ชัยชนะบนความเสื่อมทรุดเสียหายของสังคมไทย
การจัดให้ประชาชนไทยลงประชามติเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐
เป็นการลงประชามติครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ฝ่ายคมช.และรัฐบาลสุรยุทย์
ได้ระดมสรรพกำลัง ใช้กลไกรัฐ ทุ่มเทงบประมาณและเครือข่ายพันธมิตรบริวาร
รณรงค์เคลื่อนไหวอย่างเต็มที่ คาดหวังให้ประชาชนลงคะแนนเห็นชอบ
กับรัฐธรรมนูญของพวกเขาถึงร้อยละ ๘๐ ถึง ๙๐ ของผู้มาใช้สิทธิ
ส่วนฝ่ายไทยรักไทยและประชาชนผู้รักประชาธิปไตยกลุ่มต่างๆ
แม้ว่าจะถูกบีบคั้น ขัดขวางจากคมช. แต่ก็ได้ร่วมมือกันรณรงค์ให้
ประชาชนลงคะแนนไม่เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญ โดยคาดหวังว่า
ประชาชนจะลงคะแนนไม่เห็นชอบเป็นส่วนใหญ่ซึ่งจะมีผลทำให้ร่างรัฐธรรมนูญตกไป
ผลการลงประชามติเมื่อวันที่ ๑๙ สิงหาคม ศกนี้ ปรากฎว่า
ประชาชนเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ จำนวน๑๔,๗๒๗,๓๐๖ คน
คิดเป็นร้อยละ ๕๖.๖๙ และไม่เห็นชอบ ๑๐,๗๔๗,๔๔๑ คน คิดเป็นร้อยละ ๔๑.๓๗
(ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการเลือกตั้ง ที่ http://www.ect.go.th/ )
นับว่าเป็นผลคะแนนที่ผิดความคาดหมายของหลายฝ่ายเป็นอย่างยิ่ง
โดยเฉพาะคือ ผิดความคาดหมายของสองฝ่ายหลักบนเวทีการเมืองไทยดังกล่าว
ผลประชามตินี้ ได้ชี้ให้เห็นว่า ประชาชนไทยส่วนใหญ่
ต้องการเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้งครั้งใหม่ในปลายปีนี้
เพื่อให้ไทยพ้นจากสภาพที่ถูกปกครองโดยคณะรัฐประหารคมช.
ต้องการให้บ้านเมืองพ้นจากสภาพความขัดแย้งทางการเมืองที่ปั่นป่วนวุ่นวาย
กลับคืนสู่ความสงบสมานฉันท์และต้องการให้ไทยพัฒนาไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองสืบไป
เรามุ่งหวังว่า ทุกฝ่ายจะเคารพเจตนารมย์ของปวงชนชาวไทย
ที่ได้แสดงออกโดยผ่านการลงประชามติในครั้งนี้
โดยฝ่ายคมช.และรัฐบาลสุรยุทย์ ควรต้องรักษาสัญญาประชาคม
ที่ให้ไว้กับประชาชน คืนอำนาจอธิปไตยกลับคืนสู่ปวงชนชาวไทย
โดยผ่านการเลือกตั้งที่เสรีและเป็นธรรมที่จัดขึ้นภายในเดือนธันวาคม ศกนี้ ถอยกลับคืนสู่หน่วยงานดั้งเดิมของตน และอย่ากลับออกมาอีก
อย่าทำความผิดพลาดซ้ำรอยคณะรสช. ที่มุ่งหวังจะสืบทอดอำนาจ
จนเกิดความขัดแย้งรุนแรงในสังคมไทย และนำไปสู่เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ
เมื่อปี ๒๕๓๕
ฝ่ายไทยรักไทยและประชาชนกลุ่มต่างๆที่สนับสนุน ก็ควรเตรียมการ
มุ่งหน้าสู่การเลือกตั้งปลายปี เพื่อเสนอตัวเป็นทางเลือกของประชาชนต่อไป
สำหรับประชาชนผู้รักประชาธิปไตย ควรต้องจับตาบทบาทของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ
ติดตามการออกกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญและกฎหมายสำคัญอีกหลายฉบับ
โดยเฉพาะกฎหมายที่ริดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน เช่น กฎหมายความมั่นคงภายใน
กฎหมายเกี่ยวกับการพิมพ์ ภาพยนต์ วิทยุ โทรทัศน์ เป็นต้น ทั้งจะต้องเคลื่อนไหว
ปกป้องสิทธิเสรีภาพของประชาชนต่อไป หากปรากฎว่ามีการสืบทอดอำนาจและ
ริดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนเกิดขึ้น
การที่รัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ ผ่านประชามติ มิได้หมายความว่า ประชาชนส่วนใหญ่
เห็นชอบกับข้อความในรัฐธรรมนูญทุกเรื่อง ทุกมาตรา และยิ่งไม่ได้หมายความว่า
จะแก้ไขรัฐธรรมนูญดังกล่าวให้เป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงไม่ได้ ดังนั้น ฝ่ายประชาชนผู้รักประชาธิปไตย จึงควรต้องเคลื่อนไหวเรียกร้องบรรดาพรรคการเมือง ที่ลงสมัครรับเลือกตั้งทุกพรรค ให้แสดงจุดยืนและแนวทางในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
