พระราชดำรัส

tags:

พระราชดำรัสในลักษณะนี้ ไม่ใช่เรื่องปกติ

นับจากที่เคยตรัสเมื่อปี ๒๕๔๙ ที่หัวหินกับคณะผู้พิพากษาศาลปกครอง และศาลฎีกาแล้ว ก็ไม่เคยตรัสในลักษณะนี้อีกเลย จนถึงครั้งนี้

พระราชดำรัสนี้ ออกมาก่อนวันนัดฟังคำพิพากษาคดียุบพรรค ๖ วัน ซึ่งอยู่ในระยะที่ตุลาการ รัฐธรรมนูญแต่ละคน กำลังจัดทำคำวินิจฉัยส่วนตน ก่อนที่จะไปประชุมร่วมกัน เพื่อเสนอคำวินิจฉัย ของแต่ละคนต่อที่ประชุมเพื่อลงมติ

เดิมเคยคาดว่า อาจมีสัญญาณว่า เรื่องนี้ ควรจะหรือน่าจะ-- ออกมาอย่างไรก่อนจะมีการตัดสินคดี แต่ที่คาดผิดไป คือนึกไม่ถึงว่า

๑. สัญญาณนั้น จะส่งผ่านทางทีวีอย่างเปิดเผย และ

๒. สัญญาณนั้น จะแรงมาก และค่อนข้างชัดเจน

สัญญาณที่ว่า คืออะไร ?

นี่คือ เนื้อหาเท่าที่จับใจความ ได้

๑. การตัดสินคดีของศาลรัฐธรรมนูญ ที่เกี่ยวกับพรรคไทยรักไทยและพรรคประชาธิปัตย์ ที่จะมีขึ้นใน วันที่ ๓๐ พค. ศกนี้ จะเป็นการตัดสินที่สำคัญมาก

๒. คดี ดังกล่าว ไม่ว่าจะตัดสินอย่างไร ทางไหน ก็จะผิดพลาด ก็จะทำให้ผู้พิพากษาและพระองค์ เดือดร้อนเสียหาย ทั้งจะทำให้บ้านเมืองเสื่อมเสียทั้งนั้น

๓. มีรายการวิทยุ ได้วิจารย์เกี่ยวกับศาลในคดีสองเรื่องนี้อย่างหนัก ทั้งวันทั้งคืน สองวันสองคืน โดยรายการวิทยุดังกล่าว ได้วิจารณ์ว่า ศาลฏีกา ไม่มีสิทธิ พิจารณาพิพากษา คดีนี้ซึ่งฟังดูก็มี เหตุผลอยู่ แม้ว่า อาจจะไม่ถูกต้องทั้งหมด

๔. ผู้พิพากษาที่รับผิดชอบเรื่องสองคดี นี้ ต้องมีความกล้าหาญ ซื่อสัตย์ สุจริต และต้องตีความ ให้ถูกต้อง มิฉะนั้น บ้านเมืองพัง

๕. ผู้พิพากษา ต้องมีความรับผิดชอบ ที่จะทำให้ บ้านเมือง ไม่ล่มจม เพราะว่า สถานการณ์(ปี) ขณะนี้ ไม่ดีเลย จึงขอร้องผู้พิพากษา ให้พยายามแก้ไขสถานการณ์ต่อไป เพื่อให้บ้านเมืองรอดพ้น จากความยุ่งยาก ยากเข็ญ เพื่อให้บ้านเมืองรอดพ้นจากวิกฤติการณ์ในปัจจุบันนี้

สรุป สัญญาณที่ส่งออกมา คือ ผลคดี น่าจะหรือควรจะออกมาในแบบประนีประนอม ดังนี้

๑. จำหน่ายทั้ง สองคดีออกจากศาล โดยวินิจฉัยว่า คณะตุลาการฯไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษา ทั้งสองคดี

๒. พิพากษา ยกคำฟ้องให้ยุบพรรคทั้งสองคดี โดยให้อัยการไปดำเนินคดีอาญากับผู้กระทำความผิด ตามกฎหมายพรรคการเมืองเป็นคดีใหม่

