ฝ่ายเป็นกลางจะถูกบดขยี้จากทั้งสองปีกอุดมการณ์ ก่อนสงครามใหญ่เกิด
พึงเข้าใจตรงกันก่อนว่า สงครามในการช่วงชิงอำนาจของ "อภิจักรภพ" น้อย แดนสยาม (อันเป็นกรอบการวิเคราะห์ของนักปรัชญาสายโพสต์โมเดิร์น) มิใช่เป็นสงครามด้านกายภาพ
เริ่มต้นก็มิใช่การทำสงครามด้านกายภาพ การบรรลุจบลงก็มิใช่ด้วยการทำสงครามกายภาพ
ผลการรัฐประหารเมื่อเกือบหนึ่งปีก่อนนั้น ก็เป็นเพียงการเคลื่อนไหวด้านกายภาพ ภายหลังจากที่มีการหักโค่นกันในเชิงอุดมการณ์ได้หมดสิ้นราบคาบลงแล้ว
นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ขานรับการทำรัฐประหารเมื่อปีที่แล้ว และสื่อต่างประเทศต่างก็ขนานนามการรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549 ว่า การทำรัฐประหารที่ปราศจากแม้เพียงเลือดสักหยดเมื่อเวลาผ่านไปจนเกือบครบหนึ่งปี, จะพบว่าหลังจากการปะทะกันของทั้งสองซีกอุดมการณ์ ฝ่ายที่พ่ายแพ้ไปเมื่อปีที่แล้ว เริ่มกลับมารวมกำลังจนสามารถตีโต้ ออกมาเป็นผลการลงประชามติที่ไม่เห็นชอบรัฐธรรมนูญ 2550 ได้ถึง 42% (ทั้งนี้ยังไม่รวมคะแนนจากบัตรเสีย) ในขณะที่ฝ่ายลงประชามติเห็นชอบรัฐธรรมนูญ 2550 มีคะแนนเสียงเพียง 57% หนังสือพิมพ์ สื่อมวลชน หลายฝ่ายพากันประโคมข่าวว่า คะแนนเสียงนั้นห่างกันถึง 15%
หากแต่พากันหลงลืม หรือตั้งใจลืมไปว่า คะแนนเสียงของฝ่ายหนึ่งเมื่อถูกช่วงชิงไปเพิ่มเติมให้อีกฝ่ายหนึ่ง ก็ไม่เพียงแต่จะเพิ่มคะแนนเสียงของฝ่ายตน แต่จะเท่ากับการลดคะแนนเสียงของฝ่ายตรงข้ามไปพร้อมกัน
นั่นหมายความว่า, หากทอดเวลาให้มีการถกเถียงความชอบธรรมของการลงประชามติรับรัฐธรรมนูญออกไปให้นานขึ้น, หากกระบวนการลงประชามติเป็นไปในลักษณะทางประชาธิปไตยมากขึ้น มิใช่มีแต่การโหมโฆษณาจากฝ่ายรัฐด้วยการช่วงชิงพื้นที่สื่อเพียงฝ่ายเดียว ทั้งที่ฝ่ายรัฐเองมีอิทธิพลอยู่แล้ว, ทั้งที่ฝ่ายรัฐได้ทุ่มโฆษณาลงในสื่อแทบทุกช่องทางด้วยเม็ดเงินมหาศาลนับพันล้านบาท เหนือกว่าฝ่ายต้านรัฐประหาร และประชาชนผู้มีจิตใจรักประชาธิปไตย จนเทียบกันแทบไม่ได้, ยังไม่นับที่มีพื้นที่ของการประกาศกฎอัยการศึกทั่วประเทศ โดยฝ่ายควบคุมอำนาจรัฐมีเจตจำนงค์มุ่งหมายควบคุมเสียงของฝ่ายตรงข้ามอยู่อีกถึง 35 จังหวัด, แล้วไซร้
ย่อมเป็นไปได้สูงว่า หากเสียงของฝ่ายประชาชนผู้รักประชาธิปไตยได้เพิ่มขึ้นอีกเพียง 8% เท่านั้น ก็จะพลิกโฉมหน้าการเมืองไทยครั้งใหญ่ ว่าประชาชนไทยนั่นเองที่เป็นผู้ตอบคณะรัฐประหารว่า ประชาชนจะไม่ยอมรับการทำรัฐประหารและผลพวงของคณะรัฐประหารอีก ทั้งยังแสดงจิตวิญญาณมุ่งมั่นต่อสู้เพื่อให้ได้รับชัยชนะอย่างเด็ดเดี่ยว อย่างกล้าหาญ โดยไม่หวาดหวั่นต่อคำขู่ของฝ่ายอำนาจใหม่ หรือลังเลสงสัยเพื่อยอมรับว่าจะไปสู่การเลือกตั้งจอมปลอมที่เหล่าพลังจารีตและอมาตยาธิปไตย
