สามัคคีพลังประชาธิปไตยทั้งปวง ต่อต้านการรัฐประหารครั้งใหม่
จากโพลนี้ ถ้าเป็นพรรคพวกของทักษิณและไทยรักไทย หรือเป็นประชาชนที่นิยมพวกเขา คงจะดีใจจนหัวใจพองโต เหมือนเพลงเก่าเพลงหนึ่งที่ว่า "เรารอวันนี้ วันเผด็จศึก ใจมันฮึก ไม่นึกหวาดหวั่น "
แต่เมื่อดูจากที่ พล.อ.สนธิ พูดไว้เมื่อเร็วๆนี้ ว่า ทหารอาจทำการปฏิวัติอีกครั้ง ถ้าพรรคพลังประชาชนได้รับเสียงข้างมากจากการเลือกตั้ง 23 ธค. ศกนี้ จากกระทู้นี้ ก็น่าเป็นห่วงระบอบประชาธิปไตยของไทยว่า จะถอยหลังเข้าคลองอีกแล้วละหรือ?
บางคนอาจคิดว่า พล.อ.สนธิ หมดอำนาจไปแล้ว ถึงพูดเช่นนี้ ก็คงไม่มีน้ำยาไปทำอะไรได้
ที่หลายคนไม่รู้ก็คือ คมช.และพวกอภิสิทธิชนที่ค้ำจุนสนับสนุนพวกเขา ยังควบคุมอำนาจรัฐอยู่ และไม่เคยแม้แต่จะคิดที่จะถอยออกจากอำนาจรัฐ ทั้งยังวางแผนการสารพัดที่จะสืบทอดอำนาจของพวกเขาต่อไป แม้ภายหลังการเลือกตั้ง 23 ธค. ศกนี้ เรื่องนี้ไม่ใช่เป็นเรื่องตัวบุคคล พล.อ.สนธิไป ก็มีพล.อ.อนุพงษ์เข้ามา ตัวบุคคลเป็นแค่ปลายยอดภูเขาน้ำแข็ง
ความจริง แผนการของพวกเผด็จการอภิสิทธิชนกลุ่มนี้ ก็ไม่ได้เป็นความลับอะไร หลายเรื่องพวกเขาก็เผลอเผยออกมาบ้างแล้ว เพียงแต่หลายเรื่องยังไม่กล้าพูดออกมา อาจกลัวถูกคนโห่ไล่เอา จึงขอสรุปเพื่อทบทวนความจำอีกครั้ง ดังนี้
๑.หาเรื่อง ยุบพรรคพลังประชาชนอีกครั้งหนึ่ง หลังจากได้ยุบพรรคไทยรักไทยไปแล้ว ที่ตั้งเรื่องรอไว้แล้วตอนนี้ก็มีตั้งแต่ เป็นพรรคนอมินีของทักษิณและอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ๑๑๑ คนที่ถูกตัดสิทธิเลือกตั้ง ตั้งข้อหาใช้เงินซื้อเสียง ฯลฯ ถ้าพรรคพลังประชาชน ทำอะไรผิดพลาด เผยจุดอ่อน ก็จะเข้าทางพวกนี้ ที่ตั้งท่า จ้องตาเป็นมันอยู่
๒.ถ้ายุบพรรคพลังประชาชนไม่ได้ เพราะไม่มีเรื่องให้หาได้จริงๆ ก็จะเดินแผนสอง ที่เรียกว่า "เมื่อจมเรือทั้งลำไม่ได้ ให้ยิงคน" คือการหาเรื่องกับผู้สมัครของพรรคพลังประชาชน ด้วยข้อหาสารพัด เพื่อหาทางแจกใบเหลือง ใบแดงกับพวกนี้ให้มากที่สุด อย่างไรก็จะพยายามสกัดไม่ให้พรรคนี้ ได้เสียงข้างมากอย่างเด็ดขาด
๓.สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ ชาติไทย เพื่อแผ่นดินไทย ประชาราช ฯลฯ ให้ร่วมมือกันหาเสียง และรวมตัวกันจัดตั้งรัฐบาลใหม่ที่ สวามิภักดิ์กับพวกเขา ดังที่นายสุรเกียรติ์ได้เผยความออกมา การสนับสนุนกลุ่มพรรคฝ่ายค้านเดิมนี้ จะกระทำทุกวิถีทาง ทั้งการใช้อำนาจรัฐและการส่งกระสุนดินดำ
๔.ถ้าแผนการตาม ๑ ๒ ๓ ไม่สำเร็จ ยังไม่สามารถสกัดพรรคพลังประชาชนได้ พวกนี้ ก็จะใช้แผนสุดท้าย คือ ล้มกระดาน ทำรัฐประหารครั้งใหม่ ซึ่งอาจทำก่อนหรือหลังการเลือกตั้งก็ได้ ตัวอย่างของพม่า ที่นางอองซานและพรรคฝ่ายค้าน ชนะเลือกตั้งท่วมท้นแต่ถูกปล้นอำนาจรัฐโดยพวกเผด็จการทหารพม่ามาจนถึงบัดนี้ อย่าไปประมาทว่า พวกเผด็จการของไทย จะไม่กล้าทำหรือทำไม่ได้