๓.พิพากษาให้ยุบพรรคไทยรักไทย และ/หรือ พรรคประชาธิปัตย์ ตามพยานหลักฐาน โดยไม่ตัดสิทธิ หรือไม่วินิจฉัยว่ากรรมการบริหารของพรรคที่ถูกยุบนั้น ต่อไปจะมีสิทธิลงเลือกตั้ง และดำรงตำแหน่ง ทางการเมือง หรือไม่ และให้อัยการไปดำเนินคดีอาญากับผู้กระทำความผิดกฎหมายพรรคการเมือง ตามพยานหลักฐานเป็นคดีใหม่

เรื่องที่ จะยุบทั้งสองพรรคและตัดสิทธิกรรมการบริหารทุกคนทั้งสองพรรค น่าจะมีความเป็นไปได้ น้อยมาก

เหตุผล ที่มีความเป็นไปได้มากๆ ที่ผลคดีจะเป็นไป ตาม ๑ หรือ ๒ คือ เมื่อการตัดสินคดียุบพรรค ไม่ว่า จะออกมาในทางยุบหรือไม่ยุบ ก็จะผิดพลาดทั้งนั้น ก็จะทำให้ผู้พิพากษาและพระองค์เดือดร้อน เสียหายทั้งนั้น ก็จะทำให้ บ้านเมืองเสื่อมเสียทั้งนั้น วิธีที่จะหลีกเลี่ยงความผิดพลาดเสียหาย คือต้องหาทางออกโดยการไม่ตัดสิน ที่ตามภาษาฟุตบอล เรียกว่าเตะลูกบอลให้ออกจากสนามไป ทำให้ไม่มีฝ่ายไหนแพ้ ไม่มีฝ่ายไหนชนะ กองเชียร์บอลทั้งสองฝ่าย ก็ไม่ต้องยกพวกเข้าตีกัน จนบ้านเมืองพังทะลาย ล่มจม

สำหรับผลคดี ตามข้อ ๓ ซึ่งเห็นว่า มีความเป็นไปได้น้อยกว่า ๑ หรือ ๒ มาก แต่ยังไม่ควรตัดทิ้งไป เพราะ นั่นเป็นธงเดิม ขอเพียงไม่ตัดสิทธิทางการเมืองของกรรมการบริหารพรรคส่วนใหญ่ ของทั้ง สองพรรค ซึ่งไม่ได้รู้เห็นกับการกระทำความผิด การจัดตั้งพรรคใหม่ ลงเลือกตั้งครั้งใหม่ ก็ยังสามารถ ทำได้ ซึ่งทั้งสองพรรคใหญ่ ได้เตรียมพรรคใหม่รองรับไว้แล้ว

ถ้าหาก พรรคไทยรักไทย ไม่ถูกยุบ หรือกรรมการบริหารพรรคส่วนใหญ่ไม่ถูกตัดสิทธิ จะส่งผล สะท้านสะเทือนทางการเมืองปานฟ้าผ่าอย่างรุนแรง กับทุกฝ่ายบนเวทีการเมืองปัจจุบัน เนื่องจาก ในการเลือกตั้งครั้งใหม่ ( ที่พลังทุกฝ่ายกำลังบีบให้ ต้องจัดขึ้นโดยไม่ชักช้า) นั้น พรรคไทยรักไทย จะเป็นคู่แข่งที่น่ากลัว มากๆ สำหรับทุกพรรคการเมืองอื่น โดยเฉพาะ ในพื้นที่ฐาน เสียงเดิมในภาคอีสาน ภาคเหนือ และภาคกลาง

