สำนักนั้นธรรมศาสตร์และการเมือง

tags:

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หรือในชื่อเดิมว่า มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง เพิ่งมีอายุครบ 73 ปี เมื่อวันที่ 27 เดือนที่แล้วนี่เอง
การถือกำเนิดขึ้นของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็เป็นผลอันเนื่องมาจากการอภิวัฒน์ของคณะราษฎรในวันที่ 24 มิถุนายน 2475 ที่มีจิตจำนงมุ่งมั่นจะพิสูจน์ให้ชนชั้นปกครองในเวลานั้นได้รับทราบว่าข้อกล่าวหาที่ "ราษฎร" ยังถูกดูหมิ่นว่าโง่อยู่ (คือโดยนัยยะว่าไม่พร้อมกับระบอบประชาธิปไตย) นั้น "เป็นเพราะขาดการศึกษาที่เจ้าปกปิดไว้ไม่ให้เรียนเต็มที่" นั้นเอง จึงทำให้คณะราษฎรได้ระบุเอาไว้เป็นหลักหรือนโยบายข้อ 1 ในหลัก 6 ประการของคณะราษฎรว่า "จะต้องให้การศึกษาอย่างเต็มที่แก่ราษฎร" และต่อมาก็ได้บรรลุเป็นผลรูปธรรม ได้มีการก่อตั้งมหาวิทยาลัยสำหรับราษฎร ดังที่ท่านผู้ประศาสน์การมหาวิทยาลัย นายปรีดี พนมยงค์ ได้กล่าวเอาไว้ในวันสถาปนามหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2477 ว่า
"มหาวิทยาลัยย่อมอุปมาประดุจบ่อน้ำบำบัดความกระหายของราษฎร ผู้สมัครแสวงหาความรู้อันเป็นสิทธิและโอกาสที่เขาควรมีควรได้ ตามหลักแห่งเสรีภาพในการศึกษา รัฐบาลและสภาผู้แทนราษฎรเห็นความจำเป็นในข้อนี้ จึงได้ตราพระราชบัญญัติ จัดตั้งมหาวิทยาลัยขึ้น"
หลังจากช่วงกบฏวังหลวง 2492 ความพยายามในการจะยึดอำนาจคืนจากคณะรัฐประหารของนายปรีดี ก็ล้มเหลวลง ทำให้เขาต้องลี้ภัยออกนอกประเทศ หลังจากเวลานั้นบ้านเมืองก็ขาดประชาธิปไตย ชื่อเดิมของมหาวิทยาลัยก็เปลี่ยนแปลงไป โดยถูกตัดคำว่า "วิชา" และ "การเมือง" ออก จนกลายเป็นเพียงชื่อ "มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์" ดังในปัจจุบัน
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผ่านการรับใช้ประชาชนมาเป็นเวลากว่า 73 ปี ทุกยุคทุกสมัย ยากที่จะแยกความเกี่ยวข้องของมหาวิทยาลัยแห่งนี้ออกจากความแปรเปลี่ยนทางการเมืองได้
แม้แต่ในช่วง 14 ตุลาคม 2516 อันเป็นช่วงที่พลังนักศึกษาเข้มแข็งที่สุด ผู้นำนักศึกษาโดยเฉพาะจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์หลายคนก็มีบทบาทที่โดดเด่นในเวลานั้น และต่อมาเมื่อมีการจัดตั้งขบวนการนักศึกษาขึ้นต่อเนื่องจนกระทั่งถูกปราบปรามอย่างโหดร้ายทารุณในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 สถานที่เกิดเหตุอันเลวร้ายนั้น ก็ยังเกิดขึ้นที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
...
