Chulalongkorn University), 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
กิติภูมิ จุฑาสมิต (Network of Protection of May 1992 Spirit)
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ดำเนินรายการโดย เก่งกิจ กิติเรียงลาภ (Iskra Group, Lecturer, Faculty of Social Science, Kasetsart University)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฟังไฟล์เสียงจากการสัมนาได้ &lt;a href=&quot;http://www.4shared.com/audio/dds8D7OW/20101114-Marxism_Seminar-Marxi.html&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;ที่นี่&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สัมมนาหัวข้อ “ข้อถกเถียงสำคัญของนักมาร์กซิสม์ในระดับสากลในปัจจุบัน” (Important Debates of Global Contemporary Marxists)
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
นำเสนอโดย เก่งกิจ กิติเรียงลาภ (Iskra Group, Lecturer, Faculty of Social Science, Kasetsart University) , 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี (Jounalist, The Nation), 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
วิภา ดาวมณี (Turn Left Organization)
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ดำเนินรายการโดย พรทิพย์ มั่นคง (Iskra Group)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฟังไฟล์เสียงจากการสัมนาได้ &lt;a href=&quot;http://www.4shared.com/audio/ys8ZbYMz/20101114-Marxism_Seminar-Impor.html&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;ที่นี่&lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
สัมมนาหัวข้อ “สังคมหลังการปฏิวัติ” (The Society after Revolution)
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
นำเสนอโดย อนุธี เดชเทวพร (Former Secretary-General of STUDENT FEDERATION OF THAILAND), 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
วันรัก สุวรรณวัฒนา (Lecturer,Thammasat University), 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
อติเทพ ไชยสิทธิ์ (Executive Committee of Student Federation of Thailand)
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ดำเนินรายการโดย ปัณมาสน์ อร่ามเมือง (Iskra Group)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฟังไฟล์เสียงจากการสัมนาได้ &lt;a href=&quot;http://www.4shared.com/audio/v-WxSYFK/20101114-Marxism_Seminar-The_S.html&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;ที่นี่&lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ที่มา &lt;a href=&quot;http://iskragroup.blogspot.com/2010/12/marxism-2010.html&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;เว็บกลุ่มประกายไฟ  &lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/sansab/20110612/1974#comments</comments>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/488">Iskra</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/406">marxist</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/487">theory</category>
 <enclosure url="http://www.arayachon.org/files/Logo Marxism 2010.jpg" length="25996" type="image/jpeg" />
 <pubDate>Sun, 12 Jun 2011 12:28:20 +0700</pubDate>
 <dc:creator>ไท</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">1974 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>การศึกครั้งสุดท้ายของทักษิณ โดย ดิอิโคโนมิสต์ </title>
 <link>http://www.arayachon.org/sansab/20110609/1973</link>
 <description>&lt;div align=&quot;center&quot;&gt;
&lt;b&gt;ชัยชนะในการเลือกตั้งเดือนกรกฎาคม จะนำคนที่เป็นเหตุของความแตกแยกที่สุดกลับประเทศไทย&lt;br /&gt;
&lt;/b&gt;
&lt;/div&gt;
&lt;p&gt;
ทักษิณเกี่ยวข้องกับการเมืองไทย ไม่แบบใดก็แบบหนึ่ง มาอย่างแนบแน่นนับทศวรรษแล้ว  ตั้งแต่เดือนกันยายน 2549 
เมื่อคณะรัฐประหารได้ขับไล่เขาซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรี 2 สมัยพ้นจากตำแหน่ง  
ทำให้เขาจำเป็นต้องอาศัยตัวแทนในการต่อสู้แทน
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;img src=&quot;/files/taksin.jpg&quot; align=&quot;absmiddle&quot; height=&quot;450&quot; width=&quot;500&quot; /&gt; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
และก็เช่นเดียวกับศึกครั้งนี้ ในวันที่ 3 กรกฎาคม ศกนี้ น้องสาวคนเล็กสุดคือ &lt;b&gt;น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร&lt;/b&gt; จะเป็นตัวแทนของ&lt;b&gt;คุณทักษิณ&lt;/b&gt; ในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกของไทยที่จัดให้มีขึ้น นับตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2550&lt;br /&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
กำหนดเวลาดังกล่าวได้เร่งการเคลื่อนไหวที่คฤหาสห์หรูหราของคุณทักษิณที่ดูไบ ข้างหลังม่านของคฤหาสห์ 
เขาพบกับแขกคนสำคัญ ๆ และจัดประชุมทางไกลผ่านระบบวีดีโอคอนเฟอร์เร้นซ์ 
(videoconference) 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
กับผู้สนับสนุนกลุ่มต่าง ๆ ในไทย ที่เรียกว่า &lt;b&gt;
กลุ่มคนเสื้อแดง&lt;/b&gt; 
ซึ่งได้ชุมนุมประท้วง จนทำให้ใจกลางกรุงเทพฯเป็นอัมพาตมาแล้วเมื่อปีก่อน 
กองทัพได้เข้าสลายการชุมนุมดังกล่าว โดยมี&lt;b&gt;คนเสียชีวิต 92 คน&lt;/b&gt; เหตุการณ์นี้ 
ทำให้กลุ่มคนที่รักและเกลียดทักษิณ แตกแยกแหลมคมมากขึ้น 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
กลุ่มคนเสื้อแดงต่อสู้เรียกร้องให้จัดการเลือกตั้งใหม่ ปัจจุบัน นายกรัฐมนตรี 
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ยุบสภา แต่บางคนก็ยังสงสัยว่า 
การเลือกตั้งจะล้มเหลวหรือไม่&lt;b&gt; &lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;กลุ่มชาตินิยมสุดขั้ว 
ซึ่งต่อต้านทักษิณคือ&lt;/b&gt; &lt;b&gt;กลุ่มคนเสื้อเหลือง&lt;/b&gt; 
ได้เรียกร้องให้ &lt;b&gt;แต่งตั้งรัฐบาลนิยมเจ้าขึ้น 
เพื่อชำระสะสางการเมืองไทยให้สะอาดก่อน
&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เมื่อถูกถามว่า 
จะมีการทำรัฐประหารอีกหรือไม่ บรรดาผู้บัญชาการเหล่าทัพล้วนปฏิเสธ 
ด้วยคำพูดและเหตุผลแบบเดิมๆ เหมือนกับที่พวกเขาเคยพูดและทำเมื่อปี 2549 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
คุณทักษิณ  ดูเหมือนจะไม่หวั่นไหวกับคำพูดดังกล่าว เขายืนยันว่า
การเลือกตั้งจะต้องเดินหน้าต่อไป 
และ&lt;b&gt;พรรคเพื่อไทยที่นำโดยยิ่งลักษณ์ จะชนะการเลือกตั้งทั่วไป กวาดเสียงข้างมากอย่างถล่มทะลาย 
บนเงื่อนไขที่ต้องไม่มีการเล่นสกปรกหรือโกงการเลือกตั้ง  
&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
คุณทักษิณ
บอกว่า ด้วยชัยชนะดังกล่าว พรรคเพื่อไทย จะเชิญพรรคเล็กๆ 
เข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลผสม เป็นใบเฟิร์นประดับช่อดอกไม้ให้สวยงามยิ่งขึ้น 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
สำหรับบรรดาผู้บัญชาการเหล่าทัพที่นิยมเจ้า ชัยชนะของคุณทักษิณ 
เป็นเหตุการณ์ที่ไม่น่าพอใจ ผู้นำจำนวนมากของกลุ่มคนเสื้อแดง &lt;b&gt;เรียกร้องให้ลงโทษคนที่สั่งและดำเนินการสลายการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง 
เมื่อปีที่แล้ว &lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
พรรคเพื่อไทยประสงค์จะแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน 
ซึ่งจัดทำขึ้นภายใต้การนำของพวกทหาร และยืนยันให้คุณทักษิณกลับประเทศ 
ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของโครงการนิรโทษกรรมทางการเมือง คุณทักษิณบอกกับผู้สนับสนุนว่า เขาจะกลับไทยในเดือนพฤษศจิกายน (ปีนี้) 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เขากล่าวว่า &amp;quot;&lt;b&gt;เมื่อผมพูดอะไรไป ผมหมายถึงอย่างนั้น&lt;/b&gt;&amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตอนนี้เขายังเป็นผู้หลบหนีหมายจับของศาลไทย เขามีโทษจำคุก 2 
ปีตามคำพิพากษารออยู่ ซึ่งเป็นผลจากการพิจารณาคดีลับหลังในข้อหาคอรัปชั่น ซึ่งคุณทักษิณ
ฟ้องว่า &lt;b&gt;เขาตกเป็นเหยื่ออันธพาลทางการเมือง และเป็นเหยื่อของศาล&lt;/b&gt; เขาบอกว่า &lt;b&gt;เขาพร้อมที่จะให้อภัย แต่ก็จะไม่ลืม 
&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ฝ่ายตรงข้ามของเขา 
คงต้องการอะไรที่เชื่อถือได้มากกว่านั้น เนื่องจากคนทั่วๆไปมองว่า คุณทักษิณได้เคยปลุกระดมและสนับสนุนการชุมนุมที่รุนแรง 
เกิดการวางเพลิงเผาเมืองในกรุงเทพ (ซึ่งเขายืนยันว่า 
&lt;b&gt;คนเสื้อแดงชุมนุมอย่างสันติ แต่ถูกยั่วยุก่อน&lt;/b&gt;)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เขาก็มีศัตรูที่มีอิทธิพลหลายคน รวมถึงกลุ่มที่แวดล้อมราชวงศ์ 
ความพยายามใดๆ ที่จะประนีประนอมร ะหว่างกลุ่มคนที่แตกแยกเป็นฝักฝ่ายในสังคมไทย
ซึ่งไปไกลกว่าความขัดแย้งระหว่างแดง-เหลือง เป็นเรื่องที่แก้ยากมากขึ้นอีก 
เมื่อมีคุณทักษิณอยู่ในความขัดแย้งนั้นด้วย
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
กลุ่มคนที่ภักดีต่อคุณทักษิณบางคน ยอมรับต่อ &amp;quot;สภาพความยากลำบาก&amp;quot; นี้ นาย&lt;b&gt;พงษ์เทพ เทพกาญนา&lt;/b&gt;
อดีตรัฐมนตรียุติธรรม สมัยยุคทักษิณ กล่าวว่า 
รัฐบาลพรรคเพื่อไทย จำเป็นต้องสร้างฉันทามติในการเสนอนิรโทษกรรม 
และผ่านร่างกฎหมายดังกล่าวใน&lt;b&gt;เวลาที่เหมาะสม&lt;/b&gt; เขาได้ยกตัวอย่าง  ในปี 2523 
การนิรโทษกรรมต่อกลุ่มคอมมิวนิสต์ ได้รวมถึงกลุ่มฆาตกรด้วย 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เช่นเดียวกัน
กลุ่มทหารและพลเรือน ที่อยู่เบื้องหลังการปราบปรามกลุ่มคนเสื้อแดง 
ก็ควรได้รับการนิรโทษด้วย 
เพื่อให้ข้อเสนอดังกล่าวได้รับการยอมรับจากพรรคการเมืองและฝ่ายอื่น ๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่ความลำบาก อยู่ที่รายละเอียดของข้อเสนอ 
การนิรโทษผู้ชุมนุมที่ถูกลงโทษจำคุกเล็กน้อยเป็นเรื่องหนึ่ง 
แต่ถ้าบรรดาผู้สนับสนุนคุณทักษิณ พยายามที่จะยกเว้นโทษจำคุกของเขา 
โดยการออกพระราชกำหนดหรืออย่างอื่นทำนองเดียวกัน ศาลก็น่าจะออกมาต่อต้าน 
และประชาชนทั่วไป ก็อาจออกมาชุมนุมประท้วงบนท้องถนนอย่างยากที่จะหลีกเลี่ยงได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ระหว่างการหาเสียง นาย&lt;b&gt;อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ&lt;/b&gt; ได้โจมตีพรรคเพื่อไทยว่า &lt;b&gt;สนใจแต่เรื่องอดีต&lt;/b&gt; &lt;b&gt;และทำงานเพื่อรับใช้คุณทักษิณ&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งบางคน
ปฎิเสธการรณรงค์ของพรรคเพื่อไทย ที่เน้นความแข็งกร้าวของคุณทักษิณ 
และบทบาทการนำของน้องสาวของเขา 
ซึ่งคุณทักษิณบอกว่าเป็น&amp;quot;พันธุ์เดียวกัน(Clone)&amp;quot; กับเขา อย่างไรก็ตาม 
ผู้คนจำนวนมากเชื่อว่า &lt;b&gt;เมืองไทยจะดีขึ้นกว่านี้ หากเขากลับมาบริหารประเทศ
&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ก่อนที่จะเข้าสู่การเมือง คุณทักษิณร่ำรวยขึ้นมาจากธุรกิจสื่อสารโทรคมนาคม
เขายังดำเนินชีวิตอย่างดี 
แม้จะถูกยึดทรัพย์โดยคำพิพากษาของศาลฎีกาเมื่อปีที่แล้ว เป็นเงินถึง 46,000
ล้านบาท 
จากเงินที่ได้จากการขายกิจการชินคอร์ปให้กับบริษัทเทมาเส็กโฮลดิ้งของสิงคโปร์
เมื่อปี 2549 โดยคณะทหารที่ทำการรัฐประหาร 
ได้ยึดทรัพย์สินภายหลังการเข้ายึดอำนาจในปีนั้น
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ศาลฎีกายังตัดสินว่า เงินส่วนที่เหลือจำนวน 30,000 
ล้านบาทจากการขายกิจการดังกล่าวเป็นของคุณทักษิณ จริง ๆ แล้ว  
เงินจำนวนดังกล่าวได้ถูกโอนเข้าบัญชีสมาชิกในครอบครัวของเขาในเมืองไทย ตอนนี้ทักษิณ กำลังยุ่งกับการลงทุนในกิจการเหมืองแร่ในทวีปแอฟริกา เขากล่าวว่า เขามีแผนจะนำกิจการดังกล่าวเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ตอนนี้ เขามีเครื่องบินส่วนตัวและคณะเจ้าหน้าที่ผู้ภักดี ชีวิตลี้ภัยของเขา
ไม่ได้ยากลำบากนัก 
แต่มันไม่อาจเปรียบเทียบได้ กับการกลับมายิ่งใหญ่ทางการเมืองในประเทศไทยอีกครั้งหนึ่ง
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;หมายเหตุ&lt;/b&gt; รายงานข่าวพิเศษนี้ แปลและเรียบเรียงจากต้นฉบับภาษาอังกฤษ ชื่อ &lt;a href=&quot;http://www.economist.com/node/18775121&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;Thaksin′s last Stand&lt;/a&gt;  โดย ดิอีโคโนมิสต์ นิตยสารชั้นนำของโลก 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
มติชนได้แปลรายงานข่าวนี้ เป็นอีกสำนวนหนึ่ง ชื่อ &lt;a href=&quot;http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1307427845&amp;amp;grpid=03&amp;amp;catid=03&amp;amp;utm_source=MatichonOnline&amp;amp;utm_medium=MatichonOnline&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;&amp;quot;อีโคโนมิสต์&amp;quot;วิเคราะห์&amp;quot;ศึกสุดท้ายของทักษิณ&amp;quot;ชูพ.ร.บ.นิรโทษกรรม และ&amp;quot;น้องสาวโคลนนิ่ง&amp;quot;!! &lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/sansab/20110609/1973#comments</comments>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/287">crisis</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/284">politics</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/459">thaksin</category>
 <pubDate>Thu, 09 Jun 2011 15:44:23 +0700</pubDate>
 <dc:creator>ไท</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">1973 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>ศึกษาวัตถุนิยมวิภาษ บทที่ 2 สภาวะของโลกวัตถุ</title>
 <link>http://www.arayachon.org/sansab/20110601/1966</link>
 <description>&lt;p&gt;
บทนี้ มีเนื้อหาสำคัญคือ
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
1.อะไรคือวัตถุ จินตภาพทางวัตถุและรูปแบบการดำรงอยู่ของวัตถุ
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
2.การเคลื่อนไหวคือแก่นแท้ของวัตถุ
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
3.กฎมูลฐานแห่งการเคลื่อนไหวของวัตถุ
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
4.เทศะ เวลา กับการเคลื่อนไหวของวัตถุ
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เชิญทัศนาได้โดยพลัน &lt;a href=&quot;/files/Dialectic_2.pdf&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;บทที่ 2 สภาวะของโลกวัตถุ&lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/sansab/20110601/1966#comments</comments>
 <pubDate>Wed, 01 Jun 2011 22:27:56 +0700</pubDate>
 <dc:creator>ไท</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">1966 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>จดหมายเปิดผนึกฯเรียกร้องให้มีการแก้ไขมาตรา 112 และยุติการใช้ข้อกล่าวหาหมิ่นฯ ปิดกั้นการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง</title>
 <link>http://www.arayachon.org/rethink/20110520/1952</link>
 <description>&lt;p align=&quot;center&quot;&gt;
&lt;b&gt;จดหมายเปิดผนึกถึงเพื่อนนักเขียนไทยทั่วประเทศ&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;div align=&quot;center&quot;&gt;
&lt;b&gt;เรื่อง: ขอเชิญร่วมลงชื่อในการเรียกร้องให้มีการแก้ไขมาตรา 112 และยุติการใช้ข้อกล่าวหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพปิดกั้นการแสดงออกและแสดงความคิดเห็นทางการเมือง&lt;/b&gt;
&lt;/div&gt;
&lt;p&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;เพื่อนนักเขียนทุกท่าน&lt;br /&gt;
&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เรา - นักเขียนผู้มีรายชื่อในท้ายจดหมายฉบับนี้ เชื่อว่า ท่านคงเห็นด้วยว่า เสรีภาพในการแสดงออกและแสดงความคิดเห็น คือหัวใจสำคัญของการเป็นนักเขียนในสังคมประชาธิปไตย ไม่ว่าจะเป็นงานเขียนประเภทใด ไม่ว่าจะเป็นนักเขียนผู้ทำงานเขียนเพื่อเลี้ยงชีพ หรือเป็นนักเขียนผู้ผลิต “งานสร้างสรรค์” ไม่ว่าจะเป็นนักเขียนผู้มีอุดมการณ์ ศรัทธา และความเชื่อส่วนตัวเช่นไร
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เสรีภาพในการแสดงออกและแสดงความคิดเห็น ถือเป็นพื้นฐานสำคัญเบื้องต้น ที่เอื้อให้นักเขียนทุกคนทุกแขนงในสังคม ได้มีพื้นที่ มีอิสรภาพ และมีโอกาสในการพัฒนาทั้งคุณภาพผลงานและทั้งคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่โดยเท่าเทียมกัน&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;เมื่อใดก็ตามที่เสรีภาพในการแสดงออกและแสดงความคิดเห็น ตกอยู่ในสภาวะบอบบาง อ่อนแอ และสั่นคลอน สถานภาพของการเป็นนักเขียนในสังคมประชาธิปไตย ย่อมตกอยู่ในสภาวะบอบบาง อ่อนแอ และสั่นคลอนไปด้วย ผลกระทบเบื้องต้น คือการหยุดชะงักของโอกาสในการพัฒนาความรู้ ความคิด และการสร้างสรรค์งานเขียน
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เนื่องเพราะถูกจำกัดขอบเขตการแสดงออกและการสานต่อทางปัญญา ผลกระทบขั้นรุนแรงกว่าคือการต้องใช้ชีวิตและทำงานภายใต้บรรยากาศอันมืดมิด ภายใต้ความหวั่นวิตกถึงการสูญเสียสิทธิ สูญเสียอิสรภาพอย่างไม่เป็นธรรม และหวาดกลัวต่ออันตรายที่อาจเกิดกับตนเองและครอบครัว&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;สังคมไทยขณะนี้ มีการนำกฎหมายอาญามาตรา 112 มาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง โดยคนหลายกลุ่มหลายฝ่าย มีการใช้มาตราดังกล่าวในการข่มขู่คุกคาม กระทั่งฟ้องร้องดำเนินคดี คุมขังและริดรอนอิสรภาพของประชาชนผู้ถูกกล่าวหาจำนวนมาก ทำให้เห็นว่าสังคมไทยกำลังก้าวล่วงสู่ สภาวการณ์ที่เสรีภาพในการแสดงออกและแสดงความคิดเห็นถูกคุกคามอย่างอยุติธรรมมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
นอกเหนือไปจากความกังวลในฐานะประชาชนที่อาจต้องเผชิญกับการคุกคาม เราในฐานะนักเขียน ย่อมมิอาจนิ่งดูดายและปล่อยให้หัวใจสำคัญของการเป็นนักเขียนและการทำงานเขียนภายใต้สังคมประชาธิปไตย ต้องตกอยู่ในวิกฤตเช่นนี้&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ข้อความสั้น ๆ ของกฎหมายอาญามาตรา 112 ที่กล่าวว่า:
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
“&lt;i&gt;ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี&lt;/i&gt;” ได้ถูกนำมากล่าวอ้างกล่าวหาเพื่อประโยชน์ทางการเมือง เพื่อข่มขู่ ฟ้องร้อง และคุมขังประชาชน
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
หลายครั้งเป็นการตีความกฎหมายโดยกว้าง เช่น แม้แต่การไม่ยืนถวายพระพร เมื่อมีการเปิดเพลงสรรเสริญพระบารมี ก็กลายเป็นความผิดฐานดูหมิ่นได้ นอกจากนั้น กระบวนการบังคับใช้กฎหมายมาตรานี้ ยังได้ฉวยใช้ความรู้สึกต่อองค์พระมหากษัตริย์ของคนทั่วไป มารวบรัดขั้นตอนการดำเนินคดี ไม่ดำเนินคดีตามกระบวนการที่ถูกต้องเหมาะสมตามกฎหมาย
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
หากแต่เป็นการดำเนินคดีตามอำเภอใจ เช่น &lt;b&gt;สั่งให้มีการไต่สวนโดยปิดลับ และห้ามสื่อมวลชนทำข่าวจนกระทั่งบัดนี้&lt;/b&gt; แม้แต่สื่อมวลชนและนักวิชาการที่เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยของรัฐบาล ซึ่งอภิปรายเรื่องการเมือง ที่เกี่ยวเนื่องกับสถาบันกษัตริย์อย่างเป็นวิชาการ ยังถูกฟ้องร้องดำเนินคดีด้วยกฎหมายมาตรา 112 เช่นกัน &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;หลายกรณีที่เกิดขึ้น เราไม่สามารถเข้าใจได้ว่าเป็นการ “หมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย” อย่างไร นอกจากเป็นเพียงแต่การพยายามนำเสนอแนวคิดเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ด้วยเหตุผลและข้อมูลทางประวัติศาสตร์อย่างตรงไปตรงมา ด้วยกิริยาและวาจาที่อยู่บนมาตรฐานของมนุษย์ผู้มีอารยธรรม
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
อีกทั้งยังเป็นการแสดงทัศนะที่เกิดจากเจตนารมณ์อันดีต่อสถาบันกษัตริย์และสังคมไทย เป็นการนำเสนอแนวทางที่จะสร้างความมั่นคงยั่งยืนให้กับสถาบันกษัตริย์ในระยะยาว มิได้ลบหลู่ล่วงเกิน หรือต้องการ “ล้ม” สถาบันแต่ประการใด&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;บรรยากาศของความหวาดกลัวที่เกิดขึ้นในสังคม และพฤติกรรมคุกคามโดยคนบางกลุ่ม เช่น ทหารไทยที่ออกมาตบเท้าข่มขู่ประชาชนและฟ้องร้องนักวิชาการ ตอกย้ำให้เราตระหนักว่า
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;ถึงเวลาแล้ว ที่สังคมต้องนำกฎหมายอาญามาตรา 112 มาเป็นประเด็นทบทวนพิจารณาปรับปรุงแก้ไขอย่างจริงจัง เพื่อป้องกันมิให้เสรีภาพในการแสดงออกและแสดงความคิดเห็นของประชาชนถดถอยล้าหลัง ก้าวย่างไปสู่ยุคมืด หรือถูกทำลายลงโดยสิ้นเชิงในที่สุด&lt;/b&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ถึงเวลาแล้วที่สังคมไทยต้องแยกแยะ “&lt;b&gt;การล้มสถาบัน&lt;/b&gt;” ออกจากการอภิปรายเพื่อนำไปสู่เสถียรภาพทางสังคมในระยะยาว และการปกป้องเสรีภาพในการแสดงออกและแสดงความคิดของประชาชน ภายใต้การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ในฐานะประชาชนชาวไทย ผู้มีความเป็นห่วงและกังวลต่อสภาวการณ์บ้านเมืองภายใต้บรรยากาศของความหวาดกลัว และในฐานะนักเขียนไทยผู้หวงแหนเสรีภาพในการแสดงออกและแสดงความคิดเห็น เราต้องการ&lt;b&gt;เรียกร้องให้มีการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 โดยเร็วที่สุด&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
และสนับสนุนการนำแนวทางที่ปัญญาชนบางกลุ่มบางท่าน (เช่น กลุ่มนิติราษฎร์ อาจารย์สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล และกลุ่มอื่นๆ) ได้เสนอแนะไว้ในหลายวาระ ขึ้นมาพิจารณาประกอบกัน เพื่อนำไปสู่บทสรุปที่เป็นธรรมและก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่สังคมไทย&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;นอกจากนี้ เราต้องการเรียกร้องให้ผู้ใช้สถาบันกษัตริย์ เป็นข้ออ้างในการแสดงบทบาทและวางอำนาจทางการเมือง เช่น &lt;b&gt;ทหาร ได้ยุติพฤติกรรมดังกล่าว และปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตนเอง&lt;/b&gt; หากความสงบสุข ความสามัคคี และความเป็นธรรม คือสิ่งที่ท่านต้องการให้เกิดขึ้นอย่างบริสุทธิ์ใจ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ในสังคมประชาธิปไตยที่ประกอบด้วยความแตกต่างหลากหลาย การเรียนรู้และแลกเปลี่ยนความเชื่อและความคิดเห็นที่แตกต่าง คือกระบวนการที่ช่วยให้เกิดความมั่นคงในการอยู่ร่วมกัน และช่วยบรรเทาความรุนแรงของความขัดแย้ง ที่สามารถบังเกิดตามธรรมชาติของสังคม
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
การประนีประนอมนั้นมิได้เกิดจากความกลัว หากแต่เกิดจากการฝากความหวังไว้กับการเรียนรู้ของประชาชน และฝากความเชื่อมั่นไว้กับสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชน หากเสรีภาพในการแสดงออกและแสดงความคิดเห็นของประชาชนถูกคุกคามและสั่นคลอน ความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อระบอบประชาธิปไตยและต่อประเทศของตน ย่อมสั่นคลอนเสื่อมถอยอย่างไม่ต้องสงสัย&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;b&gt;เพื่อนนักเขียนที่เคารพทุกท่าน&lt;br /&gt;
&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เรา - นักเขียนผู้มีรายนามในท้ายจดหมายนี้ ต้องการเรียกร้องให้มี&lt;b&gt;การทบทวน ปรับปรุง แก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 เพื่อความมั่นคงของประชาธิปไตย เพื่อความเป็นธรรมในสังคม เพื่อความยืนยงของสถาบันกษัตริย์ และเพื่ออนาคตของประเทศชาติ &lt;/b&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;เรา - นักเขียนผู้มีนามต่อท้ายจดหมายฉบับนี้ มั่นใจว่า เพื่อนนักเขียนทุกท่านตระหนักถึงความสำคัญของเสรีภาพในการแสดงออกและแสดงความคิดเห็น และหากท่านเห็นด้วยกับข้อเรียกร้อง เห็นด้วยว่าต้องยุติการใช้ข้อกล่าวหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพมาเป็นเครื่องมือทางการเมือง
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เราขอเรียนเชิญให้ท่านร่วมแสดงออกกับเราในครั้งนี้ ด้วยการลงชื่อสนับสนุนข้อเรียกร้องดังกล่าวในฐานะนักเขียน เราย้ำว่า เสียงของท่านมีความสำคัญกับผู้ที่กำลังถูกดำเนินคดีอย่างไม่ยุติธรรมทุกคน ทั้งในอดีต และในอนาคต เราขอให้ท่านสละเวลาลงชื่อเพื่อร่วมเรียกร้องด้วยกันกับเรา ตามช่องทางที่ระบุไว้ท้ายจดหมายฉบับนี้&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;19 พฤษภาคม 2554&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;b&gt;บินหลา สันกาลาคีรี&lt;br /&gt;
ปราบดา หยุ่น&lt;br /&gt;
ดวงฤทัย เอสะนาชาตัง&lt;br /&gt;
ซะการีย์ยา อมตยา&lt;br /&gt;
กิตติพล สรัคคานนท์&lt;br /&gt;
วรพจน์ พันธุ์พงศ์&lt;br /&gt;
วาด รวี&lt;/b&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;b&gt;หมายเหตุ&lt;/b&gt; – ท่านสามารถติดต่อลงชื่อได้ตามช่องทางดังต่อไปนี้&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;1. ติดต่อกับเจ้าภาพทั้งแปดโดยตรง&lt;br /&gt;
2. อีเมล &lt;a href=&quot;mailto:thaiwriteranti112@rocketmail.com&quot;&gt;thaiwriteranti112@rocketmail.com&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
3. &lt;a href=&quot;http://www.thaipoetsociety.com&quot; title=&quot;www.thaipoetsociety.com&quot;&gt;www.thaipoetsociety.com&lt;/a&gt; กระทู้นี้&lt;br /&gt;
4. แฟกซ์: ถึง วาด รวี ที่เบอร์ 02 439 3536 &lt;br /&gt;
5. จดหมาย: วารสารหนังสือใต้ดิน 825/666 หมู่ 1 ประชาอุทิศ ทุ่งครุ กรุงเทพฯ 10140&lt;br /&gt;
6. facebook: Underground Buleteen&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;b&gt;อัพเดตรายชื่อผู้ร่วมลงนาม ถึง ณ 20 พค. 2554&lt;br /&gt;
&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
1. กฤช เหลือลมัย&lt;br /&gt;
2. สุเจน กรรพฤทธิ์&lt;br /&gt;
3. กวีอราสุ&lt;br /&gt;
4. ธีรภัทร เจริญสุข&lt;br /&gt;
5. พรสุข เกิดสว่าง&lt;br /&gt;
6. สานุ  อร่ามเอกวนิช&lt;br /&gt;
7. สรายุทธ์ ธรรมโชโต&lt;br /&gt;
8. นงลักษณ์ หงส์วิเศษชัย&lt;br /&gt;
9. เฉลิมพันธุ์  หวันชิตนาย&lt;br /&gt;
10. เดือนวาด พิมวนา&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;11. ประกาย ปรัชญา&lt;br /&gt;
12. นพดล ปรางค์ทอง&lt;br /&gt;
13. นพรุจ  หิญชีระนันทน์  &lt;br /&gt;
14. กิตติกา บุญมาไชย&lt;br /&gt;
15. ภาณุ มณีวัฒนกุล&lt;br /&gt;
16. วิจักขณ์ พานิช&lt;br /&gt;
17. เกียรติศักดิ์ ประทานัง (ปั้นคำ)&lt;br /&gt;
18. สฤณี อาชวานันทกุล&lt;br /&gt;
19. ชญานิน เตียงพิทยากร&lt;br /&gt;
20. ทองธัช  เทพารักษ์&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;21. “ผาดไหม”&lt;br /&gt;
22. อธิฌลา (อันธิฌา ทัศคร)&lt;br /&gt;
23. ดาราณี ทองศิริ&lt;br /&gt;
24. นิติพงศ์ สำราญคง &lt;br /&gt;
25. ศรัทธา แสงทอน   &lt;br /&gt;
26. สหรัฐ พัฒนกิจวรกุล&lt;br /&gt;
27. วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล&lt;br /&gt;
28. ปราย พันแสง&lt;br /&gt;
29. คณพล วงศ์วิเศษไพบูลย์&lt;br /&gt;
30. บุญชิต ฟักมี&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;31. สิทธา วรรณสวาท&lt;br /&gt;
32. นิศากร แก่นมีผล&lt;br /&gt;
33. อาทิชา ตันธนวิกรัย&lt;br /&gt;
34. ฉันทลักษณ์ รักษาอยู่ (มน. มีนา)&lt;br /&gt;
35. การะเกตุ ศรีปริญญาศิลป์ (การะเกต์ ศรีปริญญาศิลป์)&lt;br /&gt;
36. วรัญญู อินทรกำแหง &lt;br /&gt;
37. พิชญา โชนะโต&lt;br /&gt;
38. พีระ ส่องคืนอธรรม&lt;br /&gt;
39. วรวุฒิ สัจจะปรเมษฐ&lt;br /&gt;
40. พิเชฐ แสงทอง&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;41. คำ ผกา&lt;br /&gt;
42. โคจร สมุทรโชติ&lt;br /&gt;
43. ภู่มณี ศิริพรไพบูลย์&lt;br /&gt;
44. วิชัย ดวงมาลา&lt;br /&gt;
45. แก้วตา ธัมอิน&lt;br /&gt;
46. พิรุณ อนุสุริยา&lt;br /&gt;
47. พณ ลานวรัญ&lt;br /&gt;
48. ธิติ มีแต้ม&lt;br /&gt;
49. ธาริต โตทอง&lt;br /&gt;
50. ภูมิภัทร์ สงวนแก้ว&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;51. ณัฐชา วิวัฒน์ศิริกุล&lt;br /&gt;
52. มหรรณพ โฉมเฉลา &lt;br /&gt;
53. รวิวาร โฉมเฉลา&lt;br /&gt;
54. ปิยะพันธ์ เลิศคุณากร &lt;br /&gt;
55. นฤพนธ์  สุดสวาท&lt;br /&gt;
56. ณภัค เสรีรักษ์&lt;br /&gt;
57.  ธนะ วงษ์มณี&lt;br /&gt;
58. อนุพงษ์ เทพวรินทร์&lt;br /&gt;
59. จรูญพร  ปรปักษ์ประลัย&lt;br /&gt;
60. ระยิบ เผ่ามโน&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;61. อรุณรุ่ง  สัตย์สวี&lt;br /&gt;
62. รางชาง มโนมัย&lt;br /&gt;
63. ภู กระดาษ&lt;br /&gt;
64. มัคคุเทศก์ทางวิญญาณ&lt;br /&gt;
65. รน บารนี&lt;br /&gt;
66. ธีร์ อันมัย&lt;br /&gt;
67. วิวัฒน์ เลิศฯ (วิวัฒน์ เลิศวิวัฒน์วงศา) &lt;br /&gt;
68.  มูหัมหมัดฮาริส กาเหย็ม &lt;br /&gt;
69. พรพิมล ลิ่มเจริญ&lt;br /&gt;
70. ก่องแก้ว  กวีวรรณ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;71. กตัญญู สว่างศรี  &lt;br /&gt;
72.หรินทร์ สุขวัจน์&lt;br /&gt;
73. สมหวัง ดังพ่อตั้งจิต  &lt;br /&gt;
74. คาล รีอัล&lt;br /&gt;
75. กฤชวัชร์ เตชะวณิย์&lt;br /&gt;
76. ชานันท์  ยอดหงษ์&lt;br /&gt;
77. นราวุธ ไชยชมภู&lt;br /&gt;
78. จรัส โฆษณานันท์&lt;br /&gt;
79. อนันต์ เกษตรสินสมบัติ&lt;br /&gt;
80. วิวัฒน์ จ่างตระกูล (Wiwat Chang)&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;81. โอปอล์ ประภาวดี&lt;br /&gt;
82. วีรพงษ์ สุนทรฉัตราวัฒน์&lt;br /&gt;
83. ภัทรภร วาดกลิ่นหอม&lt;br /&gt;
84. ภัควดี วีระภาสพงษ์&lt;br /&gt;
86. อำพล ฐาปนพันธ์นิติกุล&lt;br /&gt;
87. อาทิตย์ ศรีจันทร์&lt;br /&gt;
88. สิรนันท์ ห่อหุ้ม&lt;br /&gt;
89. ทินกร หุตางกูร&lt;br /&gt;
90. อธิคม คุณาวุฒิ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;91. กรรณิการ์ กิจติเวชกุล&lt;br /&gt;
92. กันต์ธร อักษรนำ&lt;br /&gt;
93. อโนชา ปัทมดิลก&lt;br /&gt;
94. วิสัย เร็วเรียบ&lt;br /&gt;
95. รชา พรมภวังค์ (ลือชา กิจบำรุง)&lt;br /&gt;
96. กุดจี่ พรชัย แสนยะมูล&lt;br /&gt;
97. ชัชชล อัจนากิตติ&lt;br /&gt;
98. อติภพ ภัทรเดชไพศาล&lt;br /&gt;
99. วิทวัส จันทร์ก้อน&lt;br /&gt;
100. นิวัต พุทธประสาท&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;101. เรืองเดช จันทรคีรี&lt;br /&gt;
102. วิภาส ศรีทอง&lt;br /&gt;
103. เด็ดเดี่ยว เหล่าสินชัย&lt;br /&gt;
104. ไกรวุฒิ จุลพงศธร&lt;br /&gt;
105. ธเรศ นวลศิริ&lt;br /&gt;
106. นครินทร์ วนกิจไพบูลย์&lt;br /&gt;
107. วัชรัสม์ บัวชุ่ม&lt;br /&gt;
108. เมดินา อดุลยรัตน์&lt;br /&gt;
109. ตรีมีซีย์ ยามา&lt;br /&gt;
110. คันฉัตร รังสีกาญจนส่อง&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;111. แอลสิทธิ์ เวอร์การา &lt;br /&gt;
112. เวียง-วชิระ บัวสนธ์&lt;br /&gt;
113. ธนรรถวร จตุรงควาณิช&lt;br /&gt;
114. วรชัย เพชรคุ้ม&lt;br /&gt;
115. อุทิศ เหมะมูล&lt;br /&gt;
116. จันทร์เคียว ปริยา รัตนโยธา&lt;br /&gt;
117. วุฐิศานติ์ จันทร์วิบูล&lt;br /&gt;
118. จักรพันธุ์ ขวัญมงคล&lt;br /&gt;
119. รัชตะ อารยะ&lt;br /&gt;
120. รุ่งฤทธิ์ เพ็ชรรัตน์&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;121.  แพร จารุ&lt;br /&gt;
122.  อังตวน&lt;br /&gt;
123.  มงคล โรจนวิสุทธิกุล&lt;br /&gt;
124. นพพล โสภารัตนาไพศาล&lt;br /&gt;
125. วาสุเทพ เกตุเพ็ชร์&lt;br /&gt;
126. รัชดา  อุษณกร&lt;br /&gt;
127. วรวิช ทรัพย์ทวีแสง&lt;br /&gt;
128. สมศรี  ตรังคสันต์&lt;br /&gt;
129. อรวรรณ  ตรังคสันต์&lt;br /&gt;
130. ภาณุ ตรัยเวช&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;131. รุเธียร (วรุตม์ พงศ์พิพัฒน์)&lt;br /&gt;
132. ภู เชียงดาว&lt;br /&gt;
133. ประชา แม่จัน&lt;br /&gt;
134. เนติวิทย์  โชติภัทร์ไพศาล&lt;br /&gt;
135. ณัฐวัจน์ สุจริต&lt;br /&gt;
136. สรณรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ที่มา &lt;a href=&quot;http://www.thaipoetsociety.com/index.php?topic=3668.0&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;เว็บ Thai poet Soceity &lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/rethink/20110520/1952#comments</comments>
 <pubDate>Fri, 20 May 2011 23:30:53 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">1952 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>ศึกษาวัตถุนิยมวิภาษ บทที่ 1  เครื่องมือในการแสวงหาสัจจะจากความเป็นจริง</title>
 <link>http://www.arayachon.org/sansab/20110403/1925</link>
 <description>&lt;p&gt;
ลัทธิมาร์กซ์หรือลัทธิคอมมิวนิสต์ ประกอบด้วยองค์ประกอบทางทฤษฎี 3 ส่วนคือ วัตถุนิยมวิภาษ เศรษฐศาสตร์การเมือง และสังคมนิยม
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
วัตถุนิยมวิภาษเป็นปรัชญาและเป็นรากฐานของลัทธิมาร์กซ์ หลังจากสหภาพโซเวียตและยุโรปตะวันออกล่มสลายลง ก็มีผู้เสนอว่า ลัทธิมาร์กซล้าสมัยและไม่อาจใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาสังคมอีกต่อไปแล้ว  
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่ถึงทุกวันนี้ ลัทธิมาร์กซ ก็ยังเป็นทฤษฎีหนึ่งที่มีอิทธิพลต่อสังคมทั่วโลก เฉพาะในสังคมไทย เมื่อเร็ว ๆ นี้ รองนายกฯ สุเทพ เทือกสุบรรณก็ได้ระบุว่า&lt;br /&gt;
การเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดง หรือ กลุ่ม นปช.&lt;br /&gt;
ได้รับอิทธิพลจากลัทธิคอมมิวนิสต์
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เหตุการณ์เหมือนกับกรณีที่ &lt;a href=&quot;http://www.marxists.org/thai/archive/marx-engels/1848/communist-manifesto/ch01.htm&quot;&gt;แถลงการณ์ชาวพรรคคอมมิวนิสต์&lt;/a&gt; ได้ระบุไว้เมื่อ ปี คศ. 1848 ว่า 
&lt;/p&gt;
&lt;blockquote&gt;
&lt;p&gt;
	ปีศาจตนหนึ่ง ปีศาจแห่งลัทธิคอมมิวนิสต์กำลังวนเวียนอยู่ในยุโรป อิทธิพลทั้งปวงของยุโรปเก่า ทั้งสันตะปาปาและพระเจ้าซาร์ ทั้งเมต เตร์นิช และกีโซต์ ทั้งชาวพรรคหัวรุนแรงของฝรั่งเศสและสายลับตำรวจของเยอรมัน ได้รวมกันเข้าเป็นพันธมิตรอันศักดิ์สิทธิ์เพื่อกำจัดปีศาจตนนี้&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;	มีพรรคฝ่ายค้านพรรคไหนบ้าง ที่ไม่ถูกฝ่ายศัตรูของตน ซึ่งเป็นผู้กุมอำนาจตราหน้าว่า เป็นพรรคคอมมิวนิสต์ ? และมีพรรคฝ่ายค้านพรรคไหนบ้างที่ไม่เอาข้อหาลัทธิคอมมิวนิสต์ โยนไปให้พวกพรรคฝ่ายค้านที่ก้าวหน้ายิ่งกว่าและพวกศัตรูที่เป็นปฏิกิริยากับตนเอง ?&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;	จากข้อเท็จจริงนี้ได้ข้อสรุป 2 ข้อ คือ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;	หนึ่ง ลัทธิคอมมิวนิสต์ได้เป็นที่ยอมรับจากอิทธิพลทั้งปวงของยุโรปว่าเป็นอิทธิพลอย่างหนึ่งแล้ว&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;	สอง บัดนี้ถึงเวลาแล้วที่ชาวพรรคคอมมิวนิสต์จะชี้แจงทัศนะของตน วัตถุประสงค์ของตนและความมุ่งหมายของตนอย่างเปิดเผยแก่ทั่วทั้งโลก และนำเอาแถลงการณ์ของพรรคเอง มาต่อต้านเทพนิยายเรื่องปีศาจแห่งลัทธิคอมมิวนิสต์
	&lt;/p&gt;
&lt;/p&gt;&lt;/blockquote&gt;
&lt;p&gt;
เอกสารชุดนี้ เป็นการแนะนำเฉพาะปรัชญาวัตถุนิยมวิภาษ ในฐานะเป็นเครื่องมือในการแสวงหาสัจจะจากความเป็นจริง ประกอบด้วยบทความ 10 บท เรียบเรียงโดยคุณวเนช พร่อนนระ ซึ่งจะทะยอยเผยแพร่ต่อไป
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;a href=&quot;/files/Dialectic_1.pdf&quot;&gt;บทที่ 1 ชื่อ เครื่องมือในการแสวงหาสัจจะจากความเป็นจริง&lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;nbsp;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/sansab/20110403/1925#comments</comments>
 <pubDate>Sun, 03 Apr 2011 21:55:37 +0700</pubDate>
 <dc:creator>ไท</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">1925 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>ข้อเสนอให้แก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ ของคณะนิติราษฎร์  </title>
 <link>http://www.arayachon.org/editorial/20110403/1924</link>
 <description>&lt;p&gt;
หลังจากมีผู้เสนอและอภิปรายเกี่ยวกับปัญหา ทั้งด้านสารบัญญัติ วิธีสบัญญัติ&lt;br /&gt;
อุดมการณ์และแบบแผนการใช้บังคับกฎหมายกฎหมายหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ ตามมาตรา 112 แห่งประมวลกฎหมายอาญาตลอดมา
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
บัดนี้ คณะนิติราษฎร์ซึ่งนำโดยอาจารย์นิติศาสตร์ 5 ท่าน ได้ออกแถลงการณ์เรื่อง &lt;a href=&quot;http://www.enlightened-jurists.com/download/24&quot;&gt;ข้อเสนอแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ &lt;/a&gt;และได้เสนอ &lt;a href=&quot;http://www.enlightened-jurists.com/download/25&quot;&gt;ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา พศ...&lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
โดยในแถลงการณ์ ฯ ได้อารัมภบทว่า
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;quot; โดยตระหนักว่ามนุษย์ ไม่ว่าจะชาติกำเนิดใด ดำรงตำแหน่งสถานะใด&lt;br /&gt;
ย่อมมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ มีเสรีภาพ มีความเสมอภาคเท่าเทียมกัน&lt;br /&gt;
มีเหตุผล มีความสามารถอดทนอดกลั้น ต่อความคิดเห็นที่แตกต่าง&lt;br /&gt;
และในสังคมประชาธิปไตย เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น&lt;br /&gt;
เป็นเสรีภาพที่จะขาดเสียมิได้ หากจะมีการจำกัดเสรีภาพดังกล่าว&lt;br /&gt;
รัฐต้องกระทำเท่าที่จำเป็นและจะจำกัดจนถึงขนาด กระทบต่อสารัตถะแห่งเสรีภาพนั้น มิได้ ...&amp;quot;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
สำหรับคนไทยบางกลุุ่ม บางพวกอาจเห็นว่า ข้อเสนอและร่าง พรบ.ฯ ดังกล่าวไม่เหมาะสมหรือไม่บังควรด้วยสาเหตุใด ๆ ก็ตาม แต่ทุกคนก็ควรยอมรับว่า
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ข้อเสนอที่ตรงไปตรงมา ซึ่งประกอบด้วยเหตุผลตามหลักนิติรัฐของคณะนักวิชาการกลุ่มนี้  มีคุณค่าควรแก่การรับฟังและพิจารณา เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมไทยและพัฒนาระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัติริย์เป็นประมุขของไทย ให้วัฒนาสถาพรสืบไป
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;nbsp;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/editorial/20110403/1924#comments</comments>
 <pubDate>Sun, 03 Apr 2011 20:56:44 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">1924 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>ธงชัย วินิจจะกูล : “เสียดินแดน” เป็นประวัติศาสตร์หลอกไพร่ไปตายแทน</title>
 <link>http://www.arayachon.org/rethink/20110208/1915</link>
 <description>&lt;p&gt;
ความรู้ประวัติศาสตร์เรื่อง “การเสียดินแดน” วางอยู่บนความเข้าใจประวัติศาสตร์อย่างผิด ๆ 4 ประการ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;b&gt;1. เข้าใจผิดว่า รัฐสมัยเก่า (ก่อนศตวรรษที่ 20) ถือการครอบครองดินแดนเป็นเรื่องใหญ่&lt;/b&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ความจริง – รัฐสมัยเก่าไม่ถือการครอบครองดินแดนเป็นเรื่องสำคัญ ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐสมัยเก่าเป็นเรื่องของเจ้าที่มีอำนาจมาก ถืออำนาจบาตรใหญ่เหนือเจ้าที่มีอำนาจน้อยกว่า ลดหลั่นเป็นลำดับชั้นกันลงไป คือ เป็นความสัมพันธ์แบบเจ้าพ่อนั่นเอง เจ้าพ่อรายใหญ่ย่อมเรียก “ค่าคุ้มครอง” จากเจ้าพ่อรายเล็กกว่าในรูปของส่วยสาอากรผลประโยชน์ต่างๆและไพร่พล จากนั้นเจ้าพ่อทั้งรายใหญ่รายเล็ก ก็ไปขูดรีดเอากับไพร่ฟ้าข้าไทในเขตอิทธิพลของตนอีกทอดหนึ่ง&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;อำนาจของเจ้าพ่อรายเล็ก จึงอยู่ที่อำนาจเหนือไพร่ฟ้าข้าไทในเขตอิทธิพลของตน อำนาจของเจ้าพ่อรายใหญ่ จึงอยู่ที่อำนาจเหนือเจ้าพ่อรายเล็ก และไพร่ฟ้าข้าไทในเขตอิทธิพลของตน อธิปไตยเหนือดินแดนแบบสมัยนี้ยังไม่มี 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
อำนาจขององค์อธิปัตย์หมายถึงอำนาจเหนือคน คือ เหนือเจ้าพ่อรายเล็กและไพร่ฟ้าข้าไท ไม่จำเป็นต้องมีขอบเขตชัดเจน บางทีก็มีบางทีก็ไม่มี ไพร่ฟ้าจะเดินทางไกลไปไหนต่อไหน ก็ยังถือว่ายังอยู่ใต้อำนาจของเจ้าองค์เดิม หรือที่เรียกว่า “ใต่ร่มพระบรมโพธิสมภาร”ของเจ้าองค์เดิม&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;“ดินแดน” ที่รัฐสมัยเก่าหวงแหนสุดขีดคือเมืองและวัง เพราะหมายถึงอำนาจของเจ้าพ่อ รัฐสมัยเก่าไม่หวงแหนชายแดน ยกให้เป็นของขวัญแก่ฝรั่งอังกฤษมาแล้วก็มี&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;b&gt;2. เข้าใจผิดว่า เมืองขึ้นเป็นส่วนหนึ่งของอธิปไตยของรัฐเจ้าพ่อใหญ่&lt;/b&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ความจริง – เจ้าพ่อรายเล็กที่ยอมเป็นเมืองขึ้นหรือประเทศราช ของรัฐเจ้าพ่อใหญ่ยังคงมีอำนาจเหนือเมือง วัง ไพร่ฟ้าข้าไทและเขตอิทธิพลของตน เพียงแต่ไม่ถือว่าเป็น “อิสระ” (คำว่า “อิสระ” แต่เดิมหมายถึงเป็นใหญ่สูงสุด ความหมายเพิ่งเปลี่ยนเป็น independence พร้อมๆกับรัฐสมัยใหม่ในศตวรรษที่ 20 นี่เอง)
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
จะถือว่าเป็น “อิสระ” ได้ยังไงในเมื่อยอมสวามิภักดิ์ต่อรัฐเจ้าพ่อใหญ่ แต่การสวามิภักดิ์ มิได้หมายถึงตกเป็นสมบัติของรัฐเจ้าพ่อใหญ่แต่อย่างใด เพียงหมายถึงยอมอยู่ใต้อำนาจบาตรใหญ่ “ความคุ้มครอง” ของเจ้าพ่อรายใหญ่กว่าและยอมจ่าย “ค่าคุ้มครอง” ตามที่เจ้าพ่อรายใหญ่เรียกมาเท่านั้นเอง&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;“เขตอิทธิพล” หรือดินแดนที่ไม่มีขอบเขตชัดเจนของเมืองขึ้น หรือประเทศราชจึงไม่ใช่สมบัติของเจ้าพ่อรายใหญ่ แต่แน่นอนว่าเจ้าพ่อใหญ่อย่างเจ้ากรุงเทพฯ ย่อมถือว่าประเทศราชเป็นสมบัติของตน&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ทัศนะที่ถือว่าประเทศราชและดินแดนชายขอบอำนาจเป็นของประเทศไทย มาแต่โบราณ เช่น สุโขทัยเป็นเจ้าของทั้งแหลมมลายู จึงเป็นทัศนะประวัติศาสตร์แบบเจ้าพ่อใหญ่ เช่น เจ้ากรุงเทพฯ เจ้าอังวะ หงสา ฯลฯ แต่ทว่าไทย/สยามที่เป็นรัฐแบบชาติสมัยใหม่ กลับรักษาทัศนะประวัติศาสตร์ของเจ้ากรุงเทพฯ และยกให้เป็นประวัติศาสตร์แห่งชาติอีกด้วย
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ประวัติศาสตร์ไทยจึงเป็น “ราชาชาตินิยม” คือไม่ใช่แค่ชาตินิยมอย่างประเทศอื่น แต่เป็นชาตินิยมที่คิดแบบเจ้ากรุงเทพฯ เช่น ถือว่าประเทศราชและดินแดนชายขอบอำนาจเป็นของประเทศไทยมาแต่โบราณ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;b&gt;3. เข้าใจผิดว่า เมืองขึ้นหรือประเทศราชหนึ่ง ย่อมขึ้นต่อเจ้าพ่อรายใหญ่เพียงรายเดียว เมืองขึ้นของสยามย่อมขึ้นต่อสยามเท่านั้น ดังนั้นดินแดนประเทศราชย่อมเป็นของประเทศสยามแต่ผู้เดียว&lt;/b&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ความจริง – ประเทศราชของอยุธยาและกรุงเทพฯแทบทั้งหมดในประวัติศาสตร์ เป็นเมืองขึ้นของเจ้าพ่อใหญ่รายอื่นด้วยในเวลาเดียวกัน เช่น พม่า (อังวะ หงสาวดี) และเวียดนาม (เว้ ตังเกี๋ย) เพราะในความสัมพันธ์ระหว่างรัฐสมัยเก่าแบบเจ้าพ่อนั้น รัฐเล็กๆถือว่ายอมอ่อนน้อมต่อเจ้าพ่อใหญ่ดีกว่าโดนเจ้าพ่อลงโทษ
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ครั้นเจ้าพ่อใหญ่หลายรายมาเรียก “ค่าคุ้มครอง” ก็ยอมซะเท่าที่ยังพอทนไหว (หากทนไม่ไหวค่อยฟ้องเจ้าพ่อ ก. ให้มาจัดการกับเจ้าพ่อ ข.) ประเทศราชของอยุธยาและกรุงเทพฯเป็นประเทศราชของ 2-3 เจ้าพ่อใหญ่ในเวลาเดียวกัน เจ้ากรุงเทพฯมาจนถึงสมัยรัชกาลที่ 5 รู้ข้อนี้ดีว่าประเทศราชไม่เคยขึ้นต่อสยามแต่ผู้เดียว&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ดังนั้น ขอบข่ายอำนาจของเจ้าพ่อใหญ่อย่าง สยาม พม่า เวียดนามจึงซ้อนทับกันเป็นแถบเบ้อเริ่ม เพราะต่างมี่ประเทศราชร่วมกัน อำนาจซ้อนทับแบบนี้ ไม่เป็นปัญหาต้องแบ่งปันกันหรือรบราฆ่ากัน เพราะทุกรัฐสมัยเก่าขอแค่ประเทศราชยอมสวามิภักดิ์ และจ่ายค่าคุ้มครองสม่ำเสมอเป็นใช้ได้&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;แต่ครั้นทุกรัฐรับธรรมเนียมสมัยใหม่จากฝรั่งในปลายศตวรรษที่ 19 ที่ไม่ยอมรับอำนาจเหนือดินแดนแบบซ้อนทับอีกต่อไป และถือการครอบครองดินแดนเป็นเรื่องใหญ่ จึงต้องแย่งชิงกันว่าดินแดนของประเทศราช เป็นของใครกันแน่แต่ผู้เดียว
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ความขัดแย้งระหว่างสยามกับอังกฤษ ฝรั่งเศสสมัยรัชกาลที่ 5 คือ การพยายามแข่งขันกันช่วงชิงดินแดนประเทศราชมาเป็นของตนแต่ผู้เดียว กรณี “เสียดินแดน” คือผลของการแย่งชิงกันแล้วสยามแพ้ สยาม“ไม่ได้ดินแดนมาเป็นของสยามแต่ผู้เดียว” ฝรั่งชนะจึงได้ไป&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ประวัติศาสตร์แบบราชาชาตินิยมของรัฐไทยสมัยใหม่ จึงแย่ยิ่งกว่าเจ้ากรุงเทพฯแบบก่อนศตวรรษที่ 20 เสียอีก คือ หลงคิดว่าประเทศราชเป็นของตนแต่ผู้เดียวมาแต่โบราณ ครั้นแย่งดินแดนประเทศราชกันแล้วแพ้เขา จึงเรียกว่า “ไทยเสียดินแดน”&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;b&gt;4. เข้าใจผิดว่า ดินแดนของรัฐสมัยเก่ากำหนดชัดเจนแน่นอนว่าตรงไหนของใคร จึงสามารถพูดได้ว่า ไทยเสียดินแดนไปกี่ครั้งกี่ตารางกิโลเมตร&lt;/b&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ความจริง – จากที่อธิบายมาข้างต้นคงเห็นแล้วว่า อำนาจดินแดนของรัฐสมัยเก่ามีทั้งซ้อนทับกัน และโดยมากไม่กำหนดขอบเขตดินแดนชัดเจน ดินแดนของรัฐสยามสมัยใหม่ที่ชัดเจน มีเส้นเขตแบ่งปันเพิ่งเกิดขึ้นมา ก็ต่อเมื่อแย่งชิงกันจบด้วยกำลังทหาร (ซึ่งสยามสู้ฝรั่งไม่ไหว) สยามจึงไม่เคยเสียดินแดนที่ไม่เคยเป็นของตน
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ในเมื่อไม่เคยเป็นเจ้าของดินแดนประเทศราช ไม่เคยเป็นเจ้าพ่อใหญ่แต่ผู้เดียวด้วยซ้ำไป แถมอำนาจเหนือดินแดนไม่มีขอบเขตชัดเจน การ “เสียดินแดน” แท้ที่จริงแล้วจึงเป็นการเสียอำนาจแบบเจ้าพ่อแบบโบราณ คือ ไม่สามารถอวดอ้างความเป็นอธิราชได้อีกต่อไป เรียกให้เขาอ่อนน้อมไม่ได้แล้ว เรียกเก็บผลประโยชน์ก็ไม่ได้เช่นกัน
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ในจารีตแบบรัฐราชาธิราชหรือรัฐเจ้าพ่อแบบสมัยเก่านั้น นี่เป็นการเสียพระเกียรติยศของพระเจ้าแผ่นดิน อย่างที่สุดประเภทหนึ่ง ความเจ็บปวดของเจ้ากรุงเทพฯ จึงเป็นเรื่องของการที่พระองค์เสียพระเกียรติยศอย่างสาหัส ไม่ใช่การ “เสียดินแดน” ในแบบที่เราวัดกันออกมาได้เป็นตารางกิโลเมตร&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;กล่าวโดยสรุป ประวัติศาสตร์ราชาชาตินิยมเรื่องการ “เสียดินแดน” มีองค์ประกอบทางปัญญาสำคัญ 2 ประการ คือ
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;b&gt;1.ต้องอ้างว่าเป็นเจ้าของดินแดนประเทศราช มาแต่โบราณซึ่งเป็นทัศนะประวัติศาสตร์ของเจ้ากรุงเทพฯ และต้องถือเอาความเจ็บปวดของเจ้ากรุงเทพฯมาเป็นของตนด้วย&lt;/b&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;b&gt;&lt;br /&gt;
2.ต้องอ้างว่าเป็นเจ้าของแต่ผู้เดียวแบบชาตินิยมของรัฐชาติสมัยใหม่&lt;/b&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;องค์ประกอบทั้งสองประการ เริ่มประมวลเข้าด้วยกันวาทการวาทกรรมการ “เสียดินแดน” โดยฝีมือของนักชาตินิยมอย่าง หลวงวิจิตรวาทการและอีกหลายคนร่วมสมัยกับเขา โดยเริ่มผลิตมาตั้งแต่ประมาณต้นทศวรรษ 2470 (ก่อนการเปลี่ยนแปลง 2475 เล็กน้อย)&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;nbsp;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
และกลายเป็นส่วนสำคัญของลัทธิชาตินิยมของรัฐไทย ช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง อันนำไปสู่การ “เรียกร้องดินแดนคืน” ในปี 2483 และกรณีดังกล่าวมีผลให้วาทกรรมและความเข้าใจประวัติศาสตร์ (ผิดๆ) เรื่องการ “เสียดินแดน” ฝังแน่นในสังคมไทย&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;วาทกรรมและประวัติศาสตร์การ “เสียดินแดน” เป็นประวัติศาสตร์ราชาชาตินิยมตัวพ่อ คือ ทั้งทรงพลัง เป็นฐานอย่างหนึ่งที่มีส่วนก่อรูปก่อร่างความคิดชาตินิยมของไทย ตั้งแต่เริ่มและยังคงเป็นฐานรากค้ำจุนชาตินิยมของไทยมาจนทุกวันนี้ แถมยังเป็นฐานภูมิปัญญาไทยอย่างหนึ่งที่ให้กำเนิดอุดมการณ์ ความเชื่อ วาทกรรมชาตินิยมอีกมากมาย&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีเอกสาร power point ชุดหนึ่งแพร่หลายอย่างกว้างขวาง เสนอว่า &lt;b&gt;“ไทยเสียดินแดน” มาทั้งหมด 14 ครั้ง&lt;/b&gt; นี่เป็นตัวอย่างผลผลิตของประวัติศาสตร์ราชาชาตินิยมตัวพ่อ ที่สามารถผลิตโฆษณาชวนเชื่อเหลวไหลได้อย่างไม่มีขีดจำกัด อ้างไปได้เรื่อยว่า ปีนัง ทวาย มะริด ตะนาวศรี ฯลฯ เป็นของไทย แต่เสียไปตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แม้แต่นักชาตินิยมรุ่นหลวงวิจิตรวาทการ ยังไม่เคยเพ้อเจ้อไปไกลขนาดนั้น คือในระยะแรกที่วาทกรรมการ “เสียดินแดน” เริ่มปรากฏตัวนั้น อย่างมากก็เสนอว่า เสีย 3-5 ครั้งและทั้งหมดเกี่ยวข้องกับการแย่งชิงกับฝรั่งเศสในสมัยรัชกาลที่ 5 &lt;b&gt;แต่ยิ่งนานวัน จำนวนครั้งและดินแดนที่อ้างว่าเสียไปกลับมากขึ้นทุกที&lt;br /&gt;
&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เพราะตัวเลขเหล่านี้ไม่มีหลักฐานหลักเกณฑ์ใดๆทั้งสิ้น เป็นเพียงการมอมเมาให้ไพร่ราษฎร หลงผิดงมงายกับประวัติศาสตร์ราชาชาตินิยม &lt;b&gt;เอาความแค้นของเจ้ากรุงเทพฯและความคลั่งชาติมาเป็นความคิดของตน ยอมไปตายแทนเพื่อผลประโยชน์ของชนชั้นปกครองไทย&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
คนที่ยังหลงงมงายกับประวัติศาสตร์การ “เสียดินแดน” ก็เท่ากับยัง&lt;b&gt;หลงเชื่อประวัติศาสตร์ แบบที่เจ้ากรุงเทพฯและพวกอำมาตย์ชาตินิยมต้องการ&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;มีแต่คนที่รับใช้เจ้าจนตัวตาย รับใช้เจ้านายห้วปักหัวปำ&lt;/b&gt; เท่านั้นแหละที่เที่ยวป่าวร้องอยู่ในกรุงเทพฯ ให้ไพร่ราบทหารเกณฑ์ไปตายแทน&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;b&gt;ชาตินิยมที่กำลังบ้าคลั่งอยู่ในขณะนี้ ก็เป็นผลผลิตของประวัติศาสตร์ราชาชาตินิยมเรื่อง “เสียดินแดน”&lt;/b&gt; ปัญหาเขตแดนระหว่างประเทศ เป็นมรดกตกทอดจากยุคอาณานิคมอย่างไม่ต้องสงสัย แถมยังมีอีกหลายแห่งรอบชายแดนประเทศไทย ไม่ใช่แค่ชายแดนกัมพูชา ที่ไม่มีทางแก้ตกง่าย ๆ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
หรืออาจคาราคาซังแก้ไม่มีทางหมดสิ้นก็เป็นได้ เพราะรากเหง้าของปัญหามาจากระบบความสัมพันธ์ของรัฐแบบสมัยก่อน ไม่ถือดินแดนที่ชัดเจนตายตัว กับความสัมพันธ์แบบรัฐชาติสมัยใหม่ ที่ถืออธิปไตยเหนือดินแดนที่ชัดเจนตายตัวเป็นเรื่องใหญ่ เข้ากันไม่ได้&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;การวางตัวเป็นเจ้าพ่อใหญ่อย่างที่ทำมาค่อนศตวรรษ และกำลังทำอยู่ในขณะนี้ อย่างเก่ง ก็ชนะได้ชั่วคราว แล้วก็ต้องรบอีกครั้งแล้วครั้งเล่า โดยไม่ได้ช่วยให้ปัญหาคลี่คลายลงเลยสักนิด และหากจะใช้วิธีนี้ คงต้องรบกับเพื่อนบ้านทุกด้าน ตลอดแนวชายแดน เพราะมีปัญหาทั้งนั้น
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
การป่าวร้องว่า เขตแดนเป็นมรดกตกทอดจากยุคอาณานิคม เราจึงต้องไม่ยอมรับแผนที่ฝรั่ง ศาลฝรั่ง เขตแดนแบบฝรั่ง และจึงชอบธรรมที่จะไปเอาดินแดนคืนมา&lt;b&gt; นี่เป็นเหตุผลแบบราชาชาตินิยมวิปลาศแบบสุด ๆ&lt;/b&gt; คือ ถือว่าไทยยังเป็นเจ้าพ่อที่อ้างความเป็นใหญ่ และเป็นเจ้าของดินแดนที่ไม่เคยเป็นของตน
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;นี่ก็เป็นผลผลิตของประวัติศาสตร์ราชาชาตินิยมตัวพ่อ&lt;br /&gt;
&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
คนที่กล่าวหาว่าคนอื่น “โง่” 3-4 ชั้น หลงตามฝรั่งในเรื่องเส้นเขตแดน จนเสียดินแดนให้เขมร คือพวกเกลียดตัวกินไข่ เพราะ ชาติ ชาตินิยม อธิปไตยเหนือดินแดนแบบที่พวกเขาโฆษณาชวนเชื่ออยู่ ล้วนเป็นของที่ไทยรับเอามาจากฝรั่งทั้งนั้น
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ในเมื่อเราหลีกไม่พ้น ที่จะต้องอยู่กับมาตรฐานความสัมพันธ์กัน แบบรัฐชาติสมัยใหม่ที่เริ่มมาจากฝรั่ง เราก็ควรรู้เท่าทัน รู้จักปรับตัว &lt;b&gt;ไม่งมงายไปกับชาตินิยมหรือประวัิติศาสตร์อันตรายอย่างการ “เสียดินแดน”&lt;br /&gt;
