คัดค้านกฎหมายความมั่นคงภายใน
ตามที่คณะกรรมการวิปรัฐบาลของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ได้ส่งร่าง พ.ร.บ.ความมั่นคงภายใน กลับไปให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาใหม่เพื่อแก้ไขปรับปรุง ปรากฎว่า มีการแก้ไขเพียงเล็กน้อยและได้มีมติให้ส่งร่างฯกลับไปที่สนช.เพื่อพิจารณา ในวันพุธที่ ๗ พฤษจิกายน ศกนี้ เรื่องนี้ เป็นเรื่องที่ใหญ่มาก ทั้งเป็นเรื่องที่ผู้รักประชาธิปไตยในสังคมไทย ต้องร่วมกันคัดค้านอย่างถึงที่สุด
สาระสำคัญของ ร่างพ.ร.บ.ความมั่นคงภายในฯ ดังกล่าว คือ
1. ตามมาตรา ๑๕ ให้อำนาจกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในแบบครอบจักรวาล มีอำนาจออกข้อกำหนดห้ามเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องทำหรือไม่กระทำเรื่องใด ห้ามประชาชนเข้าหรือออกจากพื้นที่ใด สั่งห้ามออกนอกเคหสถานในเวลาที่กำหนด สั่งห้ามการใช้เส้นทางคมนาคมหรือการใช้ยานพาหนะ (มาตรา ๑๗) ซึ่งนั่นเท่ากับว่า กอ.รมน.มีอำนาจนิติบัญญัติ สามารถออกกฏหมายบังคับประชาชนได้ตามที่เห็นสมควร
2. นายกรัฐมนตรี เป็นผู้อำนวยการ กอรมน.(จากร่างเดิมที่ให้ ผบทบ.เป็น) แต่ยังให้แม่ทัพภาคเป็น ผอ.รมน.ภาคเหมือนเดิม(มาตรา ๑๐) มีอำนาจแต่งตั้งโยกย้าย บรรดาข้าราชการ ลูกจ้างและเจ้าหน้าที่ของรัฐทั้งปวงในพื้นที่ของแต่ละภาค นั่นเท่ากับเป็นการสร้างรัฐซ้อนรัฐ โดยมีนายทหารในแต่ละภาคและในแต่ละพื้นที่ เป็นผู้มีอำนาจสูงสุด
3. บรรดาข้อกำหนด ประกาศ คำสั่ง หรือการกระทำตามพระราชบัญญัตินี้ ศาลปกครองไม่มีอำนาจ ตรวจสอบการใช้อำนาจของกอ.รมน.ได้ (มาตรา ๒๒) และพนักงานเจ้าหน้าที่ของกอรมน.หรือที่ได้รับคำสั่งจากกอรมน.ในการใช้อำนาจหน้าที่ตามกฎหมายนี้ ไม่ต้องรับผิดทั้งทางแพ่ง ทางอาญา หรือทางวินัย (มาตรา ๒๓) นั่นเท่ากับว่ากอ.รมน.ไม่ต้องถูกตรวจสอบการใช้อำนาจหน้าที่จากฝ่ายตุลาการ
นายสมคิด เลิศไพฑูรย์ อดีตเลขานุการ คณะกมธ.ร่างรัฐธรรมนูญ และคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์กล่าวว่า กฎหมายฉบับนี้มีปัญหาสามประเด็น คือ เป็นกฎหมายครอบจักรวาล เป็นกฎหมายที่ทำลายหลักประกันเรื่องสิทธิเสรีภาพและระบบตรวจสอบ และเป็นกฎหมายที่ทำลายระบบราชการโดยปกติ ถือว่าร้ายแรงยิ่งกว่าระบอบทักษิณเสียด้วยซ้ำ เพราะระบอบทักษิณไม่ได้ห้ามคนอื่นตรวจสอบ
ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก รายงานการเสวนาโต๊ะกลม เรื่อง รวมพลังคัดค้าน พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ณ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๕ พ.ย. ศกนี้ ที่ ประชาไท
ก่อนหน้านี้ ประชาชน องค์กรต่างๆของไทยและสากล ต่อต้านคัดค้านอย่างหนักเช่น คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชีย (AHRC) ได้กล่าวว่า การออกกฎหมายเกี่ยวกับความมั่นคงภายใน “เป็นการนำประเทศไปสู่ความหายนะ” และเป็น“การใช้อำนาจแบบเผด็จการ” และได้เรียกร้องให้รัฐบาลไทยล้มเลิกความตั้งใจดังกล่าว
