โต้ คำนูณ สิทธิสมาน
คำถามแรก คือระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข
ที่คำนูณ เห็นว่าถูกต้องเหมาะสมกับสังคมไทย มีข้อดี ชี้แจงได้และคนไทย
ทั้งในเมืองและในชนบทก็รับได้ นั้น คือระบอบอะไร? อย่างไร ?
คือระบอบการเมืองแบบประชาธิปไตยครึ่งใบ ที่มีการเลือกตั้ง มีผู้แทน
แต่มีพวกจารีตและอมาตยาเป็นผู้เผด็จอำนาจ
แบบที่เราเห็นในยุคเปรม เป็นนายกฯ ใช่ หรือไม่?
คือระบอบการเมืองแบบปัจจุบัน ที่มีคณะรัฐประหาร(คมช.) เป็นผู้เผด็จอำนาจ ใช่หรือไม่ ?
นั่น ไม่ใช่ระบอบประชาธิปไตย !!!
แต่เป็น ระบอบเผด็จการของพวกจารีต อมาตยา และทุนผูกขาด
ที่เข้าสู่อำนาจโดยใช้ อำนาจปืน อิทธิพล การเมืองหลังม่าน
นับจากการรัฐประหารของสฤษดิ์ ถึงปัจจุบัน
อำนาจอธิปไตยของไทย ตกอยูู่่ในมือของพวกจารีต อมาตยาและทุนผุกขาด
ที่คุมอำนาจผ่านตัวแทนหุ่นเชิด เป็นกรรมการแบ่งปันผลประโยชน์ระหว่างพวกเขา
บา่งระยะ ใช้ระบอบรัฐสภา มีผู้แทน มีการเลือกตั้ง
เมื่อทำท่าว่า มีการล่วงล้ำก้ำเกินผลประโยชน์ของพวกเขา
ก็ออกมาทำการรัฐประหาร ใช้ระบอบเผด็จการทหารอย่างล่อนจ้อน
วนเวียนเป็นวัฏจักรชั่วร้ายของการเมืองไทย อยู่เช่นนี้
อำนาจอธิปไตย ไม่เคยตกถือมือของปวงชนชาวไทย
นี่คือ อุปสรรคพื้นฐานที่ถ่วงรั้งประเทศไทย
ให้จมอยู่ในหล่มปลักแห่ง วิกฤติทางการเมืองที่ล้าหลังและซ้ำซาก
ระบอบการเมืองการปกครองแบบนี้ หรือ คือระบอบประชาธิปไตย
อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ที่คำนูณ อ้างว่า มีข้อดี ชี้แจงได้
และคนไทยทั้งในเมืองและในชนบทก็รับได้ ???
ไม่ใช่ อย่างแน่นอน !!!
มันเพียงเป็น ระบอบประชาธิปไตยจอมปลอม
ที่ปกคลุมธาตุแท้ที่เป็นระบอบเผด็จการ ของพวกจารีต อมาตยาและทุนผูกขาด
อ้างตนว่า เป็นปัญญาชน เป็นนักเขียนอาวุโส ในวงการ
ควรต้องรู้ว่า อะไร คือประชาธิปไตย? อะไร คือเผด็จการ ?
ควรสนับสนุนประชาธิปไตย ต่อต้านเผด็จการ
มิใช่ สนับสนุนเผด็จการ ต่อต้านประชาธิปไตย
การเคลื่อนไหวต่อสู้ของประชาชนไทย ในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516
และพฤษภา 2535 กับระบอบเผด็จการถนอม-ประภาสและเผด็จการ รสช.