&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
คนพวกนี้เที่ยวกล่าวหาคนอื่นว่า หลงฝรั่ง แต่กลับเสพติดงมงายกับสิ่งอันตราย ที่ฝรั่งยุคอาณานิคมและยุคฟาสซิสต์ทิ้งไว้ให้สังคมไทย &lt;b&gt;&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;หยุดหลอกลวงประชาราษฎรไปตายแทนลัทธิราชาชาตินิยมเสียที &lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;หาทางออกที่มีอารยธรรมกว่าสงครามไม่ดีกว่าหรือ &lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;หรือว่าราชาชาตินิยมหมดท่าแล้ว จึงต้องใช้วิถีทางอนารยะบ้าคลั่งอย่างที่พยายามทำกันอยู่&lt;/b&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;b&gt;หมายเหตุ&lt;/b&gt; : จากบทความเดิมชื่อ: &lt;b&gt;“เสียดินแดน” เป็นประวัติศาสตร์หลอกไพร่ไปตายแทน (เพราะ “ไทย” ไม่เคยเสียดินแดน)&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ที่มา &lt;a href=&quot;http://prachatai3.info/journal/2011/02/33012&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;ประชาไท &lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/rethink/20110208/1915#comments</comments>
 <pubDate>Tue, 08 Feb 2011 10:35:41 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">1915 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>เหตุกับผล</title>
 <link>http://www.arayachon.org/sarnti/20110207/1914</link>
 <description>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
&lt;blockquote&gt;&lt;p&gt;
	&lt;br /&gt;
	ในใต้หล้า มีเรื่องมากหลาย &lt;br /&gt;
	ดูเผิน ๆ คล้ายอุบัติขึ้นอย่างประจวบบังเอิญ&lt;br /&gt;
	แต่ท่านหากใคร่ครวญโดยละเอียด&lt;br /&gt;
	จะพบว่าเป็น “เหตุและผล” ที่เพาะขึ้นแต่แรก&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;	ท่านเพาะ “เหตุ” อันใด ต้องได้รับ “ผล” เช่นนั้น&lt;br /&gt;
	หากท่านเข้าใจซึ้งถึงเหตุผลข้อนี้&lt;br /&gt;
	ภายหน้าตอนหว่านเมล็ดพืช สมควระมัดระวังเป็นพิเศษ (1)&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;	ในโลก ความจริงไม่มีเรื่องบังเอิญเพราะโชคช่วยอยู่เลย&lt;br /&gt;
	มิว่าเป็นเรื่องราวใด ต้องมีสาเหตุก่อน จึงมีผลในภายหลัง (2)&lt;/p&gt;&lt;/blockquote&gt;
&lt;p&gt;
(1) จากนวนิยายเรื่อง “ยอดขุนโจร” แปลโดย น.นพรัตน์)&lt;br /&gt;
(2) จากนวนิยายเรื่อง “เดชขนนกยูง” แปลโดย ว.ณ.เมืองลุง)
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;img src=&quot;/files/plum%20blossom.jpg&quot; width=&quot;482&quot; align=&quot;absmiddle&quot; height=&quot;450&quot; /&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ภาพจาก &lt;a href=&quot;https://picasaweb.google.com/lh/photo/AW9kgL7TmjhtZZaa7zQrVA?full-exif=true&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;border-collapse: separate; font-style: normal; font-variant: normal; font-weight: normal; letter-spacing: normal; line-height: normal; orphans: 2; text-indent: 0px; text-transform: none; white-space: normal; widows: 2; word-spacing: 0px; font-size: medium; font-family: Tahoma; color: #000000&quot;&gt;&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;border-collapse: collapse; font-size: 13px; line-height: 18px; font-family: arial,sans-serif; color: #444444&quot;&gt;&lt;span style=&quot;text-decoration: none; color: #3964c2&quot;&gt;whweb&#039;s Gallery&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;บทศึกษา&lt;/b&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;กฎแห่งความสัมพันธ์ระหว่างเหตุกับผล เป็นกฎพื้นฐานข้อหนึ่งของธรรมชาติและสังคม ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นกฎพื้นฐานข้อหนึ่ง ในวิธีคิดที่ถูกต้องของคนเรา
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
กฎข้อนี้เปิดเผยว่า &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;1.  ในการเปลี่ยนแปลงของคน วัตถุ และเหตุการณ์ใด ๆ นั้น ล้วนต้องมีสาเหตุ จากเหตุนำไปสู่ผล ผลที่เกิดขึ้นจะกลายเป็นเหตุใหม่ เหตุใหม่ นำไปสู่ผลใหม่ เช่นนี้ ซ้ำแล้วซ้ำอีก ร้อยรัดเป็นสายโซ่ของเหตุกับผลที่เกี่ยวเนื่องกันไปตลอดกาล&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;2.  สาเหตุนั้น จำแนกได้ 2 ประเภทคือ สาเหตุภายในหรือสาเหตุพื้นฐานของสิ่งหรือของเหตุการณ์ประเภทหนึ่ง กับสาเหตุภายนอกหรือสาเหตุแวดล้อมที่มีผลกระทบต่อสิ่ง หรือต่อเหตุการณ์อีกประเภทหนึ่ง &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;คนโบราณกล่าวว่า “หว่านพืชชนิดใด ย่อมได้รับผลชนิดนั้น” ท่านหว่านข้าวย่อมได้รับผลเป็นข้าว ไม่มีวันจะได้ถั่วเขียว จากตัวอย่างนี้ เมล็ดข้าวเป็นสาเหตุพื้นฐานของต้นข้าว ส่วนดิน ฟ้า อากาศ ปุ๋ย และแมลง เหล่านี้เป็นสาเหตุภายนอก ที่จะส่งผลให้ต้นข้าวงอกงามสมบูรณ์หรือเหี่ยวแห้งตายไป&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;3.  สิ่งที่เรียกว่า “ความบังเอิญ” นั้น เป็นเพียงโวหารของมนุษย์ ซึ่งใช้เรียกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยไม่ได้คาดหมายมาก่อน หรือใช้เรียกเหตุการณ์ที่มีโอกาสเกิดขึ้นน้อย หรือใช้อธิบายเหตุการณ์ที่มนุษย์ขาดความรับรู้ หรือเข้าใจในสาเหตุของเรื่องนั้น ๆ &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;แท้จริงแล้ว ในโลกไม่มีเรื่องบังเอิญ ทุกเรื่องต้องมีสาเหตุก่อนจึงมีผลเกิดขึ้น ข้อสำคัญอยู่ที่ ท่านสามารถเข้าใจสาเหตุที่แท้จริงของเรื่องราวนั้น ๆ ได้หรือไม่ &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;หากท่านไม่ซื้อหวยใต้ดิน ท่านย่อมไม่มีวันจะ “บังเอิญถูกหวยใต้ดิน” ได้
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ท่านบอกว่า “บังเอิญเป็นโรคเอดส์” นั้น ย่อมแสดงว่าท่านได้รับเชื้อมาไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เรื่องราวในโลก ขอเพียงท่านใคร่ครวญโดยละเอียด ก็จะพบว่า ล้วนมีสาเหตุที่เพาะขึ้นมาก่อนทั้งสิ้น &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;หากท่านเข้าใจลึกซึ้งถึงกฎข้อนี้ เมื่อดำเนินชีวิตในสังคมหรือกระทำการใด ๆ สมควรต้องระมัดระวังและสุขุมรอบครอบเป็นพิเศษ &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;คนโบราณสอนให้ “&lt;b&gt;สร้างสม กุศลผลบุญ ภายภาคหน้า ตนเองจะได้อาศัย&lt;/b&gt;” &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;คนที่ใช้ชีวิตด้วยการหลอกลวงผู้อื่น บังคับข่มเหงผู้อื่น เบียดเบียนทำร้ายผู้อื่น ย่อมจะได้รับผลแห่งการกระทำดังกล่าวของตน และย่อมไม่มีชะตากรรมที่ดีงาม
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;หมายเหตุ&lt;/b&gt; เผยแพร่ครั้งแรกใน มติชนสุดสัปดาห์ มีนาคม 2532&lt;br /&gt;
แก้ไขปรับปรุง กุมภาพันธ์ 2554
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;a href=&quot;http://creativecommons.org/licenses/by-nc/3.0/th/&quot; rel=&quot;license&quot;&gt;&lt;img src=&quot;http://i.creativecommons.org/l/by-nc/3.0/th/88x31.png&quot; alt=&quot;Creative Commons License&quot; style=&quot;border-width: 0pt&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
อนุญาตให้นำงานในคอลัมน์นี้ ไปใช้ได้ตาม &lt;a href=&quot;http://creativecommons.org/licenses/by-nc/3.0/th/&quot; rel=&quot;license&quot;&gt;สัญญา&lt;br /&gt;
อนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า 3.0 ประเทศไทย&lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;nbsp;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/sarnti/20110207/1914#comments</comments>
 <enclosure url="http://www.arayachon.org/files/plum blossom.jpg" length="83461" type="image/jpeg" />
 <pubDate>Mon, 07 Feb 2011 16:09:39 +0700</pubDate>
 <dc:creator>sarnti</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">1914 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title> We have made history ! โค่นเผด็จการตูนิเซีย</title>
 <link>http://www.arayachon.org/rethink/20110207/1912</link>
 <description>&lt;blockquote&gt;&lt;p&gt;
	ในทุกรูปแบบของรัฐบาล&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;	ประชาชนคือผู้ออกกฎหมายที่แท้จริง&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;	&lt;b&gt;เอ็ดมันด์ เบิร์ก&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
	นักปรัชญาชาวอังกฤษ
&lt;/p&gt;&lt;/blockquote&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;ยุคก่อนเอกราช&lt;/b&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ตูนิเซียเป็นประเทศอยู่ในภูมิภาคแอฟริกาเหนือ และถือได้ว่าเป็นประเทศเก่าแก่ เนื่องจากเป็นที่ตั้งเดิมของพวกคาเธจ ซึ่งเป็นนักรบในยุคโบราณที่เคยทำสงครามกับจักรวรรดิโรมมาแล้วถึง 3 ครั้ง จนกระทั่งในที่สุดพ่ายแพ้ และถูกกวาดล้างแบบถอนรากถอนโคน จนอาณาจักรคาเธจต้องสูญสิ้นไป&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;หลังจากปี ค.ศ.1574 จักรวรรดิออตโตมันได้ขยายอิทธิพลเข้าครอบครองพื้นที่ในส่วนนี้ และได้กลายเป็นพื้นที่ภายใต้การปกครองของชาวอิสลามมาอย่างยาวนาน จนกระทั่งในปี ค.ศ.1881 อิทธิพลของจักรวรรดิออตโตมันเริ่มอ่อนแอลง พร้อมกับการขยายตัวของจักรวรรดิตะวันตก และฝรั่งเศสได้เข้ามาเป็นผู้ดูแลพื้นที่นี้แทน แต่ก็ยังดำรงการปกครองให้อยู่ภายใต้ผู้ปกครองเดิมที่เรียกว่า &amp;quot;Bey&amp;quot;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;จักรวรรดิฝรั่งเศสได้บริหารจัดการพื้นที่ พร้อมๆ กับการกำหนดเส้นพรมแดนระหว่างประเทศ และเตรียมจัดตั้งให้ตูนิเซียเป็นประเทศสมัยใหม่&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;แต่ขณะเดียวกัน ก็เกิดขบวนการเรียกร้องเอกราชในชื่อของ &amp;quot;ขบวนการรัฐธรรมนูญใหม่&amp;quot;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;b&gt;ยุคหลังเอกราช&lt;/b&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ในที่สุด รัฐบาลฝรั่งเศสได้ถอนตัวออกจากการปกครองตูนิเซียในปี ค.ศ.1956 และคืนอำนาจให้แก่ Bey ในการแต่งตั้งรัฐบาล ซึ่งทำให้กลุ่มรัฐธรรมนูญใหม่ก้าวขึ้นสู่อำนาจ โดยมีอดีตทนายความ ฮาบิบ บัวร์กิบา (Habib Bourguiba) ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกของประเทศ เขาได้รับเสียงสนับสนุนอย่างท่วมท้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สหภาพแรงงานซึ่งเป็นฐานหลักในการเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องเอกราช ต่อมาได้มีการล้มล้างระบอบการปกครองเก่า พร้อมกับประกาศให้ตูนิเซียเป็นสาธารณรัฐ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;กลุ่มผู้นำใหม่เข้ามาบริหารประเทศพร้อมกับแนวคิดทางสังคมใหม่ ที่ต้องการล้มล้างระบอบของผู้ปกครองอิสลามแบบเดิม พร้อมกับการนำเอาแนวคิดของการปฏิรูปทางสังคมแบบฝรั่งเศสมาใช้ จนทำให้ตูนิเซียกลายเป็นประเทศก้าวหน้าในโลกอาหรับ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ไม่ว่าจะเป็นการยึดที่ดินจากการถือครองของศาสนจักรมาเป็นของรัฐ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;การยกเลิกโรงเรียนและศาลศาสนา แม้กระทั่งประกาศยกเลิกเทศกาลบางงานของศาสนาอิสลาม ตลอดรวมทั้งการยกสถานะของผู้หญิงในสังคม และยกเลิกประเพณีทางศาสนาบางประการ เป็นต้น&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ตูนิเซียมีความก้าวหน้าอย่างมาก เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศโลกที่สามอื่นๆ เพราะประเทศมีกองทัพขนาดเล็ก และไม่มีภาระจากงบประมาณทหารเป็นจำนวนมาก เช่น ประเทศโลกที่สามทั้งหลาย ทำให้รัฐบาลสามารถใช้งบประมาณเพื่อการพัฒนาทางสังคมได้มากขึ้น&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ผลจากสภาพเช่นนี้ จะเห็นได้ว่า อย่างน้อยประมาณ 25 ปีหลังจากประเทศได้รับเอกราช บทบาทของทหารในการเมืองตูนิเซียอยู่ในระดับต่ำมาก&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;จนกลายเป็นกรณีแปลกสำหรับประเทศโลกที่สาม ซึ่งยุคหลังเอกราช มักจะเป็นยุคของการแทรกแซงทางการเมืองของกองทัพ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;b&gt;ยุคของการปราบปราม&lt;/b&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;แต่ผลของการครองอำนาจอย่างยาวนานของผู้ปกครองจากยุคหลังเอกราช ทำให้ลักษณะการปกครองเป็นไปในทิศทางแบบอำนาจนิยมมากขึ้น การถอยออกจากนโยบายแบบสังคมนิยม จึงไม่ได้เป็นปัจจัยนำไปสู่การปกครองแบบเสรีนิยมแต่อย่างใด และในช่วงกลางทศวรรษของปี 1970 รัฐบาลได้ขยายบทบาทของกองทัพในการเมือง โดยเฉพาะการใช้กองทัพในการปราบปรามการประท้วงที่ขยายตัวมากขึ้น&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;แม้การเมืองจะมีความผันผวนอย่างมาก แต่ผลจากการค้นพบแหล่งน้ำมัน ทำให้ทุนต่างชาติไหลเข้าประเทศมากขึ้น แม้กระนั้นก็ไม่ได้ทำให้เศรษฐกิจของประเทศได้รับการแก้ไข โดยเฉพาะอัตราการว่างงานสูง และแรงงานเป็นจำนวนมากไหลออกไปสู่ตลาดงานในยุโรป ประกอบกับการไหลเข้าพื้นที่เขตเมืองของแรงงานจากชนบท&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;แต่เมื่อการลงทุนจากต่างชาติลดลง พร้อมกับการตกต่ำของราคาน้ำมันในตลาดโลก ทำให้เศรษฐกิจของตูนิเซียอยู่ในภาวะวิกฤต และอัตราการว่างงานเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก จนไอเอ็มเอฟ (IMF) ได้ตัดสินใจเข้าแทรกแซง และบังคับให้รัฐบาลต้องขึ้นราคาอาหาร โดยเฉพาะขนมปังและแป้งที่ใช้ทำอาหาร อันนำไปสู่การประท้วงและขยายตัวเป็นการจลาจลจากชนบทไปสู่เมือง และขยายตัวไปสู่เมืองใหญ่ของประเทศ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;รัฐบาลแก้ปัญหาด้วยการปราบปรามเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นการล้อมปราบ จับกุม ปิดหนังสือพิมพ์ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการกล่าวหาว่าผู้ประท้วงเป็น &amp;quot;หุ่นของอิหร่าน&amp;quot; ที่ถูกส่งเข้ามาก่อความวุ่นวายในตูนิเซีย&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ผลจากสถานการณ์เช่นนี้ทำให้นายพล ซินี เอล-อบิดีน เบน อาลี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและหัวหน้าหน่วยความมั่นคงทางทหาร ได้รับคำสั่งให้ขยายการปราบปรามให้มากขึ้น&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ซึ่งก็เป็นจุดที่แสดงให้เห็นว่า รัฐบาลได้หันมาพึ่งพากองทัพในการปราบปรามประชาชน ต่างจากเดิมที่มักจะพึ่งกลไกของตำรวจ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;b&gt;ยุคหลังรัฐประหาร&lt;/b&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;แต่แล้วในที่สุด ผู้รับคำสั่งปราบก็ตัดสินใจทำรัฐประหารเสียเองในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ.1987 พร้อมกับสั่งปลดประธานาธิบดีบัวร์กิบาออกจากตำแหน่ง&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ซึ่งผลของการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ไม่ได้ทำให้การเมืองเปลี่ยนทิศทางแต่อย่างใด ส่วนที่แตกต่างจากเดิมได้แก่ รัฐบาลใหม่ใช้กลไกทางทหาร ในการควบคุมและการปราบปรามทางการเมืองมากขึ้น&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม รัฐบาล เบน อาลี พยายามสร้างภาพลักษณ์ของ &amp;quot;ความปรองดอง&amp;quot; ด้วยการเปิดระบบการเมืองมากขึ้น การประกาศนิรโทษกรรม การเชื้อเชิญให้ผู้ลี้ภัยทางการเมืองกลับประเทศ การปฏิรูปรัฐธรรมนูญ และการหาทางเจรจากับกลุ่มผู้นำอิสลาม&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;พร้อมทั้งแสดงท่าทีใหม่ของรัฐบาลด้วยการสร้างมัสยิด การประกาศการสวดมนต์ผ่านสถานีวิทยุของรัฐ ความพยายามจัดตั้งมหาวิทยาลัยอิสลาม เป็นต้น&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;b&gt;จุดเริ่มต้นของจุดจบ&lt;/b&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;แต่ในที่สุด สถานการณ์การเมืองในช่วงปลายปี ค.ศ.1989 ก็เริ่มถอยกลับสู่ที่เดิม ด้วยการจับกุมผู้นำฝ่ายค้านและห้ามการแข่งขันทางการเมือง (กับพรรครัฐบาล) และปี ค.ศ.1990 จึงเป็นการเริ่มต้นการปราบปรามและการละเมิดสิทธิมนุษยชน อย่างกว้างขวาง&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;แต่ขณะเดียวกัน ก็เกิดการขยายตัวของการต่อต้านรัฐบาล พร้อมๆ กับเศรษฐกิจของประเทศก็ตกต่ำลงอย่างมาก...สังคมการเมืองตูนิเซียตกอยู่ภายใต้การควบคุมอย่างเข้มงวดของรัฐบาล หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ การเมืองตูนิเซียกลับสู่ระบอบอำนาจนิยม อย่างเต็มรูปอีกครั้งนับจากปี ค.ศ.1990 เป็นต้นมา&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ในสังคมเผด็จการของตูนิเซียนั้น เศรษฐกิจของประเทศก็ตกต่ำอย่างมาก ความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจกลายเป็นเพียงเรื่องเล่าในอดีต โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบเศรษฐกิจที่ประสบปัญหามา ตั้งแต่เมื่อครั้งไอเอ็มเอฟต้องเข้าแทรกแซงนั้น ไม่สามารถฟื้นตัวได้แต่อย่างใด&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ยิ่งประกอบกับความขัดแย้งทางการเมืองภายใน ที่ประชาชนไม่สนับสนุนรัฐบาล แต่รัฐบาลกลับอยู่ในอำนาจได้ด้วยการค้ำประกันของกองทัพ และการใช้กลไกการปราบปรามเป็นเครื่องมือ ก็ยิ่งทำให้การเมืองตูนิเซียอยู่ในลักษณะของ การรอให้วิกฤตการณ์เกิดระเบิดขึ้นเพื่อให้การเมืองคลายตัวออกได้&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;b&gt;จุดจบ&lt;br /&gt;
&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดังนั้น เมื่อชายหนุ่มคนหนึ่งตัดสินใจ &amp;quot;เผาตัวเอง&amp;quot; เพื่อประท้วงรัฐบาล อันเป็นผลจากการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐได้ห้ามไม่ให้เขาขายผักบนถนน เพราะเขาไม่มีใบอนุญาต...ผลของการ &amp;quot;เผาตัว&amp;quot; ในวันที่ 17 ธันวาคม ค.ศ.2010 (2553) ได้กลายเป็นดังการจุดประกายไฟให้เกิดการประท้วง และนำไปสู่การจลาจลในหลายพื้นที่ของประเทศ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;จุดเริ่มต้นจากการเริ่มต้นของชายหนุ่มยากจนบนถนนที่ห่างไกลอำนาจรัฐ ได้นำพาให้คนจนอีกเป็นจำนวนมากในประเทศตระหนักว่า รัฐบาลเผด็จการไม่ได้ช่วยอะไรพวกเขา พร้อมๆ กับคนในเมืองที่ต้องประสบกับภาวะตกงาน พวกเขาก็รู้สึกเช่นเดียวกันว่า รัฐบาลเผด็จการไม่ใช่เครื่องมือของการแก้ปัญหาปากท้อง พวกเขาเชื่อมากขึ้นว่า ปัญหาของประเทศต้องแก้ไขด้วยการให้เสรีภาพแก่ประชาชน&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;แต่รัฐบาลแก้ปัญหาโดยการกล่าวว่า ผู้ประท้วงถูกจ้างโดยพรรคฝ่ายค้าน รวมไปถึงการกล่าวหาว่า คนเหล่านั้นเป็น &amp;quot;ผู้ก่อการร้าย&amp;quot; และตามมาด้วยการสั่งให้ตำรวจปราบปรามผู้ประท้วงอย่างรุนแรง&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ผลจากการตัดสินใจที่กองกำลังของรัฐใช้อาวุธยิงผู้ประท้วง แทนที่จะทำให้เกิดความกลัว กลับทำให้เกิดความโกรธ และยิ่งทำให้การประท้วงขยายตัวมากขึ้น การปะทะระหว่างกลุ่มผู้ประท้วงกับกองกำลังของรัฐบาลในวันที่ 8-9 มกราคมที่ผ่านมา&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;แม้รัฐบาลจะกล่าวว่ามีผู้เสียชีวิตเพียง 23 คน แต่นักเคลื่อนไหวทางการเมืองกล่าวว่าผู้เสียชีวิตไม่น่าต่ำกว่า 60 คน และผลของการใช้มาตรการเด็ดขาดและรุนแรงก็ยิ่งกลายเป็นการ &amp;quot;เติมเชื้อไฟ&amp;quot; ให้การต่อต้านรัฐบาลขยายตัว จนกลายเป็นการประท้วงขนาดใหญ่ในเมืองหลวง&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;รัฐบาลแก้ปัญหาด้วยการสั่งปิดโรงเรียนและมหาวิทยาลัย เพื่อให้คนหนุ่มสาวอยู่กับบ้านและไม่ออกไปร่วมการประท้วง และประกาศจัดตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการคอร์รัปชั่น พร้อมๆ กับประกาศนโยบายประชานิยมด้วยการขยายงานอีกมากกว่า 3 แสนตำแหน่ง&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;นอกจากนี้ รัฐบาลยังสัญญาว่าจะควบคุมราคาอาหาร ให้เสรีภาพแก่สื่อและอินเตอร์เน็ต และสัญญาอย่างสำคัญว่าจะสร้างประชาธิปไตยในตูนิเซีย&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;แต่ดูเหมือนว่าข้อเสนอและคำสัญญาดังกล่าวจะไม่มีใครเชื่อ หลังจากการถูกควบคุมเสรีภาพมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะการใช้กำลังปราบปราม การควบคุมข่าวสารในสื่อ และการควบคุมอินเตอร์เน็ต ทำให้ประชาชนไม่เชื่อรัฐบาล และการต่อต้านยังดำเนินต่อไป&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;b&gt;ไพ่ใบสุดท้าย !&lt;/b&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ผู้นำรัฐบาล &amp;quot;ทิ้งไพ่ใบสุดท้าย&amp;quot; ด้วยการประกาศลาออกและเตรียมเปิดการเลือกตั้งในอีก 6 เดือนข้างหน้า แต่ก็ตามมาด้วยการประกาศภาวะฉุกเฉินพร้อมๆ กับการประกาศห้ามออกนอกบ้านทั่วประเทศ ห้ามชุมนุมเกินกว่า 3 คน และให้อำนาจแก่เจ้าหน้าที่สามารถยิงผู้ใดก็ได้ที่ฝ่าฝืนคำสั่งนี้&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ผลก็คือ ประชาชนยิ่งไม่เอารัฐบาลมากขึ้น จนในที่สุด ผู้นำรัฐบาลและครอบครัวต้องหนีออกนอกประเทศ จุดจบของเผด็จการไม่ได้แตกต่างกันมากนัก ไม่ว่าพวกเขาจะเป็นใคร มีอำนาจมากเท่าใด หรือยิ่งใหญ่เพียงใดก็ตาม คำสัญญาและคำหลอกลวงลมๆ แล้งๆ ไม่เคยช่วยอะไรได้จริง!&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;การประท้วงในขอบเขตทั่วประเทศใช้ระยะเวลา 4 สัปดาห์ ก็สามารถโค่นล้มรัฐบาลเผด็จการที่มีอายุถึง 23 ปีภายใต้การสนับสนุนของทหารลงได้ และคงไม่ผิดนักที่จะสรุปดังคำกล่าวของชายหนุ่มที่ชื่อ อลาดีน เดอร์บารา (Alaedine Derbala) ว่า &amp;quot;พวกเราได้สร้างประวัติศาสตร์แล้ว...14 มกราคมจะเป็นวันที่ยิ่งใหญ่สำหรับตูนิเซีย และเป็นวันที่เราเปลี่ยนแปลงประเทศของเราตลอดไป&amp;quot;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;บทเรียนการล้มลงของรัฐบาลเผด็จการตูนิเซีย เป็นข้อคิดทางการเมืองในปัจจุบันเป็นอย่างดี ส่วน &amp;quot;ท่านผู้นำ&amp;quot; คนไหนจะคิดได้หรือคิดไม่ได้ ก็คงขึ้นอยู่กับ &amp;quot;สติ&amp;quot; และ &amp;quot;สมอง&amp;quot; ที่ยังหลงเหลืออยู่ เท่านั้นเอง !&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ยุทธบทความ โดย &lt;b&gt;สุรชาติ บำรุงสุข&lt;/b&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ที่มา &lt;a href=&quot;http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1296892788&amp;amp;grpid=no&amp;amp;catid=&amp;amp;subcatid=&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;มติชน&lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/rethink/20110207/1912#comments</comments>
 <pubDate>Mon, 07 Feb 2011 15:22:52 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">1912 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>ดอกไม้หายไปไหน-WHERE HAVE ALL THE FLOWERS GONE ?</title>
 <link>http://www.arayachon.org/rethink/20110205/1907</link>
 <description>&lt;p&gt;
ผ่านมานาน ดอกไม้หายไปไหน&lt;br /&gt;
ดอกไม้หายไปไหน นานมาแล้ว&lt;br /&gt;
ถูกเก็บไปกับสาวผู้พราวแพรว&lt;br /&gt;
เมื่อไรเพื่อนร่วมแนวรู้เรื่องราว&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;แล้วสาวผู้แพรวพรายหายไปไหน&lt;br /&gt;
ผ่านมานานทำไมไม่เห็นสาว&lt;br /&gt;
สาวมีสามีสุขอยู่ทุกคราว&lt;br /&gt;
ไม่รู้ข่าวเธอบ้างหรืออย่างไร&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;เวลานานผ่านพลัดให้กลัดกลุ้ม&lt;br /&gt;
เมื่อชายหนุ่มทั้งหลายหายไปไหน&lt;br /&gt;
หายไปเป็น ทหาร – ผู้ชาญชัย&lt;br /&gt;
จะเข้าใจได้เมื่อใด ยังไม่รู้&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;และทหารทั้งหลายก็หายลับ&lt;br /&gt;
นานเกินนับเนิ่นผ่านการต่อสู้&lt;br /&gt;
หายไปกับหลุมศพรบศัตรู&lt;br /&gt;
กี่บทเรียนเป็นครู ไม่เข้าใจ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ซึ่งสุดท้ายหลุมศพถูกกลบสิ้น&lt;br /&gt;
โปรยปรายปก คลุมดิน ด้วยดอกไม้&lt;br /&gt;
จึงหลุมศพทั้งหลายก็หายไป&lt;br /&gt;
เมื่อไรหนอ..อีกเมื่อไร – เราได้รู้.
&lt;/p&gt;
&lt;div align=&quot;center&quot;&gt;
&lt;b&gt;WHERE HAVE ALL THE FLOWERS GONE &lt;/b&gt;
&lt;/div&gt;
&lt;p&gt;
&lt;br /&gt;
words and music by Pete Seeger&lt;br /&gt;
performed by Pete Seeger and Tao Rodriguez-Seeger&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;Where have all the flowers gone?&lt;br /&gt;
Long time passing&lt;br /&gt;
Where have all the flowers gone?&lt;br /&gt;
Long time ago
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
Where have all the flowers gone?&lt;br /&gt;
Girls have picked them every one&lt;br /&gt;
When will they ever learn?&lt;br /&gt;
When will they ever learn?&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;Where have all the young girls gone?&lt;br /&gt;
Long time passing&lt;br /&gt;
Where have all the young girls gone?&lt;br /&gt;
Long time ago
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
Where have all the young girls gone?&lt;br /&gt;
Taken husbands every one&lt;br /&gt;
When will they ever learn?&lt;br /&gt;
When will they ever learn?&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;Where have all the young men gone?&lt;br /&gt;
Long time passing&lt;br /&gt;
Where have all the young men gone?&lt;br /&gt;
Long time ago
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
Where have all the young men gone?&lt;br /&gt;
Gone for soldiers every one&lt;br /&gt;
When will they ever learn?&lt;br /&gt;
When will they ever learn?&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;Where have all the soldiers gone?&lt;br /&gt;
Long time passing&lt;br /&gt;
Where have all the soldiers gone?&lt;br /&gt;
Long time ago
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
Where have all the soldiers gone?&lt;br /&gt;
Gone to graveyards every one&lt;br /&gt;
When will they ever learn?&lt;br /&gt;
When will they ever learn?&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;Where have all the graveyards gone?&lt;br /&gt;
Long time passing&lt;br /&gt;
Where have all the graveyards gone?&lt;br /&gt;
Long time ago
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
Where have all the graveyards gone?&lt;br /&gt;
Covered with flowers every one&lt;br /&gt;
When will we ever learn?&lt;br /&gt;
When will we ever learn?
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
บทเพลง WHERE HAVE ALL THE FLOWERS GONE โดย Pete Seeger &lt;br /&gt;
บทกวีถอดความโดย วิสา คัญทัพ&lt;br /&gt;
ฟังเพลงนี้ได้ที่ &lt;a href=&quot;http://www.youtube.com/watch?v=0aw-HiMW-3M&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;youtube.com&lt;br /&gt;
&lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ที่มา &lt;a href=&quot;http://thaienews.blogspot.com/2011/02/where-have-all-flowers-gone.html&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;ไทยอีนิวส์&lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/rethink/20110205/1907#comments</comments>
 <pubDate>Sat, 05 Feb 2011 14:48:56 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">1907 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title> วิสา คัญทัพ : ปีใหม่ 2554 ต่อสู้ด้วยภูมิความรู้และสติปัญญา &quot;ขอเพียงพวกเรา ฉลาด รู้ สู้ให้เป็น&quot;</title>
 <link>http://www.arayachon.org/rethink/20110105/1888</link>
 <description>&lt;p&gt;
ปีใหม่ 2554  มีเรื่องที่ต้องพูดคุยเขียนลงบันทึกฉบับที่ 8 อยู่บางข้อบางประเด็น ผมหลบเร้นการไล่ล่าอย่างอยุติธรรมจากรัฐบาลเผด็จการจะครบแปดเดือนในเดือนมกราคม ขณะปัจจุบัน นปช.เปลี่ยนผู้นำจากประธานวีระ มุสิกพงศ์ มาเป็น รักษาการประธาน นปช. ธิดา ถาวรเศรษฐ์&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;แกนนำ นปช.หลายคนถูกคุมขัง หลายคนถูกข่มขู่คุกคามตามล่า แดงบางขบวนยังคงถกเถียงกันเรื่องแนวทางการต่อสู้  มีข่าวจะให้ประกันตัวแกนนำบางคน แต่ก็เล่นเล่ห์มาตลอด  อย่างไรก็ตาม ปีใหม่นี้ ผมมีบทกวีมาฝาก เริ่มต้นที่บทกวีก่อนเลย&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;color: #ff0000&quot;&gt;ปีเก่า.. เศร้าที่สุดในโลก โศกสลด &lt;br /&gt;
ปีเก่า.. รันทด อนาถา&lt;br /&gt;
ปีเก่า.. เลือดนองท่วมน้ำตา  &lt;br /&gt;
ปีเก่า.. ทหารฆ่าประชาชน&lt;br /&gt;
ปีใหม่.. ไม่เลิก การไล่ล่า  &lt;br /&gt;
ปีใหม่.. การฆ่า ยังเข้มข้น&lt;br /&gt;
ปีใหม่.. ยังได้เห็น เกมเล่นกล  &lt;br /&gt;
ปีใหม่.. มืดมนอนธกาล&lt;br /&gt;
ปีใหม่.. ไทยนี้ ไม่รักสงบ  &lt;br /&gt;
ปีใหม่.. ไทยรบกันร้าวฉาน&lt;br /&gt;
ปีใหม่.. วิกฤติ ยังพิสดาร   &lt;br /&gt;
ปีใหม่.. อีกนาน ยังทระนง&lt;br /&gt;
ปีใหม่.. ให้รักสามัคคี   &lt;br /&gt;
ปีใหม่.. เดินให้ดี อย่าพลัดหลง&lt;br /&gt;
ปีใหม่.. บากบั่น มั่นคง   &lt;br /&gt;
ปีใหม่.. ชูธง สู้ต่อไป&lt;br /&gt;
ปีใหม่.. จิตใจ ไม่เปลี่ยน   &lt;br /&gt;
ปีเก่า.. บทเรียน ยิ่งใหญ่&lt;br /&gt;
ปีเก่า.. ฝังแค้น แน่นใน   &lt;br /&gt;
ปีใหม่.. ฉลาด รู้ สู้ให้เป็น.&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ฉลาด รู้ สู้ให้เป็น คือ หากเป้าหมายยุทธศาสตร์เดียวกันต้องหลากหลายวิธีการ อย่าจำกัดและดูถูกดูแคลนยานพาหนะที่จะนำพาไปถึงจุดหมายของกันและกัน   ควรสรุปบทเรียนและทบทวนการต่อสู้ที่ผ่านมาอย่างจริงจัง ผิดพลาดต้องยอมรับและปรับปรุงแก้ไข ไม่ทำผิดพลาดซ้ำอีก บางคนว่า &amp;quot;อย่าก้าวช้ากว่ามวลชน&amp;quot; ปัญหาคือ &amp;quot;มวลชนส่วนใหญ่&amp;quot; หรือมวลชนที่ก้าวหน้าจำนวนหนึ่งที่ไปก่อนร้อนวิชา&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;สภาพความเป็นจริงทางภววิสัยเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาตามสถานการณ์ที่พลิกผัน น้ำลดจึงรู้ว่าตรงไหนเป็นดอนเป็นเกาะ ตรงไหนเป็นตอ หลักยึดของคนเสื้อแดงที่ต้องการความเป็นธรรมและประชาธิปไตยที่แท้จริงคือธาตุแท้ที่แข็งแกร่งและแน่วแน่กว่า ซึ่งที่สุดก็จะก้าวข้ามผ่านข้อหาสามานย์ อันท้นท่วมด้วยจริตมายาของกลุ่มปฏิกิริยาขุนศึกศักดินาอำมาตย์
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ที่ว่า คนเสื้อแดงสู้เพื่อทักษิณ มาเป็น คนเสื้อแดงสู้เพื่อประชาธิปไตยและความเป็นธรรม โดยมีทักษิณเป็นคนหนึ่งในแนวร่วม เป็นคนหนึ่งที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม เป็นคนหนึ่งที่ต้องการประชาธิปไตยเช่นกัน  ตรงนี้ หากเราทำให้ดีระยะผ่านดังกล่าวก็จะสั้นลง เราต้องทำให้คนส่วนใหญ่เกินห้าสิบ หรือหกสิบ หรือเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ของคนทั้งประเทศเห็นด้วยและสนับสนุนคนเสื้อแดง&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;เวลานี้ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยใกล้ปิดม่านการแสดงโดยสมบูรณ์แล้ว ชุมนุมที่ไหนก็ไม่มีคน (เพราะคนมาจากกำลังของพรรคการเมืองที่ชื่อประชาธิปัตย์) ที่ดิ้นที่ดันทุรังกันสุดแรงนี้เป็นเฮือกสุดท้าย หลายคนในพันธมิตรฯ คิดไม่เหมือนกัน ส่วนหนึ่งของพวกเขายอมรับว่า เสื้อแดงไม่ได้รับความเป็นธรรม มีสองมาตรฐานจริง ยอมรับว่ามีส่วนของคนเสื้อแดงที่สู้เพื่อประชาธิปไตยโดยใช้สันติวิธีจริง ติดใจก็เพียงข้อความรุนแรงที่เขาคิดว่ามีเสื้อแดงบางส่วนกระทำ  และเรื่องสู้เพื่อทักษิณเท่านั้น แต่สองข้อหลังไม่ใช่สาระสำคัญเพราะเป็นความเท็จ ซึ่งท้ายที่สุดแล้วจักพิสูจน์ได้จากสัจจะแห่งการต่อสู้ของคนเสื้อแดง&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ส่วนรัฐบาลอภิสิทธิ์นั้นไม่ต้องพูดถึง พวกพันธมิตรฯเรียงหน้าออกมาโจมตีประณามหน่วงหนักล้ำหน้ากว่าคนเสื้อแดงด้วยซ้ำไป ที่น่าสังเกตก็คือ น้ำเสียงที่ออกมาดับเครื่องชนหลังจากที่ชื่นชมเชียร์กันมาก่อนมีเบื้องหลังอะไรหรือไม่ แต่ที่แน่ๆ พันธมิตรฯในฐานะมือจุดชนวนป่วนความรุนแรงวันนี้ดูจะด้านและก็เดี้ยงไปเสียแล้ว
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ล่าสุด พนิช วิกิตเศรษฐ์,วีระ สมความคิด กับพวกรวมเจ็ดคน บุกรุกล้ำเข้าไปในดินแดนกัมพูชาเพื่อสร้างสถานการณ์ปลุกความคลั่งชาติก็ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง กลับต้องนอนคุกเขมรแทน โดยจำนนด้วยคลิปวิดีโอที่เป็นหลักฐานชัดเจนจากคำพูดของพนิชเองว่าตั้งใจบุกล้ำเข้าไปในดินแดนเขา ซึ่งคนสำคัญในรัฐบาลต่างออกปากว่าคงช่วยลำบาก&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;b&gt;ปัญหาจึงอยู่ที่ฝ่ายเรา จะเดินต่อไปอย่างไร จะปรับขบวนอย่างไร&lt;/b&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;องค์กรเสื้อแดงต่างๆ อันหลากหลายจะขยายกำลัง ขยายความคิดจิตสำนึก ร่วมไม้ร่วมมือ สามัคคีเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันโดยยึดเอาเป้าหมายยุทธศาสตร์เป็นตัวตั้ง ในส่วนของ นปช. แดงทั้งแผ่นดิน เดินหน้าปรับขบวนไปก่อนแล้ว อย่างน้อยๆ ก็ได้จัดตั้งคณะแกนนำชุดใหม่ขึ้นมาทำหน้าที่ไม่ให้เกิดสภาพว่างไร้การนำ แม้ในระยะแรกๆ จะมี &amp;quot;การป่วน&amp;quot; จากทั้งฝ่ายผู้หวังดีและไม่หวังดี ทำให้เสียรูปขบวนไปบ้าง ก็ไม่มีผลอะไร เพราะ &amp;quot;คนลองของ&amp;quot; บางคนอาจยังไม่รู้จัก &amp;quot;ความแกร่งแข็งกล้า&amp;quot; และความเป็นตัวจริงเสียงจริงของนักสู้อย่างอาจารย์ธิดา ถาวรเศรษฐ
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ต่อเมื่อได้ถูกสัมภาษณ์และแสดงทัศนะออกทางสื่อ ภาพความสมบูรณ์พร้อมในฐานะการนำก็เปล่งประกายปรากฏทั้งภูมิรู้และประสบการณ์ อันที่จริงเรื่องความสามารถของ อ.ธิดา เป็นที่ทราบกันดีในหมู่แกนนำ นปช. ซึ่งได้ร่วมประชุมกันเป็นประจำต่อเนื่องตลอดมาหลังถูกสลายการชุมนุมหน้าทำเนียบรัฐบาลเมื่อเดือนเมษายน ปี 2552 และรูปคณะกรรมการแกนนำของ นปช.ดังกล่าว  แม้จะมิใช่การนำแบบประชาธิปไตยสมบูรณ์ แต่ก็สามารถลดทอนระบบดำเนินการที่ไม่ใช้เหตุผลลงได้บ้าง  เพื่อให้เห็นภาพผู้นำ นปช. คนใหม่แจ่มชัดยิ่งขึ้น เราลองไปฟัง &amp;quot;การป่วน&amp;quot; ด้วยคำถามบางคำถามต่อไปนี้&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;b&gt;คุณทักษิณชินวัตรยอมรับที่คุณธิดาขึ้นมาเป็นรักษาการประธานนปช.หรือไม่&lt;/b&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;มันไม่ใช่ธุระอะไรของคุณทักษิณ อาจารย์แคร์ชาวบ้าน ประชาชนรักอาจารย์หรือเปล่า คุณทักษิณ ไม่เกี่ยว เพราะเชื่อว่าทักษิณ ต้องฉลาดพอว่าบทบาทแกทำอะไรได้แค่ไหน และแกต้องรู้จักคนอย่างอาจารย์ หรือหมอเหวง ว่าเป็นคนแบบไหน ประวัติเป็นแบบไหน อีกด้านหนึ่งอาจารย์เคยเจอคุณทักษิณ เขาเป็นคนชอบพูด แกพูดว่าไงรู้ไหม อาจารย์ถามแกว่ารู้สึกอย่างไร ท้อถอยไหม แกบอกว่า เพราะการต่อสู้  ประชาชนทำให้แกสดชื่นอยู่ตลอดเวลา คือมันตรงข้ามไม่ใช่แกมาช่วย แน่นอนแกอาจจะเชื่อส่วนตัวว่าประชาชนมาสู้เพื่อแก แต่มีส่วนหนึ่งคนที่เขารักแกก็มี แต่การต่อสู้ของประชาชน คือน้ำหล่อเลี้ยงเขาน้ำหล่อเลี้ยงหัวใจคุณทักษิณ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;color: #0000ff&quot;&gt;&lt;b&gt;ภารกิจ 4 ข้อของประธาน นปช.หญิงคนใหม่&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;เหตุผลการที่มารับหน้าที่รักษาการประธาน นปช. นั้นถือเป็นหน้าที่และความจำเป็นทางประวัติศาสตร์ ที่ต้องปรับบทบาททางวิชาการมานำมวลชน แล้วก็เป็นการส่งสัญญาณครั้งใหญ่จากแกนนำคนเสื้อแดงที่ถูกควบคุมตัวอยู่ในเรือนจำว่าหลังจากนี้คนเสื้อแดงจะต่อสู้ด้วยภูมิความรู้และสติปัญญา โดยมีภาระหน้าที่สำคัญคือ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;1. การรณรงค์เพื่อให้ปล่อยตัวแกนนำ มวลชนคนเสื้อแดง และผู้ถูกจับกุมคุมขังโดยมิชอบให้ได้รับอิสรภาพ การประกันตัวเพื่อดำเนินคดีอย่างมีนิติรัฐ นิติธรรม&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;2. ช่วยเหลือเยียวยาผู้ถูกกระทำและครอบครัวตลอดจนการประกันตัวและต่อสู้คดี&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;3. เรียกร้องความยุติธรรมและการใช้กฎหมาย มาตรฐานเดียวกันและคำนึงถึงสิทธิมนุษยชนและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;4. ยกระดับการต่อสู้ของประชาชนให้สูงขึ้นด้วยองค์ความรู้&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;สรุปสุดท้ายในส่วนของ นปช.แดงทั้งแผ่นดินที่ได้ปรับขบวนรุดหน้าไปแล้ว ด้วยคำพูดของ อ.ธิดา ถาวรเศรษฐ์ ดังนี้&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;quot;เราจะพูดในสิ่งที่เป็นประโยชน์กับประเทศชาติและประชาชน ถ้าเราพูดอะไรแล้วมันให้โทษกับประชาชน หรือไปเข้าทางคนที่เป็นอุปสรรคขัดขวางประชาชนจะไม่พูด ไม่ต้องการพูดเพื่อสำแดงโวหารว่า เราเป็นคนเก่งหรือก้าวหน้า คำพูดของเราจึงต้องนำไปสู่การปฏิบัติที่เป็นประโยชน์เท่านั้น&amp;quot;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ด้วยรักสามัคคี ผมขอฝากคำพูดนี้ไปยังคุณสุรชัย แซ่ด่าน มิตรที่เคารพด้วย โดยวุฒิภาวะที่ท่านมี หากไตร่ตรองก่อนพูดได้จะดียิ่ง&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;คราวนี้มาพูดในส่วนของพรรคเพื่อไทยบ้าง  มีความพยายามจะปรับโครงสร้างการนำของพรรคอยู่บ้างเช่นกัน แต่ทว่ายังติดขัด เพราะพรรคผูกพันยึดโยงกับ ทักษิณ ชินวัตร การจะขยับไปทางไหนอย่างไรจึงต้องเป็นไปโดยที่ท่านทักษิณต้องเห็นดีเห็นงามด้วย ดังที่ จาตุรนต์ ฉายแสง ออกมาแสดงทัศนะว่า&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;การใช้ &amp;quot;พ.ต.ท.ทักษิณ&amp;quot; เป็นเรือนตาย เป็นสิ่งจำเป็น แต่ทว่า ทั้งพรรคและตัว ส.ส. ต้องทำงานเชิงรุกและเชิงลึกต่อประชาชนด้วย จะว่าก้าวข้ามคุณทักษิณ หรือให้ตัดประเด็นเรื่องคุณทักษิณไปเลยก็ไม่เชิง พรรคเพื่อไทยมีความเชื่อมโยงกับคุณทักษิณ ซึ่งเป็นความจริงที่ใครๆ ก็รู้ คุณทักษิณได้ทำประโยชน์ให้กับบ้านเมืองไว้มาก เป็นกำลังสำคัญของพรรคเพื่อไทย ยังเป็นคนที่เคยคิดนโยบายดีๆ ได้มาก คงจะยังสามารถช่วยคิดนโยบายดีๆ ได้ ประเด็นจึงไม่ได้อยู่ที่ให้ตัดคุณทักษิณออกไป หรือปฏิเสธ แต่ว่าจะวางคุณทักษิณอยู่ตรงไหน จัดความสัมพันธ์อย่างไร จะเสนอเรื่อง จะพูดถึงคุณทักษิณอย่างไร นี่เป็นเรื่องที่พรรคเพื่อไทยต้องคิด&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ถ้า ชูนโยบายเอาคุณทักษิณกลับบ้านแบบดิบๆ (หยุดคิด) โดยไม่บอกว่าเอากลับมาวิธีไหน กลับมาเพื่อทำอะไร (นิ่งคิด) มันก็ไม่โดนใจคนมากนัก การที่คุณทักษิณจะกลับเมืองไทยได้หรือได้รับความยุติธรรม ประเทศต้องเป็นประชาธิปไตยเสียก่อน แล้วคุณทักษิณคงได้ความเป็นธรรมมากกว่าปัจจุบัน การนำเสนอในลักษณะนี้ผมคิดว่าคนทั่วไปจะรับได้มากกว่า แต่ถ้าชูเป็นประเด็นแคบๆ และไม่มีรายละเอียด ไม่รู้วิธีการ ไม่ว่าจะเกิดผลอะไรอย่างไร คนที่เป็นพวกเดียวกันแท้ๆ ก็รับได้ ก็ชอบใจ แต่คนที่ห่างออกไป คนที่เขาไม่สนใจประเด็นนี้ เขาอาจจะไม่รับ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;quot;ในยุทธศาสตร์ที่จะสามัคคีกับกลุ่มต่างๆ ถ้าไปเน้นกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมากไป เช่น เน้นเสื้อแดงมากเกินไป เน้นเอาคุณทักษิณกลับเมืองไทยมากเกินไป มันก็จะแคบ เสื้อแดงน่าจะมีคนเป็นล้าน เรื่องที่ต้องทำให้เสื้อแดงสนับสนุนพรรคเพื่อไทย ต้องทำแน่นอน แต่ต้องไม่ให้คนรู้สึกว่าเอาแต่เสื้อแดง หรือเสื้อแดงเป็นผู้กำหนดพรรคเพื่อไทย เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นคนส่วนที่เหลือซึ่งมันมากกว่า เวลาเราเลือกตั้งเราต้องพูดถึงคน 19 ล้าน ทำให้อย่างไรให้คน 19 ล้านมาเลือก ซึ่งคน 19 ล้าน มันเยอะกว่าเสื้อแดงมาก&amp;quot;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;คงต้องบอกว่า นี้เป็นข้อเสนอเชิงสร้างสรรค์ และเป็นข้อเสนอของมิตรต่อมิตร ที่มากด้วยความระมัดระวังคำพูดคำจา เป็นความเห็นที่น่ารับฟัง น่าคิดต่อ เพราะอย่างไรเสียในส่วนของพรรคเพื่อไทยก็ควรต้องรีบปรับขบวน ปรับได้เร็วเท่าไรก็จะเป็นฝ่ายรุกในการกระทำทางการเมืองมากขึ้นเท่านั้น ทั้งยังเพื่อรองรับ &amp;quot;กรณีสถานการณ์เปลี่ยน&amp;quot; ไว้ล่วงหน้า ซึ่งหมายถึงความพร้อมของพรรคเพื่อไทย อันที่จริง เราไม่มีความจำเป็นที่จะต้องพูดคุยกันด้วย &amp;quot;เสียงดัง&amp;quot; เช่นนี้ ข้อเสนอต่างๆ ควรพูดคุยกันภายในได้ด้วย &amp;quot;เสียงเงียบ&amp;quot; โดยคัดกรองเอาคนที่มีความคิดความอ่านในแบบคนที่ &amp;quot;คิดเป็นวิเคราะห์เป็น&amp;quot; มาปรึกษาหารือกัน&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;เมื่อการเลือกหัวหน้าพรรค หรือผู้นำพรรคยังไม่พร้อมก็ควรจัดตั้งคณะบุคคลที่ &amp;quot;คิดเป็นวิเคราะห์เป็นทำงานเป็น&amp;quot; ขึ้นมาสักชุดหนึ่ง เป็นกรมการเมืองระดับบน ถกเถียงค้นคว้าหาข้อสรุปเพื่อกำหนดเป็นแนวทางและเข็มมุ่ง ตลอดจนนโยบายของพรรคที่ชัดเจน ให้รู้กันภายในว่าจะเดินไปอย่างไร หรือจะประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน นั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง หากวันนี้พรรคเพื่อไทยยังเคว้งคว้างปราศจากการนำที่แน่นอน ปล่อยสภาพเป็นปัจเจกบุคคลที่ถนนทุกสายมุ่งตรงสู่ ท.ทักษิณอดทน เราก็จะตกอยู่ในห้วงแห่งชะตากรรม เป็นการต่อสู้ตามเวรกรรม พึ่งพาไสยศาสตร์ เสียโอกาสที่จะเป็นฝ่ายกระทำเพื่อฉวยคว้าเอาชัยชนะมาตามลำดับขั้นอย่างที่ควรเป็น&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;วงดนตรีวงหนึ่ง  เมื่อบรรเลงบทเพลงเพลงหนึ่ง นอกเหนือจากบรรเลงเพลงด้วยความรัก ด้วยอารมณ์ความรู้สึก ปิติสุขแล้ว ทั้งวงยังต้องสามัคคีกันบรรเลงอย่างมีระบบ และเป็นระเบียบด้วย ต้องกลมกลืนผสมผสาน รับส่งกันอย่างมีจังหวะจะโคน สอดคล้องต้องกันในท่วงทำนอง ดำเนินพลิ้วไหวเท่าทันกันไปในเร็วหรือช้า ทุกเครื่องดนตรีมีความสำคัญ ไม่เกี่ยวว่าจะเล่นน้อยเล่นมาก
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่เกี่ยวกับเล่นได้ถูกต้อง ก็จะเติมเต็มความสมบูรณ์ให้กับบทเพลงทั้งหมดในทันที เป็นเช่นนั้นไปจนจบเพลงจนได้รับเสียงปรบมืออันกึกก้องจากผู้ฟัง ขบวนการประชาธิปไตยของประชาชนไทยในวันนี้ก็ต้องการขบวนทัพที่บรรเลงบทเพลงได้ประดุจวงดนตรีวงหนึ่ง บรรเลงด้วยความรัก ภูมิความรู้ และสติปัญญา&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;b&gt;หวังว่า ปี 2554 จะเป็นปีที่คนเสื้อแดงและพรรคเพื่อไทยประสบความสำเร็จในการปรับขบวนได้ในไตรมาสแรก&lt;/b&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;( 4 มกราคม 2554)&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ที่มา &lt;a href=&quot;http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1294219527&amp;amp;grpid=&amp;amp;catid=02&amp;amp;subcatid=0207&quot;&gt;มติชน &lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/rethink/20110105/1888#comments</comments>
 <pubDate>Wed, 05 Jan 2011 21:00:11 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">1888 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>พรปีใหม่ 2554 แด่ทุกคน : รักรุ้งราว-ธรรมเรืองรอง</title>
 <link>http://www.arayachon.org/sansab/20110105/1887</link>
 <description>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
&lt;div align=&quot;center&quot;&gt;
&lt;b&gt;รักรุ้งราว-ธรรมเรืองรอง&lt;br /&gt;
&lt;/b&gt;
&lt;/div&gt;
&lt;p&gt;
* กาพย์ฉบัง 16 *
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
กรองกาพย์ ฉาบรัก รุ้งราว               เกี่ยวเดือน สอยดาว&lt;br /&gt;
มาพราว มาพร่าง พรม-พร
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
โอบน้ำ ทั่วทั้ง สาคร                      กอบดิน ทุกดอน&lt;br /&gt;
มาอ้อน สายลม ฉ่ำเย็น
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
สรรพสิ่ง ศักดิ์สิทธิ์ ที่เห็น                และที่ ลับเร้น&lt;br /&gt;
ช่วยเป็น ประจักษ์ สักขี
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ธรรมทอง เรืองรอง รุจี                    เมตตา บารมี&lt;br /&gt;
เพิ่มศรี เพิ่มสุข ส่งเสริม
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ปัญญา เจิดจ้า  ริเริ่ม                      ศีลสัตย์ มั่นเติม&lt;br /&gt;
พูนเพิ่ม สมาธิ ตริไตร
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
การงาน ครอบครัว ผ่องใส                แข็งแรง แกร่งไกร&lt;br /&gt;
ปีใหม่  สุขใจ...ไชโย &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;b&gt;ออน 514&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
5 มกราคม 2554
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;nbsp;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/sansab/20110105/1887#comments</comments>
 <pubDate>Wed, 05 Jan 2011 14:31:32 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">1887 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล: บันทึกวิกิลีกส์ (1): พลเอกสนธิบอกทูตอเมริกันเรื่องเข้าเฝ้าคืนรัฐประหาร</title>
 <link>http://www.arayachon.org/rethink/20101228/1884</link>
 <description>&lt;p&gt;คำชี้แจง: โทรเลขที่ทูตสหรัฐประจำไทยส่งรายงานยังวอชิงตัน ฉบับลงวันที่ 20 กันยายน 2549, 1 ตุลาคม 2551, 6 พฤศจิกายน 2551 และ 25 มกราคม 2553 ที่วิกิลีกส์นำออกเผยแพร่ ผ่านทาง นสพ.เดอะการ์เดี้ยน ของอังกฤษ มีเนื้อหาที่สำคัญและน่าสนใจอย่างยิ่ง เกี่ยวกับการเมืองไทยหลังรัฐประหาร 19 กันยา โดยเฉพาะในประเด็นสถาบันกษัตริย์ &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม เชนเดียวกับหลักฐานทางประวัติศาสตร์ทุกประเภท โทรเลขดังกล่าวยังต้องผ่านการวิเคราะห์ตีความ และนำเข้าสู่การเรียบเรียงเป็น การนำเสนอในรูปงานเขียนหรือการพูดอภิปราย จึงจะมีความหมายสมบูรณ์โดยแท้จริง &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;แต่ภายใต้กฎหมายที่เกียวกับสถาบันกษัตริย์ของไทย (รัฐธรรมนูญ มาตรา 8, ประมวลอาญา มาตรา 112) การจะกระทำดังกล่าวมีข้อจำกัดอย่างรุนแรง กระนั้นก็ตาม ผมเห็นว่าโทรเลขเหล่านี้ มีความสำคัญ เกินกว่าที่จะปล่อยให้ตกอยู่ภายใต้ความเงียบเกือบจะโดยสิ้นเชิง อย่างที่เป็นอยู่ในสื่อสาธารณะที่เปิดเผยในขณะนี้&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ในบันทึกสั้น ๆ ข้างล่างนี้และในบันทึกฉบับอื่นที่หวังว่าจะตามมาในอนาคตอันใกล้ ผมจะได้พยายามนำเสนอข้อความหรือเนื้อหาในโทรเลขวิกิลีกส์ทั้ง 4 ฉบับเท่าที่จะทำได้ ภายใต้ข้อจำกัดของกฎหมายที่เป็นอยู่ เริ่มต้นด้วยโทรเลขฉบับแรกที่กล่าวถึงการเข้าเฝ้าในคืนวันรัฐประหาร&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;img src=&quot;/files/us_0.jpg&quot; align=&quot;absmiddle&quot; height=&quot;600&quot; width=&quot;450&quot;/&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ในโทรเลขฉบับลงวันที่ 20 กันยายน 2549 ทูตสหรัฐได้รายงานการพบปะพูดคุยเป็นการส่วนตัวกับพลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าคณะรัฐประหาร 19 กันยา เมื่อบ่ายวันที่ 20 กันยายน 2549 การสนทนาในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสถาบันกษัตริย์ ตามที่ทูตสหรัฐบันทึกไว้ มีเพียงสั้นๆ 5-6 บรรทัด ดังนี้&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ผมได้เริ่ม ต้นด้วยการถามสนธิเกี่ยวกับการเข้าเฝ้าในหลวงเมื่อคืนนี้ มีใครเข้าเฝ้าบ้าง? สนธิกล่าวว่าประธานองคมนตรีเปรม ติณสูลานนท์ได้นำเขา, ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เรืองโรจน์ และผู้บัญชาการทหารเรือ สถิรพันธุ์ เข้าเฝ้า. สนธิเน้นว่า พวกเขาเป็นฝ่ายถูกเรียกเข้าไปในวัง; เขาไม่ได้เป็นฝ่ายพยายามขอเข้าเฝ้า. เขากล่าวว่าในหลวงทรงผ่อนคลายและมีความสุข ทรงยิ้มตลอดเวลาการเข้าเฝ้า เขาไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติม.&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ถ้าพระอากัปกริยาของในหลวงเป็นไปตามที่สนธิบอกทูตสหรัฐจริง เราสามารถ “อ่าน” (ตีความ) อะไรได้หรือไม่? ดูเหมือน เดอะการ์เดี้ยน คิดว่าได้ ถ้าดูจากการพาดหัวและสรุปเนื้อหาโทรเลขที่ นสพ.จัดให้ (ผมได้ลบพาดหัวและสรุปเนื้อหาดังกล่าวออกจากภาพประกอบข้างบน) ทูตสหรัฐเอง ได้ประเมินความสำคัญของการเข้าเฝ้าค่อนข้างสูง ใน “ความเห็น” ตอนท้ายของโทรเลข เขากล่าวว่า&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;img src=&quot;/files/us3.jpg&quot; align=&quot;absmiddle&quot; height=&quot;60&quot; width=&quot;450&quot;/&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;สนธิมีท่าที ผ่อนคลายและสงบ เห็นได้ชัดว่าการเข้าเฝ้าเป็นจุดหักเลี้ยวเมื่อคืนนี้ (โทรเลขอีกฉบับหนึ่ง [Septel = separate telegram] รายงานเรื่องท่าทีไม่ยอมแพ้ จะสู้ต่อของทักษิณ สูญสลายไปโดยสิ้นเชิงเมื่อเขาได้รู้ข่าวการเข้าเฝ้า)&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ขณะนี้เรายังไม่มี “โทรเลขอีกฉบับหนึ่ง” ของสถานทูตสหรัฐ ที่เล่าเรื่องการเปลี่ยนท่าทีของทักษิณหลังทราบข่าวการเข้าเฝ้า จึงไม่อาจทราบว่า ทางสถานทูตสหรัฐมีข้อมูลอะไรเป็นพิเศษในเรื่องนี้หรือไม่ หรือเพียงแต่ใช้การสังเกตแล้วตีความเอา &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ใครที่ติดตามการเมืองในช่วงหลังรัฐประหารโดยใกล้ชิดอาจจะพอจำได้ว่า เคยมีการหยิบยกมาอภิปราย ในที่สาธารณะเรื่องการเปลี่ยนท่าทีของทักษิณ จาก “ทำท่าจะสู้-ตอบโต้” มาเป็น “ยอมรับ” สิ่งที่เกิดขึ้น โดยมีประเด็นเชื่อมโยงกับสถาบันกษัตริย์ด้วย เพียงแต่ไมใช่เรื่องการได้เข้าเฝ้าของคณะรัฐประหาร แบบเดียวกับความเห็นของทูตสหรัฐ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;กล่าวคือ ในปี 2550 นักการเมืองและนักเขียนในค่ายทักษิณบางคนได้อ้างว่า เดิมทักษิณซึ่งอยู่ที่นิวยอร์คขณะเกิดรัฐประหาร มีความคิดจะตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นและประกาศสู้การรัฐประหาร แต่ล้มเลิกความคิด หลังจากสุรเกียรติ์ เสถียรไทย ซึ่งอยู่ที่นิวยอร์คด้วย โทรศัพท์มากรุงเทพ แล้วอ้างข้อมูลบางอย่างจากแวดวงราชสำนัก (สุรเกียรติ์ เป็นหลานเขยของพระราชินี) มาแจ้งกับทักษิณ &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ตามคำของ “ประดาบ” นักเขียนค่ายทักษิณในขณะนั้นคือ “สุรเกียรติ์ เสถียรไทย เป็นคนที่แนะนำให้นายกฯทักษิณ ยอมจำนนต่อการรัฐประหาร โดยอ้างว่าได้รับข้อมูลจาก ‘ฟ้าเบื้องบน’ . . .&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;” สุรเกียรติ์เองไม่เคยชี้แจงเรื่องนี้ แต่ได้ตอบโต้ด้วยการกล่าวหาเป็นนัยว่า “บางคนในพรรคไทยรักไทย” พูดให้เขา “ได้ยินกับหูตัวเอง” ในลักษณะที่ขัดแย้งกับอุดมการณ์ของเขาที่ “ทำงานเพื่อชาติและสถาบันพระมหากษัตริย์” &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ในขณะที่สุรเกียรติ์พูดเป็นนัย สนธิ ลิ้มทองกุล ได้ระบุออกมาตรงๆ โดยอ้างว่าสุรเกียรติ์เป็นคนบอกเขาเอง ว่าในระหว่างที่อยู่นิวยอร์คช่วงรัฐประหาร ทักษิณได้ “พูดจาจาบจ้วงดูหมิ่นพระเจ้าอยู่หัว” ต่อหน้าสุรเกียรติ์ (ดูตัวบทถอดเทปการพูดของสนธิ ที่ นี่ ข้อความดังกล่าวอยู่ในย่อหน้าที่ 6 ของหัวข้อ “ยามเฝ้าแผ่นดิน ช่วงที่ 2”) ทักษิณจึงฟ้องสนธิหมิ่นประมาท และศาลเพิ่งพิพากษาให้สนธิผิดเมื่อต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ทักษิณเองไม่เคยพูดถึงไอเดียเรื่องการตั้งรัฐบาลพลัดถิ่น เมื่อเกิดรัฐประหารหรือเรื่องผลกระทบของการเข้าเฝ้าของคณะรัฐประหาร แต่ในการให้สัมภาษณ์นิตยสาร Time ของสหรัฐ ในเดือนกุมภาพันธ์ 2550 (ที่นี่) เมื่อถูกถามว่าถ้ารัฐบาลของเขาเป็นที่นิยมของประชาชนมาก ทำไมแทบไม่มีประชาชนออกมาโวยวายประท้วงเมื่อเกิดรัฐประหารขึ้น &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ซึ่งทักษิณตอบว่า “มันก็เหมือนกับการรัฐประหาร 17 ครั้งก่อนหน้านี้ในประเทศไทย แรกทีเดียว ประชาชนจะช็อค แล้วพวกเขาก็เริ่มแสดงความไม่เห็นด้วย และแล้วพวกเขาก็เริ่มจะยอมรับมัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลังจากรัฐประหารนั้นได้รับการรับรองจากพระเจ้าอยู่หัว&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;” (It was the same with Thailand’s 17 other coups. First, the people are shocked. Then they start to voice their concerns. And then they start to accept it, especially after it’s endorsed by His Majesty the King.) &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ผมคิดว่า เราคงยังไม่ถึงกับสามารถใช้คำสัมภาษณ์นี้เป็นหลักฐานยืนยันโดยตรง ต่อรายงานของทูตสหรัฐที่ว่าทักษิณเปลี่ยนท่าทีต่อการรัฐประหาร 19 กันยา หลังการได้เข้าเฝ้าของคณะรัฐประหาร แม้ว่าการที่ทักษิณให้ความสำคัญกับประเด็น “ได้รับการรับรองจากพระพระเจ้าอยู่หัว” และยกเรื่องนี้ขึ้นมาเป็นเหตุผลอธิบาย ปฏิกิริยาต่อรัฐประหารของประชาชนทั่วไป นับว่าน่าสนใจอย่างยิ่ง&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ชื่อบทความเดิม: บันทึกว่าด้วยโทรเลขวิกิลีกส์ (1): พลเอกสนธิ บอกทูตสหรัฐ “ในหลวงทรงผ่อนคลายและมีความสุข ทรงยิ้มตลอดเวลาการเข้าเฝ้า” ในคืนรัฐประหาร และการประเมินผลสะเทือนการเข้าเฝ้าของทูตสหรัฐ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;โปรดติดตามตอนต่อไป “บันทึกว่าด้วยโทรเลขวิกิลีกส์ (2) : กรณี พระราชินี กับ พันธมิตร”&lt;br /&gt;
สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล&lt;br /&gt;
ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ที่มา &lt;a href=&quot;http://prachatai.com/journal/2010/12/32457 &quot;&gt;เว็บชุมชนคนเหมือนกัน &lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ที่อยู่ไฟล์ต้นฉบับ &lt;a href=&quot;http://www.mediafire.com/?541073avks966l3&quot; title=&quot;http://www.mediafire.com/?541073avks966l3&quot;&gt;http://www.mediafire.com/?541073avks966l3&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/rethink/20101228/1884#comments</comments>
 <enclosure url="http://www.arayachon.org/files/us_0.jpg" length="295528" type="image/jpeg" />
 <pubDate>Tue, 28 Dec 2010 22:24:31 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">1884 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>เราควรจะขอบคุณวิกิลีกส์ </title>
 <link>http://www.arayachon.org/rethink/20101228/1883</link>
 <description>&lt;p&gt;อินเทอร์เน็ตสะท้อนสังคม ถ้าคุณไม่ชอบสิ่งที่คุณเห็นในกระจก อย่าทุบมัน&lt;br /&gt;
— วินท์ เซิร์ฟ หนึ่งในผู้คิดค้นโปรโตคอลอินเทอร์เน็ต TCP/IP&lt;br /&gt;
2010-12-15&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;CNN - 30 ก.ค. 2553 – การโพสต์เอกสาร 92,000 ฉบับบนวิกิลีกส์ (WikiLeaks) เกี่ยวกับสงครามในอัฟกานิสถาน เป็นตัวแทนของการฉลองชัยของสิ่งที่ผมเรียกว่า “วารสารศาสตร์ข้อมูล” (data journalism)&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;แน่นอนว่ามันต้องมีแหล่งข่าวที่เป็นบุคคล ใครสักคนในที่ไหนสักแห่ง ส่งต่อข้อมูลเหล่านี้ไปยังเว็บไซต์วิกิลีกส์ แต่ไม่ว่าผู้แจ้งความไม่ชอบมาพากลคนนี้จะเป็นใคร มันก็ไม่ได้สำคัญเท่ากับว่า เนื้อหาของเอกสารเหล่านี้มันบอกอะไรกับเรา&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ข้อมูลดิบดังกล่าว เป็นขุมทรัพย์ขนาดใหญ่สำหรับนักหนังสือพิมพ์ในสามสำนักข่าว – นิวยอร์กไทมส์ (New York Times สหัรฐอเมริกา), เดอะการ์เดียน (The Guardian สหราชอาณาจักร), และ แดร์สปีเกล (Der Spiegel เยอรมนี) – ที่จะขุดค้นหาข่าวจากมัน อย่างไรก็ตาม ไม่ได้มีเฉพาะนักข่าวเหล่านั้นเท่านั้น บันทึกประจำวันจากสงครามอัฟกานิสถานนั้นอยู่บนอินเทอร์เน็ต ที่ใครก็เข้าไปขุดค้นสมบัติหาข้อมูลได้&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;เรื่องเหล่านี้จริง ๆ แล้วไม่ใช่เรื่องใหม่อะไร นักหนังสือพิมพ์ทำเรื่องเหล่านี้มานานแล้ว พวกเขาอ่านกองเอกสารทีละหน้าทีละหน้า เพื่อมองหาสิ่งผิดปกติ ข้อเท็จจริงเพียงหนึ่งหรือสองชิ้น ซึ่งจะนำไปสู่สกู๊ปสำคัญ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;แต่ก็นั่นล่ะ เราต้องยอมรับว่า นักหนังสือพิมพ์ที่ทำงานดังที่กล่าวมา แทบจะไม่หลงเหลืออยู่แล้ว มันทั้งใช้เวลาและแรงงาน แล้วก็ไม่มีสีสันตื่นตาตื่นใจ มันไม่มีสเน่ห์ดึงดูด ด้วยแรงกดดันในองค์กรข่าวสมัยใหม่ ที่จำเป็นต้องทำงานให้มีประสิทธิภาพคุ้มราคา มันเป็นเรื่องยากที่บรรณาธิการข่าวจะอนุญาตให้นักข่าวใช้เวลามาก ๆ ไปกับกองเอกสารท่วมหัว&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ความสำเร็จของ “วารสารศาสตร์ข้อมูล” หรือการทำข่าวจากข้อมูลดิบนั้นมักจะถูกลืม ตัวอย่างหนึ่งโดดเด่นก็คือ กรณีข่าวสืบสวนโดยหนังสือพิมพ์ซันเดย์ไทมส์ (Sunday Times) ที่ตามติดกรณียาระงับประสาท ของบริษัทยาเยอรมันที่ถูกถอนออกจากตลาดในปี 1961 หลังจากพบว่ามีผลกระทบรุนแรงต่อทารก&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ระหว่างการสืบสวนดังกล่าว ซันเดย์ไทมส์จ่ายเงินเพื่อซื้อเอกสารภายใน จำนวนมากของบริษัทดังกล่าว และต้องแปลมันทั้งหมดเป็นภาษาอังกฤษ ซึ่ง ฟิลลิป ไนท์ลีย์ (Phillip Knightley) หนึ่งในทีมข่าวกล่าวว่าพวกเขาใช้เวลาเกือบหนึ่งปี ทำงานอย่างหนัก เพื่อทำความเข้าใจเอกสารเหล่านั้น&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ถึงในปี 1968 จะยังเป็นสมัยที่ซันเดย์ไทมส์มีกำลังคนพร้อมเพรียง และยินดีที่จะจัดสรรทรัพยากรให้กับทีมนักข่าวสืบสวน ไนท์ลีย์ก็ยังบอกกับเราว่า คนก็ยังสงสัยอยู่ดี ว่ามันจะคุ้มค่าหรือ ที่จะทำข่าวที่ต้องใช้ทั้งเงินและเวลายาวนานขนาดนี้&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;แม้ในที่สุดข่าวสืบสวนชิ้นนี้จะประสบความสำเร็จ และนำไปสู่การจ่ายเงินชดเชยที่ดีขึ้นแก่ผู้เสียหาย แต่ดูเหมือนว่า ความสงสัยต่อความคุ้มค่าในการลงทุนทำ “วารสารศาสตร์ข้อมูล” ก็ยังคงฝังแน่นอยู่ในองค์กรข่าวส่วนใหญ่ของสหราชอาณาจักร โดยเฉพาะสำนักพิมพ์ที่กำลังจะตัดงบประมาณของกองบรรณาธิการ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;แน่นอนว่า ข่าวสืบสวนคดีวอเตอร์เกต (Watergate) ในต้นทศวรรษ 1970 โดย Bob Woodward และ Carl Bernstein ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นสกู๊ปข่าวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล นั้นมีความสำคัญ รายงานชิ้นดังกล่าวอาศัยแหล่งข่าวที่ปิดเป็นความลับ ที่รู้จักกันในชื่อ “Deep Throat” และตั้งแต่นั้นมา นักหนังสือพิมพ์ ก็ตกเป็นทาสของแหล่งข่าวที่เปิดเผยไม่ได้เหล่านี้เสียเอง แต่ข่าวแบบนี้แหละที่มีสเน่ห์ดึงดูด&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;แหล่งข่าวที่เปิดเผยไม่ได้ ได้กลายเป็นวิถีชีวิตของวารสารศาสตร์สมัยใหม่ ผมเคยบอกกับนักศึกษาวารสารศาสตร์ของผมอย่างนั้นเสมอ ๆ แต่ตอนนี้ผมยอมรับแล้วว่า ผมให้ความสำคัญกับมันมากเกินไป จนให้ความสำคัญน้อยเกินไปกับการค้นหา อ่าน และวิเคราะห์ข้อมูลดิบ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ถ้าหนังสือพิมพ์นั้น เป็นร่างแรกของประวัติศาสตร์ อย่างที่เรานักหนังสือพิมพ์มักอ้างกัน เราก็ควรจะต้องทำงานให้ใกล้เคียงกับนักประวัติศาสตร์เสียหน่อย บรรดานักประวัติศาสตร์พยายามมองหาแหล่งข้อมูลชั้นต้น เพื่อที่จะสร้างความเข้าใจที่ดีขึ้นกับเหตุการณ์ในอดีต&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;สิ่งที่สำคัญมาก ๆ ของข้อมูลต่างๆ ในวิกิลีกส์นั้นคือ มันเป็นข้อมูลที่ทันสมัย มันทำให้นักหนังสือพิมพ์และสาธารณะเข้าใจชัดเจนขึ้น ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ในอัฟกานิสถาน ในแง่นี้ ข้อมูลเหล่านี้ที่ทุกคนเข้าไปอ่านได้ ช่วยมอบความเข้าใจที่มีค่ามหาศาลให้กับเรา&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม การโพสต์เอกสารขึ้นอินเทอร์เน็ตโดยตัวมันเองไม่ใช่การทำข่าว มันเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของกระบวนการข่าว มันยังต้องการการวิเคราะห์ วางบริบท และในบางกรณี การเซ็นเซอร์ที่จำเป็น เพื่อที่จะปกป้องปัจเจกบุคคลที่ถูกระบุในเอกสารดังกล่าว&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ผมทราบว่า นักข่าวอาชีพไม่ได้เป็นคนเพียงกลุ่มเดียวที่สามารถทำงานนี้ได้ แต่พวกเขาส่วนใหญ่ มีทักษะที่จำเป็นต่าง ๆ ดังกล่าว และมีความรู้ที่จะทำให้พวกเขาทำงานดังกล่าวได้ดี การรายงานโดย เดอะการ์เดียน และ นิวยอร์กไทมส์ แสดงให้เห็นอย่างชัดเจน&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;มันอาจจะไม่ได้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอะไรโดยทันที ไม่มีประธานาธิบดีต้องออกจากตำแหน่ง เหมือนกรณีวอเตอร์เกต แต่สิ่งที่ถูกทำให้ปรากฏจากเอกสาร คือการยืนยันสิ่งที่สื่อ ในสหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกาสงสัยมาโดยตลอด เกี่ยวกับสถานการณ์ในอัฟกานิสถาน ว่ามันเลวร้ายและมีแต่จะแย่ลง ๆ นับตั้งแต่ปี 2004 มันตบหน้ารายงานประเมินอย่างเป็นทางการที่แสนสวยงาม&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ข้อมูลดิบทั้งหมดดังกล่าวมานั้น เชื่อถือได้มากกว่า เพราะมันเป็นรายงานโดยทหารในสนามรบจริง ๆ ว่าพวกเขาพบเห็นและประสบอะไรบ้าง มันไม่มีการปั่นข่าว ตัวรายงานนั้นอาจไม่ได้เป็นวัตถุวิสัย – ซึ่งก็ไม่เคยมีอะไรที่เป็นเช่นนั้น – แต่รายงานเหล่านี้ ก็ไม่ได้ถูกเขียนขึ้นเพื่อจะมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจทางการเมือง&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ใช่ เราอาจพูดได้ว่า การที่วิกิลีกส์โพสต์ข้อมูลอ่อนไหวดังกล่าวในพื้นที่สาธารณะ ในตัวมันเองนั้นก็ไม่ได้เป็นวัตถุวิสัยอยู่แล้ว แต่ผมขอสนับสนุนสิ่งที่ จูเลียน อัสซานจ์ (Julian Assange) หัวหน้าบรรณาธิการของวิกิลีกส์ เรียกร้องต่อองค์กรข่าวต่าง ๆ ให้เปิดเผยข้อมูลดิบออกสู่สาธารณะให้มากขึ้น&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;เขาเชื่อว่าการกระทำดังกล่าว จะทำให้กิจกรรมของงานข่าวโปร่งใสมากขึ้น ในการสัมภาษณ์เมื่อไม่นานนี้ เขายืนกรานว่า “วารสารศาสตร์ควรจะเป็นเหมือนวิทยาศาสตร์มากขึ้น” และเสริมว่า: “มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ข้อเท็จจริงต่าง ๆ จะต้องถูกตรวจสอบยืนยันได้ ถ้านักหนังสือพิมพ์ต้องการที่จะให้วิชาชีพของพวกเขา มีความน่าเชื่อถือไว้วางใจได้มากขึ้น พวกเขาจำเป็นต้องเดินไปในทิศทางนั้น เคารพคนอ่านให้มากขึ้น”&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;โดยธรรมชาติของตัวมันเอง การทำข่าวจากแหล่งข่าวบุคคล (source journalism) ย่อมถูกปิดบังไม่ให้สาธารณะได้เห็น การทำข่าวจากข้อมูลดิบ (data journalism) นั้นเปิดเผยมากกว่า โดยเฉพาะเมื่อข้อมูลดิบนั้นถูกโพสต์ขึ้นอินเทอร์เน็ต เพราะในกรณีที่มีการวิเคราห์ข้อมูลชุดเดียวกันในแนวทางที่ต่างกัน ข้อมูลดิบเหล่านั้น มันอนุญาตให้สาธารณะตัดสินได้ว่า การวิเคราะห์อันไหนที่น่าเชื่อถือกว่า&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;เรานักหนังสือพิมพ์ ควรจะต้องดีใจที่มีเว็บไซต์อย่างวิกิลีกส์อยู่ นั่นเพราะไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม หน้าที่ที่สำคัญที่สุดของเราก็คือ การเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับประโยชน์สาธารณะ ที่คนที่มีความเชื่อเป็นอย่างอื่นต้องการจะเก็บมันเป็นความลับ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;เว็บไซต์ดังกล่าวสมควรจะได้รับการสรรเสริญชื่นชมจากพวกเรา และมันจำเป็นจะต้องได้รับการปกป้องจากการคุกคามของพลังฝ่ายขวา ที่หาทางจะหลีกเลี่ยงจากการถูกเปิดโปง&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;Roy Greenslade เป็นศาสตราจารย์ด้านวารสารศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยซิตี้ยูนิเวอร์ซิตี้ ลอนดอน เขาเขียนบล็อกรายวันเกี่ยวกับสื่อให้กับเว็บไซต์ The Guardian และเขียนคอลัมน์รายสัปดาห์ในหนังสือพิมพ์ London Evening Standard เขาเป็นนักวิจารณ์สื่อมา 18 ปี โดยก่อนหน้านั้นเขาเป็นบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์ Daily Mirror ของสหราชอาณาจักร บรรณาธิการบริหารของ Sunday Times และผู้ช่วยบรรณาธิการของ The Sun&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;เรียบเรียงจาก “We should be thankful for WikiLeaks” โดย Roy Greenslade ตีพิมพ์ในเว็บไซต์ CNN.com 30 ก.ค. 2553 (ลิงก์ต่าง ๆ ที่แทรกในเอกสารนี้ โดยผู้แปลเอง)&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;* ดาวน์โหลดบทความนี้ ในรูปแบบ PDF (Scribd)&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;บทความที่เกี่ยวข้อง: มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ : โลกอนาคตที่ไม่มีการผูกขาดความจริง&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;เข้าถึงเนื้อหาของ WikiLeaks จากเมืองไทย ได้ที่เว็บไซต์ ThaiLeaks.info&lt;br /&gt;
โดยทุกคนสามารถดาวน์โหลดเนื้อหาทั้งหมดของวิกิลีกส์ได้ทาง torrent&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;หมายเหตุ &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ชื่อเดิม วารสารศาสตร์ข้อมูล: เราควรจะขอบคุณวิกิลีกส์ #wikileaks #opendata ความน่าเชื่อถือของวิชาชีพนักข่าวนักหนังสือพิมพ์ วิกิลีกส์ และ วารสารศาสตร์ข้อมูล&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;Roy Greenslade (twitter: @GreensladeR) เขียน ; อาทิตย์ สุริยะวงศ์กุล (@bact) แปลและเรียบเรียง&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ที่มา &lt;a href=&quot;http://bact.blogspot.com/2010/12/wikileaks-opendata.html?utm_source=feedburner&amp;amp;utm_medium=feed&amp;amp;utm_campaign=Feed:+bact+(bact&amp;#039;+is+a+name)&quot;&gt; บลอกของ &#039;bact &lt;/a&gt;&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/rethink/20101228/1883#comments</comments>
 <pubDate>Tue, 28 Dec 2010 11:39:06 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">1883 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>ระบบเอกาธิปไตยแปลงรูป (ผืนธงปลิวไสวของ 2 ชนชั้นใหญ่ ตอน 2)</title>
 <link>http://www.arayachon.org/rethink/20101205/1881</link>
 <description>&lt;p&gt;
&lt;b&gt;หมายเหตุ &lt;/b&gt; กองบก.เคยเผยแพร่ บทความเรื่อง&lt;a href=&quot;http://www.arayachon.org/rethink/20090501/1271&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt; ผืนธงปลิวไสวของ 2 ชนชั้นใหญ่&lt;/a&gt; โดยเรียบเรียงจากกระทู้ชื่อเดียวกัน จากบอร์ดไฟลามทุ่ง เขียนโดยคุณธนู นี่เป็นบทความที่เพิ่มเติมต่อเนื่อง จากกระทู้ดังกล่าว
&lt;/p&gt;
&lt;center&gt;0000000000000000000000000000&lt;/center&gt; 
&lt;p&gt;
กลุ่มชนชั้นปกครองดำเนินนโยบายกดดันกลุ่มทักษิณ โดยเคลื่อน&lt;b&gt;กองกำลังที่ 1 คือ&lt;/b&gt; &lt;b&gt;กลุ่มพันธมิตรฯ&lt;/b&gt; เพื่อสร้างความชอบธรรม รองรับการรัฐประหารโดย &lt;b&gt;กองกำลังที่ 2 คือกองทัพ&lt;/b&gt; จากนั้นก็เคลื่อน &lt;b&gt;กองกำลังที่ 3 คือนักวิชาการ&lt;/b&gt; ช่วยกันร่างรัฐธรรมนูญ คมช. เพื่อกดดันและทำให้รัฐสภาของชนชั้นนายทุนง่อยเปลี้ยเสียขา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แม้กระนั้น (ตัวแทนหรือบริวารทางการเมืองของกลุ่มชนชั้นปกครอง ) ยังแพ้การเลือกตั้งอีก &lt;b&gt;จึงส่งทัพพันธมิตรมาเคลื่อนไหวเฟสที่ 2&lt;/b&gt; คราวนี้ ใช้ทฤษฏี chaos  เราจึงเห็นลักษณะก้าวร้าว ของกลุ่มพันธมิตรในการเคลื่อนไหวเฟสที่ 2 นี้มาก 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
จากนั้นเคลื่อน&lt;b&gt; กองกำลังที่ 4 คือศาล&lt;/b&gt; มาสั่นคลอนระบบพรรคการเมืองของชนชั้นนายทุน โดยการตัดสินยุบพรรค 3 พรรค รวมทั้งการที่ศาลตัดสินให้สมัครพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จากนั้นเคลื่อน&lt;b&gt;กองกำลังที่ 5 คือพรรคประชาธิปัตย์ โดยร่วมมือกับกลุ่มเนวิน ฝืนมติมหาชน จัดตั้งรัฐบาล&lt;br /&gt;
&lt;/b&gt;
&lt;br /&gt;
การที่กลุ่มพันธมิตรฯ ประท้วงอย่างยาวนานและเริ่มรุกเข้ายึดสนามบินแห่งชาติ จึงกดดันทั่วทั้งสังคม เมื่อศาลประกาศยุบพรรค ความกดดันจึงคลายตัว ทุกคนจึงรู้สึกโล่งอก คลายจากลักษณะ chaos โดยมองข้าม &lt;b&gt;ความผิดหลักการของศาล การมี 2 มาตรฐานทางกฏหมาย ซึ่งนั่นคือ การสูญเสียนิติรัฐ ไม่มีกฏหมายอยู่จริงในบ้านเมือง และเปิดเผยหน้าตาอันแท้จริงของอำนาจรัฐของชนชั้นปกครอง อีกอย่างหนึ่ง นั่นคือ ศาล นั่นเอง&lt;/b&gt; จนกระทั่งถึงการตัดสินคดียุบพรรค ปชป. กลไกข้าราชการในนาม กกต. เปิดเผยตัวตนในนามกลไกรัฐอันใหม่ ในการรับใช้ชนชั้นปกครอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;อมาตยาธิปไตย&lt;/b&gt;เปิดเผยกำลังอำนาจทุกส่วนอย่างชัดเจน ต่อสังคมไทย ข้าราชการทุกส่วนโดยเฉพาะ &lt;b&gt;กองทัพ  ตำรวจ   ศาล  กกต.  ข้าราชการชั้นนำ  นักวิชาการ  สื่อ  กลุ่มเคลื่อนไหวนอกสภาในนามกลุ่มพันธมิตรฯ  สุดท้ายคือพรรคการเมือง กลไกทุกส่วนได้ปรากฏต่อหน้าเราแล้ว&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;br /&gt;
อำนาจมืดที่ครอบคลุมเหนือฟ้าเมืองไทยจะท้าทายยุคสมัยได้หรือ&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;ในเมื่อธงการเมืองของชนชั้นนายทุนคือ เสรีภาพ เสมอภาคและภราดรภาพ กำลังโบกสะบัด (อยู่) ในใจ (ของ)ผู้คน&lt;br /&gt;
&lt;/b&gt;
&lt;br /&gt;
ใน &lt;a href=&quot;http://www.marxists.org/archive/marx/works/1848/communist-manifesto/index.htm&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;communist manifesto&lt;/a&gt; ของ &lt;a href=&quot;http://en.wikipedia.org/wiki/Karl_marx&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;มาร์กซ์&lt;/a&gt; กล่าวว่า..&lt;b&gt;.ชนชั้นนี้สร้างโลกของตนขึ้นโลกหนึ่ง ตามรูปโฉมของตนเอง&lt;br /&gt;
&lt;/b&gt;
&lt;br /&gt;
มาร์กซ์ หมายถึงชนชั้นนายทุน ในที่นี้ทั้ง 2 ชนชั้นใหญ่คือ &lt;b&gt;กลุ่มศักดินาและกลุ่มทักษิณต่างกำลังสร้างโลกของตนขึ้น&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พื้นฐานของกลุ่มศักดินาย่อมใช้ระบบอมาตยาธิปไตย  ในเมื่อไม่อาจใช้ระบบสมบูรณาญาสิทธิราชได้เต็มรูปแบบ ซึ่งคือต้นแบบของ เอกาธิปไตยเต็มรูปแบบ เพราะยุคสมัยได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว  
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;ระบบอมาตยาธิปไตยก็คือ เอกาธิปไตยแปลงรูปให้เข้ากับยุคสมัยใหม่&lt;/b&gt; ในบางช่วงของการเมืองไทยที่ปกครองแบบเผด็จการทหาร ทั้งช่วงจอมพล ป. จอมพลสฤษดิ์ จอมพลถนอม ล้วนปกครองเป็นแบบเอกาธิปไตยแปลงรูปทั้งสิ้น  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;เอกาธิปไตยแปลงรูปคือ อำนาจการตัดสินและการปกครองอยู่ที่ตัวคน ๆ เดียวหรือกลุ่มเดียว ซึ่งกลุ่มเหล่านี้ไม่ผ่านการเลือกตั้งจากประชาชน&lt;br /&gt;
&lt;/b&gt;
&lt;br /&gt;
ชนชั้นปกครองใช้&lt;b&gt;ระบบเอกาธิปไตยแปลงรูป&lt;/b&gt;ได้แนบเนียน กว่ากลุ่มเผด็จการทหาร เพียงแต่การใช้นาน ๆ เข้า ก็เริ่มเปิดเผยโฉมหน้าขึ้นเรื่อย ๆ  ยิ่งมาถึงวันนี้คือ ประกาศศักดาอย่างชัดเจน  ยุคกำปั้นเหล็กที่วัดว่า ใครกำลังมากกว่าจึงเกิดขึ้น มีลักษณะคล้ายนักเลงประจำซอยแถวบ้านเรา  พร้อมใช้ &amp;quot;&lt;b&gt;ระบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน&lt;/b&gt; &amp;quot; กับทุกกลุ่มอำนาจที่มาท้าทาย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในความมืดมิดและสิ้นหวังของสังคมไทย&lt;b&gt; ธงเสรีภาพและเสมอภาคกลับโดดเด่นขึ้นมาทันที&lt;/b&gt; ! 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ระบบรัฐสภาของชนชั้นนายทุน ยังต้องฝ่ามรสุมอีกมาก ทั้งจากพรรคที่รับใช้ชนชั้นปกครองและจุดอ่อนของตัวระบบเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สรุป ด้วย communist manifesto ของมาร์กซ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;ความสัมพันธ์ระบอบกรรมสิทธิ์ขุนนาง ก็จะไม่สอดคล้องกับพลังการผลิตที่พัฒนาไปแล้ว  ความสัมพันธ์ดังกล่าวกำลังทำการขัดขวางการผลิต มิใช่กระตุ้นการผลิต มันได้กลายเป็นเครื่องพันธนาการที่ผูกมัดการผลิต มันจะต้องถูกทำลายและมันก็ถูกทำลายไปแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;/b&gt;
&lt;br /&gt;
สิ่งที่เข้าแทนที่ก็คือ &lt;b&gt;การแก่งแย่งแข่งขันอย่างเสรี ตลอดจนระบอบทางสังคม ทางการเมืองที่สอดคล้องกับการแก่งแย่งแข่งขันอย่างเสรี และการปกครองทางเศรษฐกิจและการปกครองทางการเมืองของชนชั้นนายทุน&lt;/b&gt;....ชนชั้นนี้ (ชนชั้นนายทุน ) ได้การปกครองทางการเมืองมาเป็นของตนในระบบรัฐสภา ผู้แทนสมัยใหม่
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;อำนาจรัฐสมัยใหม่เป็นแต่เพียง คณะกรรมการจัดการธุรกิจร่วมกันของ ชนชั้นนายทุนทั้งชนชั้นเท่านั้นเอง...&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มชนชั้นปกครองเข้าใจหลักคิดของ มาร์กซ์ในข้อนี้ดี จึงควบคุมรัฐสภาอย่างหนาแน่น ส่งพรรคเข้าต่อสู้ช่วงชิงตลอดเวลา ตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงของคณะราษฏรในปี 2475&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
78 ปีแห่งการห้ำหั่นและการต่อสู้ในการเมืองไทย จึงเต็มไปด้วยการรัฐประหาร  ประชาธิปไตยครึ่งใบในยุคกงกงถึง 8 ปี และมารุนแรงสุดขีดในยุคของเรา ที่ 2 ชนชั้นใหญ่ก่อสงครามบ้าระห่ำที่ย่างเข้าปีที่ 5 แล้ว โดยไม่มีทีท่าลดราวาศอกแก่กันเลย ความบ้าระห่ำถึงขั้นดึงกองทัพมารบกันเอง ตามที่ได้กล่าวมาแล้วว่า ศึกที่เพิ่งผ่านมาคือ &lt;b&gt;จปร. รบกับ จปร.
&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ที่มา &lt;a href=&quot;http://firelamtung.com/forum/index.php?PHPSESSID=5lc2ebf4pkjtoupbk1pi4ngbn1&amp;amp;topic=15.msg2545;topicseen#msg2545&quot;&gt;ไฟลามทุ่ง &lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/rethink/20101205/1881#comments</comments>
 <pubDate>Sun, 05 Dec 2010 11:18:36 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">1881 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล : Hegel on Love</title>
 <link>http://www.arayachon.org/rethink/20101123/1872</link>
 <description>&lt;blockquote&gt;
	&lt;b&gt;The more I give to thee the more I have&lt;/b&gt;
	&lt;br /&gt;
	&lt;b&gt;(ยิ่งฉันให้เธอมาก ฉันยิ่งมีมาก)&lt;/b&gt;
	&lt;br /&gt;
&lt;/blockquote&gt;
&lt;br /&gt;
เฮเกลอ้างข้อความนี้จาก โรมีโอกับจูเลียต ในงานที่รู้จักกันในชื่อว่า &lt;b&gt;Fragment on Love&lt;/b&gt; (ชิ้นส่วนต้นฉบับงานเขียนว่าด้วยความรัก) ซึ่งเขียนในปี 1797-1798 ระหว่างที่เขาอยู่แฟรงเฟิร์ต เพื่อสนับสนุนข้อเสนอของเขาว่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในความรัก ขั้วตรงข้าม (opposites) ระหว่าง &amp;quot;อัตตา&amp;quot; (Self) หรือ Subject (องค์ประธาน) กับ &amp;quot;ผู้อื่น&amp;quot; (Other) หรือ Object (สิ่ง) ได้รวมเป็นเอกภาพ (identity / unity) โดยที่การรวมเป็นเอกภาพนี้ &lt;b&gt;เป็นการรวมที่รักษาความแตกต่าง เป็นการรวมในความแตกต่าง (unity-in-difference) และโดยผ่านความแตกต่าง &lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะในความรัก แต่ละคนจะ &amp;quot;สูญเสีย&amp;quot; ความเป็นตัวเองให้กับคนรักของตน คือสละการยึดตัวเองในฐานะปัจเจก (as an individual) แต่พร้อมกับการทิ้งความเป็นปัจเจกของตัวเอง แต่ละคนก็จะ &amp;quot;ได้&amp;quot; หรือ &amp;quot;ค้นพบตัวเอง&amp;quot; ในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งใหม่ที่มากกว่าตัวเอง (as part of a wider whole)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในความรัก จึงมี&lt;b&gt;ทั้งช่วง (moment) ของการสละตัวเอง (self-surrender) และช่วงของการค้นพบตัวเอง (self-discovery)&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นี่คือความหมายของกระบวนการย้อนแย้ง (paradoxical) ของความรัก ดังที่ จูเลียตบอกต่อโรมีโอ ว่า 
&lt;blockquote&gt;
	&lt;br /&gt;
	&lt;b&gt;ยิ่งฉันให้เธอมาก, ฉันยิ่งมีมาก &lt;/b&gt;
	&lt;br /&gt;
&lt;/blockquote&gt;
&lt;br /&gt;
ในความรัก การที่แต่ละคนสละความเป็นตัวเองให้กับผู้อื่น(คนรักของตน) และค้นพบความเป็นตัวเองในผู้อื่น เท่ากับว่า แต่ละคนได้ทำให้ตัวตนภายในของตน กลายเป็นสิ่งที่อยู่ภายนอกในผู้อื่น หรือ externalization (เปลี่ยนภายในเป็นภายนอก) ขณะเดียวกัน ก็ทำให้สิ่งที่อยู่ภายนอกคือ คนรักของตน กลายเป็นส่วนหนึ่งของตัวตนภายในของตัวเอง หรือ internalization (เปลี่ยนภายนอกเป็นภายใน) 
&lt;p&gt;
ถ้าการเปลี่ยนตัวตนภายในเป็นภายนอก (externalization) ถือว่าเป็นช่วงของการปฏิเสธตัวเอง (self-negation) ช่วงการเปลี่ยนให้ภายนอกหรือคนรักของตนเป็นส่วนหนึ่งของตน (internalization) ก็ต้องถือเป็นช่วงของการยืนยันความเป็นตัวเอง (self-affirmation) หรือการปฏิเสธการปฏิเสธตัวเอง (negation of self-negation)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;blockquote&gt;
	ในความรัก ฉันค้นพบตัวตนของฉัน ในตัวตนของเธอ, เธอค้นพบตัวตนของเธอ ในตัวตนของฉัน&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	The self (the subject) finds itself in the other (the object) as the other finds itself in the self.&lt;br /&gt;
&lt;/blockquote&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;ความรัก จึงเป็นเอกภาพระหว่างตัวตนและผู้อื่น&lt;/b&gt; self and the other ระหว่าง subject กับ object หรือ subject-object identity แต่ขณะเดียวกัน ในเอกภาพนี้ ก็มีความแตกต่างอยู่ด้วย คือ แต่ละคน รัก คนรัก เพราะคนรักมีความแตกต่างจากตน เป็นอีกคนหนึ่งที่ไม่ใช่ตน ความรักเป็นไปได้ ก็ต่อเมื่อแต่ละคนยอมรับว่า อีกคนหนึ่งมีฐานะเป็นอิสระและเท่าเทียมกับตน (ไม่ใช่ต่ำกว่าหรือต้องขึ้นต่อตน) 
&lt;p&gt;
ดังนั้น จึงมีทั้ง&lt;b&gt;ด้านที่ไม่เอกภาพ, ที่เป็นอิสระต่อกัน&lt;/b&gt; หรือ subject-object non-identity อยู่ด้วย &lt;br /&gt;
ความรักจึงเป็น &lt;b&gt;เอกภาพของทั้งความเป็นเอกภาพและความไม่เป็นเอกภาพ&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
identity of identity and non-identity&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในตอนหนึ่งของงานเขียนอีกชิ้นหนึ่งที่เขียนขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน เฮเกลเรียกกระบวนการทั้งหมดของการสูญเสียตัวเอง- ค้นพบตัวเอง (self-surrender / self-discovery), การทำให้ภายในของตัวเองเป็นสิ่งภายนอก-ทำให้สิ่งภายนอกเป็นส่วนหนึ่งของภายในตัวเอง (externalization / internalization) ว่า &amp;quot;สปิริต&amp;quot; (Spirit หรือ Geist ในภาษาเยอรมัน) นี่คือจุดเริ่มต้นของการสร้างจินตภาพ ที่มีความสำคัญยิ่งในประวัติศาสตร์ปรัชญา . . . .&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
........................&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กรุงเทพ&lt;br /&gt;
25 มกราคม 2010 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ที่มา &lt;a href=&quot;http://weareallhuman2.info/index.php?showtopic=42029&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;เว็บชุมชนคนเหมือนกัน &lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/rethink/20101123/1872#comments</comments>
 <pubDate>Tue, 23 Nov 2010 19:57:58 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">1872 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>ภควัต โกวิทวัฒนพงศ์ มองตลาดหุ้นปี 2554 เป็น &#039;ขาขึ้นรอบใหญ่&#039; และจะต่อเนื่องอีก 2 ปี (2554-2555)</title>
 <link>http://www.arayachon.org/rethink/20101115/1869</link>
 <description>&lt;p&gt;
&lt;b&gt;ภควัต โกวิทวัฒนพงศ์&lt;/b&gt; มองตลาดหุ้นปี 2554 เป็น &#039;ขาขึ้นรอบใหญ่&#039; และจะต่อเนื่องอีก 2 ปี (2554-2555) พบกันที่จุดสูงสุดใหม่ในปีหน้า 1,200-1,400 จุด ในวัย 61 ย่าง 62 อดีตผู้เยี่ยมยุทธ์ในวงการค้าหุ้นอันดับหนึ่งของเมืองไทยหาใช่ชายแก่ไม้ใกล้ ฝั่ง เขาหยิบแบล็คเบอร์รี่ขึ้นมาเล่น &amp;quot;บีบีแชท&amp;quot; เหมือนหยุดเวลา (อายุ) ไว้ที่ปลายนิ้ว สั่งงานลูกน้องอย่างกระฉับกระเฉง และไม่ลืมที่จะเกาะติดความเป็นไปของเศรษฐกิจและตลาดหุ้นอย่างเจาะลึก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แท้จริงแล้ว ภควัต โกวิทวัฒนพงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ทรีนีตี้ วัฒนา (TNITY) กำลังเร่งปรับโครงสร้างภายในอย่างเงียบๆ รอรับ &amp;quot;ขาขึ้นรอบใหม่&amp;quot; ของธุรกิจหลักทรัพย์ที่จะเป็นขาขึ้นอีกอย่างน้อย 2 ปีนับจากนี้ หลังตลาดหุ้นไต่ทะยานเหนือระดับ 1,000 จุด ทำลายสถิติสูงสุดในรอบ 14 ปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ภควัต บอกว่ายังไม่ยอมปลดเกษียณ วันก่อนยังเขียน BB (BlackBerry) อยู่เลย ช่วงนี้กำลัง &amp;quot;ไฮเปอร์&amp;quot; จังหวะตลาดมา จึงต้องทำหลายๆ เรื่อง ตอนนี้เลยต้องสวมหัวใจเสือ..โจทย์ของ บล.ทรีนีตี้ คือทำอย่างไรให้ลูกค้า &amp;quot;รวย&amp;quot; (บริษัทก็รวยด้วย) ช่วงนี้เลยต้องแอ๊คทีฟเพราะ 2 ปีนี้ธุรกิจหลักทรัพย์จะกลับมาดี ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีลูกค้า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;quot;เราจะรุกหลายเรื่อง เช่น ไพรเวทฟันด์ (กองทุนส่วนบุคคล) ปีหน้าคิดว่าจะโตมาก ที่ผ่านมาก็ปรับปรุงระบบภายในเพื่อรองรับลูกค้าที่กำลังจะกลับมา ระบบอินเทอร์เน็ตก็ปรับปรุง ออยล์ ฟิวเจอร์, ซิลเวอร์ ฟิวเจอร์ สินค้าพวกนี้ต้องช่วยกันผลักดัน..วันนี้ตลาดหลักทรัพย์จุดมุ่งหมายเขาให้ ความสำคัญที่ &amp;quot;วอลุ่ม&amp;quot; เพราะมันจะไปลิงค์กับหลายเรื่อง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผมว่าคุณจรัมพร (โชติกเสถียร) กำลังเดินไปจุดนั้น วอลุ่มต้องมาก่อนถึงจะมีผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เกิดขึ้นได้ ปีหน้าจะมีบริษัทอยากเข้ามาระดมทุนเยอะเลย และจะเห็นอะไรเกิดขึ้นอีกเยอะ&amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำหรับทิศทางตลาดหุ้น ภควัต ทำลายกำแพงความเชื่อของใครหลายคนที่คิดว่า &amp;quot;มันแพง-ขายทิ้งดีกว่า&amp;quot; สำหรับผู้เยี่ยมยุทธในวงการค้าหุ้นรายนี้ จากประสบการณ์กว่า 20 ปี การศึกษาสถิติย้อนหลัง และวิเคราะห์สถานการณ์เบื้องหน้า เขามองว่ายุคทองของตลาดหุ้นเพิ่งเริ่มเรืองรอง &amp;quot;เหนือฟ้ายังมีฟ้า&amp;quot; คนที่ติดหุ้นอยู่อย่าเพิ่งรีบขายทิ้ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;quot;ผมไปทำการบ้านมา ไม่เคยคิดมาก่อนว่า 20 ปีที่แล้วปี 2533 เป็นครั้งแรกที่ SET Index แตะ 1,000 จุด เรา (บล.ทรีนีตี้) คิดว่าปีหน้า (2554) หุ้นจะขึ้นเยอะ 1,200-1,400 จุด แต่ในวงการหลักทรัพย์คนไม่ค่อยเชื่อ ถ้าจะขึ้นได้ต้องกลับมาดูที่พื้นฐานเศรษฐกิจ..มันกลับมา!&amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เขาอธิบายต่อทันที...ในความรู้สึกของตน ปี 2553 อาจจะเหมือนช่วงปี 2530 ที่พื้นฐานเศรษฐกิจเริ่มกลับมา โดยไทยช่วงปี ค.ศ. 1984 (ปี 2527) ไทยลดค่าเงินบาทและเศรษฐกิจได้ตกต่ำมาตลอด จนถึงกลางปีค.ศ. 1986 (ปี 2529) สถานการณ์ของบริษัทจดทะเบียนจึงเปลี่ยนจาก &amp;quot;ลบ&amp;quot; เป็น &amp;quot;บวก&amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;quot;สมัยนั้น SET Index อยู่ที่ 168 จุด ก็ขยับขึ้นมาเลย (ปี 2529-2530 ขึ้นจากต่ำสุด 127 จุดขึ้นไปสูงสุด 472 จุดก่อนเกิดเหตุการณ์แบล็คมันเดย์) คนก็หาว่าแพงไปรึเปล่า! แต่หารู้ไม่ว่ากำไรสุทธิของบริษัทจดทะเบียนมันกลับมาหมดเลยราคาหุ้นก็ก้าว กระโดดจาก 180 จุด ขึ้นไปเกือบ 500 จุด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในยุคนั้นที่สำคัญเลยคือ ญี่ปุ่นย้ายถิ่นฐานมาประเทศไทย พอเขาย้ายโรงงานมาเศรษฐกิจเรา &amp;quot;บูมยาว&amp;quot; เลย ตลาดหุ้นเป็น &amp;quot;ขาขึ้นใหญ่&amp;quot; ตั้งแต่กลางปี 2529 ขึ้นยาวเลย (สูงสุดช่วงต้นปี 2537 ที่ 1,789 จุด) แต่ระหว่างทางก็มีเหตุการณ์ต่างๆ ที่ทำให้ตลาดหุ้นตกเป็นระยะๆ เช่น เหตุการณ์แบล็คมันเดย์ ปี 2530 สงครามอ่าวเปอร์เซีย ปี 2533 พฤษภาทมิฬ ปี 2535&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สมัยนั้นพอเจอเหตุการณ์อะไรรุนแรงก็จะตั้งกองทุนพยุงหุ้นแต่พอหลัง เหตุการณ์ผ่านไปกองทุนที่ตั้งขึ้นมากำไรเยอะแยะกันหมด เพราะหุ้นมันทะลุขึ้นไปได้อีกเพราะกำไรบริษัทจดทะเบียนกลับมาจริงๆ&amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ภควัตกล่าวว่า ในช่วงก่อน ตอนที่หุ้นจะตกใหญ่ช่วงดัชนีใกล้ๆ 1,000 จุด สมัยนั้น ราคาหุ้นถือเป็น &amp;quot;ฟองสบู่&amp;quot; เพราะค่า P/E ตลาดไปเกือบ 30 เท่า แต่ถ้าเทียบกับขณะนี้ ดัชนีในปัจจุบัน เทรดที่ P/E 15-16 เท่า ไม่ถือว่าเป็นฟองสบู่นัก และโดยปกติเวลาที่ดอกเบี้ยต่ำ (สภาพคล่องในระบบสูง) ค่า P/E จะขึ้นไปได้สูงกว่าปกติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อีกวิธีที่ใช้ดูคือใช้วิธีการ &amp;quot;เทียบเคียง&amp;quot; ค่า P/E กับตลาดหุ้นในภูมิภาคและตลาดหุ้นทั่วโลก ค่า P/E ของไทยที่ 15-16 เท่า ยังอยู่ในระดับต่ำกว่าทั่วๆ ไป ประเทศอื่นเขาอยู่กัน 16-17-18 เท่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ภควัตยังบอกว่า ปีนี้ผลประกอบของบริษัทจดทะเบียนถ้าดูในช่วง 6 เดือนแรกฟื้นตัวกลับ &amp;quot;อย่างแรง&amp;quot; บล.ทรีนีตี้ ทำ &amp;quot;ซีอีโอ เซอร์เวย์&amp;quot; บริษัทจดทะเบียน 60 แห่งคละกันทุกอุตสาหกรรมที่มีมาร์เก็ตแค็ปรวมกัน &amp;quot;เกินครึ่งหนึ่ง&amp;quot; ของตลาดหลักทรัพย์ ผู้บริหารยังมั่นใจว่าในครึ่งปีหลังผลการดำเนินงานยังไปต่อได้ใกล้เคียงกับ 6 เดือนแรก ตอนนี้แม้จะเจอเรื่องค่าเงินบาทแข็งกับปัญหาน้ำท่วมก็กระทบบ้างแต่ไม่ได้ กระทบอะไรมากมาย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;quot;เศรษฐกิจปีนี้โต 7-8% ผมคิดว่าหลายคนคาดผิดไม่คิดว่าจะโตขนาดนั้น ที่จริงต้องให้เครดิตรัฐบาลชุดนี้ที่เขาใช้แผนกระตุ้นเศรษฐกิจเร็ว (แจกเงินหัวละ 2,000 บาท) จังหวะที่เขาทำมัน &amp;quot;ถูก&amp;quot; เศรษฐกิจในประเทศหมุน พอจุดพลุให้คนมีกำลังซื้อโรงงานต่างๆ ก็ได้ประโยชน์ เวลานี้ถึงขั้นที่ว่าโรงงานเริ่มขยายงาน เราดูได้จากตัว Investment ที่เริ่มผงกหัวขึ้น ถ้าความต้องการมันมาแล้วมันก็จะต่อเนื่องไปในปี 2554 เพราะช่วง 4-5 ปีทุกคนห่วงแต่การเมืองไม่ขยายงาน แต่วันนี้ไม่ใช่นะ ทุกคนจะเริ่มขยายกำลังการผลิต&amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในส่วนของ Fund Flow ที่จะไหลเข้ามาในปี 2554 ภควัต ประเมินว่าจะไม่น้อยกว่าปีนี้ (ผลพวงจากมาตรการ QE2 จะเริ่มเห็นผลชัดเจนในปีหน้า) แต่จะต้องระวังความเสี่ยงเรื่อง Capital Flow Management จากธนาคารแห่งประเทศไทยด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างไรก็ตามถือว่าโชคดีที่หนี้สาธารณะประเทศไทยต่ำ ของยุโรปสูงมาก 80% ของ GDP พอหนี้สาธารณะของไทยต่ำ จึงกลายเป็นว่าเศรษฐกิจไทยแข็งแกร่ง เงินบาทก็ยิ่งแข็ง เงินทุนก็อยากไหลเข้า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;quot;จริงอยู่ตลาดหุ้นไทยถูกขับเคลื่อนโดยสภาพคล่อง (Liquidity Drive) แต่รอบนี้ที่สำคัญเลยคือ ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนมันดีขึ้น..มัน &amp;quot;ไม่กลวง&amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บล.ทรีนีตี้ คาดการณ์ EPS Growth ของตลาดหลักทรัพย์ในปี 2553 เติบโตขึ้น 28% ปี 2554 ขยายตัว 19.1% และปี 2555 คาดว่าจะขยายตัวต่ออีก 11.1% ภควัตบอกว่าถ้า Earning (กำไร) มากขึ้น ขณะที่ Price (ราคาหุ้น) เท่าเดิม ตัว P/E ก็ต้อง &amp;quot;ลดลง&amp;quot; ราคาจึงยังไปได้ ตรงนี้คือพื้นฐานหลักของตลาดหุ้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างไรก็ตามไม่ได้หมายความว่า SET Index จะขึ้นขาเดียวโดยไม่ปรับฐานลง ผู้เยี่ยมยุทธ์ในวงการค้าหุ้นรายนี้ เตือนว่า โดยธรรมชาติในปีที่ตลาดหุ้นเติบโตมากก็มักจะ &amp;quot;ผันผวนมาก&amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เป้าหมาย SET Index สิ้นปี 2553 บล.ทรีนีตี้จึงยังมองดีอยู่ที่ 1,099 จุด ถ้า SET ปรับฐานลงรอบนี้ คาดว่าแนวรับสำคัญจะอยู่ในกรอบ 940-960 จุดน่าจะรับอยู่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;quot;ผมคิดว่าเหตุการณ์ในยุคนี้จะต่างจากเมื่อปี ค.ศ.1990 (ปี 2533) ตอนนั้นซัดดัมบุกคูเวต (หุ้นตกจาก 1,143 จุดลงมาต่ำสุด 536 จุด) สมัยนั้นต้องมีกองทุนมาช่วยพยุงหุ้น แต่ในยุคนี้ไม่ต้อง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นักลงทุนมีความรู้แล้ว กลายเป็นว่ามีคนรอให้หุ้นตก เขาจะได้ซื้อของถูก (หุ้นก็อาจจะตกไม่เยอะ)&amp;quot; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตลาดหุ้นไทย &amp;quot;เหนือฟ้ายังมีฟ้า&amp;quot;  เป้าหมายใหม่ในปีหน้าที่ระดับ 1,200-1,400 จุด ยุคทองเพียงแค่เริ่มต้น...&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ติดหุ้น &#039;อย่าเพิ่งขาย&#039;&lt;br /&gt;
ตลาดยังไม่จบรอบ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ภควัต โกวิทวัฒนพงศ์ คาดว่า เงินลงทุนของต่างชาติน่าจะกลับมาอีกทีประมาณเดือนมกราคม 2554 แต่ไม่น่าจะส่งผลให้เกิดการปรับฐานของ SET ในเดือนธันวาคม เนื่องจากการขึ้นของตลาดรอบนี้ ไม่ได้มาจากเม็ดเงินของต่างชาติเพียงแหล่งเดียว เพราะเงินลงทุนในตลาดหุ้นของต่างชาติตอนนี้มีเฉลี่ยเพียง 15-16% ของทั้งหมด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขณะที่ในช่วงพีคสุดของการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ Overweight อยู่ที่ 30%&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;quot;การที่ตลาดหุ้นปรับตัวสูงขึ้น เกิดจากการมีสภาพคล่องภายในประเทศ การที่ Earning Growth ของบริษัทจดทะเบียนเพิ่มเป็น 17-19% ในปีนี้ และเงินลงทุนของนักลงทุนในประเทศเนื่องจากดอกเบี้ยต่ำ&amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นอกจากนี้ ภควัตยังคาดหวังเม็ดเงินลงทุนจาก LTF/RMF อีกประมาณ 25,000-30,000 ล้านบาทที่จะเข้ามาในเดือนธันวาคม ซึ่งจะช่วยผลักดันดัชนีปลายปีต่อช่วงต้นปี 2554 ให้สูงกว่าระดับปัจจุบัน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เขาบอกว่า ช่วงเดือนพฤษภาคม 2553 ฝรั่งขายสุทธิ 58,745 ล้านบาท แต่หุ้นก็ตกไม่มากเพราะกองทุนและนักลงทุนในประเทศเป็นผู้ซื้อ และที่บอกว่าเป็น &amp;quot;รายย่อย&amp;quot; ที่จริงจะแฝงด้วยคน 2 กลุ่ม คือ &amp;quot;คนมีสตางค์&amp;quot; และ &amp;quot;รายเล็ก&amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;quot;จริงๆ แล้ว คนมีสตางค์ที่เราเรียกว่า High Networth (นักลงทุนที่มีสินทรัพย์ในครอบครองตามมาตรฐานสากล 1 ล้านดอลลาร์ขึ้นไป) เป็นคนทำวอลุ่มอยู่ข้างหลัง ไม่ใช่รายเล็ก กลุ่มนี้ใหญ่มากของบล.ทรีนีตี้ ก็มี และคนพวกนี้มีสตางค์เขาจะ &amp;quot;เล่นหุ้นเป็นรอบ&amp;quot; แล้ว &amp;quot;ถือนาน&amp;quot; เขาจะไม่เล่นรายวัน&amp;quot; ภควัตเล่า &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นอกจากนี้ โครงสร้างตลาดหุ้นวันนี้มีกลุ่ม &amp;quot;แวลูอินเวสเตอร์&amp;quot; (วีไอ) เป็นกลุ่มใหม่ และกลุ่มนี้เริ่มใหญ่ขึ้น เริ่มคานแรงขายพวกฝรั่งได้ &amp;quot;เพราะฉะนั้นทุกวันนี้เท่าที่มอง การเล่นหุ้นรายวัน (เทรด) ยากกว่านะครับ ถ้าเล่นให้ยาวขึ้นจะปลอดภัยกว่า&amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างไรก็ตามภควัต เชื่อว่าตลาดหุ้นไทยยังคงถูกชี้นำราคาโดย &amp;quot;ทุนต่างชาติ&amp;quot; อยู่ดี แม้ฝรั่งจะมีสัดส่วนวอลุ่มเพียง 15% ก็ยังเป็นผู้กำหนด &amp;quot;ราคา&amp;quot; อยู่นั่นเอง เพียงแต่ปีนี้เผอิญว่า &amp;quot;คนไทยชนะฝรั่ง&amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
และถ้าสังเกต ตั้งแต่ 2 ปีมานี้นักเล่นหุ้นไม่ค่อยกลัวการเมืองมองว่าเป็น &amp;quot;โอกาสซื้อ&amp;quot; มากกว่า เพราะซื้อแล้วได้กำไรทุกที&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;quot;ถ้าเศรษฐกิจเอเชียยังมีเทรนด์เป็นขาขึ้นอย่างนี้ (แม้จะชะลอตัวลงในปีหน้า) ผมมองว่ายังไงเงินทุนต่างชาติก็เข้ามาอีก ที่บอกว่าดัชนีใกล้ &amp;quot;ดอย&amp;quot; แล้วทีมวิจัยของเราคิดกลับข้าง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เรามองดัชนีปี 2554 ยังไปได้อีกพอสมควร พวกที่เคยติดหุ้นช่วงก่อนวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 ปีหน้าพวกนี้กำลังจะกลับมา&amp;quot;  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่วนในเดือนกันยายน 2553 จำนวนบัญชี Active Accounts เพิ่มขึ้นถึง 178,000 บัญชี ขณะที่ปีที่แล้ว (2552) บัญชี Active มีเหลือแค่ 1 แสนบัญชีเท่านั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
และอย่าลืมว่า ในอดีตเคยมีถึง 5 แสนบัญชี นั่นหมายความว่าอีก 320,000-330,000 บัญชีกำลังจะหมุนกลับมา เพราะคนกลุ่มนี้หลายคนติดหุ้นอยู่ พอ SET Index ผ่าน 1,000 จุดไปได้ หุ้นหลายตัวฟื้น ขอแนะนำว่า &amp;quot;อย่าเพิ่งรีบขาย&amp;quot; เพราะกำไรหุ้นบางตัวก้าวกระโดด 3-4 เท่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จะรีบขายทำไม !
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ที่มา &lt;a href=&quot;http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/business/bizweek/20101115/362623/%E0%B8%95%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%B8%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%9B%E0%B8%B5-2554-%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2.html&quot;&gt;กรุงเทพธุรกิจ &lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/rethink/20101115/1869#comments</comments>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/275">Investment</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/482">risk</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/483">stock</category>
 <pubDate>Mon, 15 Nov 2010 13:41:18 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">1869 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>การต่อสู้กับรัฐบาลเผด็จการอภิสิทธิ์ ปกป้องคุ้มครองเสรีภาพสื่อมวลชน จะต้องดำเนินต่อไป</title>
 <link>http://www.arayachon.org/editorial/20100926/1851</link>
 <description>&lt;p&gt;
การจับกุม น.ส.&lt;b&gt;จีรนุช เปรมชัยพร&lt;/b&gt; ผอ.เว็บไซต์ประชาไท ของตำรวจ สภอ.ขอนแก่น เมื่อวันที่ 24 กันยายน ศกนี้ โดยตั้งข้อหาว่า กระทำผิด มาตรา 14 และมาตรา 16 ของ พรบ.ความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ เป็นการใช้อำนาจเผด็จการของรัฐบาลอภิสิทธิ์อีกครั้งหนึ่ง เพื่อบีบคั้นคุกคามสื่อมวลชนแบบใหม่ (New media) ซึ่งกำลังเติบโตและได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วในสังคมไทย โดยเฉพาะในแวดวงคนรุ่นใหม่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เว็บไซต์ประชาไท เป็นเว็บสื่อทางเลือกชั้นนำ ในความหมายที่ไม่ใช่สื่อกระแสหลัก เว็บนี้นำเสนอข่าวและบทความเกี่ยวกับแนวคิดกระแสรอง ปัญหาและการเคลื่อนไหวของพลเมือง โดยเฉพาะกลุ่มคนด้อยโอกาสกลุ่มต่าง ๆ รวมทั้งการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดง ซึ่งสื่อกระแสหลักมักไม่ค่อยนำเสนอ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การบีบคั้นคุกคาม น.ส.จีรนุช เปรมชัยพร ผอ.เว็บไซต์ประชาไท ครั้งนี้ เป็นการ &amp;quot; เชือดไก่ ให้ลิงดู&amp;quot; โดยหวังให้การกดดันบีบคั้นประชาไท เป็นการป้องปรามเว็บไซท์ทางเลือกอื่น ๆ โดยเฉพาะเว็บกลุ่มคนเสื้อแดง แต่ในขณะเดียวกัน ก็ได้เผยธาตุแท้รัฐบาลอภิสิทธิ์ ที่เป็น &amp;quot;&lt;b&gt;ประชาธิปไตยจอมปลอม แต่เป็นเผด็จการทหาร จริง ๆ&lt;/b&gt; &amp;quot; ออกมาให้ชาวโลกเห็นกันอย่างล่อนจ้อน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สื่อมวลชนจำนวนมาก โดยเฉพาะเว็บข่าวทั้งไทยและต่างประเทศ ได้ร่วมมือกัน เผยแพร่ข่าวการจับกุม น.ส.จีรนุช เปรมชัยพร ครั้งนี้ ไปทั่วทั้งโลกอย่างรวดเร็ว &amp;quot;&lt;b&gt;ดั่งไฟลามทุ่ง&lt;/b&gt; &amp;quot; กระตุ้นให้เกิดการเคลื่อนไหวจากบรรดาผู้รักเสรีภาพทั่วโลก ต่อต้านการใช้อำนาจเผด็จการของรัฐบาลอภิสิทธิ์ คุกคามสื่อมวลชนอย่างรวดเร็วและรุนแรง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อเห็นว่า เรื่องทำท่าจะลุกลามใหญ่โต รัฐบาลอภิสิทธิ์ จึงได้สั่งการให้พนักงานสอบสวน รีบให้ประกันตัว น.ส.จีรนุช เปรมชัยพร ผอ.เว็บไซต์ประชาไท อย่างรวดเร็วในคืนวันเดียวกัน ผลจากเหตุการณ์นี้ แสดงให้เห็นว่า การร่วมมือเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลอภิสิทธิ์ จากสื่อมวลชนทั่วโลก มีน้ำหนักและมีผลต่อการปล่อยตัวชั่วคราว ดังกล่าว
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เราเชื่อว่า การใช้อำนาจเผด็จการของรัฐบาลอภิสิทธิ์ เพื่อคุกคามสื่อมวลชน ยังจะดำเนินต่อไป &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สื่อทางเลือกโดยเฉพาะบรรดาเว็บไซ้ท์ จึงควรต้องเตรียมตัวให้พร้อมและร่วมมือกัน ต่อสู้กับการใช้อำนาจเผด็จการของรัฐบาลอภิสิทธิ์ คุกคามสื่อมวลชน 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;การเคลื่อนไหวเรียกร้องให้แก้ไข พรบ.ความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ที่คุกคามปิดกั้นเสรีภาพของสื่อและประชาชน จะต้องดำเนินต่อไป 
&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;
การต่อสู้กับรัฐบาลเผด็จการอภิสิทธิ์ ปกป้องคุ้มครองเสรีภาพสื่อมวลชน จะต้องดำเนินต่อไป 
&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/editorial/20100926/1851#comments</comments>
 <pubDate>Sun, 26 Sep 2010 02:41:27 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">1851 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>พฤติกรรมของสตรี</title>
 <link>http://www.arayachon.org/sarnti/20100830/1835</link>
 <description>&lt;blockquote&gt;
	&lt;p&gt;
	สตรีนางหนึ่ง หากหลงรักบุรุษผู้หนึ่ง&lt;br /&gt;
	ก็ปรารถนาใคร่แปลงร่างตนเอง เป็นเชือกเส้นหนึ่ง&lt;br /&gt;
	ล่ามเท้าของบุรุษผู้นั้นไว้  (1) &lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	เมื่อสตรีพอใจบุรุษใด มักจะไม่อาจหักห้ามใจไปเหนี่ยวรั้งมัน&lt;br /&gt;
	มิว่าเป็นสตรีอย่างไร ต่างเป็นเช่นกัน  (2)&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	สตรีที่ชาญฉลาดล้วนทราบ&lt;br /&gt;
	กลยุทธ์ที่ใช้จัดการบุรุษเพศที่ดีที่สุดคือ ให้บุรุษรู้สึกว่า&lt;br /&gt;
	นางอ่อนแอ เปราะบาง&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	ดังนั้น สตรีที่ดูเผิน ๆ อ้อนแอ้น อ่อนแอที่สุด&lt;br /&gt;
	แท้ที่จริง ยังเข้มแข็งแกร่งกร้าว กว่าบุรุษส่วนใหญ่มากนัก  (3)&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	&lt;/p&gt;
&lt;/blockquote&gt;
&lt;p&gt;
(1) จากนวนิยายเรื่อง ยอดมือปราบ แปลโดย น.นพรัตน์&lt;br /&gt;
(2) จากนวนิยายเรื่อง เหยี่ยวเดือนเก้า แปลโดย ว.ณ.เมืองลุง&lt;br /&gt;
(3) จากนวนิยายเรื่อง เพชฌฆาตดาวตก แปลโดย น.นพรัตน์
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;img src=&quot;/files/lady2.jpg&quot; align=&quot;absmiddle&quot; height=&quot;512&quot; width=&quot;384&quot; /&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
(ภาพจาก fwmail )
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;บทศึกษา
&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
“สตรี” เป็นความรู้อันลึกล้ำพิสดารแขนงหนึ่ง&lt;br /&gt;
ความซับซ้อนของสตรี&lt;br /&gt;
ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากกค่านิยมและวัฒนธรรมของสังคม&lt;br /&gt;
ซึ่งบุรุษมีฐานะเป็นใหญ่และได้กีดกันบทบาทฐานะของสตรีให้เป็น “ช้างเท้าหลัง” &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แม้ว่าในสังคมปัจจุบัน ค่านิยมและวัฒนธรรมดังกล่าว ได้เปลี่ยนแปลงไป&lt;br /&gt;
แต่มันก็ยังคงมีอิทธิพลต่อคนจำนวนมาก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ค่านิยมนี้กำหนดให้ ความสำเร็จของสตรี ขึ้นอยู่กับบุรุษของนาง&lt;br /&gt;
กำหนดให้สตรี ไม่อาจเป็นฝ่ายรุก ไม่อาจแสดงออก &lt;br /&gt;
ซึ่งความรู้สึกนึกคิดอย่างตรงไปตรงมา ในเรื่องบุรุษ&lt;br /&gt;
กำหนดให้สตรี ต้องพึ่งพาอาศัยบุรุษของนาง&lt;br /&gt;
และสุดท้ายกำหนดให้ สตรีเรียนรู้วิธีในการสยบบุรุษ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความสัมพันธ์ระหว่างบุรุษกับสตรี&lt;br /&gt;
จึงมักเริ่มต้นจาก บุรุษเป็นฝ่ายรุกติดตามสตรี &lt;br /&gt;
พัวพันสตรีที่มุ่งหวัง&lt;br /&gt;
ต่อเมื่อมันประสบความสำเร็จ &lt;br /&gt;
ทำให้สตรีเกิดความหลงรักในตัวมัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความสัมพันธ์ ก็จะแปรเปลี่ยนเป็นตรงกันข้าม กล่าวคือ&lt;br /&gt;
สตรีจะกลับเป็นฝ่ายติดตามเหนี่ยวรั้ง และพัวพันมันอย่างไม่คิดชีวิต&lt;br /&gt;
บุรุษจะเริ่มถอยหนีและหลบหลีก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คนโบราณกล่าวว่า “สตรีเหมือนเงาของท่าน”&lt;br /&gt;
ท่านวิ่งไล่ตาม เงากลับวิ่งหนีได้เร็วกว่า &lt;br /&gt;
เมื่อท่านวิ่งหนี เงากลับวิ่งไล่ตามท่าน ไม่ยอมทิ้งระยะ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความเข้มแข็งอดทนของสตรี&lt;br /&gt;
ได้รับการพิสูจน์จากความรู้ทางวิทยาศาสตร์ในปัจจุบัน&lt;br /&gt;
และจากเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์จำนวนมาก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แม้ในองค์กรธุรกิจสมัยใหม่&lt;br /&gt;
ก็มีนักบริหารและนักวิชาการค้นพบว่า&lt;br /&gt;
มีงานจำนวนมากที่ต้องใช้ความอดทนเข้มแข็ง&lt;br /&gt;
และสตรีสามารถทำงานดังกล่าวได้ดีกว่าบุรุษ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่เหตุที่สตรีโดยทั่วไป ดูเผิน ๆ เป็นคนอ่อนแอและเปราะบางนั้น&lt;br /&gt;
ก็เพราะว่า ด้วยการแสดงออกเช่นนี้&lt;br /&gt;
จึงสามารถทำให้บุรุษ ต้องไปปรนนิบัติรับใช้นาง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บางคนกล่าวว่า ในสตรีหมู่มาก ย่อมต้องมีคนเข้มแข็งบ้าง&lt;br /&gt;
แต่ส่วนใหญ่เป็นคนอ่อนแอ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ข้าพเจ้าเห็นว่า ความจริงกลับตรงกันข้าม กล่าวคือ&lt;br /&gt;
ในสตรีหมู่มาก ย่อมมีคนอ่อนแอบ้าง&lt;br /&gt;
แต่ส่วนใหญ่แล้ว เป็นคนเข้มแข็งอดทน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ข้อคิดนี้ ข้าพเจ้าเห็นว่า น่าจะเป็นประโยชน์ต่อบุรุษและสตรี&lt;br /&gt;
ในการรู้จักกันและวางตัวที่เหมาะสมต่อกัน
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;หมายเหตุ&lt;/b&gt; เผยแพร่ครั้งแรกใน มติชนสุดสัปดาห์ กันยายน 2539 
แก้ไขปรับปรุง สิงหาคม 2553
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;a href=&quot;http://creativecommons.org/licenses/by-nc/3.0/th/&quot; rel=&quot;license&quot;&gt;&lt;img src=&quot;http://i.creativecommons.org/l/by-nc/3.0/th/88x31.png&quot; alt=&quot;Creative Commons License&quot; style=&quot;border-width: 0pt&quot; /&gt;&lt;/a&gt; 
อนุญาตให้นำงานในคอลัมน์นี้ ไปใช้ได้ตาม &lt;a href=&quot;http://creativecommons.org/licenses/by-nc/3.0/th/&quot; rel=&quot;license&quot;&gt;สัญญา
อนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า 3.0 ประเทศไทย&lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/sarnti/20100830/1835#comments</comments>
 <enclosure url="http://www.arayachon.org/files/lady2.jpg" length="62515" type="image/jpeg" />
 <pubDate>Mon, 30 Aug 2010 20:34:10 +0700</pubDate>
 <dc:creator>sarnti</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">1835 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>ปัจฉิมลิขิต บทความ “พระบารมีปกเกล้า: พระสุรเสียงราชินีบนเวทีพันธมิตร”</title>
 <link>http://www.arayachon.org/rethink/20100812/1820</link>
 <description>&lt;p&gt;
&lt;b&gt;for B.E.&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
if the years take away every memory that I have&lt;br /&gt;
I would still know the way . . . .
