ถึงเวลาปิดงานคณะราษฎร
พรรคการเมืองที่ทรงอิทธิพลที่สุดในประเทศญี่ปุ่น มีชื่อว่าพรรคเสรีนิยมประชาธิปไตย (Liberal Democratic Party) พรรคการเมืองนี้เกิดจากการรวมตัวกันของพรรคเสรีนิยม (Liberal Party) ของนายชิเกรุ โยชิดะ และพรรคประชาธิปไตยญี่ปุ่น ( Japan Democratic Party) ของนายอิจิโร ฮาโตยามา เมื่อปี พ.ศ. 2498 และนับจากนั้นพรรคการเมืองที่เกิดจากการรวมตัวของมุ้งนักการเมืองหลายมุ้ง พรรคนี้ ได้กลายเป็นพรรคการเมืองที่ผูกขาดการเป็นรัฐบาลจนถึงปี พ.ศ. 2536 นับเป็นเวลาถึง 38 ปี
แต่ภายในปีนั้นเองนักการเมืองหัวปฏิรูป นาย อิจิโร โอซาวา และนาย สึโตมุ ฮาตะ ก็ได้แยกตัวออกจากพรรคเสรีนิยมประชาธิปไตย ไปร่วมกันก่อตั้งพรรคญี่ปุ่นใหม่ (Japan Renewal Party) ภายหลังด้วยการเปลี่ยนแปลงหลายประการ โอซาวาได้ใช้ความสามารถเฉพาะตัวของเขาผลักดันให้เกิดรัฐบาลผสมของห้าพรรค การเมืองภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี โมริฮิโร โฮโซกาวา ซึ่งถือเป็นการยุติบทบาทการเป็นรัฐบาลของพรรคเสรีประชาธิปไตยที่มีการผูก ขาดการเป็นรัฐบาลของญี่ปุ่นอย่างยาวนานนับแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ได้เป็นครั้งแรก
แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่านั้น ในช่วงสมัยรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีโฮโซกาวานั้นเอง อิจิโร โอซาวาได้เขียนหนังสือที่ถือได้ว่าสั่นสะเทือนวงการการเมืองทั้งในประเทศ ญี่ปุ่นเอง และต่างประเทศมากที่สุด
หนังสือเล่มนั้นคือ พิมพ์เขียวญี่ปุ่นใหม่ หรือ Blueprint for a New Japan (日本改造計画 Nihon Kaizō Keikaku)
หนังสือเล่มนี้พูดถึงการปฏิรูประบบการเมือง, กฎหมาย และการทหาร ของประเทศญี่ปุ่นในขณะนั้น ไปสู่สิ่งที่โอซาวาเรียกว่า "ประเทศชาติธรรมดาทั่วไป"
ต้องไม่ลืมว่าสถานการณ์ของญี่ปุ่นในช่วงสิบกว่าปีที่แล้ว ยังต้องถือว่ามีความอ่อนไหวต่อนโยบายทางการทหารของตนเป็นอย่างยิ่ง เพราะจากการที่ญี่ปุ่นแพ้สงครามโลกครั้งที่สอง จึงทำให้ญี่ปุ่นมองว่าสหรัฐอเมริกาเป็นผู้รับผิดชอบในด้านนโยบายทางทหาร ในขณะที่ประเทศญี่ปุ่นเองไปมุ่งเน้นด้านเศรษฐกิจและการพัฒนาประเทศแทน (สถานการณ์ของประเทศญี่ปุ่นในเวลานั้น เป็นสิ่งซึ่งโอซาวามองว่าเป็น"ประเทศชาติที่ไม่ธรรมดา")
ความลักลั่นของญี่ปุ่นในช่วงสงครามอ่าวเปอร์เซียครั้งแรก (ปี พศ .2533) ทำให้ญี่ปุ่นไม่อาจแสดงบทบาทชาติพันธมิตรที่ดีต่อสหรัฐอเมริกาได้อย่างเต็ม ที่ ด้วยปัญหาจากทั้งด้านกฎหมาย และทัศนะที่ไม่ต้องการข้องเกี่ยวทางทหาร ทำให้ญี่ปุ่นไม่เคยตอบสนองต่อกองกำลังพันธมิตรและสหประชาชาติในช่วงเวลาที่ ต้องการ (และถึงแม้ทำก็ทำได้ไม่ดี และเป็นบทบาทด้านพลาธิการเท่านั้น)