ปวงประชามหาชนชาวไทย ได้แสดงเจตนารมย์ ว่า
ต้องการระบอบประชาธิปไตย ที่แท้จริง
ไม่ต้องการระบอบเผด็จการ ทั้งไม่ต้องการระบอบประชาธิปไตยจอมปลอมด้วย
หลักการพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง แบบรัฐสภา
คือ อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน ปวงชนใช้อำนาจนั้น
ผ่านผู้แทนของตนที่มาจากการเลือกตั้งอย่างเสรี
หน่วยงานหรือสถาบันใดๆของรัฐ รวมทั้งสถาบันพระมหากษัตริย์
อยู่ภายใต้กฎหมาย และมีอำนาจหน้าที่ เฉพาะเท่าที่กฎหมายกำหนด
เรียกว่า หลักการปกครองโดยกฎหมาย (Rule of law)
พระมหากษัตริย์ ผู้เป็นประมุข ทรงอยู่ นอกการเมือง !!!
ไม่ใช่อยู่เหนือการเมือง !!!
ยิ่งไม่ใช่ การเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมือง !!!
ในฐานะประมุข พระองค์ อยู่ในฐานะที่จะไม่ทำผิด ไม่ว่าด้วยกรณีใด
ตามหลัก The king can do no wrong
ดังนั้น ในกิจการใดที่เกี่ยวกับการเมืองการปกครอง
กฏหมายจึงบังคับให้ต้องมีผู้รับสนองพระบรมราชโองการเสมอ
เพื่อเอาไว้รับผิดแทน ในกรณีที่เกิดความผิดพลาด ขึ้นมาจริงๆ
ตามระบบนิติรัฐของไทย ที่ใช้ระบบประมวลกฎหมายแบบภาคพื้นยุโรป
ในกิจการใดที่เกี่ยวกับการเมืองการปกครอง
จึงมีแต่พระราชอำนาจตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย
ไม่มีพระราชอำนาจที่อยู่นอกหรือเหนือรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย
ไม่มีพระราชอำนาจโดยนิติราชประเพณี หรือตามธรรมเนียมประเพณีใดๆ
ที่นอกเหนือจากที่กฎหมายได้บัญญัติไว้
พวกที่เคยเคลื่อนไหวให้ถวายคืนพระราชอำนาจ ก็ดี
ขอนายกฯพระราชทาน ก็ดี
ขอให้พระองค์ ใช้พระราชอำนาจนอกหรือเหนือจากที่กฎหมายบัญญัติไว้ ก็ดี
เป็นพวก ดึงฟ้าให้ต่ำ จาบจ้วง ล่วงเกินสถาบันพระมหากษัตริย์
หวังใช้สถาบันฯเป็นเครื่องมือทางการเมือง
ในการทำลายคู่ต่อสู้ทางการเมืองของฝ่ายตน
เป็นการกัดเซาะ ทำลายหลักการพื้นฐานของระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย
อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข อย่างแท้จริง
ในยุโรป สมัยหนึ่ง เคยปรากฎ มีพวกนิยมเจ้า กลุ่มหนึ่ง
ที่ท่านปรีดี พนมยงค์ ใช้คำอธิบายว่า
“รักเจ้า ยิ่งกว่าที่เจ้ารักตัวเอง”
พวกนี้ เป็นพวกขวาจัด เป็นพวกหัวรุนแรง เป็นพวกสุดขั้ว
ผลจากการหลงรักเจ้าอย่างบ้าคลั่งของพวกนี้ ได้ปลุกปั่น ยั่วยุ
ให้เกิดความรุนแรง ปั่นป่วนไปทั่วสังคม
ผลสุดท้ายก็นำไปสู่ การที่บางประเทศ ได้ยกเลิกระบอบเจ้าไปในที่สุด
เวลานี้ ในสังคมไทย ได้ปรากฎ กลุ่มคนที่มีแนวคิดทำนองนี้
มีพฤติกรรมลักษณะนี้ เกิดขึ้น (อีกแล้ว ครับท่าน)
พวกนี้ หลงใหล คลั่งใคล้ บ้าคลั่ง งมงาย เป็นพวกจิตนิยม
บางกลุ่ม เรียกตัวเองว่า พรรคถวายจริง
