ความยุติธรรม?

tags:

“ยุติธรรมแปลว่า ยุติลงด้วยธรรมหรือโดยธรรม”

นับจากการเผยแพร่คำวินิจฉัยยุบพรรคไทยรักไทยออกมา
คำวินิจฉัยนี้ ก็ได้รับการวิพากษ์วิจารย์อย่างกว้างขวางในสังคมไทย
ควรได้รับการจารึกเป็นตำนานในประวัติศาสตร์การใช้อำนาจตุลาการของไทย
ทั้งทำให้ตระหนักว่า ถึงเวลาแล้ว ที่สังคมไทย จะต้องปฏิรูปอำนาจตุลาการครั้งใหญ่

คำวินิจฉัยนี้ไม่ยุติธรรม อย่างไร ?

๑. แม้ว่า การตัดสิทธิทางการเมือง ไม่ใช่โทษทางอาญา
ที่ต้องห้ามไม่ให้มีผลร้ายย้อนหลัง แต่ก็ต้องถือว่า
ประกาศคปค.(ฉบับที่ ๒๗) เป็นกฎหมายที่รอนสิทธิของบุคคล
ให้ผลร้ายต่อบุคคล ชอบที่จะมีผลบังคับไปในภายภาคหน้า
จะใช้บังคับให้มีผลย้อนหลัง ไปให้ผลร้ายกับคนที่ได้ทำผิดมาก่อนไม่ได้
ตามหลักนิติธรรมที่ว่า บุคคลจะได้รับผลร้าย ก็ต่อเมื่อเขาได้กระทำการ
อันกฎหมายได้บัญญัติว่าเป็นความผิด ในขณะที่เขากระทำ
และบุคคล จักได้รับผลร้าย เกินจากกฎหมายที่มีอยู่
ในขณะที่เขากระทำความผิดไม่ได้ เรียกว่า
หลัก "ไม่มีความผิดโดยไม่มีกฎหมาย "

ถ้ายอมให้ทำเช่นนี้ได้ ต่อไปภายหน้า ก็อาจมีกฎหมายออกมา
ใหม่ได้อีก เช่น ให้คนที่ถูกตัดสิทธิ ๕ ปี อันเนื่องมาจาการยุบพรรค
ถูกตัดสิทธิเพิ่มอีก ๑๐ หรือ ๒๐ ปี และก็ย่อมใช้บังคับได้ด้วยเหตุผลเดียวกัน

ดังนี้ ก็จะเห็นได้อย่างชัดเจน ว่า
คำวินิจฉัยให้การตัดสิทธิทางการเมืองของกรรมการบริหารพรรคทรท.
จำนวน ๑๑๑ คน มีผลย้อนหลังนี้
ให้ผลที่ประหลาด วิตถารและขัดกับหลักนิติธรรม

๒. การรับผิดของนิติบุคคลหรือคณะบุคคล มีหลักการว่า
ในกรณีที่มีบางคนในคณะ ได้กระทำความผิด
คณะนั้นหรือคนอื่นในคณะนั้น อาจต้องรับผิดด้วย
ถ้าได้มอบหมาย เห็นชอบ ร่วม รู้เห็นหรือยินยอม
กับการกระทำความผิดนั้น ซึ่งหลักนี้
เป็นการยกเว้นหลักทั่วไปที่ว่า บุคคล จักได้รับผลร้าย
ก็เฉพาะจากการกระทำความผิดของเขาเอง

คำวินิจฉัยฯ ใช้เหตุผลหลักว่า กรรมการบริหารที่ได้ถูกวินิจฉัย
ว่ากระทำความผิดสองคน(พล.อ. ธรรมรักษ์และนายพงษศักดิ์)
ไม่ได้รับประโยชน์ใดๆ เป็นการส่วนตัวจากการกระทำดังกล่าว
แต่หากการกระทำนั้นสำเร็จ พรรคทรท.จะได้รับประโยชน์อย่างยิ่ง
ทั้งกรรมการบริหารทั้งสอง ได้รับความเชื่อถือและไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งสำคัญ
ทั้งในพรรคและในรัฐบาล จึงถือว่าหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารคนอื่นๆ
ทั้งหมด ได้รู้เห็นยินยอมในการกระทำความผิดของกรรมการบริหารสองคนดังกล่าวด้วย
จึงถือว่า การกระทำของกรรมการบริหารสองคน เป็นการกระทำของพรรค ทรท.