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
James Schamus, “A Love Before Time” (2000)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วันที่ 12 สิงหาคม 2551 ผมได้เผยแพร่บทความเรื่อง &amp;quot;พระบารมีปกเกล้า: พระสุรเสียงราชินีบนเวทีพันธมิตร&amp;quot; ที่ประชาไทและที่อื่นๆ&amp;lt;1&amp;gt; ขณะนั้น นัยยะความสำคัญของสิ่งที่บทความกล่าวถึง ยังไม่เป็นที่ตระหนักกันอย่างเต็มที่ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในบทความดังกล่าว ผมได้เล่าถึงการปรากฏของเทปบันทึก พระสุรเสียงของสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ บนเวทีชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ในช่วงวันเข้าพรรษา-อาสาฬหบูชา กลางเดือนกรกฎาคมปีนั้น โดยที่เทปบันทึกพระสุรเสียงนั้น เป็นเทปส่วนพระองค์ที่ไม่เคยเผยแพร่ที่ใดมาก่อน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่สนธิ ลิ้มทองกุล ผู้นำกลุ่มพันธมิตร กลับสามารถนำมาเปิดให้ผู้ร่วมชุมนุมฟังได้อย่างประหลาด ยิ่งกว่านั้น สนฺธิยังได้เสนอการตีความเทปบันทึกพระสุรเสียง ในลักษณะที่สอดคล้องสนับสนุน การต่อสู้ของกลุ่มพันธมิตรในขณะนั้น ที่กำลังจัดชุมนุมยืดเยื้อ เพื่อโค่นรัฐบาลจากการเลือกตั้งของพรรคพลังประชาชน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บทความของผมยังเสนอด้วยว่า ลำพังเทปพระสุรเสียงส่วนพระองค์ บนเวทีพันธมิตรก็นับว่าสำคัญอย่างมากแล้ว บันทึกและคำบอกเล่าของผู้นำพันธมิตรในช่วง 2 ปีก่อนหน้านั้น เกี่ยวกับการต่อสู้ของพันธมิตรในปี 2549 ที่นำไปสู่การรัฐประหาร 19 กันยา ก็ยิ่งทำให้เกิดคำถามมากขึ้น ได้แก่ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บันทึกของคำนูญ สิทธิสมาน (ตุลาคม 2549) ที่กล่าวถึง “ผ้าพันคอสีฟ้า” ที่มีข้อความ “902...74...12 สิงหาคม 2549...แม่ของแผ่นดิน” ซึ่งคำนูญเล่าว่า มี “ท่านผู้ปรารถนาดี” มอบให้ผู้นำพันธมิตรในช่วงการชุมนุมไม่กี่วันก่อนรัฐประหาร และเงินจำนวน 2.5 แสนบาท ที่ “สุภาพสตรีสูงศักดิ์” และ “ผู้ใหญ่ที่ท่าน[สุภาพสตรีสูงศักดิ์]เคารพ” มอบให้ในช่วงเดียวกัน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ซึ่งได้ทำให้ผู้นำพันธมิตร “มีความมั่นใจอย่างยิ่งว่า พวกเราจะประสบชัยชนะแน่นอน”  และ “ความทรงจำที่จะไม่มีวันลืมเลือนไปจวบวันตายก็คือ ครั้งหนึ่งในชีวิต ประชาชนช่วยจ่ายเงินเดือนเราโดยตรง แผ่นดินช่วยจ่ายเงินเดือนพวกเราโดยตรง” ซึ่งต่อมา สนธิ ลิ้มทองกุล ได้กล่าวในระหว่างการอภิปรายในสหรัฐ เมื่อเดือนสิงหาคม 2550 ว่า &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“มีของขวัญชิ้นหนึ่ง มาจากราชสำนัก ผ่านมาทางท่านผู้หญิงบุษบา ซึ่งเป็นน้องสาวพระราชินี....ผมเข้าไปรับด้วยตัวเองกับท่านผู้หญิงบุษบา” และอีกครั้งบนเวทีพันธมิตรในเดือนมิถุนายน ปีต่อมาว่า “ผ้า พันคอนี้ ข้าราชบริพารในสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ด้เอามาให้พวกเราคืนนั้น แล้วบอกว่า พระองค์ท่านพระราชทานมา เป็นผ้าพันคอพระราชทาน”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดังที่ผมกล่าวข้างต้นแล้วว่า ขณะที่บทความของผมได้รับการเผยแพร่เมื่อ 2 ปีก่อน นัยยะความสำคัญของเรื่องเหล่านี้ยังไม่เป็นที่ตระหนักกันดี แม้แต่ในหมู่ผู้อ่านที่สนับสนุนรัฐบาลพรรคพลังประชาชน และเป็นปฏิปักษ์กับพันธมิตร หลายคนยังมองว่า เรื่องทั้งหมดนี้เป็นเพียงการกล่าวอ้างของผู้นำพันธมิตร &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ผมไม่คิดว่า เรื่องใหญ่และสำคัญเช่นนี้ พวกเขาจะกล้ากล่าวอ้าง) แต่ไม่ถึง 2 เดือนต่อมา ก็เกิดเหตุการณ์ 7 ตุลาคม ที่ผู้ชุมนุมพันธมิตร ปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจบริเวณหน้ารัฐสภาและกอง บัญชาการตำรวจนครบาล โดยมีพันธมิตรเสียชีวิต 2 คน คือ น.ส.อังคณา ระดับปัญญาวุฒิ หรือ “น้องโบว์” และ พ.ต.ท.เมธี ชาติมนตรี หรือ “สารวัตรจ๊าบ”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สิ่งแรกที่น่าจะสร้างความรู้สึกตกใจคาดไม่ถึง ให้กับผู้ติดตามเหตุการณ์ในวันนั้น คือ ภายในชั่วโมงแรกๆของการปะทะ บนเวทีและทางสื่อพันธมิตร ได้ประกาศว่า สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถทรงพระราชทานเงิน 1 แสนบาท รักษาพันธมิตรที่บาดเจ็บ ที่เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลวชิระพยาบาล&amp;lt;2&amp;gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แม้ว่าในตอนเย็นวันนั้น จะมีรายงานข่าวจากโรงพยายาลรามาธิบดีทางสื่อพันธมิตรเองว่า ทรงพระราชทานเงินช่วยรักษาผู้บาดเจ็บ จากเหตุการณ์ที่เข้ารับการรักษาที่นั่น “อย่างเท่าเทียมกัน” แต่ก็ดูเหมือนจะไม่ได้หมายถึงว่า รักษาผู้บาดเจ็บทั้งที่เป็นพันธมิตรและเจ้าหน้าที่ เพราะดูเหมือนจะไม่มีเจ้าที่บาดเจ็บอยู่ที่นั่น&amp;lt;3&amp;gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
และใน 2 วันต่อมา ท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ ทีฆะระ รองราชเลขานุการในพระองค์สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ได้แถลงว่า พระราชินีทรงติดตามข่าวเหตุการณ์ชุมนุม ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์และสิ่งพิมพ์ ทอดพระเนตรเห็นประชาชนที่ได้รับบาดเจ็บและถูกนำส่งโรงพยาบาล ทรงสลดพระราชหฤทัยและทรงห่วงใยประชาชนทุกหมู่เหล่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;quot;การพระราชทานความ ช่วยเหลือในครั้งนี้เป็นการช่วยเหลือประชาชนทุกคน โดยไม่แบ่งว่าเป็นฝ่ายใด เพราะประชาชนทุกคนนั้นคือพสกนิกรของพระองค์ทุกคน&amp;quot;&amp;lt;4&amp;gt; แต่ความจริง “ประชาชน” ในครั้งนั้นมีเฉพาะฝ่ายพันธมิตรเท่านั้น เพราะไม่ใช่การปะทะระหว่างประชาชนฝ่ายพันธมิตรกับประชาชนฝ่ายอื่น ที่เหลือที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์คือเจ้าหน้าที่รัฐ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างไรก็ตาม ในวันเดียวกัน มีรายงานข่าวว่า ทรงพระราชทานเงินช่วยเหลือ เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ได้รับบาดเจ็บตามโรงพยาบาลต่าง ๆ ด้วย ถึงกระนั้น ผมคิดว่าการพระราชทานเงินช่วยเหลือครั้งแรกสุด ในชั่วโมงแรกๆของเหตุการณ์ที่ มีแต่ฝ่ายพันธมิตรบาดเจ็บ ก็ยังเป็นการกระทำที่มีนัยยะทางการเมืองที่สำคัญมาก&amp;lt;5&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าจะยังมีความไม่แน่นอนอยู่บ้าง เกี่ยวกับเรื่องเงินพระราชทานรักษาผู้บาดเจ็บในวันที่ 7 ตุลาคม 2551 สิ่งที่เป็นเรื่อง “ช็อค” อย่างแท้จริงยังกำลังจะตามมา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วันที่ 9 ตุลาคม สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ได้ทรงพระราชทานพวงมาลามาร่วมเคารพศพ น.ส.อังคณา ระดับปัญญาวุฒิ หรือ “น้องโบว์” แต่ที่สำคัญที่สุดคือ วันที่ 13 ตุลาคม 2551 สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถได้ทรงเสด็จไปพระราชทานเพลิงศพให้ “น้องโบว์” ด้วยพระองค์เอง (โดยมีองคมนตรีหลายคน ผู้บัญชาการ 3 เหล่าทัพ ร่วมตามเสด็จ)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในระหว่างงาน ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ครอบครัวระดับปัญญาวุฒิเข้าเฝ้า มีพระราชปฏิสันถารด้วยโดยใกล้ชิด ทั้งยังทรงมีพระราชปฏิสันถารเป็นการส่วนพระองค์กับสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้นำพันธมิตรในที่นั้นด้วย นายจินดา ระดับปัญญาวุฒิ บิดา “น้องโบว์” ได้เปิดเผยว่าทรงมีรับสั่งกับครอบครัวเขาว่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นกับนางสาวอังคณา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงรับรู้เรื่องราวโดยตลอด รวมทั้งกรณีพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานทรัพย์ช่วยเหลือมาด้วย..... [อังคณา] เป็นเด็กดี ช่วยชาติ ช่วยรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์....ยังไงก็ต้องมางานนี้ เพราะ [อังคณา] ทำเพื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระองค์ [สมเด็จพระนางเจ้าฯ] ด้วย....เป็นห่วงพันธมิตรทุกคน ไว้จะฝากดอกไม้ไปเยี่ยมพันธมิตร&amp;lt;6&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แทบไม่จำเป็นต้องย้ำว่า น.ส.อังคณา ผู้ตาย (และสนธิ ลิ้มทองกุลเอง) เป็น ส่วนหนึ่ง (และเป็นผู้นำ) ของกลุ่มการเมือง ที่กำลังชุมนุมยืดเยื้อโดยมีเป้าหมายที่ประกาศเปิดเผยว่า เพื่อโค่นล้มรัฐบาลที่ชอบด้วยกฎหมายในขณะนั้น ทั้งยังได้กำลังยึดครองทำเนียบรัฐบาล ซึ่งในแง่การบริหารราชการแผ่นดิน (คือไม่นับวังหรือวัด) ต้องถือเป็นสถานที่ราชการที่มีความสำคัญสูงสุด เป็นเวลากว่า 1 เดือนแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การเสด็จพระราชทานเพลิงศพ “น้องโบว์” และพระราชดำรัสที่บิดา “น้องโบว์” นำมาเปิดเผย เป็น “สันปันน้ำ” (watershed) สำคัญของวิกฤติการเมืองไทยครั้งนี้ ซึ่งได้ส่ง “คลื่นแห่งความตกใจ” (shock wave) ทางการเมือง อย่างกว้างขวางใหญ่โต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในความเห็นของผม นี่คือปัจจัยผลักดัน (contributing factor) ที่สำคัญที่สุดที่แท้จริงให้เกิด “จิตสำนึก” หรือ “อัตลักษณ์” ของ “ความเป็นเสื้อแดง” การชุมนุมมวลชนนับหมื่นที่พร้อมใจกันใส่เสื้อแดงเป็นครั้งแรก มีขึ้นในวันที่ 11 ตุลาคม 2551 (ที่เมืองทองธานี) ในท่ามกลางกระแสคลื่น shock wave เช่นนี้เอง แม้การชุมนุมครั้งแรกจะมีก่อนการเสด็จพระราชทานเพลิงศพ “น้องโบว์”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่ข่าวเรื่องเงินพระราชทานช่วยพันธมิตรที่บาดเจ็บในเช้าวันที่ 7 ตุลาคม และพวงมาลาพระราชทานหน้าศพ “น้องโบว์” เป็นที่ทราบกันดีแล้ว และเมื่อถึงการชุมนุมมวลชน “เสื้อแดง” ครั้งที่สอง ที่ใหญ่กว่าเดิม เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2551 (ที่สนามกีฬาราชมังคลา) “จิตสำนึก” เช่นนี้ก็ได้รับการทำให้เข้มข้น (solidified) อย่างสูง จากเหตุการณ์วันที่ 13 ตุลาคม &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ซึ่งถึงตอนนั้นได้รับการ “ขนานนาม” กันในหมู่ “คนเสื้อแดง” ที่เพิ่งเกิดใหม่ว่าเป็น &lt;b&gt;“วันตาสว่าง” (แห่งชาติ)&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผมตระหนักดีว่า ไอเดียของการใส่ “เสื้อแดง” เพื่อรณรงค์ทางการเมืองในหมู่ประชาชนที่ต่อต้านการรัฐประหาร 19 กันยา มีมาตั้งแต่ช่วงปี 2550 โดยเฉพาะในกลุ่มของสมบัติ บุญงามอนงค์ (“บ.ก. ลายจุด”) แต่การใส่ “เสื้อแดง” ในช่วงนั้น เป็นเพียงการกระทำในลักษณะ “ชั่วคราว” สั้น ๆ ในคนกลุ่มเล็ก ๆ และก็ยังมีการ “เปลี่ยนสีเสื้อ” ไปตามกรณี &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(เช่น สีดำ ในระหว่างรณรงค์ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ คมช.) อันที่จริง ถ้าจะกล่าวว่า มี “สี” อะไรที่เป็นสีเสื้อซึ่งประชาชนที่คัดด้านรัฐประหารในปี 2550 ใส่กันมากที่สุด สีนั้นคือ “สีเหลือง” (แบบเดียวกับพันธมิตร)! ประเด็นที่ผมพยายามเสนอในที่นี้คือ เราต้องแยกพิจารณาระหว่าง “กำเนิด” (ในทาง “เทคนิค”) ของไอเดียนี้ กับสิ่งที่ต่อมาได้กลายเป็นปรากฏการณ์ทางการเมืองขนาดใหญ่ ที่มีคนเข้าร่วม ด้วยหลายหมื่นหรือกระทั่งนับแสนคนทั่วประเทศ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่พร้อมใจกัน “นิยาม” (identify) ตัวเอง (self-indentification) ว่าเป็นพวกที่ไมใช่สีเหลือง (ซึ่งในหมู่พวกเขาจำนวนมากเคยนิยามตัวเอง) ปรากฏการณ์ทาง “การเมืองวัฒนธรรม” ขนาดมหึมาเช่นนี้ จะต้องมองบริบทที่มากกว่าการ “คิดค้น” ทางเทคนิคเรื่องการใส่สีเสื้อ (ที่มีมาก่อนเป็นปี) ดังกล่าว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ไม่เพียงแต่เรื่องการแสดงออกของ “อัตลักษณ์” ทางสีเสื้อที่ไม่ใช่สีเหลืองนี้ การแสดงออกในด้านอื่นๆ ก็เปลี่ยนไปอย่างสำคัญอย่างเห็นได้ชัดหลัง 13 ตุลาคม 2551 ใครที่ติดตามการแสดงความเห็นทางเว็บบอร์ดการเมือง โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่เรียก ได้ว่า “พวกเชียร์ทักษิณ” ก็จะเห็นความเปลี่ยนแปลงนี้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความคิดหรือการแสดงออก ที่ภายหลังถูกศัตรูทางการเมืองของพวกเขากล่าวหาว่า “หมิ่นสถาบัน” หรือ “ล้มเจ้า” นั้น หาใช่สิ่งที่มีอยู่อย่างแพร่หลายในคนกลุ่มนี้ตั้งแต่ต้นแต่อย่างใด อารมณ์ความรู้สึกทั้งในแง่ “ช็อค”, ผิดหวังรุนแรง, “น้อยเนื้อต่ำใจ”, ขณะเดียวกันก็มีด้านที่ “ฮึดสู้” อย่างท้าทาย (defiance) ผสมผสานกันไปในการแสดงออกของกลุ่ม “คนเสื้อแดง” ที่เพิ่ง “เกิดใหม่” นี้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บางส่วนถึงกับ “กระฉอก” (spilling over) เข้าไปในแวดวงสภาผู้แทนราษฎร เมื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยของพรรคพลังประชาชน พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ กล่าวต่อสภาฯ เมื่อถูกตั้งกระทู้ถามเรื่องการยึดครองทำเนียบรัฐบาลของพันธมิตร &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“ผมต้อง พูดเปิดอกกับท่านทั้งหลายว่า ทุกท่านที่อยู่ในห้องนี้ทราบดีว่า ม็อบนี้เป็นม็อบมีเส้น ถ้าเป็นม็อบธรรมดาจบไปแล้วครับ จบไปนานแล้ว”&amp;lt;7&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หรือเมื่อ ส.ส.พรรคพลังประชาชน-เพื่อไทย คนหนึ่งอ้างว่า สส.กลุ่ม “เพื่อนเนวิน” (กลุ่มที่ถอนตัวจากพรรคพลังประชาชน-เพื่อไทย ไปสนับสนุนประชาธิปัตย์ ทำให้ประชาธิปัตย์สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้) 2 คน บอกกับเขาว่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;quot;รู้ไหม ขณะนี้กำลังสู้อยู่กับใคร สู้อยู่กับสถาบัน ไม่มีทางชนะหรอก&amp;quot;&amp;lt;8&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่ที่สะท้อน อารมณ์ความรู้สึกของ “คนเสื้อแดง” หลัง 13 ตุลาคม 2551 ได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุด จนเป็นที่กล่าวขวัญกันคือ คำปราศรัยสด (“ไฮด์ปาร์ค”) เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2551 ของณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ ที่พูดด้วยอารมณ์สะเทือนใจอย่างลึกซึ้ง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt; “เมื่อเรายืนอยู่บนดิน เราจึงห่างไกลเหลือเกินกับท้องฟ้า ... &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ต้องแหงนคอตั้งบ่า แล้วเราก็รู้ว่า ฟ้าอยู่ไกล .... &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คนเสื้อแดง จะบอกดินบอกฟ้าว่า คนอย่างข้าฯก็มีหัวใจ ... &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คนเสื้อแดง จะถามดินถามฟ้าว่า ถ้าไม่มีที่ยืนให้สมคุณค่า..จะให้ข้าฯหาที่ยืนเองหรืออย่างไร...”&amp;lt;9&amp;gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โดย &lt;b&gt;สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
ภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;เชิงอรรถ&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;1&amp;gt;http://www.prachatai.com/journal/2008/08/17688 หรือที่ &lt;a href=&quot;http://somsakwork.blogspot.com/2008/09/blog-post.html&quot; title=&quot;http://somsakwork.blogspot.com/2008/09/blog-post.html&quot;&gt;http://somsakwork.blogspot.com/2008/09/blog-post.html&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;2&amp;gt; ดุรายงานข่าวทางเว็บไซต์ผู้จัดการ เมื่อเวลา 9.12 น. &lt;a href=&quot;http://www.manager.co.th/asp-bin/mgrView.asp?NewsID=9510000118787&quot; title=&quot;http://www.manager.co.th/asp-bin/mgrView.asp?NewsID=9510000118787&quot;&gt;http://www.manager.co.th/asp-bin/mgrView.asp?NewsID=9510000118787&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;3&amp;gt; ดุรายงานข่าวทางเว็บไซต์ผู้จัดการ เมื่อเวลา 16.21 น. &lt;a href=&quot;http://www.manager.co.th/asp-bin/mgrView.asp?NewsID=9510000119118&quot; title=&quot;http://www.manager.co.th/asp-bin/mgrView.asp?NewsID=9510000119118&quot;&gt;http://www.manager.co.th/asp-bin/mgrView.asp?NewsID=9510000119118&lt;/a&gt; น่าสังเกตว่า ตามรายงานข่าว ผู้บาดเจ็บล้วนแต่เป็นพันธมิตร ไม่มีตำรวจ และผู้อำนวยการโรงพยาบาล “กล่าว อย่างหนักแน่นว่า รพ.ดูแลรักษาผู้ป่วยทุกคนอย่างเต็มที่ ไม่เลือกศาสนา หรือจะมีความเห็นที่แตกต่างกัน เพราะพวกเราคือหมอ จึงต้องมีจริยธรรมและให้สิทธิ์รักษาผู้ป่วยอย่างเท่าเทียมกัน” นั่นคือไม่ได้หมายถึง “เท่าเทียมกัน” ทั้งฝ่ายพันธมิตรและเจ้าหน้าที่ (ซึ่งไม่มีรายงานว่ารักษาที่นั่นอยู่แล้ว) ทำให้เข้าใจว่า เงินพระราชทานดังกล่าวยังคงสำหรับผู้บาดเจ็บพันธมิตรเท่านั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;4&amp;gt; มติชนออนไลน์ 10 ตุลาคม 2551 &lt;a href=&quot;http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1223559758&amp;amp;grpid=00&amp;amp;catid=42&quot; title=&quot;http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1223559758&amp;amp;grpid=00&amp;amp;catid=42&quot;&gt;http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1223559758&amp;amp;grpid=00&amp;amp;cat...&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;5&amp;gt; มติชนออนไลน์ 10 ตุลาคม 2551 (เว็บไซต์เดียวกับเชิงอรรถที่ 4) ผมเห็นว่า สามารถมองได้ว่า การพระราชทานเงินครั้งแรกสุด เป็นสิ่งที่ฝ่ายราชสำนักตระหนักในเวลาต่อมาว่า เป็นความผิดพลาด ในวันต่อๆมา จึงมีความพยายามที่จะแสดงออกในลักษณะ “ช่วยเหลือทุกฝ่าย” มากขึ้น ทั้งนี้รวมถึงในเหตุการณ์ปะทะในระยะ 2 ปีต่อมา (ครั้งล่าสุดในเดือนพฤษภาคม 2553) แต่ความพิเศษเฉพาะของ “ความช่วยเหลือ” ต่อพันธมิตร เป็นสิ่งที่ชัดเจนเกินกว่าจะปฏิเสธได้ กรณี น.ส.อังคณา “น้องโบว์” ของพันธมิตร ทีกำลังจะกล่าวถึง มีผู้นำมาเปรีบบเทียบกับกรณี “น้องเกด” น.ส.กมนเกด อัคฮาด ทีเป็นพยาบาลในการชุมนุมของ “เสื้อแดง” ที่เสียชีวิตในเดือนพฤษภาคม 2553&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;6&amp;gt; รวบรวมตรวจสอบจากรายงานข่าวหนังสือพิมพ์วันที่ 14 ตุลาคม 2551 หลายฉบับคือ มติชน, ผู้จัดการ, โพสต์ทูเดย์, แนวหน้า, กรุงเทพธุรกิจ และ The Nation.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;7&amp;gt; รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 23 ปีที่ 1 ครั้งที่ 29 (สมัยสามัญนิติบัญญัติ), วันที่ 20 พฤศจิกายน 2551, หน้า 127. ดาวน์โหลดได้ที่ &lt;a href=&quot;http://www.parliament.go.th/parcy/sapa_meetings_count.php?doc_id=979&quot; title=&quot;http://www.parliament.go.th/parcy/sapa_meetings_count.php?doc_id=979&quot;&gt;http://www.parliament.go.th/parcy/sapa_meetings_count.php?doc_id=979&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;8&amp;gt; มติชนออนไลน์ 13 ธันวาคม 2551 &lt;a href=&quot;http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1229087232&amp;amp;grpid=00&amp;amp;catid=01&quot; title=&quot;http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1229087232&amp;amp;grpid=00&amp;amp;catid=01&quot;&gt;http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1229087232&amp;amp;grpid=00&amp;amp;cat...&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;9&amp;gt;ดูคลิป “ไฮด์ปาร์ค” ที่มีชื่อเสียงส่วนนี้ ได้ที่ YouTube หลายหน้าเว็บ เช่น &lt;a href=&quot;http://www.youtube.com/watch?v=LDLIqdc4yro&quot; title=&quot;http://www.youtube.com/watch?v=LDLIqdc4yro&quot;&gt;http://www.youtube.com/watch?v=LDLIqdc4yro&lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/rethink/20100812/1820#comments</comments>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/287">crisis</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/324">Monarchy</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/284">politics</category>
 <pubDate>Thu, 12 Aug 2010 23:25:14 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">1820 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>แก่นแท้ของวิชาบู๊</title>
 <link>http://www.arayachon.org/sarnti/20100810/1818</link>
 <description>&lt;blockquote&gt;
	แก่นแท้ของวิชาบู๊คืออะไร ?&lt;br /&gt;
	มีเพียงสี่คำ  จวงชิม ( ปักใจแน่วแน่ ) โค่วเลี่ยง (มานะฝึกปรือ)&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	ความจริง สี่คำนี้ คล้ายดั่งได้ครอบคลุมทุกเรื่องราวในโลกไว้เช่นกัน&lt;br /&gt;
	มิว่าท่านคิดจะทำอะไร หากต้องการให้โดดเด่นเหนือผู้อื่น&lt;br /&gt;
	ก็ต้องปักใจเด็ดเดี่ยว มานะฝึกปรือ (1)&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
&lt;/blockquote&gt;
&lt;p&gt;
&lt;br /&gt;
(1) จากนวนิยายเรื่อง &amp;quot;เดชขนนกยูง&amp;quot; แปลโดย ว. ณ เมืองลุง
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;img src=&quot;/files/julong.jpg&quot; align=&quot;absmiddle&quot; height=&quot;562&quot; width=&quot;276&quot; /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
(ภาพจาก fwmail ) 
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;บทศึกษา&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่เรียกสี่คำนี้ว่า แก่นแท้ของวิชาบู๊ ก็เพราะผู้ที่ต้องการประสบความสำเร็จในการฝึกวิชาบู๊ ไม่ว่าสาขาใด ต้องยึดถือทำตามคำพูดสี่คำนี้ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ที่จริงสี่คำนี้ นอกจากจะใช้ได้กับการฝึกวิชาบู๊ ยังสามารถใช้ได้กับทุกเรื่องราวในโลก &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คำโบราณที่ว่า  &amp;quot;โลกนี้ กลัวกัน ก็แต่คนที่เอาจริง&amp;quot; บ่งชี้ว่า หนทางไปสู่ความสำเร็จหรือความโดดเด่นเหนือผู้อื่น ล้วนต้องอาศัย การ &amp;quot;ปักใจแน่วแน่ มานะฝึกปรือ &amp;quot; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;quot;ปักใจ&amp;quot; หมายถึง การตัดสินใจที่เด็ดเดี่ยวจริงจัง 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;quot;แน่วแน่&amp;quot; คือ ไม่สั่นคลอนหวั่นไหว ไม่ยอมแพ้ ไม่ท้อถอยต่ออุปสรรคขวากหนามทั้งปวง
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;quot;มานะฝึกปรือ&amp;quot; หมายถึง การใช้ความเพียรพยายามด้วยความทรหดอดทน ในการศึกษาและฝึกฝนตนเองตามหลักวิชา &lt;br /&gt;
&lt;/p&gt;
จะทำเช่นนี้ได้ ต้องไม่โลเล ไม่พึงใจในตนเอง อ่อนน้อมถ่อมตัว มีความเพียรพยายาม 
มานะฝึกปรืออย่างไม่หยุดยั้ง
&lt;p&gt;
ในชีวิตจริง ไม่มีหนทางลัด ไม่มีความสำเร็จอย่างโชคช่วย ไม่มีสิ่งที่เรียกว่า &amp;quot; บังเอิญสำเร็จ &amp;quot;
&lt;/p&gt;
ถ้าต้องการก้าวหน้า ต้องการชัยชนะ ต้องการประสบความสำเร็จ ก็ต้องเริ่มต้นจากการ&lt;b&gt; ปักใจแน่วแน่ มานะฝึกปรือ&lt;/b&gt;โดยไม่หยุดยั้ง&lt;br /&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;หมายเหตุ&lt;/b&gt; เผยแพร่ครั้งแรกใน มติชนสุดสัปดาห์ มกราคม 2532 แก้ไขปรับปรุง สิงหาคม 2553
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;a href=&quot;http://creativecommons.org/licenses/by-nc/3.0/th/&quot; rel=&quot;license&quot;&gt;&lt;img src=&quot;http://i.creativecommons.org/l/by-nc/3.0/th/88x31.png&quot; alt=&quot;Creative Commons License&quot; style=&quot;border-width: 0pt&quot; /&gt;&lt;/a&gt; 
อนุญาตให้นำงานในคอลัมน์นี้ ไปใช้ได้ตาม &lt;a href=&quot;http://creativecommons.org/licenses/by-nc/3.0/th/&quot; rel=&quot;license&quot;&gt;สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า 3.0 ประเทศไทย&lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;nbsp;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/sarnti/20100810/1818#comments</comments>
 <enclosure url="http://www.arayachon.org/files/julong.jpg" length="17688" type="image/jpeg" />
 <pubDate>Tue, 10 Aug 2010 00:44:05 +0700</pubDate>
 <dc:creator>sarnti</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">1818 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>จะจัดวางตำแหน่งแห่งที่ของสถาบันกษัตริย์ในสังคม-การเมืองไทยอย่างไร ?</title>
 <link>http://www.arayachon.org/rethink/20100809/1817</link>
 <description>&lt;p&gt;
แด่ B.E.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;quot;If from the distance that separated us, am I still recognizable to you, the past, O you sharer of my sufferings?&amp;quot; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;quot;Those were beautiful days, but they were followed by a sorrowful twilight . . .&amp;quot;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt; Friedrich Holderlin&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ต้นเดือนกันยายน 2548 &lt;b&gt;สนธิ ลิ้มทองกุล&lt;/b&gt; ได้ &amp;quot;เปิดตัว&amp;quot; หนังสือ &amp;quot;พระราชอำนาจ&amp;quot; โดย ประมวล รุจนเสรี ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 2 ที่มีบท &amp;quot;อาเศียรวาท&amp;quot; (เพิ่มขึ้นมาจากการพิมพ์ครั้งแรก) ที่อัญเชิญพระราชดำรัสของพระเจ้าอยู่หัวฯ (ที่ทรงรับสั่งให้ ปีย์ มาลากุล นำมาให้ประมวล) ว่า &amp;quot;เราอ่านแล้ว เราชอบมาก&amp;quot; - &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผมเสนอว่า เราอาจถือเอาเหตุการณ์นี้ เป็น &amp;quot;จุดเริ่มต้น&amp;quot; ของวิกฤตประเทศไทยปัจจุบัน [1]  นี่เป็นวิกฤต ที่มีความเข้มข้นแหลมคม รุนแรง และยืดเยื้ออย่างต่อเนื่องไม่หยุด (และยังไม่ยุติ) ชนิดไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ปัญหาใจกลางของวิกฤตินี้ ตั้งแต่จุดเริ่มต้นนี้ และไม่เคยเปลี่ยนเลยมาจนขณะนี้ อาจสรุปได้เป็นประโยคเดียวคือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;quot; &lt;b&gt;จะจัดวางตำแหน่งแห่งที่ของสถาบันกษัตริย์ในสังคม- การเมืองไทยอย่างไร ?&lt;/b&gt; &amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พูดอีกอย่างคือ จะให้สถาบันกษัตริย์มีสถานะและอำนาจอย่างไร ตั้งแต่ประเด็นทางกฎหมาย-การเมือง ระดับรัฐธรรมนูญและกฎหมายย่อย ไปถึงประเด็นเชิงวัฒนธรรม จิตสำนึก ตั้งแต่เรื่ององคมนตรี ไปถึงตุลาการภิวัฒน์ (ที่มีจุดเริ่มต้นจากพระราชดำรัสสาธารณะของกษัตริย์)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตั้งแต่ปัญหากองทัพ &amp;quot;ของพระราชา&amp;quot; ไปถึงประเด็น องค์กรรัฐใด ควรเป็นผู้ที่ set agenda (กำหนดวาระ) ของสังคมและทิศทางประเทศ (คณะรัฐมนตรี และนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้ง หรือ พระมหากษัตริย์)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สิ่งที่เป็น irony ที่สุดของวิกฤตินี้ คือ ในขณะที่ฝ่ายต่อต้านการเปลี่ยนแปลง (อาจจะเรียกสั้นๆว่า &amp;quot;พวกเสื้อเหลือง&amp;quot; หรือ &amp;quot;พวกอำมาตย์&amp;quot; หรือคำที่หรูกว่าเช่น &amp;quot;ชนชั้นนำ&amp;quot; &amp;quot;ชนชั้นสูง&amp;quot; ฯลฯ แต่ควรเข้าใจว่า ฝ่ายดังกล่าวมีมากกว่า &amp;quot;ชนชั้นสูง&amp;quot; หรือ &amp;quot;ชนชั้นนำ&amp;quot; หรือกระทั่ง &amp;quot;อำมาตย์&amp;quot; เพียงไม่กี่คนเท่านั้น แต่มีฐานกำลังใหญ่โตที่รวม &amp;quot;ชนชั้นกลาง&amp;quot; และ &amp;quot;ชนชั้นล่าง&amp;quot; จำนวนมากด้วย)
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
- ในขณะที่ฝ่ายนี้เข้าใจ &amp;quot;โดยสัญชาติญาณ&amp;quot; (instinctively, intuitively) ตั้งแต่ต้นว่า นี่คือปัญหาใหญ่ใจกลางที่สุดของวิกฤตินี้ และได้อภิปราย โฆษณา โดยเอาเรื่องนี้เป็นประเด็นใหญ่ใจกลางมาตลอด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
- ดูตั้งแต่การ &amp;quot;เปิดตัว&amp;quot; หนังสือประมวลที่เป็นจุดเริ่มต้น จนถึงคำขวัญ &amp;quot;สู้เพื่อในหลวง&amp;quot; และการโปรโมต &amp;quot;เสื้อเหลือง&amp;quot; ของสนธิ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการเมืองแบบ &amp;quot;สู้ตามสีเสื้อ&amp;quot; มาถึงปัจจุบัน
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
การเรียกร้อง &amp;quot;นายกฯมาตรา 7&amp;quot; ของพันธมิตร, ข้ออ้างเรื่อง &amp;quot;ปฏิญญาฟินแลนด์&amp;quot; จนถึง &amp;quot;แผนผังล้มเจ้า&amp;quot; ของ ศอฉ., ไม่นับการรณรงค์อีกนับไม่ถ้วนของบรรดา &amp;quot;เสื้อหลากสี&amp;quot;, กลุ่มที่ชู &amp;quot;คุณธรรม&amp;quot; ต่างๆ ในจุฬา ไปถึงในวงการแพทย์ ฯลฯ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่ในทางตรงข้าม ฝ่ายที่ต้องการเปลี่ยนแปลง ต้องการสู้เพื่อ &amp;quot;ประชาธิปไตย&amp;quot; ซึ่งย่อมหมายถึงการปรับเปลี่ยน สถานะและบทบาทของสถาบันกษัตริย์ ในด้านต่าง ๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ (องคมนตรี ถึง ตุลาการ ถีง &amp;quot;ทหารของพระราชา&amp;quot; และอื่น ๆ) ตั้งแต่ ตัวทักษิณ ถึง แกนนำ นปช. ถึงบรรดานักวิชาการ นักเขียน นัก นสพ. และแอ๊คติวิสต์ ต่าง ๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ถ้าจะเรียกด้วยคำรวม ๆ ปัจจุบันว่า ฝ่าย &amp;quot;เสื้อแดง&amp;quot; ก็ได้ แต่ควรเข้าใจว่า แม้แต่การปรากฏของ &amp;quot;จิตสำนึก&amp;quot; แบบ &amp;quot;เสื้อแดง&amp;quot; - การเมืองวัฒนธรรมเชิงสัญลักษณะของการเลือกสี ที่ไมใช่สีเหลือง - ก็เป็นสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นหลังวิกฤติดำเนินไปแล้วกว่า 3 ปี คือหลังกรณี 7 ตุลาคม 2551)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
- ฝ่ายนี้ กลับเป็นฝ่ายที่ช้า ตั้งแต่ในการทำความเข้าใจว่า ประเด็นนี้แหละคือ ประเด็นใจกลางของความขัดแย้ง (คนจำนวนมากในฝ่ายนี้ ใช้เวลา 2-3 ปีของช่วงวิกฤติ กว่าจะ &amp;quot;&lt;b&gt;ตาสว่าง&lt;/b&gt;&amp;quot; - คำนี้ สะท้อนลักษณะการเข้าใจที่้้ช้าดังกล่าวได้ชัดเจน)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
และที่สำคัญที่สุด จนถึงวินาทีนี้ ฝ่ายนี้ (เรียกได้ว่า) ทั้งหมด ยังไม่เห็นความจำเป็นทีจะ นำเสนอปัญหา-อภิปราย-เสนอข้อเรียกร้องที่เกี่ยวกับประเด็นนี้อย่างตรง ๆ เป็นระบบ นี่เป็นความจริงของฝ่ายนี้ ตั้งแต่ส่วนที่เป็น &amp;quot;ปีกขวา&amp;quot; เช่น ทักษิณ-จตุพร-แกนนำ นปช.
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
(&amp;quot;ปีกขวา&amp;quot; นี้ รวม &amp;quot;อดีตซ้าย&amp;quot; ไว้หลายคน ตั้งแต่จรัล, เหวง, ธิดา คนเหล่านี้ โดยส่วนตัวอาจจะถือเป็น &amp;quot;ปีกซ้าย&amp;quot; หรืออย่างน้อย &amp;quot;ปีกกลาง&amp;quot; ของขบวน แต่ในแง่เป็นองค์รวม ต้องจัดว่า อยู่ใน &amp;quot;ปีกขวา&amp;quot; ของขบวน) ไปถึง &amp;quot;ปีกกลาง&amp;quot; เช่น นักการเมืองอย่างจาตุรนต์ ไปถึง &amp;quot;ปีกซ้าย&amp;quot;อย่าง จักรภพ หรือ สุรชัย แซ่ด่าน ถึงนักวิชาการซ้ายอย่าง พิชิต สุธาชัย (กรณีหลังมีข้อยกเว้นอยู่บ้าง) ไม่ต้องพูดถึงบรรดานัก นสพ. (มติชน ฯลฯ) และนักวิชาการที่ในระยะหลัง หันมาให้ความเห็นอกเห็นใจสนับสนุนเสื้อแดง อย่างกลุ่ม &amp;quot;สันติประชาธรรม&amp;quot; ฯลฯ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เรื่องนี้ ซึ่งผมเห็นว่า เป็นความผิดพลาดสำคัญ ไม่สามารถอธิบายได้ด้วยข้อจำกัดเชิงกฎหมายเท่านั้น (เช่นการมี ม.112 ในประมวลอาญา) เพราะอันที่จริง ถ้าสังเกตดี ๆ จะเห็นว่า ข้ออ้างหรือเหตุผลของการไม่ &amp;quot;นำเสนอปัญหา-อภิปราย-เสนอข้อเรียกร้อง&amp;quot; เกี่ยวกับประเด็นสถานะและอำนาจของสถาบันกษัตริย์ ของฝ่ายต้องการเปลี่ยนแปลงนี้ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ส่วนใหญ่จริง ๆ ไมใช่เรื่องทางกฎหมาย (ทางกฎหมาย แม้จะมีข้อจำกัดอย่างไร ก็ยังทำได้แน่นอน - ดูบทความที่กำลังอ่านนี้เป็นตัวอย่าง ถ้านึกไม่ออก) แต่เป็นเรื่องที่อาจจะเรียกว่าในทาง &amp;quot;วัฒนธรรม&amp;quot; นั่นคือข้ออ้างหรือเหตุผลประเภท &amp;quot;คนส่วนใหญ่ยังรับไม่ได้&amp;quot; &amp;quot;เดี๋ยวจะถูกโจมตีว่าล้มเจ้า&amp;quot; ฯลฯ อะไรทำนองนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นี่เป็นเรื่อง&amp;quot;ตลก&amp;quot; ที่หัวเราะไม่ออก เพราะความจริงคือ ขณะที่ไม่มีการ &amp;quot;นำเสนอปัญหา-อภิปราย-เสนอข้อเรียกร้อง&amp;quot; อย่างเป็น&amp;quot;ทางการ&amp;quot; ในหมู่ฝ่ายที่ต้องการเปลี่ยนแปลงนี้ แต่ก็มีลักษณะของการ &amp;quot;อภิปราย&amp;quot; หรือ &amp;quot;แสดงออก&amp;quot; ในเชิงสัญลักษณ์ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในเชิงภาษาแบบ metaphors (อุปลักษณ์) และอื่น ๆ อย่างแพร่หลายนับไม่ถ้วน (และยิ่งนาน ยิ่งขยายออกไป) ตั้งแต่เรื่อง &amp;quot;คุณซาบซึ้ง&amp;quot; ไปถึงเรื่อง &amp;quot;เพชร&amp;quot; เรื่อง &amp;quot;รูป ๆ บ้าน ๆ&amp;quot; ไปถึงเรื่อง &amp;quot;นิยาย ยายไฮ&amp;quot; ถึงเรื่องอีกสารพัดอย่าง (ล่าสุดเรื่องอะไรที่เกี่ยวกับ &amp;quot;การทำธุรกรรม&amp;quot; บางอย่าง)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
และนี่เป็นสิ่งที่ไม่เพียงแต่ฝ่ายตรงข้าม ของฝ่ายที่ต้องการเปลี่ยนแปลง (คือพวก &amp;quot;เสื้อเหลือง&amp;quot; ที่เอ่ยถึงก่อนหน้านี้) จะรู้ดี แต่แม้แต่สังคมวงกว้าง ก็รู้กันดีหมดแล้ว ว่า มีการแสดงออก ในเชิงสัญลักษณ์ต่าง ๆ ในหมู่ &amp;quot;ชุมชน&amp;quot; ของฝ่ายที่ต้องการเปลี่ยนแปลงนี้ มีใครที่ใช้อินเตอร์เน็ต แล้วไม่เคยเห็น ไม่เคยผ่านตา บรรดา metaphors ต่างๆ ที่ผมเอ่ยถึงในย่อหน้าก่อนบ้าง ? หรือต่อให้ไม่เคยเห็น ป่านนี้ มีใคร ไม่รู้ข่าวกรณี &amp;quot;สาว DHL&amp;quot; &amp;quot;ก้านธูป&amp;quot; หรือ &amp;quot;มาร์ค วี11&amp;quot; บ้าง ?&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่วนข้อที่อ้างว่า &amp;quot;ถ้าพูดจะทำให้ถูกกล่าวหาว่าคิดล้มเจ้า&amp;quot; - ขอถามว่า แล้วที่ผ่านมา การไม่ &amp;quot;นำเสนอปัญหา-อภิปราย-เสนอข้อเรียกร้อง&amp;quot; อย่างตรงไปตรงมา ทำให้ไม่ถูกกลาวหาหรือ ? ตั้งแต่กรณีสุเทพโจมตีทักษิณอยากเป็นประธานาธิบดี (ซึ่งศาลโอเคว่า ทำได้) ไปถึงกรณี แผนผัง ศอฉ. ถึงกรณีรายการ &amp;quot;เจาะข่าวร้อน&amp;quot; และบรรดาหนังสือ &amp;quot;เปิดโปงขบวนการล้มเจ้า&amp;quot; ต่าง ๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีเหตุผลอีกอย่างหนึ่งที่บางคนในหมู่ &amp;quot;เสื้อแดง&amp;quot; เสนออกมา คือ (ถ้ายืมคำที่มีการใช้กันตามเว็บบอร์ด) &amp;quot;ปล่อยให้ธรรมชาติจัดการกับปัญหานี้ดีกว่า&amp;quot; ข้อโต้แย้งของผมคือ ลำพัง &amp;quot;ธรรมชาติ&amp;quot; ไม่ว่าจะเข้า &amp;quot;แทรกแซง&amp;quot; อย่างไร ก็ไม่สามารถจัดการกับเรื่องทางโครงสร้างการเมือง- กฎหมาย และเรื่องทางวัฒนธรรม รูปการจิตสำนึกต่าง ๆ ได้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;quot;ธรรมชาติ&amp;quot; อาจจะทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงบางอย่างได้จริง แต่ผมขอเสนอว่า ไม่สามารถทำให้เกิดผลกระทบในแง่ของความเปลี่ยนแปลงในระดับโครงสร้าง และระบอบจิตสำนึก (ideology) ได้ หากไม่มีการอภิปราย นำเสนอ ทางเลือกอื่น เข้ามาต่อสู้แข่งขันทางความคิดด้วยตั้งแต่บัดนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพื่อให้เข้าใจชัดเจนว่า ผมกำลังพยายามเสนออะไร ผมขอยกตัวอย่าง รูปแบบการนำเสนอ-อภิปรายเรื่องสถาบันกษัตริย์แบบหนึ่ง ที่ผมขอเรียกรวม ๆ ว่า &amp;quot;&lt;b&gt;โมเดล นปช.USA&lt;/b&gt;&amp;quot; (ผมไม่ได้หมายความว่า มีแต่ที่เว็บไซต์ นปช.USA ที่ใช้รูปแบบนี้ ต้องขออภัยต่อเว็บดังกล่าวที่ &amp;quot;ยืม&amp;quot; ชื่อมาตั้งเป็นแบบอย่างอภิปรายเพื่อให้เห็นง่าย ๆ ชัดเจน)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;quot;โมเดล&amp;quot; นี้ ความจริงเป็นคนละแบบกับเรื่องการใช้ metaphors ต่าง ๆ ที่เพิ่งพูดไป แต่ในหลายกรณี ก็มีลักษณะ &amp;quot;ซ้อนทับ&amp;quot; หรือ &amp;quot;เหลื่อม&amp;quot; กันอยู่ ชนิดที่แทบจะแยกกันไม่ออก (กรณี &amp;quot;นิยาย ยายไฮ&amp;quot; อาจจะเป็นตัวอย่างได้ดี) ผมไม่เคยเสนอ หรือสนับสนุน หรือทำเอง การอภิปรายตาม &amp;quot;โมเดล&amp;quot; นี้ ด้วยเหตุผลดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในขณะที่ผมเห็นว่า ตามหลักการประชาธิปไตย การอภิปรายในลักษณะนี้ ควรจะไม่ผิด (เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับเนื้อหา ก็ย่อมเป็นสิทธิของคนฟัง) แต่ความจริงคือ นี่เป็นการอภิปรายที่เกินขอบเขตของกฎหมายในขณะนี้ และดังนั้น จึงมีข้อจำกัด ที่ไม่สามารถทำให้เป็นเรื่อง &amp;quot;กระแสหลัก&amp;quot; (mainstream) ของชีวิตสาธารณะของสังคมได้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่วิกฤตครั้งนี้ เกี่ยวพันถึงอนาคตของประเทศที่มีพลเมืองหลายสิบล้านคนว่า เราต้องการการเมืองและสังคม หรือวัฒนธรรม หรือวิถีชีวิตแบบใด (เป็นการถูกต้องหรือไม่ ที่มีเพลงสรรเสริญฯก่อนฉายหนัง หรือ &amp;quot;ข่าวสองทุ่ม&amp;quot; ขัดกับหลักการประชาธิปไตยอย่างไร ? เป็นต้น - นี่ยกตัวอย่างรูปธรรมสุด ๆ ให้ดู)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ซึ่งเรื่องนี้ ถ้าหากจะมีการเปลี่ยนแปลงอะไรขึ้นมาได้ จะต้องผ่านการทำความเข้าใจ หรือกระทั่งยอมรับ-รับได้ของคนจำนวนมหาศาล ซึ่งคงไมใช่ด้วยการใช้โมเดล ที่ว่าเป็นแน่ แต่จะต้องด้วยการทำให้ เกิดความเข้าใจอย่างแพร่หลายที่สุดว่า หลักการและการปฏิบัติที่เป็นอยู่เกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ เป็นสิ่งไม่ถูกต้องอย่างไร โดยทีการอภิปรายนี้ จะต้องทำให้เป็นเรื่องสาธารณะ เป็นเรื่องเปิดเผยให้มากที่สุดได้ ภายใต้ข้อจำกัดแน่นหนาของกฎหมายปัจจุบัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถึงเวลาหรือยัง ? - ความจริง ผมเห็นว่า เกินเวลาไปนานแล้ว แต่เริ่มช้า ดีกว่าไม่เริ่ม - ที่จะมีการ &amp;quot;นำเสนอปัญหา-อภิปราย-เสนอข้อเรียกร้อง&amp;quot; เกี่ยวกับประเด็นใจกลางของวิกฤติครั้งนี้ คือ &amp;quot;จะจัดวางตำแหน่ง แห่งที่ของสถาบันกษัตริย์ในสังคม- การเมืองไทยอย่างไร?&amp;quot; หรือ สถานะและอำนาจของสถาบันกษัตริย์ ควรเป็นเช่นไร ตามหลักการประชาธิปไตย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากในหมู่ &amp;quot;คนเสื้อแดง&amp;quot; หรือคนที่เห็นใจ &amp;quot;คนเสื้อแดง&amp;quot; ตั้งแต่ตัวทักษิณลงมา ถึงบรรดานักวิชาการ นัก นสพ. นักการเมือง ที่เห็นอกเห็นใจเสื้อแดงทั้งหลาย (พูดอย่าง realistic ผมคิดว่า ต้องเริ่มจาก 3 กลุ่มนี้ ในเวลาใกล้เคียงกัน หรือตามลำดับกัน คือ นักวิชาการ, สื่อมวลชน, นักการเมือง)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผมขอเสนอว่า การทำให้การ &amp;quot;นำเสนอปัญหา-อภิปราย-เสนอข้อเรียกร้อง&amp;quot; เกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ตามหลักการประชาธิปไตย ให้เป็นเรื่อง &amp;quot;กระแสหลัก&amp;quot; (mainstream) ของสังคมให้ได้ คือ ให้มีการอภิปรายเรื่องนี้ตรง ๆ ในวงวิชาการ ในที่สัมมนา ในทางสื่อมวลชน นสพ. ทีวี และในวงการนักการเมือง เป็นภาระสำคัญที่สุด ของฝ่ายที่ต้องการประชาธิปไตยต้องการการเปลี่ยนแปลงในปัจจุบัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หากยังไม่มีการอภิปรายปัญหานี้อย่างเปิดเผย ตรงไปตรงมา และจริงจัง และไม่หาทางแก้ปัญหานี้อย่างสอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตย ก็มีโอกาสอย่างยิ่งที่ . . .&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเทศ ไทยจะมุ่งหน้าไปสู่การปะทะครั้งใหม่ ที่จะมีความรุนแรง ชนิดที่ทำให้เหตุการณ์ทีราชประสงค์เมื่อเร็วๆนี้ กลายเป็นเรื่อง &amp;quot;งานเลี้ยงปิคนิค&amp;quot; ไปได้
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ชื่อบทความเดิม : ครบรอบ 5 ปี วิกฤติประเทศไทยปัจจุบัน ประเด็นใจกลางตั้งแต่ต้นจนทุกวันนี้ 
ไม่เคยเปลี่ยน : จะจัดวางตำแหน่งแห่งที่ของสถาบันกษัตริย์ในสังคม- 
การเมืองไทยอย่างไร ?&lt;br /&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ที่มา &lt;a href=&quot;http://www.prachatai3.info/journal/2010/08/30639?utm_source=feedburner&amp;amp;utm_medium=feed&amp;amp;utm_campaign=Feed%3A+prachatai+(%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B9%84%E0%B8%97+Prachatai.com)&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;ประชาไท &lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/rethink/20100809/1817#comments</comments>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/324">Monarchy</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/284">politics</category>
 <pubDate>Mon, 09 Aug 2010 23:35:48 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">1817 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>ธงชัย วินิจจะกูล: &#039;สนทนาท่ามกลางภาวะฝุ่นตลบ’</title>
 <link>http://www.arayachon.org/rethink/20100801/1805</link>
 <description>&lt;p&gt;
วันที่ 28 ก.ค. 2553 สาขาวิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.)จัดเสวนาหัวข้อ ‘&lt;b&gt;สนทนากลางฝุ่นตลบหลังเดือนพฤษภา: ประเด็นและคำถามจากเหตุการณ์พฤษภาอำมหิต&lt;/b&gt;’ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;img src=&quot;/files/thongchai.jpg&quot; align=&quot;absmiddle&quot; height=&quot;300&quot; width=&quot;450&quot; /&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ภาพธงชัย เป็นผู้อภิปราย เมื่อ 28 ก.ค. 2553 ที่ มช. (ภาพจากประชาไท)
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
มี ศ.ดร.ธงชัย วินิจจะกูล นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ 
มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน เมดิสัน สหรัฐอเมริกา เป็นวิทยากร ที่ห้องประชุม 
ศ.ดร.มล.ตุ้ย ชุมสาย มช. 
รายละเอียดของการอภิปรายและเสวนา มีดังนี้ 
&lt;/p&gt;
&lt;center&gt;0 0 0&lt;/center&gt;
&lt;p&gt;
&lt;br /&gt;
เรื่องที่ผมจะพูด เริ่มมาจาก บก.หนังสือ “อ่าน” หลายคนคงรู้จักใช่ไหมครับ จะให้ผมช่วยเขียน แล้วจนหมดเวลาแล้ว คือสิ้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ผมสารภาพว่าเขียนไม่ออก คิดว่าเป็นอารมณ์ความรู้สึกเหมือนหลาย ๆ คนที่เขียนไม่ออก ไม่ใช่เพราะไม่มีอะไรจะพูด แต่เพราะมีเยอะเกินไป มันมีเยอะเกินไป แล้วไม่สามารถประมวลสิ่งที่มีอยู่ เรียบเรียงออกมาเป็นคำพูดและตัวหนังสือ มันสับสนปนเป
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ฉะนั้นตอนที่ผมรับทาง มช. ว่าจะคุย ผมก็คิดในใจว่า มาคุยในเรื่องที่เขียนไม่ออกนี่แหละ โดยที่ไม่ต้องคาดหวังด้วยซ้ำว่า จะฟังรู้เรื่องมากน้อยแค่ไหน คือเป็นทั้งการลองความคิดของตัวเอง ลองนึกถึงหนังสือ “อ่าน” ก็แล้วกันนะฮะ นั่นคือประเภทงานที่ผมจะพูดต่อ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะฉะนั้น มันมีเรื่องหลายเรื่องในหัวที่ควรจะคุยกัน แต่ขอไม่คุย ถ้าหากว่าจะคุยกันตอนมีเวลาหลังจากนี้ค่อยว่ากัน เช่น เหตุที่มาของปัญหา มีคนเขียน มีคนพูดถึงเยอะแยะแล้ว พูดกันอีกก็ได้ แต่ผมไม่ได้เตรียมเรื่องนี้ เหตุที่มาของปัญหามองในเชิงโครงสร้าง เช่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การเปลี่ยนแปลงชนบทไทย ความเปลี่ยนแปลงที่นำไปสู่ช่องทางการเมือง (แบบที่ชนชั้นนำของสังคมไทยไม่คิดว่า ประชาชนชั้นล่างจะมีความสามารถทำได้) แล้วเมื่อเขามีส่วนร่วมทางการเมืองด้วยการเลือกตั้ง ทำอีท่าจึงไหน จึงเกิดความขัดแย้งกับชนชั้นนำของไทยได้ เราจะได้ยินประเด็นนี้บ่อยใช่ไหมครับ นี่เป็นอีกเรื่องหนึ่งซึ่งคุยก็ได้ แต่ไม่ใช่ประเด็นที่ผมเตรียมไว้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเด็นต่อไปที่คิดว่าคุยได้ แต่ผมไม่ได้เตรียม กีมีเช่น ระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาวหลังจากนี้ มีประเด็นอะไรบ้างที่น่าคิด นี่อีกเหมือนกันแต่ละเรื่องเราคุยได้เป็นชั่วโมง แต่อย่างที่บอก ผมเชื่อว่า หลายท่านในทีนี้ ทั้งรู้มากกว่า และคุยได้ดีกว่า เพราะฉะนั้น ถ้าหลังจากนี้แล้ว จะเสนอออกมาจะคุยก็ได้ แต่หนึ่ง ผมไม่ได้เตรียม สองผมไม่คิดว่าผมรู้เรื่องพวกนี้ดี จะเป็นการคุยในเรื่องที่ผมไม่ได้เตรียมมา เอาแค่สองประเด็นนี้คุณก็เห็นแล้วว่าเรื่องมันเยอะขนาดไหน ที่จะต้องคิดและเรียบเรียงออกมา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่เรื่องที่ผมเตรียมมาและอยากคุยคือ เรื่องที่เป็นทั้งประสบการณ์และความสนใจที่ผมทำมาหลายปี หลายคนอาจจะพอรู้ ก็คือประเด็นที่ว่า&lt;b&gt; เราจะอยู่อย่างไรและจะจัดการอย่างไรกับประวัติศาสตร์ที่โหดร้าย&lt;/b&gt; นี่คือเรื่องที่ผมเตรียมมา หลายคนคงพอนึกออกนะครับ ทั้งในแง่ประสบการณ์ ในแง่ที่ว่าคิดกับมันมาสามสิบกว่าปีของชีวิต และเขียนมาบ้างก็คือ &lt;b&gt;เราจะ Deal (จัดการ) อย่างไรกับประวัติศาสตร์ 6 ตุลา&lt;/b&gt; วันนี้ผมไม่ได้มาพูดเรื่อง 6 ตุลา แต่ว่าอยู่ในประเด็นนะ ผมเรียกว่ามันเป็น “ประวัติศาสตร์ที่โหดร้าย” &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทั้งในความหมายที่ว่ามันเป็น Tragedy (โศกนาฏกรรม) ที่เกิดขึ้นจริง ทั้งในแง่ที่เป็นความทรงจำ หรือเป็นความร้าวลึกทางประวัติศาสตร์ที่มีปัญหากับสังคมไทย และสังคมไทยพยายามจัดการกับมันทั้งสำเร็จ และไม่สำเร็จไปในแง่ต่าง ๆ กัน ผมพยายามเอาบทเรียน ประสบการณ์ที่เคยคิดกับเรื่องนี้ มาคิดกับสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อเดือนพฤษภาที่ผ่านมา ซึ่งยังสดๆอยู่ ต่างกับที่ผมคิดกับเรื่อง 6 ตุลา ซึ่งผมเริ่มลงมือคิด ลงมือเขียนหลังจากมันผ่านมาแล้วประมาณ 20 ปี และคิดกับมันต่อมาตลอด 10 กว่าปีที่ผ่านมา เพราะฉะนั้นผมจะพูดเรื่องนี้&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;br /&gt;
นิยาม ‘ภาวะฝุ่นตลบ’&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เวลาเราตั้งหัวข้อ ผมจึงตั้งว่า “สนทนาท่ามกลางภาวะฝุ่นตลบ” ผมจะเริ่มเลยว่า “ฝุ่นตลบ” แปลว่าอะไร จากนั้นผมมีอยู่ด้วย 4-5 ประเด็นใหญ่ๆ ว่า เราจะอยู่และเราจะ deal อย่างไร คือจะจัดการอย่างไรกับสภาวะฝุ่นตลบและคงอีกไม่นานจะเริ่มลงตัว และจะลงตัวแบบที่หลายคนคงไม่อยากจะให้มันลง อย่างนั้น เราจะสู้กับมันอย่างไร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พูดกันอย่างเปิดเผยไม่ต้องปิดบังกันหรอกว่า (ถ้าหาก)ใครในที่นี้เกลียดเสื้อแดงหนักหนา คุณก็จะเจอว่า “ภาวะ ฝุ่นตลบ” ที่มันลงตัวในอีกไม่นานนักนี้ จะเป็นภาวะที่คนเกลียดเสื้อแดงอาจจะพอใจ แต่สำหรับคนอย่างผม สำหรับคนอีกหลายๆ คนในที่นี้ อาจไม่ได้เชียร์เสื้อแดงหนักหนา แต่มีความเห็นอกเห็นใจอยู่ ก็จะรู้ว่าเป็นภาวะที่เริ่มลงตัวแบบที่ไม่น่าพอใจ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
และบทเรียนจากกรณี 6 ตุลาคือเรื่องแบบนี้เราสู้กันมาเป็นสิบๆ ปี และไม่รับประกันนะว่าจะชนะ อย่างน้อยที่สุดก็คือคนรุ่นผม เอาเป็นว่าผมและเพื่อนหลายๆ คน เราอยู่กับมันมา 30 ปีแล้ว มันไม่ง่าย และเผลอๆ เราก็อยู่กับมันตลอดจนเกษียณ จนตาย และที่แน่ๆ คือเราตายไปแล้ว สังคมไทยก็ยังอยู่กับมันแบบนั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