ในฐานะประเทศที่มีเศรษฐกิจเป็นอันดับที่สองรองจากสหรัฐอเมริกา และประเทศที่อยู่ในกลุ่ม G7 ซึ่งถือว่ามีอิทธิพลอย่างยิ่งต่อการขับเคลื่อนของโลก การที่ญี่ปุ่นไม่มีกำลังทหารเป็นของตนเอง จึงเป็นเรื่องที่ผิดปกติวิสัยเป็นอย่างยิ่ง
โอซาวาจึงกล้านำเสนอแนวคิดที่ถือว่าทันสมัยยิ่งในตอนนั้น คือเสนอให้มีการปฏิรูปนโยบายทางการทหารเสียใหม่ โดยให้สอดคล้องกับความเป็นจริง แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่หวนย้อนกลับไปสู่เส้นทางอำนาจทหารนิยมเหมือนในอดีต
นอกจากนี้แล้วโอซาวายังได้เสนอ "เสรีภาพ 5 ประการ" ซึ่งมุ่งส่งเสริมความเป็นปัจเจกชนของคนในชาติเพิ่มมากขึ้น ซึ่งก็คือ
- "เสรีภาพจากกรุงโตเกียว" — หรือการมุ่งกระจายอำนาจและเศรษฐกิจออกไปจากส่วนกลาง
- "เสรีภาพจากบรรษัท" — การคิดถึงสภาพเศรษฐกิจที่เหนือไปกว่าการครอบงำโดยบรรษัท
- "เสรีภาพจากการทำงานหนักเกินไป" — กลับมาเป็นคนปกติ
- "เสรีภาพจากวัยนิยม และเพศนิยม" — ความสำคัญของคนทำงานไม่ได้ขึ้นอยู่กับอายุ หรือเพศ เพื่อรับมือกับปัญหาพลเมืองสูงวัยที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นในอนาคต และแก้ปัญหาทัศนคติที่ไม่สนับสนุนเพศหญิงในสังคมญี่ปุ่น
- "เสรีภาพจากกฎเกณฑ์" — เปลื้องกฎระเบียบที่จุกจิกหยุมหยิมออกไป เพื่อทำให้ทั้งปัจเจกบุคคลและบรรษัทสามารถดำเนินกิจกรรมได้แคล่วคล่องขึ้น
นี้จึงเป็นเรื่องที่ต้องมองไปยังอนาคตข้างหน้า มากกว่ามองผลประโยชน์ส่วนตนเพียงแคบๆ
เมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว ประเทศญี่ปุ่นก้ได้ก่อตั้งกระทรวงกลาโหมเพื่อรับผิดชอบต่อนโยบายทางการทหาร ขึ้นมาอีกครั้ง หลังจากที่ก่อนหน้านั้นเป็นเพียงสำนักงานกองกำลังป้องกันตนเอง
ไม่ว่าเรื่องนี้จะพัฒนาต่อไปอย่างไร ก็ต้องถือว่ากระทรวงกลาโหมของญี่ปุ่นถูกตั้งขึ้นมาอย่างทันกาล สนองรับกับปัญหาทางภูมิรัฐศาสตร์ที่กำลังมีปัญหาอยู่ในเอเชียตะวันออกไกล ทั้งจากปัญหาเรื่องเกาหลีเหนือ และข้อพิพาทระหว่างจีนและไต้หวัน
การมุ่งเน้นแนวทางเรื่องปัจเจกชนก็สอดรับกับ "กระบวนการโลกาภิวัฒน์ระดับที่สาม" หรือ ปัจเจกภิวัฒน์ (Globalization of people) ที่เป็นขั้นถัดไปของ รัฐภิวัฒน์ (Globalization of state) และ บรรษัทภิวัฒน์ (Globalization of companies) มองจากเพียงสองเรื่องนี้ ก็ต้องนับว่า ข้อเสนอของโอซาวาที่เสนอไว้เมื่อ 14 ปีที่แล้ว กำลังออกดอกออกผล และเป็นข้อเสนอที่ไม่สูญเปล่าเลย
แม้ขณะนี้, ประเทศเกาหลีใต้ก็กำลังพูดถึง "พิมพ์เขียวของเกาหลีใหม่" เช่นกัน เพราะแม้จะประสบความสำเร็จในการสร้างแบรนด์และวัฒนธรรมของตนเองเพื่อรุก ตลาดโลกในเวลานี้ แต่เกาหลีก็หวั่นเกรงชะตากรรมที่จะถูกบดทับทั้งจากญี่ปุ่นที่มีระดับการ พัฒนาที่สูงล้ำกว่า และจากจีนซึ่งกำลังเร่งตัวขึ้นมาอย่างน่าตระหนกตกใจ
เมื่อหันกลับมามองประเทศไทย ห้วงเวลายามนี้ย่อมจะเรียกได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อ สำหรับประเทศชาติเป็นอย่างยิ่ง