แม้กระทั่งในกทม. สส. พลพรรค และบริวาร กลุ่มต่างๆที่ได้ทะยอยลาออก หลังการรัฐประหาร จำนวนไม่น้อย อาจขอกลับคืนรังไทยรักไทยอีกครั้ง แม้ว่า ทักษิณ จะยังไม่กลับไทย และยังไม่กลับ เข้าเป็นหัวหน้าพรรคทรท. แต่ในการเลือกตั้งครั้งใหม่ คาดว่าพรรคไทยรักไทย ก็ยังจะได้ สส.เข้า สภาฯจำนวนมาก หรือ อาจชนะการเลือกตั้งอีกครั้ง ก็เป็นได้

(ยังจำ ๑๙ ล้านเสียง กับ ๑๖ ล้านเสียง จากการเลือกตั้ง สองครั้งสุดท้าย ได้ไหม? ) เพราะ คนยากคนจน ส่วนมากในต่างจังหวัด และกทม. ยังคงซาบซึ้ง ตราตรึงใจในผลงานของ ทักษิณและไทยรักไทยตามนโยบายประชานิยมตลอดเวลา ๕ ปีแห่งการเป็นรัฐบาล ยิ่งเมื่อเปรียบเทียบผลงานกับรัฐบาลสุรยุทธ์ ที่มาจากการรัฐประหารของคมช.

คนที่มีใจเป็นธรรม ย่อมเห็นได้โดยไม่ลังเลว่า รัฐบาลทักษิณและ ทรท.ทำเพื่อคนยากคนจน และมี ผลงานมากกว่ารัฐบาลสุรยุทธ์อย่างเทียบกันไม่ได้เลย ซึ่งนั่นยิ่งทำให้พวกเขาถวิลหาทักษิณและทรท. มากยิ่งขึ้นไปอีก

ขนาดสมศักดิ์ เทพสุทิน ผู้นำกลุ่มมัชฌิมา-ธรรมาธิปไตย ยังเคยพูดว่า ไม่ว่าใครหรือพรรคใด จะไม่ สามารถเอา ชนะทักษิณและทรท. ในการเลือกตั้งครั้งหน้าได้ ทั้งเมื่อคำนึงว่า แม้สถานการณ์ทาง การเมืองของไทย จะบีบคั้นรุนแรงขนาดนี้ แต่ก็ยังคงมีอดีตสส.อยู่กับพรรค ทรท.ถึงเกือบ ๓๐๐ คน

ที่สำคัญ ทรท.มีเงินจำนวนมาก ที่สามารถใช้และพร้อมใช้ในทางการเมืองและการเลือกตั้ง ทำให้ ไม่ว่าใครก็ตามในแวดวงการเมือง ก็ไม่อาจมองข้ามหรือดูแคลนพลังทางการเมืองกลุ่มนี้ได้ ซึ่งนั่น ย่อมทำให้บรรดาพันธมิตรต่อต้านทักษิณ ที่ประกอบด้วยคมช. รัฐบาลสุรยุทธ์ กลุ่มนิยมเจ้า กลุ่มอมาตยา กลุ่มพันธมิตรประชาชนฯ กลุ่มผู้จัดการ และศัตรูอื่นๆ ที่ได้ก่อกรรมทำเข็ญกับทักษิณ และพรรคไทยรักไทย ต้องเผชิญกับสภาพ อกสั่น ขวัญแขวน นอนไม่หลับ ไปอีกนาน

โดยเฉพาะเมื่อคำนึงถึงคำอาฆาตแค้นของพายัพ ชินวัตร น้องชายทักษิณ ที่ได้ประกาศออกมา เมื่อเร็วๆนี้ ผลจากความหวาดหวั่นดังกล่าว อาจนำไปสู่การใช้ความรุนแรง หรือนำไปสู่ เหตุร้ายใดๆ ที่เกิดขึ้นแบบนอกเหนือการคาดหมาย ก็เป็นได้

โอ้อกเอ๋ย ฤากระแสไทยรักไทย คืนทำเนียบ จะปรากฎเป็นจริง?

บทความ

อ่านบทความย้อนหลังทั้งหมด

กลุ่มศึกษาทฤษฎี

รวมเว็บไซต์น่าสนใจ

ล็อกอิน หรือ สมัครสมาชิก เพื่อเสนอความเห็นหรือตั้งกระทู้