4-5 ประเด็นที่จะพูดถึงก็คือว่า “สังคมไทยจัดการกับเรื่องโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้น (อย่างไร)แบบไหน” สังคมไทยมีวิธี มีค่านิยม มีรากฐานทางภูมิปัญญา ที่จัดการกับเรื่องโศกนาฏกรรมอย่างที่เกิดขึ้นอย่างไรบ้าง และเราก็ดูกันว่า อะไรที่น่าพิสมัยหรือไม่น่าพิสมัย อะไรที่เราพอจะสู้ อะไรที่พอจัดการกับมันได้ให้ดีที่สุดเท่าที่คนที่ตกเป็นเหยื่อ คนที่เป็นฝ่ายถูกกระทำในเหตุการณ์ที่ผ่านมา พอจะอยู่กับมันได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่าเรียกว่าพึงพอใจเลย และจะสู้กับมันอย่างไร นี่คือประเด็นที่ผมจะคุย หวังว่าจะใช้เวลาไม่มากจนเกินไป และหลังจากนั้น จะคุยกันต่อเรื่องนี้หรือจะเปลี่ยนประเด็นเป็นเรื่องอื่น ก็ตามใจ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“ภาวะฝุ่นตลบ” ก็คือ ภาวะหลังเหตุการณ์ซึ่งมันซับซ้อนและที่สำคัญมากมันเป็น “โศกนาฏกรรม” คือ Tragedy เมื่อมันเสร็จสิ้นลงไป เป็นปกติเลยไม่ว่าสังคมไหนหรือที่ไหน จะเต็มไปด้วยเรื่องราว คำอธิบาย จะเต็มไปด้วย Fact หรือข้อเท็จจริงจำนวนมากที่ไม่ลงตัว ฝุ่นตลบของผมหมายความว่าแบบนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ยกตัวอย่างในกรณีปัจจุบัน ในกรณีที่เพิ่งเกิดขึ้นนี้ เราได้ยินเรื่องตั้งเยอะ ซึ่งตอบไม่ได้ หรือไม่มีทางกระจ่างได้ง่ายๆ และคนส่วนใหญ่โดยปกติในสังคม จะคาดหวังว่าจะทำความกระจ่างได้สักวันน่ะ แต่บทเรียนจากเหตุการณ์จำนวนมากในโลกรวมถึงในเมืองไทยเองนี้ ให้อีก 50 ปีหลายเรื่อง ก็ไม่กระจ่าง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คนที่เรียนประวัติศาสตร์จะรู้ว่า ผ่านไปอีกหลายสิบปี เป็นร้อยปี ความรู้ประวัติศาสตร์ไม่ใช่ความรู้ที่เป็นนักสืบและจัดการ Fact อย่างลงตัว ไม่มีหรอกครับ ความรู้หลายอย่างจะไม่ลงตัวไปอีกนาน ภาวะไม่ลงตัวเหล่านั้นสำหรับคนบางคนเขาพอใจที่ไม่ให้ลงตัวอย่างนั้น สำหรับหลายคนจะอึดอัด แล้วแต่ว่าคุณเป็นผู้กระทำ หรือผู้ถูกกระทำในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในกรณีปัจจุบันยกตัวอย่างเช่น ผมเชื่อว่ามีความพยายามอธิบายเรื่องคนเสื้อดำ และความสัมพันธ์ระหว่างคนเสื้อดำกับแกนนำ กับทหาร กับกองทัพ ผมเชื่อว่าเถียงไปอีกนานก็เผลอๆ สรุปไม่ได้ “สรุปไม่ได้” นี่ผมไม่ได้หมายถึงคณะกรรมการของรัฐบาลสรุปไม่ได้นะครับ เขาสรุปได้อยู่แล้วล่ะ แต่เขาสรุปอย่างที่เขาสรุป ไม่ได้แปลว่าสังคมจะต้องสรุปอย่างเดียวกัน ผมพูดในแง่นี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เรื่องการใช้อาวุธ กระทั่งยกตัวอย่างย้อนกลับไป 6 ตุลา แม้เรื่องการแสดงละคร ปัจจุบันคนจำนวนมาก ก็ยังเชื่ออยู่ใช่ไหมครับว่า รูปภาพการแสดงละครตอน 6 ตุลาแต่งรูป เรียนด้วยความซื่อสัตย์ ในฐานะที่ทำวิจัย รูปนั้นเผลอ ๆ ไม่ได้แต่งครับ ผมคิดว่าไม่ได้แต่ง เป็นความบังเอิญ ซึ่งไม่รู้จะเรียกว่าอย่างไรดี แต่พอพูดแบบนี้หลายคนอาจไม่เชื่อ ถ้าอย่างนั้น ถ้าผมบอกว่าแต่งก็ได้ ก็จะมีคนจำนวนหนึ่งไม่น้อยในสังคม ไม่เชื่อ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ปัญหาว่าเกิดอะไรขึ้นในการยิงกันตรงใต้สะพานตรงพหลโยธิน (หมายเหตุ - กรณี ที่มีการถกเถียงกันว่าทหารถูกยิงหรือยิงกันเอง เมื่อ 28 เม.ย. 2553 ที่ถนนพหลโยธิน ใต้ทางด่วนดอนเมืองโทรลเวย์ อนุสรณ์สถานแห่งชาติ ดอนเมือง) ยิงกันเอง จบ หลายคนคงเชื่ออย่างนั้น ผมก็เชื่ออย่างนั้น ผมว่ารัฐบาล (คงจะ)ทำให้เรื่องออกมาไม่เป็นแบบนั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตกลงยิงคนตรงวัดปทุมวนารามแนวราบหรือแนวบน ยิงจากที่สูงหรือที่ราบ ผมไม่แน่ใจว่า เรื่องพวกนี้จะสรุปได้ สำหรับคนในภาวะที่แตกเป็นขั้ว ต้องบอกว่าต่างฝ่ายต่างสรุปได้ทั้งนั้น นี่พยายามพูดอย่างไม่ใช่เพื่อความเป็นกลางนะ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมคือ “ภาวะฝุ่นตลบ” คือภาวะที่มีเรื่องราวจำนวนมากที่สังคมตกลงไม่ได้หรอก และความคิดที่ว่าเออน่า นักประวัติศาสตร์เอย กรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเอย สืบสวนไปแล้วจะเจอ fact จำนวนหนึ่งซึ่งสามารถ Conclusive (เป็นข้อสรุป) ผมว่าไม่ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่ในภาวะที่ฝุ่นตลบ เต็มไปด้วยเรื่องราวทั้งหลาย หรืออีกเรื่องก็ได้ที่กำลังฮิตกันอยู่ ผมฟังบ้างไม่ฟังบ้าง ... ตกลงคุณจะด่าแกนนำดีไหม เขาตัดสินใจถูกและผิด เพราะอะไรบ้าง เงื่อนไขอะไรบ้าง ความพลาดอยู่ตรงไหน บางคนก็รู้ดีว่าแหมมันต้องเป็นอย่างนี้แต่ต้น บ้างก็ว่าไม่รู้ว่ามันจะมีการพลิกผันอย่างนู้นอย่างนี้ ก็ว่าไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผมคิดว่าเรื่องพวกนี้เผลอๆ สรุปไม่ได้ ผมพูดอีกครั้งนะฮะสรุปไม่ได้นี่ไม่ได้หมายถึงความเชื่อของแต่ละคน แต่ละคนอาจสรุปได้ก็ได้ แต่ผมหมายถึงว่า โดยรวมๆ ของสังคมสรุปได้ไหม ผมว่ายาก ต่อให้คณะกรรมการที่รัฐบาลตั้งขึ้นมาสรุป คนจำนวนไม่น้อยก็จะยังไม่เชื่อ ผมก็ไม่เชื่อ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แล้วจะอยู่อย่างไรกับเหตุการณ์ที่เป็นโศกนาฏกรรมที่สรุปไม่ได้ หมายความว่า สังคมนั้นจะไม่ยอมสรุป ไม่สร้าง Value (การ ประเมินคุณค่า) ไม่สร้างบทเรียน ไม่สร้างอะไรเลยหรือ ตรงข้ามฮะ ทุกสังคม ทั้งๆ ที่ Fact เหล่านั้นสรุปไม่ได้เนี่ย (ต่างพากัน)สรุปบทเรียนกันเป็นประจำ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เราชอบบอกว่าเราไม่สรุปบทเรียนในอดีต ไม่จริงนะครับ เราสรุปกันมากเหลือเกิน คือต่างคนต่างสรุป เราสรุปเข้าข้างตนเอง สรุปเข้าข้างคนมีอำนาจ สรุปเข้าข้างปัจจัยจำนวนหนึ่งที่ทำให้ดูเหมือนสรุปได้ เพราะว่ามนุษย์เรา ทนไม่ได้หรอกครับ ที่เรื่องที่ร้ายแรงขนาดนั้น จะไม่ลงตัว มนุษย์เรามีสภาวะอย่างหนึ่งก็คือ ต้องการพยายามเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้น อย่างเป็นเหตุเป็นผล ทั้งที่ความเป็นจริงหลายเรื่องไม่ค่อยเป็นเหตุเป็นผลเท่าไหร่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทั้ง ๆ ที่ Fact จำนวนมหาศาลไม่ลงตัว คนเราอึดอัด พวกเราแต่ละคนลองนึกถึงเหตุการณ์ที่ถือว่าร้าย หรือถือว่าเศร้าสำหรับชีวิตเรา เราทนได้ไหมที่จะอยู่กับมันโดยที่ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นแน่ๆ ตกลงไม่รู้ใครถูกใครผิด เราทนไม่ไหวหรอก สุดท้ายต่างคนต่างสรุปไปตามที่ตัวเองต้องการ ผมไม่ได้บอกว่าทุกคนผิดหมดด้วยนะ แต่นี่ผมกำลังอธิบายปรากฏการณ์ (ของมนุษย์กับ) สังคม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เอาใหม่นะครับ แทนที่จะบอกว่า Fact ต่างๆ ที่ไม่ลงตัว สังคมสรุปไม่ได้ใช่ไหม ไม่จริง สังคมสรุปอยู่เป็นประจำ แต่กลับไม่ได้แปลว่าเพราะข้อเท็จจริงต่างๆ ลงตัว แต่สรุปด้วยอำนาจ สรุปด้วยอำนาจของคณะกรรมการ สรุปด้วยอำนาจของรัฐบาล สรุปด้วยอำนาจของประวัติศาสตร์ สรุปด้วยอำนาจของนักเขียนหนังสือ สรุปด้วยสื่อมวลชน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สรุปด้วยอำนาจสารพัดชนิด เพื่อจะได้ลงตัวตามที่มุมมองของคนเหล่านั้นมีอยู่ ทั้งที่ข้อเท็จจริงจากเรื่องนี้อาจไม่ได้เป็นไปตามนั้น แต่สังคมจะต้องพยายามทำให้มันลงตัว ตกลงใครเผาเซ็นทรัลเวิลด์ ผมว่าสุดท้ายหาไม่เจอ (หรือเจอตามที่อำนาจต้องการให้เจอ) ตกลงใครเผาบิ๊กซี ตั้งกี่ชั่วโมงหลังจากสลายการชุมนุมไปแล้ว คนสลายไปเรียบร้อยทำไมบิ๊กซีเพิ่งโดนเผา ภาวะฝุ่นตลบคือภาวะนี้ และภาวะฝุ่นที่จะหายตลบคือภาวะที่ผมเพิ่งบอกไป คือสุดท้ายจะมีการสรุป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ไม่ใช่เพราะได้ข้อเท็จจริงที่ลงตัว แต่เพราะคนเราทนไม่ได้ที่จะอยู่อย่างอึดอัด โดยที่ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น มันก็ต้องสรุปสักอย่าง จึงใช้ปัจจัยที่ไม่ใช่ข้อเท็จจริงของตัวเหตุการณ์มาช่วยสรุป ส่วนใหญ่คือการใช้อำนาจสื่อ ใช้อำนาจรัฐ ใช้อำนาจนักวิชาการ ใช้อำนาจอะไรก็แล้วแต่ ที่ช่วยทำให้มันลงตัว ทั้งที่พอเราใช้ปัจจัยเหล่านั้นมา เท่ากับว่าคนจำนวนไม่น้อยที่ไม่เห็นด้วย กับข้อสรุปเหล่านั้นก็อยู่อย่างอึดๆ อัดๆ ไปอีกนานในชีวิต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพื่อนฝูงผมหลายคนจากรุ่น 6 ตุลา ถามว่ามีข้อสรุปอะไร สุดท้ายก็ยังอึดอัด ตอน 20 ปี 6 ตุลา เราจัดนิทรรศการว่าเกิดอะไรขึ้น ตอนตี 5 ของวัน(จะเปิดนิทรรศการ)นั้น เราตัดสินใจงถอดรูปหนึ่งออก เพราะขืนไม่ถอด เดี๋ยวยุ่งอีก เดี๋ยวโดนมาตรา 112 เท่ากับว่าคนที่ไปดูนิทรรศการ ไม่เห็นทุกอย่างที่เราต้องการจะพูด เท่ากับการจัดนิทรรศการ 20 ปี 6 ตุลาเราพูดไม่หมด เพราะขืนพูดหมดก็ (หยุดพูด) เอาเป็นว่า พูดไม่หมดก็ต้องอยู่ไป ต้องพูดไม่ออก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“ภาวะที่ฝุ่นตลบแล้วไม่ลงตัว” จะเกิดเรื่องต่างๆ ที่ขัดแย้งกัน หลายประเด็นที่ผมจะพูดในวันนี้ ผมบอกคุณก่อนเลยว่า ... ถ้านักศึกษาหรือเพื่อนอาจารย์ที่อยู่ในทีนี้ อยากจะลองคิดนะ ผมเจอว่า การใช้เหตุใช้ผลล้วนๆ หลายอย่างใช้ได้แค่ขั้นหนึ่ง หมายถึงการพยายามเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้น ใช้เหตุ ใช้ผล เถียงด้วยเหตุด้วยผลทั้งหลาย เถียงกันได้แค่ขั้นหนึ่ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สุดท้ายผมใช้วรรณคดี ใช้วรรณกรรม อ่านหนังสือ อ่านเรื่องนั้นเรื่องนี้แล้วพยายามนึก ใช้จินตนาการว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะว่างานเขียน หรืองานที่ช่วยให้เราคิดในเชิงที่เข้าใจโศกนาฏกรรมที่ดี ไม่ใช่งานทางสังคมศาสตร์ ไม่ใช่รัฐศาสตร์ บางครั้งเท่านั้นที่เป็นประวัติศาสตร์ งานที่ช่วยให้เราจัดการกับโศกนาฏกรรมได้ดี หมายถึงช่วยให้เรารู้จักคิด คือพวกหนัง วรรณกรรม วรรณคดี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“โศกนาฏกรรม” ที่ผมใช้หลายครั้งหมายถึงอะไร ผมใช้คำ “โศก นาฏกรรม” ในความหมายของพวกวรรณคดี ไม่ใช่แต่เพียงเรื่องของการที่มีคนตายกี่คน มีความทุกข์ยากขนาดไหน นั่นเป็น “โศกนาฏกรรม” ในความเข้าใจทั่วไป ซึ่งไม่ผิด ผมก็ใช้ในความหมายนั้นด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่ “โศกนาฏกรรม” ในความหมายของวรรณคดีกว้างกว่านั้น คือวรรณคดีประเภทหนึ่งคือ “โศกนาฏกรรม” หรือ “Tragedy” ในความหมายว่า ภาวะที่มนุษย์นี้ ไม่ว่าคุณทำอะไรก็มีความสูญเสีย ไม่ว่าคุณตัดสินใจอย่างไรก็มีคนเจ็บตัว ไม่ว่าเกิดอะไรขึ้นมันมีด้านเสียซึ่ง Costly ราคาแพง ไม่ว่าแพ้หรือชนะก็หัวเราะไม่ออก &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ภาวะโศกนาฏกรรมทางวรรณคดีหรือภาวะที่มนุษย์เจอ Dilemma เจอภาวะที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก(อย่างรุนแรงต่ออารมณ์ความรู้สึก) ต้องตัดสิน ต้องทำอะไรบางอย่าง แต่ไม่ว่าทำอะไรลงไป มันไม่มีแต่ด้านดี นี่ผมถึงบอกว่าผมใช้วรรณคดีเพื่อคิดถึงเรื่องพวกนี้ เพราะ...ช่วยให้เราคิดเรื่องพวกนี้อาจจะดีกว่าตำราสังคมศาสตร์ใด ๆ ทั้งสิ้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;ฝุ่นหายตลบโดยรัฐ&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฝุ่นจะหายตลบได้อย่างไรบ้าง หนึ่ง เรามักกล่าวกันว่า “ผู้ชนะเป็นผู้เขียนประวัติศาสตร์” มันไม่ง่ายแค่นั้นหรอกครับ ไม่จริง จริงเป็นเพียงบางส่วน นั่นเป็นความเข้าใจง่าย ๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คนชนะเขียนประวัติศาสตร์ บ่อยครั้งเป็นแบบนั้น บ่อยครั้งไม่ใช่ หมายความว่าคนแพ้เขียนประวัติศาสตร์ด้วยหรือ คนแพ้ก็ไม่ค่อยได้เขียนหรอกครับ (แต่)สังคมที่คลี่คลายไปเขียนประวัติศาสตร์ ผู้ชนะเขียนประวัติศาสตร์ระยะสั้น เช่น รัฐบาล เขียนอยู่ตอนนี้ ศอฉ. เขียนอยู่ตอนนี้ เวลาผ่านล่วงเลยไป ความทรงจำที่จะมีต่อเหตุการณ์โศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นจะค่อยๆ เปลี่ยนไป ตามเกณฑ์คุณค่า ตามบรรทัดฐานของสังคมที่เปลี่ยนไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ยกตัวอย่างกลับไปที่ 6 ตุลา เพราะเกิดนานแล้ว หลัง 6 ตุลาใหม่ๆ การประชุมอย่างนี้จัดไม่ได้ รายละเอียดมันมีเยอะ เพราะว่าความขัดแย้งตอนนั้นเป็นความขัดแย้งในเมือง เป็นความขัดแย้งที่เกิดในหมู่ปัญญาชน ในมหาวิทยาลัยจึงเป็นเป้าหมาย จัดไม่ได้ จะคุยกันต้องลงใต้ดิน ตอนนี้ไม่ใช่เพราะว่าการปราบปรามครั้งที่ผ่านมาเบากว่า 6 ตุลา แต่เพราะว่าแนวหน้าของการปะทะไม่ได้อยู่ในมหาวิทยาลัย เพราะฉะนั้นตอนนี้คนที่คุยไม่ได้หมายถึงคนที่อยู่ตามรอบๆ เชียงใหม่ ไม่ใช่มหาวิทยาลัย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เอาใหม่นะ ผมไม่ได้บอกว่า ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นครั้งนี้ หรือความรุนแรงที่เกิดขึ้นครั้งนี้เบากว่า 6 ตุลา เพียงแต่มันเกิดคนละที่ แนวหน้าของความขัดแย้งไม่ได้อยู่ในมหาวิทยาลัย เราจึงยังคุยในมหาวิทยาลัยได้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่คนที่ต้องหลบๆ ซ่อนๆ และเสี่ยงต่อการถูกจับอยู่รอบๆ เชียงใหม่ อยู่ขอนแก่น อุดรธานี อุบลราชธานี หรืออีกหลายๆ แห่ง คนเหล่านั้นยังหลบๆ ซ่อนๆ เพราะถูกตามล่าตามจับ อย่างพวกเราอาจจะโดนก็ได้นะ เดี๋ยวอาจจะโผล่มา แต่เราพอรู้ว่าเราจัดคุยแบบนี้ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลับไปที่เหตุการณ์ 6 ตุลา หลังจากนั้น 2-3 เดือน บรรดาคนที่เห็นอกเห็นใจฝ่ายนักศึกษาที่ถูกปราบปราม คุยอย่างนี้ไม่ได้นะ ต้องหลบๆ ซ่อนๆ ต้องเข้าป่า ประมาณ 3 เดือน คนที่มีส่วนในการฆ่ายังร่าเริง ยังแสดงความดีอกดีใจ จากการที่รักษาประเทศชาติไว้ได้สำเร็จ ด้วยการฆ่าคอมมิวนิสต์ ถึงประมาณธันวาคมหรืออาจจะเลย(ไปอีก)นิดหน่อย เช็คในหนังสือพิมพ์ได้เลย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีปัจจัยหลายอย่างที่จะไม่กล่าวในที่นี้ว่าความร่าเริงจากการปราบปรามได้ สำเร็จถึงได้ปรับไป เอาเป็นว่ารวมๆ ก็คือทุกอย่างปรับตัว มันเปลี่ยนตลอดเวลา รวมทั้งอารมณ์ของคนหลัง 6 ตุลาก็เริ่มเปลี่ยน รวมทั้งความล้มเหลวของรัฐบาลธานินทร์ (กรัยวิเชียร) คนเริ่มวิจารณ์รัฐบาลธานินทร์มากขึ้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การพูดเรื่อง 6 ตุลาก็เป็นไปได้มากขึ้น รวมทั้งข่าวสารรูปภาพจากต่างประเทศเริ่มไหลกลับเข้ามา ตอนนั้นไม่มีรูปเยอะอย่างยุคนี้นะ ยุคนี้รูปเยอะมาก ตอนนั้นไม่มีอะไรเลย กว่ารูปจะกลับเข้ามาได้ใช้เวลา 3 เดือน รูปแรกที่ออกสู่สาธารณะในไทย เกิดขึ้นหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาแล้ว 6 เดือน ออกปุ๊บหนังสือเล่มนั้นถูกปิดทันที แต่ทุกอย่างเปลี่ยน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในประเด็นนี้ ไม่ต้องการจะบอกว่า ผู้ชนะไม่ใช่คนเขียนประวัติศาสตร์เสมอไป ผู้ชนะเป็นเพียงแค่คนมีอำนาจ และมีอิทธิพล ที่พยายามเขียนประวัติศาสตร์แบบที่เขาต้องการ แต่เขาไม่ได้กุมอำนาจไปตลอดหรอก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
.... ไม่มีทางที่เขาจะกุมการเขียนประวัติศาสตร์ได้ตลอดไป ทุกอย่างเปลี่ยน ทำไมเมื่อ 20 ปี หลัง 6 ตุลา สามารถจัดงานรำลึกได้ เพราะกระแสเรื่องสิทธิมนุษยชน เพราะอีกหลายเรื่องมันเปลี่ยนไปแล้ว เราจึงสามารถพูดได้ว่าอย่ามาทำร้ายคนเพราะเพียงแค่คิดต่างนะ ลองไปพูดแบบนี้เมื่อเดือนตุลาคม ถึง ธันวาคมปี 2519 สิ พูดไม่ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ใครที่ชอบหาว่า (ผม) หมกมุ่นกับ 6 ตุลา (ถูก 6 ตุลาหลอกหลอน) ถ้าผมหมกมุ่น ผมไปนั่งคุยกับกระทิงแดงไม่ได้หรอกครับ (ผมทำ)งานวิจัยก็ต้องคุยกับพวกเขา (ผมรู้สึกสงบ)ทำใจได้แล้วจึงกลับไปคุย(กับพวกเขาได้เพือผลทางปัญญา) เราจะรู้ว่าพวกเขาก็เปลี่ยนความคิด ไม่ได้เปลี่ยนกลับกลายเป็นเห็นใจนักศึกษานะ ไม่มีทาง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เขายังเชื่อว่าเขาทำถูก แต่คำอธิบายของเขาเปลี่ยนไป เจอคนที่ทำงานกับ พล.ต.จำลอง (ศรีเมือง) ทำงานกับสายข่าว ทบ. ความคิดเปลี่ยนไปมหาศาล เขาไปเรียนหนังสือเพิ่ม เขาอยู่กับมหาวิทยาลัย เขาเรียนปริญญาโท เขาอธิบายใหม่ เขาไม่ยอมรับว่าเขาผิด แต่เขาอธิบายความเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครั้ง 6 ตุลา เปลี่ยนไปจากเดิม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เหตุการณ์เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ผู้ชนะจะไม่ใช่คนเขียนประวัติศาสตร์ตลอดไป เขาอาจจะเขียนอีกสักไม่กี่เดือน และในภาวะปัจจุบัน ... อาจจะสั้นกว่าสามเดือนก็ได้ อาจจะยาวกว่าสามเดือนก็ได้ หรือระยะเวลาอาจจะไม่ใช่ปัจจัยไม่สำคัญ แต่...เขาจะกำหนดการเขียนประวัติศาสตร์หรือการเล่าเรื่อง (ไม่ตลอดไป)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หรือพูดง่ายๆ หรือพูดในภาษาผมตั้งแต่ต้นคือว่า ฝ่ายที่มีอำนาจจะเป็นผู้กำหนดให้ฝุ่นหายตลบแบบใด อาจไม่ง่ายแบบ 6 ตุลาก็ได้ แน่นอนมันขึ้นอยู่กับเราด้วย ... คือขึ้นอยู่กับคนอื่นด้วยว่าจะมีปากมีเสียงทำให้ฝุ่นตลบนานขึ้นอีก เพราะไม่ยอมให้อำนาจของรัฐกำหนดเรื่อง หรือกลับพอจะมีอำนาจจนทำให้การใช้อำนาจรัฐกำหนดเรื่องได้ง่ายๆ มันเป็นไปไม่ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขอ Footnote (เชิงอรรถ) นิดหนึ่งว่า ทำไมผมถึงมาคุยเรื่อง Memory (ความทรงจำ) หลายคนอาจบอกว่าไม่ใช่เรื่องสำคัญ เพราะกำลังจะรบจะรากันอยู่แล้ว อันนี้ก็ขออภัยนะครับ เผอิญสำหรับผมเรื่องนี้สำคัญ และสำคัญยาวด้วย ถ้าพูดกันในแง่เพียงแค่ว่าคนตายจะเขาได้รับการแก้แค้นไหม สำหรับผมการแก้แค้นยาวนะครับ มันไม่สั้นๆ ตายแล้วเรียกคืนไม่ได้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่ในเวลาอนาคต เขาตายแบบไหน แล้วสังคมจะจดจำเขาแบบไหนอันนั้นต่างหากสำคัญ ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ แล้วการจดจำ และ Story ที่เกี่ยวกับโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นมันไปคู่กับการเปลี่ยนแปลงสังคม ไปคู่กันแปลว่า มันมีผลต่อการเปลี่ยนสังคม และการเปลี่ยนสังคมมีผลต่อ Story ที่จดจำ มันไปด้วยกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หรือพูดอีกอย่างก็ได้ ฟังดูแล้วอาจจะเว่อไปหน่อยนะ แล้วอาจจะไม่เข้าใจก็ไม่เป็นไร คุณก็ค่อยๆ คิด มันเป็นแนวรบหนึ่ง ผมถึงบอกว่า ถ้าวันนี้คุยเรื่องสถานการณ์ก็ได้แต่ขอหลังจากนั้น วันนี้ผมขอคุยถึงแนวรบที่ปกติคนไม่คิดกัน ก็คือแนวรบอันนี้ นั่นคือข้อที่หนึ่งว่า สังคมไทยใช้อำนาจแน่ แต่อำนาจในการกำหนดเรื่องให้ฝุ่นหายตลบไม่ได้อยู่กับคนที่ มีอำนาจฝ่ายเดียวอยู่ตลอดไป เพราะอำนาจไม่อยู่ในมือใครเป็นเวลานาน และสังคมเปลี่ยน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผมอยากจะเชื่อว่า พูดภาษาวิทยาศาสตร์สักนิดหนึ่ง Rate (อัตรา) ในการเปลี่ยน ที่จะมีผลต่อการทรงจำเหตุการณ์เดือนพฤษภาที่ผ่านมา ผมเชื่อว่าจะใช้เวลาสั้นกว่า 6 ตุลาเยอะ แต่มันขึ้นอยู่กับคนที่ไม่เห็นด้วยกับฝุ่นหายตลบแบบรัฐบาล ขึ้นอยู่กับเรื่องนั้นด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;ฝุ่นหายตลบแบบ ‘1984’&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อันที่สอง อำนาจในการทำให้ฝุ่นหายตลบคืออะไร อันนี้ผมเรียนรู้จากหนังสือฝรั่ง 1984 ของจอร์จ ออร์เวลล์ (George Orwell) สิ่งที่เกิดขึ้นในเมืองไทยตอนนี้ ผมนึกไม่ถึงนะครับ แต่ว่ามันเกิดขึ้นจริง ๆ 1984 เป็นเรื่องที่ว่าด้วยสังคมเผด็จการแบบเบ็ดเสร็จ เวลาเผด็จการแบบเบ็ดเสร็จใน 1984 เนี่ย มันไม่ใช่เพียงแค่การเอาปืนหรือการใช้ตำรวจไปจับ อันนั้นมันเถื่อนไปหน่อย ในความเป็นจริงสังคมต่างๆ เกิดขึ้นแบบนั้นหลายแห่ง และมันไม่ใช่เป็นเผด็จการแบบใน 1984 เป๊ะๆ หรอก เพราะนั่นคือในนิยาย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่สิ่งที่ 1984 ต้องการจะเน้น เน้นจนอาจจะเว่อ คือไม่มีในความเป็นจริง แต่เพื่อให้เราคิด ก็คือการใช้อำนาจกำราบปราบปราม(ความคิด) ไม่ใช่เพียงแค่จับคนขังเข้าคุก...ซึ่งคือความเป็นจริงที่เกิดขึ้น แต่ 1984 ข้ามตรงนั้นไป แล้วกลับสนใจการใช้อำนาจบังคับบงการความจำและความรู้ของคน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผมไม่รู้ว่าควรจะดีใจไหมว่าสังคมไทย มันไม่ได้เป็นขนาด 1984 ของ จอร์จ ออร์เวลล์ เพราะว่ามันยากที่สังคมไหนจะเป็นขนาดนั้น แต่ผมกลับคิดว่ามันน่าเสียใจ น่าห่วง ผมไม่เคยนึกว่าสังคมไทยจะมีส่วนหลายๆ อย่างที่ทำให้ผมคิดถึง 1984 แล้วผมคิดว่าทุกวันนี้มันเป็นแล้ว สำหรับคนที่เป็นนักข่าว ใส่ไปเลยก็ได้ว่า ธงชัยบอกว่าสังคมไทยทำอย่างกับตัวเองเป็น 1984 … ใช่!&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าเราไม่คิดว่ามันจะเหมือนกันเป๊ะ เพราะไม่มีทางเหมือนกันเป๊ะ เพราะนั่นคือนิยาย ไม่เหมือนกันตั้งหลายอย่าง รวมทั้งการจับคนเข้าคุก และใช้อาวุธยังมีอยู่ ซึ่งใน 1984 เขาไม่ใช้วิธีเถื่อนๆ แบบนั้นแล้ว ความเป็นจริงเถื่อนกว่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเด็นใหญ่ที่หนังสือเล่มนี้พยายามจะบอกคือการควบคุมบงการความคิด เรื่องง่ายๆ ที่เราเห็นอยู่บนหน้าหนังสือพิมพ์เนี่ยมันก็น่าเกลียดพอแล้ว ในความเป็นจริงมันลึกซึ้งกว่านั้น เช่นการไล่ล่าแม่มดอย่างที่มติชนเขา(เรียก) การลงโทษเด็กนักเรียนที่เชียงราย หรือการลงโทษคนที่เล่นในรายการอะไรนะ (นิ่งนึก)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“มาร์คเด็ก” น่ะครับ (หมายเหตุ - หมายถึง วิทวัส ท้าวคำลือ หรือ มาร์ค V11 หนึ่งในผู้เข้าแข่งขันในรายการประกวดร้องเพลง True Academy Fantasia Season 7) พวกนั้นคือวิธีจัดการกับ “Thought crime” นี่เป็นศัพท์ของ 1984 “อาชญากรรมทางความคิด”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
...มันเหลือเชื่อ... ปีสองปีก่อน บางคนอาจจะเคยได้ยินข่าว คือผมพยายาม Campaign(รณรงค์) เรื่อง...กฎหมายหมิ่น เพราะกฎหมายหมิ่นเป็นเรื่องที่แย่ที่สุดเรื่องหนึ่งของ Thought crime ตอนนี้มันยิ่งกว่านั้นแล้วล่ะ มันไม่ใช่แค่กฎหมายหมิ่นแล้วนะ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นี่คือประเด็นที่สองที่อยากจะพูด การจัดการกับความรู้ความทรงจำที่ตัวเองไม่เห็นด้วยในฐานะที่มันเป็น Thought crime สังคมในโลกนี้เนี่ย ประเทศที่มันศิวิไลซ์ มีระดับความเจริญ อย่างเมืองไทย ไม่มีที่ไหนเขา deal กับ Thought crime อย่างนี้หรอก ถ้าคุณยังคิดถึงเกาหลีเหนือ ถึงอะไรก็ว่าไป แต่ในประเทศขนาดเมืองไทย เขาไม่จัดการกับ Thoughtcrime แบบนี้ แต่เมืองไทยทำ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีหลายอย่างใน 1984 ที่ทำให้เราเรียนรู้การจัดการกับ Thought crime แบบที่เรานึกไม่ถึง ...ยกตัวอย่างเช่น มีศัพท์คำหนึ่งของออร์เวลล์ในเล่มนี้ คือเขาเรียก “Doublespeak” ผมไม่ทราบว่าฉบับแปลของคุณรัศมี (เผ่าเหลืองทอง) แปลว่าอะไร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Doublespeak ถ้า แปลเป็นไทยที่ใกล้ ก็ต้องบอกว่าเป็น &amp;quot;ลิ้นสองแฉก&amp;quot; ก็ยังไม่เชิงนะ แต่ทำนองนั้น &amp;quot;ปากว่าตาขยิบ&amp;quot; ทำนองนั้น พูดอย่างใจอย่าง ทำนองนั้น แต่ Doublespeak ความหมายที่มันโหดร้ายกว่านั้นก็คือว่า ในการพูดซึ่งดูเหมือนจะตีความได้อย่างเดียว มันหมายความได้ตรงข้ามกัน แล้วไอ้คนพูดไม่ใช่แกล้งนะ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พูดง่ายๆ ว่าไม่ใช่อภิสิทธิ์พูดว่าต้องปรองดอง แล้วข้างหลังทำอย่างนี้ (เอานิ้วไขว้กันอยู่ข้างหลัง ซึ่งในวัฒนธรรมตะวันตกหมายความว่าตั้งใจและรู้ต้วว่ากำลังพูดปด) คือตัวเองไม่ซื่อสัตย์ ไม่จริงใจ แอบทำอย่างนี้ไว้ แต่กลายเป็นว่า ผมคิดว่าเขาไม่ได้ทำอย่างนี้เลย เขาเชื่อสิ่งที่เขาพูด เขาเชื่ออย่างนั้นจริงๆ แต่สิ่งที่อยู่ในหัวเขา มันแปลตรงข้ามกับที่มันควรจะเป็น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Doublespeak เป็นอย่างนั้น ในสื่อนั้นมีหลายอย่างที่เป็น Doublespeak คือว่าพูดออกมาแล้ว เราอ่านดูด้วยภาษาธรรมดา มันควรแปลว่าอย่างนี้ แต่ในสื่อสามารถอธิบายให้กลายเป็นอีกอย่างได้ สังคมไทยเต็มไปด้วย Doublespeak (คำว่า) “ปรองดอง” เป็น Doublespeak &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ไม่กี่วันก่อนผมดูทีวี อภิสิทธิ์พูดถึงเรื่องปฏิรูปการศึกษา ต้องการให้เด็กนักเรียนเรียนแล้วรู้จักวิพากษ์วิจารณ์ มีความคิดเป็นตัวของตัวเอง คิดว่าเขาทำอย่างนี้ไว้ข้างหลังไหม (เอา นิ้วไขว้กันอยู่ข้างหลัง) ไม่จริงใจ ผมว่าไม่นะ เขาไม่ได้ทำ แต่เพราะสำหรับเขา คำว่ารู้จักวิพากษ์วิจารณ์กับเป็นตัวของตัวเองเนี่ย มันแปลคนละอย่างกับที่เราคิดกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เอาเข้าจริง กลุ่มที่ทำ Doublespeak แบบที่ทำมานานแล้ว และทำกันอย่างเหลือเชื่อว่า Doublespeak ได้นาน ความหมายที่ควรจะง่ายๆ ชัดๆ ตรงๆ กลับกลายเป็นความหมายที่ตรงกันข้ามอย่างเหลือเชื่อ คือกลุ่มพันธมิตรฯ พันธมิตรฯนี่สร้าง Doublespeak มาหลายปีแล้ว &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คุณคิดว่าอภิสิทธิ์ต่างจากพันธมิตรฯมากอย่างที่คิดหรือ ไม่ใช่เรื่องการเมืองนะ ผมว่าเรื่องนี้ (ชี้ที่หัว) ผมว่าความคิดเขาไม่ต่างกัน นี่ไม่ได้พูดอย่างดูถูก หรือไม่ได้พูดเรื่องการเมืองนะ ...(แต่หมายถึงเรื่องความคิด)... อภิสิทธิ์เขาเรียน Oxford มา แปลว่าเขาต้องคิดไม่เหมือน(พันธมิตรหรือ?) คุณสังเกตดูนะครับ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผมคิดว่าอภิสิทธิ์คิดลงล็อกกับพันธมิตรฯ เกือบทุกเรื่อง การเมืองต่างหากล่ะที่อาจจะทำให้เขาต่าง ก็คือผลประโยชน์เขาอยู่ข้างประชาธิปัตย์ ขณะที่พันธมิตรฯ...ไม่ใช่พรรคประชาธิปัตย์ แต่ในแง่การคิดการเข้าใจสังคม ว่าอะไรเป็นยังไง ควรจะเล่นงานเรื่องเขาพระวิหารไหม ปรองดองยังไง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผมคิดว่าเขาคิดเผลอๆ ต่างจากพันธมิตรฯ น้อยมาก ...เพียงแต่เขาไม่ใช่พันธมิตรฯเท่านั้นเอง ตรงข้ามกับที่คิดว่าเขาคิดต่างกัน แต่การเมืองใกล้กัน ผมกลับคิดว่าเขาคิดคล้ายกัน แต่การเมืองของเขา ผลประโยชน์หลักอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์ จึงมีข้อต่างอยู่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1984 สอนให้รู้ถึงว่าสังคม และรัฐ คือสังคมด้วยนะไม่ใช่รัฐอย่างเดียว...จัดการกับ Thought crime อย่างไร ... การจัดการอีกอย่างหนึ่งที่น่าสนใจมาก ก็คือ ... คุณอ่านคำสัมภาษณ์ของคุณสุวิชา ท่าค้อ หลังจากออกจากคุกไหมครับ ได้อ่านคำสัมภาษณ์ของคุณบุญยืน ประเสริฐยิ่งไหมครับ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทั้งสองอันลงในประชาไท หลังจากที่เขาสองคนโดนข้อหาหมิ่น ติดคุกอยู่คนละปีโดยประมาณ แล้วก็ออกมาใช่ไหมครับ ออกมาให้สัมภาษณ์ ผมขอเล่าความรู้สึกที่ผมมีแล้วกัน เป็นความรู้สึกที่ผมมีต่อคำสัมภาษณ์ทั้งสองนะครับ ในภาษาวิชาการก็คือเป็นการตีความโดยผม ผมไม่รับประกันว่าคุณสุวิชา กับคุณบุญยืนคิดอย่างนี้จริงไหม แล้ว...ผมก็ไม่แคร์ด้วยว่าจริงๆ เขาคิดอะไร เอาเป็นว่าเมื่อผมอ่านแล้วผมคิดอะไรอยู่ เกิดอะไรขึ้นในความคิดผม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผมคิดถึงประมาณ 10 หน้าสุดท้ายของ 1984  ในเรื่อง 1984 คือรัฐควบคุม Thought crime อย่างที่บอก สุดท้ายมันเกิดกบฏขึ้นสองคน ผู้ชายชื่อวินสตัน ผู้หญิงชื่อจูเลีย สิ่งที่เขากบฏ เขาไม่ใช่มารวมตัวเป็นขบวนการเสื้อแดง ชุมนุม เดินขบวน ไม่ๆๆ 1984 กบฏอย่างที่ผมเห็นว่าเบากว่านั้นแต่กลับหนักที่สุด ...คือเบากว่าขบวนการเสื้อแดง และหนักยิ่งกว่า &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ก็คือเป็นการกบฏลงไปถึง individual คือในตัวเขา จูเลียกับวินสตันเนี่ย รับไม่ได้ อึดอัดทนไม่ไหว และการแสดงออกของเขา according ตามหนังสือนะ ก็คือว่าเขาละเมิดกฎเกณฑ์ของสังคมโอเชียเนีย (Oceania) ที่มี Big Brother ที่มีพี่เบิ้มคอยคุมอยู่ สองคนนี้ละเมิดด้วยการแอบมีเซ็กซ์กัน แอบมีเซ็กซ์กันแบบที่สังคมนั้นยอมไม่ได้ เซ็กซ์มีได้เฉพาะที่อนุญาต สองคนนี้แอบมีเซ็กซ์กัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Big Brother นอกจากจะใช้ไม้ นอกจากจะใช้ก้อนอิฐ ที่คอยควบคุมแล้วเนี่ย ก็ใช้ดอกไม้ด้วย คือใช้ด้านที่ soft ลง คือมาในฐานะมนุษย์คนหนึ่งชื่อนายโอไบรอัน มาเลียบๆ เคียงๆ มาตีสนิท มาทำตัวเป็นเข้าอกเข้าใจจูเลียกับวินสตัน สุดท้ายเนี่ยคนนั้นแหละคือ Big Brother เอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คือพูดง่ายๆ เป็นตัวสุดยอดของความเป็นจอมเผด็จการโหดร้าย จูเลียกับวินสตันก็ติดกับ ถูกจับไปทรมาน ถูกจับไปไหนก็แล้วแต่ แต่ 10 หน้าสุดท้ายจูเลียกับวินสตัน Break down ... คือทนไม่ไหว ยอมแพ้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การยอมแพ้ของจูเลียกับวินสตันคืออย่างไร คุณลองไปอ่านดูนะ เขาเขียนไว้นิดเดียว ประโยคเดียว แต่อ่านแล้ว ... ผมอ่านแล้วผมวูบเลย คือวินสตันขายจูเลีย จูเลียขายวินสตัน ต่างคนต่างโทษอีกคนหนึ่ง แล้วทันทีที่คุณขายอีกข้างหนึ่งปุ๊บ Big Brother ปล่อยทันที นึกภาพออกไหมครับ การทรมาน ทรมานให้ตายยังไง ไม่เท่ากับการที่ Spirit (จิตวิญญาณ) ของคุณหมด &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Spirit หมดในหนังสือเล่มนี้ก็คือคุณขายเพื่อน พอคุณขายเพื่อนปุ๊บ คุณหมดความเคารพตัวเองทันที คุณไม่เหลืออะไรเลย คุณกลับเป็นประชากรของโอเชียเนีย ของรัฐนั้นอย่างสงบเสงี่ยมเจียมตัว ย้ำอีกครั้งนะครับ ทันทีที่ขาย ทั้งคู่ถูกปล่อยตัว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผมไม่ได้บอกคุณสุวิชา คุณบุญยืนเป็นอย่างนี้นะ ไม่เลย ไม่ มีเซ้นส์นี้เลย แต่เซ้นส์ที่ผมได้ คือเวลาเราอ่าน เราเกลียดจูเลียที่ขายวินสตัน เกลียดวินสตันที่ขายจูเลียไหม เราเกลียดไม่ลง ผมไม่ได้บอกคุณสุวิชาหรือคุณบุญยืนคิดอย่างไร ผมไม่รู้จริงๆ แต่อ่านแล้วผมนึกถึง 10 หน้า สุดท้ายของหนังสือ ก็คือว่าจะให้คนมันทนอยู่ยังไงนะ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ไม่ว่าเขาตัดสินใจ เขาทำอะไรก็แล้วแต่ เช่น คุณบุญยืนใส่เสื้อสีชมพูออกมาสัมภาษณ์เนี่ย ผมโกรธไม่ลง แต่ฉากนี้มันโหดร้ายซะยิ่งกว่าเอาเขาเข้าคุกนะ หรืออาจจะไม่ยิ่งกว่า แต่มันโหดร้ายไม่น้อยแหละ ทันทีที่คุณขายเพื่อน ก็คือขายวิญญาณตัวเองด้วย หมดความเคารพตัวเอง รัฐนั้นรู้ว่าไม่ต้องห่วงหมอนี่อีกต่อไปแล้ว This is 1984.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผมคิดว่ารัฐกำลังชำระสะสางฝุ่นที่ตลบอยู่ให้ลงตัว ด้วยการทำให้ไอ้พวกคิดแบบหัวหมอ กระเหี้ยนกระหือรือ หรือคิดต่างทั้งหลายเนี่ย ถึงจุดหนึ่งต้องระวัง ต้องเกรง อยู่ด้วยความกลัว 1984 คือสังคมที่อยู่ด้วยความกลัว ไอ้คนที่ยังไม่โดนก็ต้องระวัง เพราะอยู่ด้วยความกลัว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ไอ้คนที่โดนแล้ว สักวันหนึ่งก็จะถูก break down ในแง่ Spirit ไม่ใช่ในแง่ physical ไม่ใช่กายภาพ แต่เป็นข้างใน ที่ทำให้ต้องยอมสยบ แล้วสำหรับ 1984 การทำลาย Spirit สำคัญกว่าการทรมานทาง Physical&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รัฐไทยอาจจะไม่ทำถึงขนาดนั้น แต่ที่เล่าให้ฟังก็คือว่า ลองนึกสิครับ เขาไล่จับ ไล่ขู่ อาจารย์สุธาชัย (ยิ้มประเสริฐ) ก็ปล่อย คนนั้นก็ปล่อย ผมเชื่อว่าอีกหลายคนก็ปล่อย ไม่ใช่เพราะเขากรุณา แต่เขาต้องการ(ทำให้กลัว ทำให้ท้อ ทำให้หมดแรงต่อต้่าน) แค่ไหนที่ Break down (ก็ยิ่งดี) ถึงจุดที่ว่าคนเป็นอันตรายน้อยลง ถึงจุดที่คนนี้ต้องระวัง ต้องกลัว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
... เพื่อนอีกคนหนึ่งของเราในที่นี้เนี่ย ถูกจับหาว่าหมิ่นฯ แต่ปล่อยออกมา ทุกวันนี้ต้องพยายามไม่ทำอะไร(ทั้งนั้น) ความคิดเขาไม่เปลี่ยน ไม่เหมือน 1984 ยังไม่แย่ขนาดนั้น แต่สุดท้ายเขาต้องอยู่อีกแบบ แทนที่จะอยู่ได้อย่างเป็นมนุษย์ปกติ ซึ่งมีความเคารพ มีศักดิ์ศรีในตัวเอง อยู่ไม่ได้ ... individuality คือปัจเจกภาพของเขาต้องลดทอน ต้อง Compromise ไม่งั้นอยู่ในสังคมนี้ไม่ได้ สังคมกำลังทำอย่างนั้นกับคนจำนวนมาก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตอนสุดท้ายของสุดท้ายเลยใน 1984 จูเลียกับวินสตันเดินมาจ๊ะเอ๋กัน พยายามจะไม่เจอกัน ไม่อะไรกันแล้วนะ เพราะกลัว แต่ยังมาจ๊ะเอ๋กัน ตรงนั้นจะเป็นที่ยืนยันเปิดเผยกันว่าต่างคนต่างขายกันและกัน แต่มันมีแว๊บหนึ่ง หนังสือมันก็ทะลึ่งนะครับ แว๊บหนึ่งที่ลึกๆ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แล้ววินสตันยังหวนอาวรณ์ ยังหวนหาการมีเซ็กซ์กับจูเลียอยู่ ก็คือวินสตันไม่ได้เปลี่ยนนะ หรือเปลี่ยนแต่อาจจะไม่ได้มากถึงขนาดที่ Big Brother จะต้อง Clean หมด แต่แค่นั้นพอ แค่นั้นพอแล้วที่เขาจะได้ปล่อยตัว เพราะหมดพิษสงแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;ฝุ่นหายตลบโดย ‘สื่อมวลชน’&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การจัดการความทรงจำอย่างที่สาม ผู้แสดงนำคือสื่อมวลชน อันนี้ยกตัวอย่างนิยายไทย ไม่ต้องไปฝรั่ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีใครอ่าน “คำพิพากษา”?... คนที่ไม่ได้อ่านลองไปอ่านของชาติ กอบจิตตินะครับ การจัดการความทรงจำแบบที่สามนี้คือการจัดการแบบคำพิพากษา ...&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นายฟัก เขาตั้งชื่อดีมาก ...ผมรู้ว่ากำลังเล่นกับภาษาอยู่... ถูกกล่าวหาว่าเป็นชู้กับแม่เลี้ยงตัวเอง ทั้งเรื่องคนเขียนทำให้เราต้องเลือกข้างว่า จะเชื่อฟักว่าเขาไม่ได้เป็นอย่าง นั้น แต่ก็ชักไม่แน่ใจ แต่ตามเรื่องอันนี้เป็น scandal เป็น crime เป็นสิ่งที่น่าเกลียดที่สุดอันหนึ่ง แล้วสังคมตัดสินทันที จนฟักอยู่อย่างทุกข์ทรมาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ไม่ว่า fact จะคืออะไร แต่กระบวนการทางสังคมที่มีอำนาจทำให้สังคมตัดสินอย่างนั้นแล้ว สำหรับสื่อมวลชน fact คืออะไรเรื่องหนึ่ง แต่เขาพิพากษาได้ แล้วถ้าโลกวันข้างหน้าเปลี่ยนความคิด หนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนเองนั่นแหละจะเป็นพวกแรกๆ เลยที่จะออกมาบอกว่าเห็นใจ (ดูอย่างกรณี 6 ตุลาที่สื่อมวลชนออกมาบอกว่าเห็นใจคนที่เดือนร้อนจาก 6 ตุลา)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แล้วไอ้เมื่อ 3 เดือนหลังการปราบนั่นพวกคุณทำอะไร ช่วงที่สถาปนาว่า นักศึกษาที่ธรรมศาสตร์ เลวระยำโหดเหี้ยมเป็นปีศาจอย่างไร ก็คือ สื่อมวลชน(อีกน่ะแหละ) ไอ้พวกเราก็เป็นปัจเจกชนที่อำนาจไม่พอ อยากจะให้คนคิดกับ 6 ตุลาใหม่ เราก็ต้องเขียนไปลงหนังสือพิมพ์อยู่ดี ก็ต้องพึ่งสื่อมวลชนอยู่ดี &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สื่อมวลชนลงให้เราก็ดีใจ นักข่าวมาทำข่าวเราก็ชอบ แต่สุดท้ายพวกนี้นี่แหละที่บอกว่า สังคมไทยโหดเหี้ยมมากนะที่ทำกับนักศึกษาแบบนั้น แล้วใครล่ะ(ที่พิพากษานักศึกษาแบบนั้น)มาก่อน วิธีจัดการกับความรู้และโศกนาฏกรรมอย่างที่สามนี่สั้นๆ แค่นี้ สื่อมวลชนทำตัวเหมือนอย่างครูใหญ่ หรือสังคมในหมู่บ้านของหนังสือเรื่อง “คำพิพากษา”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;ฝุ่นหายตลบด้วย ‘ศีลธรรม’&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อันที่สี่ ไม่ใช่วรรณคดีแต่ผ่านหนังสือเหมือนกัน ใครเคยเห็น “หนังสือ ฅ.คน ฉบับพิเศษ” บ้างไหม ... พาดหัวที่หน้าปก “ก้าวข้ามความเกลียดชัง” หนังสือเล่มนั้นค่อนเล่มจะเป็นรูปภาพ เนื้อหาสาระที่เป็นตัวหนังสือมีแค่ 2 อย่างเท่านั้น คือสัมภาษณ์อาจารย์เสกสรรค์ ประเสริฐกุล และสัมภาษณ์พระไพศาล วิศาโล พาดหัวก็ “ก้าวข้ามความโกรธเกลียด” ทำนองนี้ แต่มี “ชิงชัง” ไหม ไม่แน่ใจ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผมฝากให้คุณไปทำการบ้าน ...ลองไปหาดูแล้วไปดูคำสัมภาษณ์ของคนสองคนนี้ แล้วนับดูว่ามีคำว่า “ความยุติธรรม” กี่ที่ ประเด็นคืออะไร “โศกนาฏกรรม” ที่เกิดขึ้นหลายครั้งในสังคมไทย หลายครั้งทำโดยชนชั้นปกครองและคนมีอำนาจ แล้วคนมีอำนาจเองนั่นแหละที่มาพูดเรื่องปรองดอง ในสมัย 6 ตุลา หลังจากนั้นหลายปีก็เหมือนกัน เขาใช้คำว่า“สมานฉันท์” เขานิรโทษกรรมพวกผมหลายปีหลังจากนั้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เหตุที่นิรโทษกรรมก็เพื่อ “ความสมานฉันท์” พอ มหาวิทยาลัยหลายแห่งจะจัดงานต้อนรับคนที่ออกจากคุก เขาก็มีคำสั่งออกมาว่าอย่าต้อนรับเพราะมันจะยิ่งจุดความขัดแย้งกัน สมานฉันท์ดีกว่า หลายที่ก็ต้องเลิก ตอนที่ชักชวนเอาผู้พัฒนาชาติไทยกลับมาส่วนใหญ่ก็พูดเรื่องนี้ ใช้คำประมาณนี้ เพื่อกลับมาคืนดีกัน สมานฉันท์กัน หยุดการชุมนุม หยุดการต้อนรับ หยุดการพูด แล้ว 6 ตุลาถูกเบรกเป็นเวลานานหลายปีโดยมหาวิทยาลัยต่างๆด้วยข้ออ้างนี้ ที่เราจะได้ยินบ่อยคือ “อย่าไปฟื้นฝอยหาตะเข็บ”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเด็นคือ สิ่งที่เรียกว่า ความสมานฉันท์ ปรองดอง อะไรทำนองนี้ทั้งหมดในสังคมไทยไม่ผูกติดกับความยุติธรรม ผมอยากจะออกจาก ฅ.คน ไปหาหนังเรื่อง “Invictus” ขอ ยกตัวอย่างฉากเดียวที่บอกถึงธีมในหนังเรื่องนี้...สังคมแอฟริกาใต้เต็มไปด้วยการเหยียดผิว หลังจากยกเลิกการเหยียดผิวได้โดยผู้นำของฝ่ายคนผิวดำเป็นคนติดคุก เนลสัน แมนเดลล่า (Nelson Mandela) ต่อมาเขาได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Invictus เป็นเรื่องตอนที่แมนเดลล่าเป็นประธานาธิบดีและต้องการใช้ ทีมรักบี้ซึ่งมีรากผูกติดกับคนผิวขาว (คิอเป็นตัวแทนของระบอบเหยียดผิว) ให้เป็นพาหะในการสร้างความสมานฉันท์ของคนต่างสี ฉากตอนช่วงต้นๆ ผ่านไปสัก 10 กว่านาที คนผิวดำประชุมกันมีมติว่าจะแอนตี้ทีม Springboks ของพวกผิวขาว แมนเดลล่าค้าน(มติดังกล่าว) และ(เสนอว่า)ต้องต้อนรับทีมนี้ในฐานะที่จะเป็นจุดเชื่อมคนหลากสีผิวเข้าด้วย กัน เหตุผลของแมนเดลล่าคือ ต้องก้าวข้ามความโกรธเกลียดชิงชัง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คุณนึกให้ดีนะ เวลามีคนมาบอกว่าให้ก้าวข้ามความโกรธ เกลียด ชิงชัง โดยอย่าเพิ่งนึกถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น อย่างเหตุการณ์เมื่อเดือนพฤษภาคม แต่นึกถึงมันอย่างเป็นคอนเซ็ปท์โดดๆ การก้าวข้ามความโกรธเกลียดชิงชัง มันดีใช่ไหม เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นใน Invictus แมนเดลล่าซึ่งต้องถือว่าเป็นผู้ นำของผู้ที่เป็นเหยื่อ ผู้นำคนผิวดำ เป็นฝ่ายออกมาต่อสู้กับพลพรรคของตัวเองว่า อย่าจมอยู่ในความโกรธ เกลียด ชิงชัง เราต้องก้าวข้ามตรงนั้นไปให้ได้ สังคมมันจึงจะกลับสู่สภาวะที่อยู่กันได้และเป็นปกติ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แมนเดลล่าพูดกับคนผิวดำ พลพรรคของเขาเอง แน่นอนว่าคนของเขาไม่เห็นด้วยเยอะแยะ แต่อย่างน้อยมันก็พอฟังขึ้น มันทำให้เราเกิดโจทย์ว่าจะแอนตี้ Springboks แอนตี้คนผิวขาวต่อไปดี หรือจะก้าวข้ามไป นี่เป็น Agenda (วาระ) ที่ต้องคิดต้องเถียงกัน ผมสมมติว่า ลองนึกภาพคนที่พูดแทนที่จะเป็นแมนเดลาพูดกับคนผิวดำด้วยกัน นึกภาพเป็น เฟเดอริค ดับเบิลยู เดอเคิล์ก (Frederik Willem de Klerk) คือ ผู้นำคนขาวคนสุดท้ายที่ก่อไม่รู้กี่รายการเรื่องการเหยียดผิว แล้วมาพูดกับคนผิวดำว่าเราต้องก้าวข้ามความโกรธเกลียดชิงชัง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มันต่างกันใช่ไหม ต่างกันลิบลับทันที แม้จะเป็นพูดคำเดียวกันนี้ นัยยะทั้งหมดมันคนละเรื่อง ตรงกันข้ามกันเลย อันหนึ่งจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็แล้วแต่ มันคือความสง่างาม อีกอันหนึ่งคือความน่าขยะแขยง ทีนี้มาลองนึกถึงสังคมไทยใครพูดเรื่องปรองดอง เดอเคิล์ก ... เดอะมาร์ค แล้วที่น่าเศร้าคือ คนตั้งเยอะตั้งแยะในสังคมไทยรับความน่าขยะแขยงนี้ได้ว่า คนที่ลงมือ (เป็นคนพูดเอง)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
... ให้คนอื่นเขามาพูดเรื่องปรองดอง คุณอย่าพูด ทันทีที่คนลงมือสั่งเองเป็นคนพูด ... สำหรับผมมันน่าขยะแขยง คุณไม่มีสิทธิ์พูด คุณเอาคนกลางๆ ซึ่งไม่รู้ว่ามีเหลืออยู่ไหม เอามาพูดก็ว่าไป แต่คุณไม่มีสิทธิ์พูด ประเด็นที่สี่ที่จะพูดคือ คำว่าปรองดองในสังคมไทย มันทำงานแบบไทยๆ หนึ่ง คือ ไม่ผูกติดกับเรื่องความยุติธรรม สอง ใครๆ ก็พูดได้ ทั้งที่การปรองดอง... “Forgiveness” ...คำสำคัญของแมนเดลล่าที่เขาใช้ คือ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“Forgiveness” ...ถ้าฝั่งตรงข้ามมาบอก forgive มันฟังไม่ได้ แต่ถ้าแมนเดลล่า ซึ่งเขาติดคุกมา 20 กว่าปี บอกว่า forgive เราเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย เราก็ต้องฟัง...เรื่องนี้เป็นลักษณะของสังคมไทย เป็นมานาแล้ว แล้วนิตยสาร ฅ.คน ในคำสัมภาษณ์ของเสกสรรค์ ซึ่งในช่วงหลังมีความสามารถเรื่องพุทธศาสนามากขึ้นเยอะ ...ไม่ได้ประชด พูดแบบแฟร์ๆ...กับของพระไพศาลก็เป็นพระอยู่แล้ว สิ่งที่ต้องการบอกคือ อะไรคือ Forgiveness &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในสายตาของสองคนนี้ ไม่ใช่ Forgiveness ในความหมายเดียวกับอีกหลายๆแห่งในสังคมอื่น ผมจะไม่วิจารณ์ว่าดีหรือไม่ดีแต่จะบอกว่ามันต่างกัน forgiveness ในสายตาของสองท่านนี้ มันเป็น Forgiveness ในระดับ Individual แต่ไม่ใช่ Forgiveness ในเชิง Social-relation เป็นระดับจิตใจแต่ละคน แต่ไม่ใช่ความสัมพันธ์ระหว่างคนในสังคมที่ให้อภัยกันและกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ยกตัวอย่างเทียบไปนอกเรื่องนิดหนึ่ง สังคมไทยมีคนจนเยอะแยะ พูดกันมานานแล้ว คุณคิดว่าต่างกันไหม ที่คนระดับผู้บริหารเห็นคนจนแล้วบอกว่า “จงพอใจในสิ่งที่ตนมีอยู่” (ผู้ฟังหัวเราะ) กับบอกว่า “จงพอใจในสิ่งที่ตนมีอยู่ แต่เราจะมี Public policy เหล่านี้ออกมา” ต่างกันใช่ไหมครับ และสังคมไทยมักจะเป็นแบบแรก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พูดง่ายๆ ว่า การพยายาม encourage (ส่งเสริม) กันทางศีลธรรมไม่ใช่เรื่องผิด ทุกๆ คนต้องมี จะพุทธหรือศาสนาอะไรก็แล้วแต่ หรือไม่เชื่อศาสนาอะไรเลยก็ไม่ได้แปลว่าไม่มีศีลธรรม คนเราต้องมีเรื่องนี้อยู่ แต่เมื่อไหร่ก็แล้วแต่ ที่คุณทำให้การจัดการเรื่องนี้เป็นเรื่องทางศีลธรรม ที่ไม่เกี่ยวกับ Social-relation ที่ไม่เกี่ยวกับกลไกทางสังคมเลย มันจะเกิดภาวะที่ สังคมไทยบอกว่าจงพอใจในสิ่งที่มีอยู่โดยไม่มี Public Policy ที่เกี่ยวข้อง จบ “ก้าวข้ามความโกรธเกลียดชิงชัง” (เฉยๆ) กับ “ก้าวข้ามความโกรธเกลียดชิงชัง แล้วมีกระบวนการที่ให้เกิด Social-Justice” มันต่างกันนะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผมเอง ผมไม่ได้บอกนะว่าการ “ก้ามข้ามความโกรธเกลียดชิงชัง” เป็นเรื่องเลว ... เป็นเรื่องดี แต่เมื่อไหร่พูด โดยไม่มีกลไกที่จะทำให้เกิดความยุติธรรมในความสัมพันธ์ ระหว่างคน มันฟังแล้วเหมือนกับบอกว่าจงพอใจในสิ่งที่มีอยู่ ก็จบแค่นั้น ใช่ไหมฮะ ผมไม่ได้เรียกร้องว่าห้ามพูดเรื่อง(ศีลธรรม)พวกนี้ แต่คิดดูนิดหนึ่งว่าการพูดเรื่องพวกนี้ โดยที่ไม่มีมิติกลไกทางสังคมจัดการ ปัญหานี้ มันไม่เข้าท่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แล้วสิ่งที่ควรต้องทำก็ง่ายนิดเดียว จัดการให้มีกลไกจัดการเรื่องความยุติธรรมซะ เวลาผมอ่านคำสัมภาษณ์ของทั้ง 2 ท่าน ผมถึงรู้สึกอย่างนี้ และนี่ไม่ใช่ครั้งแรก ผมทำเรื่อง 6 ตุลา... ท่านไม่ผิดเลยที่ท่านพูดเรื่องศัตรูสำคัญของ 6 ตุลาคือ Evil (ปีศาจ) ในตัวคน แต่ถ้าท่านผู้แค่นี้ว่า Evil ในตัวคนแล้ว Full stop ก็เกิดภาวะอย่างที่เห็น มันไม่มีการจัดการเรื่องความยุติธรรม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าสักแต่ว่าก้าวข้ามความโกรธเกลียดชิงชังแล้ว Forgive ซะ โดยคนพูดเป็นคนผิวดำ โดยคนพูดเป็น Victim เป็นคนที่ได้รับผลกระทบ มันเป็นอย่างหนึ่ง แต่ถ้าพูดโดยคนที่มีอำนาจ แล้วใช้กำลังก่อให้เกิดโศกนาฏกรรมโดยตัวผู้พูดเอง ก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง คำว่า Forgiveness ปรองดอง ก้าวข้ามความโกรธเกลียดชิงชัง ในสังคมไทยเป็นแบบที่ไม่ผูกกับ Social mechanism เรื่อง Justice หรือเรื่องอะไรทั้งนั้น และเป็นมานานแล้วด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผมไม่กล้าสรุปนะว่านี่เป็นพุทธศาสนา ผมไม่กล้า ผมความรู้ไม่พอ ผมบอกได้ว่านี่เป็นแบบไทยๆ ที่เป็นมา ส่วนจะเป็นพุทธศาสนาทุกที่ไหม ผมไม่กล้า... หวังว่าคนในที่นี้คงไม่มาหาว่าผมลบหลู่พุทธศาสนานะ ผมกำลังพูดถึงภูมิปัญญา พูดถึงความรับรู้ในสังคม เรื่องนี้เป็นเรื่องต้องคิด เราไม่พูดถึงปรองดอง โกรธเกลียด Forgiveness ทั้ง หลายโดยผูกพันกับกลไกเพื่อจะแก้ปัญหาในสังคม มันก็มีค่าเท่ากับ “ความยากจนก็ทนๆ ไปเถิด” โดยไม่ผูกกับกลไกทางนโยบายสาธารณะที่จะแก้ปัญหาความยากจน ทำนองเดียวกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สี่อันนี้... ผมไล่ไปเรื่อยๆ ว่า ฝุ่นจะหายตลบด้วยวิธีการเหล่านี้ ผมไม่บอกว่าทางออกคืออะไร เพราะผมก็คิดไม่ออกเหมือนกัน แต่อย่างน้อยคือบอกทางพวกเรา หรือชวนชี้ให้พวกเราคิดว่า เราจะสู้กับการใช้อำนาจสถาปนา ให้ความรับรู้กับเหตุการณ์ที่ผ่านไปหรือทำให้ ฝุ่นหายตลบ แบบใช้อำนาจ แบบ 1984 เราต้องสู้กับเรื่องแบบนี้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หรืออย่างน้อยๆ เช่น Determined ทำใจให้ดีนะ อย่ายอมให้เขา Breakdown ง่ายๆ แต่ถ้าเขา Breakdown ก็ไม่ใช่เรื่องที่ต้องประณามกัน เป็นน่าเห็นใจ คิดให้ดีเรื่องการก้าวข้ามความโกรธเกลียดชิงชัง เวลาเจอเรื่องพวกนี้บางคนปฏิเสธง่ายเกินไป ผมคิดว่าไม่ใช่ว่าจะบอกทันทีว่าที่พูดแบบนั้นผิดหมด บ่อยครั้งมันไม่ได้ผิด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่เวลาเราบอกว่ามันไม่ได้ผิด แล้วมันผิดตรงไหน ผมพยายามจะลองเสนอว่านี่ไงผิดตรงที่ มันไม่ผูกกับกลไกทางสังคมเพื่อจัดการ เรื่องความยุติธรรม ดังนั้นเท่ากับบอกทางออกด้วยว่า ถ้าหากคุณคิดจะปรองดองจริง กรุณาทำนะ แล้วถ้าจะทำสิ่งนั้น คนที่มีส่วนในการทำ ในการลงมือ ทำไม่ได้ คุณต้องให้ Victim เป็นคนทำ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การปรองดองและการสถาปนา Justice อย่างที่ดีที่สุด ต้องให้ Victim เป็นคนทำ แล้ว Victim กรุณา Sophisticated กรุณามีความ Fair และเถียงกันเองว่าไม่ได้มาด้วยการแก้แค้นนะ การแก้ปัญหาไม่ใช่ว่า กูมีอำนาจแล้วกูแก้แค้นมึงพรุ่งนี้ ไม่จบนะ ถึงตรงนี้ Victim ด้วยกันจะพูดเรื่อง ก้าวข้ามความโกรธเกลียดชิงชัง พูดเรื่อง Forgiveness อะไรพวกนี้ แต่ไม่ใช่คนที่ลงมือฆ่ามาพูด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
6 ตุลานี่กล้าไหม ปล่อยให้ Victim ตั้งกรรมการ พฤษภาที่ผ่านมากล้าไหมให้ Victim ตั้งกรรมการ แล้วปล่อยให้คนที่เห็นอกเห็นใจเหยื่อหรือผู้ถูกกระทำทั้งหลาย ทะเลาะกันว่าควรจะเล่นงานแก้แค้นแค่ไหน ผมมั่นใจว่า คนอย่างพวกเราไม่ใช่คนที่จะสักแต่ว่าแก้แค้นเพื่อให้ความรุนแรง feed ความรุนแรงไปไม่รู้จบ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;ฝุ่นหายตลบโดย ‘นักวิชาการ’&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเด็นที่ห้า ฝุ่นหายตลบแบบสุดท้ายคือแบบนักวิชาการ มาหมดแล้วนะรัฐบาล สื่อมวลชน สุดท้ายคือนักวิชาการ คุณเห็นการถกเถียงว่าการด่าแกนนำว่าผิดไม่ผิดแค่ไหนไหมครับ ผมจะไม่ Join นะ ว่าตกลงผมคิดว่าไง ผมไม่ร่วม &lt;br /&gt;
แต่ผมให้ข้อสังเกตอย่างหนึ่ง มันเป็นเหตุเป็นผลเป็นบ้าเลย หมายความว่าไง การอภิปรายว่าใครถูกและผิด สรรหาเหตุผลต่างๆ มาหมด ผมถามหน่อยนะครับว่า การสู้กับความอยุติธรรมถึงขนาดเอาชีวิตเข้าแลกนี้ มันเป็นเหตุเป็นผลไหม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เอาใหม่นะครับ คราวนี้ผมไม่รู้ว่าผมใช้คำถูกไหม พอดีผมอาจจะคิดเป็นภาษาอังกฤษเกินไปหน่อย ก็คือว่าการที่ยอมตายในการสู้กับความอยุติธรรม การที่ยอมตายเพื่อความยุติธรรม มัน Rational ไหม สมเหตุสมผลws, ในที่นี้คือ มนุษย์ปกติเขาไม่ทำกันหรอก ไม่สมเหตุสมผลไม่ได้แปลว่าเป็นบ้า หรือไม่ได้แปลว่าปัญญาอ่อน หรือไม่ได้แปลว่าโง่เง่าอย่างที่ชอบด่ากัน แต่มันดูไม่สมเหตุผลในความหมายว่า อย่างเช่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพื่อนผมบอกว่า รังแกกูมาก กูไม่ว่านะ รังแกลูกกูเมื่อไหร่กูสู้ สมเหตุไหม ผมว่าสมเหตุสมผลนะ แต่สมเหตุสมผลนี้ไม่เห็นจะเป็นเหตุเป็นผลตรงไหน คือ (ถ้าแกล้งกู กูทนได้) ถ้าแกล้งลูกกู กูสู้ การทำร้ายกัน การทำให้เกิดความอยุติธรรมอย่างหนักจนคนทนไม่ไหวแล้วจะสู้ ถึงขั้นยอมตายได้ มันไม่ปกตินะ เพราะปกติเรารักชีวิต แต่ผมถามว่า มนุษย์เป็นอย่างนี้มากี่ร้อยกี่ล้านคนแล้วในประวัติศาสตร์ เยอะมาก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มนุษย์เป็นล้านที่ไม่สมเหตุสมผลเลย ผมคิดว่านักวิชาการหาความสมเหตุสมผลจนสุดโต่ง มนุษย์ปกติเนี่ย สมเหตุสมผลถึงขีดหนึ่งแค่นั้นแหละครับ เลยไปจากนั้นไม่ใช่เรื่องความสมเหตุสมผล เลยไปกว่านั้นเป็นเรื่องใจ สัญชาติญาณ Reaction หลายอย่างไม่สมเหตุสมผลเลย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
และความไม่สมเหตุสมผล ขอย้ำว่าไม่ได้แปลว่าไร้เหตุผลนะ ไม่ได้แปลว่าเลวเสมอไป ไม่ได้แปลว่าเลว ด้วยซ้ำไป ไม่ได้แปลว่าผิดด้วย แต่ผมก็ไม่ได้บอกว่ามันถูก และผมไม่กล้าบอกว่ามันควรจะทำ แต่มนุษย์เป็นอย่างนี้ การถกเถียงของนักวิชาการมักจะหาเหตุผล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทั้งที่มนุษย์ปกตินะถึงจุดหนึ่งมันไม่เป็นเหตุเป็นผลหรอก และความไม่เป็นเหตุเป็นผลนี้ ไม่ใช่เรื่องความเลวร้ายที่ต้องประณามกัน อาจไม่ใช่ทุกครั้งนะ แต่บ่อยครั้งไม่ใช่เป็นเรื่องความเลวร้ายที่ต้องประณามกัน บ่อยครั้งเป็นเรื่องเห็นอกเห็นใจกันได้ บ่อยครั้งเป็นเรื่องที่แสนจะเป็นมนุษย์ ก็คือถ้าไม่เป็นอย่างนั้น อาจมีเหตุมีผลไปหมดนะแต่ไม่ใช่เป็นคนเท่าไหร่ เพราะคนปกติถึงจุดหนึ่งจะมีการตัดสินใจด้วยสัญชาตญาณ ด้วย...ความเสี่ยง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เคยได้ยินคำกล่าวไหมว่า คนที่หิว อดอยากเจียนตายยังไง ยากนะที่เขาจะยอมไปเสี่ยงชีวิตด้วย มี...คนที่ต่อสู้กับความหิว(ด้วยชีวิต)น่ะ แต่ไม่ง่ายนะ เขาจะหาวิธีอื่น คนไม่เอาชีวิตเข้าแลกง่ายๆ หรอก แต่กลายเป็นว่า ความยุติธรรมนี้ คนเอาชีวิตเข้าแลกมาไม่รู้เท่าไหร่  ถามว่าความยุติธรรมคืออะไร กินได้ไหม จับต้องได้ไหม ทำให้ร่างกายเราอุ่นขึ้นไหม ทำให้เรามีที่พักอาศัย ทำให้เรารักษาโรคได้ไหม ในตัวมันเองไม่ได้สักอย่างเดียว แต่มนุษย์มีความตระหนักรู้ว่า &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความยุติธรรมหมายถึง social-relation ที่ทำให้เรามีชีวิตอยู่ได้ปกติ และถ้าเกิดความอยุติธรรมที่ดีกรีที่มันแรงจนชีวิต เราอยู่ปกติไม่ได้ มนุษย์จึงรู้ว่าเขาจึงยินดีที่จะตายเพื่อความยุติธรรม เพื่อสู้กับความอยุติธรรม ความสมเหตุสมผลในความหมายที่ว่าต้องเป็นเหตุเป็นผลไปหมด ถึงตรงนั้นมันไม่ apply แล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผมไม่กล้าบอกว่าแกนนำถูกหมด ผมไม่รู้พอ ผมบอกได้เลยว่า คนตั้งเยอะที่บอกว่ากูจะสู้จนตายเนี่ย มันเป็นความไม่สมเหตุสมผลที่แสนจะสมเหตุสมผล และผมอธิบายไม่ได้ด้วยเหตุผลทางวิชาการด้วย บอกได้เลยว่าก็คนตัดสินใจอย่างนั้นน่ะ แล้วเรื่องพวกนี้ผมคิดว่าทุกคนเคยอ่านมา ทุกคนเคยดูหนังมา เคยฟังเพลงมา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีเรื่องตั้งเยอะที่เราอธิบายเรื่องที่ว่า คนตั้งเท่าไหร่ตายด้วยความรัก มัน Idiot จะตายไป คนเรายินดีเสี่ยง คนเรายินดีเอาตัวเข้าแลก คนเรายินดีทำหลายๆ อย่างที่ดูเหมือนไม่คุ้มเลย เพราะสิ่งที่เขาทำไม่ใช่เรื่องคุ้มหรือไม่คุ้ม และถึงบอกว่าคุ้มหรือไม่คุ้มก็ไม่รู้จะวัดตรงไหนด้วย และการวัดของคนเรื่องคุ้มหรือไม่คุ้มก็ไม่เหมือนกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผมไม่กล้าบอกด้วยซ้ำว่าการตัดสินใจเหล่านั้นแปลว่าถูก ผมไม่กล้าพูด ผมว่ามันตัดสินลำบากมากที่จะบอกว่า พวกเขาทำอย่างนั้นมันไม่เป็นเหตุเป็นผล ทำไมไม่คิดขนาดนั้นขนาดนี้ ถ้าคนเราเป็นขนาดนั้นได้ก็คงดี ...แต่ถ้าคนเราเป็น Rational ไปหมด ไม่เกิดการปฏิวัติที่ไหนเลยสักแห่งเดียว ปฏิวัติฝรั่งเศสก็ไม่เกิด คุณว่าผู้นำปฏิวัติฝรั่งเศสพาคนไปตายไหม อื้อเลย ตายอื้อเลย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้นำปฏิวัติรัสเซีย จีนพาคนไปตายเยอะแยะเลย ปฏิวัติฝรั่งเศสทำให้เกิดเสรีภาพแล้วยกย่องทำไม ประเทศฝรั่งเศสยกย่องวันที่ 14 กรกฎา ยกย่องทำไม พาคนไปตายเยอะแยะ ผมคิดว่าในภาวะหนึ่งการตัดสินใจบางอย่างมันแสนจะไม่สมเหตุสมผล และมันก่อผล ก่อผลหมายถึงลบก็ได้ บวกก็ได้นะ และผลนั้นมันมหาศาล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผมไม่กล้าบอกว่า การตัดสินใจที่จะเอาชีวิตเข้าแลกนี้(ถูกต้อง ต้องสนับสนุน) เพราะผมคิดว่า บ่อยครั้งผิดแต่ผมไม่กล้าบอกว่าการตัดสินใจเอาชีวิตเข้าแลก เป็นเรื่องผิดอีกเหมือนกัน จะบอกว่าผม Sit on the fence (แทง กั๊ก) ก็ได้ เพราะถึงที่สุดนั่นคือการตัดสินใจของแต่ละคนที่ผมดูถูกเขาไม่ลง บอกได้(แต่เพียงว่า) ถ้าผมไม่กล้าตัดสินใจเอาตัวเข้าแลก ผมก็กรุณาหุบปากซะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเด็นนี้ก็คือ นักวิชาการพยายามทำให้ฝุ่นหายตลบด้วยเหตุด้วยผล ทั้งที่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เมื่อพฤษภาที่ผ่านมาหลายเรื่อง มันไม่ใช่เรื่องของเหตุของผล ไม่ใช่เรื่องความหมายลบนะ มันเป็นเรื่องที่ Beyond (นอกเหนือจาก) เรื่องเหตุและผลที่จะต้องมานั่งอธิบายกัน มันเป็นเรื่องที่ต้องยอมรับว่านั่นคือการตัดสินใจของมนุษย์ นั่นคือโศกนาฏกรรมพฤษภาที่ผ่านมา 6 ตุลา และอีกหลายกรณีมันคือโศกนาฏกรรมในความหมายนี้ จะเห็นว่าไม่ว่าตัดสินใจอย่างไร มันก็มีผลเสีย แม้ว่าตัดสินใจแล้วออกมาชนะ ออกมามีผลดีมหาศาล ก็มีผลเสียพ่วงมาด้วยเยอะแยะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มนุษย์อยู่ในจุดที่เป็นโศกนาฏกรรมจึงเป็น “Dilemma” ที่ต้องตัดสิน ใจ ถ้าตัดสินใจเลิกสลายก่อนแล้วทำต่อไปยาวๆ ผมเห็นด้วยกับ(อย่างนี้)นะครับ โดยส่วนตัวผมไม่เห็นด้วยว่าเขาจะชุมนุมต่อ แต่พอเขาชุมนุมต่อแล้วมีเหตุการณ์เกิดขึ้น ผมสารภาพว่าผมด่าเขาไม่ลง ผมรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องโศกนาฏกรรมที่ได้ตัดสินใจ แล้วการตัดสินใจครั้งนี้มันแพ้ มันเสียหายหนัก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพียงแต่ ผมอยากจะถามว่า คุณคิดว่าการปฏิวัติฝรั่งเศสนี้ … “เข้า ใจสถานการณ์ที่ดี ประเมินสถานการณ์ถูกต้อง จะนำไปสู่ยุทธศาสตร์และยุทธวิธีที่ถูกต้องและได้รับชัยชนะ” โอ้โฮ มนุษย์ถ้ามันง่ายอย่างนั้นก็ชนะมาไม่รู้ต่อกี่ครั้ง ใช่ไหมฮะ มันไม่มีน่ะ Pre-condition 3 ชั้น “เข้าใจสถานการณ์ ประเมินถูกต้อง จึงนำไปสู่การปฏิวัติที่ถูกต้อง และจะนำไปสู่ชัยชนะ” คุณต้องการ 3 ชั้นที่ลงล็อกกันพอดี ชีวิตมนุษย์จริงๆ มันไม่ง่ายขนาดนั้น พวกเราในห้องนี้ ตัดสินใจเรื่องใหญ่เรื่องเล็กผิดกันมาไม่รู้กี่ครั้ง ใช่ไหมฮะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เราตัดสินใจผิดมากี่ครั้งแล้วในชีวิตเราเอง เพียงแต่ว่ามันไม่ใช่เรื่องที่ใหญ่นัก ผมตัดสินใจครั้งสำคัญในชีวิตผิดมาแล้วในเรื่องที่ใหญ่ หลายคนในที่นี้อาจยังไม่เคย...ในเรื่องเล็กๆ ที่เราตัดสินใจผิดอยู่ที่วัน เราจะเลี้ยวซ้ายหรือเลี้ยวขวาเพื่อมา มช. ดีเนี่ย เลี้ยว...ไปผิดที่เจอรถติดงานโอท็อป ...นี่เป็นการยกตัวอย่างเรื่องเล็กๆ และเป็นเรื่องตลก แต่ถ้าคุณคิดถึงเรื่องที่ไม่เล็ก และไม่ตลกนั้น มันเป็นโศกนาฏกรรม บ่อยครั้งฐานข้อมูลในการประเมินมันคือชุดเดียวกัน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บ่อยครั้งคนๆ เดียวกันประเมินข้อมูลเหมือนกัน คนๆ เดียวกัน ยังไม่สามารถบอกได้เลยว่าต้องตัดสินใจอย่างนี้แน่ ไม่ตัดสินใจแบบนั้นแน่ มีกี่ครั้งที่ประมวลข้อมูลแล้ว ประเมินแล้ว ก็ยังลังเลว่าเอายังไงดีวะ มีอยู่แทบทุกวัน เพราะเมื่อประมวลข้อมูล ประมวลสถานการณ์แล้ว มันยังไม่ได้นำไปสู่คำตอบว่าเราควรตัดสินใจอย่างไร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เรายังลังเลอยู่ดีว่าจะเอาไงดี แล้วในชีวิตมีกี่ครั้งที่บอกว่า “เอา งี้ละวะเป็นไงเป็นกัน” บ่อยจะตายไป หรืออาจไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยครั้งและไม่ได้เกิดขึ้นเป็นประจำ แต่ในโศกนาฏกรรม(เป็นแบบนี้)แทบทุกครั้ง มันจะอยู่ในภาวะที่เป็นไปไม่ได้เลยที่จะ “รู้แล้วประเมินอย่างถูกต้อง จึงนำกำหนดยุทธศาสตร์ยุทธวิธีที่ถูกต้อง แล้วได้ชัยชนะ” ถ้าเป็นแบบนี้ก็ไม่เป็นโศกนาฏกรรม ถ้าเป็นแบบนี้เขาเรียก เล่นขายของ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นักวิชาการจะทำให้ฝุ่นหายตลบ ด้วยการทำให้ทุกอย่างหรือหลายอย่างมันเป็นเหตุเป็นผลจนเกินไป ตรงนี้ผมพูดเหมือนกับแย้ง ผมขอบอกเพียงแต่ว่าเมื่อเหตุการณ์พฤษภาที่ผ่านมา ถึงจุดหนึ่ง ผมต้องหยุดคิดในความหมายของการหยุดคิดเชิงเหตุผล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แล้วพยายามที่จะ(ทำอย่างที่)คุยในวันนี้ โดยอ่านนิยาย นึกถึงนิยายเรื่องที่เคยอ่าน นึกถึง Tragedy ที่เคยอ่าน พยายามทำความเข้าใจว่าคนเราอยู่ในภาวะอย่างไร นึกถึงตัวเองเมื่อ 6 ตุลา ว่าเราอยู่ในภาวะอย่างไร แล้วจะรู้ว่า มันจะยากลำบากเพียงไหน ที่จะต้องตัดสินใจแล้วออกหัวหรือออกก้อย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผมไม่ได้ปฏิเสธ หรือต้องการให้พวกเราปฏิเสธการใช้เหตุใช้ผล ผมบอกแต่เพียงว่า... การมีความรู้ การมีเหตุผล เป็นเรื่องจำเป็นมาก แต่มี Limit ... เกินไปจากนั้นมันไม่ใช่เรื่องของเหตุผล ถ้าเราตัดสินใจแล้วได้ดีก็ดีไป เมื่อเราตัดสินใจไม่ได้ หรือเมื่อเราตัดสินใจต่างจากคนอื่น ไม่ว่าจะลงบางซื่อหรือลงหัวลำโพงมันมีโศกนาฏกรรมทั้งนั้น เราน่าจะเห็นอกเห็นใจคนที่ตัดสินใจต่างจากเราได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทั้งหมดที่พูดมานี้เพื่อจะบอกว่าในแนวรบอันหนึ่งคือเรื่องความทรงจำ ในแนวรบเรื่องนี้ เราจะเข้าใจเรื่องที่เกิดขึ้นยังไง มันเริ่มแล้ว ไม่ใช่ต้องรอให้ผ่านไป 10 – 20 ปี อย่ารอนานอย่าง 6 ตุลา มันเริ่มแล้ว แล้วเราทุกคนมีส่วนได้ มีส่วนร่วม ไม่ต้องทำอะไรเป็นพิเศษเลย ...หลายๆ คนทำอยู่มันมีผล มันมี Effect ต่อเรื่องความทรงจำ ว่าเราจะรับรู้เหตุการณ์พฤษภาคมที่ผ่านมาอย่างไรด้วย มันมีผลทั้งนั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