พลังที่ผลักดันร่างกฎหมายฉบับนี้ คือ คณะนายทหารคมช.โดยเฉพาะพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบทบ.คนใหม่ ที่มุ่งมั่นจะสร้างรัฐทหารขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง ชักนำไทยให้ถอยหลังเข้าคลองครั้งใหญ่ เดินตามรอยพวกเผด็จการทหารของพม่า
พวกนี้ รู้จักและมองเห็นแต่เรื่อง"ความมั่นคง" เห็นว่าทุกอย่าง ทุกเรื่อง ต้องขึ้นต่อ"ความมั่นคง" ทั้งสิ้น ไม่เข้าใจว่า การละเมิดหลักนิติธรรม การละเมิดหลักการแบ่งอำนาจและตรวจสอบอำนาจ และการละเมิดหลักสิทธิเสรีภาพของประชาชน คือการทำลายความมั่นคงของประเทศอย่างถึงราก คือการฉีกรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ ทั้งฉบับทิ้ง และคือการสืบทอดอำนาจเผด็จการของคมช.และพวกอภิสิทธิชนต่อไปชั่วกัลปวสาน
เมื่อหลายพันปีก่อน ขงจื๊อ ปราชญ์ชาวจีน กล่าวว่า ถ้าจำเป็นต้องเลือก ระหว่าง กองทหารเพื่อความั่นคง กับความอยู่ดีกินดีของราษฎร ต้องเลือกอย่างหลัง เพราะ เมื่อราษฎรอยู่ดีกินดี ก็จะสามัคคีกันปกป้องประเทศ แม้นไม่มีกองทหาร ก็สามารถสร้างขึ้นใหม่ได้ เปรียบเทียบดูแล้ว พวกอภิสิทธิชนที่นิยมเผด็จการพวกนี้ ล้าหลังกว่าคนโบราณอีกเยอะ
อ้างว่า ประเทศไหนๆ ก็มีกฎหมายความมั่นคงภายในทั้งนั้น ถูกต้อง แต่ที่ไม่รู้หรือไม่ยอมพูด คือมีแต่ประเทศที่เผด็จการปกครอง ไม่กี่ประเทศ เช่น พม่า ปากีสถานฯ ที่จะมีกฎหมายความมั่นคงที่ล้าหลังแบบของไทยที่ให้อำนาจพวกทหารขนาดนี้ ทีกับประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยส่วนใหญ่ของโลก ที่มีกฎหมายความมั่นคงที่ก้าวหน้า ทันสมัย ไม่รู้จักไปศึกษาเอาอย่าง เรียกว่า "คนมันชั่ว(คมช.) จึงชอบอ้างและเอาอย่างแต่เรื่องชั่วๆ จากประเทศชั่วๆ "
การเลือกตั้งทั่วไปตามรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ จะมีขึ้นในวันที่ ๒๓ ธันวาคม ศกนี้ เหลือเวลาเพียงเดือนเศษ รัฐบาลสุรยุทย์ เป็นเพียงรัฐบาลรักษาการ ไม่มีความชอบธรรมใดๆที่จะผลักดันเรื่องใหญ่ขนาดนี้ จึงขอเตือนสติ ให้มีความยั้งคิด ถอนร่างกฎหมายความมั่นคงภายในดังกล่าวออกจาก สนช.ทันที มิฉะนั้น เท่ากับรัฐบาลนี้ กำลังผลักดันไทยเข้าสุ่กลียุคครั้งใหม่ แผ่นดินไทย จะเดือดเป็นไฟ ที่อาจลามไหม้ไปเผาผลาญผู้คนและสถาบันต่างๆของสังคม แบบที่เคยเห็นมาแล้วในประเทศอื่นๆ
หรือถ้าเห็นว่า ไทยยังมีวิกฤติและความเดือดร้อนวุ่นวายต่างๆไม่พอ ก็ไสช้างออกมาเถิด แล้วจะได้รู้กันไปว่า ปวงชนชาวไทยจะยอมให้พวกทหารบ้าอำนาจพวกนี้ ครองอำนาจต่อไปหรือไม่ ทั้งงานนี้ จะได้กลายเป็นไม้บรรทัดวัดระดับประชาธิปไตยของบรรดาพรรคการเมืองและกลุ่มชนทั้งหลายในสังคมไทย ให้เป็นที่ประจักษ์ชัดต่อไป
- หากเหล่าฟาสซิสต์หลงยุคประเมินว่าการปั่นกระแสจารีตถึงขีดสุดแล้ว
- ฝันกลางวันหวังโหนกระแสบูชาตัวบุคคลหมุนกลับยุคสมัย
- มุ่งเร่งสถานการณ์การเผชิญหน้าระหว่างพลังจารีตนิยมกับพลังประชาธิปไตย
- วาดวิมานทรายหวังฟื้นฟูระบบเผด็จการของอภิชนและอำมาตยา
- ปวงชนผู้รักประชาธิปไตยก็ขอน้อมรับคำท้าทาย
- ขอเชิญบรรดาสิ่งตกค้างทางประวัติศาสตร์ทั้งปวงจงได้เร่งมือเถิด
- Login or register to post comments
- Login or register to post comments
- Login or register to post comments