แม้กระทั่งเหตุการณ์ที่เป็นความขัดแย้งทางการเมืองในปัจจุบัน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก็มีบทบาทและเข้าไปเกี่ยวข้องร่วมด้วยอยู่ไม่น้อย เริ่มตั้งแต่วันที่ 6 กันยายน 2548 ได้มีการจัดสัมมนา "พระราชอำนาจนำของพระมหากษัตริย์" ที่หอประชุมของคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีรายชื่อวิทยากรคือ ประมวล รุจนเสรี, สนธิ ลิ้มทองกุล และ แก้วสรร อติโพธิ์ โดยมี รศ. ดร. นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ดำเนินรายการ (ก่อนหน้านั้นมีข่าวว่า จะมี พล.อ. สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรีมาปาฐกถานำ) และต่อมาเมื่อ อสมท. ได้มีคำสั่งให้ปลดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ ออกจากผังรายการ เนื่องจากมีการ "พาดพิงเบื้องสูง" นายสนธิ ลิ้มทองกุล ก็ได้มีการจัดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร ครั้งแรกขึ้นที่หอประชุม ศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และหลังจากนั้นก็มีการจัดรายการเมืองไทยสัญจรที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อีกหลายครั้ง
จากนั้นเป็นต้นมาดูประหนึ่งว่าบทบาทของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จะสนิทแนบแน่นเป็นอันหนึ่งเดียวกับการเคลื่อนไหวขับไล่รัฐบาล พ.ต.ท ทักษิณ ชินวัตร ของกลุ่มเคลื่อนไหวมวลชนในขณะนั้น จนทำให้กลุ่มคาราวานคนจน ที่เดินขบวนระยะทางไกลจากภาคเหนือและภาคอิสานมาชุมนุมที่สวนจตุจักร ต้องตั้งคำถามด้วยความผิดหวังถึงมหาวิทยาลัยที่เคยได้ชื่อว่ามหาวิทยาลัยประชาชนแห่งนี้
บทบาทของบุคลากรจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์หลายคน ที่เข้าไปมีบทบาทเกี่ยวข้องกับคณะรัฐประหารภายหลังจากเหตุการณ์ 19 กันยายน 2549 โดยเฉพาะการเข้าไปดำรงตำแหน่งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ของ รศ. ดร. สุรพล นิติไกรพจน์ ในขณะที่ก็ยังดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อยู่ ทำให้สมาชิกประชาคมธรรมศาสตร์บางส่วนต้องตั้งคำถามกับความเหมาะสมดังกล่าว
ดร. สุรพล ก็ได้ชี้แจงว่า ตนเชื่อในมโนสำนึกในฐานะนักกฎหมายมหาชน และในฐานะดำรงตำแหน่งอธิการบดีธรรมศาสตร์ ที่จะทำในสิ่งที่ถูกต้อง โดยยกคำกล่าวของโกวเล้งที่ว่า “ถ้าหากเราไม่ลงนรก แล้วผู้ใดจะลงนรก”
ในอีกด้านหนึ่งก็ปรากฎคณาจารย์ และนักวิชาการที่ปฏิเสธจะสังฆกรรมกับคณะรัฐประหาร ไม่ว่าจะเป็น ศ. ดร. ผาสุก พงษ์ไพจิตร, รศ.ดร. ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ หรือแม้แต่ ครูประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ ที่ปฏิเสธจะรับตำแหน่งที่ปรึกษา คปค. ตามคำสั่ง 17/2549
และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง รศ. ดร. กำชัย จงจักรพันธ์ คณบดีคณะนิติศาสตร์ในขณะนั้น ได้ให้สัมภาษณ์ผ่านหนังสือพิมพ์ไทยรัฐฉบับประจำวันที่ 26 กันยายน 2549 ว่า