เหตุผลง่ายๆ ก็คือ หัวเด็ดตีนขาด ก็จะไม่ยอมให้ทักษิณ กลับมาเป็นอันขาด ตามคำพูดตรงไป ตรงมาของ พล.อ.อนุพงษ์ ที่ว่า "ถ้าทักษิณกลับมา ผมก็อยู่ไม่ได้"
เราจึงขอเตือนทักษิณและพลพรรคพลังประชาชน ว่า อย่าเพิ่งกระหยิ่ม ยิ้มย่องกับผลโพลดังกล่าวข้างต้น อุปสรรคที่ทอดตัวอยู่ข้างหน้า ยังมีอีกหลายด่านนัก อย่าได้ทอดทิ้งการสมัครสมานกับประชาชนผู้รักประชาธิปไตยกลุ่มอื่นๆ พึงต้องตระหนักว่าพวกเผด็จการอภิสิทธิชนยังควบคุมอำนาจรัฐอยู่ พวกนี้จะไม่ยอมลงจากเวทีอำนาจรัฐอย่างง่ายๆ แม้ว่าจะอ่อนแอเพียงใด
มีแต่การชูธงประชาธิปไตย สมานฉันท์และปฏิรูปประเทศให้สูงเด่น สมานสามัคคีกับประชาชนผู้รักชาติ รักประชาธิปไตยอย่างกว้างขวาง จึงจะสามารถมีพลังที่เข้มแข็งเกรียงไกร สู้กับพวกเผด็จกาอภิสิทธิชนกลุมนี้ได้
ดูจากการดันทุรัง ผลักดันร่างกฎหมายความมั่นคงภายใน ที่เป็นกฎหมายเผด็จการฟาสซิสต์ชัดๆ จนผ่านสนช.วาระแรกไปแล้ว ทั้งๆที่เผชิญหน้ากับเสียงต่อต้านคัดค้าน ที่ดังระงมไปทั้งบ้านทั้งเมือง ก็พอจะมองเห็นความโง่ บ้า และอุกอาจก้าวร้าวของ พวกเผด็จการอภิสิทธิชนกลุ่มนี้ได้ ถ้าพวกเขาสามารถผลักดันกฎหมายนี้ออกมาได้สำเร็จ การเลือกตั้งและรัฐธรรมนูญก็จะไร้ความหมาย นั่นเท่ากับเป็น การทำรัฐประหารเงียบอย่างถูกต้องกฎหมายไปเรียบร้อยแล้ว โดยไม่ต้องออกแรงลากรถถังและออกแถลงการณ์อะไรให้มันวุ่นวาย
พวกนี้ดูหมิ่นพลังประชาธิปไตยของสังคมไทย คิดว่าจะเหยียบประเทศไทยไว้ใต้ฝ่าเท้าของพวกเขาได้อย่างง่ายๆ เมื่อครั้งทำรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ประชาชนส่วนใหญ่ไม่ต่อต้าน จึงมีใจกำเริบเสิบสาน โอหังลำพอง คิดการอุกอาจ เตรียมการจะก่อรัฐประหารครั้งใหม่ การที่พล.อ.อนุพงษ์ ผบ.ทบ.ออกคำสั่งย้ายผู้บังคับกองพัน ล่าสุด ๘๔ ตำแหน่ง คือการเดินซ้ำรอยเดียวกับ พล.อ.สนธิ เมื่อปี ๒๕๔๙ ทีย้าย ผบ.พันครั้งใหญ่ เพื่อเตรียมการ ก่อนที่จะก่อรัฐประหาร ๑๙ กันยาฯ
เราจึงขอประกาศให้ประชาชนผู้รักประชาธิปไตย ให้ตื่นตัว ลุกขึ้นมา ร่วมมือกับพลังประชาธิปไตยทั้งปวง คัดค้านกฎหมายความมั่นคงภายใน และเตรียมการต่อต้านการรัฐประหารครั้งใหม่
งานนี้ ขอชี้หน้า กาหัว ฟันธงล่วงหน้าไปได้เลยว่า คนที่ผลักดันกฎหมายความมั่นคงภายในคือ พล.อ.อนุพงษ์ และคมช. และคนที่จะทำการรัฐประหารครั้งใหม่ ก็คือ คนนี้และกลุ่มนี้
เราจึงขอเรียกร้องต่อประชาชนผู้รักประชาธิปไตย ว่า
"เร็วลุกขึ้นเถิด เร็วลุกขึ้นเถิด ทุกชั้นชนไทย