และการรับรู้เหตุการณ์พฤษภาที่ผ่านมาเป็นอย่างไร มีผลต่อความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในอนาคตด้วย มีผล เชื่อผมสิ ถ้าเมื่อไหร่ถูก Breakdown อย่างวินสตัน จูเลีย ในเรื่อง 1984 สยบต่อคำพิพากษาอย่างนายฟักในคำพิพากษา หรือถูกทำลายและทำร้ายด้วยอำนาจรัฐอย่างที่เขากำลังทำอยู่ทุกวันนี้ และไม่สามารถคิดอย่างซับซ้อน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ติดกับอยู่กับความเป็นเหตุเป็นผลโดยไม่ตระหนักว่ามันมี Limit ....ความเข้าใจเหตุการณ์พฤษภาที่ผ่านมาจะเป็นแบบหนึ่ง เช่น อันนี้ยกตัวอย่างนะ เพราะผมไม่รู้จริงๆ ว่าจะออกมาเป็นอย่างไร เช่น ทำให้พลังการเถียงคณะกรรมการอะไรก็แล้วแต่ที่เขาตั้งขึ้นมา มันไม่คม มันไม่ดีพอ หรือทำให้เขา Dominated เกินไป ในขณะที่เราอาจมีวิธีอื่น เราอาจมีความรู้แบบอื่น เราอาจจะสามารถเถียงแบบอื่นได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความรับรู้กับเหตุการณ์พฤษภาที่ผ่านมามีผลมาก อาจจะไม่โดยตรง แต่มีผลมากต่อการที่รัฐบาล จะมีอำนาจทำอะไรตามใจชอบหรือไม่ในอีกปีสองปีข้างหน้า เขาจะเลือกตั้งแล้วจะชนะไหม เขาเลือกตั้งแล้วจะชนะแค่ไหน ชนะแบบไหน หรือเลยไปจากการเลือกตั้ง ถ้าเหตุการณ์สำคัญของสังคมไทยที่ทุกคนเล็งอยู่...ได้เกิดขึ้น ความรับรู้ในเหตุการณ์พฤษภาที่ผ่านมามีผลอย่างมาก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่ายึดถือประเมินตัวเองสูงว่า ทำอะไรก็ได้ตามใจ ...ในขณะเดียวกันอย่าดูถูกตัวเอง แม้กระทั่งจูเลีย-วิ นสตัน การที่นายวินสตันยังเก็บเรื่องมีเซ็กส์กับจูเลียไว้ในใจ enjoy กับการที่มีเซ็กส์กับจูเลียเนี่ย มันกบฏมากนะ ลึกๆ จิตใจเขาไม่รับ Big Brother เขาไม่รับ เขาอาจยอมสยบ แต่ไม่รับ รอวันที่จะโผล่ ถ้าพูดอย่าง 1984 นะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะฉะนั้นเรื่องเหล่านี้อาจดูเป็นเรื่องเล็กๆ แต่พยายามคิดพยายามพูดคือ ไม่ใช่แค่มีจิตใจอย่างชาวพุทธอย่างอาจารย์เสกสรรค์ หรือพระไพศาลพูด เพราะการคิดเรื่องพวกนี้มันนำไปสู่ Social action นำไปสู่โครงการทางสังคมได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
....&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แค่นี้ แล้วจะคุยเรื่องอื่นต่อ หรือเรื่องนี้ต่อก็ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่มา &lt;a href=&quot;http://www.prachatai3.info/journal/2010/07/30508?utm_source=feedburner&amp;amp;utm_medium=feed&amp;amp;utm_campaign=Feed%3A+prachatai+%28%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B9%84%E0%B8%97+Prachatai.com%29&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;ประชาไท&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/rethink/20100801/1805#comments</comments>
 <enclosure url="http://www.arayachon.org/files/thongchai_0.jpg" length="108339" type="image/jpeg" />
 <pubDate>Sun, 01 Aug 2010 22:29:35 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">1805 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>วิสา คัญทัพ บันทึก  : การยุทธและการหยุด กับ ปัญหาสองแนวทางของการนำ</title>
 <link>http://www.arayachon.org/rethink/20100710/1796</link>
 <description>&lt;p&gt;
&lt;b&gt;บันทึกของ วิสา คัญทัพ (ฉบับที่ 1) เรื่องการยุทธและการหยุด &lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทำไม &lt;b&gt;วีระ มุสิกพงศ์&lt;/b&gt; ประธาน นปช.แดงทั้งแผ่นดิน จึงเขียนจดหมายประกาศยุติบทบาทการต่อสู้โดยประกาศลงที่สถานีบางซื่อ ไม่ขอเดินทางต่อไปถึงสถานีหัวลำโพง คำตอบย่อมมาจากการกลั่นกรองเหตุผลหลายประการ จนตกผลึกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;img src=&quot;/files/visa.jpg&quot; align=&quot;absmiddle&quot; height=&quot;360&quot; width=&quot;300&quot; /&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ภาพ วิสา คัญทัพ จาก &lt;a href=&quot;http://talk.mthai.com/uploads/2008/09/15/3870-attachment.jpg&quot;&gt;mthai &lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เป็นการตัดสินใจบนพื้นฐานที่ ไม่ยอมให้มีการสูญเสียชีวิตและเลือดเนื้อประชาชนอีกต่อไป &lt;br /&gt;
เป็นการตัดสินใจบนพื้นฐานที่ยึดมั่นแนวทางสันติวิธีในการต่อสู้ &lt;br /&gt;
เป็นการตัดสินใจที่เห็นว่าข้อเรียกร้อง “ยุบสภา”ได้รับการตอบรับจากรัฐบาลแล้ว ตามเงื่อนไขที่ได้เจรจากัน ดังที่ได้รับมอบหมายให้เป็นตัวแทนการเจรจา และผ่านมติเป็นเอกฉันท์ในทุกเรื่อง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รายละเอียดสุดท้ายคือ การให้ประกันตัวแกนนำทั้ง 24 คน ซึ่งรัฐบาลยอมรับ ขณะที่แกนนำบางส่วน ไม่เชื่อมั่นว่ารัฐบาลจะทำตามคำพูด เพราะหลายคนยังหวั่น พรก.ฉุกเฉิน ทั้งยังเพิ่มข้อเรียกร้องเรื่องนาย&lt;b&gt;สุเทพ เทือกสุบรรณ&lt;/b&gt; ต้องมอบตัวให้ถูกต้อง ตามกระบวนการยุติธรรมกรณีสั่งฆ่าประชาชน 10 เมษาฯ อ้างว่า เพื่อเป็นการรับผิดชอบกับชีวิตวีรชนประชาธิปไตย ข้อเรียกร้องเรื่องสุเทพมอบตัว ทำให้เกิดความสับสนในข้อกฎหมายว่าจะสิ้นสุดลงอย่างไร จึงจะเป็นที่ยอมรับของแกนนำคนเสื้อแดง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วีระ มุสิกพงศ์ เลือกลดบทบาทจากแกนนำ ลงไปเป็นคนเสื้อแดงธรรมดา เพราะเห็นว่า การทำตามสัจจะที่ได้ประกาศไว้ มีความสำคัญต่อสังคมอย่างที่สุด เมื่อประกาศร่วมกันว่า ทั้งสองฝ่ายพร้อมเดินเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ไม่เอาการนิรโทษกรรม ย่อมถือว่าสังคมรับรู้แล้ว 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เมื่อประกาศจะยุบสภาตามวันเวลาที่ชัดแจ้ง ก็ผูกมัดรัฐบาลต่อสายตาสังคมโลก แกนนำคนเสื้อแดงสมควรมอบตัวโดยมิต้องหวั่นไหวใดๆ แม้จะมีการหักหลัง จับกุมกักขังไม่ให้ประกัน แม้อภิสิทธิ์ สุเทพจะหลบหลีกไม่ยอมมอบตัว ก็เป็นเรื่องปกติของฝ่ายที่ยึดกุมอำนาจรัฐ ที่สามารถกระทำเช่นนั้นได้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่วนเราจะยื้อยุดฉุดดึงไปก็ไร้ประโยชน์ เพราะในความเป็นจริง กระบวนการเอาผิดทางกฎหมายต่อรัฐบาล อาชญากรมือเปื้อนเลือด ก็มิได้ยุติลงในรัฐบาลชุดนี้ อภิสิทธิ์ - สุเทพ หนีความผิดไม่พ้น ความไม่ชอบธรรมจะตกอยู่กับอภิสิทธิ์ - สุเทพทันที  การเลือกยุติการชุมนุมในจังหวะนี้ ความชอบธรรมจะอยู่กับฝ่าย นปช. สำคัญที่สุด ประชาชนไม่สมควรต้องสูญเสียเลือดเนื้อและชีวิตอีกเป็นอันขาด ประชาชนคนเสื้อแดงจะต้องกลับบ้านอย่างปลอดภัย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
องค์กร นปช.แดงทั้งแผ่นดิน ยังคงเคลื่อนไหวในหนทางสันติวิธีต่อไปได้ รัฐบาลจะถูกกดดันจากทุกภาคส่วนของสังคม ให้ดำเนินการทุกอย่างไปสู่การยุบสภา อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และสุเทพ เทือกสุบรรณ จะกลายเป็นซากศพที่เดินได้ ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ อดิศร เพียงเกษ,ไพจิตร อักษรณรงค์ และผม เห็นด้วยและตัดสินใจลงสถานีเดียวกัน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แนวทางและชุดความคิดดังกล่าวถูกมองว่าเป็นจิตใจจำนนและถอย ยอมรัฐบาลมากเกินไป คนที่ยังไม่พร้อมจะลงจึงเดินทางต่อไป ถามว่า การเดินทางต่อมีความคิดชี้นำมาจากองค์ประกอบอื่นๆ นอกเหนือจากแกนนำที่ร่วมประชุมกันหรือไม่ เป็นเรื่องที่ต้องอาศัยข้อมูลที่เป็นจริง จึงยังไม่อยากวิเคราะห์ล่วงหน้า อย่างไรก็ตาม แนวทางและชุดความคิดนี้ หากมองกลับเป็นตรงกันข้าม ย่อมสามารถมองว่าเป็นการ “ต่อสู้” ได้ เพราะการที่แกนนำเดินทางเข้ามอบตัว โดยไม่หวั่นกลัวต่อการจับกุมคุมขัง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เท่ากับ แกนนำยอมเสียสละอิสรภาพของตนเพื่อแลกกับการให้ประชาชนกลับบ้าน โดยไม่สูญเสีย ไม่ต้องตายกันอีก เป็นการลงอย่างสันติวิธี ไม่รุนแรง รักษาองค์กรให้คงอยู่และเคลื่อนไหวต่อสู้ต่อไปได้ หลังการประชุมในตู้คอนเทนเนอร์ ที่เวทีราชประสงค์สิ้นสุดลง ในวันที่ 10 พฤษภาคม 2553 วีระ มุสิกพงศ์ ไม่ได้ขึ้นพูดบนเวทีในคืนนั้น แล้วหายไปจากเวที ส่วน อดิศร เพียงเกษ,ไพจิตร อักษรณรงค์ และผม ยังอยู่ต่อ และเข้าร่วมประชุมครั้งสุดท้ายในวันที่ 11 พฤษภาคม 2553&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อดิศร ชี้แจงเหตุผลที่เขาต้องยุติบทบาท แล้วลงจากตู้คอนเทนเนอร์ไปก่อนการประชุมจะสิ้นสุดลง ส่วน ไพจิตรและผมได้แจ้งที่ประชุมว่า จะขอลงสถานีบางซื่อเช่นเดียวกับวีระและอดิศร เช้าวันรุ่งขึ้น ไพจิตร อักษรณรงค์ก็ล้มป่วยเป็นไข้หวัด เจ็บคอ ไม่มีเสียง นอนพักรักษาตัว เราสามคนไม่ได้กลับเข้าไปที่เวทีตั้งแต่วันนั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อครั้งที่ผมและไพจิตร อักษรณรงค์ได้รับมอบหมายให้ดูแลเวทีปราศรัยที่ผ่านฟ้าลีลาศ ก่อนเกิดเหตุการณ์ 10 เมษายน เราคุมสถานการณ์ด้วยสันติวิธี ขณะเครื่องบินเฮลิคอปเตอร์มาบินวนในช่วงบ่ายวันนั้น ผมประกาศให้คนออกมาจากเต็นท์ให้หมด มารวมกันหน้าเวที&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพื่อให้เจ้าหน้าที่บนเครื่องบินที่บินสังเกตุการณ์ได้เห็นว่า มีคนเสื้อแดงมากมาย ผมให้พี่น้องนั่งลง สงบนิ่ง ตั้งสติ ทำสมาธิ ยึดหลักการสันติอหิงสา ปล่อยให้ตำรวจทหารเข้ามาโดยไม่ขัดขวาง หากเขาจะมาจับแกนนำ ให้เปิดทางให้เขาเข้ามาจับบนเวที พวกเราพร้อม เพื่อไม่ให้เกิดความสูญเสียใดๆกับพี่น้องประชาชน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลังจากผมพูดจบลง ไมโครโฟนก็ถูกแย่งดึง โดยบางคนที่ปลุกเร้าเร่าร้อนระดมกำลัง ให้ออกไปปะทะเผชิญสะกัดกั้น ไม่ให้ตำรวจทหารผ่านเข้ามาตามด่านต่างๆ ผลักดันสถานการณ์ไปสู่ความรุนแรง ผมเดินลงจากเวที เพราะผมไม่อยู่ในฐานะที่ไปห้ามปรามแล้วเพื่อน ๆ จะฟัง และไม่มีประโยชน์อะไรที่จะพูดสวนทางกันให้สับสน 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ในใจคิดว่าหากมีการสูญเสียเลือดเนื้อและชีวิตอีก คงรับไม่ไหว ผมติดต่อไปหาณัฐวุฒิ ใสยเกื้อที่เวทีราชประสงค์ให้มาคุมสถานการณ์ที่นี่ด้วยตัวเอง ก่อนที่มันจะลุกลามบานปลาย แต่ไม่เป็นผล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่สุดก็ปะทะกันรุนแรง หลังเหตุการณ์นี้ผมเร่งเร้าให้ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ยุติเวทีที่สะพานผ่านฟ้าลีลาศ หากไม่มีคนนำที่แกนนำเชื่อฟังมาคุมเวที ก่อนที่ประวัติศาตร์นองเลือดจะซ้ำรอย ซึ่งเป็นผลสำเร็จในที่สุด เมื่อตกลงย้ายการชุมนุมไปรวมที่ราชประสงค์จุดเดียว &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กรณี 10 เมษายน 2553 คุกคามจิตใจผมให้หดหู่ ขมขื่น และเจ็บปวดอย่างหนัก สำหรับผม พอแล้ว มันเขียนอะไรไม่ออก มันบอกอะไรไม่ถูก มันไม่ได้สร้างพลังอะไรเลย นอกจากสำนึกแห่งธรรมที่ว่าการฆ่าคือบาป และผู้ที่เกี่ยวข้องกับการทำให้เกิดการฆ่าเล่า จะพ้นบาปไปได้อย่างไร &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วันที่ 10 พฤษภาคม 2553 เมื่อประธานวีระ มุสิกพงศ์ ลงขบวนรถไฟไป เหตุเพราะข้อเรียกร้อง “ยุบสภา”บรรลุแล้ว และแนวทางการต่อสู้ส่อเค้าจะหลุดเฟรมแห่งสันติวิธี มีสำเนียงบางอย่างกระตุ้นเร้าความรุนแรงแทรกซ้อนการนำของ นปช.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผมจึงเห็นด้วยและขอลงสถานีเดียวกับวีระ ใครจะชิงชังรังเกียจและหยามเหยียดอย่างไรก็ว่ากันไป เรารับเสียงร่ำไห้แห่งความโศกเศร้า เลือดเนื้อ น้ำตา การบาดเจ็บ สูญเสีย ไม่ได้อีกแล้ว &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;บันทึกนี้เขียนขึ้น เพื่อชี้แจงเหตุผลแห่งการยุติบทบาทอย่างเป็นทางการของผมและไพจิตร อักษรณรงค์&lt;br /&gt;
&lt;/b&gt;
&lt;br /&gt;
หยุดคือหยุด ไม่ให้ใคร ต้องตายอีก&lt;br /&gt;
หยุดคือหลีก ความรุนแรง อันแฝงฝัง&lt;br /&gt;
หยุดแล้วมวลชนได้ไม่พ่ายพัง&lt;br /&gt;
หยุดเขาขังหลอกเราก็เข้าใจ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หยุดอาจมีความหมายว่าไม่หยุด&lt;br /&gt;
หยุดเพราะแท้ที่สุด หาหยุดไม่&lt;br /&gt;
หยุดการตาย เพื่อให้อยู่ สู้ต่อไป&lt;br /&gt;
หยุดสงวนกำลังไว้ใช้อีกนาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าเราหยุดละวางตรงบางซื่อ&lt;br /&gt;
จักได้ความเชื่อถือมหาศาล&lt;br /&gt;
คลื่นอธรรมก็จะซัดใส่รัฐบาล&lt;br /&gt;
ดำเนินการต้องประกอบด้วยชอบธรรม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หยุดเพราะว่ายุบสภาได้มาแล้ว&lt;br /&gt;
เราได้แนวนำเสนอไม่เพ้อพร่ำ&lt;br /&gt;
เป็นไปตามยุทธวิธีที่ชี้นำ&lt;br /&gt;
ให้ค่อยกินทีละคำจดหมดจาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เหมือนจะยอม เหมือนจะแพ้ แท้แล้วสู้&lt;br /&gt;
ข้างหน้าคุก รออยู่ ไม่สะท้าน&lt;br /&gt;
เพื่อหยุดการเข่นฆ่าอย่างสามานย์&lt;br /&gt;
นี้คือการ เรียกร้อง หยุดของเรา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(บันทึกนี้เขียนวันที่ 13 พฤษภาคม 2553)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;บันทึก ของ วิสา คัญทัพ (ฉบับที่ 2) ปัญหาสองแนวทางของการนำ&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขั้นตอนการต่อสู้ หมายถึงยุทธวิธี มิใช่ยุทธศาสตร์ เหมือนที่ชอบเปรียบเทียบว่า กินข้าวหมดจาน แต่ต้องกินทีละคำ กินหมดจานเป็นยุทธศาสตร์ กินทีละคำเป็นยุทธวิธี  อันที่จริง นปช.แดงทั้งแผ่นดิน มีแนวทาง นโยบาย ยุทธศาสตร์ ยุทธวิธีการต่อสู้ชัดเจน กรอบการปฏิบัติงานผ่านมติจากแกนนำ ลงสู่ผู้ปฏิบัติงานและสมาชิก นปช.โดยบรรจุเป็นหลักสูตรการเรียนการสอนในโรงเรียน นปช.แดงทั้งแผ่นดิน เคลื่อนไหวทางความคิดอย่างเป็นเอกภาพ
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
 เพียงแต่ในความเป็นจริง ในแกนนำกลับไม่เป็นเอกภาพ และยึดกุมแนวทางการต่อสู้ของ นปช.ไม่ได้ ต้องยอมรับว่า คนเสื้อแดงทั้งหมด บางส่วนอาจเห็นด้วยกับ นปช. แต่บางส่วนก็อาจมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันไป จน นปช.ต้องแถลงย้ำยืนยันถึงจุดยืน แยกตัวเองออกจาก กลุ่มแดงสยาม และกลุ่ม เสธ.แดง อยู่บ่อยๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การนัดชุมนุมใหญ่เมื่อวันที่ 14 มีนาคม ที่สะพานผ่านฟ้าลีลาศที่ผ่านมา กำหนดเป้าหมายการต่อสู้เรียกร้องชัดเจนคือ “ยุบสภา” มติเรื่องยุบสภาเป็นมติเอกฉันท์ของแกนนำ นปช.เคลื่อนไหวเรียกร้องประเด็นเดียวชัดเจน ทั้งเนือหาเรื่องราวต่าง ๆ ที่จะพูดจาปราศรัยก็กำหนดกรอบแนวไว้ล้อมรอบเรื่องยุบสภา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การยุบสภาจึงเป็นยุทธวิธี ซึ่งต้องคิดว่าเรียกร้องแค่นี้จะลงทุนลงแรงขนาดไหน ต้องสอดคล้องกับเรี่ยวแรงกำลังและสภาพความจริงที่ตนมีอยู่ ต้องเดินหน้าไปด้วยเหตุผล มิใช่เดินหน้าไปด้วยอารมณ์ความรู้สึก ต้องคิดจากภววิสัยที่เป็นจริง มิใช่คิดจากอัตวิสัย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่ความจริงก็คือ องค์กรนำ นปช.แดงทั้งแผ่นดิน อยู่ในระยะเริ่มต้นดำเนินงานจัดตั้ง การจัดตั้งยังไม่เข้มแข็งพอ แกนนำระดับต่างๆ ยังยอมรับและขึ้นต่อแกนนำระดับศูนย์กลางอย่างหลวมๆ การชุมนุมใหญ่ครั้งนี้ ถึงที่สุดแล้ว การนำยังไม่เป็นเอกภาพ การนำอยู่ในสภาพการณ์ที่ยังไม่พร้อม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะฉะนั้นการคุมทิศทางใหญ่บนเวทีว่าจะไปทางใด แม้จะกำหนดจากมติในที่ประชุมแล้วก็ตาม แต่เป็นการกำนดแบบวันต่อวัน อีกทั้งการปฏิบัติตามมติ ก็มิได้เคร่งครัดเป็นแนวเดียวกันอย่างมั่นคงก็หาไม่ มติพลิกผันเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุการณ์เฉพาะหน้า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดังกรณีการเคลื่อนกำลังส่วนหนึ่งไปชุมนุมกดดันที่ราชประสงค์ เดิมทีตกลงว่าไปแล้วกลับ หรือหากมีการตั้งเวที ก็จะตั้งชั่วคราว พอพูดจาปราศรัยได้ในเย็นวันนั้น แต่ต่อมาก็เปลี่ยนไป ไม่ทราบว่ามีการประชุมกันภายหลังอย่างไร เพราะมีหน้าที่รับผิดชอบอยู่เวทีผ่านฟ้าลีลาศ เช่นนี้เป็นต้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ลักษณะพิเศษของสังคมไทยอย่างหนึ่งคือ วัฒนธรรมเรื่องการพูดความจริง พูดความจริงทั้งหมด หรือพูดความจริงบางส่วน ด้วยเหตุผลอย่างใดอย่างหนี่ง เป็นต้นว่า พูดแล้วจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อกระบวนการทำงานทั้งหมด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พูดแล้วจะส่งผลลบต่อผู้อื่น โดยลืมไปว่า บางครั้ง การข้ามไปไม่พูดจะส่งผลเสียหายให้กับส่วนรวมยิ่งกว่า เพราะอาจทำให้ข้อผิดพลาดสำคัญ ในเรื่องแนวทางใหญ่ผิดเพี้ยนไปด้วยการละเลยไม่พูดถึง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดังนั้น ปัญหาใหญ่ที่จะพูดถึงในที่นี้เป็นเรื่องหลักการ ซึ่งก็คือปัญหาการยึดกุมแนวทางการต่อสู้ของ นปช.แดงทั้งแผ่นดิน และการนำการต่อสู้ไปถูกทางหรือผิดทาง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แนวทางที่ 1 คือแนวทางต่อสู้ด้วยสันติวิธี มีเป้าหมายที่ “ยุบสภา” การประเมินชัยชนะจากการต่อสู้ในครั้งนี้ ต้องถือเป็นชัยชนะทางยุทธวิธี คือยุบสภาพอแล้ว ไม่ใช่ยุทธศาสตร์คือการโค่นอิทธิพลของระบบอำมาตยาธิปไตยในสังคมไทย เพราะฉะนั้น การต่อสู้ดังกล่าวต้องสอดคล้องกับภววิสัยที่เป็นจริง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จริงอยู่ การพูดปลุกเร้าบนเวทีอาจเลยไกลแบบกลอนพาไปถึงอำมาตย์ ทว่าจะลืมเป้าหมายแท้จริงคือ “ยุบสภา”ไม่ได้ ดังนั้น ความสำคัญของการประเมินสถานการณ์จึงเป็นเรื่องใหญ่ แม้ประเมินจากอัตวิสัยของผู้เคลื่อนไหว ก็อาจก่อให้เกิดความผิดพลาดได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สถานการณ์การชุมนุมยืดเยื้อข้ามเดือน เมื่อเมษายน และพฤษภาคมเป็นอย่างไร ต้องย้อนกลับมาที่ ข้อเรียกร้องที่วางไว้แค่ “ยุบสภา” แต่เดิมรัฐบาลอภิสิทธิ์ไม่ยอมเจรจาใดๆกับฝ่ายผู้ชุมนุมเสื้อแดง ยืนยันว่าตนเองมาจากการเลือกตั้ง และจะอยู่ครบเทอม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ต่อมามีการเจรจาครั้งแรก เป็นการเจรจาโดยตรงกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้ารัฐบาล แม้ผลการเจรจาจะจบลงด้วยการตกลงอะไรกันไม่ได้เลย แต่ก็สามารถตรวจสอบผลบวกลบจากกระแสสังคมได้อย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะกระแสสังคม “ตรงกลาง” &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สถานการณ์ในเวลาต่อมาเข้มข้นดุเดือดขึ้น และภาพลบตกอยู่กับฝ่ายรัฐบาลทันทีที่มีการ “ขอคืนพื้นที่” ที่สะพานผ่านฟ้า ราชดำเนิน มีการปราบปรามเข่นฆ่าประชาชน ทำให้มีผู้บาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก “กรณี 10 เมษายน” ทำให้รัฐบาลขาดความชอบธรรม ภาพพจน์ในทางสากลเสียหาย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้สื่อข่าวต่างประเทศรายงานไปทั่วโลก จนคณะฑูตจากประเทศต่าง ๆ หลายประเทศต้องเข้ามาติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมเข้าพบทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน รวมถึงเข้าเยี่ยมเยียนผู้ชุมนุมที่ราชประสงค์ในเวลาต่อมาด้วย ต้องพูดว่า รัฐบาลไม่สามารถขอพื้นที่ที่สาพานผ่านฟ้าคืนได้ ประชาชนต้านการล้อมปราบด้วยสองมือเปล่าอย่างแข็งขัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขณะที่เกิดการตอบโต้ด้วยความรุนแรงจากชายในชุดไอ้โม่งดำ อันเป็นกองกำลังไม่ทราบฝ่าย ที่รัฐบาลก็ไม่สามารถระบุได้ชัดเจนว่าเป็นกำลังของใครกันแน่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กรณี 10 เมษายน ทำให้รัฐบาลอภิสิทธิ์มีภาพลบ ฆ่าประชาชน ใช้ความรุนแรง ส่งผลให้การชุมนุมที่ราชประสงค์ เพิ่มจำนวนขึ้นคึกคักหนาตาจากคนชั้นกลางในกรุงเทพฯ (รวมถึงคนที่อยู่ “ตรงกลาง”) เสียงเรียกร้องให้รัฐบาลเจรจากับคนเสื้อแดงดังขึ้นจากทุกวงการ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แกนนำ นปช.ได้มอบหมายให้มีผู้แทนไปเจรจากับเจ้าหน้าที่รัฐบาล ที่สุดรัฐบาลก็ยอมให้มีการเลือกตั้งภายในวันที่ 15 พฤศจิกายน ซึ่งมีความหมายว่าวันยุบสภาจะเป็นวันที่ 15-30 กันยายน ตรงนี้หากเราจะลองลำดับขั้นตอน การเรียกร้องต่อสู้เพื่อการยุบสภาของคนเสื้อแดง จะเห็นว่าได้รับชัยชนะมาเป็นลำดับได้ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1.    เริ่มต้นจากรัฐบาลประกาศจะอยู่ครบเทอม โดยรัฐบาลยังมีเวลาถึง 1 ปี 9 เดือน&lt;br /&gt;
2.    ต่อมา รัฐบาลขอเวลา 9 เดือน (เท่ากับลดไป 1 ปี)&lt;br /&gt;
3.    สุดท้าย รัฐบาลประกาศวันเลือกตั้ง ซึ่งมีความหมายว่าจะยุบสภาภายใน 4-5 เดือน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความจริงก็คือ หากไม่มีการเคลื่อนไหวของ นปช.แดงทั้งแผ่นดิน รัฐบาลย่อมไม่ยุบสภาอย่างแน่นอน ต่อเมื่อมีการเคลื่อนไหวของ นปช.ต่างหากเล่าจึงทำให้รัฐบาลเริ่มยื้อเรื่องเวลาในการยุบสภา ยื้อไปยื้อมาก็ต้องยอมยุบสภาในเวลาสั้นที่สุด หากถามว่า เป็นเช่นนี้จะถือป็นชัยชนะที่น่าพอใจได้หรือยังสำหรับ นปช. &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตรงนี้ต่างหากเล่าที่แกนนำ นปช.มีความคิดเห็นแตกต่างกัน &lt;br /&gt;
ตรงนี้ต่างหากเล่าที่เป็นปัญหาการนำสองแนวทางที่ไม่เหมือนกัน &lt;br /&gt;
ตรงนี้ต่างหากเล่า ที่ประธาน นปช.แดงทั้งแผ่นดิน นายวีระ มุสิกพงศ์ ผู้ที่ได้รับมอบหมายให้ไปเจรจาเริ่มถอดใจ และเห็นว่าเราเดินทางมาถึงสถานี “บางซื่อ” ที่สมควรจะต้องลงจากรถไฟแล้ว &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตรงนี้ต่างหากเล่าที่จะสร้างความชอบธรรมให้ นปช.ที่จะสลายการชุมนุมอย่างสันติสงบ ขณะคลื่นความรุนแรงอันควบคุมไม่ได้ กำลังก่อเค้ามืดทะมึนขึ้นมาอย่างที่แกนนำก็ไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ (ขณะนั้นมีกรณียิงเอ็ม 79 และการปะทะที่ศาลาแดงเกิดขึ้นแล้ว) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตรงนี้ต่างหากเล่า ที่คนเสื้อแดงจะได้กลับบ้านอย่างปลอดภัยและยิ่งใหญ่ เหมือนขณะที่เมื่อขามาก็เข้ามาชุมนุมอย่างยิ่งใหญ่ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตรงนี้ต่างหากเล่า ที่จะสงวนกำลังของคนเสื้อแดงไว้เคลื่อนไหวต่อสู้ เพื่อเป้าหมายที่ใหญ่กว่านี้ต่อไป &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตรงนี้ต่างหากเล่าที่กระแสสังคมทุกภาคส่วน จะซัดกลับไปกดดันที่รัฐบาลว่า จะทำตามคำมั่นสัญญาประชาคมหรือไม่อย่างไร &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตรงนี้ต่างหากเล่า ที่จะทำให้รัฐบาลต้องตกเป็นจำเลยแห่งความรุนแรงในกรณีวันที่ 10 เมษายน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตรงนี้ต่างหากเล่า ที่อภิสิทธิ์จะล้างมือที่เปื้อนเลือดถึงสองครั้งสองครา ทั้งจากเมษาปี 52 และเมษาปี 53 ได้หมดหรือไม่ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
และ ตรงนี้ต่างหากเล่า ที่จะทำให้รัฐบาลอภิสิทธิ์หมดความหมายกลายเป็นซากศพที่เดินได้ในที่สุด &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คนจำนวนหนึ่งในแกนนำต้องการหยุดตรงนี้ เพราะถือว่าการเรียกร้อง “ยุบสภา” ได้มาแล้ว ทั้งคิดสงวนกำลังไว้เพื่อศึกที่ยิ่งใหญ่กว่านี้ในอนาคต บางคนได้แสดงออกโดยการลดบทบาทไม่ขึ้นเวทีปราศรัย ลงไปเป็นคนเสื้อแดงที่นั่งดูเหตุการณ์อยู่วงนอก &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ข้อต่อรองอื่นๆนอกเหนือจากนี้ เป็นต้นว่า เมื่อแกนนำ นปช.เข้ามอบตัวแล้ว ให้ประกันตัวหรือไม่ ให้ประกันตัวกี่คน เจ้าหน้าที่รัฐบาลอย่างนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ก็ต้องไปมอบตัวด้วย ไม่น่าจะถือเป็นประเด็น เพราะแม้รัฐบาลจะบิดเบี้ยวไม่ให้ประกันตัว ต้องควบคุมตัวตาม &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พรก.ก็ไม่มีปัญหาใดๆ เพราะพี่น้องเราเสียสละชีวิตเมื่อ 10 เมษา ชีวิตสำคัญกว่าอิสระภาพของพวกเรา ข้อต่อรองเรื่องตัวเองจึงไม่ใช่สาระสำคัญ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แนวทางที่ 2 คือแนวทางที่ให้มีการชุมนุมต่อ ปฏิเสธการเจรจาที่ตกลงกันมาแล้ว ไม่เชื่อว่ารัฐบาลจริงใจที่จะทำตามคำมั่นสัญญา ทั้งวิเคราะห์ปัจจัยด้านบวกอีกหลายประการที่ทำให้เห็นว่า หากชุมนุมยืดเยื้อไปอีก จะได้ชัยชนะที่มากกว่าการยุบสภา มีบางสิ่งบางอย่างที่ทำให้พวกเขาเชื่ออย่างนั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อีกประการหนึ่ง หลังวันที่ 10 พฤษภาคม ความรุนแรงบางส่วนที่ควบคุมไม่ได้เริ่มเกิดขึ้นแล้ว ทั้งมีแนวโน้มว่าจะเกิดขึ้นอีกวันใดวันหนึ่งก็ได้ กระทั่งมีกระแสเข้มข้นข่มขู่ ห้ามสลายการชุมนุมในลักษณะปัจเจกบุคคล ของบางคนด้วยถ้อยคำกร้าวร้าวรุนแรง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อะไรคือสิ่งที่มากไปกว่านั้นที่ต้องการได้จากรัฐบาล อะไรคือจุดที่ทำให้แกนนำบางคน ต้องเปลี่ยนความคิดกระทันหันจากการเลือกแนวทางที่ 1 มาเป็นแนวทางที่ 2 อะไรคือความคิดชี้นำที่ทำให้เชื่อมั่นว่า การสู้ต่อไปจะทำให้ได้ชัยชนะแบบเด็ดขาด ประเด็นก็คือ ชนะแค่ไหนและอย่างไร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คุ้มต่อการต้องสูญเสียชีวิตเลือดเนื้อของพี่น้องประชาชนต่อไป อีกหรือไม่ โดยเฉพาะหากได้มาแค่ยุบสภาในทันที แล้วต้องเสียชีวิตบาดเจ็บมากมายขนาดนี้ คุ้มหรือ จริงแล้วแม้เพียงชีวิตคนเดียวก็ไม่สมควรแลก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บัดนี้ รอยต่อของสังคมไทยแตกแยกอย่างยาก ที่จะเชื่อมกลับคืนได้สนิทเหมือนเดิม เราอาจผ่านช่วงแห่งการดำเนินสงครามประชาชน ระหว่างรัฐเผด็จการกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยและแนวร่วมมาแล้วในอดีต &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่นั่น หากกล่าวให้ถึงที่สุด ก็เป็นสงครามความขัดแย้งทางการเมืองของคนชั้นสูง คนชั้นกลาง และปัญญาชนที่ปฏิวัติ เท่านั้น สามัญชนธรรมดายังเป็นเพียงผู้ยืนดูอยู่วงนอก เป็นเพียงผู้ถูกแย่งชิงจากสองฝ่าย ยังไม่ตื่นตัวและเจ็บปวดล้ำลึกเท่าเหตุการณ์ในปี พ.ศ.นี้ เราจึงผ่านมาได้ด้วยนโยบายที่ใช้การเมืองนำการทหาร(66/23) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วันนี้รัฐบาลกลับมาใช้การทหารนำ ทั้งเข่นฆ่าโหดเหี้ยมยิ่งขึ้นกว่าเดิม ซ้ำมิได้กระทำต่อนักเรียน นักศึกษา ปัญญาชนเหมือนเหตุการณ์เมื่อ 6 ตุลาคม 2519 หากกระทำต่อคนรากหญ้าสามัญชนคนจำนวนเรือนล้าน ผู้ต้องการประชาธิปไตยอย่างแท้จริง อำมหิตเกินกว่าอดีตที่ผ่านมาหลายเท่านัก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เช่นนี้แล้วจะหานโยบายอันใดเล่ าที่จะมาปรองดองสมานฉันท์ให้ไทยไม่แตกแยกได้ หลังเข่นฆ่าแล้ว เขายังจับกุมคุมขัง ลิดรอนสิทธิ์เสรี แบ่งขั้วแยกข้าง ปากปรองดองแต่ใจเชือดคอ ภาวะปริร้าวของสังคมจึงยากที่หาร่องรอยต่อติด &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อไม่มีพื้นที่ของนิติรัฐนิติธรรม แล้วจะหาพื้นที่ของความเป็นกลางได้จากที่ไหน อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรีตลอดกาล “อันรามลักษณ์ยักษ์ลิงจริงหรือไร สวมหัวให้จึงเป็นลักษณ์ยักษ์หรือลิง”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สักวันหนึ่ง โขนละครต้องปิดฉากจบ เรื่องใครก่อกรรมทำเข็ญเช่นใดไว้ จักต้องเผชิญกรรมจริงที่ตนกระทำ หนีไม่พ้น “ผู้ปกครองต่างมาแล้วสาปสูญ” หากแต่ประชาชนยังอยู่ อยู่ตลอดไป “ประชาชนสมบูรณ์นิรันดร์ไป”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประชาชนฆ่าไม่ตาย ทำลายไม่หมด การใช้การทหารยุติปัญหา ก็เหมือนใช้ฝ่ามือปิดฟ้า ปิดอย่างไรก็ไม่มิด ประเทศไทยเดินเข้าจุดอับจนอย่างยากที่จะหลีกเลี่ยงได้.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บันทึกนี้เขียนเสร็จ 11 มิถุนายน 2553
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ที่มา &lt;a href=&quot;#!/profile.php?id=1824579285&amp;amp;v=wall&amp;amp;ref=ts&quot;&gt;facebook ของ Visa Khanthap&lt;/a&gt;&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;border-collapse: separate; font-style: normal; font-variant: normal; font-weight: normal; letter-spacing: normal; line-height: normal; orphans: 2; text-indent: 0px; text-transform: none; white-space: normal; widows: 2; word-spacing: 0px; font-size: medium; font-family: &#039;Times New Roman&#039;; color: #000000&quot;&gt;&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot; style=&quot;font-size: 16px; font-weight: bold; text-align: left; font-family: &#039;lucida grande&#039;,tahoma,verdana,arial,sans-serif; color: #333333&quot;&gt; &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/rethink/20100710/1796#comments</comments>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/287">crisis</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/284">politics</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/358">red-shirt</category>
 <enclosure url="http://www.arayachon.org/files/visa.jpg" length="38189" type="image/jpeg" />
 <pubDate>Sat, 10 Jul 2010 15:23:48 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">1796 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>ต้องยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน</title>
 <link>http://www.arayachon.org/editorial/20100705/1790</link>
 <description>&lt;p&gt;
พ.อ&lt;b&gt;.สรรเสริญ แก้วกำเนิด&lt;/b&gt; โฆษก ศอฉ. แถลงเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม ศกนี้ว่า สถานการณ์ขณะนี้ ยังไม่น่าไว้วางใจ มีการบิดเบือนข้อมูลข่าวสาร มีการปลุกระดมมวลชนในท้องถิ่นต่าง ๆ ไม่มีการส่งคืนอาวุธทางราชการให้กับเจ้าหน้าที่ ศอฉ. ประชุมพิจารณาเหตุดังกล่าว 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
จึงมีมติเอกฉันท์ว่า มีความจำเป็นต้องมี 
พ.ร.ก.ฉุกเฉินเป็นเครื่องมือในการดูแลพื้นที่ทั้ง 24 จังหวัดต่อไป ซึ่งในวันที่ 6 ก.ค.นี้ นาย&lt;b&gt;สุเทพ 
เทือกสุบรรณ&lt;/b&gt; จะนำข้อเสนอนี้ให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) โดย 24 จังหวัดที่เสนอให้ต่ออายุประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ได้แก่ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;จังหวัดกรุงเทพ
มหานคร จังหวัดนนทบุรี จังหวัดสมุทรปราการ จังหวัดปทุมธานี จังหวัดนครปฐม 
จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จังหวัดชลบุรี จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดเชียงราย 
จังหวัดลำปาง จังหวัดนครสวรรค์ จังหวัดน่าน จังหวัดขอนแก่น จังหวัดอุดรธานี
จังหวัดชัยภูมิ จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดศรีษะเกษ จังหวัดอุบลราชธานี 
จังหวัดมหาสารคาม จังหวัดร้อยเอ็ด จังหวัดหนองบัวลำภู จังหวัดสกลนคร 
จังหวัดกาฬสินธิ์ และ จังหวัดมุกดาหาร&lt;/b&gt; ทั้งนี้ตามรายงานข่าวจาก &lt;a href=&quot;http://www.thairath.co.th/content/pol/94034&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;ไทยรัฐออนไลน์&lt;/a&gt; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ตาม มาตรา 5 ของ &lt;a href=&quot;http://web.krisdika.go.th/data/law/law2/%A1119/%A1119-20-2548-a0001.pdf&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;พ.ร.ก. 
ว่าด้วยการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548&lt;/a&gt; บัญญัติให้ 
ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน มีอายุใช้บังคับตามที่กำหนด แต่ไม่เกิน 3 เดือนนับตั้งแต่วันที่ประกาศ 
แต่นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี อาจขยายอายุประกาศฯดังกล่าวออกไปได้คราวละไม่เกิน 3 เดือน
&lt;/p&gt;
&lt;b&gt;&lt;/b&gt;
&lt;p&gt;
เจตนารมย์ของกฎหมายฉบับนี้ ก็เพื่อให้รัฐ&lt;b&gt;มีอำนาจพิเศษ เป็นการชั่วคราว เพื่อรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรง&lt;/b&gt; เช่น เกิดภัยพิบัติสาธารณะ จลาจล การก่อการร้าย เป็นต้น ตามหมายเหตุท้าย พรก.ที่ว่า
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;quot; &lt;i&gt;มีปัญหาเกี่ยวกับความมั่นคงของรัฐ ซึ่งมีความร้ายแรงมากยิ่งขึ้น จนอาจกระทบต่อเอกราชและบูรณภาพแห่งอาณาเขต และก่อให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยในประเทศ รวมทั้งทำให้ประชาชนได้รับอันตรายหรือเดือดร้อน จนไม่อาจใช้ชีวิตอย่างเป็นปกติสุข และไม่อาจแก้ไขปัญหาด้วยการบริหารราชการในรูปแบบปกติได้ สมควรต้องกำหนดมาตรการ ในการบริหารราชการสำหรับสถานการณ์ฉุกเฉินไว้เป็นพิเศษ เพื่อให้รัฐสามารถรักษาความมั่นคงของรัฐ ความปลอดภัยและการรักษาสิทธิและเสรีภาพของประชาชนทั้งปวง ให้กลับสู่สภาพปกติได้โดยเร็ว &lt;/i&gt;&amp;quot;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
รัฐบาลอภิสิทธิ์ &lt;a href=&quot;http://media.thaigov.go.th/pageconfig/viewcontent/viewcontent1.asp?pageid=471&amp;amp;directory=1779&amp;amp;contents=43747&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรงฯ&lt;/a&gt; ตั้ง ศอฉ. เพื่อใช้อำนาจพิเศษ 
ตาม พรก.ฉุกเฉินฯ จัดการกับคนเสื้อแดงที่มาชุมนุมอย่างสันติ 
เพื่อเรียกร้องให้นายกฯอภิสิทธิ์ยุบสภา เป็นการประกาศฯ 
ที่ถูกโต้แย้งมาโดยตลอดว่า &lt;b&gt;ลุแก่อำนาจ อ้างเหตุฉุกเฉินลอยๆ ไม่ใช่เหตุตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ใน พรก. เป็นการใช้อำนาจเผด็จการ โดยไม่ชอบธรรมทางการเมืองและไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เพื่อกำจัดศัตรูทางการเมืองของฝ่ายตน&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ผลจากประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรงดังกล่าว ทำให้เจ้าหน้าที่รัฐ ลุแก่อำนาจ เนื่องจากได้รับความคุ้มครองจาก พรก.ฉุกเฉินฯว่า ไม่ต้องรับผิดทางปกครองและทางอาญา เจ้าหน้าที่ทหารตำรวจ ใช้รถหุ้มเกราะและอาวุธสงครามจำนวนมาก เข้าสลายการชุมนุมของคนเสื้อแดงที่สี่แยกราชประสงค์ เมื่อวันที่ 19 พค. ศกนี้ ทำให้ประชาชนตาย 90 กว่าคน และได้รับบาดเจ็บเกือบ 2 พันคน
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ปัจจุบัน เหตุการณ์ผ่านมาเดือนกว่าแล้ว แทบไม่ปรากฎเหตุฉุกเฉินรุนแรงใด ๆ  แต่ศอฉ. ก็ยังคงอ้างเหตุเดิมๆ เพื่อคงประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรงทั้ง 24 จังหวัดไว้ต่อไป โดยไม่เข้าใจว่า การคงประกาศฯไว้ คือการที่ไทยประกาศยอมรับต่อชาวโลกว่า&lt;b&gt; ไทยเป็นประเทศที่มีอันตรายร้ายแรงต่อ การท่องเที่ยว การค้าและการลงทุนของชาวต่างชาติ&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ถ้ายกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรง ศอฉ.ที่ตั้งขึ้นเพื่อใช้อำนาจตามประกาศฯ ก็จะต้องถูกยุบ เจ้าหน้าที่ กิจการงาน รวมทั้งงบประมาณ ก็จะถูกโอนไปให้หน่วยงานราชการตามปกติดำเนินการ รัฐบาลอภิสิทธิ์ ก็ไม่มีอำนาจพิเศษ ตามพรก.ฉุกเฉินฯ อีกต่อไป  
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่ดูเหมือนว่า ศอฉ. ไม่ต้องการถูกยุบและรัฐบาลอภิสิทธิ์ ก็ไม่ต้องการสูญเสียอำนาจพิเศษดังกล่าว จึงพยายามอ้างเหตุผลต่างๆ ข้างต้น ศอฉ.และรัฐบาลอภิสิทธิ์ ได้&lt;b&gt;เสพติดอำนาจ  เหมือนคนขี่หลังเสือ ไม่กล้าลงจากหลังเสือ เพราะกลัวเสือกัด &lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;ลืมไปว่า อำนาจเหมือนดาบสองคม ยิ่งมีอำนาจที่ไม่มีการตรวจสอบ โอกาสที่จะเกิดหายนะจากการใช้อำนาจนั้น ก็ยิ่งสูงตามไปด้วย&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ประชาชนผู้รักเสรีภาพและประชาธิปไตย จึงต้องร่วมมือกัน เรียกร้องต่อสู้ให้ &lt;b&gt;ยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินฯโดยเร็วที่สุด เรียกร้องให้ตรวจสอบการประกาศฉุกเฉินฯ และการใช้อำนาจตามประกาศฉุกเฉิน นำตัวผู้ใช้อาวุธสังหารและทำร้ายประชาชนมาลงโทษตามกฎหมาย &lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/editorial/20100705/1790#comments</comments>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/287">crisis</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/284">politics</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/474">ศอฉ</category>
 <pubDate>Mon, 05 Jul 2010 22:07:40 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">1790 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>ว่าด้วยข้อเสนอของธง แจ่มศรี : สังคมไทยเป็นทุนนิยมแล้วทั้งรากฐานเศรษฐกิจและโครงสร้างชั้นบนจริงหรือ ?</title>
 <link>http://www.arayachon.org/rethink/20100704/1789</link>
 <description>&lt;p&gt;
คุณวรวิทย์ได้เขียนบทความตีพิมพ์ใน “&lt;a href=&quot;http://jtvv.org/&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;วารสารเสียงชาวบ้าน&lt;/a&gt;” ฉบับที่ 50 ประจำเดือนมีนาคม-เมษายน 2553 คอลัมน์ส่องกล้องมองสังคม วิพากษ์ทัศนะของ&lt;b&gt; ธง แจ่มศรี&lt;/b&gt; ที่เห็นว่า &lt;b&gt;รากฐานทางเศรษฐกิจของสังคมไทยเป็นทุนนิยมแล้ว แต่โครงสร้างชั้นบนยังเป็นศักดินาอยู่  &lt;/b&gt;ซึ่งคุณวรวิทย์เห็นว่า สังคมไทยในปัจจุบันเป็น &lt;b&gt;สังคมทุนนิยมแล้ว ทั้งรากฐานทางเศรษฐกิจและโครงสร้างชั้นบน&lt;/b&gt; คือการปกครองเป็นประชาธิปไตยของชนชั้นนายทุนแล้ว แต่ยังมีส่วนที่ไม่สมบูรณ์และไม่สมประกอบ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;อะไรคือรากฐานเศรษฐกิจและโครงสร้างชั้นบน&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รากฐานเศรษฐกิจ ตามคำจำกัดความหมายถึง ผลรวมของความสัมพันธ์ทางการผลิต ในขั้นการพัฒนาทางประวัติศาสตร์ที่แน่นอนของสังคมหนึ่ง ๆ (บ้างเรียกว่าแบบวิธีการผลิต เช่น ในสังคมศักดินา แบบวิธีการผลิตคือเศรษฐกิจธรรมชาติผลิตเพื่อกินเองใช้เอง จะเรียกว่าเศรษฐกิจพอเพียง ก็ย่อมได้ สังคมทุนนิยม แบบวิธีการผลิตคือ เศรษฐกิจสินค้า ผลิตเพื่อขาย เพื่อการตลาด ไม่ใช่ผลิตเพื่อกินเองใช้เอง เป็นต้น) 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ส่วนโครงสร้างชั้นบนหมายถึง ทัศนะทางการเมือง กฎหมาย ศีลธรรม ปรัชญา ศิลปวัฒนธรรม ศาสนา รูปการจิตสำนึก เป็นต้น การพิจารณาว่าสังคมหนึ่งๆ อยู่ในขั้นการพัฒนาทางประวัติศาสตร์ขั้นใดนั้น ก็พิจารณาได้จากรากฐานทางเศรษฐกิจและโครงสร้างชั้นบน ดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำหรับสังคมไทยอยู่ในขั้นการพัฒนาทางประวัติศาสตร์ขั้นใดนั้น มีการถกเถียงกันมายาวนาน จนถึงปัจจุบันก็ยังเถียงกันอยู่ คุณธงเห็นว่า สังคมไทยกล่าวจากรากฐานทางเศรษฐกิจเป็นทุนนิยมแล้ว แต่โครงสร้างชั้นบนยังไม่ใช่ คุณวรวิทย์เห็นว่า สังคมไทยเป็นทุนนิยมแล้ว ทั้งรากฐานทางเศรษฐกิจและโครงสร้างชั้นบน การเมืองการปกครองเป็นประชาธิปไตยของชนชั้นนายทุนแล้ว ตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองที่นำโดย&lt;b&gt; ดร.ปรีดี พนมยงค์&lt;/b&gt; ในปี พ.ศ. 2475 เป็นต้นมา การปฏิวัติประชาธิปไตยของชนชั้นนายทุน ก็ได้สำเร็จลุล่วงแล้วโดยพื้นฐาน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รากฐานเศรษฐกิจของสังคมไทย ทั้งคุณธง และคุณวรวิทย์ไม่ได้เห็นต่าง และผมก็เห็นด้วยกับทั้ง 2 ท่านคือ ถ้าวิเคราะห์ตามหลักที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ก็เห็นได้ชัดว่า &lt;b&gt;รากฐานทางเศรษฐกิจของสังคมไทยโดยพื้นฐานแล้ว เป็นแบบวิธีการผลิตของทุนนิยม คือเป็นเศรษฐกิจสินค้า&lt;/b&gt; ผลิตเพื่อขายเพื่อการตลาด ไม่ใช่ผลิตเพื่อกินเองใช้เอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่วนรูปแบบการขูดรีดนั้น ก็เป็นการขูดรีดในรูป&lt;b&gt;มูลค่าส่วนเกินโดยพื้นฐาน&lt;/b&gt; ไม่ใช่การขูดรีดในรูปของ&lt;b&gt;ค่าเช่า ดอกเบี้ย &lt;/b&gt;ซึ่งเป็นรูปการขูดรีดหลักของสังคมศักดินา แต่ว่า &lt;b&gt;การขูดรีดแบบศักดินาซ่อนรูป&lt;/b&gt; มีอยู่ในสังคมไทยหรือไม่ อยากให้คุณวรวิทย์ไปศึกาษาค้นคว้าให้มากกว่านี้ ก็จะพบความจริงที่น่าตกใจ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเด็นที่เห็นต่างคือ โครงสร้างชั้นบน ทัศนะทางการเมือง การปกครอง กฎหมาย ศีลธรรม ปรัชญา ศิลปวัฒนธรรม ศาสนา รูปการจิตสำนึก คุณวรวิทย์เห็นว่า การเมืองการปกครอง เป็นประชาธิปไตยของชนชั้นนายทุนแล้วโดยพื้นฐาน แม้จะยังมีส่วนที่ไม่สมบูรณ์และไม่สมประกอบก็ตาม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
และวิพากษ์ ธง แจ่มศรีว่า ไม่ได้ศึกษาประวัติศาสตร์การเมืองไทย โดยเฉพาะตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองปี 2475 จนถึงปัจจุบัน ไม่ได้อ่านและเข้าใจเนื้อหาหลักในรัฐธรรมนูญ 18 ฉบับตั้งแต่ปี 2475 เป็นต้นมา จึงยังละเมอว่า พระมหากษัตริย์อยู่เหนือรัฐธรรมนูญเหนือรัฐอยู่ และวิพากษ์คุณธงว่า เอากระพี้ มาเป็นแก่น เอาแก่นมาเป็นกระพี้ เอาส่วนน้อยมาเป็นส่วนใหญ่ เอาส่วนใหญ่มาเป็นส่วนน้อย 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ผมว่า คุณวรวิทย์ เองนั่นแหละ &lt;b&gt;ไม่เคยเรียนรู้ประวัติศาสตร์ เอารูปแบบมาแทนเนื้อหา เอาปรากฏการณ์มาแทนธาตุแท้ ไม่ยอมทำความเข้าใจว่า ลายลักษณ์อักษรบนแผ่นกระดาษ กับการปฏิบัติจริง&lt;/b&gt; มันตรงกันหรือเปล่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คุณวรวิทย์ ยกเอาขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่งของประวัติศาสตร์มาอธิบาย ยืนยันทัศนะของตัวเอง แต่ละเลยไม่ยอมเอ่ยถึงประวัติศาสตร์ที่ต่อเนื่อง การศึกษาประวัติศาสตร์เพื่ออะไร เพื่อการเรียนรู้ ยึดกุมกฎการพัฒนาของมัน จะได้ช่วยกันผลักดันกงล้อประวัติศาสตร์ให้พัฒนาก้าวไปข้างหน้า ไม่ทำตัวเป็นผู้ขวางกงล้อประวัติศาสตร์ ฉุดรั้งประวัติศาสตร์ให้ถอยหลังเข้าคลอง ซึ่งท้ายที่สุด ถูกกงล้อประวัติศาสตร์บดขยี้จนแหลกลาน 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่ดูเหมือนว่า คุณวรวิทย์ไม่ได้เรียนรู้อะไร จากการศึกษาประวัติศาสตร์เลยแม้แต่น้อย กลับมีหน้ามาวิจารณ์คนอื่นว่า หลงละเมอเพ้อพก แถมยกเอาคำสอนของปรมาจารย์ปฏิวัติที่บอกว่า การศึกษาต้องใช้ท่วงทำนอง “&lt;b&gt;หาสัจจะจากความเป็นจริง&lt;/b&gt;” ไม่ใช่ท่วงทำนองที่ยโสโอหัง “&lt;b&gt;สำคัญว่าตนถูกต้องเสมอ&lt;/b&gt;” และ “&lt;b&gt;ชอบวางตนเป็นอาจารย์ของผู้อื่น&lt;/b&gt;” มาสั่งสอนคุณธง ผมว่า คุณวรวิทย์ ควรเก็บคติพจน์ของปรมาจารย์บทนี้ ไว้สั่งสอนตนเอง น่าจะตรงเป้ากว่า
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;“หาสัจจะจากความเป็นจริง” คืออะไร&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“สัจจะ” หมายถึงสัจธรรม ซึ่งก็คือกฎเกณฑ์ คือความสัมพันธ์ภายในที่เป็นแก่น หรือธาตุแท้ของสรรพสิ่ง “ความเป็นจริง” หมายถึงสิ่งที่เกิดขึ้นจริงทางภววิสัย ไม่ใช่จากตัวหนังสือสวยหรูที่เขียนไว้บนแผ่นกระดาษ หรือสิ่งที่คาดเดาเอาเองทางอัตวิสัย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คุณวรวิทย์ พูดถึงเนื้อหาหลักของรัฐธรรมนูญ 18 ฉบับ หาว่าคุณธงไม่ได้อ่าน ไม่ได้ทำความเข้าใจ ทำไมต้องมีรัฐธรรมนูญถึง 18 ฉบับ คุณวรวิทย์ ละเว้นไม่ยอมพูดถึง มันถูกฉีกทิ้งโดยคณะรัฐประหาร แล้วเขียนใหม่เพื่อเอื้อประโยชน์ให้ผู้มีอำนาจตัวจริง ใช่หรือไม่ใช่ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คุณวรวิทย์มองข้ามประเด็นนี้ไปได้อย่างไร เนื้อหาหลักหรือหลักการ รวมทั้งบทบัญญัติที่เขียนไว้สวยหรูในรัฐธรรมนูญ ถ้าใช้ได้จริง ทุกคนได้ยึดถือปฏิบัติจริง ก็ไม่ต้องมีถึง 18 ฉบับ ฉบับที่ 1 ผู้มีอำนาจแท้จริงไม่ยึดถือปฏิบัติ จึงมีฉบับที่ 2 ที่ 3,4,5 ตามมาจนถึงฉบับที่ 18 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
และยังอาจมีฉบับที่ 19, 20 ไปสิ้นสุดในฉบับที่เท่าไรไม่มีใครรู้ ขึ้นอยู่กับความพอใจ หรือไม่พอใจของผู้มีอำนาจแท้จริง รัฐธรรมนูญแต่ละฉบับ ที่เข้ามาแทนที่ส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจาก การแก้ไขเพิ่มเติมโดยผู้มีอำนาจที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญคือรัฐสภา หากแต่เกิดจากการฉีกทิ้งโดยบุคคลคนเดียว หรือคณะบุคคลเพียงไม่กี่คน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แล้วอย่างนี้คุณวรวิทย์ ยังจะเพ้อฝันและจริงจัง กับข้อความสวยหรูที่เขียนไว้บนแผ่นกระดาษของรัฐธรรมนูญ จะไม่ไร้เดียงสาไปหน่อยหรือ อเมริกาตั้งแต่ประกาศเอกราชมาเป็นเวลากว่า 200 ปี มีรัฐธรรมนูญแค่ฉบับเดียว เขาเทิดไว้เหนือเกล้าถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ สร้างหอเก็บไว้เป็นอย่างดี เพื่อให้ชนรุ่นหลังได้ศึกษาเรียนรู้ ชื่นชม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กล่าวขานว่า นั่นคือกฎหมายสูงสุด เขียนรับรองการเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยของพวกตนไว้ ใครบังอาจฉีกทิ้ง ก็ต้องขอสู้ตายถวายชีวิต แต่ของไทยไม่ถึง 80 ปี ใช้รัฐธรรมนูญสิ้นเปลืองถึง 18 ฉบับ ประชาชนแค่ฉีกบัตรเลือกตั้ง โดยไม่ตั้งใจก็ผิดกฎหมายแล้ว ถูกจับไปดำเนินคดี เสียค่าปรับ เผลอ ๆ อาจติดคุกหัวโต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่ทหารฉีกรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ ไม่ผิดกฎหมาย ยังลอยหน้าลอยตา อยู่ในสังคมได้ทุกยุคทุกสมัย แถมมีพวกสอพลอออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้ ไม่ต้องรับผิดทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ถามว่า เพราะอะไร เพราะว่า นี่คือประเทศไทยที่เขาบอกว่า พวกอำมาตย์ไม่ว่าทำอะไรก็ถูกหมด ส่วนประชาชนคนธรรมดาหรือไพร่สามัญ ไม่ว่าทำอะไรก็ผิดหมด และนี่คือสัจธรรมที่ คุณวรวิทย์ แกล้งทำมองไม่เห็น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คุณวรวิทย์ พูดถึง 14 ตุลา 2516 ว่าประชาธิปไตยมีการพัฒนามากขึ้น แต่ละเว้นไม่ยอมเอ่ยถึงว่า ในช่วงเวลาที่มีการพัฒนาประชาธิปไตยนั้น ผู้นำของขบวนการประชาธิปไตย ได้สังเวยชีวิตเพื่อประชาธิปไตยไปแล้วกี่ศพ และภายหลังจากนั้นอีก 3 ปี คือในวันที่ 6 เดือนตุลาคม ปี พ.ศ. 2519 เกิดการสังหารหมู่อย่างโหดเหี้ยมอำมหิตที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประชาธิปไตยที่พัฒนามาได้ 3 ปีถูกทำลายจนหมดสิ้นโดยฝีมือใคร ลูกเสือชาวบ้าน นวพล กระทิงแดง คนพวกนี้เป็นใคร? มาจากไหน? ใครจัดตั้ง? &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คุณวรวิทย์ ยกเอากรณีการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรขับไล่ทักษิณ ที่มีคนเสนอให้ใช้ มาตรา 7 ขอนายกพระราชทานตามรัฐธรรมนูญปี 2540 เพื่อยุติความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น และกำลังเข้าสู่ทางตัน ซึ่งในหลวงท่านเห็นว่า ทำไม่ได้ แสดงว่ากษัตริย์ไทยไม่มีอำนาจเหนือรัฐในเรื่องสำคัญของการปกครอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่คุณวรวิทย์ หลีกเลี่ยงไม่ยอมเอ่ยถึงว่า ภายหลังจากนั้นไม่นาน สถานการณ์ความขัดแย้ง ก็จบลงด้วยการรัฐประหาร 19 กันยา 2549 โดยฝีมือใคร คุณวรวิทย์อาจเถียงว่า นั่นมันพวกทหารเขาทำ ไม่เกี่ยวกับสถาบันศักดินา ก็ใช่ โดยรูปแบบแล้วเป็นอย่างนั้นจริง แต่เนื้อแท้แล้วมันคืออะไร &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ก่อนหน้านั้น ใครออกมาพูดเรื่องม้ากับจ๊อกกี้ ส่งสัญญาณให้ทหารใช้ปืนโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ไม่ต้องเป็นถึงดอกเตอร์ แค่ชาวบ้านธรรมดาก็อ่านเกมได้อย่างทะลุปรุโปร่ง เว้นแต่เขาผู้นั้นจะแกล้งโง่ ทำเป็นอ่านไม่ออก&lt;br /&gt;
การรัฐประหารยึดอำนาจการปกครอง จากการเลือกตั้งของประชาชน โดยคณะนายทหารเกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า นับแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองปี 2475 เป็นต้นมา ทำให้ประชาธิปไตยของไทยถูกคุมกำเนิด แคระแกน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประชาชนที่เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย ซึ่งเขียนรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญทุกฉบับ ไม่มีโอกาสเรียนรู้ว่าแท้จริงแล้วตัวเองเป็นเจ้าของอำนาจ ไม่มีโอกาสเรียนรู้เพราะถูกคุมกำเนิดอยู่ตลอดเวลาแล้ว ยังถูกพวกชนชั้นสูงในสังคมตราหน้าว่า โง่ งก เห็นแก่เงินไม่กี่บาท เลือกเอาคนไม่ดีมาปกครองบ้านเมือง นายทหารไทยที่ได้รับการอบรมบ่มนิสัย ด้วยระบอบเจ้าขุนมูลนาย จารีตนิยมนั้น เป็นพวกแคปปิตอลลิสต์ หัวเสรีนิยม หรือฟิวดัลลิสต์ หัวอนุรักษ์นิยม ? คำตอบก็เป็นที่รู้ ๆ กันอยู่ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้น การรัฐประหารแต่ละครั้ง ล้วนทำให้การเมืองการปกครองถอยห่าง จากระบอบประชาธิปไตยของชนชั้นนายทุน และเข้าใกล้ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ หรือราชาธิปไตยของชนชั้นศักดินามากขึ้นทุกที จนถึงปัจจุบัน ทุกอย่างก็เห็นกันโทนโท่ ไม่ต้องมีคำอธิบายเพิ่มเติม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คำว่า&lt;b&gt;สมบูรณาญาสิทธิราชย์ใหม่&lt;/b&gt; ตามความเข้าใจของผม ก็หมายถึงว่า &lt;b&gt;โดยรูปแบบแล้ว เป็นประชาธิปไตย แต่เนื้อหาไม่ใช่ เปลือกนอกเป็นประชาธิปไตย แต่เนื้อในไม่ใช่ ทางทฤษฎีเป็นประชาธิปไตย แต่ทางปฏิบัติไม่ใช่ ทางนิตินัยเป็นประชาธิปไตย แต่พฤตินัยไม่ใช่ &lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โดยทางทฤษฎี รูปแบบภายนอกและนัยทางกฎหมาย มีรัฐธรรมนูญระบุเป็นลายลักษณ์อักษรไว้อย่างชัดเจนว่า อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย แต่ในทางปฏิบัติที่เป็นจริง อำนาจนี้จะถูกปล้นชิงแย่งยึดกลับไปเมื่อไรก็ได้ แล้วแต่ความพอใจหรือไม่พอใจของกูผู้มีอำนาจอยู่เหนือ เพราะในประวัติศาสตร์ตลอดเวลาเกือบ 80 ปี เคยเกิดขึ้นมาแล้ว นับครั้งไม่ถ้วน และนั่นคือคำตอบว่า ทำไมจึงมีรัฐธรรมนูญถึง 18 ฉบับ เพราะฉะนั้น มันจะต่างอะไรกับระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
มีคำว่าใหม่อยู่ในวงเล็บ ก็เพื่อจะจำแนกให้เห็นว่า ไม่ใช่สมบูรณาญาสิทธิราชย์แบบดั้งเดิมที่เป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ทั้งรูปแบบและเนื้อหา ทั้งเปลือกนอกและเนื้อใน ทั้งทางทฤษฎีและการปฏิบัติ ทั้งนิตินัยและพฤตินัย เข้าใจง่าย ๆ ไม่มีอะไรซับซ้อน คุณวรวิทย์ แสร้งทำเป็นไม่เข้าใจ เฉไฉไปพูดว่าพระมหากษัตริย์ไม่มีอำนาจเหนือรัฐธรรมนูญ แน่นอน ในทางทฤษฎีไม่มีบทบัญญัติเป็นลายลักษณ์อักษรอยู่ในรัฐธรรมนูญ แต่ในทางปฏิบัติที่เป็นจริง เป็นอย่างไร คงไม่ต้องอธิบาย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อำนาจเหนือรัฐ อิทธิพลนอกรัฐธรรมนูญ อำนาจนอกระบบ มือที่มองไม่เห็น ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ ทั้งหมดนี้ศัพท์ต่างกันแต่มีความหมายอย่างเดียวกัน คือหมายถึงอำนาจแท้จริงที่ครอบงำสังคมไทยอยู่ในทุกวันนี้ แม้จะไม่ได้ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญว่านั่นคือเจ้าของอำนาจตัวจริง แต่โดยความเป็นจริง นี่แหละเจ้าของอำนาจตัวจริง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คุณวรวิทย์น่าจะไปศึกษาประวัติศาสตร์การเมืองไทยตั้งแต่ปี 2475 มาถึงปัจจุบันสักหน่อยว่า ในจำนวนนายกรัฐมนตรี 27 นายนั้น มีนายกรัฐมนตรียศนายพลจากการรัฐประหารกี่นาย นายกรัฐมนตรีพลเรือนจากการเลือกตั้งของประชาชนกี่นาย แต่ละนายอยู่ในตำแหน่งกี่ปี ส่วนไหนมากกว่ากัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