"ได้รับการประสานมาแล้ว แต่ถึงแม้เข้าใจและรับได้ถึงเหตุผลของคณะกรรมการปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
แต่ผมเห็นด้วยไม่ได้
เพราะไม่ใช่วิถีทางตามกฎหมาย แต่เป็นการใช้กำลัง คงไม่เข้าไปร่วม"

และที่สำคัญคือ "แต่ถ้าเรายังไม่รักษากฎหมายแล้ว จะมีวิชาชีพใดเหลือ"
...
หากไม่มีความผิดพลาดอะไร ในวันนี้คงจะมีการนำเสนอชื่อผู้สมควรดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์คนใหม่ ไปยังคณะกรรมการสรรหาอธิการบดี และคณะกรรมการฯก็จะได้มีการแจ้งผลการเสนอชื่อไปยังประธานสภาอาจารย์ ในวันพรุ่งนี้ตามขั้นตอนต่อไป
และถ้าคาดเดากันไม่ผิด คู่ชิงที่มีโอกาสจะได้ดำรงตำแหน่งอธิการบดีคนต่อไป น่าจะมีอยู่เพียงสองท่าน
คนแรกคือ รศ. ดร. สุรพล นิติไกรพจน์ อธิการบดีคนปัจจุบัน และ รศ. ดร. กำชัย จงจักรพันธ์ อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์
คำสัมภาษณ์ของทั้งสองท่านลงในหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับวันอังคารที่ 17 กรกฎาคม 2550 ก็ยังคงสะท้อนให้เห็นท่าทีที่แตกต่างกันดุจเดิม
รศ. ดร. สุรพล นิติไกรพจน์ ให้ความเห็นว่า ที่จะต้องตัดสินใจเสนอตัวเข้าทำงานอีกครั้งเป็นเพราะ เห็นตัวบุคคลที่เสนอตัวจะเข้ามาเป็นอธิการบดี จึงเสนอตัวเข้ามาอีกครั้งเพื่อสานต่องานเก่าที่ได้เริ่มไว้ให้เสร็จ โดยตั้งเป้าหมายที่จะทำให้ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดของประเทศภายใน 3 ปี
ในขณะที่ รศ. ดร. กำชัย จงจักรพันธ์ ได้ให้ความเห็นว่าจะดึงร่าง พรบ. มหาวิทยาลัยในกำกับฯ กลับมาเพื่อระดมสมองชาว มธ. เพื่อหารูปแบบและวิธีการที่ดีที่สุด โดยจะมุ่งมั่นความเป็นเลิศทางวิชาการ รักษาคุณภาพมาตรฐานทางวิชาการ โดยปฏิเสธธุรกิจการศึกษา ทั้งยังยืนยัดในหลักการที่จะไม่นำพา มธ ไปเลือกข้างระหว่างอำนาจข้างใดข้างหนึ่ง โดยยืนยันจะอยู่กับอุดมการณ์ประชาธิปไตยและความถูกต้อง ไม่ว่าใครทำผิดกฎหมาย ทำผิดหลักประชาธิปไตย ก็ต้องผิดด้วยกันทั้งนั้น และไม่มีความหนักใจกับคู่แข่ง แต่ก็คิดว่าผู้อยู่ในอำนาจย่อมได้เปรียบ
...

ฟังความและทัศนะของคู่ชิงตำแหน่งอธิการบดีธรรมศาสตร์กันแล้ว ดูแทบไม่แตกต่างกับข้อโต้แย้งของสังคมในขณะนี้
ข้อโต้แย้งด้านหนึ่งก็คือการสยบยอมกับการล้มล้างกฎหมายสูงสุดของบ้านเมือง ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลว่าเป็นเพราะฝ่ายทำการนั้นได้อำนาจรัฐ และเป็นรัฎฐาธิปัตย์ไปแล้ว หรือจะด้วยเหตุผลเพราะรัฐบาลเก่านั้นมีความเลวร้ายไร้ความชอบธรรมอย่างยิ่ง
กับข้อโต้แย้งอีกด้านหนึ่งคือ การยืนหยัด ยืนยัน เคียงคู่กับหลักการประชาธิปไตย และไม่เข้าข้างหนึ่งข้างใดหากใครทำผิดก็ต้องผิดด้วยกันทั้งนั้น
ประชาคมธรรมศาสตร์คงจักได้ตัดสินด้วยตนเองต่อไปว่า จะนำพามหาวิทยาลัยที่ก่อตั้งขึ้นจากหนึ่งในหกอุดมการณ์ของคณะราษฎรนี้ไปในทิศทางใด ซึ่งเราก็ตั้งความหวังไว้ว่า ในส่วนลึกของหัวใจมนุษย์ทุกคน ย่อมทรงไว้ซึ่งการยืนอยู่เคียงข้างความถูกต้องชอบธรรม และการธำรงรักษาไว้ซึ่งกฎหมายอันสูงสุด
ดังที่สัญลักษณ์ในใจกลางของดวงตราธรรมศาสตร์นั้น มีทั้งรูปของ ธรรมจักร และ พานรัฐธรรมนูญ
ให้สมดังคำกล่าว เมื่อครบเจ็ดสิบปีสถาบันแห่งนี้ว่า
สำนักไหนหมายชูประเทศชาติ
สู่บทบาทเสรีไทยหัวใจกล้า
เผด็จการครอบงำกำชาตา
ร่วมจับมือมวลประชาขับอาธรรม์
อุบัติการณ์ผ่านทั้งดีและวิกฤต
ขยายฐานสู่รังสิตคิดรังสรรค์
เฉลิมฉลองเจ็ดสิบปีสถาบัน
สำนักนั้นธรรมศาสตร์ประกาศนาม...