การใช้ทฤษฎีประโยชน์ที่คณะบุคคลได้รับ มาชี้ขาด
ว่าเป็นการกระทำของคณะบุคคลนี้ ผิดพลาดอย่างมีนัยสำคัญ
เพราะประโยชน์ที่คณะบุคคล อาจได้รับนั้น
ก็มีด้านที่มีความเสี่ยงและอันตรายอยู่ด้วย
เนื่องจากการกระทำของกรรมการบริหารทั้งสองคนดังกล่าว
ไม่ใช่เป็นการดำเนินกิจการตามปกติของพรรคการเมือง
แต่เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย มีความเสี่ยงสูงและ
พรรคอาจได้รับความเสียหายก็ได้

ดังนั้น ถ้ามีการเสนอเรื่องดังกล่าวให้คณะกรรมการบริหาร
หรือหัวหน้าพรรคพิจารณา เรื่องก็อาจไม่ได้รับการอนุมัติให้ดำเนินการ ก็ได้

เมื่อคำวินิจฉัยฯ ไม่ปรากฎพยานหลักฐานใดๆเลย
ว่าพรรคทรท.หรือกรรมการบริหารคนอื่นๆได้มอบหมาย
เห็นชอบ ร่วม เกี่ยวข้อง หรือรู้เห็นยินยอมกับการกระทำ
ของกรรมการบริหาร ทั้งสองคนดังกล่าว
คำวินิจฉัยที่ "ถือว่าหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารคนอื่นๆ
ทั้งหมด ได้รู้เห็นยินยอมในการกระทำความผิดของกรรมการบริหารสองคน
จึงเป็น คำวินิจฉัยที่ไม่มีพยานหลักฐานในคดีรองรับ
ตั้งอยู่บนข้อสันนิษฐานที่มีความเป็นไปได้หลายทาง ไม่แน่นอน
ขัดกับหลักนิติธรรมและไม่ชอบด้วยหลักเหตุผลทั่วไป

๓. การใช้ทฤษฎีประโยชน์ที่บุคคลได้รับ
มาชี้ขาดว่าเป็นการกระทำของบุคคลนี้ ยังได้ถูกนำมาใช้
ในการเชื่อมโยงการมอบเงินของนายทวี สุวรรรณพัฒน์
แก่นายบุญทวีศักดิ์ นายสุขสันต์และนายอมรวิทย์
เพื่อสนับสนุนให้ทั้งสามคน ร่วมกันแก้ไขเปลี่ยนแปลงฐานข้อมูลสมาชิก
และสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการส่งผู้สมัครลงเลือกตั้งของพรรคผู้ถูกร้องที่ ๒
ว่าเป็นการกระทำของกรรมการบริหารพรรค ทรท.ทั้งสองคนดังกล่าว
และใช้ในการเชื่อมโยงการให้เงินสนับสนุนของพลเอกไตรรงค์ อินทรทัต
และพลโทผดุงศักดิ์ กลั่นเสนาะแก่นายบุญญาบารมีภณและนางฐัติมา
ของพรรคผู้ถุกร้องที่ ๓ ว่าเป็นการกระทำแทนพล.อ.ธรรมรักษ์ อีกด้วย

คำวินิจฉัยเหล่านี้ เต็มไปด้วยถ้อยคำประเภท “น่าจะ..”
“ฟังได้ว่า ..” “เชื่อได้ว่า..” “เชื่อว่า...” เป็นต้น
ซึ่งมีแต่จะทำให้เกิดข้อกังขาและคลางแคลงใจ
ในมาตราฐานการใช้ดุลพินิจรับฟังข้อเท็จจริงของคณะตุลาการฯ

๔. คำวินิจฉัยฯ ยังได้ก้าวล่วงไปวิจารณ์การดำเนินงานทางการเมือง
ของพรรค ทรท.เช่น การยุบสภามีสาเหตุจากเรื่องส่วนตัวของหัวหน้าพรรค ทรท.
หัวหน้าพรรค ทรท.มีอำนาจเหนืออุดมการณ์ของพรรคอย่างเด็ดขาด
พรรค ทรท.ทำให้การเลือกตั้งทั่วไปเป็นแบบพิธีที่จะนำไปสู่
การผูกขาดอำนาจของตน พรรค ทรท.มิได้มีอุดมการณ์..อย่างแท้จริง เป็นต้น
คำวินิจฉัยฯ ได้จัดทำขึ้นโดยฝ่าฝืนแบบแผนและนิติวิธีในการทำคำวินิจฉัย
นำเอาเอาคำวิจารณ์ หรือถ้อยคำโจมตี ของพรรคการเมือง
หรือกลุ่มการเมืองที่ต่อสุ้ขัดแย้งกับพรรค ทรท.
มาเป็นส่วนหนึ่งของคำวินิจฉัยฯ โดยไม่มีพยานหลักฐานใดๆ รองรับ
เป็นความเห็นทางการเมืองที่ยากจะยืนยันได้ว่า
ความเห็นใดถูกหรือผิด ซึ่งไม่มีเหตุผลและความจำเป็น
ในการทำคำวินิจฉัยในลักษณะดังกล่าว