จริงอยู่แม้ว่าการพัฒนาจิตสำนึกทางสังคมกำลังดำเนินไปตามครรลองของมัน แต่ด้วยจุดบกพร่องบางประการของระบบทุนนิยมที่ยังไม่จำเริญเต็มที่ กลับส่งผลให้การพัฒนาได้ชะงักงัน และย้อนกลับถอยหลังไป สู่ระบอบอมาตยาธิปไตยอีกครั้ง
อันที่จริงวิกฤตเศรษฐกิจในช่วงปี พ.ศ. 2540 ต้องถือได้ว่าเป็นการขุดหลุมฝังระบอบอมาตยาธิปไตยอย่างมิอาจหวนกลับคืนมา ได้อีกต่อไปแล้ว หากแต่อุบัติเหตุในช่วงปีที่ผ่านมา ทำให้ระบอบอมาตยาธิปไตยฉวยโอกาส (โดยอาศัยความชอบธรรมที่สร้างขึ้นโดยกลุ่มทุนผูกขาดและนักวิชาการขุนนาง ใหม่) ทำลายระบอบประชาธิปไตยที่กำลังอยู่ในขั้นตอนการพัฒนา และลงมาครอบงำสังคมไทยอีกครั้ง
หากใครจะมองว่ากลุ่มชนชั้นนำในระบอบอมาตยาธิปไตย จะ "อวตาร" ตนเองลงมาทำความสะอาดการเมืองที่พวกตนหาว่า "สกปรกยิ่ง" ของนักการเมือง แล้วถอยกลับไปในสภาพเรียบร้อยเมื่อเสร็จสิ้นภารกิจ โดยไม่มีการต่อท่ออำนาจนั้น ก็ต้องถือว่ายังมองโลกในแง่ดีมากเกินไป การออกมายอมรับของคมช. ว่าอยู่เบื้องหลังแผนการลดเครดิต และมุ่งทำลายฝ่ายตรงข้าม อย่าง พ.ต.ท ทักษิณ ชินวัตร และ นายนพดล ปัทมะ ก็แสดงให้เห็นชัดแล้วว่า พวกเขามีทัศนคิตต่อการพัฒนาประเทศได้คับแคบเพียงไร
โลกทุกวันนี้มีการผันแปรไปอย่างรวดเร็ว แต่กลุ่มชนชั้นนำในระบอบอมาตยาธิปไตยกลับไม่ยอมรับความเปลี่ยนแปลงนี้ พวกเขาพยายามดึงโลกให้กลับมาสู่สภาพการณ์ที่ตนเองรู้สึกคุ้นเคย และสร้างภาพหลอนว่าตนเองจะยังสามารถควบคุมสถานการณ์ได้เหมือนเช่นเมื่อยี่สิบปีก่อน
การเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นนั้น อย่างดีที่สุดก็เป็นเพียงการพยายามสร้างระบอบการเมืองจำแลง สร้างระบอบการเลือกตั้งแบบเป็นพิธีกรรม โดยที่พวกตนเองยังสามารถบงการและครอบงำอยู่หลังฉากแบบที่เคยทำมาตลอด แต่ผลการบริหารประเทศที่ถือได้ว่าล้มเหลวแทบทุกด้านในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ, สังคม และความมั่นคง ก็ต้องบอกว่า พวกเขานั้นล้าหลังและไม่เข้าใจสังคมยุคใหม่ขึ้นทุกที
หากจะว่าไปความคิดของคนชั้นกลางบางกลุ่ม ก็ล้าหลังปัจจัยทางภววิสัย ไป 20 กว่าปี พวกเขาไม่เข้าใจว่า ด้วยความจำเป็นทางภววิสัยแล้ว จักต้องทำลายระบอบอมาตยาธิปไตยเสียให้สิ้นและผลักดันสังคมไทยให้เคลื่อน เข้าสู่ยุคทุนนิยมอย่างเต็มตัว
จริงอยู่, ทุนนิยมก็มีข้อด้อยของมันแต่ในที่สุดแล้ว อย่างน้อยมันก็ยังดีกว่าอมาตยาธิปไตยอยู่นั่นเอง ที่สำคัญคือถ้าไม่เข้าสู่ทุนนิยม ก็จะไม่เกิดการสะสมทุนของปัจเจกชน และไม่สามารถผลักดันให้สังคมก้าวหน้าต่อไป เป็นสังคมที่เคารพความเป็นปัจเจกได้ ดังที่ในปัจจุบันนี้ ประเทศพัฒนาแล้ว ได้กำลังดำเนินการอยู่
นอกจากนี้ปัจจัยทางเทคโนโลยี ก็เริ่มสนับสนุน "ประชาธิปไตยทางตรง" ได้มากขึ้นทุกที