ถึงขนาด เสนอให้ ถวายคืนพระราชอำนาจให้พระมหากษัตริย์
นำระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช กลับมาใช้ในไทยใหม่
ยังดีที่ว่า คนส่วนใหญ่ ไม่มีใครเอาด้วย
ที่คำนูณอ้างมาตรา 3 ในรัฐธรรมนูญ ว่า "พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุข
ทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้”
และ อ้างว่า ประชาชนใช้อำนาจอธิปไตยเองโดยตรงไม่ได้ นั้น
เป็นการบิดเบือนบทความของ ดร.พิชิต และเป็นการบิดเบือน
หลักการปกครองของระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย
อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
ควรต้องยืนยันว่า ที่ดร.พิชิต เสนอให้ปวงชนชาวไทยเป็นทั้ง
เจ้าของอำนาจอธิปไตยและผู้ใช้อำนาจด้วยตนเอง นั้น ถูกต้อง
ตรงตามหลักการปกครองของระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย
อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ทุกประการ ทั้งเป็นหลักการสำคัญ
ที่เป็นเส้นแบ่งระหว่างระบอบประชาธิปไตยกับระบอบเผด็จการเลยทีเดียว
ในระบอบประชาธิปไตยแบบผู้แทน นั้น ประชาชนเป็น ตัวการ
เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย ประชาชน ตั้งตัวแทนของตน
เข้าไปใช้อำนาจอธิปไตย ในกิจการต่างๆของรัฐ
ถามว่า ตั้งเข้าไปแล้ว อำนาจอธิปไตยหลุดออกจากมือของประชาชน
ไปอยู่ที่ตัวแทน หรือ? หามิได้ !!!
อำนาจอธิปไตยยังคงอยู่ในมือของปวงชนชาวไทย ตลอดเวลา
ประชาชน ยังคงสามารถใช้อำนาจของตน
ในการ ตรวจสอบ กำกับ ควบคุม ตัวแทน
ให้ทำตามความประสงค์ของตนได้ ตลอดเวลา
และถ้าหาก ตัวแทนทำการผิดจากความประสงค์ของตน
ตัวการ ก็ย่อมมีอำนาจ ที่จะถอดถอนตัวแทนเก่า
และตั้งตัวแทนใหม่เข้าไปทำหน้าที่แทนได้เสมอ
ประชาชน ยังมีอำนาจที่จะให้ตัวแทน มารายงาน มาบอกเล่า
เรื่องราวและกิจการที่ตัวแทนได้ไปทำ หรือมีแผนการจะทำ
ให้ตัวแทนมาขอคำปรึกษา หรือขอความเห็นชอบ
ก่อนที่จะดำเนินการในเรื่องสำคัญๆ ก็ได้
นี่คือ ระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริงและทันสมัย
คือระบอบประชาธิปไตยที่เคารพอำนาจอธิปไตยของปวงชน
ที่ประชาชนมีส่วนร่วม ในการใช้อำนาจรัฐของตัวแทน
ตลอดเวลา ตั้งแต่ การเข้าสู่อำนาจของตัวแทนโดยการเลือกตั้ง
การใช้อำนาจของตัวแทน โดยการตรวจสอบ กำกับและควบคุม
และสนับสนุน ถ้าเห็นด้วย หรือต่อต้าน ถอดถอน ถ้าไม่เห็นด้วย
ไม่ใช่ ระบอบประชาธิปไตยจอมปลอม ที่ให้ประชาชน
ใช้อำนาจอธิปไตยได้เฉพาะในการเลือกตั้ง แล้วเวลาที่เหลือ
ก็เป็นขี้ข้า ผู้ด้อยโอกาส ที่รอรับความช่วยเหลือ
จากบรรดาพวกเจ้าคนนายคน ที่มีอำนาจ มีตำแหน่งหน้าที่ในแวดวงอำนาจรัฐ
คำนูณ อาจถามว่า ถ้าเช่นนั้น จะเอา พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุข ไปไว้ที่ไหน?