ชนผู้รักชาติ รักประชาธิปไตย จงสามัคคีกัน
ต่อสู้กับกับพวกเผด็จการอย่างสุดกำลัง"
| Attachment | Size |
|---|---|
| 2007-11-21_PostPoll.jpg | 317 KB |
- ความยากลำบากในการดำรงชีพของรากหญ้าจากภาวะเศรษฐกิจที่เสื่อมทรุดลงอย่างรวดเร็ว ผนวกเข้ากับการจัดริ้วขบวนการเมืองและยุทธศาสตร์โฆษณาหาเสียงของ "ขบวนทักกี้แปลงร่าง" เร้าใจคนจนยิ่งนัก โดยเฉพาะการชูแนวทางสามยุทธศาสตร์เศรษฐกิจของ นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ
- ประชาชนชาวไทยกำลังเดินหน้าสู่การตัดสินใจทางการเมืองที่เป็น "ระยะหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ" อีกครั้งหนึ่ง ว่าจะเลือกสนับสนุน "ธงการเมือง-เศรษฐกิจ" ที่โบกสบัดเรียกลูกค้ากันอย่างอลหม่านผืนใด แม้ว่าพรรคการเมืองที่เสนอหน้ามาขอการสนับสนุนจากปวงชนไทยจะมีถึงเกือบสามสิบพรรค แต่แท้จริงแล้วก็แบ่งได้เป็นสองฝ่ายใหญ่เท่านั้นคือ พรรคปีกทักกี้ และ พรรคปีกจารีตนิยม-อำมาตยา แม้ว่าเป็นความเป็นจริงอันน่าสังเวช ที่ทางเลือกของปวงชนชาวไทยช่างน้อยเหลือเกินแม้ย่างศตวรรษที่ 21 แล้วก็ตาม แต่นี่ก็เป็นความเป็นจริงทางการเมืองที่เรามิอาจไม่ยอมรับ ตราบใดที่ "กองหน้ายุคใหม่" ของผู้รักประชาธิปไตยของปวงชนยังไม่จัดตั้งกันขึ้นอย่างเข้มแข็ง
- ค่อนข้างแน่นอนว่า ภายใต้ยุคสมัยซึ่งระเบียบโลกใหม่ใต้ผืนธง "เสรีนิยมใหม่" ยังคงครอบโลก (ด้วยหลักนิยมทางการเมือง เสรีประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน และการเปิดเสรีทางการค้า-การลงทุน) อีกทั้งสถานการณ์เศรษฐกิจของคนจนในไทยยังคงลื่นไถลสู่หายนะครั้งใหม่ด้วยอัตราเร่ง สภาวการณ์ที่เป็นจริงทั้งภายในและภายนอกเช่นนี้ ช่างอำนวยประโยชน์แก่ "การจ้วงตีกลับ" ของขบวนทักกี้แปลงร่างเสียนี่กระไร
- ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ระหว่างการแอบอิง "การปั่นกระแสบูชาบุคคลและลัทธิเศรษฐกิจคุณธรรม" ของขบวนจารีตนิยม-อำมาตยา และ "การปั่นกระแสฝันประชานิยมวาระพิเศษ" ของขบวนทักกี้ ประชาชนชาวไทยส่วนใหญ่ที่ยังไม่ได้กวาดล้างทรรศนะไพร่-ทาส และลัทธิบริโภคนิยมไร้ขีดจำกัดออกจากสมองของตนจะเลือกหนทางใด
- ศรศิลป์จึงเห็นว่า ทรรศนะของ "คุณไท" ที่เสนอข้างต้นมาจากสายตาที่เล็งการณ์ไกล เส้นทางสู่ไทยใหม่ที่รุ่งเรืองและคนไทยทุกคนมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ทัดเทียมกันนั้นยังห่างไกล การต่อสู้ชิงชาติในหมู่อภิชนไทยฝ่ายต่างๆ จะดำเนินต่อไปอย่างรุนแรง ยอกย้อน และยืดเยื้อ โดยเอาชีวิตคนไทยทั้งชาติเป็นตัวประกัน
- การรัฐประหาร 19 กันยายน พ.ศ. 2549 เป็นเพียงยกแรกของการชิงชาติครั้งนี้ ไทยทั้งชาติยังต้องผ่านกบฏ-รัฐประหาร-การนองเลือดอีกหลายระลอก เพียงเพื่อให้อภิชนได้เหยียบย่ำขึ้นสู่อำนาจดังจำนง