สังคมไทยไม่สามารถขับเคลื่อนเข้าสู่โลกาภิวัฒน์ขั้นสามได้ ถ้ายังไม่มีการสะสมทุน, พัฒนาทัศนคติให้มากพอ ซึ่งจะว่าไปแล้วการพัฒนาทัศนคติ ก็คือการสะสมทุนทางปัญญานั่นเอง เพราะโลกยุคใหม่จะตัดสินแพ้ชนะกันด้วยทุนทางปัญญาและทุนทางเครือข่ายเป็น หลัก
นอกเหนือไปจากเรื่องปัจจัยภายใน - ปัจจัยด้านสังคมแล้ว ยังมียุทธศาสตร์ด้านอุตสาหกรรม, การพัฒนาเทคโนโลยี, การพัฒนานวัตกรรม, ยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง, ยุทธศาสตร์ด้านภูมิรัฐศาสตร์ ที่ประชาชาติไทยต้องคำนึงถึงอีกด้วย
จักต้องพิจารณาปัจจัยเชิงภววิสัย ทั้งในระดับภูมิภาค ระดับทวีป และระดับโลก แล้วจึงจัดวาง "ตำแหน่ง" ทางยุทธศาสตร์ของตนเอง อย่างประณีต และเหมาะสมที่สุด เพื่อให้ประชาชาติไทยเปลี่ยนผ่านในยุคที่เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อครั้งหนึ่งใน ประวัติศาสตร์ไปให้ได้
การจัดวาง และ ปฏิรูป "โครงสร้างองค์กร" ที่ล้าหลัง และเริ่มไม่ตอบสนองต่อปัจจัยทางภววิสัยที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วใน ปัจจุบัน อย่างระบบ "ราชการ" ก็เป็นเรื่องสำคัญยิ่งเช่นกัน ระบบราชการยุคใหม่ จะต้องยกเลิกแนวคิดแบบ "ขุนนาง" - "อุปถัมป์" ลงไปให้ได้มากที่สุด และขับเคลื่อนระบบราชการยุคใหม่ เข้าสู่ยุค "ตอบสนองภารกิจเชิงยุทธศาสตร์" และ "การกำกับดูแล" อย่างเข้มข้นและเป็นรูปธรรม
ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องที่สังคมไทย จะต้องหันมาครุ่นคิดอย่างจริงจัง พยายามลดความคิดในเรื่อง "ความสะดวกสบาย - ฟุ่มเฟือย -ฟุ้งเฟ้อ" ลงเสียบ้าง ประเด็นนี้ ก็เป็นปัญหาที่ผู้บริหารในเชิงวัฒนธรรม อย่างกระทรวงวัฒนธรรมจะต้องรับไปพิจารณาและดูแล ในสมัยคณะราษฎร ก็มีการสร้าง ศิลปะ และแนวคิด ในเชิง การเปลี่ยนทัศนะของประชาชน ผ่านทางการปฏิรูปวัฒนธรรมเช่นนี้ โดยมีกระทรวงวัฒนธรรม - เป็นหัวแรงในการขับเคลื่อน มีคนอย่างอาจารย์ ศิลป์ ระพีศรี มาจัดวางโครงสร้างทางศิลปะในยุคคณะราษฎร
คนยุคใหม่จะต้องรับผิดชอบต่อสังคม และมีความเป็นมืออาชีพ ในขณะเดียวกันก็ไม่ลืมรากอันยาวนานของเราเอง
หรือกล่าวโดยสรุป เราต้องปิดงานที่คั่งค้างของคณะราษฎร ที่ยังไม่เสร็จสิ้นตั้งแต่ปี 2475 — เราต้องมองหาพิมพ์เขียวไทยใหม่ เพื่อพาประเทศชาติออกจากวังวนแห่งความถดถอยที่กำลังเกิดขึ้นนี้
อันที่จริงแล้วประเทศไทยอยู่ในตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ที่ยอดเยี่ยม... น่าเสียดายยิ่งหากคนในชาติไม่ยอมเล็งเห็นสิ่งนี้และใช้ให้เกิดประโยชน์สูง สุด ดังที่บรรพชนของเราได้ใช้ประโยชน์ตามสภาพในแต่ละยุคแต่ละสมัยมาแล้ว
ทั้งหมดนี้เป็นภารกิจทางประวัติศาสตร์ของคนรุ่นเราที่จะต้องทำงานอย่าง เอาจริงเอาจังมากขึ้น เพื่อจะส่งมอบ ประชาชาติไทยยุคใหม่ ยุคแห่งความหวัง ให้กับอนุชนรุ่นต่อไป
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
นำมาจาก www.palawat.org