ที่มาตรา 3 ในรัฐธรรมนูญ บัญญัติว่า "พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุข
ทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้”
พระองค์ จะใช้อำนาจอธิปไตยนั้น อย่างไร?
คำตอบ คือ พระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ
การใช้อำนาจอธิปไตยของพระองค์ ก็เป็นไป ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ
ใช้คำของคำนูณ ก็คือ คำตอบมัน “ชัดเจนมากที่สุด จนไม่มีอะไรชัดเจนไปกว่านี้อีกแล้ว”
คำนูณ ยังสร้างวาทกรรม บิดเบือน ใส่ร้ายป้ายสี โดยไม่มีมูลความจริงแม้แต่นิดเดียว
โจมตี อดีตนักศึกษาที่ เคยเข้าป่าและกลับมาร่วมงานกับไทยรักไทย
ว่าเป็นพวก “คอม (มิวนิสต์) อารมณ์ค้าง”
โจมตี ใส่ร้าย ทักษิณและไทยรักไทย ว่า เป็นพวก “ทุน (นิยม) เหิมเกริม”
ยกเอา "ปฏิญญาฟินแลนด์" ที่เคย กุขึ้น ใส่ร้าย ทักษิณและไทยรักไทย
มาโหมกระพือ อีกครั้ง กระตุ้นและยั่วยุให้ รัฐบาลสุรยุทธ์และ คมช. ดำเนินการ
“เอาจริงเอาจังอย่างถึงที่สุดในระยะเวลาที่เหลืออยู่”
คำนูณ เคยเป็นปัญญาชน เคยเป็นฝ่ายซ้าย เคยเป็นคนที่รักความก้าวหน้า
รักความเป็นธรรมในสังคมมาก่อน เคยเข้าร่วม สนับสนุน การเคลื่อนไหวต่อสู้
กับเผด็จการ เพื่อประชาธิปไตยของปวงชนชาวไทย
อันที่จริง ตั้งแต่ ๒๔๗๕ ถึงปัจจุบัน คนที่รักความก้าวหน้า รักความเป็นธรรม
ในสังคมไทย ล้วนแต่ สนับสนุนประชาธิปไตย คัดค้านเผด็จการ
แต่บทบาทของเขาในระยะหลังๆมานี้ ได้แสดงว่า เขาได้เปลี่ยนสี แปรธาตุไปแล้ว
เขาได้ถวายตัว เข้าสวามิภักดิ์ กับพวกจารีต ขุนศึก และผู้มีอำนาจ
ทำตัวเป็นสมุน เป็นมือไม้ของเผด็จการไปเสียแล้ว
ยิ่งได้ลิ้มรสชาติ การเข้าไปในแวดวงชนชั้นนำ
เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เป็นอภิสิทธิชน
เขายิ่ง กระตือรือล้น ที่จะสร้างผลงาน ในการโจมตีใส่ร้ายป้ายสีฝ่ายประชาธิปไตย
ใส่ร้ายป้ายสีประชาชนที่เคลื่อนไหวต่อต้านการรัฐประหาร
นั่น เท่ากับได้เปลือยธาตุแท้ ที่เป็นพวกปฏิกิริยาขวาจัด ของเขา ออกมาอย่างล่อนจ้อน
พฤติกรรมของเขา เป็นดังที่จิตร ภูมิศักดิ์ เคยเขียนว่า
“ได้ข้าวที่เขาขุน และเศษบุญที่เปรอปรน เห่าโฮ่งจนลืมตน ถวายตัวจนลืมตาย”
พี่เอย น้องเอย
คำนูณ สิทธิสมาน คนเดิม ที่เคยเป็นฝ่ายที่ก้าวหน้า ได้ตายไป(ทางการเมือง)แล้ว !!!
ที่จุติขึ้นมาใหม่แทนที่ เป็นคำนูณ ที่เป็นปฏิกิริยา ขวาจัด และเป็นสมุนของเผด็จการ !!!