ได้วางแผนเอาไว้ว่าจะให้เกิดขึ้นเมื่อปลายปีกลุ่มอภิชนในฝ่ายพลังจารีตและอมาตยาธิปไตย ได้ตระหนักความจริงในข้อนี้อย่างชัดแจ้ง และหวั่นเกรงจนตัวสั่นงันงก พวกเขาหลงเข้าใจผิดคิดไปว่าด้วยการสร้างภาพให้กลุ่มตนเป็นผู้มีศีลมีสัตย์ (ในขณะที่เบื้องหลังก็แสวงหาขูดรีดไม่ต่างไปจากกลุ่มนายทุนกระหายเลือดกลุ่มหนึ่ง) จะทำให้ประชาชนยอมรับการทำรัฐประหาร และการขึ้นมามีอำนาจเหนือการเมืองโดยไม่ผ่านการรับผิดต่อประชาชนได้
ดังจะเห็นได้จาก พล.อ. สุรยุทธ์ จุลานนท์ ออกมาให้สัมภาษณ์ในสถานีโทรทัศน์ช่อง 9 ในทำนองแสดงความยินดีที่ผลประชามติออกมาเป็นยอมรับ ตั้งแต่หลังกระบวนการลงประชามติเพียงไม่นาน และมีการประกาศผลหยั่งเสียงหลังคูหาลงคะแนน (exit poll) ออกมาตรงกันถึง 3 สำนักว่า ประชาชนจะให้การยอมรับรัฐธรรมนูญชุดใหม่ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 70 แต่ครั้นแล้ว, เมื่อผลการลงคะแนนออกมาจริงๆ คะแนนเสียงไม่ยอมรับรัฐธรรมนูญใหม่กลับผงาดขึ้นมาถึง 42% จนทำให้กระบอกเสียงของฝ่ายพลังจารีตและอมาตยา ต้องกล้ำกลืนและรีบงุบงิบประกาศความชอบธรรมว่าคะแนนเสียงต่างกันถึง 15%
ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว นี่เป็นผลคะแนนที่น่าหวาดเสียวที่สุดนี่เป็นผลมาจากอะไร? นี่เป็นผลมาจากผลของการทำสงครามเชิงอุดมการณ์ สงครามในระดับจิตสำนึก ระหว่างประชาชนฝ่ายผู้รักประชาธิปไตย และฝ่ายอภิชนที่นิยมอำนาจเผด็จการของพลังจารีตและอมาตยาธิปไตย
สงครามครั้งนี้ยังคงดำรงต่อไป และเป็นสงครามครั้งประวัติศาสตร์ซึ่งสั่นสะเทือนอนาคตของประเทศนี้ อย่างลึกซึ้งไปอีกหลายทศวรรษ ในยุคของการปฏิวัติฝรั่งเศสนั้น, ประชาชนฝรั่งเศสนึกว่าเมื่อพวกตนโค่นล้ม อำนาจเก่าลงได้ เรื่องราวก็จะจบลงอย่างสงบสันติ ความรุ่งเรืองและความปรองดองจะหวนกลับคืนสู่ประเทศฝรั่งเศส แต่ในความเป็นจริงแล้วหลังการปฏิวัตินั้น กลับได้สร้าง ยุคสมัยแห่งความหวาดกลัว ขึ้นในประวัติศาสตร์ของฝรั่งเศส ที่กินเวลานานถึง 10 เดือน มีการกวาดล้างและกดขี่อย่างรุนแรงต่อผู้ต่อต้านรัฐบาลฝ่ายจิรองแดง ซึ่งสนับสนุนการปฏิวัติกลับถูกฝ่ายจาโคแบง ซึ่งเป็นพวกสุดขั้วและนิยมความรุนแรง โค่นล้มและกำจัดออกไปจาก อำนาจผลที่เกิดขึ้นและการแก่งแย่งชิงอำนาจกัน ทำให้มีผู้ถูกประหารและตกเป็นเหยื่อแห่งความปั่นป่วนครั้งนี้มากกว่า 40,000 คน มีการจัดตั้งคณะตุลาการแห่งการปฏิวัติ (Revolutionary Tribunal) ได้ตัดสินประหารผู้คนด้วยกิโยติน ไปหลายพันคน
ปรากฎการณ์ที่ฝ่ายจิรองแดงถูกโค่นลงไปจากอำนาจ ทั้งที่เป็นฝ่ายที่ไม่มีความคิดสุดขั้วเท่าฝ่ายจาโคแบงนั้น หากเปรียบเทียบกับสถานการณ์ของประเทศไทย (แน่นอนว่าไม่สามารถเปรียบเทียบประวัติศาสตร์กันโดยตรงได้ เพราะบริบทและสภาพแวดล้อมรวมทั้งเงื่อนเวลาที่แตกต่างกัน แต่สามารถให้จินตภาพเพื่อเปรียบเทียบเหตุการณ์ได้) เราจะพบว่า ฝ่ายที่ประกาศตัวว่าเป็นกลาง จะถูกโจมตีจากทั้งสองปีกอุดมการณ์ ขั้วอำนาจข้างหนึ่งก็โจมตีว่า ให้กำจัดขั้วที่สาม...ทำศึกหน้าเดียว ในขณะที่ขั้วอำนาจอีกข้างหนึ่งก็ประกาศว่า ฝ่ายเป็นกลางนั้น เป็นนกสองหัว เป็นผู้ทรยศ