และรัฐบาลโดยคณะรัฐประหาร กับรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนรัฐบาลใด อยู่ในอำนาจยาวนานกว่ากันในช่วงเวลา 80 ปี เอามาเปรียบเทียบกัน ก็จะพบความจริงที่สามารถอธิบายอะไรได้หลาย ๆ อย่าง และสามารถนำไปสู่ข้อสรุปว่า แท้จริงแล้ว รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนนั้น ไม่มีอำนาจแท้จริง ไม่เคยกุมกลไกอำนาจรัฐที่สำคัญโดยเฉพาะคือกองกำลังติดอาวุธได้เลย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากนั้น เราก็สามารถได้ข้อสรูปว่า ประชาธิปไตยของชนชั้นนายทุนได้สถาปนาในสังคมไทยแล้วจริงหรือไม่? ซึ่งคุณวรวิทย์ คงไม่ปรารถนาจะทำเช่นนั้น เพราะอยากจะเดินทางลัด ทำการปฏิวัติประชาธิปไตยแผนใหม่ ตามแบบฉบับของจีน แล้วก้าวไปสู่สังคมนิยมเลยดีกว่า ง่ายดี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อะไรคือการปฏิวัติประชาธิปไตยแผนใหม่ การปฏิวัติประชาธิปไตย เป็นการปฏิวัติของชนชั้นนายทุนที่โค่นล้มชนชั้นศักดินา นำเอาระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยของชนชั้นนายทุน มาแทนที่ระบอบการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์หรือราชาธิปไตยของชนชั้นศักดินา ซึ่งเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ระหว่างศตวรรษที่ 15 ถึงศตวรรษที่ 19 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การปฏิวัตินี้นำโดยชนชั้นนายทุน จึงเรียกว่าการปฏิวัติประชาธิปไตยของชนชั้นนายทุน ส่วนการปฏิวัติประชาธิปไตยแผนใหม่นั้น ยังคงอยู่ในบริบทของการปฏิวัติประชาธิปไตย แต่เป็นประชาธิปไตยของประชาชนซึ่งนำการปฏิวัติโดยชนชั้นกรรมาชีพ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทฤษฎีนี้นำเสนอโดยปรมาจารย์นักปฏิวัติที่ยิ่งใหญ่เหมาเจ๋อตง และนำสู่การปฏิบัติจนประสบความสำเร็จในประเทศจีนมาแล้ว ทฤษฎีนี้เจ้าของทฤษฎีคือ เหมาเจ๋อตงได้วิเคราะห์จากเงื่อนไขประวัติศาสตร์ คือยุคจักรวรรดินิยมกับการปฏิวัติของชนชั้นกรรมาชีพ เห็นว่า &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลังการปฏิวัติสังคมนิยมเดือน 10 ปี 1917 ของรัสเซียได้รับชัยชนะ ก็ได้เปลี่ยนแปลงทิศทางของประวัติศาสตร์ ขีดเส้นแบ่งยุคแบ่งสมัยของโลกทั้งโลก ชี้ว่า “ในยุคดังกล่าว ถ้าหากเกิดการปฏิวัติในประเทศเมืองขึ้นกึ่งเมืองขึ้น ที่คัดค้านจักรวรรดินิยม ซึ่งก็คือคัดค้านชนชั้นนายทุนโลก คัดค้านทุนนิยมโลก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การปฏิวัตินั้น ก็ไม่จัดอยู่ในขอบข่ายของการปฏิวัติประชาธิปไตย ของชนชั้นนายทุนโลกเก่าอีกต่อไป หากแต่จัดอยู่ในขอบข่ายใหม่ ไม่ใช่เป็นส่วนหนึ่งของการปฏิวัติโลกของชนชั้นนายทุน และทุนนิยมอีกต่อไป หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของการปฏิวัติโลก ของชนชั้นกรรมาชีพและสังคมนิยมแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การปฏิวัติที่เกิดขึ้นในประเทศเมืองขึ้นกึ่งเมืองขึ้นชนิดนี้ ขั้นตอนแรก ก้าวที่หนึ่ง ถึงแม้ว่าพิจารณาจากลักษณะสังคม โดยพื้นฐานแล้วยังคงเป็นการปฏิวัติประชาธิปไตยของชนชั้นนายทุน ข้อเรียกร้องทางภววิสัย คือขจัดสิ่งกีดขวางบนหนทางพัฒนาของทุนนิยม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่ว่า การปฏิวัตินี้ จะไม่ใช่การปฏิวัติที่นำโดยชนชั้นนายทุน ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อสถาปนาสังคมทุนนิยม สร้างอำนาจรัฐเผด็จการของชนชั้นนายทุน หากแต่เป็นการปฏิวัติที่นำโดยชนชั้นกรรมาชีพ ที่มีเป้าหมายขั้นแรกเพื่อสถาปนาสังคมประชาธิปไตยแบบใหม่ สร้างอำนาจรัฐเผด็จการร่วมของชนชั้นที่ปฏิวัติทุกชนชั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะฉะนั้นการปฏิวัตินี้ ก็เป็นการขจัดสิ่งกีดขวาง บนหนทางสายใหญ่ของการพัฒนาสังคมสังคมนิยมพอดิบพอดี” (จากสรรนิพนธ์เหมาเจ๋อตง เล่ม 2)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทฤษฎีนี้ใช้ได้ในยุคสงครามกับการปฏิวัติ ถือเป็นสัจธรรมทั่วไป และเมื่อนำไปปฏิบัติโดยประสานกับสภาพรูปธรรม ของสังคมประเทศจีนเก่าในยุคนั้น ก็ประสบผลสำเร็จในยุคดังกล่าว แต่ปัจจุบันเป็นยุคสันติภาพกับการพัฒนา และสัจธรรมทั่วไป ต้องนำไปปฏิบัติ โดยประสานกับสภาพรูปธรรมและลักษณะเฉพาะของสังคมแต่ละสังคม &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเด็นคือ ปัจจุบันที่เรียกกันว่ายุคสันติภาพกับการพัฒนา การนำเสนอประเด็นนี้สอดคล้องกับความเป็นจริงทางภววิสัยหรือไม่ และที่สำคัญสัจธรรมทั่วไป ต้องนำมาประสานกับสภาพรูปธรรม และลักษณะเฉพาะของสังคมแต่ละสังคม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ลักษณะทั่วไปของสังคมประเทศจีนเก่า กับสังคมประเทศไทย มีส่วนที่คล้ายคลึงกันคือ ต่างจัดอยู่ในกลุ่มประเทศเมืองขึ้นกึ่งเมืองขึ้น แต่ลักษณะเฉพาะของสังคมประเทศจีนเก่า กับลักษณะเฉพาะของสังคมประเทศไทย มีความแตกต่างกันอย่างมากทั้งเงื่อนไขประวัติศาสตร์ การเมืองการปกครอง วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเทศจีนเก่าผ่านการปฏิวัติของชนชั้นนายทุนแบบเก่าซึ่งนำโดย ดร.ซุนยัดเซ็นที่เรียกกันว่าการปฏิวัติซินไฮ่ในปี ค.ศ. 1911 หรือ พ.ศ. 2454 โค่นล้มราชวงศ์ชิง สถาปนาประชาธิปไตยชนชั้นนายทุนภายใต้ระบอบสาธารณรัฐ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำหรับประเทศไทยที่พอจะฝืนเรียกว่า การปฏิวัติประชาธิปไตยของชนชั้นนายทุน อันหมายถึงการเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยคณะราษฎร์ในปี พ.ศ.2475 หรือ ค.ศ.1932 ซึ่งนำโดย ดร.ปรีดี พนมยงค์ ทำให้ชนชั้นศักดินาจำยอมสละอำนาจ สร้างประชาธิปไตย ภายใต้ระบอบรัฐธรรมนูญที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเทศจีนเก่าหลังการปฏิวัติซินไฮ่ ได้สร้างอำนาจรัฐเผด็จการ โดยพรรคการเมืองพรรคเดียวคือ พรรคกั๋วหมินตั่งหรือก๊กมิ่นตั๋งมาโดยตลอดจนถึงปี 1949 หรือ พ.ศ. 2492 จึงถูกโค่นล้มโดยพรรคคอมมิวนิสต์จีนที่นำโดยเหมาเจ๋อตง ช่วงเวลา 38 ปี นับจากปี 2454 ถึงปี 2492 ผ่านช่วงประวัติศาสตร์ที่สำคัญ ๆ คือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ช่วงแรกที่พรรคกั๋วหมินตั๋งนำโดย ดร.ซุนยัดเซ็น ต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่บรรดาขุนศึกเฉือนดินแดนแข็งอำนาจ ไม่ขึ้นต่อรัฐบาลกลาง ภายหลังที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนก่อตั้งในปี ค.ศ. 1921 ดร.ซุนยัดเซ็น ผู้นำพรรคกั๋วหมินตั่ง ได้ประกาศนโยบายใหญ่ 3 ประการคือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ร่วมมือกับสหภาพโซเวียต ร่วมมือกับพรรคคอมมิวนิสต์จีน และ อุ้มชูกรรมกรชาวนา ในปี 1924 พรรคกั๋วหมินตั่งกับพรรคคอมมิวนิสต์จีน ร่วมมือกันทำสงครามปราบขุนศึกภาคเหนือ ร่วมกันตั้งโรงเรียนการเมืองการทหาร บ่มเพาะผู้ปฏิบัติงาน โดยมี เจี่ยงเจี้ยสือ หรือที่ทุกคนรู้จักกันดีว่า เจียงไคเช็ค เป็นอธิการบดีและกรรมการฝ่ายการทหาร โจวเอินไหลเป็นกรรมการฝ่ายการเมือง เข้าสู่ยุคสงครามปราบขุนศึกภาคเหนือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ภายหลัง ซุนยัดเซ็น ถึงแก่กรรม เจียงไคเช็ค ผู้นำคนใหม่ของพรรคกั๋วหมินตั่งทรยศต่อการปฏิวัติในปี 1927 กวาดล้างชาวพรรคคอมมิวนิสต์จนเลือดนองแผ่นดิน เข้าสู่ยุคประวัติศาสตร์ของสงครามกลางเมือง เป็นเวลา 10 ปี นับจากปี 1927 ถึงปี 1937 ญี่ปุ่นรุกรานประเทศจีน ความขัดแย้งทางประชาชาติ กลายเป็นความขัดแย้งหลักแทนที่ความขัดแย้งทางชนชั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พรรคคอมมิวนิสต์จีน ร่วมมือกับพรรคกั๋วหมินตั่งอีกครั้ง ทำสงครามต่อต้านญี่ปุ่นเป็นเวลา 8 ปีนับจากปี 1937 ถึงปี 1945 เมื่อญี่ปุ่นพ่ายแพ้สงครามยอมจำนน ความขัดแย้งทางประชาชาติหมดไป ความขัดแย้งทางชนชั้นเลื่อนขึ้นเป็นความขัดแย้งหลักของสังคม เกิดสงครามกลางเมืองครั้งที่ 2 ระหว่างพรรคกั๋วหมินตั่ง ที่นำโดยเจียงไคเช็ค กับพรรคคอมมิวนิสต์จีนที่นำโดยเหมาเจ๋อตงเป็นเวลา 4 ปี นับจากปี 1945 ถึงปี 1949 จีนใหม่หรือ สาธารณรัฐประชาชนจีนจึงได้สถาปนาขึ้นในวันที่ 1 ตุลาคม ปี 1949 ( พ.ศ.2492)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นับเวลาจาก การปฏิวัติซินไฮ่หรือการปฏิวัติประชาธิปไตย ของชนชั้นนายทุนแบบเก่าได้รับชัยชนะในปี 1911 ถึงปี 1949 ที่การปฏิวัติประชาธิปไตย ของชนชั้นนายทุนแบบใหม่หรือแผนใหม่ได้รับชัยชนะ ใช้เวลา 38 ปี นับจากปีที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนก่อตั้ง และเป็นผู้นำการปฏิวัติประชาธิปไตยแผนใหม่ จนได้รับชัยชนะ ก็ใช้เวลาเพียงแค่ 28 ปีจากปี 1921 ถึงปี 1949 นั่นคือประวัติศาสตร์ของจีนช่วง 38 ปีโดยสังเขปนับจากปี ค.ศ. 1911 ที่มีการปฏิวัติประชาธิปไตยของชนชั้นนายทุนแบบเก่าถึงปี ค.ศ.1949 ที่สถาปนาจีนใหม่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มาดูของไทยเรา ตั้งแต่ปี พ.ศ.2475 มาถึงปัจจุบันเป็นเวลา 78 ปีเต็ม ได้ผ่านช่วงประวัติศาสตร์อะไรมาบ้าง คงไม่ต้องจาระไนให้ละเอียด โดยสังเขปก็คือ ผ่านกบฏบวรเดชที่มุ่งหมายจะฟื้นอำนาจศักดินาในช่วงต้น ๆ หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง แม้จะถูกปราบลง แต่ก็มีความพยายามจะฟื้นอำนาจด้วยรูปแบบต่าง ๆ ตลอดเวลา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผ่านการยึดอำนาจรัฐประหารเฉลี่ย 3 ปีต่อครั้ง ใช้รัฐธรรมนูญสิ้นเปลืองถึง 18 ฉบับ มีนายกรัฐมนตรี 27 คน ผู้นำการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครอง ดร.ปรีดี พนมยงค์ ต้องเนรเทศตัวเองไปอยู่ต่างประเทศ จนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต ไม่มีโอกาสกลับมาเหยียบแผ่นดินบ้านเกิดอีกเลย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยก่อตั้งในปี พ.ศ. 2485 หลังการปฏิวัติประชาธิปไตยของชนชั้นนายทุนแบบเก่า 10 ปีคล้ายกับของจีน เคยจับมือกับขบวนการเสรีไทย ซึ่งเป็นขบวนการใต้ดินร่วมกันต่อต้านญี่ปุ่น แต่ไม่เคยจับมือกับพรรคการเมืองที่กุมอำนาจรัฐทำกิจกรรมร่วมกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พรรคการเมืองอันเป็นส่วนประกอบที่สำคัญที่สุด ของระบอบประชาธิปไตยอ่อนปวกเปียก ล้มลุกคลุกคลาน ยกเว้นพรรคการเมืองหัวอนุรักษ์ที่อยู่ยงคงกะพัน นักการเมืองไม่ต้องพูดถึงหัวสังคมนิยม แค่หัวเสรีนิยม หัวประชาธิปไตย ก็ต้องจบชีวิตลงคนแล้วคนเล่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ต่างกับประเทศจีนเก่า หลังการปฏิวัติประชาธิปไตยของชนชั้นนายทุนแบบเก่า ที่อำนาจรัฐกุมอยู่ในมือของ พรรคการเมืองที่เข้มแข็งเพียงพรรคเดียวคือ พรรคกั๋วหมินตั่ง ลักษณะสังคมอย่างนี้ การเมืองการปกครองอย่างนี้ เงื่อนไขประวัติศาสตร์อย่างนี้มีส่วนไหนที่เหมือนกับประเทศจีนเก่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การขนเอาบทเรียนการปฏิวัติของประเทศจีน มาใช้ในประเทศไทยแบบคัดลอกตำรานั้นจะได้ผลหรือ ขอฝากไว้เป็นข้อคิด ผมไม่บังอาจชี้ว่าได้หรือไม่ได้ อีกอย่างบทเรียนของประเทศต่าง ๆ มีให้เราศึกษามากมาย ทำไม่สหภาพโซเวียตจึงล่มสลาย ทำไมกำแพงเบอร์ลินจึงพังทลาย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทำไมประเทศสังคมนิยมในยุโรปตะวันออกจึงพากันเปลี่ยนสี ทำไม่ประเทศจีนที่เป็นสังคมนิยมต้องหันมาปฏิรูปเปิดประเทศ ปรับระบบโครงสร้างเศรษฐกิจ ทำไม่ต้องเปิดตลาดการค้าเสรี ทำไมต้องมี 1 ประเทศ 2 ระบอบ ทำไมต้องสร้างเขตเศรษฐกิจพิเศษ ทำไมต้องใช้เศรษฐกิจกลไกตลาดแบบทุนนิยม มาเสริมเศรษฐกิจวางแผนแบบสังคมนิยม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทำไมต้องนำเข้าทุนจากต่างประเทศ ทำไม่ต้องมีตลาดหุ้นที่เขาบอกว่าเป็นของทุนนิยม ทำไมต้องรับเอาวิธีบริหารจัดการของทุนนิยมมาใช้ในวิสาหกิจสังคมนิยม ทำไมเวียตนามและลาวก็หันมาปฏิรูป ลดดีกรีความร้อนแรงที่มุ่งสร้างสังคมนิยมให้สำเร็จลุล่วงในเร็ววัน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คนที่จะนำการปฏิวัติ จะต้องศึกษาหาข้อมูลให้มากกว่านี้ ไม่ใช่กอดแต่ตำราเก่า ๆ ใช้วาทะกรรมเดิม ๆ
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;nbsp;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ชื่อบทความเดิม : &lt;b&gt;วิพากษ์ “บทวิพากษ์ ของคุณวรวิทย์ ต่อทัศนะของธง แจ่มศรี&lt;/b&gt;” &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โดย &lt;b&gt;อรุโณทัย &lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
มิถุนายน 2553 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ที่มา &lt;a href=&quot;http://thaienews.blogspot.com/2010/07/blog-post_4538.html&quot;&gt;ไทยอีนิวส์ &lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;nbsp;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/rethink/20100704/1789#comments</comments>
 <pubDate>Sun, 04 Jul 2010 21:20:23 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">1789 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>อาเศียรวาทคณะราษฎร ผู้ปฏิวัติประชาชน 24 มิถุนายน 2475  โดย Homo erectus</title>
 <link>http://www.arayachon.org/rethink/20100624/1785</link>
 <description>&lt;p&gt;
สิ้นสุดแล้ว... การปกครอง      อันกดขี่&lt;br /&gt;
ทำคนไร้       สิทธิ์เสรี          เป็นเพียงไพร่&lt;br /&gt;
ต่อจากนี้      เราเป็น “คน”    ใช่เดนใคร&lt;br /&gt;
ประชาชน     ตระหนักใน       ลำแข้งตน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สิ้นสุดแล้ว... การก้ม          คลานหมอบกราบ&lt;br /&gt;
ที่เคยซาบ    ซึ้งซึมซ่าน     เป็นล้นพ้น&lt;br /&gt;
ณ บัดนี้       เราเป็น          ประชาชน&lt;br /&gt;
มิยินยอม     จำนน            อีกต่อไป
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;img src=&quot;/files/039.JPG&quot; align=&quot;absmiddle&quot; height=&quot;350&quot; width=&quot;450&quot; /&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
( ภาพป้ายที่ถนนราชดำเนิน เมื่อครั้ง&lt;b&gt;คนเสื้อแดง&lt;/b&gt; จัดชุมนุมใหญ่ ตั้งเวทีที่สะพานผ่านฟ้า ถ่ายเมื่อ 19 มีนาคม 2553 )
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
24          มิถุนายน    2475&lt;br /&gt;
วันที่ฟ้า     สีทอง       ผ่องไสว&lt;br /&gt;
คณะราษ-  ฎรนำ        สังคมไทย&lt;br /&gt;
สู่ประชา-   ธิปไตย      อันเท่าเทียม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สิทธิ           เสรี           เสมอภาค   &lt;br /&gt;
ทำลายซาก  ศักดินา       กุมบังเหียน&lt;br /&gt;
หลักทั้ง       6 ประการ    เปรียบดั่งเทียน&lt;br /&gt;
สาดส่องแสง เปลี่ยนยุค    สมัยใหม่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คารวะ          แด่คณะ    ราษฎร&lt;br /&gt;
ปฏิวัติ          ถ่ายถอน   ความเป็นไพร่&lt;br /&gt;
เราคือคน     ใช่เศษฝุ่น   ใต้ตีนใคร&lt;br /&gt;
ประกาศชัด   ได้ยินไหม  ฟ้าอมร !&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;เราคือคน     ใช่เศษฝุ่น      ใต้ตีนใคร&lt;br /&gt;
ประกาศชัด  ได้ยินไหม      ฟ้าอมร !&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่มา &lt;a href=&quot;http://www.prachatai3.info/journal/2010/06/30080&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;ประชาไท &lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/rethink/20100624/1785#comments</comments>
 <enclosure url="http://www.arayachon.org/files/039.JPG" length="1498764" type="image/jpeg" />
 <pubDate>Thu, 24 Jun 2010 01:22:09 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">1785 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>ธงชัย วินิจจะกูล : ระบอบอภิสิทธิ์ คืออะไร ? มาร์ค = มาร์คอส ?</title>
 <link>http://www.arayachon.org/rethink/20100621/1781</link>
 <description>&lt;p&gt;
สัญญาณหลายอย่างเผยตัวออกมาชัดเจนขึ้นทุกทีว่า “ระบอบอภิสิทธิ์” คืออะไร ?&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รัฐบาลนี้ใช้อำนาจเบ็ดเสร็จแบบไม่สนใจรัฐธรรมนูญ ทั้งๆ ที่ฝ่ายตนร่างขึ้นมาเอง ในทางปฏิบัติ คือการงดใช้รัฐธรรมนูญตามใจชอบ และทำให้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เป็นกฎหมายสูงสุดยิ่งกว่ารัฐธรรมนูญ ควบคุมข่าวสารเด็ดขาด กวาดล้างจับกุมคุมขังผู้คน โดยไม่ต้องสนใจกระบวนการยุติธรรมหรือสิทธิของผู้คน ข่มขู่ฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองไม่ต่างกับ (หรือยิ่งกว่า) เผด็จการทหาร โดยเฉพาะในต่างจังหวัดและชนบทที่ไม่สนับสนุนรัฐบาล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รัฐบาลนี้เป็นเผด็จการมาก ถึงขนาดที่พูดข้างเดียว ฟังพวกเดียว ไม่แยแสว่าสิ่งที่ตนพูดจะสมเหตุสมผลหรือไม่ โกหกก็ไม่ต้องแคร์ ถูๆ ไถๆ ข้างๆ คูๆ ก็ได้ โดยไม่ต้องกังวลว่าจะน่าเชื่อหรือไม่ อาศัยอำนาจ (ปืนและสื่อ) ยัดเยียดประเด็นและคำอธิบายของตนให้แก่สังคม ทำมากๆ เข้าจนความเท็จกลายเป็นความจริง เรื่องไม่มีมูลกลายเป็นประเด็น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลังประหัตประหารผู้คนเสร็จ ในขณะที่ทำการกวาดล้างจับกุมคุมขังฝ่ายตรงข้ามอย่างหนัก ก็ปรึกษาพวกเดียวกันว่า จะ “ปรองดอง” คือ ทำยังไงไม่ให้มวลชนลุกฮือต่อต้านอีก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความอยุติธรรมแบบ  “สองมาตรฐาน” ยิ่งหนักกว่าเดิม แถมทำกันอย่างโจ๋งครึ่ม โดยไม่ต้องปฏิเสธหรือแก้ตัวอีกต่อไปแล้ว ทั้งผีทักษิณและผู้ก่อการร้ายเป็นการหาเหตุเพื่อการปราบปราม แต่จะยังคงอยู่ต่อไปอีกนานเพื่อหาเหตุให้คงรักษา พ.ร.ก.ฉุกเฉินต่อไปโดยเฉพาะในต่างจังหวัดและชนบทที่เป็นฐานของฝ่ายต่อต้าน รัฐบาล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ไม่ใช่เพียงแค่เพื่อความสงบหลังปราบปรามการชุมนุมเสื้อแดงเท่านั้น แต่เพื่อทำลายคู่ต่อสู้ทางการเมือง สำหรับการเลือกตั้งครั้งหน้า เพื่อรักษาอำนาจของระบอบอภิสิทธิ์ด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ระบอบอภิสิทธิ์คืออะไร ? คือ &lt;b&gt;ระบอบค้ำจุนอภิชนภายใต้รูปโฉมประชาธิปไตย อาศัยการเลือกตั้งและนิติรัฐเป็นความชอบธรรม อาศัยปืนและตุลาการเป็นอำนาจที่แท้จริง อาศัยประชาสังคมของอภิสิทธิชน เป็นฐานมวลชน โดยมีสื่อหลักๆ และนักเคลื่อนไหวภาคประชาชนคนสำคัญๆ เป็นผู้ปฏิบัติงานทางการเมืองในประชาสังคมนั้น&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ครั้นถูกต่อต้าน ระบอบอภิสิทธิ์ก็เผยตัวตนที่แท้จริงว่า เป็นประชาธิปไตยแบบหนา ด้านได้อายอด เอาทั้งเล่ห์กล มนต์คาถา (โฆษณาชวนเชื่อ) สื่อเส้นหนาของอภิสิทธิชนประเภทต่าง ๆ (ปัญญาชน รัฐบาลและเหนือรัฐบาล) กฎหมายอัปลักษณ์ทั้งหลาย (กม.หมิ่นฯ  พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เป็นต้น) และนักสิทธิมนุษยชนกำมะลอ มาช่วยกันยัดเยียดให้ประชาชนต้องทนรับ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พวกเขาพยายามมาแล้วครั้งหนึ่งในปี 2550 แต่ไม่สำเร็จ คราวนี้จึงต้อง&lt;b&gt;โหดกว่าเดิม เด็ดขาดกว่าเดิม เหวี่ยงแหกว่าเดิม ภายใต้ข้ออ้างเดิมๆ ว่าเพื่อต่อสู้กับการซื้อเสียงและผีทักษิณ&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เนื้อแท้ของระบอบอภิสิทธิ์คือ &lt;b&gt;อำนาจนิยมโดยอาศัย พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และกฎหมายอื่นๆ ที่ให้อำนาจแก่รัฐบาลของอภิชน เหนือกว่ารัฐธรรมนูญใดๆ จะให้ได้ นี่แหละคือประชาธิปไตยแบบไทยๆ&lt;/b&gt; ที่พวกเขาพยายามสร้างขึ้นหลังการรัฐประหาร 2549 ทว่ายังไม่สำเร็จสักที&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หากการเลือกตั้งคราวหน้า ยังไม่สามารถรับประกันชัยชนะของระบอบอภิสิทธิ์ได้  เขาก็จะอ้างความไม่สงบเรียบร้อยในการเลือกตั้ง เป็นเหตุเพื่อบิดเบือนผลการเลือกตั้ง หรือเลื่อนการเลือกตั้งออกไป จนกว่าจะชนะแน่ ๆ เสียก่อน นี่ไม่ใช่เส้นทางแบบพม่าดังที่มักกล่าวกัน แต่ตัวอย่างของอำนาจนิยมเบ็ดเสร็จของพลเรือนคือ &amp;quot;ระบอบมาร์คอส&amp;quot; ของฟิลิปปินส์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มาร์คอสไต่เต้าสู่อำนาจด้วยการเลือกตั้ง แต่รักษาอำนาจด้วย พ.ร.ก.ฉุกเฉินและอำนาจกองทัพ โดยอ้างว่า ต้องรักษาความสงบ ต่อสู้กับผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ เขาอาศัยอำนาจตาม พ.ร.ก. เหนือรัฐธรรมนูญ เข้ากวาดล้างจับกุมทำลายคู่ต่อสู้ทางการเมืองอย่างเด็ดขาดโหดร้าย แต่ความสำเร็จทางเศรษฐกิจในระยะแรก ทำให้ระบอบมาร์คอสได้รับความสนับสนุน จากสาธารณชนโดยเฉพาะคนเมืองผู้มีอันจะกินอย่างมาก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ครั้นใกล้หมดเทอมของตน เขาก็แก้รัฐธรรมนูญ เพื่อเปิดโอกาสให้ระบอบของเขามีอำนาจต่อไปได้ ด้วยการอ้างผู้ก่อการร้าย เช่นเคย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;มาร์ค กับ มาร์คอส  คือชื่อเดียวกัน ในคนละภาษาเท่า นั้นเอง&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเด็นสำคัญ มิได้อยู่ที่ระบอบอภิสิทธิ์ ใกล้เคียงหรือต่างกับระบอบมาร์คอสมากน้อยแค่ไหน เพราะแต่ละประเทศย่อมมีเงื่อนไขแตกต่างกันออกไป ตัวอย่างเช่น ลัทธิบูชาบุคคลของระบอบมาร์คอส บูชาตัวมาร์คอสเอง แต่นายมาร์คเป็นเพียงผู้รับใช้คนหนึ่งเท่านั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเด็นน่าคิดก็คือ  ถ้าอภิสิทธ์ชนของไทยหน้ามืดตามัว ถึงขนาดเลือกทางเดินเดียวกับระบอบมาร์คอส เพื่อต่ออายุอำนาจของตนไว้ในระยะใกล้ น่าคิดว่า &lt;b&gt;ประชาธิปไตยแบบไทยๆ(หรือฟิลิปปินส์ๆ)จะเป็นรถไฟขบวนสุดท้ายของอภิชนาธิปไตยไทยจริงๆ&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ปัญญาชนนักวิชาการ บรรณาธิการผู้ทรงอิทธิพล ผู้ประกาศข่าวอันมีชื่อเสียงทั้งหลาย จงช่วยกันเร่งฟืน เพิ่มความร้อนแรงของรถขบวนสุดท้ายนี้เข้าไปเถิด แล้ว&lt;b&gt;อย่ามาร้องหาความยุติธรรม ในวันที่รถไฟตกรางก็แล้วกัน&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะรถไฟสายอภิชน กำลังวิ่งสวนทางกับรถไฟสาย “ความเปลี่ยนแปลง” และไม่มีทางหยุดยั้ง ความเปลี่ยนแปลงที่ออกจากสถานีมาแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะพวกท่านทำให้สังคมมืดบอดกันไปหมด อันจะทำให้รถไฟอภิชนตกรางอย่างรุนแรง พวกท่านขาดสติยั้งคิด ถึงอนาคตเสีย จนท่านเองเป็นผู้ทำร้ายสิ่งที่พวกท่านบูชา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;เพราะ &amp;quot;ระบอบอภิสิทธิ์&amp;quot; จะกัดกร่อนทำลายอภิชนเอง ในที่สุด
&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ธงชัย วินิจจะกูล
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ที่มา &lt;a href=&quot;http://prachatai3.info/journal/2010/06/30014&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;ประชาไท&lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;nbsp;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/rethink/20100621/1781#comments</comments>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/287">crisis</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/284">politics</category>
 <pubDate>Mon, 21 Jun 2010 23:22:15 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">1781 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>สัมภาษณ์พิเศษ  เลื่อน ศรีสุโพธิ์  : คนเสื้อแดงอีสานกับความปรองดองแห่งชาติ</title>
 <link>http://www.arayachon.org/rethink/20100611/1769</link>
 <description>&lt;blockquote&gt;
	&lt;br /&gt;
	พวกเราไม่มีใครคาดคิดมาก่อน ผมเองไม่อยากเชื่อว่า&lt;b&gt; รัฐบาลจะทำ จะกล้าทำ กล้าฆ่าคน&lt;/b&gt; ในเมื่อคนส่วนใหญ่ของประเทศ เขาชนะการเลือกตั้ง แต่ไม่ได้หมายความว่า พวกเราไม่สนใจเสียงส่วนน้อยของประเทศ แต่เสียงส่วนน้อยของประเทศ มีโอกาสมากกว่าพวกเราอยู่แล้ว&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
&lt;/blockquote&gt;
&lt;p&gt;
แม้กระแสข่าวการเสียชีวิต 88 รายและผู้บาดเจ็บอีก 1,885 ราย จากการสลายการชุมนุมเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา จะสร่างซาลงไปบ้างในระยะนี้ แต่การที่จนถึงขณะนี้รัฐบาล ยังไม่สามารถตรวจสอบข้อเท็จจริงในความรุนแรงที่เกิดขึ้นได้ ในทางตรงกันข้ามกลับมีการออกหมายจับ หมายเรียก การจับกุม กักขัง หน่วงเหนี่ยวคนเสื้อแดง ออกมาเป็นระยะ กรณีเหล่านี้ดูขัดแย้งกับวาทกรรม &amp;quot;&lt;b&gt;ปรองดอง&lt;/b&gt;&amp;quot; ที่รัฐบาลชุดนี้ใช้อย่างพร่ำเพรื่อ ในระยะ 2-3 เดือนนี้มาโดยตลอด
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;img src=&quot;/files/cp_n3_09062010_01.gif&quot; align=&quot;absmiddle&quot; /&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ภายหลังฝุ่นควันแห่งความรุนแรง ในการสลายการชุมนุมของคนเสื้อแดงจางลง หลายชีวิตหอบหิ้วความเจ็บปวดกลับภูมิลำเนา หนึ่งในนั้นคือ &lt;b&gt;&amp;quot;เลื่อน ศรีสุโพธิ์&lt;/b&gt;&amp;quot; เกษตรกร อ.พังโคน จ.สกลนคร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;เลื่อน ศรีสุโพธิ์&lt;/b&gt; ปัจจุบันในวัย 46 ปี ตัดสินใจทิ้งลูกเมียไว้เบื้องหลัง ขายวัว 2 ตัว เป็นทุนรอนในเข้าร่วมการเคลื่อนไหว ร่วมกับกลุ่มคนเสื้อแดงมาตั้งแต่ต้น ด้วยเหตุผลที่ไม่ซับซ้อนเกินที่สามัญชนคนธรรมดาพึงเข้าใจได้ นั่นคือ&lt;b&gt;ความไม่เป็นธรรม ขัดแย้งกับหลักการประชาธิปไตย&lt;/b&gt; และ ....&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลังการสลายการชุมนุมที่กรุงเทพฯ ไม่นานนัก&lt;b&gt; เลื่อน ศรีสุโพธิ์ &lt;/b&gt;ถูก สภ.พังโคน อ.พังโคน จ.สกลนคร ออกหมายเรียก เมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2553 ด้วยข้อกล่าวหา ชุมนุมหรือมั่วสุมกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป อันเป็นการยุยงให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย ในพื้นที่ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรง โดยปิดกั้นทางหลวงและกีดขวางทางจราจร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เบื้องหน้า-เบื้องหลังแนวคิดของเลื่อน ในการเข้าร่วมกระบวนการเคลื่อนไหวกับคนเสื้อแดงคืออะไร ? ความไม่เป็นธรรมในความหมายของเลื่อนที่ว่าคืออะไร ? ไพร่-อำมาตย์ ,ประชาธิปไตยในทัศนะของเขาคืออะไร ? สองมาตรฐานหมายถึงอะไร ? อนาคตของคนเสื้อแดงจะเป็นอย่างไร ? อ่านความคิดของเขาได้ต่อไปนี้ ....&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;i&gt;เริ่มเข้าสู่กระบวนการต่อสู้ร่วมกับคนเสื้อแดงอย่างไร&lt;/i&gt; &lt;i&gt;?&lt;/i&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เนื่องจากตลอดชีวิตได้เห็นความไม่เป็นธรรมในสังคม โดยเฉพาะสังคมไทยในปัจจุบันไม่มีความเป็นประชาธิปไตย  พรรคการเมืองที่ส.ส.ที่ได้รับการเลือกตั้งจากประชาชน และมีส.ส.มากที่สุดในสภาไม่ได้จัดตั้งคณะรัฐบาลบริหารประเทศ ปัจจุบันคำว่า 2 มาตรฐานทางกฎหมายปรากฏชัดเจนในสังคมไทย  ในฐานะที่ผมเป็นสมาชิกสมัชชาชาวนาชาวไร่ เห็นชัดเจนว่า รัฐบาลชุดปัจจุบันไม่ได้ทำอะไรเพื่อชาวบ้าน ทุกอย่างที่รัฐบาลทำล้วนเป็นการทำเพื่อพรรคพวก โดนเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์เห็นชัดเจนมาก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในสมัยที่ผมร่วมต่อสู้กับพี่น้องชาวบ้านเรื่องที่ดินปี 2540 รัฐบาลสมัยนั้นได้มีมติครม.ให้ประชาชนกับรัฐบาลใช้แนวทางการแก้ไขปัญหาที่ดินอย่างมีส่วนร่วม  กระบวนการพิสูจน์สิทธิในที่ดินให้ใช้พยานบุคคล  พยานแวดล้อม  และเอกสารประกอบการพิจารณา ต่อมาปี 2541 พรรคประชาธิปัตย์เข้ามาบริหาร  แนวทางการแก้ไขปัญหาที่ดินทั้งหมดถูกยกเลิก และให้เปลี่ยนมาใช้กฎหมายและเอกสารราชการเป็นหลัก  โดยไม่สนในการมีส่วนร่วมของระบบการถือครองที่ดินของชาวบ้าน  ในที่สุดประชาธิปัตย์ก็แจ้งเพราะการแก้ไขปัญหาที่ดิน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลายปีแล้วที่ผมไม่เคยลงคะแนนเสียงในการเลือกตั้ง ทักษิณ ผมก็ไม่เคยเลือก  เพราะต้องยอมรับว่ามีหลายอย่างที่ผมไม่พอใจเขา  การฆ่าตัดตอนผู้ขายและผู้เสพยาเสพติดผมก็ไม่ชอบใจ  แต่การที่ทหารมาทำปฏิวัติปี 2549 ฉีกรับธรรมนูญทิ้ง แล้วเขียนของตัวเองขึ้นมาใหม่ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ปลดนายกสมัคร  ยุบพรรคพลังประชาชน  แต่งตั้งพรรคประชาธิปัตย์ขึ้นมาบริหารประเทศ สิ่งนี้ไม่ใช่ประชาธิปไตย ผมรับไม่ได้ ไม่ใช่อยู่ดีๆผมเข้าร่วมกับขบวนการเสื้อแดง แต่ผมสั่งสมความไม่พอใจต่อความไม่เป็นธรรมของสังคมไทยมานาน  ปี 2549 เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำประชาชน ต้องลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;i&gt;รูปแบบการเข้าร่วมต่อสู้กับ นปช.เป็นอย่างไร&lt;/i&gt; &lt;i&gt;?&lt;/i&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เข้าร่วมชุมนุมกับพี่น้องนปช.ที่กรุงเทพฯ 3 ครั้ง  แต่ไม่เคยอยู่ตอนที่รัฐบาลกระชับพื้นที่ ( หัวเราะ ) อภิสิทธิ์เป็นคนพูดจาดี กระชับพื้นที่คือสลายการชุมนุมนั้นแหละ  ผมไปชุมนุมที่กรุงเทพฯ 3 ครั้ง แต่ละครั้งจะอยู่ 10 วัน  โดยจะเดินทางโดยรถกระบะ  ไปร่วมกับพี่น้องในหมู่บ้าน &lt;br /&gt;
&lt;i&gt;&lt;br /&gt;
ค่าใช้จ่ายการร่วมชุมนุมมาจากไหน&lt;/i&gt; &lt;i&gt;?&lt;/i&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โดยส่วนตัวตั้งแต่ร่วมต่อสู้กับพี่น้องนปช.อย่างเข้มข้นมาตั้งแต่เดือนมีนาคม  ผมขายวัวไป 2 ตัวแล้ว  ส่วนเงินทุนอื่นพี่น้องนปช.มีการสนับสนุนกันหลายรูปแบบ  เช่น  พี่น้องนปช.ที่ขับรถกระบะบรรทุกคน เข้าร่วมชุมนุมที่ไปลงทะเบียนที่ศูนย์อำนวยการนปช.วังน้อย จะได้รับเงินสนับสนุนเป็นค่าน้ำมัน 5,000 บาท&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เป็นเงินของสายการเมือง แต่ในความเป็นจริงเงินแค่ 5,000 บาทไม่คุ้มค่าหรอกสำหรับคนที่เอารถตัวเองไปร่วมชุมนุม  แต่ทุกคนเขาไปกันด้วยใจ  สำหรับผมและพี่น้องทางสกลนคร ไม่ได้ไปลงทะเบียนที่วังน้อย  พวกเราที่เป็นเครือข่ายกันในภาคอีสานจะระดมเงินทุนบริจาคในหมู่บ้าน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พวกเราจัดทำผ้าป่าประชาธิปไตยในพื้นที่มุกดาหาร  สกลนคร  ขอนแก่น ชุมแพ ใช้รถกระจายเสียงประกาศขอรับจากพี่น้อง  ใครมีมากให้มาก  มีน้อยให้น้อย  5 บาท 10 บาทเราไม่ว่ากัน  บางคนก็บริจาคเป็นข้าวสาร ใครมีอะไรก็ให้มา  เป็นเรื่องธรรมชาติ เป็นหลักการธรรมดาของนปช.ใครมีอะไรก็ให้ช่วยเหลือกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;i&gt;กิจกรรมอื่นๆนอกจากร่วมชุมนุมในกทม.มีหรือไม่&lt;/i&gt; &lt;i&gt;?&lt;/i&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ก่อนมีประกาศ พรก.กลุ่มคนที่มีปัญหาเรื่องที่ดิน  จะมีประชุมกันทุกเดือน  เป็นการประชุมร่วมกับภาครัฐ  พูดคุยเรื่องสถานการณ์บ้านเมืองไทยเป็นประจำ กลุ่มพวกผมที่ทำเรื่องที่ดินในสกลนครมี 400-500 คน ตั้งแต่เดือนเมษายนเป็นต้นมายังไม่มีการจัดเวทีประชุมเรื่องที่ดิน  ผมเองก็ไม่ได้มีเวลาว่างสำหรับปัญหาที่ดิน  เพราะผมต้องเข้าร่วมกับขบวนใหญ่ของคนเสื้อแดง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;i&gt;คิดอย่างไรต่อสถานการณ์บ้านเมืองปัจจุบัน&lt;/i&gt; &lt;i&gt;?&lt;/i&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผมเพิ่งได้รับรู้ความจริงก็วันนี้แหละ วันที่นปช.ร่วมกันต่อสู้จริงจัง  ทุกปัญหามันเกี่ยวข้องกันทั้งหมด  แยกออกจากกันไม่ได้เลย  เพราะต้นตอของปัญหามันเกิดจากอันเดียวกัน  ที่ผ่านมาผมไปเรียกร้องปัญหาที่ดินที่ทางปลายเหตุปัญหา ก็เลยแก้ไขไม่ได้  ผมต่อสู้เรื่องที่ดินมานานแต่ไม่เคยรู้อะไร  มาถึงบางอ้อว่าคนบางคนมีที่ดินมาก  และมีที่ดินหลวง  ที่ดินว่างเปล่าที่เขาใช้ประโยชน์กันเยอะมาก &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ปัญหาที่ดินของผมเลยไม่ได้รับการแก้ไข  ความไม่เท่าเทียมในสังคมมีเยอะมาก   ถ้าพูดกันถึงนโยบายก็คือว่าพี่น้องที่ร่วมต่อสู้กับ นปช.เป็นที่น้องที่ได้รับนโยบายที่ไม่เท่าเทียมอย่างทั่วถึง  เช่น  อาสาสมัครของราชการ  อสม.ได้ค่าตอบแทน  แต่ อพปร.ก็เป็นอาสาสมัครเหมือนกันแต่ไม่ได้ค่าตอบแทน ฯลฯ  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เบี้ยสำหรับคนมีรายได้ต่ำ  รัฐบาลประชาธิปัตย์จ่ายให้สำหรับคนทำงานในระบบและมีเงินเดือนไม่ถึง 15,000 บาท  แต่ชาวบ้านที่เงินไม่ถึง 1,500 บาท  รัฐบาลไม่เคยให้อะไร ฯลฯ คราวนี้คนจนคงต้องหมดไปจริง ๆ แล้ว  ไม่มีเหตุที่จะอ้าง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แรงงานอกระบบ  แรงงานภาคเกษตร ที่ทำการผลิตป้อนให้ระบบอุตสาหกรรมไม่เคยได้รับการเหลียวแล  ไม่มีสวัสดิการ  ไม่มีการประกันรายได้  ไม่มีเงินกู้ปลอดดอกเบี้ย ความจริงเป็นทุกรัฐบาล  แต่รัฐบาลนี้ไม่สนใจเหลียวแลเลย  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลังจากเข้าร่วมกับนปช. ทำให้ผมเห็นว่าประเทศไม่ได้มีปัญหาแค่เรื่องที่ดิน  น้ำท่วม  ภัยแล้ง  มีปัญหาอีกหลายอย่างในสังคมไทย  เราต้องร่วมกันต่อสู้กับโครงสร้างทางสังคม  ไม่เช่นนั้นทุกปัญหาจะยังเป็นปัญหาต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;i&gt;คิดอย่างไรหลังรัฐบาลใช้อาวุธสลายการชุมนุมของคนเสื้อแดง&lt;/i&gt; &lt;i&gt;?&lt;/i&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พวกเราไม่มีใครคาดคิดมาก่อน  ผมเองไม่อยากเชื่อว่ารัฐบาลจะทำ  จะกล้าทำ กล้าฆ่าคน ในเมื่อคนส่วนใหญ่ของประเทศเขาชนะการเลือกตั้ง  แต่ไม่ได้หมายความว่าพวกเราไม่สนใจเสียงส่วนน้อยของประเทศ  แต่เสียงส่วนน้อยของประเทศมีโอกาสมากกว่าพวกเราอยู่แล้ว  การเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงเป็นการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มันคือความจริงที่ประชาชนต่อสู้เพื่อทักษิณ  แต่ไม่ใช่ต่อสู้เพื่อตัวบุคคล  เรื่องสังคมต้องทำความเข้าใจ  ครั้งหนึ่งชาวบ้านเลือกทักษิณเพราะมีนโยบายถูกใจ ครั้งนี้คนเสื้อแดงสู้กับระบบ ไม่ได้สู้เพื่อทักษิณ  คนเสื้อแดงรู้จักประชาธิปไตย  สู้เพื่อประประชาธิปไตย  คนที่อ้างว่าคนเสื้อแดงสู้เพื่อทักษิณนั้นแหละ คือคนที่ไม่รู้จักประชาธิปไตย  ไม่ได้พูดถึงระบบ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พวกเขากลัวทักษิณ  พวกเขากลัวประชาธิปไตย  คนเสื้อแดงเพียงแต่ไปต่อสู้เพื่อให้รัฐบาลยุบสภา ผมว่าข้อเรียกร้องของคนเสื้อแดงชัดเจนมากๆ มากกว่าการสู้ของภาคประชาชนที่ผ่านมา  คนเสื้อแดงในตอนนี้ต้องการแค่เลือกตั้ง  ไม่ต้องการให้อำมาตย์และทหารมาแทรกแซงการเมือง คนเสื้อแดงได้แสดงออกชัดเจนว่าพวกเขายืนหยัดต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย  โดยไม่เคยร้องขออำนาจเหนือมาสนับสนุนการเคลื่อนไหว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;i&gt;คนเสื้อแดงกับคุณทักษิณมีควมสัมพันธ์กันอย่างไร&lt;/i&gt; &lt;i&gt;?&lt;/i&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โดยส่วนตัวผมเข้าร่วมกับกระบวนการเสื้อแดง เพราะเห็นความไม่เป็นธรรมของสังคม  การเลือกตั้งที่ผ่านมาผมไม่เคยเลือกพรรคการเมืองไทยเลย ที่ผ่านมาต้องยอมรับว่าคนเสื้อแดงคือทักษิณ  แต่อย่างที่ผมบอกไปแล้วว่าทำไมประชาชนถึงทำเพื่อทักษิณ  แต่ปรากฏการณ์ในปัจจุบันคือ ทักษิณไม่ได้มีบทบาทสำคัญในกระบวนการเสื้อแดงอีกต่อไป ไม่ได้เข้มข้นเหมือนที่เคย บนเวทีนปช.กลางช่วงหลังไม่ได้พูดถึงทักษิณ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลังการเจรจาระหว่างรัฐบาลและตัวแทนนปช. ไม่ได้มีทักษิณเป็นเงื่อนไขต่อรอง ข้อเสนอของนปช.ก็ไม่มีอะไรเกี่ยวกับทักษิณ เพราะข้อเสนอเดียวคือยุบสภา  แต่รัฐบาลเบี่ยงประเด็นมาตลอด  สิ่งที่คนเสื้อแดงชัดเจนในเวลานี้ คืนอำนาจให้ประชาชนทุกคน เสื้อเหลือง เสื้อหลากสีก็จะได้อำนาจคืนเช่นกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากนั้นทุกคนร่วมกันตัดสินใจใหม่อีกครั้ง บนพื้นฐานกติกาปกติ ผมว่าคนเสื้อแดงชัดเจนในการต่อสู้ ไม่มีทักษิณมวลชนก็เพิ่มขึ้นทุกวัน ทุกคนในสังคมเห็นแต่ไม่ยอมรับ เป้าหมายของคนเสื้อแดงคือ ยุบสภา เป็นจุดเริ่มต้นของประชาธิปไตย  จากนั้นค่อยประสานให้ทุกภาคส่วน เข้ามาร่วมกันแก้ไขกฎกติกาที่ใช้ไม่ได้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ไม่ใช่ยังไม่ยุบสภาเชิญผู้เชี่ยวชาญมาแก้กฎกติกา  ทำแบบนี้ไม่ยุติธรรมกับคนเสื้อแดง และไม่มีความเป็นได้ตามหลักการประชาธิปไตย  ชาวบ้านไม่ยอมรับแน่นอน  การอนุมัติงบประมาณของรับอภิสิทธิ์ที่ให้กระทรวงเกษตร 70,000 ล้าน  แต่ให้ กลาโหม 170,000 ล้านบาทก็สร้างความไม่พอใจให้แก่เกษตรมากพอแล้ว     &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำหรับประเด็นทักษิณ กับคนเสื้อแดง ผมคิดว่าต้องมองกันตั้งแต่ตอนที่ตั้งพรรคการเมือง  ทักษิณได้ไปรวมเอาคนที่เคยต่อสู้และทำงานกับประชาชนมานาน เช่น กลุ่มคุณจาตุรนต์ ฉายแสง เข้าเป็นพรรคพวก  จากนั้นได้จัดเวทีระดมความต้องการเขา ประชาชนในระดับจังหวัด  ภาคอีสานมีโคราช  ขอนแก่น  สกลนคร  อุบลราชธานี อุดรธานี &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากนั้นนำข้อมูลที่ได้ที่ได้จากเวที ไปประมวลและสังเคราะห์ออกมาเป็นนโยบาย  เลยกลายเป็นนโยบายที่ถูกใจประชาชน ซึ่งชัดเจนว่าประชาชนเลือกนโยบาย เมื่อเลือกตั้งเข้ามาแล้วทักษิณทำตามนโยบายที่ใช้หาเสียง หลายคนเรียกว่าประชานิยม  แต่สำหรับประชารากหญ้าคือ นโยบายที่จับต้องได้ ส่งผลให้เลือกตั้งกี่ครั้งทักษิณและพรรคพวก ก็ได้รับการยอมรับจากประชาชน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำหรับผมในฐานะเอ็นจีโอชาวบ้าน ผมไม่พอใจทักษิณเรื่องการฆ่าตัดตอน  มีการตั้งเวทีวิพากษ์วิจารณ์  แต่ผมพอใจการบริหารของทักษิณมากว่ารัฐบาลอื่นๆ  ที่ดินในเขตป่ามีกระบวนการเจรจาให้ทำมาหากินร่วมกันได้ เผด็จการรัฐสภาไม่ค่อยเห็นแก่ตัวเท่าไหร่ เมื่อเทียบกับเผด็จการซ่อนรูป ผมว่าประชาชนรากหญ้ารักทักษิณไม่ผิดหรอก เพราะต้องยอมรับว่าที่ผ่านมาไม่รัฐบาลไหนที่จะสนใจชนบทขนาดนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;i&gt;&amp;quot;ไพร่&amp;quot; ในความเข้าใจ คืออะไร&lt;/i&gt; &lt;i&gt;?&lt;/i&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คนทำงานหนัก ใช้แรงงาน ลงแรงเยอะ ลงทุนมาก แต่กินไม่อิ่ม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;i&gt;แล้ว &amp;quot;อำมาตย์&amp;quot; ล่ะ&lt;/i&gt; &lt;i&gt;?&lt;/i&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มคนที่ไม่ต้องทำงานหนัก  แต่กินอิ่ม  สุขสบาย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;i&gt;คำว่าสองมาตรฐานในความเข้าใจว่าอย่างไร&lt;/i&gt; &lt;i&gt;?&lt;/i&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พันธมิตรบุกยึดสนามบินผ่านไป 1 ปีคดียังไม่มีความคืบหน้า  แต่ปนช. ติดคุกทันที  กรุงเทพฯประกาศ พรก.ฉุกเฉิน  คนเสื้อแดงชุมนุมถือว่าผิดกฎหมาย แต่คนหลากสีสามารถชุมนุมได้  จัดเตรียมสถานที่สำหรับให้คนหลากสีได้ให้กำลังใจรัฐบาล แล้วมากล่าวอ้างว่านปช. ไม่ได้ชุมนุมทางการเมือง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;i&gt;คิดว่าการทำหน้าที่ของทหารเป็นอย่างไร ในช่วงที่ผ่านมา&lt;/i&gt; &lt;i&gt;?&lt;/i&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทหารเป็นเครื่องมือฝ่ายการเมือง  ระบบทหารต้องเปลี่ยนแปลงทันที  ตำรวจก็เช่นกัน  ไม่ได้ทำหน้าที่พิทักษ์สันติราษฎร์  ทุกที่ที่มีทหารกับตำรวจ ที่แห่งนั้นคือสถานที่ไม่ปลอดภัยสำหรับคนเสื้อแดง  สำนักงานตำรวจแห่งชาติควรยกเลิกไปเลย  ไม่ดูแลความปลอดภัยให้กับชาวบ้านจนชาวบ้านถูกยิงตาย  ไม่แสดงความรับผิดชอบ ตรงกันข้ามกลับตั้งข้อกล่าวหาว่าเป็นโจรล้มเจ้า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;i&gt;แล้วการทำหน้าที่ของสื่อสารมวลชนล่ะ&lt;/i&gt; &lt;i&gt;?&lt;/i&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สื่อไม่มีความเป็นกลาง  เอียงข้างไปรับใช้สถาบันทางการเมือง  ประชาชนถูกยัดเยียดให้รับข้อมูลด้านเดียว  เช่น  นำเสนอความรุนแรงของคนเสื้อแดงฝ่ายเดียว ซึ่งย่อมส่งผลโดยตรง ต่อความคิดความเชื่อของประชาชนที่ไม่ได้เข้าร่วมกับกระบวนการคนเสื้อแดง  ทำให้เกิดอคติและความเกลียดชัง  แต่สำหรับผู้ที่เข้าร่วมกับกระบวนการไม่มีปัญหา  ทุกอย่างเห็นชัดแจ้งแดงแจ๋ด้วยตาตัวเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;i&gt;การทำงานของพรรคการเมือง ?&lt;/i&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พรรคการเมืองไทยในปัจจุบันไม่สามารถคาดหวังให้มาแก้ไขปัญหาประชาชน  เป็นเรื่องยากที่จะคาดหวังอะไรจากพรรคการเมืองไทย  ทางออกคือประชาชนต้องเข้มแข็ง มีการรวมกลุ่มเพื่อคานอำนาจ  สร้างนโยบายเสนอฝ่ายการเมือง  ประชาชนต้องกำกับดูแลการทำงานของพรรคการเมืองอย่างใกล้ชิด  ทำงานควบคู่กันระหว่างประชาชนและพรรคการเมือง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;i&gt;การทำหน้าที่ของตุลาการ ?&lt;/i&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตุลาการภิวัตน์  ไม่มีความเป็นธรรม  ไม่มีความเป็นกลาง  เอื้อประโยชน์ให้ผู้ที่มีอำนาจเหนือ  ไม่ใช่กระบวนการยุติธรรมของประชาชน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;i&gt;ความคิดเห็นต่อการทำหน้าที่องคมนตรี ?   &lt;/i&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ไม่มีความเป็นธรรม  ไม่มีความเป็นกลาง  เอื้อประโยชน์ให้ผู้ที่มีอำนาจเหนือ  เข้าร่วมกับฝ่ายการเมือง  โดยใช้ทหารเป็นเครื่องมือในการสืบทอดอำนาจ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;i&gt;บทบาท NGOs ในสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นอย่างไร ?&lt;/i&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ผมเคยทำงานกับเอ็นจีโอ  ผมเองก็เป็นเสมือนเอ็นจีโอชาวบ้าน ผมมองว่าการทำงานแบบเอ็นจีโอคือการทำงานแบบแยกประเด็น  ทำแต่เรื่องของตัวเอง  ไม่พูดถึงปัญหาเชิงโครงสร้าง ทำหน้าที่บริหารโครงการเป็นหลัก ไม่ได้คิดถึงเรื่องการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง เอ็นจีโอถือว่าเป็นองค์กรที่ล้าหลัง  สโลแกนยังคงเป็นคำตอบอยู่ที่หมู่บ้านเหมือนเดิม  ยังคงนอนอยู่บ้านทั้งที่ชาวบ้านไปนอนห้องถนน  ไม่อยากไปพูดถึงเลย  ทำตัวเหมือนส.ส.นั่นแหละถ้าต้องการอะไรถึงลงไปหาชาวบ้าน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;i&gt;แล้วการทำงานของกลุ่มปฏิรูปประเทศไทย ?&lt;/i&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ปฏิรูปไม่ต้องพูดถึงแล้ว  สังคมไทยในเวลานี้ต้องปฏิวัติ  ปัจจุบันคนที่พูดถึงการปฏิรูปทุกวันนี้คือ คนที่สนับสนุนรัฐบาลทั้งนั้น  ตัวผมเองเสียใจมากนะเพราะหลายคนผมรู้จัก  พวกเราเคยทำงานร่วมกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;i&gt;บทบาทของคณะกรรมการสิทธิฯ ?&lt;/i&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทุกองค์ไม่มีความเป็นคนอีกแล้ว  ไม่มีความเป็นธรรมและความเป็นกลางในสังคมไทย  เสื้อเหลืองถูกกระทำกรรมการสิทธิฯจริงจังกับการทำงาน   เสื้อแดงถูกกระทำไม่มีคณะกรรมการคนไหนอ้าปากพูดซักคำเดียว  สรุปคือเอียงตามอำนาจเหมือนกันทั้งหมด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;i&gt;ความคิดเห็นต่อการทำหน้าที่ของนักวิชาการ ?&lt;/i&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เป็นที่รู้กันดีมาอย่างเนิ่นนานว่า นักวิชาการส่วนใหญ่อยู่ห่างความเป็นจริง  มีนักวิชาการส่วนน้อยมาก ที่เห็นความจริงและอยู่ใกล้ชิดกับชาวบ้าน แต่กลับเป็นนักวิชาการที่ไม่มีเสียง พูดอะไรสังคมไม่ได้ยิน  นักวิชาการ นักเคลื่อนไหวอย่างพิภพ ธงชัย  สุริยะใส กะตะศิลา  เมื่อก่อนอยู่กับสมัชชาคนจน  ผมเห็นพวกเขา  พวกเราเคยนั่งกินเหล้าด้วยกัน  พวกเขากินกับชาวบ้าน  แต่วันนี้ก็อย่างที่เห็น  ผมว่าชาวบ้านโดยเฉพาะกลุ่มคน ที่เคยต่อสู้กับปัญหามาก่อนเห็นภาพสังคมไทยชัดเจนมากในเวลานี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;i&gt;แล้วอย่างการทำหน้าที่ขององค์กรทางศาสนา ?&lt;/i&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เท่าที่เห็นในปัจจุบันยังไม่ชัดเจน  ถึงแม้จะมีพระเข้าร่วมกับกระบวนการเสื้อแดงบ้าง  องค์กรศาสนาก็มีกลุ่มก้อนไม่ต่างจากสถาบันทางการเมือง  มียศถาบรรดาศักดิ์ อันนี้ไม่แน่ใจ ต้องยอมรับว่าทุกสถาบันในสังคมไทยเวลานี้มีแต่ความแตกแยก  เด็กในหมู่บ้านผมพ่อแม่เป็นเสื้อแดง  ลูกอยู่บ้านรับรู้เรื่องราวคนเสื้อแดง  พอไปถึงโรงเรียนครูเป็นเหลืองก็พูดจาแบบเสื้อเหลือง  เด็กสับสน  แม้แต่ในโรงเรียนบรรยากาศยังไม่เหมาะกับการเรียนรู้&lt;br /&gt;
&lt;i&gt;&lt;br /&gt;
คิดอย่างไรกับสลายการชุมนุมที่ผ่านมา ?&lt;/i&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โดยส่วนตัวรู้ว่ารัฐบาลไม่ยอมง่ายๆ   ต้องมีการสลายแต่ไม่คิดว่าจะฆ่าคนตายแบบนี้ เพราะกลุ่มคนที่แต่งตั้งนายอภิสิทธิ์ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี ไม่ยอมแน่นนอน  ไม่ยอมลงจากอำนาจ  แต่คาดไม่ถึงว่าจะเสียหายขนาดนี้  ผู้ชุมนุมโดยรวมเสียขวัญกำลังใจ  ช่วงนี้คนเสื้อแดงต้องให้กำลังใจกัน  ไปร่วมงานศพ  ใช้วัฒนธรรมนำการเมือง ทำบายศรีสู่ขวัญให้กับคนตายคนเจ็บ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;i&gt;คิดอย่างไรกับการเผาห้างและสถานที่ราชการ ?&lt;/i&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สิ่งที่เกิดขึ้นคือความจริงของสังคมไทย  ผมไม่ตั้งคำถามว่าใครเผา  ที่ผ่านมาไทยหลอกตัวเองและชาวโลกมาตลอดว่าเป็นสยามเมืองยิ้ม  ที่ผ่านมีแรงกดดันในสังคมไทยเยอะมาก ที่ถูกส่งต่อไปให้รัฐบาลและได้ถ่ายทอดความกดดันมาสู่ผู้ชุมนุม ซึ่งทั้งหมดล้วนปรากฏชัดเจนว่า สังคมไทยต้องการความรุนแรง ปรากฏชัดเจน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผมไม่มีคำถามว่าใครทำ  ทำไมถึงทำ  มันเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่คนไม่มีทางเลือกสามารถแสดงออกได้  รัฐบาลจะได้รู้ว่าตัวเองแก้ไขปัญหาผู้ชุมนุมผิดพลาด  ที่ผ่านมารัฐบาลไม่ได้แก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ แล้วรัฐบาลจะเอาปรากฏการณ์ 19 พ.ค. มาเป็นตัวตัดสินปัญหาทั้งหมดไม่ได้ ชาวบ้านถูกรัฐบาลสั่งสมความรุนแรงมาตั้งแต่ 19 กันยา 2549 ความรุนแรงเกิดขึ้นที่รัฐบาล เมื่อรัฐบาลส่งทหารไปยิงประชาชน วันที่ 28 เมษายน คนเสื้อแดงปทุม จะไปเยี่ยมคนเสื้อแดงที่ถูกจับตัว ก็ถูกดักทำร้ายระหว่างทาง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความรุนแรงเกิดจากทหารใช้กระสุนจริง ทหารไม่ได้ถูกฝึกมาให้ดูแลการชุมนุม ทหารคือสัญลักษณ์ของการปราบปรามอริราชศัตรู  เพราะฉะนั้นทั้งหมดของความรุนแรงรัฐบาลเป็นผู้สร้างขึ้น  ทำให้เกิดขึ้น การชุมนุมในอดีตถ้ารัฐบาลประกาศสลายการชุมนุมคนจะน้อยลง  คนจะกลัว  แต่ในครั้งนี้ผู้ชุมนุมไม่กลัว  คนที่อยู่กรุงเทพฯ สู้เต็มที่  คนที่ไม่สามารถไปร่วมที่กรุงเทพฯได้ก็ออกมาที่ศาลากลาง  ไม่มีการประสานงาน  ไม่มีคนจัดตั้ง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผมว่าประชาชนแสดงออกชัดว่า พวกเขาไม่ต้องการให้ข้าราชการ ภายใต้การนำของนายกอภิสิทธิ์ปกครองอีกต่อไป  สำหรับผม ถึงแม้รัฐบาลจะไม่ยุบสภาแต่การตื่นตัวทางการเมือง  การเข้ามาร่วมกิจกรรมทางการของพี่น้องรากหญ้าคือ ชัยชนะระหว่างที่ยิ่งใหญ่กว่ารัฐบาลยุบสภา   &lt;br /&gt;
&lt;i&gt;&lt;br /&gt;
รู้สึกอย่างไร ที่แกนนำ นปช.ถูกจับ ?&lt;br /&gt;
&lt;/i&gt;
&lt;br /&gt;
รัฐบาลทำเกินไป รัฐธรรมนูญระบุไว้ชัดเจนว่ าประชาชนมีสิทธิชุมนุมทางการเมืองได้โดยสงบ  สันติ  ปราศจากอาวุธ  ดังนั้นถ้าต้องการจับแกนนำปนช.ต้องจับโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายปกติ เช่น กีดขวางทางจราจร ไม่ใช่ตามกฎหมายพิเศษ  โดยตั้งผู้ข้อกล่าวหาว่าเป็นผู้ก่อการร้าย  ล้มล้างสถาบัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เป็นข้อกล่าวหาที่เกินไป เป็นข้อกล่าวหาที่รัฐบาลตั้งขึ้นมา เพื่อสร้างความชอบธรรมในการใช้กำลังทหาร เป็นข้อกล่าวหาที่รัฐบาลใช้ทำลายคู่ต่อสู้ทางการเมืองเสมอ  ไม่ต่างอะไรจากตุลาฯ ประเด็นนี้พี่น้องนปช.ต้องนำมาสรุปบทเรียนเพื่อวางแผนต่อสู้กับการใส่ร้ายป้ายสี ปิดสื่อ ล้อมปราบ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;i&gt;สถานการณ์ในพื้นที่ช่วงสลายการชุมนุมเป็นอย่างไรบ้าง ?&lt;/i&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วันที่ 8 เมษายน  ผมออกจากพื้นที่ชุมนุมกทม.เพื่อไปร่วมประชุมที่มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม (มอส.) จากนั้นวันที่ 9 เมษายน ผมกลับมาที่ขอนแก่น  วันที่ 10 ประชุมที่ขอนแก่น  เพื่อนที่กรุงเทพฯโทรศัพท์มาบอกว่าเริ่มปราบปรามแล้ว  และมีคนโดนยิงตายตั้งแต่เวลา 15.00 น.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความรู้สึกของผมตอนนี้มันว่างเปล่า  ผมกำลังคิดถึงรัฐบาลปราบปรามประชาชนที่ประกาศชุมนุมด้วยมือเปล่า  ตอนนี้ยังไม่มีเงื่อนไขที่จะนำไปสู้การปราบปรามด้วยอาวุธเลย  ผมเสียใจมากที่ไม่ได้อยู่ร่วมต้อสู้กับคนอื่นๆ เพราะตามแผนเดินผมวางไว้คือเช้าของวันที่ 10  ผมจะเข้ากรุงเทพฯ  แต่นักเคลื่อนไหวที่ผมรู้จักโทรมาบอกว่าไม่ต้องเข้า ผมจึงเดินทางไปร่วมชุมนุมที่ศาลากลางสกลนคร   และพอกรุงเทพฯถูกสลาย ชาวบ้านอยู่ต่างจังหวัดก็ไปรวมตัวกันที่ศาลากลาง โดยไม่ได้การนัดหมาย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ภายหลังวันที่ 10 เม.ย. เงื่อนไขทางสังคมเริ่มเพิ่มขึ้น  มีกลุ่มเสื้อหลากสีที่บอกว่า ตัวเองเป็นพลังเงียบในสังคมต้องการความสงบ แต่ในความเป็นจริงคือสนับสนุนรัฐบาล บวกกับชาวบ้านถูกสกัดกั้นไม่สามารถเข้าร่วมการชุมนุมที่กทม.ได้  จึงได้ไปชุมนุมที่ศาลากลางเพื่อแสดงพลังสนับสนุนคนเสื้อแดง  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลัง 25 เม.ย. ในพื้นที่มีการเคลื่อนไหวกันตลอด ผมไม่ได้ไปกรุงเทพฯ อีกเลย  เพราะภารกิจในพื้นที่มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่ากัน  ช่วงนี้สัญญาณสื่อสารถูกปิดกั้น ผมทำจึงทำหน้าที่สื่อสารในพื้นที่กับชาวบ้าน ผ่านแผ่นซีดีที่พรรคพวกอยู่กรุงเทพฯนำมาให้ ผมและพรรคพวกจัดเวทีเวียนไปเรื่อยๆ ในเขตอ.เขาวง  อ.ภูพาน  ศาลากลาง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลังเสธ.แดงถูกยิง การชุมนุมเข้มข้นขึ้น  มีข่าวปล่อยว่ารัฐจะสลายตลอดเวลา  ในพื้นที่สกลนครก่อนวันที่เสธ.แดงตายมีข่าวปล่อยว่าเปรมตาย  ชาวบ้านทุกคนดีใจมากๆ  แต่พอวันต่อมาชาวบ้านได้รับรู้ว่าเสธ.แดงตายก็เสียใจมาก  ต้องยอมรับผู้ชุมนุมในกรุงเทพฯเริ่มรู้สึกไม่ปลอดภัยหลังเสธ.แดงตาย  เพราะตอนเสธ.แดงอยู่พวกเราเชื่อว่าทหารไม่กล้าใช้กำลัง &lt;br /&gt;
&lt;i&gt;&lt;br /&gt;
แสดงว่าในพื้นที่ชุมนุมมีกองกำลังคุ้มครองจริง ?&lt;/i&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การชุมนุมของ นปช.ครั้งนี้ประกาศชัดเจนว่า นปช.แดงทั้งแผ่นดินจะยึดแนวทางสันติ  ส่วนแดงสยาม หรือเสธ.แดง ถ้าอยากใช้ความรุนแรงให้แยกตัวออกจากขบวน ประเด็นกองกำลังชุดดำ ซึ่งภายหลังยกระดับเป็นผู้ก่อการร้าย เป็นเรื่องที่รัฐบาลสร้างขึ้น ผมอยู่ในที่ชุมนุม 30 วัน เห็นคนใส่ชุดดำซึ่งเป็นการ์ดเดินไปมาตลอดเวลา บางคนมีวิทยุสื่อสาร บางคนมือเปล่า แต่ผมไม่เคยเห็นใครถือปืน หลังรัฐบาลใช้กำลัง 10 เมษายนพวกเราเริ่มเชื่อแล้วว่ารัฐบาลปราบแน่ๆ  แต่ผู้ชุมนุมไม่มีทางเลือก  จำเป็นต้องต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สิ่งที่ปรากฏชัดเจนในวันที่ 19 พ.ค. คือ ผู้ชุมนุมไม่กลัวถึงแม้รัฐบาลจะประกาศสลายการชุมนุมก็ตาม และถึงแม้แกนนำจะประกาศยุติการชุมนุม ผู้ชุมนุมก็ยังไม่ยินดีออกจากพื้นที่ การปราบปรามที่รุนแรงไม่ได้ทำให้ผู้ชุมนุมกลัว  การสู้ต่อของคนเสื้อแดงข้ามเส้นความตาย  แต่ไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลจะฆ่าทิ้งได้ฟรี ๆ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คนเสื้อแดงชนะทางการเมือง  แต่แพ้ทางการทหาร เพราะไม่คาดคิดว่ารัฐบาลจะใช้อาวุธ  การต่อสู้เพิ่งเริ่มต้น  ผู้ชุมนุมเชื่อว่าเลือกตั้งใหม่อีกกี่รอบพวกเราก็จะชนะการเลือกตั้ง หลังเหตุการณ์ 19 พ.ค. ชาวบ้านที่ตลาดมุกดาหารบางส่วนเริ่มโต้ตอบรัฐบาลด้วยวิธีการสันติ  เช่น  ไม่ค้าขายกับทหาร  จะไม่เสียรายภาษีได้ส่วนบุคคล  ฯลฯ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;i&gt;แต่ก็มีทหารแตงโม ตำรวจมะเขือเทศ&lt;/i&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทหารแตงโมกับตำรวจมะเขือเทศคาดหวังได้เพียงแค่เรื่องข่าววงใน ไม่คิดว่าพวกเขาจะขัดคำสั่งผู้บังคับบัญชา พวกเขาเป็นกลไกหลักของรัฐ ที่ได้รับคำสั่งให้มาจัดการคนเสื้อแดงอยู่แล้ว ทหารเมื่อนายสั่งยิงต้องยิงถ้าไม่ยิงเขาต้องโดนยิง  นปช.ต้องทำงานกับทหารที่เป็นลูกหลานตัวเอง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;i&gt;มีแนวทางต่อสู้ในอนาคต อย่างไร ?&lt;/i&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผมคิดว่าคนเสื้อแดงจะปล่อยให้ถูกกระทำอยู่ฝ่ายเดียวไม่ได้  พวกเราเริ่มคุยกันเรื่องติดอาวุธทางปัญญา เพื่อสร้างสภาพจิตใจให้เข้มแข็ง มีใจต่อสู้อย่างมุ่งมั่น เพราะปัจจุบันรัฐบาลส่งคนมาติดตามปราบปรามในพื้นที่ คนที่ถูกหมายเรียกไม่ไปมอบตัว  ไม่ยอมรับกระบวนการเยียวยาแบบรัฐบาลมีโอกาสถูกฆ่าทิ้ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;i&gt;ชีวิตหลังมีหมายเรียก เปลี่ยนไปมากไหม ?&lt;/i&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ไม่เหมือนชีวิตปรกติแน่นอน  แต่ผมสามารถอยู่ได้สบายดี ถึงแม่จะอยู่บ้านตัวเองไม่ได้ก็ตาม  ผมอาศัยอยู่ตามบ้านเพื่อนที่เคยเคลื่อนไหวเรื่องที่ดีด้วยกัน  ผมดีใจที่เพื่อนผมช่วยเหลือเราในยามตกยาก  ตอนนี้ที่ จสกลนครมีคนได้รับหมายเรียก 3 คน  เป็นว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. 1 คน  พราหมณ์ทำพิธีเทเลือด 1 คน และก็ผม  จะต้องปรึกษากันว่าจะทำอย่างไรต่อไป  เพราะต้องสู้ด้วยกัน ไปคนเดียวเสร็จรัฐบาลแน่ๆ.