คำวินิจฉัยฯ จึงกลายเป็นการโจมตีทางการเมืองต่อพรรคทรท.
เพื่อให้เสื่อมเสียชื่อเสียงและความนิยมจากประชาชนโดยไม่เป็นธรรม

๕. คณะตุลาการรัฐธรรมนูญ มีที่มาจากรัฐธรรมนูญ
ที่เกิดจากการรัฐประหาร แต่ไม่ใช่ศาล ไม่ได้ทำการในพระปรมาภิไธย
ตุลาการแต่ละคนไม่ได้รับการโปรดเกล้าฯ ไม่ได้ถวายสัตย์ก่อนทำหน้าที่
ดังนั้น จึงขัดกับหลักกฎหมายรัฐธรรมนูญและนิติประเพณีของไทย
ที่ว่า พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุข ทรงใช้อำนาจตุลาการโดยผ่านทางศาล
แม้คณะตุลาการรัฐธรรมนูญ จะได้วินิจฉัยยืนยันว่า คณะของตน
มีอำนาจในการทำคำวินิจฉัยและมีคำสั่งในคดียุบพรรคได้
แต่แท้จริงแล้ว คณะตุลาการรัฐธรรมนูญนี้ได้กลายเป็น
"คณะผู้พิพากษา ของกองทัพผู้ชนะสงคราม"
เพื่อจัดการกับ กองทัพที่พ่ายแพ้ "ให้สิ้นซาก"
ดังที่มีผู้ได้เคยกล่าวไว้ก่อนหน้านี้

คำถาม คือ คำวินิจฉัยนี้ จะทำให้ความขัดแย้งทางการเมือง
ระหว่างกลุ่มคนที่ต่อต้านและสนับสนุนพรรคไทยรักไทย
ซึ่งแต่ละฝ่ายมีจำนวนมหาศาล ทั้งสองกลุ่ม ยุติลงได้ จริงหรือ ?
ผลจากคำวินิจฉัยฯ แน่นอนว่าย่อมทำให้กลุ่มคนที่ต่อต้านพรรคทรท. พอใจ
และกระหยิ่มยิ้มย่อง แต่ในขณะเดียวกัน ก็ได้ทำให้พลพรรคทรท.
และประชาชนที่สนับสนุน ไม่พอใจและรู้สึกว่าถูกกลั่นแกล้งรังแก
ด้วยอำนาจที่ไม่เป็นธรรม ทำให้พวกเขายิ่งจะรวมตัวกัน
ยืนหยัดต่อสู้อำนาจเผด็จการของคณะรัฐประหาร
และพันธมิตรอย่างเด็ดเดี่ยวรุนแรงยิ่งขึ้น
ดังที่เห็นได้จากการชุมนุมใหญ่ของกลุ่มพีทีวีที่สนามหลวงเมื่อเร็วๆนี้
การเรียกร้องของคมช.และพันธมิตรคณะรัฐประหาร ให้สังคม
ก้มหัวยอมรับคำวินิจฉัยฯที่ไม่ยุติธรรม จึงยากที่จะได้รับความสำเร็จ
การยุบพรรคและและตัดสิทธิทางการเมืองขุนพลทั้งหมดของทรท.
ไม่อาจทำให้ความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างคนสองกลุ่มใหญ่ในสังคมไทย
ยุติลงได้ ไม่อาจทำให้เกิดสันติภาพและความสงบเรียบร้อยในสังคมไทยได้
มีแต่จะทำให้ความขัดแย้งแตกแยกของคนไทยสองกลุ่ม
ขยายตัวรุนแรงยิ่งขึ้น เป็นฉนวนสงครามครั้งต่อไป !!!
คำวินิจฉัยฯนี้ ได้ล้มธงสมานฉันท์ของรัฐบาลสุรยุทย์ลงอย่างสิ้นเชิงแล้ว !!!
ถึงเวลาที่ทุกฝ่ายในสังคมไทย ควรจะได้หันมาทบทวนว่า
ไฉน ความขัดแย้งของคนในชาติ จึงไม่อาจแก้ได้ด้วยสันติวิธี ???

“ข้าพเจ้า ชูแขนขึ้นประกาศธรรม
แต่หามีผู้ใด เชื่อฟังข้าพเจ้าไม่
ธรรม ย่อมก่อให้เกิดความสงบสุข
แต่ไฉน ไม่มีผู้ปฏิบัติธรรม”

(จากมหาภารตยุทธ์)

บทความ

อ่านบทความย้อนหลังทั้งหมด

กลุ่มศึกษาทฤษฎี

รวมเว็บไซต์น่าสนใจ

ล็อกอิน หรือ สมัครสมาชิก เพื่อเสนอความเห็นหรือตั้งกระทู้