- ภาวะการต่อสู้ทางการเมืองด้วยวิถีสันติในหมู่อภิชนเป็นเพียง "ระยะชั่วคราว" และ "ม่านควันบังตา" เพื่อมึนชาฝ่ายตรงข้าม ด้วยเหตุที่อภิชนทั้งสองฝ่ายใหญ่ซึ่งมุ่งห้ำหั่นแย่งชิงชาติกันนั้น ล้วนแต่แตกแยกอย่างแหลกละเอียดราวเศษกระเบื้อง ภาพที่ถูกสร้างให้เห็นเอกภาพล้วนจอมปลอมและไร้พื้นฐานที่แท้จริง อภิชนทั้งสองฝ่ายล้วนอยู่ในระหว่างจัดขบวนแถว-แยกสลายฝ่ายตรงข้าม-ซ่องสุมกำลังลับส่วนตัว-สร้างตัวต่อสถานการณ์ เพื่อเดินหน้าสู่การประลองกำลังครั้งใหม่
- ทางด้านขบวนจารีตนิยม-อำมาตยานั้น เอกภาพอันจอมปลอมและเลื่อนลอยที่ถูกปั่นกระแสสูงสุดในชั่วขณะนี้นั้น จะล่มสลายชั่วพริบตาเพียงแค่การล่วงพ้นของบุคคลที่เข้มแข็งโดดเด่น
- ทางด้านขบวนทักกี้ก็เช่นกัน เกือบทศวรรษที่ผ่านพ้น "สินค้าแดกด่วน" ตัวนี้เป็นที่นิยมอย่างยิ่งของสังคมบริโภคนิยมไทย แต่พฤติกรรมที่ฮึกเหิมกินรวบ แต่ไร้วิสัยทัศน์ และรวบอำนาจเด็ดขาด (แม้แต่ในพรรคของตนเองยังไม่มีประชาธิปไตย) ได้ก่อความร้าวฉานกับกลุ่มทุนอื่นๆ ทั่วไปและวางตนเป็นฝ่ายตรงข้ามกับ "ขบวนประชาสังคม" ซึ่งล้วนเป็น "อำนาจใหม่-อภิชนใหม่" ที่น่าสังเวชคือ สินค้าแดกด่วนตัวใหม่หลากหลายกำลังปั่นกระแสของตนขึ้นมาอย่างรวดเร็ว สินค้าแดกด่วนตัวเก่าก็ย่อมต้องร่วงโรยไป นี่ไม่ใช่ยุคสมัยสงครามเย็น ไม่มียุคสมัยอันยาวนานของ "ระบอบปกครองประชานิยมเปรอง-เอวิต้า" อันมหาอมตะนิรันดร์กาลอย่างแน่นอน
- ทางฝ่ายปวงชนนั้น "ขบวนการนกสีเหลือง-นักสู้เดือนตุลา" ได้แตกแยกและล่มสลายลงอย่างเด็ดขาดสิ้นเชิงแล้ว โดยสลายตัวเข้ารับใช้ปีกฝ่ายต่างๆ ในหมู่อภิชน "ขบวนประชาสังคม" ที่เกิดและวิวัฒน์ขึ้นตั้งแต่ปลายสมัยสงครามเย็นกำลังอยู่ระหว่างปีนป่ายบนเส้นทางของ "อำนาจใหม่" ด้วยการทำพันธมิตรและก้มหัวรับใช้ "อำนาจเก่า" ฝ่ายต่างๆ การวิวัฒน์ของสังคมไทยในสมัยปัจจุบันจึงสลับซับซ้อนยิ่งกว่าสมัยการเปลี่ยนแปลง 2475 นับร้อยเท่าพันทวี ทั้งนี้เพราะชนบทไทยได้เปลี่ยนไปอย่างถึงราก กลุ่มชนต่างในสังคมทั้งในเมืองและชนบทก็แยกย่อยอย่างสลับซับซ้อน กลุ่มผลประโยชน์และกลุ่มการเมืองต่างๆ จึงแตกแยกย่อยหลายหลากทั้งทางจินตภาพและแนวทาง สังคมไทยจึงเข้าสู่ระยะของกระบวนการเปลี่ยนผ่านใหม่ที่คดเคี้ยว-วกวน-ยาวนาน ในท่ามกลางการพลิกผันครั้งแล้วครั้งเล่าในการรุกรบขับเคี่ยวเพื่อชิงชาติของอภิชนต่างๆ "อำนาจใหม่-พลังใหม่" อันมีที่มาจากหลากหลายสายธารจะวิวัฒน์ตนเองและค่อยๆ ก้าวขึ้นสู่เวที ด้วยวาระและภารกิจทางประวัติศาสตร์ที่เป็นของตนเองอย่างแท้จริง
- Login or register to post comments