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;br /&gt;
วันที่ 9 มิ.ย. 2553     เวลา : 15:01 น.
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;ลาวเทียน&lt;/b&gt; สัมภาษณ์
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ที่มา &lt;a href=&quot;http://www.prachatham.com/detail.htm?code=n3_09062010_01&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;สำนักข่าวประชาธรรม &lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;nbsp;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/rethink/20100611/1769#comments</comments>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/287">crisis</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/284">politics</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/358">red-shirt</category>
 <enclosure url="http://www.arayachon.org/files/cp_n3_09062010_01.gif" length="50456" type="image/gif" />
 <pubDate>Fri, 11 Jun 2010 01:19:41 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">1769 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>พลานุภาพของสตรี</title>
 <link>http://www.arayachon.org/sarnti/20100610/1768</link>
 <description>&lt;blockquote&gt;
	&lt;br /&gt;
	o
	บุรุษมักเห็นว่า สตรีคือเพศอ่อนแอ&lt;br /&gt;
	เข้าใจว่า สามารถกำหนดชะตากรรมของสตรี &lt;br /&gt;
	หาทราบไม่ว่า ชะตากรรมของบุรุษส่วนใหญ่ กลับตกอยู่ในเงื้อมมือสตรี&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	เพราะนางสามารถบันดาลให้ชีวิตท่าน สุขสมดุจวิมานแมนแดนสวรรค์&lt;br /&gt;
	และสามารถผันแปรชีวิตท่าน ให้ทนทุกข์ทรมานราวตกอยู่ในขุมนรก&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	ไม่ว่าบุรุษที่มีอนาคตรุ่งโรจน์เพียงไร&lt;br /&gt;
	หากโชคร้ายหลงรัก สตรีที่น่าสะพรึงกลัวนางหนึ่ง&lt;br /&gt;
	อย่างนั้น ชั่วชีวิตมัน ต้องตกเป็นทาสของสตรีนั้นตลอดกาล&lt;br /&gt;
	ชีวิตมัน เท่ากับจบสิ้นแล้ว    (1)&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	o
	ภายในห้อง ขอเพียงมีสตรีที่นุ่มนวล เอาอกเอาใจนางหนึ่ง&lt;br /&gt;
	ไม่ว่าห้องนั้นจะซอมซ่อปานใด หาเป็นไรไม่&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	ในโลก มีแต่สตรีที่สามารถเนรมิตห้องหลังหนึ่ง เป็นบ้านแห่งหนึ่ง&lt;br /&gt;
	ในโลก มีแต่สตรี จึงสามารถบันดาลให้บุรุษรู้สึกถึงความอบอุ่นของบ้าน   (2)
	&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
&lt;/blockquote&gt;
&lt;br /&gt;
(1)
จากนวนิยายเรื่อง &amp;quot;เพชฌฆาตดาวตก&amp;quot; แปลโดย น.นพรัตน์&lt;br /&gt;
(2) จากนวนิยายเรื่อง &amp;quot;จับอิดนึ้ง&amp;quot; แปลโดย น.นพรัตน์
&lt;p&gt;
&amp;nbsp;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;img src=&quot;/files/lady.jpg&quot; align=&quot;absmiddle&quot; height=&quot;576&quot; width=&quot;411&quot; /&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
(ภาพจาก fwmail ) 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;บทศึกษา&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พลังและอานุภาพของสตรีต่อบุรษ ที่สำคัญเกิดขึ้นจากจิตใจที่หลงรักและผูกพันของบุรุษที่มีต่อสตรี กล่าวได้ว่า ท่านยิ่งหลงรักนางเพียงใด นางก็จะมีอิทธิพลต่อจิตใจของท่านมากเพียงนั้น 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
อย่างไรก็ตามบุรุษคนหนึ่ง หากมิใช่ปราชญ์ผู้บรรลุธรรม ย่อมมุ่งหวังว่า ในชีวิตจะมีสตรีที่ตนเองสามารถหลงรักด้วยน้ำใสใจจริง 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เพราะมีแต่สตรีที่ท่านหลงรักด้วยน้ำใสใจจริง จึงสามารถบรรเทาความเงียบเหงาเปล่าเปลี่ยวในชีวิตของท่าน ทำให้ชีวิตของท่านอบอวลไปด้วยความอบอุ่น และเปี่ยมด้วยพลังในการก้าวรุดหน้าไปสู่ชัยชนะและความสำเร็จ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ปราศจากสตรีเช่นนี้ ไม่ว่าด้านอื่นของชีวิตท่าน จะประสบความรุ่งโรจน์ปานใด สำหรับปถุชนปกติถือว่า ชีวิตยังไม่สมบูรณ์ ข้อสำคัญยิ่งกว่านั้นคือ ชะตากรรมของท่าน ยังขึ้นอยู่กับว่าสตรีที่ท่านหลงรักเป็นคนอย่างไร 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
บุรุษต่างมุ่งหวังให้สตรีที่ตนหลงรัก เป็นสตรีที่ดีงามนางหนึ่ง 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่ทว่า &amp;quot;ความหลงรัก&amp;quot; เป็นปรากฎการณ์พิสดารของมนุษย์ที่เมื่อเกิดขึ้นแล้ว ไม่ว่าผู้ใดก็ยากจะเหนี่ยวรั้งต้านทานได้ และบุรษใช่ว่าจะโชคดีทุกคน 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ดังนั้น หากสตรีที่ท่านหลงรักเป็นสตรีที่น่าสะพรึงกลัว ก็ได้แต่ภาวนาว่า ท่านจะสามารถผ่านพ้นและเอาชนะเคราะห์กรรมได้โดยเร็ววัน อย่าให้ถึงกับต้องจมปลักกับสตรีนางนั้นตลอดกาล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความจริงข้อคิดข้างต้น นอกจากจะใช้ได้กับบุรุษแล้ว ยังสามารถใช้ได้กับสตรีด้วย 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
สุนทรภู่เคยสอนว่า &amp;quot; &lt;b&gt;อันสตรี ดีชั่วอยู่ที่ผัว&lt;/b&gt;&amp;quot; แม้คำสอนนี้จะค่อนข้างโบราณ แต่ในบางด้าน ก็ยังถูกต้องและใช้ได้ในสังคมปัจจุบัน
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;nbsp;
&lt;/p&gt;
&lt;center&gt;00000000000000000000000000000000 &lt;/center&gt;
&lt;p&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;หมายเหตุ&lt;/b&gt; เผยแพร่ครั้งแรกใน มติชนสุดสัปดาห์ มกราคม 2532 แก้ไขปรับปรุง มิถุนายน 2553 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;a href=&quot;http://creativecommons.org/licenses/by-nc/3.0/th/&quot; rel=&quot;license&quot;&gt;&lt;img src=&quot;http://i.creativecommons.org/l/by-nc/3.0/th/88x31.png&quot; alt=&quot;Creative Commons License&quot; style=&quot;border-width: 0pt&quot; /&gt;&lt;/a&gt; 
อนุญาตให้นำงานในคอลัมน์นี้ ไปใช้ได้ตาม &lt;a href=&quot;http://creativecommons.org/licenses/by-nc/3.0/th/&quot; rel=&quot;license&quot;&gt;สัญญา
อนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า 3.0 ประเทศไทย&lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;nbsp;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/sarnti/20100610/1768#comments</comments>
 <enclosure url="http://www.arayachon.org/files/lady.jpg" length="90438" type="image/jpeg" />
 <pubDate>Thu, 10 Jun 2010 16:34:08 +0700</pubDate>
 <dc:creator>sarnti</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">1768 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>ขอสดุดีวีรชนคนเสื้อแดง</title>
 <link>http://www.arayachon.org/rethink/20100523/1753</link>
 <description>&lt;p&gt;
เมื่อดิฉันเห็นภาพของผู้ชุมนุมคนเสื้อแดง ที่บาดเจ็บและเสียชีวิตในลักษณะที่โหดร้ายเกินกว่าที่จะจินตนาการ จากภาพข่าวและเรื่องเล่าของสื่อมวลชนต่างประเทศและจาก Youtube แล้ว ทำให้อดละอายใจมิได้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถึงแม้ว่าดิฉันจะเห็นด้วยกับผู้ชุมนุมว่า รัฐบาลนี้ได้อำนาจมาโดยไม่ชอบธรรม จากการใช้อำนาจนอกฉันทามติของประชาชนในการปะติดปะต่อเสียงก็ตาม แต่ดิฉันกลับเพิกเฉยเพราะรู้สึกโล่งใจ ที่มีคุณอภิสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรี แทนบุคคลในเครือข่ายความสัมพันธ์ของคุณทักษิณ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เช่นเดียวกับความรู้สึกเมื่อ คุณอานันท์กลับเข้ามาบริหารประเทศอีกครั้ง แม้จะเห็นว่านายกฯต้องมาจากการเลือกตั้งก็ตาม ทั้งนี้อาจเป็นเพราะ ดิฉันให้คุณค่ากับหลักการที่ปรากฎอยู่ในคำพูดของคุณอภิสิทธิ์ และมั่นใจในภูมิหลังว่า คุณอภิสิทธิ์คงพูดในสิ่งที่ตนเชื่อและคงทำในสิ่งที่ตนพูด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่วันนี้ดิฉันทราบดีแล้วว่าดิฉันโง่ โง่ที่หลงเข้าใจผิดคิดไปเองว่า คุณอภิสิทธิ์แตกต่างจากนักการเมืองคนอื่นๆ และยังโง่ที่หลงเข้าใจผิดคิดไปเองอีกว่าแกนนำคนเสื้อแดงอำมหิต ไม่ให้คุณค่าในการรักษาชีวิตของผู้ชุมนุม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แม้การชุมนุมประท้วงของคนเสื้อแดง จะสร้างความเสียหายอย่างมากมายให้กับสังคมไทยไม่แตกต่างไปจาก การชุมนุมของคนเสื้อเหลืองก็ตาม แต่ในอีกด้านหนึ่ง การชุมนุมก็เปิดโปงให้สังคม เห็นถึงสิ่งที่พยายามปิดกั้นมาโดยตลอด &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากอำนาจของวาทกรรมการพัฒนาและประชาธิปไตยอย่างน้อยสามประเด็น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสองมาตรฐาน ซึ่งบัดนี้ได้หยั่งรากอย่างมั่นคง และงอกเงยจนบานเบ่งเต็มอยู่ ทั้งในปริมณฑลของรัฐและภาคประชาสังคม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นอกจากนั้น วาทกรรม &amp;quot;คนดี&amp;quot; &amp;quot;คนเลว&amp;quot; หรือกล่าวอย่างเฉพาะเจาะจงก็คือ วาทกรรมการเลือก &amp;quot;คนดี&amp;quot; เข้าสู่สภาฯ ก็ถูกตั้งคำถามอย่างถึงรากถึงโคน จากการชี้ชวนของคนเสื้อแดงให้เห็นถึง พฤติกรรมของอดีตนายกรัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันที่ได้รับการรับรองว่าเป็น &amp;quot;คนดี&amp;quot; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดิฉันเชื่อว่าเรื่องเล่าเกี่ยวกับ &amp;quot;เขายายเที่ยง&amp;quot; และการบริหารประเทศเมื่อเผชิญหน้ากับ ผู้ชุมนุมคนเสื้อแดงของคุณอภิสิทธิ์ จะกลายเป็นปีศาจที่เฝ้าหลอกหลอนวาทกรรมการเลือก &amp;quot;คนดี&amp;quot; เข้าสู่สภาฯ ไปชั่วลูกชั่วหลาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ยิ่งไปกว่านั้น การชุมนุมของคนเสื้อแดง ยังบังคับให้สังคมต้องเผชิญหน้ากับ ความทุกข์ยากที่ถูกซ่อนเร้นหรือถูกกดทับไว้ ภายใต้อำนาจของวาทกรรมการพัฒนา รวมทั้งยังถูกบังคับให้ยอมรับความจริงที่ว่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความยากจนที่คนเสื้อแดงเผชิญอยู่ ไม่อาจแก้ไขได้ด้วยการปรับเปลี่ยนคุณสมบัติส่วนตัว ที่บกพร่องของพวกเขาแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น หากแต่จะต้องปฎิรปประเทศเพื่อรื้อโครงสร้างทางเศรษฐกิจ การเมืองและสังคมที่ไม่เป็นธรรมด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลับให้สบายเถอะค่ะ... พวกคุณได้ผ่านความเหนื่อยล้าและบอบช้ำมามากแล้ว ที่หาญกล้าเปลี่ยนราชประสงค์ พื้นที่แห่งความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ระหว่างชนบทและเมืองเป็นสถานที่ในการชุมนุม แรงปะทะอย่างหนักหน่วงจากวัฒนธรรม ดูถูกดูแคลนคนชนบท จึงโหมซัดกระหน่ำพวกคุณอย่างรุนแรง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่อีกไม่นานนัก &amp;quot;ภาพจริง&amp;quot; เกี่ยวกับพวกคุณที่ ศอฉ. เคยช่วงชิงการนำในกระบวนการสร้าง จะถูกท้าทายอย่างแน่นอนค่ะ เพราะดิฉันได้พบความจริง ชุดที่แตกต่างจากชุดที่ ศอฉ. พยายามสร้างขึ้น ซุกซ่อนอยู่ในโลกออนไลน์ ในกระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริง 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ความจริงชุดที่แตกต่างเหล่านี้จะเผยตัวออกมา ไม่ว่าผลของการปะทะความจริง ชุดที่แตกต่างหลากหลายเหล่านี้ จะเป็นอย่างไรก็ตาม แต่พวกคุณมั่นใจได้ว่า ไม่มีใครจะสามารถบงการกระบวนการตรวจสอบเพื่อสร้าง &amp;quot;ภาพจริง&amp;quot; ได้เพียงฝ่ายเดียวอีกต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;พรใจ&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
21 พฤษภาคม 2553
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ที่มา &lt;a href=&quot;http://www.prachatai1.info/journal/2010/05/29711?utm_source=feedburner&amp;amp;amp;utm_medium=feed&amp;amp;amp;utm_campaign=Feed:+prachatai+(%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B9%84%E0%B8%97+Prachatai.com)&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;ประชาไท &lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/rethink/20100523/1753#comments</comments>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/287">crisis</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/284">politics</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/358">red-shirt</category>
 <pubDate>Sun, 23 May 2010 18:53:46 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">1753 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>“อภิสิทธิ์” ต้องรีบคืนอำนาจให้ประชาชน!</title>
 <link>http://www.arayachon.org/rethink/20100522/1751</link>
 <description>&lt;p&gt;
บทเติมเต็ม คำแถลงของนาย&lt;b&gt;อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ&lt;/b&gt; ค่ำวันที่ 21 พ.ค. 53 เสนอทาง “ปรองดอง” ที่นายกรัฐมนตรียังไม่เลือก นั่นคือการ คืนอำนาจให้ประชาชน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“...ผมอยากจะเรียนกับพี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศครับว่า เราอยู่บ้านเดียวกันครับ บ้านของเราได้รับความเสียหาย บัดนี้เราได้แยกแยะคนที่จะมาเผาบ้านของเราออกไป ซึ่งคนเหล่านั้นจะต้องได้รับโทษ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่พี่น้องประชาชนที่อยู่ในบ้านเดียวกันนี้ อาจจะยังมีความคิดเห็นแตกต่างหลากหลายว่า บ้านของเรานั้นควรจะเป็นอย่างไร ระยะเวลาจากนี้ไปครับ ผมอยากจะเชิญชวนพี่น้องประชาชนทุกคนทุกกลุ่ม ว่าเราเป็นคนบ้านเดียวกันครับ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อะไรที่เป็นความแตกต่าง เราก็ต้องรับฟังซึ่งกันและกัน และมาช่วยกันไม่เพียงแต่ออกแบบ แต่ช่วยกันสร้าง ลงแรง ลงใจ ทำให้บ้านของเรานั้น กลับมาเป็นบ้านที่น่าอยู่สำหรับพี่น้องประชาชนคนไทยทุกคน...”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(บางส่วนของคำแถลงผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย ของนาย&lt;b&gt;อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ&lt;/b&gt; นายกรัฐมนตรี, 21 พ.ค. 53 เวลา 13.45 น.)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แถลงการณ์ของผมเองแหละ! (ดังต่อไปนี้นะ)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;คุณอภิสิทธิ์ครับ !&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1. “เราอยู่บ้านเดียวกัน” นี่คือความจริง และก็เป็นความจริงว่าเมื่อคนอยู่บ้านเดียวกันมาขอใช้ “กระบวนการประชาธิปไตย” เพื่อช่วยกันสร้างบ้านให้มีความยุติธรรมกับทุกฝ่ายจากคุณ แต่สิ่งที่คนอยู่บ้านเดียวกันได้รับจากคุณคือ “ลูกปืน” และชีวิตของพวกเขาก็ปลิดปลิวราวใบไม้ร่วง!&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.  “บ้านของเราได้รับความเสียหาย บัดนี้เราได้แยกแยะคนที่จะมาเผาบ้านของเราออกไป ซึ่งคนเหล่านั้นจะต้องได้รับโทษ”&lt;br /&gt;
แล้วคนสั่งใช้กำลังทหารเพื่อ “ขอคืนพื้นที่” และ “กระชับพื้นที่” ด้วยการใช้ “กระสุนจริง” จนทำให้ประชาชนบาดเจ็บล้มตายเป็นเบือ เกิดสงครามกลางเมือง เศรษฐกิจและภาพพจน์ของประเทศพังพินาศ จะต้องรับโทษไหมครับ?&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มันเป็นใครครับ? มันจะมีวันสำนึกผิด และพร้อมจะยอมรับผิดทั้งทางการเมือง ทางอาญา และทางแพ่งไหม?&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3. คุณเชื่อจริงๆ หรือว่า คุณยังมี “ความชอบธรรม” ที่จะอยู่ในอำนาจบนกองเลือดของประชาชนและซากปรักหักพังของบ้านเมือง? และคุณยังเชื่อต่อไปได้อย่างไรว่า คุณมี “เครดิต” พอที่จะชวน “ทุกกลุ่ม” มาเป็น “คนบ้านเดียวกัน” หรือเข้าสู่กระบวนการปรองดองตามความคิดของคุณ?&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
4. ถ้าแม้แต่การปรองดองง่ายๆ เช่น ยุบสภาเลือกตั้งใหม่ตั้งแต่แรก ที่ไม่ต้องมีการบาดเจ็บล้มตายมากขนาดนี้ ไม่ต้องเกิดสงครามกลางเมืองเช่นนี้ ไม่ต้องทำให้ภาพพจน์และเศรษฐกิจของประเทศพังพินาศขนาดนี้ คุณก็ยังทำไม่ได้!&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แล้วตอนนี้ คุณจะกวักมือเรียกคนที่ญาติพี่น้องของพวกเขาต้องมาบาดเจ็บล้มตายเพราะการ “ลุแก่อำนาจ” ของคุณ ให้มาปรองดองกับคุณ หรือเข้าสู่กระบวนการปรองดองของคุณได้อย่างไร?&lt;br /&gt;
เรื่อง “ยากส์” ขนาดนี้คุณจะทำสำเร็จหรือ? หยุดหลอกตัวเอง และเลิกตี “หน้าซื่อ” หลอกประชาชนเสียทีเถอะ!&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
5. พูดกันอย่างกัลยาณมิตร อย่าฝืนความจริงต่อไปเลยครับ! สังคมไทยเปลี่ยนไปแล้ว คนต่างจังหวัด คนชนบทก้าวล้ำหน้าไปแล้ว พวกเขาเชื่อมั่นว่าพวกเขาเป็นประชาชนที่เป็น “เจ้าของอำนาจตัวจริง” พวกเขาไม่หงอต่อนักการเมือง ไม่พินอบพิเทาต่อทหาร อำมาตย์ หรือหน้าอินทร์หน้าพรหมที่ไหนต่อไปอีกแล้ว!&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พวกเขาต้องการสร้างประชาธิปไตยแบบตัวแทนให้เข้มแข็ง ต้องการเรียกศรัทธาต่อ “ระบบการเลือกตั้ง” คืนมา พวกเขาต้องการใช้อำนาจของพวกเขา เลือกรัฐบาลที่มีนโยบายที่พวกเขาถูกใจ มาทำงานให้เกิดประโยชน์แก่พวกเขาจริงๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คุณอภิสิทธิ์ครับ ! โทษทีนะครับ ! 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
นอกจากคุณจะพูดจาให้คนชนบทฟังไม่รู้เรื่องแล้ว คุณยังฟังสิ่งที่พวกเขาพูดไม่รู้เรื่องอีกด้วย! คุณเป็นนักการเมืองมานาน คุณไม่เข้าใจสิ่งที่คนต่างจังหวัด คนชนบทเขาต้องการเลยหรือครับ? ประชาธิปไตยแบบตัวแทนที่เข้มแข็งน่ะ!!&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พูดอย่างซีเรียส คุณไม่ต้องการประชาธิปไตยแบบเดียวกับที่พวกเขาต้องการหรือครับ? (ถ้าไม่ก็เลิกเป็นนักการเมืองไปเลยครับ!)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เวลานี้ “ชีวิตทางการเมือง” ของคุณเหลือแต่ “ร่างไร้วิญญาณ” ถ้าเพียงแต่คุณเป็นนักการเมืองที่มี “หัวใจ” จะไม่มีประชาชนต้องตายเพราะความลุแก่อำนาจของคุณ สิ่งที่ดีเพียงสิ่งเดียวที่คุณสามารถทำได้หลังความตายของประชาชนคือ ต้องยอมรับความจริงว่า “คนชนบทก้าวล้ำหน้าคุณไปแล้วในเส้นทางประชาธิปไตย”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;คุณต้องเคารพความต้องการของพวกเขา และรีบคืนอำนาจให้พวกเขา ก่อนที่พวกเขาจะกลับมาทวงคืน !&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ปล. หมู่นี้ใครๆ ก็นิยมพูดประโยค “เราอยู่บ้านเดียวกัน” ผมนั่งฟังคุณอภิสิทธิ์แถลงการณ์ ต้องลุ้นแทบแย่ เกรงว่าคุณอภิสิทธิ์จะแย่ง “ซีน” คุณพงษ์พัฒน์ ที่ว่า “…พอไม่พอใจพ่อ โกรธพ่อ ก็ไล่พ่อออกจากบ้าน...” (เรียกว่าดัดจริต “บิด” ได้ซึ้งสุดสุดอะไรประมาณนั้น!)&lt;br /&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
โดย &lt;b&gt;นักปรัชญาชายขอบ&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
Sat, 2010-05-22 01:41&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่มา &lt;a href=&quot;http://www.prachatai1.info/journal/2010/05/29686?utm_source=feedburner&amp;amp;utm_medium=feed&amp;amp;utm_campaign=Feed:+prachatai+(%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B9%84%E0%B8%97+Prachatai.com)&quot;&gt;ประชาไท &lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/rethink/20100522/1751#comments</comments>
 <pubDate>Sat, 22 May 2010 04:46:22 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">1751 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>แด่...สุรเฌอ ( ปรับปรุง 1)</title>
 <link>http://www.arayachon.org/rethink/20100522/1749</link>
 <description>&lt;p&gt;
หลายครั้งที่ฉันคิดว่า เขาเป็นเด็กที่  &#039;&lt;b&gt;พ่อไม่สั่งสอน&lt;/b&gt;&#039; ทำตัวน่ารำคาญ ไม่รู้จักกาละเทศะ กวนตีน และชอบเพ้อเจ้อ ฉันเคยคิดว่าถ้าเขายังทำตัวแบบนี้ เขาคงได้ &#039;ตายก่อนโต&#039;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นั่นเป็นเพราะ &#039;อคติ&#039; และความ &#039;สองมาตรฐาน&#039; ของตัวเองโดยแท้ (เพราะว่าเขาไม่ใช่เด็กผู้ชายที่หน้าตาดี เขาดำ เขาอ้วน เขาพูดจาตรงไปตรงมา เขาไม่ใช่เด็กเรียบร้อย มีสัมมาคาราวะ: น่าเศร้า ที่ฉันก็ติดอยู่ในมายาคติงี่เง่านั้น)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เท่าที่จำได้ ฉันไม่เคยได้ทำอะไรดีๆ ให้น้องเลย เวลาเจอกันก็พูดจาประชดประชัน แทบจะไม่ชอบหน้าเด็กคนนี้เลยด้วยซ้ำ แต่เฌอก็ยังวนเวียนช่วยงานพี่ๆ อยู่เสมอ แม้จะไม่ชอบใจในความกวนตีนไม่รู้กาละเทศะของเขา แต่ฉันก็ได้รับความช่วยเหลือ ทำโน่นทำนี่จากน้องชายคนนี้เสมอ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถึงวันนี้ฉันรู้แล้วว่าที่เขาเป็นแบบนั้น เพราะเขาโตเกินอายุ เพราะเขาถูกสอนให้มีความคิดเป็นของตัวเอง เพราะเขาเป็นเด็กชายคนหนึ่งที่ต้องการ &#039;พื้นที่&#039; ของตัวเอง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เขามีแบบอย่างคือพี่ๆ ตะกูล &#039;สุระ&#039; ทั้งหลาย (พวกเรามีชื่อนำหน้าว่า สุร ตัวพ่อคือ สุรพงษ์แมนโคตร โคตร ตามด้วย สุรเดี่ยว สุรป่าน สุรวิทย์ สุรมั้ง สุรบอย สุรแจ๊ค สุรกิ๊ สุรจุ๋ม สุรตั๊ก สุรเอกฯลฯ)&#039;สุรเฌอ&#039; เป็นน้องคนสุดท้อง เขาจึงเป็นที่รักและที่ชังของพี่ ๆ สุระตะกูล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เขาไม่ใช่เด็กเกเร ไม่เคยคิดร้ายกับใคร เขาเป็นเด็กผู้ชายที่กำลังเรียนรู้ &#039;ชีวิต&#039; และที่เขาเป็นแบบนั้น เพราะเขาอยู่ในบรรดาคนที่เชื่อใน &lt;b&gt;ประชาธิปไตยอย่างแท้จริง&lt;/b&gt; เขาเชื่อว่า เขามีสิทธิเท่าพี่ๆ คนอื่นในการที่จะคิด จะพูด และนั่นเองที่เรามองว่าเขาไม่รู้กาลเทศะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉันเจอหน้าเขาครั้งล่าสุด เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2553 เขามาร่วมงานรำลึกผู้เสียชีวิตในการ &#039;&lt;b&gt;ขอพื้นที่คืน&lt;/b&gt;&#039; ของรัฐบาล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เขาเป็นคนปืนเอาถุงมือยางสีขาว สัญลักษณ์ของการหยุดฆ่าประชาชน ไปแขวนตรงอนุเสาวรีย์ประชาธิปไตย ก็ยังคงเป็นเขาที่ช่วยงานทุกอย่างโดยไม่เกี่ยง นั่นอาจเป็นส่วนหนึ่งในการเรียนรู้ของเขา &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วันนี้เขาไม่รู้กาละเทศะจริงๆ เขาเข้าไปในพื้นที่อันตรายนั้น และ&lt;b&gt;เขาถูกใครบางคนที่โหดเหี้ยมมาก ยิงจนล้มลง &lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รอยเลือดจากหัวของเขาเป็นทางยาว ซึ่งสันนิฐานได้ว่า เขาไม่ได้สิ้นใจในทันที เขาคงทรมานมาก ฉันไม่รู้ว่า&lt;b&gt; มันจะรู้สึกอย่างไร หากเรายังหายใจและชีพจรยังเต้นอยู่ แต่หัวเราเละเหมือนแตงโมที่ตกพื้น&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เขานอนอยู่ตรงนั้นเกือบ 1 ชั่วโมง กว่าหน่วยกู้ภัยจะไปช่วยเอาร่างที่มีลมหายใจรวยรินออกมา เพราะทหารไม่ยอมให้ใครเข้าไปช่วย ยิงใส่ทุกคนที่จะเข้าไปช่วย หน่วยกู้ภัยที่ช่วยเขาออกมา ก็เกือบถูกยิงที่แขน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หมอบอกว่า เขามาสิ้นใจที่โรงพยาบาล นั่นทำให้ฉันตกใจมากและต้องร้องไห้ออกมา เพราะเป็นเวลานานมากทีเดียวที่เฌอต้องนอนรับรู้ว่า หัวของตัวเองเละเป็นแตงโมตกพื้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉันเข้าไปหาเขาที่ห้องดับจิต เห็นเขานอนนิ่ง เปลือกตาหลับไม่สนิท เขาตัวใหญ่ขึ้นเล็กน้อย ลำตัวเริ่มมีสีคล้ำ ที่เท้าของเขามีรอยเลือด มือของเขาเกร็งมาก เหมือนกำลังกำอยู่ด้วยความเครียดแค้นเจ็บปวด ที่สำคัญหัวของเขามีสำลีอุดซับเลือดอยู่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ใช่ เขาแน่แล้ว... ฉันบอกตัวเอง 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;img src=&quot;/files/body.jpg&quot; align=&quot;absmiddle&quot; height=&quot;325&quot; width=&quot;450&quot; /&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
( ภาพจาก &lt;a href=&quot;http://inapcache.boston.com/universal/site_graphics/blogs/bigpicture/thai_05_17/t20_23410185.jpg&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt; boston.com &lt;/a&gt;)
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ก่อนหน้านี้ ฉันเห็นภาพคนตายใส่เสื้อสีฟ้าที่ถูกถ่าย โดยคนที่อยู่บริเวณซอยรางน้ำ รอยเลือดเป็นทางยาว มีหมวกกันน็อกข้างๆ ตอนนั้น ฉันยังไม่ยากจะเชื่อว่าเป็นเขา
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ฉันเคยออกปากชมเขาอย่างลับ ๆ กับเพื่อนสุระคนหนึ่ง ตอนที่เขาไปเป็นการ์ดอาสาของพันธมิตรว่า เขาเป็นเด็กที่น่านับถือคนหนึ่ง ใจเขาทำด้วยอะไรว่ะ ทำไมเด็กอายุ 16 ถึงออกจากบ้านไปนอนกลางถนน ออกไปเป็นการ์ดปกป้องคนอื่นๆ ในที่สุดเขาถูกทำร้ายจนฟันบิ่น และเกือบจะเรียนไม่จบ ม.3 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อวาน เขาออกจากบ้านไป ‘ดู’ ประชาธิปไตยบนท้องถนน ไปดูสงความกลางเมือง 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
น่าเศร้า ที่กระสุนปืนไม่ดูตาม้าตาเรือ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
น่าเศร้าที่ประชาธิปไตยแบบไทยๆ ไม่เปิดโอกาสให้เขามีลมหายใจอีกแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ระหว่างรอรับศพ ฉันออกไปหาซื้อเสื้อผ้าให้เขา คิดว่านั่นอาจเป็นสิ่งเดียว และสิ่งสุดท้ายที่ฉันจะทำให้เขาได้ ฉันเลือกซื้อกางเกงยีนส์ เพราะพ่อเขาบอกว่า เฌอชอบใส่กางเกงยืน เลือกเสื้อตัวที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่จะหาได้ เพราะตอนนั้นร้านที่อนุเสาวรีย์เปิดขายอยู่ไม่กี่ร้าน ตรงสามเหลี่ยมดินแดง ยังยิงกันไม่หยุด &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เขาได้ ‘เปลี่ยน’ เสื้อผ้าแล้ว แต่เหตุการณ์ยังคงเหมือนเดิม ฉันรออยู่จนเขาพร้อมกลับบ้าน เข้าไปจุดธูปบอกเขา ฉันจับตัวเขาด้วย เขาใส่กางเกงยีนส์ได้พอดีเลย ตอนนี้เขายิ้มมุมปากเล็กน้อย ฉันขออโหสิกรรมและบอกเขาว่า
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เขาคือ &lt;b&gt;สรุเฌอ&lt;/b&gt; เขาเป็น &lt;b&gt;สุระ ที่น่าภูมิใจที่สุด&lt;/b&gt; พวกเราภูมิใจในตัวเขา และให้เขาหลับให้สบาย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เขา คือ ‘สุรเฌอ’ หรือ น้องเฌอของพ่อเหน่ง ไอ้เหี้ยเฌอของพวกพี่ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เขาคือ นาย&lt;b&gt;สมาพันธ์ ศรีเทพ&lt;/b&gt; อายุ 17 ปี ที่ได้ตายก่อนโต อย่างที่ฉันคิดไว้จริง ๆ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เพียงเพราะว่า เขาไม่รู้กาละเทศะ เพียงเพราะว่า&lt;b&gt; เขาอยากรู้จักประชาธิปไตย&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
--------&lt;b&gt;อยากรู้จักประชาธิปไตย ก็ออกไปทำความรู้จัก&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
--------&lt;b&gt;อยากได้ประชาธิปไตย ก็ออกไปเรียกร้อง ออกไปเอามา&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
โดย Panithita Kiatsupimon
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
พฤษภาคม 2010  
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ที่มา &lt;a href=&quot;http://www.facebook.com/note.php?note_id=405561038672&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;บันทึกของ Panithita Kiatsupimon &lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;เพิ่มเติม 1 &lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
วันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2553 เวลา 20:00:00 น. มติชนออนไลน์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ไปเจอ จดหมายถึงน้องเฌอ อีกฉบับ ... อ่านแล้วน้ำตารื้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะภาพของน้องทำให้อีกหนึ่งครอบครัวตาสว่าง .. หวังว่าคงเป็นสิ่งเล็กๆ ที่น้องคงหวังให้เกิดขึ้นบ้างในสังคมนี้ .. ยืนยัน ว่า น้องมีค่ามากมาย จริงๆ !!! เชิญทัศนา....&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;จดหมายถึงน้องเฌอ
&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
Rood Thanarak
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
17 พฤษภาคม 2553
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;img src=&quot;/files/cher1.jpg&quot; align=&quot;left&quot; height=&quot;400&quot; width=&quot;267&quot; /&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สวัสดีครับ น้องเฌอ
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แม้เราจะไม่เคยพบหน้าพูดคุยกันสักครั้ง แต่จากจุดเชื่อมโยงที่ร้านอาหารเล็ก ๆ แห่งนั้น พี่เชื่อว่าเราน่าจะเคยเดินสวนกันบ้าง พี่เพิ่งอ่านข้อเขียน “แด่ สุรเฌอ” จบลง อ่านแล้วอดไม่ได้ ที่จะเขียนจดหมายฉบับนี้ถึงน้องบ้าง เพราะอยากบอกอะไรบางอย่างให้น้องได้รู้ไว้ ก่อนอื่น พี่ขอแสดงความเสียใจกับการจากไปของน้องด้วยใจจริง นะครับ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พี่ทราบข่าวเรื่องนี้เมื่อเที่ยงวันที่ 15 พ.ค. - เพื่อนของพี่คนหนึ่ง ถ่ายภาพอันลือลั่นภาพนั้นในตอนเช้า เขาส่งให้พี่และสังคมได้เห็น &amp;quot;ความจริง” ที่เกิดขึ้น ซึ่งหลังจากภาพนั้นแพร่ออกไป เพื่อนคนนั้นจึงได้รู้ว่า ชายในภาพคือ &lt;b&gt;น้องเฌอ&lt;/b&gt; ซึ่งก็เป็นคนกันเองกับผู้ถ่ายภาพ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เหตุการณ์นี้ ทำเอาใครที่รู้ข่าวอดช็อกและเศร้าไม่ได้ แต่ที่น่าเศร้าไปกว่านั้น พี่เองก็พึ่งจะมารู้จากข้อเขียนข้างบนนี้ว่า ณ วินาทีนั้น น้องยังไม่ได้จากพวกเราไป แต่ต้องนอนอยู่เช่นนั้นกว่าชั่วโมง พี่เสียใจด้วยจริง ๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
………………&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สิ่งที่พี่อยากเล่าให้น้องฟัง มันเกี่ยวพันกับครอบครัวของพี่เล็กน้อย เราเป็นครอบครัวเล็กๆ อยู่กันสี่คนพ่อ แม่ ลูกชาย และลูกสาว – โดยส่วนตัวพี่จัดว่าเราเป็น “ครอบครัวการเมือง” เพราะตั้งแต่พี่จำความได้ พ่อกับแม่ก็นั่งหน้าทีวีดู “เตมีย์ใบ้” ให้สัมภาษณ์สื่อแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บ้านเราจัดเป็นพวก “เหลืองบ้าง-แดง บ้าง” ขึ้นอยู่กับเหตุการณ์แต่ละครั้ง แต่ละประเด็น ว่ากันไปตามหลักการและเหตุผล แต่ที่แน่ ๆ บ้านเราทุกคนมองการเมืองไทยอย่าง “ตาสว่าง” และ “มุมกว้าง” กว่าที่เห็นในทีวี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กับเรื่องราวครั้งนี้ พ่อและแม่ของพี่ค่อนข้างอคติกับคนเสื้อแดง ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจ ในเมื่อท่านทั้งสองไม่รู้จักสื่อทางเลือก ไม่รู้จักเฟซบุ๊ก ไม่รู้จักทวิตเตอร์ ไม่รู้จักยูทูป – สื่อเดียวที่ท่านมีโอกาสเสพคือ โทรทัศน์ฟรีทีวีทั้งหลาย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พ่อมองว่าเหตุการณ์ปะทะรอบนี้ มีความเกี่ยวโยงกับคราว 10 เม.ย. ค่อนข้างมาก พ่อมองว่า เหตุการณ์คราวก่อนที่มีทหารระดับสูงเสียชีวิตไป ทำให้ค่อนข้างแน่ชัดว่า ฝ่ายเสื้อแดงไม่ได้มามือเปล่า และทำให้พ่อมองการปะทะรอบนี้ เหมือนเป็นการ “&lt;b&gt;ต่อสู้กันสองฝ่าย&lt;/b&gt;” ระหว่างกองกำลังติดอาวุธ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สารภาพตามตรง แรกเริ่มพี่ก็มีความเห็นไม่ต่างกับพ่อเท่าไหร่ อย่างไรก็ตาม แต่ตั้งแต่กลางวันของวันที่ 14 พ.ค. ล่วงเลยไปจนถึงกลางคืน พี่เฝ้านั่งติดตามข่าวสารจาก “สื่อทางเลือก” ทั้งหลาย จึงได้พบว่า&lt;b&gt; นี่มันไม่ใช่การ “ต่อสู้” ของคนถือปืนสองฝ่ายเสียแล้ว แต่มันได้กลายเป็นสภาวะ “ล้อมปราบ” ของทหารรัฐบาลไทย กับผู้ชุมนุมมือเปล่า&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สิ่งที่ยืนยันความคิดพี่คือ ในเวลานั้น &lt;b&gt;ตัวเลขผู้เสียชีวิตอยู่ที่ 16 คน แทบทุกคนถูกยิงศีรษะ ไม่มีใครติดอาวุธ และไม่มีความสูญเสียกับฝ่ายทหารเลยสักนิด&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คืนนั้น พี่เข้านอนโดยมีน้ำซึมอยู่รอบดวงตา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
…………………………&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลังจากนอนน้ำตาซึมให้กับการ “&lt;b&gt;ล้อมปราบ เรียงแถวฆ่า&lt;/b&gt;” ที่เกิดขึ้นทั้งคืน เช้าวันที่ 15 พ.ค. พี่ตื่นขึ้นมาพบหน้าครอบครัว  พวกเรายังคงดูข่าวอย่างปกติหน้าทีวี และมีมุมมองเหมือนเคยว่า สิ่งที่เกิดขึ้นคือการ “&lt;b&gt;ปะทะกันสองฝ่าย&lt;/b&gt;”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ไม่กี่นาทีหลังจากนั้น พี่จึงได้พบภาพของเฌอในอินเตอร์เนตที่ส่งมาจากตัวผู้ถ่ายภาพโดยตรง สิ่งแรกที่พี่ทำคือ ยกโน้ตบุ๊กทั้งเครื่อง เดินลงมาชั้นล่างขณะที่ครอบครัว กำลังนั่งกินข้าวดูข่าวกันอยู่ พี่เรียกพ่อ แม่ น้องสาว มานั่งรวมกัน พร้อมกับเปิดภาพอันน่าเศร้าของน้อง ให้ทุกคนดูกันจากจอของโน้ตบุ๊ก
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;img src=&quot;/files/cher2.jpg&quot; align=&quot;absmiddle&quot; height=&quot;294&quot; width=&quot;450&quot; /&gt; &lt;br /&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
พี่พูดว่า “ พ่อดูสิ !! โลกมันไปไหนกันแล้ว แต่&lt;b&gt;รัฐบาลแม่งก็ยังปิดสื่อเหมือนเมื่อสามสิบปีก่อน&lt;/b&gt; สื่อที่พึ่งพาได้วันนี้คือสื่อทางเลือก ไม่ใช่ไอ้ทีวีช่อง 11 หรือ TPBS เนี่ย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พ่อดูรูปนี้แล้วเห็นมั๊ย เห็นชัด ๆ ว่า นี่มันไม่ใช่การสู้กันระหว่างปืนกับปืน เห็นมั๊ย &lt;b&gt;ไหนวะ ผู้ก่อการร้าย ไหนอ่ะ กองกำลังติดอาวุธ&lt;/b&gt; คนตายนี่ มันคนธรรมดากันทั้งนั้นนะ นี่เพื่อนถ่ายส่งมาให้เองเลย มันคือของจริง เรื่องจริง มันคือการ “ &lt;b&gt;ล้อมปราบ เรียงแถวฆ่า&lt;/b&gt;” โดยทหาร สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคืน จนถึงตอนนี้ มันไม่ต่างอะไรกับ 14 ตุลา ที่พ่อก็เคยผ่านมา เห็นมั๊ย?”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พ่อเหลือบดูภาพของเฌอ แล้วเงียบไปเกือบครึ่งนาที - สีหน้าพ่อเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด  “อือ ...” พ่อพูดเพียงแค่นี้ ทำสีหน้าเหมือนได้เจอสิ่งคุ้นเคย พ่อไม่พูดอะไรอีก แม่ไม่พูดอะไรอีก น้องสาวไม่พูดอะไรอีก พี่เอง ก็ไม่ต้องพูดอะไรเพิ่มอีก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากวินาทีนั้น ที่ทุกคนได้เห็นภาพของเฌอ ครอบครัวเราก็เข้าใจแล้วว่า &lt;b&gt;จริง ๆ มันเกิดอะไรขึ้นบนถนนข้างนอกนั่น&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จนถึงวันนี้ พ่อดูทีวีด้วยมุมมองที่เปลี่ยนไปมาก จากที่เคยฟัง ก็เลิกฟัง จากที่เคยด่า ก็ไม่ด่า จากที่เคยเห็นด้วย หลายครั้งกลับด่า เราเลิกด่าแล้วว่า เสื้อแดงมีปืนหรือไม่ หรือทำไมต้องเผายาง เพราะเมื่อเราเปลี่ยนมุมมองต่อเหตุการณ์ เราก็เข้าใจมันมากขึ้นทันที เป็นพี่ อย่าว่าแต่ปืนเลย โดนทหารล้อมปราบ มีอะไรในมือ พี่ก็ใช้ทั้งนั้นแหละ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ใช่ครับ&lt;br /&gt;
– &lt;b&gt;ภาพอันน่าสลดของเฌอ ทำให้ครอบครัวเรา “ตื่น” ขึ้นมาโดยไม่ต้องใช้คำพูดใด ๆ&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
……………………&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะเราไม่รู้จักกัน พี่เลยไม่รู้ว่าโตขึ้นเฌอตั้งใจจะเป็นอะไร เป็นนักข่าวเป็นนักหนังสือพิมพ์ เป็นตากล้อง เป็นฝ่ายศิลป์ หรือเป็นนักเขียน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
น่าเสียดายที่เฌอไม่มีโอกาสจะเติบโตไปมากกว่านี้ ไปตามฝันของตนเองได้ไกลกว่านี้ แต่บอกตามตรง ในฐานะคนที่อยู่บนโลกนี้มานานกว่าเฌอ พี่อยากบอกว่าเฌอจงดีใจเถิดที่ได้จากโลกนี้ไปก่อนพวกเรา จากโลกอันโหดร้าย จากโลกอันป่าเถื่อน จากโลกอันไร้แก่นสารใบนี้ไปเสียได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พูดตามตรง ยิ่งอยู่ไปนานๆ พี่กลับอยากอยูในโลกห่วย ๆใบนี้น้อยลงเรื่อย ๆ พี่อยากบอกเฌอว่า - แม้เฌอจะจากไปแล้ว แต่การจากไปของเฌอ ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงอันสำคัญในครอบครัวเล็ก ๆ ของพี่ และพี่ก็เชื่อด้วยว่ามันจะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับคนอีกมาก ไม่เฉพาะแต่ครอบครัวพี่เท่านั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แม้ช่วงเวลา 17 ปีที่เฌออยู่บนโลกนี้ จะดูสั้นมากเมื่อเทียบกับใครหลายคน แต่โลกห่วยๆใบนี้ก็ยังมีอีกหลายคนที่ใช้ชีวิตนานกว่าเฌอหลายเท่า อยู่ไปเนิ่นนาน โดยไม่อาจสร้างสิ่งดีๆให้เกิดต่อมนุษย์ด้วยกันได้ ดังเช่นการจากไปของเฌอ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เฌอได้ทำให้พี่เห็นว่า การจากไปของหนุ่มอายุ 17 ปีนั้น สามารถสร้างสิ่งดีๆให้เกิดขึ้นได้ มากกว่าชีวิตของชายแก่หลายคน&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;เฌอได้จากไปอย่างยิ่งใหญ่แล้วครับ จากไปอย่างดีพร้อม เหมาะสมกับการที่ชีวิตของมนุษย์คนหนึ่งพึงทำได้&lt;br /&gt;
&lt;/b&gt;
&lt;br /&gt;
หลับให้สบายนะครับ แล้วเจอกันใหม่ที่ฝั่งโน้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ปล. พี่ชั่งใจอยู่นาน ว่าจะนำรูปอันน่าหดหู่ของเฌอมาแปะไว้อีกครั้งดีหรือไม่ ท้ายสุดแล้วพี่ตัดสินใจเอามาแปะไว้อีกครั้งนะครับ เผื่อใครผ่านมาเห็นจดหมายฉบับนี้ จะได้เห็นสิ่งสุดท้ายที่เฌอได้ทิ้งไว้ เตือนสติกับพวกเราถึงสิ่งที่เกิดขึ้น พี่ขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
...จาก ประชาไท (เรื่องเล่าจากแนวปะทะ) 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ที่มา &lt;a href=&quot;http://regist53.blogspot.com/2010/05/17.html&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;บลอก regist53 &lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;nbsp;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/rethink/20100522/1749#comments</comments>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/287">crisis</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/358">red-shirt</category>
 <enclosure url="http://www.arayachon.org/files/body.jpg" length="276169" type="image/jpeg" />
 <pubDate>Sat, 22 May 2010 03:11:36 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">1749 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>แถลงการณ์องค์กรภาคประชาชน ๑๐๖ องค์กรได้ประชุมมีมติให้ทุกฝ่ายหยุดยิงทันที ยืนยันปฏิรูปประเทศไทยคือทางออก</title>
 <link>http://www.arayachon.org/rethink/20100516/1740</link>
 <description>&lt;p&gt;
วันที่ ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๕๓ ที่ประชุมภาคประชาชน ๑๐๖ องค์กร ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีมติให้ทุกฝ่ายยุติการยิงโดยทันทีและหยุดสงครามกลางเมือง พร้อมยืนยันกระบวนการปฏิรูปประเทศไทย ต้องเป็นอิสระ ไม่เป็นเครื่องมือของรัฐบาลและนปช. ที่ประชุมภาคประชาชน อันประกอบไปด้วยภาคประชาสังคม ๑๐๖ องค์กร ไม่น้อยกว่า ๒๐๐ คน เชื่อว่าปัญหาวิกฤตของประเทศไทย เป็นความขัดแย้งที่มีมาอย่างยาวนาน และขณะนี้ทวีความรุนแรงขึ้นทุกขณะ จนทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ที่ประชุมภาคประชาชน จึงมีมติร่วมกันดังนี้
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;๑.      ให้ทุกฝ่ายหยุดยิงทันที หยุดสร้างเงื่อนไขความรุนแรง เพื่อเข้าสู่กระบวนการเจรจา&lt;br /&gt;
๒.     ให้ศอฉ.ไม่ประกาศเคอร์ฟิว ให้ นปช. พัก การชุมนุม หรือย้ายการชุมนุมไปในสถานที่ที่ไม่ส่งผลกระทบ ตลอดจนทหารอย่าฉวยโอกาสทำรัฐประหาร&lt;br /&gt;
๓.     ให้มีพื้นที่ปลอดภัย (พื้นที่สีขาว) สำหรับทุกคนที่ต้องการ&lt;br /&gt;
๔.     ให้คนในสังคมมีสติ และมีส่วนร่วมในการยับยั้งการใช้ความรุนแรงในทุกระดับของสังคม&lt;br /&gt;
๕.     ให้มีการเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากความรุนแรงอย่างเร่งด่วน&lt;br /&gt;
๖.      ภาคประชาชนขออาสาเป็นตัวกลางในการเจรจาหาทางออกจากวิกฤตในครั้งนี้&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เครือข่ายภาคประชาชน จำนวน ๑๐๖ องค์กร จำนวนไม่น้อยกว่า ๒๐๐ คน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
๑.       กลุ่มเกษตรกรเศรษฐกิจพอเพียง ต.กุดน้ำใส จ.ขอนแก่น&lt;br /&gt;
๒.       กลุ่มนักศึกษาใส่ใจไทย&lt;br /&gt;
๓.       กลุ่มเพื่อนประชาชน&lt;br /&gt;
๔.      กลุ่มรักษ์เขาชะเมา จ.ระยอง&lt;br /&gt;
๕.      กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน (FTA Watch)&lt;br /&gt;
๖.       คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช)&lt;br /&gt;
๗.      คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคเหนือ (กป.อพช.ภาคเหนือ)&lt;br /&gt;
๘.      คณะกรรมการประสานงานองค์กรเอกชนภาคอีสาน (กป.อพช.อีสาน)&lt;br /&gt;
๙.      คณะกรรมการองค์การพัฒนาเอกชนด้านเอดส์ (กพอ.)&lt;br /&gt;
๑๐.     คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ (คปส.)&lt;br /&gt;
๑๑.     เครือข่ายการแก้ปัญหาคืนสัญชาติคนไทย จ.ระนอง ชุมพร ประจวบคีรีขันธ์&lt;br /&gt;
๑๒.     เครือข่ายการศึกษาทางเลือก&lt;br /&gt;
๑๓.     คณะเสริมสร้างความเข้มแข็งจังหวัดแม่ฮ่องสอน&lt;br /&gt;
๑๔.    เครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย&lt;br /&gt;
๑๕.     เครือข่ายชุมชน จ.พังงา&lt;br /&gt;
๑๖.     เครือข่ายชุมชนเพื่อการปฏิรูปสังคมและการเมือง (คปสม.)&lt;br /&gt;
๑๗.    เครือข่ายชุมชนฟื้นฟูเกาะลันตา จ.กระบี่&lt;br /&gt;
๑๘.    เครือข่ายชุมชนฮักน้ำของ จ.อุบลราชธานี&lt;br /&gt;
๑๙.    เครือข่ายเยาวชน  (YPD)&lt;br /&gt;
๒๐.     เครือข่ายเยาวชนสิทธิมนุษยชน (YPHR)&lt;br /&gt;
๒๑.     สามชุก ตลาดร้อยปี สุพรรณบุรี&lt;br /&gt;
๒๒.    เครือข่ายติดตามการศึกษาไทย&lt;br /&gt;
๒๓.    เครือข่ายท้องถิ่นไทย&lt;br /&gt;
๒๔.    เครือข่ายนักธุรกิจเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม (SVN)&lt;br /&gt;
๒๕.   เครือข่ายประชาชนเพื่อรัฐสวัสดิการ&lt;br /&gt;
๒๖.   เครือข่ายป้องกันและปราบปรามยาเสพติดภาคประชาชน กรุงเทพมหานคร&lt;br /&gt;
๒๗.   เครือข่ายป่าชุมชน&lt;br /&gt;
๒๘.   เครือข่ายพุทธิกา&lt;br /&gt;
๒๙.   เครือข่ายผลกระทบนโยบายสาธารณะ นครศรีธรรมราช&lt;br /&gt;
๓๐.   เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี เอดส์ ประเทศไทย&lt;br /&gt;
๓๑.    เครือข่ายผู้บริโภค ๖ ภาค ได้แก่ ภาคเหนือ อีสาน ใต้ กลาง ตะวันออก และตะวันตก&lt;br /&gt;
๓๒.    เครือข่ายพลเมืองเปลี่ยนกรุงเทพ&lt;br /&gt;
๓๓.    เครือข่ายเยาวชนจากทะเลสู่หุบเขา&lt;br /&gt;
๓๔.    เครือข่ายรักษ์ทะเลกรุงเทพและสิ่งแวดล้อมบางขุนเทียน&lt;br /&gt;
๓๕.    เครือข่ายรักษ์ลุ่มน้ำปราจีนบุรี&lt;br /&gt;
๓๖.    เครือข่ายรักษ์อ่าวไทยตอนบน&lt;br /&gt;
๓๗.   เครือข่ายลุ่มน้ำบางปะกง ปราจีนบุรี โตนเลสาป&lt;br /&gt;
๓๘.   เครือข่ายศิลปิน&lt;br /&gt;
๓๙.    เครือข่ายสันติวิธี&lt;br /&gt;
๔๐.    เครือข่ายสิ่งแวดล้อม จ.ปทุมธานี&lt;br /&gt;
๔๑.    เครือข่ายสิทธิคนจนพัฒนาเมืองภูเก็ต&lt;br /&gt;
๔๒.    เครือข่ายองค์กรงดเหล้า&lt;br /&gt;
๔๓.    เครือข่ายอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี&lt;br /&gt;
๔๔.    โครงการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะด้านทรัพยากรแร่&lt;br /&gt;
๔๕.    โครงการเสริมสร้างองค์กรชุมชน จ.สมุทรสงคราม&lt;br /&gt;
๔๖.     ชมรมเพื่อนโรคไตแห่งประเทศไทย&lt;br /&gt;
๔๗.    ชมรมเรารักแม่น้ำท่าจีน นครปฐม&lt;br /&gt;
๔๘.    ชุมชนท้องถิ่นกรุงเทพ&lt;br /&gt;
๔๙.     ชุมนุมสหพันธ์สหกรณ์ภาคอีสาน&lt;br /&gt;
๕๐.     บางกอกฟอรั่ม&lt;br /&gt;
๕๑.     ประชาคมบางลำพู กทม.&lt;br /&gt;
๕๒.     ประชาสังคม จ.สระแก้ว&lt;br /&gt;
๕๓.     มูลนิธิเข้าถึงเอดส์&lt;br /&gt;
๕๔.     กลุ่มภูมิพลังเอดีพี(ADP)&lt;br /&gt;
๕๕.     มูลนิธิชุมชนไท&lt;br /&gt;
๕๖.      มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ&lt;br /&gt;
๕๗.     มูลนิธิเพื่อการพัฒนาวิทยุชุมชนไทย&lt;br /&gt;
๕๘.     มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค&lt;br /&gt;
๕๙.     มูลนิธิศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์&lt;br /&gt;
๖๐.      มูลนิธิสุขภาพไทย&lt;br /&gt;
๖๑.      มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม&lt;br /&gt;
๖๒.      เครือข่ายพนักงานบริการ&lt;br /&gt;
๖๓.     มูลนิธิเอ็มพาวเวอร์&lt;br /&gt;
๖๔.     ศูนย์พัฒนากิจกรรมภาคพลเมืองปราจีนบุรี&lt;br /&gt;
๖๕.     สถาบันการเรียนรู้ภาคประชาสังคม จ.เพชรบูรณ์&lt;br /&gt;
๖๖.      สภาเครือข่ายองค์กรเกษตรกรแห่งประเทศไทย(สค.ปท.)&lt;br /&gt;
๖๗.     สภาเด็กและเยาวชนแห่งประเทศไทย&lt;br /&gt;
๖๘.     สภาราษฎร&lt;br /&gt;
๖๙.     สภาองค์กรชุมชนเขตพระโขนง&lt;br /&gt;
๗๐.     สมัชชาประชาชนแห่งประเทศไทย&lt;br /&gt;
๗๑.     สมัชชาสภาองค์กรชุมชน กรุงเทพมหานคร&lt;br /&gt;
๗๒.     สมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย&lt;br /&gt;
๗๓.     สมาคมเครือข่ายเกษตรกรไทย (ภาคอีสาน)&lt;br /&gt;
๗๔.     สมาคมนักรบนิรนาม บก. 333&lt;br /&gt;
๗๕.     สมาชิกสภาเยาวชน กรุงเทพฯ&lt;br /&gt;
๗๖.     สหภาพแรงงานไทรอัม&lt;br /&gt;
๗๗.    เสมสิกขาลัย&lt;br /&gt;
๗๘.    องค์กรเตรียมรับภัยพิบัติ เอเชีย&lt;br /&gt;
๗๙.     องค์กรพัฒนาการเมือง จ.สระบุรี&lt;br /&gt;
๘๐.      องค์การแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย&lt;br /&gt;
๘๑.      เครือข่ายพัฒนาการเมือง ๓ วัย จ.สระบุรี&lt;br /&gt;
๘๒.      เครือข่ายพ่อแม่-เยาวชน เพื่อการปฏิรูปการศึกษา&lt;br /&gt;
๘๓.      โครงการสื่อสร้างสุข&lt;br /&gt;
๘๔.      ชมรมพลังสตรีไทยสร้างชาติ&lt;br /&gt;
๘๕.      สภาธรรมาภิบาล&lt;br /&gt;
๘๖.      เครือข่ายวิทยุกระจายเสียง ภาคกลาง&lt;br /&gt;
๘๗.      เครือข่ายโครงการประชารวมใจคืนความสดใสให้คลองแสนแสบ&lt;br /&gt;
๘๘.      สภาองค์กรชุมชนตำบลขอนแก่น&lt;br /&gt;
๘๙.      สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ&lt;br /&gt;
๙๐.       เครือข่ายสมัชชาสุขภาพภาคกลาง ๒๖ จังหวัด&lt;br /&gt;
๙๑.       เครือข่ายชุมชนจังหวัดอุบลราชธานี&lt;br /&gt;
๙๒.       สหพันธ์วิทยุชุมชนแห่งชาติ&lt;br /&gt;
๙๓.       เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก&lt;br /&gt;
๙๔.       สมาคมคุ้มครองผู้บริโภคจังหวัดขอนแก่น&lt;br /&gt;
๙๕.       คณะขับเคลื่อนเชียงใหม่จัดการตนเอง&lt;br /&gt;
๙๖.        เครือข่ายภาคประชาสังคมจังหวัดขอนแก่น&lt;br /&gt;
๙๗.       สมาคมผู้บริโภค จ. สงขลา&lt;br /&gt;
๙๘.       เครือข่ายเยาวชนเพื่อการพัฒนา&lt;br /&gt;
๙๙.       เครือข่ายผู้ประสบภัยสึนามิและสิทธิชุมชน&lt;br /&gt;
๑๐๐.      มูลนิธิฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ&lt;br /&gt;
๑๐๑.      มูลนิธิประชาสังคม&lt;br /&gt;
๑๐๒.      เครือข่ายอนุรักษ์ลุ่มน้ำตะกั่วป่า คุระบุรี&lt;br /&gt;
๑๐๓.      ศูนย์ต่อสู้เพื่อเอาชนะยาเสพติดภาคประชาชน&lt;br /&gt;
๑๐๔.      สหพันธ์เกษตรกรเพื่อการพัฒนาภาคกลาง&lt;br /&gt;
๑๐๕.      สถาบันจัดการทางสังคม (สจส.)&lt;br /&gt;
๑๐๖.      เครือข่ายเยาวชนสืบสานภูมิปัญญา&lt;br /&gt;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/rethink/20100516/1740#comments</comments>
 <pubDate>Sun, 16 May 2010 17:51:41 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">1740 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
</channel>
</rss>