ให้ชัดเจนว่า เมื่อได้รับเลือกตั้งแล้ว จะดำเนินการปฎิรูปการเมืองโดยการ
แก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่ อย่างไร และเรียกร้องให้ประชาชนใช้เรื่องนี้
เป็นหัวข้อสำคัญหนึ่งในการพิจารณาลงคะแนนในการเลือกตั้งครั้งหน้า
ผลจากการแสดงจุดยืนและแนวทางต่อปัญหาการแก้ไขรัฐธรรมนูญดังกล่าว
จะทำให้สามารถแบ่งบรรดาพรรคการเมืองออกเป็น ๒ ฝ่ายอย่างชัดเจน คือ
ฝ่ายที่สนับสนุนประชาธิปไตยของประชาชนและฝ่ายที่สนับสนุนเผด็จการ
ของอภิสิทธิ์ชน
จากนั้น จึงควรรณรงค์เรียกร้องให้ประชาชนใช้การลงคะแนนในการเลือกตั้งครั้งหน้า
ลงโทษพรรคการเมืองที่สนับสนุนเผด็จการของอภิสิทธิ์ชน ให้สังคมไทยรู้ว่า พรรคไหนที่อาสา จะแก้เรื่องวุฒิสมาชิกที่ไม่ได้มาจากประชาชน ทำให้การลงคะแนนเลือกตั้ง ครั้งหน้า เป็นสมรภูมิใหม่ในการต่อสู้ระหว่างฝ่ายประชาธิปไตยของประชาชนกับฝ่ายเผด็จการ
ของพวกอภิสิทธิ์ชน
รัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ จะนำมาซึ่งระบอบการเมืองที่
ฝ่ายบริหารอ่อนแอ เป็นรัฐบาลผสมและไม่มีเสถียรภาพ
ฝ่ายนิติบัญญัติที่แตกเป็นพรรคเล็ก พรรคน้อย ไม่มีประสิทธิภาพ
และฝ่ายตุลาการที่เสื่อมเสียจากการเข้าไปมีและใช้อำนาจหน้าที่
ทางการเมืองนอกเหนือจากขอบเขตอำนาจตุลาการดั้งเดิมของตน
ตัวแทนของประชาชน ทุกหมู่เหล่า ไม่มีอำนาจที่จะเจรจา ต่อรอง
แก้ไขปัญหาและความขัดแย้งในสังคมไทยที่นับวันจะรุนแรง
สลับซับซ้อน ให้ยุติอย่างสงบสันติได้
ปวงชนชาวไทย จะเรียนรู้ด้วยประสพการณ์ของตนเองว่า
ระบอบเผด็จการของอภิสิทธิ์ชน โดยอภิสิทธิ์ชน และเพื่ออภิสิทธิ์ชน
ซึ่งเป็นระบอบการเมืองการปกครองที่ล้าหลัง จะเป็นอุปสรรคขัดขวาง
การพัฒนาทางเศรษฐกิจของไทยที่เป็นทุนนิยมอย่างรุนแรง
ภายใต้แรงกดดันบีบคั้นและผันผวนของปัญหาเศรษฐกิจระหว่างประเทศ
ระบบเศรษฐกิจไทย ที่ได้รับความเสียหายจากการรัฐประหาร
เมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ จะประสบปัญหาวิกฤติอย่างหนักต่อไป
ผลประชามติที่ดูเหมือนว่า เป็นชัยชนะของฝ่ายเผด็จการของพวกอภิสิทธิ์ชน
ที่อยู่ภายใต้การนำของพวกจารีต ครั้งนี้ จึงเป็นเพียง
ชัยชนะบนความเสื่อมทรุดเสียหายของสังคมไทย
ที่ปวงชนชาวไทย จะเห็นได้อย่างชัดเจนต่อไป


ศรศิลป์
หรืออาจเรียกได้ว่า
เป็นชัยชนะของ คมช.บนความพ่ายแพ้ของไทยทั้งชาติ
คมช.ได้พิสูจน์ให้สาธารณชนเห็นชัดแจ้งครั้งแล้วครั้งเล่าว่า
วัตถุประสงค์ที่ถูกจัดลำดับไว้สำคัญที่สุดแต่เพียงประการเดียว
ของการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 คือ
การโค่นล้มและขุดรากถอนโคน "กล่มทุนใหญ่ฝ่ายทักกี้"
โดยจัดปัญหาอื่นๆ ของประเทศชาติทั้งหมดรวมกันไว้ใน "บัญชีรอได้"
กรรมแห่งการกระทำชนิดนี้ย่อมจะย้อนคืนกลับมาสู่ คมช.ในเบื้องหน้า
เพราะ "กลุ่มทุนใหญ่ฝ่ายทักกี้" ซึ่งเป็นมีลักษณะเป็นสหพันธ์ของกลุ่มทุน
ได้แสดง "เจตจำนงแน่วแน่" ขับเคลื่อนสงครามการเมืองชิงชาติที่ยืดเยื้ออย่างชัดแจ้ง
อันไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์การเมืองไทยสมัยใหม่
โฉมหน้าการเมืองการปกครองไทยในพุทธทศวรรษที่ 2560 จะแปรเปลี่ยนใหญ่หลวง
ไม่น้อยกว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของชนชาติไทย
ในแผ่นดินของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ส่วนผลแห่งการเปลี่ยนแปลงหนนี้
และ "ราคาค่าตอบแทน" ที่ไทยทั้งชาติต้องจ่าย
จะปรากฏผลออกมาในรูปแบบใด
ก็อยู่ที่แนวทางการเมืองของทั้งสองขั้วพลัง
ว่าจะลื่นไถลเข้าสู่ความสุดขั้วหรือความรุนแรงในระดับไหน
ดังนั้น ขั้วพลังการเมืองทั้งสองฝ่าย
ในฐานะที่ทรงไว้ซึ่งพลังอำนาจสูงสุด
และไม่ยอมลดราวาศอกให้แก่กันและกัน
แม้ในท่ามกลางการทรุดโทรมลงทุกขณะของเศรษฐกิจไทย
จะต้องรับผิดชอบผลลัพธ์ข้างหน้าร่วมกัน