สำนักวิจัยหลักทรัพย์ทิสโก้ ได้วาดฉากภาพเหตุการณ์ในอนาคต (scenario) หากมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นใน เงื่อนไขที่ดีที่สุดต่อพรรคประชาธิปัตย์ (best case) ซึ่งเป็นตัวแทนของขั้วอำนาจหนึ่ง จะได้คะแนนเสียง ในการเลือกตั้งเพียง 154 เสียง, ในขณะที่พรรคพลังประชาชนซึ่งเป็นตัวแทนของอีกขั้วอำนาจหนึ่ง หากได้ลงสนามเลือกตั้งจะได้คะแนนเสียงในการเลือกตั้ง 145 เสียง เหลือคะแนนเสียงสำหรับพวกเป็นกลาง ไว้เพียง 101 เสียง ซึ่งในจำนวนนี้ก็จะมีให้แย่งชิงกันทั้ง พรรคชาติไทย, กลุ่มมัชฌิมา, กลุ่มรวมใจไทย, พรรคประชาราษฎร์, กลุ่มสมานฉันท์, พรรคมหาชน, ฯลฯ
ในเบื้องต้นพวกพรรคเล็กพรรคน้อยเหล่านี้มุ่งหวังจะครอบครองคะแนนเสียงอีก 101 เสียงที่เหลือ เพื่อให้ได้เปรียบทางการเมืองและเป็นอะไหล่ทางการเมืองสำหรับการจัดตั้งรัฐบาล ไม่ว่าจากโดยฝั่งขั้วอำนาจใดก็ตาม ประเหมาะเคราะห์ดีก็อาจจะถึงกับเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาลได้เอง ด้วยคิดว่าจะสามารถเสนอให้ประชาชนยอมรับเสียงที่เป็นกลาง, สมานฉันท์ หรือโซ่ข้อกลาง ในทำนองนี้ได้ ก็จะดึงคะแนนออกจากทั้งสองขั้วอำนาจ และผลักดันพวกตนให้เป็นขั้วอำนาจใหม่อันใหญ่โตขึ้นได้เองหากแต่พวกเขาลืมคิดไปว่า สงครามจากทั้งสองฝ่ายอุดมการณ์, สองขั้วอำนาจครั้งนี้ ยังไม่จบสิ้น
เมื่อพิจารณาจากทั้งประวัติศาสตร์การปฏิวัติในฝรั่งเศส และจากข้อเท็จจริงที่ได้ยกขึ้นมาให้ดูนี้แล้ว พวกฝ่ายเป็นกลางจะถูกโจมตีขนาบจากทั้งสองขั้วอำนาจ และถูกกวาดเก็บกำจัดออกไปจากเวทีการเมืองเสียก่อนเพื่อน (และในข้อเท็จจริงแม้ว่าพวกเขาจะหลุดพ้นจากการกวาดเก็บไป ก็ต้องพิจารณาว่าคะแนนเสียง 101 คะแนนเสียงที่เหลือแต่ถูกแบ่งปันกระจัดกระจายไปในหลายกลุ่มหลายเหล่า ทำให้พวกเขามีความสำคัญ เพียงน้อยนิดในเวทีการเมือง -- นี่เป็นเหตุผลที่ทำไมพวกเขาจึงเห็นความจำเป็นในการเร่งเจรจารวมตัวรวมกลุ่ม เพื่อสร้างความสำคัญทางการเมือง, แต่เนื่องจากความขัดแย้งไม่ลงตัวด้านผลประโยชน ์ทำใหพวกเขาล้มเหลว ครั้งแล้วครั้งเล่าในการเจรจาเพื่อรวมตัวกัน) การหักโค่นกลุ่มเป็นกลางจึงจะเกิดขึ้น ก่อนที่สงครามใหญ่เพื่อตัดสิน การหักโค่นระหว่างสองอุดมการณ์, สองขั้วอำนาจ ให้เบ็ดเสร็จสมบูรณ์ จะบังเกิดขึ้นในอนาคตถัดจากนี้ไป
และผลสุดท้ายนั้นจะตัดสินโฉมหน้าในอนาคตของประเทศชาติของเราว่า จะบ่ายหน้าออกจากทางแยก
ครั้งนี้ ไปสู่ทิศทางเช่นใด
นำมาจาก www.palawat.com