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------

นำมาจาก www.palawat.com 

 

ศรศิลป์

ดินสอโดมฝืนยืนกลืนโลหิต
ดันบ่าชิดกงล้อแห่งยุคสมัย
แม้นแถวใหม่ "นวชน" ชูธงชัย
พร้อมค้อมกายก้มหัวเป็นงัวงาน

"เหลืองของเราคือธรรมประจำจิต แดงของเราคือโลหิตอุทิศให้เอย"

ถึงวันนี้ วันที่ชุมชนชาวธรรมศาสตร์ จะต้องตัดสินใจว่า
ธรรมศาสตร์จะก้าวเดินไปทางทิศใด?

จะเป็นมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดใน 3 ปีแต่เหินห่างจากประชาชน คนทุกข์ คนยาก
เหินห่างจากประชาธิปไตยและความถูกต้อง

หรือจะเป็นมหาวิทยาลัยที่ยืนหยัดกับอุดมการณ์ประชาธิปไตยและความถูกต้อง ต่อไป

ทางเลือกอยู่ในมือของท่านแล้ว

ยังจำวรรคทองสองวรรคในเพลงประจำธรรมศาสตร์ ได้ ใช่ไหม?
ยังจำจิตวิญญาณของธรรมศาสตร์การเมืองได้ ใช่ไหม?

ไท

พื้นฐานแห่งความเป็นธรรมศาสตร์นั้นเป็นพื้นฐานแห่งจิตวิญญานประชาธิปไตยก็จริง แต่หลายครั้งหลายคราวที่กลุ่มอำนาจนิยม ศักดินานิยม เผด็จการ ได้มีโอกาสเข้าครอบงำมหาวิทยาลัยแห่งนี้เป็นช่วง ๆ

หลังการลี้ภัยทางการเมืองของอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ กลุ่มเผด็จการทหารส่งคนเข้ามาควบคุมมหาวิทยาลัย เปลี่ยนชื่อ สร้างหอประชุมยักษ์ ฯลฯ เพื่อทั้งกำหราบและติดสินบนชาวธรรมศาสตร์ให้กลายเป็นมหาวิทยาลัยที่มึนชาทางการเมือง และละเลยภาระหน้าที่หลักต่อประชาชนที่เป็นปรัชญาของมหาวิทยาลัย

แต่ถึงอย่างไร จอมพล ป.เผด็จการทหารในยุคนั้นก็ยังเป็นเผด็จการที่ผ่านประสบการณ์การอภิวัฒน์ 2475 และไม่เอาเผด็จการอมาตยาธิปไตยและศักดินา ชาวธรรมศาสตร์ยุคนั้นก็ยังมีความสำนึกต่อประชาชนและประชาธิปไตยอยู่อย่างไม่เปลี่ยนแปลง

ช่วงเผด็จการสฤษดิ์ ถนอม ประภาส นั้น มหาวิทยาลัยก็ถูกกำหราบและทำให้มึนชาอีกครั้งด้วยระบบเอ็นทรานซ์เพื่อคัดกรองเฉพาะกลุ่มชนชั้นกลางและชั้นสูงเท่านั้นให้ได้มีโอกาสเข้าศึกษา แล้วมอมเมาด้วยวิถีแห่งศักดินา อมาตยาธิปไตยและทุนนิยมอย่างเต็มที่ จนเป็นยุคที่เรียกกันว่า "สายลมแสงแดด"

ผลพวงของการครอบงำครั้งนี้ชัดเจนและผลิตผลของยุคนั้นได้กลายสภาพมาเป็นพวกที่กุมอำนาจรัฐด้วยการรัฐประหารและเผด็จการในวันนี้ ส่วนใหญ่คนกลุ่มนี้ไม่ว่า ตุลาการ คตส สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ฯลฯ เป็นกลุ่มที่ศึกษาอบรมจากธรรมศาสตร์และมหาวิทยาลัยอื่น ๆ ในช่วง "สายลมแสงแดด" เป็นส่วนใหญ่ทั้งสิ้น คุณหญิงจารุวรรณก็ตาม นายจรัล ภักดีธนากุล นายกล้าณรงค์ จันทิก ฯลฯ ก็ตาม เรียนธรรมศาสตร์ในช่วงปลายของยุคนี้ และส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเด็กเรียน ที่มุ่งหวังเป็นใหญ่เป็นโต และเรียกกลุ่มก้าวหน้าที่เพิ่งตั้งไข่ในมหาวิทยาลัยช่วงนั้นว่า พวกก่อกวนและคอมมิวนิสต์ทั้งสิ้น

การกระทำของพวกเขาในวันนี้ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่จะแปลกมากถ้าเขาไม่กระทำอย่างนี้ เพราะพื้นฐานของพวกเขาฝึกอบรมมาในยุคที่เผด็จการและชนชั้นสูงกำลังมอมเมามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อยู่กันทั้งนั้น

นายสุรพล นิติไกรพจน์ ฝึกอบรมที่ธรรมศาสตร์มาในช่วงที่มหาวิทยาลัยหันกลับมาอยู่ข้างประชาชนในช่วงปี 2516 เป็นต้นมาก็จริง แต่เขาได้รับการสนับสนุนจากชนชั้นสูงที่ถูกส่งเข้ามาควบคุมมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะสภามหาวิทยาลัยวันนี้ที่ครอบงำโดยคนของ ปชป ชนชั้นสูง ฯลฯ ผลประโยชน์โภคผลที่เขาได้รับคุ้มค่าพอกับการปฏิบัติตนเช่นนี้ เหมือนกันอดีตผู้ที่เคยต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยจำนวนหนึ่งกลายเป็นผู้สนัยสนุน คมช.และกลุ่มปฏิกริยาในวันนี้ โดยลืมสิ่งที่ตัวเองเคยเรียกร้องในวัยหนุ่มสาว จนบางคนกล่าวว่าถ้อยคำที่เป็นคำเตือนของผู้คนในยุคซิกซ์ตี้ที่ว่า "Don't Trust People Over Thirties" พิสูจน์กลุ่มคนทรยศต่อประชาชนเพราะได้รับความสุขกับผลประโยชน์จากเผด็จการในวันนี้ได้ชัดเจน

อีกครั้งที่ธรรมศาสตร์ต้องสลัดแอกศักดินา และอมาตยาธิปไตยให้พ้นให้ได้ แต่อยากบอกว่าจะต้องต่อสู้กันอย่างหนัก เพราะกลุ่มอมาตยาธิปไตยและศักดินาวันนี้จะไม่ยอมง่าย ๆ แม้แต่การตั้งอธิการบดีที่มาจากเสียงส่วนใหญ่ของชุมชนธรรมศาสตร์ แต่อยู่ข้างประชาชนมากเกินไปอย่างคณบดีนิติศาสตร์ท่านนี้ที่ผ่านเสียงส่วนใหญ่จากชุมชนธรรมศาสตร์แล้วก็ตาม

อย่าคิดว่าคนพวกนี้จะไม่กล้าทำ ประเทศไทยทั้งประเทศมันยังใช้อำนาจบาตรใหญ่ทำลายด้วยการรัฐประหาร 19 กันยา 2549 มาแล้ว

เพิ่งกลับเข้ามาดูหน้านี้
ขอแสดงความยินดีต้อนรับ
คุณ Brother Sun
ข้อเขียนของคุณดังกลั่นจากหัวใจ
ของลูกโดมเจ้าพระยาท่าพระจันทร์ทุกคน
ที่ยังบูชา "จิตวิญญาณธรรมศาสตร์และการเมือง"

ขอแสดงความนับถือ
ศรศิลป์

บทความ

อ่านบทความย้อนหลังทั้งหมด

กลุ่มศึกษาทฤษฎี

รวมเว็บไซต์น่าสนใจ

ล็อกอิน หรือ สมัครสมาชิก เพื่อเสนอความเห็นหรือตั้งกระทู้